กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) จะทำการเคลื่อนย้ายกำลังหน่วยทหารออกจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพื่อกลับไปยังที่ตั้งหน่วยปกติ ในเขต จ.ปราจีนบุรี ลพบุรี และกาญจนบุรี โดยจะเคลื่อนย้ายกำลังดังกล่าวในวันนี้ ตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป ดังนี้
จากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เขตบางเขน ไป จ.ปราจีนบุรี ใช้เส้นทางถนนรังสิต-นครนายก - จ.ปราจีนบุรี จากบริเวณพื้นที่เขตดุสิต ไป จ.ลพบุรี ใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิต - ถนนพหลโยธิน - จ.สระบุรี - จ.ลพบุรี
จากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยัง จ.ชลบุรี ใช้เส้นทางถนนมอเตอร์เวย์ จ.ชลบุรี จากบริเวณพื้นที่เขตพระนคร และเขตบางพลัด ไป จ.กาญจนบุรี ใช้เส้นทางถนนพุทธมณฑล - ถนนเพชรเกษม - จ.กาญจนบุรี
จาก อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ไป จ.กาญจนบุรี ใช้เส้นทางถนนพุทธมณฑล - จ.นครปฐม - จ.กาญจนบุรี--จบ--
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 24, 2007
อย่าตกใจ!ทภ.1ย้ายกำลังทหารออกจากกทม.กลับที่ตั้ง-เริ่มค่ำวันนี้
สมัคร สุนทรเวชยืนยัน พปช.ตั้งรัฐบาลได้แล้ว
พรรคพลังประชาชนชิงแถลงข่าว ระบุมีพรรคการเมืองตอบรับร่วมรัฐบาลแล้ว เสียงเกินครึ่ง นายกรัฐมนตรีชื่อ'สมัคร'แน่นอน
ขณะที่การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองยังไม่มีความชัดเจนนัก และท่าทีของหลายพรรคจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่ล่าสุดวานนี้ทางเลขาธิการพรรคพลังประชาชนออกมาแถลงข่าวว่ามีพรรคการเมืองตอบรับคำเชิญร่วมรัฐบาลแล้วและได้เสียงเกินครึ่ง
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวว่า ตามที่นายสมัคร สุนทรเวชา หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ ได้มีพรรคการเมืองตอบรับมาแล้ว และเสียงของ ส.ส.อย่างไม่เป็นทางการขณะนี้ก็เกินกึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีข้อขัดข้องอะไรในการที่พรรคพลังประชาชนจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
กระบวนการต่อไปจะรอการรับรองผลอย่างเป็นทางการจาก กกต.ก่อน ภายใน วันที่ 3 ม.ค.นี้จากนั้น จึงจะประกาศการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งพรรคพลังประชาชนในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเชิญพรรคคร่วมรัฐบาลมาหารือใน 3 ประเด็นคือ 1.การนำความปรองดองสามัคคีกลับสู่คนในชาติ 2.สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในชาติและต่างประเทศ 3.พลิกพื้นเศรษฐกิจโดยเร็ว ซึ่งแนวทางพลิกพื่นเศรษฐกิจมีการหารือเบื้องต้น คือ 1.จะออกโรดโชว์ทั้งภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศ เพื่อให้เห็นความพร้อมของประเทศไทย 2.ยกเลิกมาตราการ 30% เพื่อให้ค่าเงินบาทสะท้อนภาวะความเป็นจริง 3.อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค 4.เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยว 5.ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน 6.ปรับค่าครองชีพข้าราชการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ส่วนจำนวนของพรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลตามมารยาทขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลที่จะจัดตั้งจะมีเสถียรภาพในการฟื้นเศรษฐกิจแน่นอน โดยยังคงยืนยันตัวเลข ส.ส.ที่ 280-300
พรรคการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลไม่มีเงื่อนอะไรเป็นพิเศษ เพราะทุกพรรคอยากให้ประเทศเดินหน้า ส่วนที่มีการข่าวลือว่าจะมีการแจกใบเหลืองใบแดงให้พรรคพลังประชาชนนั้น เราเชื่อมั่นใน กกต.ว่าได้พยายาม จัดการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์มาตั้งแต่ต้น ก็ขอให้กำลังใจ ดังนั้นจึงไม่เชื่อว่าจะมีการแจกใบเหลืองใบแดง
