WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 2, 2008

“สมชัย” ไขก๊อกหนีคนบ้ายื่นค้าน3แดงบุรีรัมย์

สมชัย จึงประเสริฐถอดใจ ไขก๊อกพ้น กกต. หลังถูกกดดันและก้าวก่ายหนัก จนถึงกับน๊อตหลุดมาแล้ว ขณะที่ 3 ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ ยื่นหนังสือคัดค้าน ใบแดงระบุ กกต. กลางทำงานขัดกฎหมายเลือกตั้ง ตัดสินโดยไม่มีการสอบสวน แถมยังส่อเข้าข้างพรรคคู่แข่งจนเห็นได้ชัด แฉ! กกต.บุรีรัมย์ เคยประกาศจะแจกใบแดงผู้สมัคร พปช. ให้หมด 9 คน หมอเลี๊ยบจี้เปลี่ยนตัว ชัยยะชี้วางตัวไม่เป็นกลาง


บรรยากาศการเมืองในขณะนี้นอกเหนือไปจากการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว สิ่งที่สังคมกำลังจับจ้องก็คือการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะมีทั้งประเด็นการให้ใบเหลือง-ใบแดง ที่มีกระแสข่าวลือว่ามีใบสั่งให้จัดการให้ใบแดงกับผู้สมัครพรรคพลังประชาชนมากๆ เพื่อสกัดกั้นการจัดต้งรัฐบาล หรือแม้แต่ความขัดแย้งภายใน กกต. เอง ก็เป็นสิ่งที่สังคมกังวล และมีการเชื่อมโยงไปถึงกระแสกดดันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาในเหลือง-ใบแดงที่กำลังดำเนนการอยู่


ในเรื่องของความขัดแย้งภายใน กกต. ที่มีข่าวออกมาเป็นระยะ โดยเฉพาะกรณีที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ออกมาพูดถึงการสลับความรับผิดชอบของ กกต.ทั้ง 5 คน จนนายสมชัย จึงประเสริฐ ระเบิดอารมณ์ว่า อย่าไปฟังคนบ้ามาแล้วนั้น กระทั่งมีการนำเอาตำรวจสันติบาลมาช่วยดูแลงานด้านสืบสวนสอบสวน ที่เป็นงานของนายสมชัย จึงมีข่าวลือตามออกมาว่านายสมชัย จะลาออกจาก กกต. นั้น


นายสมชัย กล่าวถึงเรื่องดีงกล่าวว่า ไม่มีใครมากดดันตน ส่วนที่ตนไม่เข้าร่วมประชุมกกต.ในบางครั้งก็ไม่มีอะไร เนื่องจากติดภารกิจบ้าง ไม่สบายบ้าง ไม่อยากประชุมตนก็ไม่ประชุม


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวว่าน้อยใจจะลาออกจากตำแหน่ง กกต. กลับไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส นายสมชัย ยอมรับว่า ทำงานที่ศาลถนัดกว่าทำงานตรงนี้ หากศาลยอมให้กลับก็อยากจะกลับไปทำงานที่ศาล


เมื่อถามอีกว่า เป็นเพราะความขัดแย้งใน กกต.ใช่หรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ไม่เห็นมีใครมาขัดแย้งกับตน และตนไม่ได้ไปขัดแย้งกับใคร เพียงแต่งานบางอย่าง ไม่ชอบและไม่อยากทำ ไม่สบายใจก็ไม่อยากทำ


เมื่อถามว่าเป็นเพราะข้อครหาเรื่องสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายสมชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เขาครหากันอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ตนทำหน้าที่ของสมบูรณ์แล้วในเรื่องของการควบคุมและจัดการเลือกตั้ง ต่อไปนี้ก็เป็นไปตามกระบวนการของการทำงาน โดย กกต.ที่เหลือ 4 คนสามารถทำงานได้อยู่แล้วและถือว่าครบองค์ประชุม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ศาลยังไม่ได้ติดต่อกลับมา ในเรื่องที่จะให้กลับไปทำงานที่ศาล


