พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับ"รอยเตอร์"ผ่านโทรศัพท์ทางไกลจากฮ่องกง ว่า พรรคพลังประชาชน(พปช.) จะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ถ้าไม่มีการแทรกแซงจากภายนอก พร้อมกับย้ำว่า เขาจะไม่หวนกลับเข้าสู่วงการเมืองไทยอีก
"ถ้าไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามปกติ ทุกอย่างก็คงจะเรียบร้อย ซึ่งจะเป็นสัญญาณแรกแห่งการปรองดองที่จะเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวยืนยันด้วยว่า เขาจะไม่กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก ภายหลังคาดว่าจะเดินทางกลับไทยในช่วงระหว่างเดือน ก.พ.-เม.ย.51 "Enough is enough" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ช่วงเวลาที่จะกลับประเทศไทย เป็นช่วงที่น่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จแล้ว และเป็นช่วงที่ประเทศไทยน่าจะกลับคืนสู่ประชาธิปไตย ส่วนจะกลับมาเมื่อไหร่แน่นอนนั้น ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นอีกครั้งหนึ่ง
"ผมจะ play it by ear" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ภายหลังคณะทหารทำการปฏิรูปการปกครองเมื่อเดือนก.ย.ปีก่อน ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพำนักอยู่ต่างประเทศตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ซึ่งล่าสุดเขาพำนักอยู่ที่ฮ่องกง ในช่วงที่ประเทศไทยจัดการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธ.ค.นี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, December 25, 2007
‘ทักษิณ' เผย ‘พปช.'ตั้งรัฐบาลสำเร็จหากไม่ถูกแทรกแซง
‘ทักษิณ'แถลงที่ฮ่องกงอาจกลับไทยเม.ย.นี้!
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานในวันนี้ (25 ธ.ค.) ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรเผย ยินดีที่ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมา หลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (23) พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในความพยายามเพื่อการปรองดองกัน
พ.ต.ท.ทักษิณแถลงข่าวในฮ่องกง โดยคาดว่าเขาจะกลับเมืองไทยภายในเดือนเมษายนเป็นอย่างช้า และจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในข้อหาคอรัปชัน ตามที่มีการพิจารณาคดีเอาไว้ หลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว
เขากล่าว พร้อมกับระบุว่า "ผมจะเดินทางกลับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป" โดยระบุว่าเขาต้องการกลับประเทศในฐานะพลเมืองปกติคนหนึ่ง และต้องการอยู่ห่างจากการเมืองเพื่อครอบครัวของเขา
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยยังได้กล่าวถึงผลการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ (23) ที่ผ่านมาว่า "ผลที่ออกมาแสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าประชาชนชอบ หรือไม่ชอบ"
"ผมควรจะแสดงความยินดีกับพวกเขา (ประชาชน) ที่ได้ประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทย และนี่ควรใช้ความพยายามในการปรองดองกันโดยทุกๆ คน" เขาเสริม
กกต.หยุดคิดสักนิดก่อนแจกใบเหลือง-ใบแดง
ก่อนการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งไม่กี่นาที คุณสดศรี สัตยธรรม กกต. ประเภทหญิงเดี่ยว ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวแบบเผาบ้านตัวเองว่า