ส่วนกระทรวงด้านเศรษฐกิจเน้นว่าพรรคพลังประชาชนในฐานะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะขอดูแล กระทรวงเศรษฐกิจเอง เพราะเราเน้นเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจซึ่งรัฐมนตรีที่จะดูแล จะเป็นคนในพรรคแน่นอน แต่อาจจะไม่ได้เปิดตัวมาก่อนหน้านี้
สำหรับ จุดยืนในเรื่องนิรโทษกรรมอดีต ผู้บริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และการยกเลิกการทำงานของ คตส. นั้น เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายสำคัญ และไม่ใช่เรื่องแรกที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการ เพราะ คตส.ก็จะหมดวาระอยู่แล้ว ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนี้ จึงยังไม่มีการคุยกันในผู้บริหารของพรรคในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่นั้นขึ้นอยู่กับ จำนวน สส.และผลงานของรัฐบาล โดยการผลักดันนโยบายต่างๆ จะต้องเห็นผล ภายใน 3 เดือนและขอย้ำว่า หัวหน้าพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะต้องเป็นนายกฯ แน่นอน นั่น คือนายสมัคร สุนทรเวช
กกต.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่แล้ว 13 ม.ค.51
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.30 น. วันนี้ (24 ธ.ค.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของแต่ละจังหวัด ที่ฝ่ายบริการจัดการเลือกตั้ง โดยมีการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า การรายงานผลเลือกตั้งจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตอบว่า การรายงานผลการเลือกตั้งน่าจะเสร็จสิ้น ภายในวันนี้ (24 ธ.ค.) จากนั้น นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม พร้อมกล่าวว่า รอผลการตรวจสอบอยู่ตลอดวัน แต่ยังไม่ทราบผล จึงเดินทางมาสอบถามด้วยตัวเอง เพราะต้องการทราบว่า การรายงานผลจะเสร็จเมื่อใด เนื่องจากต้องประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยเร็ว และทุกฝ่ายรอผลประกาศการนับคะแนนของ กกต.อยู่ นายอภิชาต กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 ธ.ค.) กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียน และเรื่องร้องคัดค้าน โดยการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง กกต.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ หาก กกต.ต้องแจกใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร และจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไว้แล้ว คือ วันที่ 13 มกราคม 2551 ซึ่งจะเป็นวันหลังวันเด็กแห่งชาติ ส่วนกรณีที่การรายงานผลการนับคะแนนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความคลาดเคลื่อนล่าช้า นายอภิชาต กล่าวว่า เป็นเพราะมีผู้ดำเนินการหลายส่วน ทั้งนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลที่ได้รายงานมาถึงร้อยละ 90 แล้ว อาจมีการคลาดเคลื่อนไปบ้าง เกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม กกต.ได้พยายามแก้ไข จึงขอให้ทุกฝ่ายใจเย็น ๆ และรอผลอย่างเป็นทางการจาก กกต. ซึ่งอีกไม่นานคงจะทราบผล "ขณะนี้ผลอย่างไม่เป็นทางการก็มีถึง 90% แล้ว หากพรรคการเมืองจะจัดตั้งรัฐบาล ก็สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องรอ กกต. ส่วนพรรคไหนจะจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ผมไม่ขอออกความเห็น เพราะเราเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ซึ่งผมได้จัดการเลือกตั้งเสร็จแล้ว" นายอภิชาต กล่าว.-สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ24 ธ.ค.-กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องร้องเรียน และเรื่องร้องคัดค้าน พิจารณาใบเหลือง-ใบแดง และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง หาก กกต.ต้องแจกใบเหลือง-ใบแดงผู้สมัคร และจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ไว้แล้ว คือ วันที่ 13 มกราคม 2551 จาก สำนักข่าวไทย 