ส่วนที่มีการมองกันว่านายสมชัย ไม่พอใจที่มีการตั้ง พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล รอง ผบช.ส. มาเป็นหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวนช่วยหาข่าวการทุจริตเลือกตั้งนั้น


ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม กล่าวว่า การที่ กกต. 4 คนมีมติตั้งตำรวจสันติบาลมาช่วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.มีไม่พอ จึงขอให้มาช่วยตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้ว เพราะตอนนั้นมีข่าวการซื้อเสียงเยอะมาก ส่วนที่พูดกันว่านายสมชัยไม่เห็นด้วย และไม่ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งนั้น ช่วงนั้นนายสมชัยป่วย เมื่อเรื่องนี้เข้ามาในที่ประชุม กกต. 4 คน ที่ยังอยู่ก็มีมติออกมา ภายหลังนายสมชัยไม่ได้ทักท้วงอะไร


ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงการแต่งตั้ง พล.ต.ต.ชัยยะ ดังกล่าวว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร. เป็นผู้ส่งมาให้ รวมถึงกำลังตำรวจสันติบาลกว่า 600 นาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ กกต.มีจำนวนไม่พอ หากคิดว่าพล.ต.ต. ชัยยะทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง ก็ไปร้องที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้โดยตรง


ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในวันที่ 1 ม.ค. จะเข้ายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อให้พิจารณาเปลี่ยนตัว พล.ต.ต. ชัยยะ เนื่องจากไม่เป็นกลาง


ส่วนกรณีการแจกใบแดงให้ผู้สมัครพลังประชาชน ที่เขต 1 บุรีรัมย์ โดยไม่มีการเรียกสอบสวน และมีแนวโน้มส่อเข้าข้างบางพรรคการเมืองชัดแจ้งนั้น


วันเดียวกันนี้ นายประกิจ พลเดช ผู้รับเลือกตั้ง ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมผู้สมัครร่วมทีมได้เดินทางไปยื่นคัดค้านคำตัดสินของ กกต. พร้อมทั้งชี้แจงว่าได้มีการหารือกันแล้ว เห็นถึงความไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจน จึงได้นำเรื่องดังกล่าวร้องเรียนต่อ กกต.


ทั้งนี้จะขอชี้แจ้งข้อกล่าวหาโดยจะยื่นเสนออ้างข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 24 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการโดยพลัน


ในการสืบสวนสอบสวนตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องให้โอกาสผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ทราบเหตุแห่งการร้อง การคัดค้าน หรือการกล่าวหา มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐาน รวมทั้งต้องให้โอกาสมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีที่ผู้ร้อง ผู้ถูกคัดค้าน หรือผู้ถูกกล่าวหา ไม่มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงหลักฐาน หรือไม่มาให้ถ้อยคำ ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิในการชี้แจง แสดงหลักฐาน หรือให้ถ้อยคำ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการต่อไปได้


กรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนที่ลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดต้องลงลายมือชื่อในหนังสือลงมติในเรื่องนั้น และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำคำวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งต้องทำเป็นหนังสือระบุข้อเท็จจริงและเหตุผล พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งทุกคนที่พิจารณาวินิจฉัย


ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งผู้ใดลงมติวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องใดแล้ว แต่ยังมิได้ลงลายมือชื่อในคำวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนั้น เนื่องจากพ้นจากตำแหน่งหรือมีเหตุจำเป็นอื่นที่ไม่อาจลงลายมือชื่อได้ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งบันทึกเหตุนั้นไว้ในคำวินิจฉัยชี้ขาดแทนการลงลายมือชื่อของกรรมการการเลือกตั้งผู้นั้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่ประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้งอีกจำนวนหนึ่งไม่อาจลงลายมือชื่อได้ ให้กรรมการการเลือกตั้งเท่าที่เหลืออยู่เป็นผู้บันทึกเหตุ และถ้าเป็นกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งทั้งคณะไม่อาจลงลายมือชื่อได้ ให้เลขาธิการเป็นผู้บันทึกเหตุนั้น


วิธีการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคำร้องต่อศาลให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด


จะเห็นได้ว่าข้อกฎหมายที่กล่าวมานี้ กกต.จะต้องมีการเรียกผู้สมัครที่มีเหตุให้ต้องสงสัยเข้าไปชี้แจ้งก่อน ทั้งนี้จะเข้ายื่นฟ้องต่อกฤษฎีกา เพื่อขอความเป็นธรรมด้วย


นายประกิจ กล่าวต่อไปว่าได้มีการปรึกษานักกฎหมายหลายๆ คน ซึ่งทางนักกฎหมายเองก็ตอบตรงกันว่าเกิดความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหากจะอ้างมาตรา 19 จาก พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ที่มีการเขียนถึงการมอบหมายให้ กกต.จังหวัด ทำหน้าที่แทน กกต.กลาง ก็ต้องหาถ้อยคำการมอบอำนาจ และก็ดูจะไม่ชอบธรรมตามมาตรา 24 อยู่ดี


ทั้งนี้ ยังเห็นว่าผู้ร้องคัดค้านครั้งนี้เป็นผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน พยานทั้ง 38 ปาก ก็ได้ชี้แจงปฏิเสธการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น จึงเข้าใจว่าน่าจะถูกกลั่นแกล้งจากผู้สมัครพรรคดังกล่าว ส่วนทางกกต.จังหวัดกลับเชื่อข้อมูลเท็จเหล่านั้นอย่างสนิทใจ ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่า กกต.ไม่วางตัวเป็นกลาง และไม่เป็นธรรม


กกต. เอียงข้างมาตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว เพราะประกาศว่าสามารถให้ใบแดงผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชนทั้ง 9 คนที่จ.บุรีรัมย์ได้ แสดงว่ามีธงไว้เรียบร้อยแล้ว แต่รอดูผลการเลือกตั้งก่อน คือถ้าผู้สมัคร ส.ส. พรรคอื่นได้ไปก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าพรรคพลังประชาชนได้ถึงจะมาเล่นงาน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังจะได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.กลางมากน้อยแค่ไหน นายประกิจ กล่าวว่า กกต. กลางน่าจะเลือกดูที่เหตุผลมากกว่า อย่างไรก็ตาม จะต้องสู้ทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพราะกรณีนี้ถือว่าเป็นการประหารชีวิตของตนทางการเมือง ในขณะที่การประหารชีวิตจริงๆ ยังต้องมีการสืบถามพยาน แต่เหตุดังกล่าวยังไม่มีการสืบพยาน หรือสอบปากคำข้อชี้แจงของผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน เลยสักคน เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง


นายประกิต กล่าวเสริมว่าได้ทราบว่าเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการประชุมเรื่องสอบสวนกรณีต่างๆ หลายกรณี แต่กลับไม่มี กกต.บุรีรัมย์คนไหนจะออกมาบอกว่าพบการทุจริตเห็นสมควรให้ใบแดงกับพรรคพลังประชาชนเลย


แต่พอวันที่ 24 ธ.ค. หลังการเลือกตั้ง 1 วัน กกต.บุรีรัมย์กลับประกาศแจ้งข้อกล่าวหา จึงเกิดข้อสงสัย เนื่องจากทางพรรคเคารพกฎหมายที่สุด ทั้งยังเตรียมใจมาก่อนวันเลือกตั้งอีกว่าอาจจะเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น จึงพยายามหาเสียงทุกวิถีทางที่ดำเนินไปอย่างถูกกฎหมาย


ผมเคยให้สัมภาษณ์สื่อหลายๆ สื่อ ว่าผมไม่เคยเข้าไปให้ปากคำต่อ กกต.บุรีรัมย์เลย จนเมื่อถึงวันที่ 27 ธันวาคม ก็ยังไม่มีถ้อยคำจากผมเลย ผมจึงต้องแจ้งในคำให้การนี้ต่อ กกต.กลาง เพราะกลัวว่าไม่เกิดความชอบธรรม