"กกต. 4 คนเห็นตรงกันว่า ควรจะแบ่งงานด้านสืบสวนจาก นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนมาดูแล เพราะ กกต. ทั้ง 5 คนต้องรับผิดชอบร่วมกัน รวมทั้งอาจมีการสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่กันทำงานด้วย ถ้ายังไม่ได้ผลก็ควรมาดูว่าควรยุบ กกต. หรือไม่ เมื่อทำไม่ได้ก็ควรยุบไปเสีย ถ้า กกต. ไม่เฉียบขาด เข้มแข็งในการทำงานก็อยู่ไม่ได้ สำหรับ กกต. 5 คน ยินดีจะพิจารณาตัวเองว่าไม่ควรมีองค์กรนี้อยู่ และให้การเลือกตั้งกลับไปอยู่กับมหาดไทยเช่นเดิม"
สาระจากปากคำของ สดศรี สัตยธรรม สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งภายใน กกต. อย่างรุนแรง จนยากจะประสานให้กลับเป็นเนื้อเดียวกันได้อีกแล้ว และแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของ สดศรี สัตยธรรม กกต. ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองกับ สมชัย จึงประเสริฐ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ชนิดที่ไม่สามารถพูดจากันได้อีกต่อไป จึงต้องมาพูดจากันผ่านสื่อมวลชน ไปให้อีกคนหนึ่งได้ยิน
หลังจากสดศรีเสนอยุบ กกต. เพราะไม่พอใจการทำงานที่ล่าช้าของ สมชัย จึงประเสริฐ ไม่กี่นาทีก็มีคำตอบจาก สมชัย จึงประเสริฐ ผ่านสื่อมวลชนมาถึง สดศรี สัตยธรรม ว่า
"ใครล้วงก็ล้วงไป พูดอย่างนี้เสียหาย คนเขาทำงานอยู่ การบอกว่าต้องแจกใบแดงแน่ พูดให้สะใจแบบนี้ไม่ได้ เพราะพูดไปก่อนจะกลายเป็นเครื่องมือบีบและทำร้ายคนทำงาน"
บรรยากาศการทำงานของ กกต. ที่มีกันอยู่ 5 คน ขณะนี้มีความแปลกแยกจนเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งและแตกแยกในหลักการและความคิดขั้นพื้นฐานของการวินิจฉัยรับรองผลการเลือกตั้งอย่างรุนแรง และยืนกันคนละขั้วอย่างเห็นได้ชัด
ฝ่ายหนึ่งต้องการแจกใบเหลือง ใบแดง ด้วยความสะใจ แจกไปโดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนที่มีข้อมูล พยานหลักฐาน พยานบุคคลประกอบข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา และคงไม่เกินเลยไปนัก หากจะตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความพยายามที่จะแจกเพื่อตอบสนองต่อใบสั่งของใครบางคน ตามที่มีข่าวหนาหูเรื่อยมาตั้งแต่ระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งมาจนถึงขณะนี้
ฝ่ายหนึ่งต้องการให้การแจกใบเหลือง ใบแดง เป็นไปด้วยความยุติธรรม โปร่งใส ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ จากผู้ต้องโทษจากใบเหลือง ใบแดง แม้จะมีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อเรื่องขึ้นสู่ศาล กกต.จะต้องมีพยานหลักฐานมากพอที่จะทำให้ศาลเห็นด้วยกับมติ กกต. ว่าไม่ได้เป็นการรังแกหรือกลั่นแกล้งใคร หรือเป็นการแจกใบเหลือง ใบแดง ตามใบสั่งของใคร
ฝ่ายหนึ่งเป็นใคร และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นใคร คงไม่ยากแก่การคาดเดา หากดูเอาจากพฤติกรรมและคำพูดของแต่ละฝ่าย
หลังการปะทะกันอย่างเปิดเผยผ่านสื่อครั้งนี้ คงจะเป็นที่หนักใจของ กกต. ที่เหลืออยู่อีก 3 คนไม่น้อย และคงจะเป็นที่ลำบากใจของเจ้าหน้าที่ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ที่กำลังทำงานหนัก ทำงานแข่งกับเวลา และตั้งใจทำงานด้วยความสุจริต เพื่อที่จะไม่ถูกฟ้องกลับเช่นเดียวกัน
จริงหรือเท็จไม่รู้ แต่มีเสียงเล่าลือกันหนาหูมาก ว่ามีคนบางคนได้รับใบสั่งมาให้เป็นคนเดินเกมแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองที่สังกัดพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 10 ใบ แต่อาจจะมากถึง 20 ใบ หากมีความจำเป็น
โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นจริง เพราะ การจ้องแจกใบเหลือง ใบแดงแก่นักการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมากขนาดนั้น กกต. แต่ละคนจะต้องตอบคำถามแก่สังคม และจะตกเป็นจำเลยเสียเอง ซึ่งคงไม่มีใครกล้ารับงานตามใบสั่งนี้ หรือถึงแม้จะมีคนกล้ารับงานมาจริง แต่ก็ไม่น่าจะทำสำเร็จ หากว่า กกต. ที่เหลืออีก 4 คนไม่เล่นด้วย
ภายใต้ความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนยากประสานที่มีอยู่จริงใน กกต. การไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กันของพรรคการเมือง ทั้งๆ ที่ประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าต้องการพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล และการเผชิญหน้ากันของประชาชนที่ยังแบ่งข้างเป็นสองฝ่ายอยู่ในขณะนี้ หาก กกต. วินิจฉัยแจกใบเหลือง ใบแดงด้วยความสะใจ หรือเพราะรับใบสั่งมาจากใครบางคน จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยหลังการเลือกตั้งไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่จะย่ำแย่หนักลงไปอีก
ด้วยเวลาอันจำกัดที่มีอยู่เพียง 30 วัน กับเรื่องร้องเรียนที่จะเข้ามาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 เรื่อง นับจากวันนี้ไป เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนเชื่อได้อย่างสนิทใจ ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัยว่า กกต. พิจารณาวินิจฉัยด้วยความรอบคอบทุกเรื่องทุกประเด็น และตัดสินได้เที่ยงธรรม บนความเป็นอิสระของตัวเอง
การทำงานอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในระยะเวลาที่เร่งรัด ย่อมจะทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ และเสียประโยชน์แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งโดยตั้งใจและไม่เจตนา ซึ่ง กกต. แต่ละท่านคร่ำหวอดอยู่ในวงการตุลาการและอัยการมาทั้งชีวิต ย่อมจะรู้ดีกว่าทุกคน
ผมจึงอยากจะเห็น การทำงานของ กกต. ที่คำนึงถึงความเป็นธรรมและความถูกต้อง มากกว่าเงื่อนไขด้านเวลาที่บีบรัด ซึ่งจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และอาจจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติซ้ำเติมประเทศไทยหนักขึ้นไปอีก
ทางออกในขณะนี้จึง ควรให้ศาลทำหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยและตัดสิน มากกว่า ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1.ประชาชนพร้อมจะเชื่อและยุติเสมอหากเป็นคำตัดสินของศาล และ 2. กกต. 4 ท่าน เคยเป็นผู้พิพากษา 1 ท่านเป็นรองอัยการสูงสุด คงจะไม่มีเหตุที่จะไม่เชื่อถือคำตัดสินของศาลว่ามีความเป็นอิสระและเที่ยงธรรมสูงกว่าทุกองค์กรที่มีอยู่ในขณะนี้
จึงขอเรียกร้องให้ อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาข้อเสนอนี้ เพื่อ เป็นหนทางดับวิกฤติของประเทศไทย ที่อาจจะปะทุขึ้นใหม่จากพฤติกรรมของ กกต. บางคน ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว ในขณะนี้
เว้นเสียแต่ ท่านจะไม่เชื่อถือความยุติธรรมของศาล
หุ้นไทยคึกคัก ปิดตลาดแดนบวก 29.68 ที่ 843.28 [25 ธ.ค. 50 - 17:07]
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันอังคารที่ 25 ธ.ค. ปิดตลาดที่ 843.28 จุด เพิ่มขึ้น 29.68 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขายทั้งสิ้น 19,311.51 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่มีราคาปิดเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 291 หลักทรัพย์ ลดลง 53 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 95 หลักทรัพย์
สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด ประกอบด้วย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
ประชัยเลิกคบพันธมิตรฯ น้อยใจไม่ให้สักคะแนน [25 ธ.ค. 50 - 17:23]
วันนี้ (25 ธ.ค.) นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือร่วมกับพรรคเล็กในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า ขณะนี้ตนไม่มีอำนาจที่จะเจรจาต่อรองกับใคร เพราะประชาชนไม่ได้มอบความไว้วางใจให้เลยแม้แต่ 1 ที่นั่ง เพราะฉะนั้นเท่ากับประชาชนและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้มอบอำนาจให้ตนไปเจรจาเลย
"หากมีสัก 1 ที่นั่ง ก็ยังจะไปโต้เถียงแทนกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ แต่ท่านใจดำมาก ฉะนั้นจะมาโทษผมไม่ได้ บอกว่าแล้วว่าวันที่ 23 ธ.ค.เป็นวันชี้ดวงชะตาบ้านเมือง อยากให้ประเทศชาติดีขึ้น อย่างน้อยน่าจะเลือกผมสัก 1 ที่นั่งให้มีสิทธิต่อรองกับกลุ่ม ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีที่นั่ง ก็ไม่รู้จะไปพูดอย่างไร ต้องปล่อยให้ ส.ส. 7 คนว่ากันไป" นายประชัย กล่าว และว่าไม่ได้ประกาศตัดขาดกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปล่อยวาง เนื่องจากเห็นว่าเมื่อมีมิตรจิตให้ไป ก็ควรมีมิตรใจกลับมา
นายประชัย กล่าวอีกว่า ส่วนตัวยังไม่ได้รับการติดต่อจากแกนนำพรรคอื่นเพื่อร่วมรัฐบาล เพราะไม่ได้รับการเลือกตั้ง จึงต้องเจียมเนื้อเจียมตัว อย่าอวดอ้างอะไรมากนัก จึงขอพูดด้วยความน้อยใจ ตนทำให้ประชาชนดีที่สุด แต่ประชาชนก็ใจดำ ซึ่งต้องรับผลกรรมที่ทำไว้ ตนไม่สามารถช่วยอะไรได้ เนื่องจากไม่อยากล้ำเส้น
นายประชัย กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือกับนายการุณ ใสงาม รองหัวหน้าพรรคสายพันธมิตรฯ เรื่องที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคสอบตกจำนวนมาก แต่นายการุณ เคยบอกว่า มีฝนตกห่าใหญ่ และคงมีการร้องเรียนกันต่อไป ส่วนการยื่นเรื่องให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนเลือกตั้งใหม่นั้น ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายไปหารือกันแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่า จะสามารถยื่นให้ กกต. ได้เมื่อใด
นายประชัย ยังยืนยันจะยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมัชฌิมาฯ ต่อไป โดยจะไม่น้อยใจถึงขั้นลาออก ส่วนการเคลื่อนไหวของสมาชิกพรรค เพื่อกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยอ้างเรื่องสอบตกนั้น คงยาก และคงไม่เกี่ยวกัน บ้านเมืองมีกติกา พรรคก็มีกติกา อย่านำมาปนกัน เหมือนกางเกงและเสื้อที่มี 2 รู เหมือนกัน แต่ต้องใส่ให้ถูกต้อง
พด.ย่องเจรจาชาติไทยที่บ้านพักสนามบินน้ำ
ผู้ตัดสินใจพรรคเพื่อแผ่นดิน "วัฒนา-สุวิทย์-ประชา" เดินทางออกจากพรรค คาดไปเจรจากับพรรคชาติไทย ที่บ้านพักสนามบินน้ำของ พล.ต.สนั่น
นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน และพล.ต.อ.ประชา พรมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรค ในฐานะผู้ตัดสินใจของพรรค ได้เดินทางออกจากที่ทำการพรรคแลัว โดยมีรายงานว่าทั้ง 3 คน จะเดินทางไปรับประทานอาหารมื้อเย็น ร่วมกับแกนนำของพรรคชาติไทย อาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค และ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ที่บ้านพักย่านสนามบินน้ำของ พล.ต.