WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 11, 2007

มาตรฐาน กกต.


กรณีเอกสารลับของ คมช. กับกรณีวีซีดีทักษิณ ทำให้ประชาชนอย่างผมได้แลเห็นพฤติกรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่สะท้อนถึง มาตรฐานการปฏิบัติ และมุมต่อปัญหาที่แตกต่างกันชนิดหน้ามือกับหลังเท้า

กรณีเอกสารลับ มีพยานหลักฐานเป็นเอกสารลับของ คมช. ลงวันที่มีลายเซ็นผู้จัดทำ ผู้กลั่นกรอง ผู้สั่งการ ผู้อนุมัติ และผู้รับปฏิบัติ ครบถ้วน มีพยานบุคคลเป็นข้าราชการทหารสังกัด คมช. ออกมายอมรับสารภาพหมดแล้ว มีคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารลับ สอบสวนสรุปผลเป็นมติไว้เรียบร้อย ครบถ้วนทุกขั้นตอน ว่า คมช. ไม่เป็นกลาง และ กกต. ต้องดำเนินการกับนายทหารผู้ลงนามในเอกสารลับ ตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 57 ในฐานะที่ กกต. เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย

แต่ปรากฏว่า กกต. กลับตั้งข้อสังเกตและหาเหตุหาช่องว่างของกฎหมายหลายต่อหลายฉบับ มานำเสนอเพื่อจะชี้ว่า มติของคณะกรรมการชุด นายสุพล ยุติธาดา ที่บอกว่า คมช. ไม่เป็นกลาง ต่าง หาก ที่ไม่เป็นกลาง

ไม่น่าเชื่อว่า กกต. จะไม่เชื่อถือผลการสอบสวนและมติของคณะกรรมการที่ตัวเองแต่งตั้งขึ้นมา มิหนำซ้ำยังจะหาเหตุผล หาหลักฐานใหม่ๆ มาคัดค้าน ทำลายความน่าเชื่อถืออีกด้วย

การเลื่อนประชุม เพราะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ คมช. ยื่นหนังสือไม่ยอมรับผลการสอบสวนและมติที่บอกว่า คมช. ไม่เป็นกลาง ก็พอจะมองเห็นผลการวินิจฉัยของ กกต. แล้วว่าจะเป็นในทิศทางใด ระหว่าง เชื่อคณะกรรมการชุดนายสุพลที่ตนแต่งตั้งมากับมือ หรือ เชื่อ คมช. ที่แต่งตั้งตนมากับมือ

แต่กรณีวีซีดีทักษิณเชียร์พรรคพลังประชาชน ที่จนถึงเวลานี้ที่ผมเขียนต้นฉบับ ก็ยังไม่รู้ว่าใครทำ ใครปั๊ม ใครแจก ทำเมื่อไร แจกวันไหน แจกที่ไหน แจกให้ใคร ยังไม่มีข้อมูล และหลักฐานปรากฏแม้แต่เพียงเรื่องเดียว

กกต. กลับแสดงความเห็นกันอย่างขยันขันแข็ง ว่าน่าจะมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งในฐานะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ถูกตัดสิทธิ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้ง และในฐานะ ผู้ใด ที่เชียร์พรรคพลังประชาชน

ไม่เพียงแต่แสดงความเห็นแบบชี้นำ ว่าการกระทำครั้งนี้ผิดแน่ๆ ยังมีการแจ้งโทษไว้เสร็จสรรพว่า ถึงกับยุบพรรคพลังประชาชน และจับทักษิณติดคุกได้

ไม่ว่า นายสมัคร สุนทรเวช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี จะชี้แจงอย่างไร ก็ดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้น

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ คำสัมภาษณ์ของ กกต. ที่ชื่อ นายสุเมธ อุปนิสากร ตอบคำถามนักข่าวเรื่องนายสมัครชี้แจงว่าวีซีดีทักษิณแผ่นนี้ ทำขึ้นตั้งแต่ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และก่อนที่ กกต. จะมีมติห้ามกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน พูด คิด และเขียนถึงพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด

เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะใช่ประเด็นหลักที่ต้องดู เพราะการทำผิดกฎหมายต้องนับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกา หากอ้างเช่นนี้เหมือนกับอ้างว่าทำมาแล้วสิบปีจะทำอย่างไร ปัญหาคือจะพูดตอนไหนก็ตาม แต่นำมาใช้หาเสียงในช่วงนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ กกต. ก็ต้องพิจารณาว่าการกระทำอย่างนี้ ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์หรือไม่