พปช.เสียงเกินครึ่ง รวมใจไทยฯรับหมั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (24 ธ.ค.) นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้เปิดแถลงข่าว โดยเปิดเผยว่าขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ซึ่งทำให้มีคะแนนเสียงรวมกันเกินกึ่งหนึ่ง
"ขณะนี้มีพรรคที่ตอบรับคำเชิญมาแล้ว และได้เสียง ส.ส.ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศอย่างไม่เป็นทางการ เกินกึ่งหนึ่งแล้ว" นพ.สุรพงษ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยังปฏิเสธข่าวนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต่อรองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในการเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ยืนยันว่า หากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลจริง ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเท่านั้น
รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ได้ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้ว ซึ่งจำนวน ส.ส.ของพรรครวมใจไทยฯ อย่างไม่เป็นทางการที่ 9 เสียง รวมกับตัวเลข ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ กกต.ประกาศออกมา ที่ 232 เสียง จะเป็น 241 เสียง เกินครึ่งหนึ่งมาเพียง 1 เสียง
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้ประสานแกนนำจากทุกพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทย แต่ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นพรรคการเมืองใดบ้าง เพราะทุกพรรคต่างเกรงที่จะได้รับใบแดง ใบเหลือง จาก กกต.อยู่
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ไม่เชื่อว่า ขณะนี้พรรคพลังประชาชนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เพราะปัจจัยสำคัญของการรวมตัวของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวัน หรืออย่างเร็วในวันที่ 3 ม.ค. ปีหน้า
"ขณะนี้มีเพียงการกล่าวอ้างกันไป เพราะหากจะให้เห็นชัดเจนคงต้องให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคมาแถลงข่าวร่วมกัน" นายสุเทพ กล่าว
‘พปช.' เผยมีพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลแล้ว-ตั้งเป้า3เดือนฟื้นศก.
นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พลังประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้มีพรรคการเมืองที่ตอบรับร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ซึ่งทำให้มีคะแนนเสียงรวมกันเกินกึ่งหนึ่งแล้ว โดยกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นการเจรจาอย่างเปิดเผย
"ขณะนี้มีพรรคที่ตอบรับคำเชิญมาแล้ว และได้เสียง ส.ส.ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศอย่างไม่เป็นทางการ เกินกึ่งหนึ่งแล้ว"นายแพทย์ สุรพงษ์ กล่าวแถลงข่าว
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ทั้งแบบสัดส่วนและแบ่งเขต รวม 480 คน โดยหากเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือมากกว่า 240 ที่นั่ง
ทั้งนี้ พปช.ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่หลังผลนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ระบุว่า ผู้สมัครของ พปช.ได้รับเลือกตั้งรวม 232 ที่นั่ง ทั้งจาก ส.ส.ระบบสัดส่วน และ ส.ส.ระบบแบ่งเขต
ขณะเดียวกัน น.พ.สุรพงษ์เปิดเผยว่า พปช.ตั้งเป้าภายใน 3 เดือนต้องเห็นผลเศรษฐกิจฟื้นชัดเจน และคาดว่าจะเปิดเผยรายชื่อพรรคร่วมรัฐบาลได้ในวันที่3 มกราคม ปีหน้านี้