สนั่น ท่ามกลางสถานการณ์การจับขั้วทางการเมืองที่ยังคงไม่มีความชัดเจน เพราะต้องจับตามองว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทย ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญจะตัดสินในอย่างไร เนื่องจากล่าสุด กกต. ได้ประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการแล้ว และทั้ง 2 พรรค มีจำนวนส.ส.รวมทั้งสิ้น 61 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม การหารือกันครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ภายหลังก่อนหน้านี้ ได้หารือกันที่บ้าน นายวัฒนา มาแล้ว 2 ครั้งทส. ของเปรม ยืนยัน นั่งยัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
** ขอแสดงความยินดีกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 480 ท่าน ด้วยความยินดี ดีใจ กับทุกคน ทุกฝ่าย เพราะท่านคือ สัญลักษณ์ของการต่อต้านเผด็จการ คมช. และขอแสดงความยินดีกับว่าที่ นายกรัฐมนตรี ว่าที่รัฐมนตรี ว่าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรี ว่าที่ประธานกรรมาธิการ ไว้ล่วงหน้า ก่อนเวลาจะมาถึง หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 54 วันที่ 25 ธันวาคม 2550 วันนี้ “แทง แทนไท” รับหน้าที่เข้าประจำการ
** เสียงประชาชน คือ เสียงสวรรค์ การตัดสินใจทางการเมืองต่อไปนี้ ต้องยึดในเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ที่ตัดสินใจเลือกสิ่งที่เขาได้เลือกมาด้วยการใช้ดุลพินิจที่บริสุทธิ์จริงๆ ต้อง ปรบมือ ดังๆ ให้สนั่นไปถึง ฟากฟ้าเทวดา ได้รับรู้ ให้กับเสียงสวรรค์จากการเลือกตั้งครั้งนี้จริงๆ
** บรรทัดนี้ต้องขอตำหนิสื่อสารมวลชนที่รายงานข่าวการเลือกตั้ง ออกอากาศผ่านจอกันหลายสถานี โดยเฉพาะ สื่อที่ไม่เป็นกลาง ได้ดิบได้ดี ได้สัมปทาน เวลามาออกหน้าจอทีวี ทำมาหากินจากค่าโฆษณามากมายก่ายกอง กลัวเวลาทำมาหากินจะหมดไป เลยหน้าเสีย เมื่อผล โพล ที่เรียกว่า Exit Poll ออกมาปรากฏสู่สาธารณะ การรายงานข่าวด้วยอาการ ปากกล้าขาสั่น หน้าตา หดจู๋ ออกอาการชัดเจน
** บางช่องน่าเกลียดกว่า เพราะรายงานผลคะแนนเฉพาะ สนาม กทม. และพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำ ไม่รู้ต้องการสร้างกระแสอะไรกันขนาดนั้น นอกจากนี้ บรรดาสื่อวิทยุ ต่างโหมประโคมโดยเชิญ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาสร้างความขัดแย้งให้กับสังคมต่อไป โดยอ้างเหตุผลต่างๆ และรายงานข่าวเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ พรรคพลังประชาชน จัดตั้งรัฐบาล ทั้งที่ ขัดศรัทธาของปวงประชามหาชน
** หันมาดู การจัดตั้งรัฐบาล ขณะนี้ ทส. หรือ นายทหารคนสนิท ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ยืนยัน นั่งยัน และนอนยันชัดเจนแล้วว่า จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ปล่อยให้เป็นไปตาม ครรลองในระบอบประชาธิปไตย หากเป็นจริงต้อง ขอขอบพระคุณ เพราะ บทบาทขององคมนตรี ไม่ควรจะเข้ามา ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อีกต่อไป ควรจะวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าด้วยช่วยเหลือ พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรือ พวกใคร พวกใดพวกหนึ่ง หากต้องการจะเข้ามายุ่งเกี่ยว ควรจะลาออกจากตำแหน่ง ลงมา ตั้งพรรคการเมือง เข้าสู่สนามการเลือกตั้ง ไม่งั้น คนจะหาว่าเป็น “อีแอบ” ไม่รู้ด้วย
** พรรคพลังประชาชน จะต้องได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาล เพราะได้เสียงเกือบจะถึงกึ่งหนึ่ง ขาดไปเพียง 8 เสียงเท่านั้น เพราะเป็นพรรคเดียวที่จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลแล้ว มีเสียงเกินครึ่งไปได้ถึง 50-60 เสียง