ต้องพิจารณาด้วยว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ หากผิดก็จะต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีอาญาต่อไป ต้องพิจารณาว่าทางพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ หากรู้เห็นด้วยก็อาจจะต้องมีความผิดด้วย

ต้องขอเวลาให้ กกต. พิจารณาเรื่องวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อน โดยปกติ กกต. จะประชุมทุกวันอังคารและวันพุธ หากรับเรื่องไว้พิจารณา ในวันอังคารที่ 11 ธันวาคมนี้ กกต. ก็จะพิจารณาให้เสร็จภายใน 3-7 วัน และเรื่องนี้ต้องพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ การนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาสามารถตั้งกรรมการสอบได้ โดยอาศัยจากข่าวที่เกิดขึ้น ไม่ต้องรอให้บุคคลใดร้องเรียน

กรณีวีซีดีทักษิณนี้ แม้ว่าการกระทำจะเกิดก่อนมีพระราชกฤษฎีกา ก็ถือว่าผิด เพราะผลของการกระทำมีมาถึงหลังประกาศพระราชกฤษฎีกา และต้องทำเร็วที่สุด แต่กับกรณีเอกสารลับของ คมช. นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. คนเดียวกันนี้ ให้ความเห็นว่า

ตามจริงเนื้อหาตามเอกสารลับของ คมช. ไม่น่ากลัว เพราะเป็นเพียงเอกสารที่เป็นแผนการ เพื่อให้ คมช. และทหาร ช่วยกันรณรงค์ให้การเลือกตั้งยุติธรรม แต่ บังเอิญ เอกสารดังกล่าวได้พาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเกิดความไม่เป็นธรรม และบางพรรคอาจเสียเปรียบ ซึ่ง กกต. จะพิจารณาจุดนี้เป็นสำคัญ เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกทำขึ้นเพื่อบ้านเมือง เพราะ หวังดีต่อบ้านเมือง การจะวินิจฉัยว่าการกระทำของ คมช. เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันหรือไม่ จำเป็นต้องดูว่าเอกสารดังกล่าวทำขึ้นก่อนหรือหลังมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. จะพิจารณาและลงมติอีกครั้งหนึ่ง

กรณีของเอกสารลับ คมช. นายสุเมธกลับเห็นว่าต้องพิจารณาว่าทำก่อนหรือหลังพระราชกฤษฎีกา ราวกับมีนัยที่จะบอกว่าหากทำก่อนก็ไม่ผิด ทั้งๆ ที่ผลของการกระทำยังคงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากยังไม่มีการสั่งยกเลิกคำสั่งสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนอย่างเป็นทางการ และหลักฐานสำคัญก็คือ โครงการประชาธิปไตยสีขาว ของสำนักงานเลขาธิการ คมช. ที่ยังดำเนินการกันอยู่ในขณะนี้ และ รายการข่าวหน้าหนึ่ง ของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ที่มี นายเสรี วงษ์มณฑา เป็นผู้ดำเนินรายการ ยังคงให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยผูกโยงไปถึงพรรคพลังประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายสุเมธ อุปนิสากร ไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าต้องเร่งรีบดำเนินการวินิจฉัยในกรณีเอกสารลับของ คมช. ทั้งๆ ที่มีผลการตรวจสอบมารออยู่ในแฟ้มประชุมแล้ว แต่กลับยืดเวลาออกไปอีกโดยไม่มีกำหนดว่าจะชี้ขาดได้เมื่อใด

ในขณะที่กรณีวีซีดีทักษิณยังไม่ได้เริ่มสอบสวนแม้แต่คำเดียว ยังไม่มีแม้แต่ข้อมูลสักตัวเดียวมาถึงมือ นายสุเมธกลับบอกว่าจะสรุปแล้วเสร็จได้ภายใน 3-7 วัน

ก็เพราะ กกต. พูดอย่างนี้ ทำอย่างนี้ แสดงความคิดเห็นแบบแก้ผ้าล่อนจ้อน ให้ประชาชนเห็นว่ามี 2 มาตรฐานอย่างนี้นี่เอง

จึงไม่ต้องถามว่า ทำไมประชาชนบางส่วนจึงมอง กกต. ด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ

จาก http://www.prachatouch.com/

ออกได้ 4 ประตู

หลังจากชักเข้าชักออกจนยืดเยื้อมาเป็นเดือน วันนี้ (11ธ.ค.) คณะกรรมการกกต.ชุดใหญ่ก็จะได้ฤกษ์ตัดสินกรณีเอกสารลับคมช. ตามแผนสกัดพรรคพลังประชาชน

เป็นเผือกร้อนๆที่ กกต.ต้องรับเอาไว้ เต็มเปา

บทสรุปของเรื่องนี้ก็มีทางออก 4 ประตู

1, เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน ที่ชี้ว่า คมช.วางตัวไม่เป็นกลาง ทางการเมือง

2, เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน แต่ คมช.ไม่มีความผิด เนื่องจาก มีบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครอง

3, ไม่เห็นชอบตามผลสรุปของอนุกรรมการสอบสวน เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของ คมช. ที่จะดำเนินการใดๆเพื่อรักษาความมั่นคง ของชาติโดยรวม

4, ยื่นเรื่องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.มีอำนาจสอบสวนเอกสารลับ ของ คมช.หรือไม่? เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ส่วนปัญหาเอกสารจริง หรือเอกสาร ปลอมไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

เพราะ กกต.มีเอกสารลับที่ส่งจากพรรค พลังประชาชน และเอกสารลับฉบับที่ส่งจาก คมช. อยู่แล้วในมือ ซึ่งเอกสารทั้ง 2 ฝ่ายก็มีเนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนกัน

แต่คณะอนุกรรมการสอบสวน “ให้นํ้าหนักเอกสารของ คมช.” มากกว่าเอกสารของ พรรคพลังประชาชน

พูดให้ชัดๆคือ มติเอกฉันท์ที่เห็นว่า คมช.วางตัวไม่เป็นกลาง ก็ยึดตามเอกสารของ คมช.นั่นเองเป็นหลักในการพิจารณา

“แม่ลูกจันทร์” คาดว่าที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่จะเลือกทางออกประตูที่ 2 เพื่อไม่ให้ ปัญหาบานปลาย

เพราะถึงแม้เอกสารลับจะชี้ว่า คมช. ไม่เป็นกลาง แต่มีบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ให้การคุ้มครอง

คือถึงจะผิดก็ไม่ต้องรับผิดในทุกกรณี

ข้อสำคัญ พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง มีผลบังคับเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม แต่คำสั่ง คมช. ตามเอกสารลับฉบับนี้ลงวันที่ 14 กันยายน

ก่อนพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเกือบหนึ่งเดือน

แถม คมช.แจ้งว่า ได้ยกเลิกคำสั่งตามเอกสารลับฉบับนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป

หมายฟามว่า แผนปฏิบัติการลับเพื่อสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ

ก็เท่ากับกรณีเอกสารลับยุติลง

ฝ่ายพรรคพลังประชาชนในฐานะผู้ เสียหาย ก็ได้คะแนนสงสารเป็นกำไร

สรุปว่าทั้งสองฝ่ายเจ๊ากันไป

แต่ถ้าที่ประชุมใหญ่ กกต.จะเลือกทางออกประตู 3 คือ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐ-ธรรมนูญตีความว่า กกต.มีอำนาจตรวจสอบ คมช.หรือไม่

ถ้า กกต.เลือกประตูนี้ ก็จะเสียรังวัดเอง!!

เพราะในเมื่อ กกต.ยังไม่รู้ว่าตัวเอง มีอำนาจตรวจสอบ คมช.หรือไม่ แล้ว กกต. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ได้อย่างไร??

หรือถ้า กกต.จะเอาประเด็นเอกสารปลอมย้อนศรเล่นงานพรรคพลังประชาชน

กกต.ก็อาจโดนศรย้อนมาเข้าตัวเอง??

เพราะกรณีเอกสารลับของ คมช. พรรคพลังประชาชนมีสถานะเป็น “ผู้ร้องเรียน”

ร้องขอความเป็นธรรมให้ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลการเลือกตั้ง ตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร

เมื่อคณะอนุกรรมการของ กกต.ได้ ตรวจสอบแล้วสรุปว่าเป็นเรื่องจริง กกต.จะไปเล่นงานผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ อย่างไร??