'จาตุรนต์' ระบุพปช.ชอบธรรมเป็นแกนนำจัดตั้งรบ.ชี้ถ้าเป็นปชป.จะทำให้ขาดเสถียรภาพ
'จาตุรนต์' ยอมรับกระแสปชป.ฟีเวอร์ในพื้นที่ภาคกลาง-กทม. มั่นใจพปช.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ ชี้ถ้าปชป.เป็นรบ.จะขาดเสถียรภาพ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงผลการเลือกตั้งว่า ภาพรวมที่ออกมา สะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางการเมือง ประชาชนเลือกเป็นระบบพรรค และเลือกโดยคำนึงถึงบุคคลที่จะมาเป็น นายกรัฐมนตรี โดยมองไปที่นโยบายมากขึ้น แต่ก็มีการเลือกบนพื้นฐานความเห็นแตกต่างอันเนื่องมา จากความขัดแย้ง เดิมอยู่บ้าง ส่วนการซื้อเสียงแม้จะยังมีบทบาทอยู่แต่ก็น้อยลงไปมาก สำหรับผลการเลือกตั้ง ในพื้นที่ภาคกลาง และกทม.ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมที่สูงขึ้น สืบเนื่องมาจากผลพวงของการยึดอำนาจ ตัวบุคคล และกระแส อีกทั้งพรรคไทยรักไทยเดิมแยกส่วนกระจัดกระจายเป็นพรรคต่างๆ จึงอ่อนกำลังลง
นายจาตุรนต์กล่าวว่า สำหรับความเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาลนั้น เป็นไปตามคาดก่อนหน้านี้ที่เมื่อพรรค พลังประชาชนได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จะมีความเคลื่อนไหวรวมตัวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแข่งขัน อย่างไรก็ตาม เมื่อผลเลือกตั้งออกมาพรรคพลังประชาชนได้เสียงเกือบครึ่ง ทำให้มีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลสูงกว่ามาก คิดว่าจะมีการชักเย่อกันไม่นาน สุดท้ายก็จะได้รัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เพราะถ้าหากพรรค ประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะต้องรวบรวมพรรคการเมืองแทบทุกพรรค ทำให้รัฐบาล ไม่มีเสถียรภาพ พรรคใดไม่เห็นด้วยรัฐบาลจะล้มทันที และจะทำให้นานาชาติขาดความเชื่อมั่น สรุปแล้วมันยากเกินไป วันนี้ทุกพรรคควรคำนึงถึงความราบรื่นในการบริหารประเทศ มีรัฐบาลให้ได้โดยเร็ว เพื่อแก้วิกฤต นำบ้านเมืองกลับสู่ความปรองดอง ไม่ควรปล่อยให้อยู่ในภาวะสุญญากาศ เพราะทุกฝ่ายกำลังจับตามมองด้วยความห่วงใยต่อบ้านเมือง
'ก่อนการเลือกตั้ง หลายพรรคประกาศยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงจับขั้วกัน วันนี้ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาตั้งป้อม ใส่พรรคพลังประชาชนที่ผ่านการรับรองจากประชาชนมาแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ชัดเจนว่าไม่ร่วม กับพรรค พลังประชาชนแน่ เพราะเสียงมากอยู่แล้ว ฉะนั้น ก็เหมาะเป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ สำหรับพรรคชาติไทย และเพื่อแผ่นดินที่ประกาศจับขั้วกันนั้นเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่อยากให้คำนึงประเทศที่วันนี้ ควรจะมีรัฐบาลโดยเร็ว' นายจาตุรนต์ กล่าว และว่า ในท้ายที่สุดเชื่อว่าคงไม่มีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ส่วนท่าทีของพรรคพลังประชาชนที่ประกาศพร้อมร่วมมือกับทุกพรรค เน้นความปรองดอง เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถือว่าดีแล้ว และขอให้ทำตามที่พูด พยายามรักษาคะแนนนิยมเอาไว้ ไม่ควรประมาท เพราะต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์กระแสดีขึ้นมาก สำหรับพรรคประชาธิปัตย์หากจะตั้งรัฐบาลแข่งโดยอ้างเสียงในกทม.นั้น ถือว่าไม่ชอบธรรม เพราะประเทศไทยมี 76 จังหวัด และคะแนนที่ออกมาก็ไม่ได้สูสีกันแต่อย่างใด
'ประชัย' แต่งตัวรอ พร้อมคุยทุกพรรค