เพื่อเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะหากปล่อยให้ พรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาล ทำได้ดีที่สุดคือ จัดรัฐบาล 248 เสียง เกินครึ่งเพียง 8 เสียง เท่านั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพแต่อย่างใด ต้อง เกณฑ์รัฐมนตรีทั้งคณะมาประชุมสภา ทุกวันพุธ และ พฤหัสบดี ไม่ต้องบริหารชาติบ้านเมืองกันพอดี
** สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกอาการกระเสือกกระสน แย่งชิงจัดตั้งรัฐบาล มากที่สุด หลัง ปิดหีบ ไม่รู้ว่า หิวกระหาย มากจากไหน จนลืมว่า นายหัวชวน หลีกภัย เคยสร้าง มาตรฐาน บรรทัดฐาน ทางการเมือง ที่ น่าชื่นชม เอาไว้อย่างไรบ้าง ทั้งที่เสียงของ พรรคประชาธิปัตย์ ทิ้งห่างคู่แข่งหลายช่วงตัว ไม่รู้ กินดีหมีอะไร มา จึงกล้าที่จะ ตั้งรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ ด้วย เสียงเกินครึ่งเพียง 8-9 เสียง เท่านั้น แล้วจะ มีความมั่นคงกับรัฐบาล ซึ่งหมายถึง ประเทศชาติ อย่างไร มันหาคำตอบไม่ได้จริงๆ
** นี่คือภาพสะท้อน การทำงานการเมืองในรูปแบบ พรรคภาคนิยม ไม่ หัวหน้า-เลขาธิการ ต้องเป็น คนภาคใต้ จนคน ภาคอีสาน เขาไม่เอา และแสดงออกอย่างชัดเจนมา หลายครั้งหลายครา เช่น การต่อสู้กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ การต่อสู้กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร การต่อสู้กับ สมัคร สุนทรเวช ภาคอีสานล้วนประกาศตัวชัดเจน ไม่ยอมรับพรรคประชาธิปัตย์ ขนาด เปลี่ยนหัวหน้าพรรคมา 3 คน คือ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และมาจนถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเหมือน ไม่ช่วยอะไรเลย
** สมัคร สุนทรเวช เซียนเหยียบเมฆ หากไม่คิด ไม่ติดต่อ เอาไว้ว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ มีหรือจะมานั่ง ประกาศจองตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เกมนี้ไม่ธรรมดา ตัวเลขสมการทางการเมืองชัดเจนที่สุด พลังประชาชน มีตัวเลือกอีก 6 พรรค อีกแค่ 10 เสียง เป็นรัฐบาลได้ ของแค่นี้ทำไม่ได้อย่างไรเมื่อ กระแสไหล มาถึง มีหรือที่ พลังแผ่นดิน และ ชาติไทย จะมาเรียกร้องอะไรได้ตามใจชอบ เกมนี้ไม่ใช่ธรรมดา...ฮา ฮา ฮา
** ที่จริง บรรหาร ศิลปอาชา ไม่น่าคิดอะไรมาก เมื่อครั้งเป็น นายกรัฐมนตรี จำไม่ได้แล้วหรือว่าใครคอยช่วยงานตลอดเวลา ไม่ใช่คนที่ชื่อ สมัคร สุนทรเวช หรืออย่างไร ควรทอดไมตรี เพื่อ ความสมานฉันท์ ของคนในชาติ ด้วยการมาร่วมรัฐบาลเสียโดยเร็ว ผิดจากอีกพรรคหนึ่งที่เคยทิ่มแทงกระทั่ง อาม่า อาเตี่ย อากง บุพการีที่เสียชีวิตไปแล้วยังไม่ละเว้น ใครเป็นเพื่อนแท้ตระกูล ศิลปอาชา มากกว่ากัน
** จับตา สุวิทย์ คุณกิตติ ไปนั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ กับ วัฒนา อัศวเหม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ทั้งที่ไม่มีจำนวน ส.ส. มาให้ ลูกพรรคเชยชม แถมเป็น หัวหน้าพรรค ยังสอบตก แล้วจะมีน้ำหนักอันใดที่จะมาเจรจาต่อรอง เก้าอี้หัวหน้าพรรคจะรักษาเอาไว้ได้หรือไม่ ยังไม่รู้ ที่สำคัญ บรรหาร ศิลปอาชา บอกว่า จะไม่ทำให้ คนที่เคารพกันกว่า 30 ปีผิดหวัง แล้วที่ไปนั่งร่วมที่บ้านเขานั้น เป็น คนดี หรือไม่ ติดคดีคลองด่าน-ติดคดีรุกที่ป่า-ติดคดีซุกเงินกู้ นี่คือ คนดี หมายถึงจริงๆ หรือ
จาก คอลัมน์ สามเหลี่ยมดินแดง
ตัวเลขเล่นกล
เลือกตั้งครั้งที่ผ่าน...ในท่ามแห่งชัยชนะ
ของพรรคพลังประชาชน...มีหลายๆ คำถามได้
เกิดขึ้นมา ทั้งจากผู้สนับสนุนพรรคพลัง
ประชาชน จากคนของพรรคพลังประชาชน...