นี่ถ้าเกลือไม่เป็นหนอน ไม่มีคน ใน คมช.ปล่อยเอกสารลับออกมา

มันก็ไม่ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้ออย่างนี้ หรอกโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์:สำนักข่าวหัวเขียว

จาก http://www.thairath.co.th/#

หลุมดำการเมือง



ถอดรหัส อาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใน พรรคมัชฌิมาธิปไตย ดูแล้ว จะเห็นถึงสัจธรรมทางการเมืองหลายด้านด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเมืองถ้าไม่บริสุทธิ์ มีอำนาจ นอกระบอบประชาธิปไตยมาแทรกแซง ก็จะกลายเป็นดาบกลับมาเชือดคอตัวเองในที่สุด

เป็นกงเกวียนกำเกวียน

เริ่มต้นต้องยอมรับว่า คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นตัวจริงเสียงจริงในการขับไล่ขั้วอำนาจเก่า น่าจะก่อนกลุ่มพันธมิตร เสียอีก ส่วนจะเป็นเพราะเหตุผลอะไร ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่

หลังก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยได้สำเร็จ คุณประชัย ก็ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอย่างเต็มที่ ประกอบกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรก็ตกที่นั่งหัวอกเดียวกับคุณประชัย เลยเข้าขากันอย่างดี

ในขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของพันธมิตรในการขับไล่ขั้วอำนาจเก่า ก็ต้อง อาศัยบารมีของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเช่นกัน ลำพังตัวเองก็คงไปไม่รอด

เลยกลายเป็นบุญคุณติดค้างกันนัวเนียไปหมด ในขณะเดียวกัน โดยส่วนตัว คุณประชัยกับผู้ใหญ่ ก็เดินกันคนละทาง ผลประโยชน์ คนละขั้ว เข้าใจว่าจะมีเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ด้วยซ้ำ

มองหน้ากันลำบาก

ถ้าต่างคนต่างเดินก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อถึงเวลาที่คุณประชัย จะต้องลงมาเล่นการเมือง และเป็นการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุม ไม่เป็นอิสระ เป็นการเมืองภาคบังคับ

สุดท้ายเลยต้องชนกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่คุณประชัยระบายความในใจพรั่งพรูออกมาหลังเจอข้อหาคดีอาญาเข้าอย่างจัง เป็นกิริยา กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คุณประชัย คงจะรู้แก่ใจดีที่สุด

ก็เพราะระยะหลังมีการใส่ความกันว่า กลุ่มคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน กำลังเอาใจออกห่าง แอบไปพบกับคนที่อยู่ต่างประเทศ บ้าง รับแผนมาเพื่อทำลายพรรคบ้าง

เกิดความหวาดระแวงขึ้นมาในพรรค

ถึงกับตัดท่อน้ำเลี้ยง ตัดเป็นตัดตาย แบ่งเป็นขั้วพันธมิตรและขั้วสมศักดิ์ หลังสุดก็เห็นเอาคุณการุณ ใสงาม กลับมาเป็นแม่ทัพอีกที ท่ามกลางเสียงร้องว่า ฝ่ายพันธมิตร รูดปรื๊ดๆ แต่อีกฝ่ายท่อตันซะแล้ว

คือผลพวงจากการเมืองที่ถูกแทรกแซง

ผมว่านี่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจน และ อีกหลายพรรค การเมืองก็กำลังเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เพียงแต่ว่า จะสะกดกลั้นไว้ได้อีกนานแค่ไหนเท่านั้น

การเมืองคือการรวมตัวของกลุ่มผลประโยชน์ ผลประโยชน์ ขัดกันเมื่อไหร่ก็ตัวใครตัวมัน ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การเมืองออกแบบไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย

อย่าไปคิดอะไรเพ้อเจ้อ.

“หมัดเหล็ก”


///////////////////////////////////////////////

คอลัมน์:คาบลูกคาบดอก

จาก http://www.thairath.co.th/#

‘ประชัย’ขอโทษ‘สดศรี’พลั้งปากกกต.รับสินบน



หัวหน้ามัชฌิมาธิปไตย พบ‘ สดศรี’ รับผิด ระบุเรื่องตำแหน่งเป็นปัญหาภายในพรรคไม่เกี่ยวกกต.

เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อขอพบ นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เพื่อขอโทษกรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และผู้บริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย เรียกเงิน 60ล้านบาท แลกการเซ็นในการแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อให้เป็นหัวหน้าพรรค โดยนายประชัย กล่าวภายหลังที่ใช้เวลาเข้าพบประมาณ 15 นาทีว่า ได้ชี้แจงว่าที่พูดนั้นเป็นการเข้าใจผิด ซึ่ง นางสดศรี กล่าวว่าจะนำเรื่องนี้แจ้งต่อที่ประชุมกกต. และคาดว่าคงไม่มีอะไรเนื่องจากปัญหาเรื่องตำแหน่งเป็นปัญหาภายในพรรคไม่เกี่ยวกับกกต. และวันนี้ก็ได้มาขอโทษที่ทำให้เกิดความสับสน.


พีทีวี นิวส์
11 ธันวาคม 2550 เวลา 11:06 น.

จาก http://www.ptv.co.th/

'จาตุรนต์' จับพิรุธ 'บิ๊กบัง'



ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง 'อนาคตประเทศไทยหลัง 23 ธ.ค. 2550' โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า
ขณะนี้ผู้มีอำนาจเข้าแทรกแซงการเมืองอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรคให้จับขั้วกัน แต่ต้องการทำลายบางพรรค สังเกตได้จากการพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีใบเหลืองใบแดงมาก

ถามว่ารู้ได้อย่างไร แสดงว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลกันล่วงหน้าแล้ว ขณะที่ กกต.ไม่มีความเป็นกลาง เป๋ไปเป๋มา ตอบคำถามกรณีวีซีดีบันทึกเสียงและภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และกรณีเอกสารลับคมช. โดยใช้ 2 มาตรฐาน

นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งถ้าพรรค การเมืองที่ชนะเป็นไปตามผลโพลของหลายสำนัก อาจเกิดปรากฏการณ์ยุบพรรค หรือดำเนินการบางอย่างทำให้ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจะมีการยึดอำนาจอีกครั้ง
เช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นในประเทศพม่าที่ทหารไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง นอกจากนี้หลังการเลือกตั้ง จะไม่ใช่ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่จะเป็นประชาธิปไตยแบบบงการ เสถียรภาพของรัฐบาลจะเปราะบางมาก เพราะถูกชี้นำ จากทหารซึ่งเชื่อว่าจะยังไม่กลับเข้ากรมกอง

แต่จะสืบทอดอำนาจผ่านกฎหมาย ขณะเดียวกันจะเกิดการต่อสู้อย่างเข้มข้น ขยายวงกว้าง ระหว่างแนวคิดทหารนิยมกับแนวคิดเสรีนิยม ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันตกลงในปฏิญญาสามย่านคือ

1. ไม่ยอมรับการรัฐประหารเป็นวิถีทางทางการเมือง

2. ไม่ยอมรับการแก้ปัญหานอกรัฐสภา

3. ยืนยันว่าประชาธิปไตยเป็นวิถีทางเดียวของการต่อสู้ทางการเมือง



ผัวเมียปูดถูกบังคับใส่ความผู้สมัคร'พปช.'ร้อยเอ็ดแจกเงิน

ผัว-เมียคนเมืองร้อยเอ็ด เข้าแจ้งผู้สมัครพปช.ร้อยเอ็ด เขต3 อ้างถูกกำนันจ้าง 3พันบาทแจ้งความเท็จ ใส่ความแจกเงิน 200บาท เจ้าตัวตรียมยื่นผู้ว่าฯ สอบวินัยกำนัน และกกต.สอบหาตัวลงโทษ

นายพวน พลเยี่ยม อายุ 49 ปี และนางสำรอง พลเยี่ยม อายุ 45ปี สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่8 ต.ชมสะอาด อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด นำสำเนาในรับแจ้งเหตุตามมาตรา152 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. 2550 จำนวน 2ใบ เข้าพบ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด เขต2 พรรคพลังประชาชน เลขที่19 หมู่ 1 ต.ขวัญเมือง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ตามเอกสารทั้ง 2 ใบ และขอความร่วมมือในด้านการดูแลความปลอดภัยให้ตนและครอบครัว

นางสำรอง อ้างว่า เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 6 ธันวาคม ตนและนางบัวสี คำสาสินธุ์ ได้นำเงินคนละ 200บาท เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ร.ต.ท.วีระชัย บรรพจันทร์ พงส.สบ.1 สภ.เมยวดี มีผู้กระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง ตามมาตรา77 ประกอบมาตรา152 แห่งพระราชบัญญัติเลือกตั้ง เนื่องจาก เมื่อเวลา 14.00 น.เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่บริเวณทุ่งนาของนายทองสุข นาเมืองรักษ์ ทิศตะวันออกบ้านชมสะอาด หมู่ 4