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประสานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย เป็นผู้เจรจากับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมาให้นำ ส.ส.ที่อยู่ในสาย 5 คนจาก 7 คนไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ว่ายังไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลจะต้องมีการหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรคในเวลา 15.00 น.วันนี้ ก่อน โดยจะหารือเรื่องต่างๆ เช่น การขอให้มีการนับคะแนนใน กทม.การจับขั้วตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายใด
'ผมไม่เกี่ยงว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน หรือพรรคประชาธิปัตย์' นายประชัยระบุ
เมื่อถามว่า หาก ส.ส.ส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในสายของนายสมศักดิ์ มีความเห็นไปคนละทางกับหัวหน้าพรรค จะทำอย่างไร นายประชัย กล่าวย้ำว่า การจับขั้วต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค
นายประชัย กล่าวด้วยว่าจะยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ในส่วนของ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 6 ที่ตนลงสมัครใน กทม. เพราะไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากเมื่อวิเคราะห์คะแนน ส.ส. แบบแบ่งเขตแล้ว รวมกันยังมีคะแนนมากกว่า 30,000 กว่าเสียง ซึ่งหากคนเลือก ส.ส.เขต อย่างน้อยต้องเลือก แบบสัดส่วนให้ด้วย ส่วนการนับคะแนนในส่วน ส.ส.เขต กทม. เห็นว่าจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งขณะนี้กำลังให้ฝ่ายกฎหมายร่างคำร้องอยู่
เมื่อถามว่ายังมั่นใจ จะได้ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 หรือ นายประชัย กล่าวว่า การให้นับคะแนนใหม่เพราะเห็นว่า คะแนนสัดส่วนไม่น่าจะหายไปมาก ส่วนกรณีปัญหาที่เกิดกับนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เลขาธิการพรรค นายประชัย กล่าวว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ประสานเชิญนางอนงค์วรรณ มาเจรจาที่พรรคในวันนี้ แต่ส่วนตัวยังไม่ได้โทรศัพท์ติดต่อ กับนางอนงค์วรรณ เนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์ของตนทุกเครื่องทุกระบบ ถูกสัญญาณรบกวนตลอด คิดว่าน่าจะถูกติดตามความเคลื่อนไหว
ประชาธิปไตยใต้เงาเผด็จการ
ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคการเมืองใด เป็นขั้วไหน เป็นฝ่ายใด ภารกิจแรกที่ผมอยากจะฟังว่าท่านจะตัดสินใจอย่างไร ก็คือ ท่านจะเอาอย่างไรกับ ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือ ร่างกฎหมายความมั่นคง ที่กำลังจะเป็นกฎหมายออกมาบังคับใช้กับประชาชนทุกคน ให้อยู่ใต้อำนาจเผด็จการอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ไม่มีที่สิ้นสุด
ก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 วัน คือ เมื่อวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็น สภาของเผด็จการ โดยเผด็จการ เพื่อเผด็จการ ได้รวบรัดเร่งรีบยกมือให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายความมั่นคง โดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน ไม่สนใจคำทัดทาน ทักท้วง ของประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน
ร่างกฎหมายความมั่นคง ที่ สนช. ให้ความเห็นชอบ และกำลังจะออกมาเป็นกฎหมายกดหัวประชาชนให้อยู่ใต้อำนาจของทหารนี้ เรียกได้ว่าเป็น ไข่ที่เผด็จการ คมช. ไข่ทิ้งไว้ เพราะรู้ดีว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องหมดลมหายใจไป ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะกระแสประชาธิปไตยไหลท่วมบ่า พาชีวิตจมตายอยู่ใต้กระแสเชี่ยวกรากของประชาธิปไตย
ไข่ของเผด็จการที่ คมช. ไข่ทิ้งไว้นี้ ได้รับการดูแลฟูมฟักเป็นอย่างดีจากรัฐบาลที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน และในที่สุด นายมีชัย ประธาน สนช. ซึ่งรับหน้าที่ฟักไข่ ก็ทำได้สำเร็จตามภารกิจที่ได้รับความไว้วางใจ และได้รับมอบหมายมาจากเผด็จการ คมช.