ผลการเลือกตั้ง...ในกรุงเทพฯ
ถามกันว่า...ทำไม...เมื่อโพลล์ล่วงหน้า
ทั้งหลาย ทำการทายแม่นยำเหมือนตาเห็นไป
ทั่วทุกเขตในประเทศไทยแล้ว...โพลล์ทั้งหลาย
จึงทายผิดในกรุงเทพฯ
ยิ่งเมื่อโพลล์หน้าหน่วยเลือกตั้ง...ก็
ยืนยันตรงกันกับโพลล์ล่วงหน้า...ว่าใน
กรุงเทพฯ นั้น พลังประชาชนเหนือกว่า
ประชาธิปัตย์ หรือเกือบจะเท่ากัน บวก-ลบ
แค่ร้อยละ 3
แต่เมื่อคะแนนปรากฏออกมา...ถึงกลาย
เป็น 26 ต่อ 10
ยังมีอีกตัวเลขก็คือ...จำนวนผู้แทนเขต
ที่แตกต่างกัน ระหว่างพลังประชาชนกับ
ประชาธิปัตย์เกือบ 40 เก้าอี้ ถึงแตกต่างกัน
แค่ 1 เก้าอี้ในระบบสัดส่วน
ตัวเลขดังกล่าวนี้ คงจะท้าทายสติ
ปัญญาของนักพยากรณ์โพลล์ทั้งหลาย รวมทั้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์โดยทั่วไป ที่จะ
ต้องค้นคว้าหาคำตอบมาอธิบายให้ได้
เป็นไปได้หรือไม่...ความผิดพลาดของ
ประดาเกจิทั้งหลายนั้น อยู่ในกล่องแห่ง
ความลับ คือ หีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า...
มิได้หมายความว่า...จะมีการบริหาร
จัดการนอกฉันทานุมัติของผู้ใช้สิทธิ...แต่ผู้ใช้
สิทธิอาจจะเป็นผู้นิยมชมชอบในประชาธิปัตย์
เป็นส่วนใหญ่...ทั้งในระบบสัดส่วนและแบ่งเขต
คะแนนเหล่านี้จึงไม่ปรากฏในโพลล์สำรวจ
ทั้งล่วงหน้าและหน้าคูหา
อาจจะอธิบายได้ว่า ผู้วางแผนล่วงหน้า
ผู้มีธุระในวันเลือกตั้ง คือ ผู้นิยมชมชอบใน
พรรคประชาธิปัตย์
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ผู้ดูแล
ทะเบียนราษฎร์ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
...ตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่...จะ
เหมือนเดิมหรือไม่ ถ้าผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ อภิรักษ์
โกษะโยธิน แห่งประชาธิปัตย์
ยิ่งเมื่อเพิ่มวันเลือกตั้งล่วงหน้าไว้ถึง 2
วัน ในขณะที่เลือกตั้งใหญ่นั้น...มีแค่วันเดียว
และแค่ 7 ชั่วโมง
คิดขึ้นมาแค่ให้เป็นเรื่องขำขัน...อย่าให้
ศาลต้องเปิดออกมานับก็แล้วกัน
● พญาไม้ ●
‘สดศรี’ยันพิจารณาใบเหลือง-แดง ตามข้อเท็จจริง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุ ให้ใบเหลือง-ใบแดงส.ส. ตามหลักฐานข้อเท็จจริง จวกผู้สมัครที่โวยว่านับคะแนนโกงให้ประท้วงจนท.ประหน่วยภายใน24 ชม.เพื่อนับใหม่ไม่ใช่รู้ผลแล้วไม่ยอมรับ
วันนี้(25 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวยืนยันว่า การพิจารณาให้ใบเหลืองใบแดงของกกต.แก่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งนั้น เป็นไปตามหลักฐานข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีทราบล่วงหน้าว่าจำนวนที่จะแจกใบเหลืองและใบแดงแก่ผู้สมัครส.ส.จะมีเท่าไหร่
ส่วนกรณีกฎหมายระบุว่า ต้องมี ส.ส.ผ่านการเลือกตั้ง 456 คน จึงจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ข้อกดดันในการพิจารณาใบเหลือง-ใบแดง เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ทำหน้าที่แทนไปก่อนได้
“เชื่อว่าจะมีร้องเรียนเรื่องการทุจริตเลือกตั้งเป็นจำนวนมาก เพราะขณะนี้เริ่มมีเรื่องร้องเรียนทยอยเข้ามาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามวันนี้ยังไม่สามารถประกาศได้ว่าใครได้ใบเหลืองหรือใบแดง เพราะกฎหมายกำหนดให้พิจารณาภายใน 7 วัน หลังการเลือกตั้ง หากไม่พบเรื่องร้องเรียนจึงสามารถประกาศรับรองผลได้ ดังนั้นวันที่จะประกาศคือ วันที่ 3 มกราคมปีหน้า”นางสดศรี กล่าว