นางหมวย ไม่ทราบนามสกุลจริง นำเงิน 200บาท มาให้ตนเพื่อให้เลือก ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 หมายเลข 5 คือ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ และนายนิรมิตร สุจารี หมายเลข 6 ผู้สมัครส.ส.เขต 3 พรรคพลังประชาชน หลังจากที่รับเงินแล้วกลัวความผิด จึงได้นำเงินเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากตนได้เข้าแจ้งความแล้ว ไม่สบายใจมาโดยตลอด เนื่องจากเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหลังจากปรึกษากับสามีแล้ว จึงได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม เมื่อเวลา 17.00 น.กับ พ.ต.ต.วิมลเกียรติ พั่วพันศรี พงส.สบ.2 สภ.เมยวดี ว่า ตามที่ตนเองไปแจ้งความ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง และความจริงคือตนและนางบัวสี คำสาสินธุ์ ถูกนายวิชัย วิชัย กำนัน ต.ชมสะอาด อ.เมยวดี ว่า จ้างด้วยเงินคนละ 3,000 บาท ให้ใส่ความผู้สมัครทั้ง 2คน

โดยมีนายถาวร ช่วยแสง อดีตผญบ.ชมสะอาด หมู่ 8 พาไปแจ้งความใส่ความผู้สมัครทั้ง 2 คนที่สถาน ีตำรวจฯ ซึ่งสำนึกว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จึงถ่ายสำเนาเอกสารบันทึกแจ้งความทั้ง 2 ใบ มาแจ้งให้นายนิรันดร์ ทราบ พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งหมดให้ทราบ

หลังจากนี้ต้องไปแจ้งความใหม่ตามความเป็นจริง เพราะกลัวความผิด ในขณะที่นางบัวสี คำสาสินธุ์ ที่เข้าไปแจ้งความพร้อมกับตนเองก็ไม่สบายใจมาก หลังแจ้งความแล้วก็หนีไปหาสามีกรุงเทพฯ ซึ่งตนได้ติดต่อไปให้กลับมาแจ้งความใหม่แล้ว แจ่ยังไม่กลับมา

ด้านนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ ผู้สมัครส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 3 หมายเลข 5 พรรคพลังประชาชนกล่าวว่า ตนเองจะนำหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับแจ้งให้ นายพินิจ พิชยกัลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ทราบเพื่อให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อเอาผิดทางวินัยกับกำนัน ต.ชมสะอาดที่ถูกกล่าวหาและให้จะส่งเรื่อง กกต.จังหวัดตรวจสอบข้อเท็จจริง และนอกจากนั้นจะทำหนังสือถึง พล.ต.ต.คณิสร น้อยนารถ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยของทั้ง 2 คนด้วยต่อไป






จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

พปช. ขอคะแนนชาวเชียงใหม่ ตั้งรัฐบาลพรรคเดียว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันนี้ (10 ธ.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) และแกนนำของพรรคฯ ลงพื้นที่หาเสียงและปราศรัยช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่สนามกีฬา 700 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยนายสมัครได้ปราศรัยขอคะแนนเสียงจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจ และประกาศคืน ความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการกลับมาสู้คดี

นอกจากนี้ ยังมีแกนนำของพรรคพลังประชาชนผลัดกันขึ้นปราศรัยขอคะแนนเสียงเพื่อให้พรรคพลังประชาชน สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวและโจมตีพรรคการเมืองอื่นๆ ว่า รอร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ตามที่คณะมนตรี ความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ต้องการ ที่เป็นแผนบันไดขั้นที่ 4

เย็นวันเดียวกัน นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวระหว่างลงพื้นที่หาเสียงช่วย ผู้สมัครสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคฯ ที่บริเวณแฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ว่า ปัญหาทุกๆ อย่างในพรรคฯ มีการแก้ไขด้วยระบบของพรรคฯ เอง แต่ทุกคนก็ต้องมีกาลเทศะบ้าง โดยบางทีเด็กจะตีหัวผู้ใหญ่ไม่ได้ สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่างตนกับนาย ธนพร ศรียากูล รองหัวหน้าพรรคฯ นั้น เป็นเรื่องไม่ดี เพราะนายธนพรต้องรู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่

หัวหน้าพรรคมัชฌิมาฯ กล่าวต่อว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 ธ.ค.) ที่ตนจะเดินทางไปพบ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) นั้น ก็เพื่อขอโทษกับเรื่องบางเรื่อง ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไรเลยและคงไม่มีข้อเสนอ แนะต่อ กกต. ชุดนี้





จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ผบ.ทบ.ยัน'ทักษิณ'กลับปท.ได้เชื่อวีซีดีกระทบลต.




ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธ แสดงความเห็นทางการเมือง แต่ยืนยัน อดีตนายกฯทักษิณ สามารถกลับเข้ามาต่อสู้ตาม กระบวนการยุติธรรมได้ตลอดเวลาพร้อมระบุยังไม่เห็นวีซีดีเชื่อไม่ว่าอะไรก็มีผลกับการเลือกตั้งทั้งสิ้น

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยก่อนเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อเยี่ยมเยียนและพูดคุยถึงความร่วมมือระหว่างกันว่า กรณี วีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แจกจ่ายในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ตนยังไม่เห็น แต่เชื่อว่าไม่ว่าอะไรก็มีผลกับการเลือกตั้งทั้งสิ้น ส่วนกรณีข้อเสนอรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาตินั้น ปฏิเสธไม่ให้ความคิดเห็น เพราะตนไม่ใช่นักการเมือง ทั้งนี้ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศมา ส่วนตัวไม่มีความเห็น แต่การกลับมาต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม สามารถกลับมาได้ตลอดเวลา



ผู้บัญชาการทหารบก ยังระบุถึงการดูแลความปลอดภัยช่วงการเลือกตั้ง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าได้มีการเตรียมการไว้แล้ว





จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ฟันธงเศรษฐกิจไทยกู่ไม่กลับ



มูลนิธิไทยพึ่งไทยได้จัดสัมมนาเรื่อง 'ไทยพึ่งไทย ทางรอดเศรษฐกิจ' โดยมีนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มถดถอยลงเรื่อยๆ มีผลจากแรงกดดันจากปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ

โดยปัจจัยนอกประเทศคือราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระยะสั้นจะได้เห็นราคาน้ำมันดิบแตะ 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลแน่ หลังจากนั้นจะแกว่งตัวในระดับ 90-100 เหรียญต่อไปอีก 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเช่นไทย ทำให้ มีต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่หากรัฐบาลไปตรึงราคาน้ำมันก็จะมีปัญหาต่อเสถียรภาพการเงินและการคลังของประเทศ ดังนั้น อนาคตจะได้เห็นการปิดตัวของโรงงานปูนซีเมนต์



นอกจากนี้ ยังคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดรองรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทยจะชะลอตัวและการที่สหรัฐฯพยายามกดค่าเงินเหรียญสหรัฐฯให้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น ซึ่งความผันผวนนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจโลกมากมายรวมทั้งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย



ส่วนปัจจัยในประเทศนั้นเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 48 ตั้งแต่เริ่มมีความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้การลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศชะงักงันทั้งหมด ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ไม่เกิดเพราะรัฐบาลไม่ตัดสินใจและยังเกิดจากปัญหาด้านการหาเงินกู้ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เพราะ ระบบการปกครองของประเทศไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก ซึ่งตนไม่เชื่อว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถเรียกความมั่นใจของนักลงทุนคืนมาได้



และสุดท้ายคือปัญหาความไม่มั่นใจในระบบการปกครอง ซึ่งการเลือกตั้งจะทำให้เกิดรัฐบาลผสม ไม่มีความเข้มแข็งและเป็นระบบที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ นโยบายเศรษฐกิจมีความเปลี่ยนแปลง ขณะที่ระบบข้าราชการก็จะไม่ทำงานรองรับนโยบายได้ เพราะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหลายกระทรวงถูกสอบสวนจำนวนมาก เฉพาะกระทรวงการคลังโดนไป 43 คน กระทรวงเกษตรฯโดนไปเกือบครึ่ง แม้รัฐบาลใหม่จะใส่เกียร์ 5 รถก็ไม่วิ่งเพราะข้าราชการใส่เกียร์ว่างหมด