เป็นการฟักไข่ท่ามกลางเสียงประท้วงของประชาชนจำนวนมากที่อยู่หน้าสภา แต่ก็ไม่อาจจะทำให้นายมีชัยสะดุ้งสะเทือน สะทกสะท้าน แม้แต่น้อย ซึ่งแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของนายมีชัย ที่รับใช้เผด็จการมาตลอดชีวิตได้เป็นอย่างดี ว่าหัวจิตหัวใจเป็นเช่นไร
กฎหมายความมั่นคงนี้ หากจะนับกันจริงๆ แล้ว ก็มีเพียงทหารหัวใจเผด็จการ และลิ่วล้อบริวารที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติเท่านั้น ที่เห็นดีเห็นงามไปด้วย เพราะ กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้ทหารมีศักดิ์และสิทธิเหนือประชาชนคนทั่วไป มีอำนาจเหนือกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่รัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ก็ดูจะไร้ความหมาย เพราะต้องอยู่ใต้กฎหมายความมั่นคง
โดยอาศัยอำนาจตามที่กฎหมายความมั่นคงบัญญัติไว้ ทหารจะมีอำนาจกระทำการในสิ่งที่รัฐธรรมนูญห้ามกระทำได้หลายเรื่อง และทุกเรื่องล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญ และกระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเป็นหลักการและหัวใจสำคัญของประชาชนทั้งสิ้น
ภายใต้กฎหมายความมั่นคง ประชาชนจะถูกจำกัดสิทธิ ห้ามพูด เขียน ปราศรัย ชุมนุม แสดงออก วิเคราะห์ วิจารณ์ และสื่อสารถึงกัน ในสิ่งที่ทหารเห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ภายใต้กฎหมายความมั่นคง ประชาชนจะถูกจำกัดสิทธิ ห้ามเดินทางออกนอกเคหสถาน ห้ามเดินทางออกนอกเขตอำเภอ เขตจังหวัด ห้ามให้ที่พักพิงแก่ผู้อื่น และต้องยอมรับอำนาจของทหาร ที่จะเข้าตรวจค้นบ้านเรือน เคหสถาน ในยามวิกาล โดยไม่ต้องมีหมายศาล อีกทั้งสั่งให้ออกนอกพื้นที่เขตอำเภอ เขตจังหวัดได้โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา หรือการกระทำความผิด หากทหารเห็นว่าเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งทหารจะเป็นผู้พิพากษาเองว่าใครคือบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ภายใต้กฎหมายความมั่นคง ทหารมีอำนาจที่กระทำการได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายบัญญัติ และไม่ต้องรับโทษตามกฎหมายกำหนด ตรงกันข้าม การกระทำอันเป็นการละเมิดของทหาร กลับได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายความมั่นคง ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย
ภายใต้กฎหมายความมั่นคง ทหารมีอำนาจที่จะแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการทุกกระทรวง ทบวงกรม ได้ทั่วประเทศ ตามความเห็นชอบของทหาร ในฐานะที่ผู้บัญชาการทหารบกเป็นรอง ผอ.กอ.รมน. และแม่ทัพภาค เป็น ผอ.รมน.ภาค โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล และหลักการแห่งกฎระเบียบข้าราชการพลเรือน เจ้าพนักงานของรัฐ
ภายใต้กฎหมายความมั่นคง ทหารมีอำนาจที่จะกำกับดูแลการปฏิบัติงานของส่วนราชการทั้งหมด แทนคณะรัฐมนตรี เสมือนหนึ่งทหารเป็นผู้บังคับบัญชาในระดับนโยบายแทนรัฐบาล
ผมจำได้ว่า ในการตอบคำถามของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อครั้งเปิดกองทัพบกพบปะสื่อมวลชน ท่านพูดไว้ชัดเจนว่า ท่านไม่ต้องการกฎหมายความมั่นคงแบบนี้ ท่านเพียงแต่ต้องการกฎหมายที่ทำให้ทหารทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ และปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของประชาชน และทำให้ประชาชนหวาดระแวง ไม่ไว้ใจทหาร
เมื่อผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นผู้ที่จะต้องใช้อำนาจคนสำคัญที่สุดในกฎหมายฉบับนี้ พูดไว้ชัดแล้วว่า ไม่ได้ต้องการอำนาจมากมายเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลใหม่จะได้เข้ามาแก้ไขกฎหมายความมั่นคง ให้เป็น กฎหมายที่รักษาความมั่นคงแก่ชีวิตของประเทศชาติและประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ใช่กฎหมายที่มุ่งเน้นรักษาความมั่นคงให้กับทหารบางคนบางกลุ่ม แต่กลับมาทำลายความมั่นคงของประชาชนจนหมดสิ้นไป
ผมจึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่มีโอกาสจะเป็นรัฐบาลใหม่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ พูดให้ชัดเสียแต่วันนี้เลยว่า จะดำเนินการอย่างไรกับกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้