นอกจากนี้ นายประกิจ เปิดเผยว่าได้มีการพูดคุยกับนายกองพัน ภายหลังเรื่องที่เกิดด้วย โดย นายกองพันยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกิจกรรมใดๆ ทางการเมืองมานานแล้ว ตั้งแต่สอบตก อบต. ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่มีส่วนรู้เห็นแต่อย่างใด


นายประกิจ รับว่าส่วนตัวรู้จักกับนายกองพันจริง เพราะนายกองพันเคยมารับจ้างทำอ้อยให้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าหากคนที่เคยสอบตก อบต. ไม่น่าจะสามารถพูดคำมั่นสัญญาให้ชาวบ้านเป็นร้อยๆ คนเชื่อถือได้ จึงเป็นไปไม่ได้ว่านายกองพันจะเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องดังกล่าวได้


อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจะเข้ายื่นเรื่องร้องขอต่อ กกต. กลาง และกฤษฎีกาแล้ว จะเดินทางไปยังผู้ตรวจการรัฐสภา และกลุ่มสมาพันสิทธิมนุษยชนอีกด้วย


ขณะที่วันเดียวกันนี้ได้มีการเรียกนายประสพ บุษราคัม และนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ว่าที่ ส.ส.เขต 3 อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องแจกซีดี และซื้อเสียงต่อที่ประชุมใหญ่ กกต. แต่ยังไม่มีการตัดสินโดยให้เวลาไปรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมและกลับมาชี้แจงภายใน 6 วัน


นอกจากนี้ ยังมีสำนวนใหญ่ เช่น จับหัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเงินสดกว่า 1.3 ล้านบาท ที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่ยังไม่มีการพิจารณา และกรณีซื้อเสียงที่ จ.อุทัยธานี


'สนั่น'รับหากร่วมรัฐบาลพปช.ก็นั่งโต๊ะกินข้าวกับปชป.ได้


พล.ต.สนั่น ยอมรับ พรรคชาติไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินตัดสินใจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนแล้วพร้อมโหวต"สมัคร"เป็นนายกฯ

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยืนยันว่า หากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลจริง ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเหมือนเดิม และยังคงมีการรับประทานอาหารร่วมกันและจะสามารถอธิบายกับพรรคประชาธิปัตย์ได้

ทั้งนี้เมื่อถามถึงการยกมือโหวตเพื่อเลือกนายกฯในวันเปิดสภาวันแรก หากพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนจริง พรรคจะยกมือโหวต นายสมัคร หรือไม่นั้น พล.ต.สนั่น ยอมรับว่า ทางพรรคคงไม่สามารถตั้งข้อแม้ หรือ มีข้อเรียกร้องอะไรได้