'สิ่งที่น่าห่วงคือการยอมรับของนานาประเทศต่อผลการเลือกตั้ง ปัญหาการยอมรับรัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็ถือเป็นปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นขณะนี้ที่นานาประเทศไม่ยอมรับรัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งไม่แน่ใจว่าหลังการเลือกตั้งแล้วระบบต่างๆจะกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งระบบการใช้กฎหมาย ระบบยุติธรรม ระบบการกล่าวหารวมถึงทหารจะกลับเข้าสู่กรมกองอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งเหล่านี้จะซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและมีแนวโน้มชะงักงัน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อและการปลดคนงาน ซึ่งตนยังเชื่อว่า สิ่งที่วิตกกังวลอยู่นี้จะยังอยู่กับเราไปอีก 4-5 ปีเป็นอย่างน้อย'



นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬา-ลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตช้า ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ดังนั้น การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินด้วยการใช้ 'อินเฟร์ชั่นทาร์เก็ต' จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ประชาชนมีภาระสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น ในภาวะแบบนี้ ธปท. ควรเปลี่ยนมาใช้จีดีพีทาร์เก็ตแทนจึงจะเหมาะสมที่สุด



นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลยังต้องทำต่อไปโดยในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลยังมีเงินอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 500,000 ล้านบาทโดยเงินดังกล่าวมาจากการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้นปีละ 7-8% 'เงินที่อัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำเงินไปลงทุนในเรื่องของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ระบบขนส่งมวลชน การสื่อสารโทรคมนาคม และการชลประทาน เป็นต้น'.


จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php

ร้านอาหารจ่อขยับ ปีหน้าเมนูละ5บาท


ปีหน้าธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน มีแววขยับราคาอาหารอีก 3-5 บาท
นายเกียรติศักดิ์ ฉมาภิสิษฐ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอแอนด์ดับบลิว เรสเตอรองต์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการปรับขึ้นราคาอาหารในปีหน้านั้น คาดว่าธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน หรือคิวเอสอาร์ ผู้ประกอบการทุกรายคงจะต้องปรับราคาขายขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อย 3-5 บาท ตามแต่ละเมนู เนื่องจากราคาสินค้าที่เป็นส่วนประกอบหลักปรับขึ้นทุก
ขณะที่เอแอนด์ดับบลิวคงต้องรอดูสถานการณ์ว่า ผู้นำตลาดอาหารบริการด่วนจะขึ้นราคาเมื่อไร แต่เอแอนด์ดับบลิวอาจจะไม่ขึ้นราคาตามในทันที เพราะต้องการเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ บริษัทได้วางแผนงานจะขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 8 สาขาต่อปี เน้นขยายไปกับปั๊มน้ำมันเป็นหลัก และการเปิดร้านแบบสแตนด์ อโลน โดยการลงทุนสำหรับสาขาในปั๊มน้ำมันอยู่ที่ 2-3 ล้านบาท ส่วนการเปิดสาขาแบบสแตนด์อโลนอัตราการลงทุนอยู่ที่ 8 ล้านบาท
ปัจจุบันเอแอนด์ดับบลิวมีทั้งหมด 31 สาขา อีก 2 ปีข้างหน้าหากการดำเนินการขยายสาขาเป็นไปตามเป้าหมายก็จะมีสาขาครบ 50 สาขา ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบกรุงเทพฯ เพียงพอที่จะเพิ่มบริการ เดลิเวอรี และในอีก 5 ปีข้างหน้าก็จะเปิดครบ 100 สาขา
สำหรับการขยายสาขาไปต่างจังหวัดที่ไกลออกไป เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ได้รับการติดต่อจากสถานีให้บริการน้ำมันที่เป็นพันธมิตร แต่บริษัทยังไม่พร้อมทางด้านขนส่งสินค้า ทำได้แค่เพียงขนส่งระยะสั้นเท่านั้น จึงยังไม่สามารถเปิดสาขาเพิ่มในจังหวัดเหล่านั้นได้
สำหรับภาพรวมของเอแอนด์ดับบลิวในปีนี้มีอัตราการเติบโตประมาณ 3% และอัตราการเติบโตของยอดขายต่อสาขาอยู่ที่ 3% เช่นเดียวกัน
ปีหน้าคาดว่าภาพรวมเอแอนด์ดับบลิวจะเติบโตขึ้น 7% ส่วนอัตราการเติบโตของยอดขายแต่ละสาขาตั้งเป้าไว้ที่อัตราเดิม 3% เพราะยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจว่าหลังการเลือกตั้งแล้วจะมีทิศทางที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ จึงตั้งตัวเลขไว้เท่าเดิมกับปีนี้ไปก่อน

จาก http://www.hi-thaksin.org/home.php