นางสดศรี กล่าวอีกว่า กรณีที่มีเรื่องร้องเรียน ต้องมีการสอบสวนตามที่มีการร้องเรียน ซึ่งขณะนี้เริ่มมีเรื่องทยอยเข้ามาแล้ว ซึ่งกฎหมายกำหนดให้พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ซึ่ง กกต.ได้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่แล้ว คือ 13 มกราคม ซึ่งจะเลือกตั้งใหม่ได้ไม่เกิน 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนได้เสนอสำนวนตรวจสอบเรื่องทุจริตมาแล้วประมาณ 48 สำนวน
ส่วนกรณีที่ผู้สมัคร ส.ส. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการนับคะแนนที่อาจไม่โปร่งใส จึงจะร้องขอนับคะแนนใหม่ สามารถทำได้หรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ต้องร้องคัดค้านภายใน 24 ชั่วโมง ต่อเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยทันที หากพบว่านับคะแนนผิด ไม่ใช่นับคะแนนเสร็จแล้วผลออกมาแพ้ จึงขอให้นับใหม่ ต้องดูเหตุและผลด้วย
พีทีวี นิวส์
25 ธันวาคม 2550 เวลา 10:32 น.
‘ยงยุทธ’ลั่น 232เสียงตั้งรัฐบาลไม่ได้สังคมคงต้องใช้เป็นกรณีศึกษา
รองหัวหน้าพลังประชาชน ยัน ทาบทามพรรคร่วมรัฐบาลได้เกิน 280 เสียง โต้จัดตั้งไม่ได้คงต้องถามประชาคมโลก ระบุ ‘ทักษิณ’ พร้อมยุติบทบาททางการเมืองเมื่อกลับไทย
นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนหนึ่งในผู้ที่ได้รับมอบหมายในการจัดตั้งรัฐบาล เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลว่าพรรคพลังประชาชน ยังเดินอยู่ในแนวทางเดิม คือร่วมมือกับทุกฝ่ายได้ หลัง กกต.ประกาศทุกพรรคจะรู้คร่าว ๆ ว่าเสียงมีเท่าไหร่ ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต. และพลังประชาชนอยากเห็นความปรองดองของบ้านเมืองตามพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้สิ่งสำคัญสุดคือบรรยากาศความเป็นพี่น้องกันกลับคืนมา เนื่องจากในช่วงของการหาเสียงต่างฝ่ายก็ต่างพูดแต่ตอนนี้คงต้องรวมกันเพื่อประเทศ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถรวบรวมได้เกินกว่า 280 เสียงแล้ว ซึ่งรัฐบาล 280 เสียง ถือเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเป็นประโยชน์แก่บ้านเมือง อีกทั้งมีฝ่ายค้านที่เก่งคอยตรวจสอบ
ต่อข้อถามว่า เกรงว่าจะมีอุบัติเหตุในการรวมพรรคหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตัวเลข 232 ขาดเพียง 8 เสียง ต้องถามประชาคมดูกว่ามันชอบธรรมหรือเปล่า ถ้าหาก 232 เสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ สังคมโลกคงต้องนำไปเป็นกรณีศึกษา อย่างไรก็ตามหลังเลือกตั้งแล้ว โดยเฉพาะ ผู้บัญชาการทหารบก หรือทหารทั้งหลายตนคงไม่คิดแก้แค้น และจะปล่อยให้เรื่องทุกอย่างจบ
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาระบุว่ายังมีความหวังลึก ๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลนั้น ท่านคงพูดในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง แต่ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคงมีคนตั้งข้อสังเกตบ้าง
นายยงยุทธ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับมาประเทศไทยภายในเดือนกุมภาพันธ์ ว่า หลังจากกลับมาแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่เล่นการเมืองอีก…
พีทีวี นิวส์
25 ธันวาคม 2550 เวลา 11:47 น.