พูดให้ชัดว่า ท่านจะเลี้ยงดูตัวอ่อนของเผด็จการ ที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ฟักออกมาจากไข่ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ไข่ทิ้งไว้ เพื่อให้เติบใหญ่เป็นภัยแก่ประชาชนต่อไป หรือจะทำลายตัวอ่อนเผด็จการตัวนี้ทิ้งเสีย
ในความเห็นของผม หากสาระสำคัญของกฎหมายมั่นคงที่ยกมาเอ่ยถึงในคอลัมน์นี้ยังคงมีอยู่ต่อไป ก็ป่วยการที่เราจะเป็นประชาธิปไตย เพราะ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงฉบับนี้ เราก็คงเป็นได้แค่ ประชาธิปไตยในร่มเงาเผด็จการ เท่านั้น
///////////////
นายกอ....จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์
ฉบับวันที่ 24/12/07
'อภิสิทธิ์'ขอดูท่าทีชท.-พผ.ก่อนตั้งรัฐบาล
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเลขาธิการพรรค ขอรอดูท่าทีพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมงานกับพลังประชาชนหรือไม่ มั่นใจ อาจได้จัดตั้งรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯพรรค ออกมายืนยันตรงกันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการต่อสายพูดคุยกับทางพรรคชาติไทย หรือ พรรคเพื่อแผ่นดิน ในการที่จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน โดยต้องรอฟังท่าทีที่ชัดเจนและมีการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ของพรรค ดังกล่าวก่อนว่า ตอบรับในการจะไปร่วมงานกับทางพรรคพลังประชาชนหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการตอบรับ พรรคประชาธิปัตย์ จึงจะเดินหน้าในการที่จะเข้าไปพูดคุย และยังคงย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถ ที่จะบริหารงาน รัฐบาลผสมให้มีเสถียรภาพได้
ขณะที่ นายสุเทพ มั่นใจว่า พรรคประชาธิปัตย์ นั้นมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลและ นายอภิสิทธิ์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยขอให้รอดูโฉมหน้ารัฐบาล หลังการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังยอมรับว่า ผลเรื่องของใบแดงใบเหลืองนั้น น่าจะมีผลต่อการจับขั้วทางการเมืองค่อนข้างมาก ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นั้น ยังไม่พบว่ามีเรื่องร้องเรียน
สมัครเก็บตัวอยู่ที่บ้านพัก ยังไม่มีท่าทีฟอร์มรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่หน้าบ้านพักของนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ซอยนวมินทร์ 81 วันนี้ (24 ธ.ค.) ว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคพลังประชาชนนัดเจรจากับพรรคเล็กในการจัดตั้งรัฐบาล ที่โรงแรมเรดิสัน ซึ่งเดิม นายสมัคร มีกำหนดเดิมจะเดินทางออกจากบ้านพักเวลา 9.30 น. แต่ก่อนถึงเวลาดังกล่าว คนในบ้านออกมาแจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า นายสมัคร จะไม่ออกไปไหน ให้ผู้สื่อข่าวไปรอที่ทำการพรรค
ขณะที่บรรยากาศที่ทำการพรรคพลังประชาชน ยังคงเงียบเหงา ไม่มีแกนนำ หรือสมาชิกพรรคคนใดเดินทางมา
ส่วนความเคลื่อนไหวจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดตั้งรัฐบาล นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ และ 3 พรรคที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ประกาศชัดเจน จะไม่ร่วมกับพรรคพลังประชาชน ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมจัดตั้งรัฐบาล และแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลผสม ก็มั่นใจจะสามารถบริหารประเทศได้ ไม่กังวลเรื่องการต่อรองทางการเมือง
พร้อมยืนยันหากได้เป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะขอดูแลกระทรวงศึกษาธิการเอง ส่วนกระทรวงอื่น ๆ ต้องพูดคุยกันก่อน ว่าจะร่วมกันผลักดันวาระประชาชนหรือไม่ ไม่เช่นนั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นรัฐบาลกันทำไม
ส่วนผลการนับคะแนนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนถึงเช้าวันนี้ ในส่วนของพรรคพลังประชาชนยังคงนิ่งอยู่ที่ 228 คน แบ่งเป็นส.ส.แบ่งเขต 194 คน ส.ส. สัดส่วน 34 คน