กดปุ่มข้ามปี


กาหลิบ

แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดคือ กรรมการการเลือกตั้งห้าคนแตกแยกกันเละเทะ แทบจะไม่สามารถประสานประโยชน์ให้เป็นหนึ่งได้อย่าง กรณีของนายพลตำรวจตรีที่ก่อเหตุในบุรีรัมย์ พอกรรมการสดศรีนำตัวเข้ามา กรรมการสมชัย จึงประเสริฐ ก็เดินออกจากห้องไป
ไม่ว่าใครจะเดินข้ามเส้นเข้าสู่ปีใหม่กันรื่นเริงเบิกบานขนาดไหนก็ตาม
แต่คนบางคนในบ้านบางหลังกลับก้มหน้าก้มตายื้อยุดเอาไว้สุดกำลัง ฝืนธรรมชาติและไม่ยอมให้เวลาผ่านจากเก่าไปสู่ใหม่ได้อย่างสะดวกดาย
นั่นคือบรรยากาศในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ที่หลายคนยังไม่รู้
เอากันจริงจังขนาดล่อนจ้อนหมดแล้วทั้งตัว ไม่เหลืออะไรเอาไว้บังหน้าบังหลังให้เกิดความขลังอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป
ศูนย์กลางของเรื่องคือการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคพลังประชาชนได้สิทธิ์ก่อนใคร ในฐานะที่ได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากนั่นแหละครับ
สนุกตื่นเต้นเหมือนลงว่ายน้ำในทะเลในเวลากลางคืนและมีฉลามแก่ๆว่ายวนอยู่ด้วยหลายตัว
ชนิดที่ได้กลิ่นเลือดเพียงนิดเดียวมีหวังว่ายมาร่วมกินโต๊ะกันอีกเป็นฝูง จนคนที่ว่ายอยู่อาจไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ก็เลยต้องว่ายระมัดระวังและคุมเชิงกันตลอดเวลาในช่วงส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่
ฉลามเตรียมปุ่มที่กดได้ตลอดเวลาไว้หลายปุ่ม เพื่อจะกีดกันมิให้พรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
เริ่มต้นก็ใช้อิทธิพลที่มีเหนือพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน กดดันมิให้เขาเข้าร่วม
ถ้ากระเหี้ยนกระหือรือจะร่วมให้ได้ก็ให้ตั้งเงื่อนไขที่หวังว่าพรรคพลังประชาชนได้ยินแล้วต้องสำลัก เพราะจุดประสงค์ไม่ต้องการให้ตอบได้ แต่ต้องการป้ายสีเสียก่อนล่วงหน้าว่าเธอเป็นคนเลวและฉันเป็นคนดี
การเข้าร่วมรัฐบาลก็กระทำอย่างเสียไม่ได้และเห็นแก่บ้านแก่เมือง
ปรากฏว่านอกจากจะไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแล้ว
คนที่ถูกอ้างถึงบางเงื่อนไขนั้นยังโกรธกริ้วจนต้องเรียกตัวไปใส่กันตรงๆว่าเอาเรื่องนี้ไปขายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองทำไม
หน้าแหกกันเป็นการภายในจนบัดนี้
ถ้าเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ก็ไปสู่ปุ่มที่สองคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นั่นคือเรื่องของใบเหลืองและใบแดง ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องง่าย
ม้าของใครก็คงเข้าคอกคนนั้น
แต่ปัญหาที่ไม่คาดคิดคือ กรรมการการเลือกตั้งห้าคนแตกแยกกันเละเทะ แทบจะไม่สามารถประสานประโยชน์ให้เป็นหนึ่งได้ อย่างกรณีของนายพลตำรวจตรีที่ก่อเหตุในบุรีรัมย์ พอกรรมการสดศรีนำตัวเข้ามา กรรมการสมชัย จึงประเสริฐ ก็เดินออกจากห้องประชุมไป
ปุ่มที่ว่านี้จึงมีปัญหาเรื่องสายไฟ กดลงไปแล้วไม่แน่ใจว่าไฟจะเดินหรือไม่
ขณะนี้เจ้าของกำลังรีบส่งคนลงไปซ่อมเพื่อเตรียมกดให้จั๋งหนับ
อีกอย่างหนึ่งปุ่มนี้เสี่ยงต่อการหน้าแตกสาแหรกขาด เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมามี ANFREL หรือเครือข่ายเอเชียว่าด้วยการเลือกตั้งเสรีในเครือข่ายสหประชาชาติเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 อย่างจริงจังอยู่ด้วยโดยตลอด
หลักฐานของเขาก็มี ถ้าจู่ๆเกิดมีอะไรพรวดพราดขึ้นมาเพื่อเอาเรื่องกันให้ได้ตามใบสั่งก็จะเกิดการเปรียบเทียบหลักฐานขึ้นมาทันที
แล้วไทยอาจต้องเขินอาย ก็หลักฐานของโลกเขาชี้ไปอีกทางหนึ่ง แล้วจะให้เขารับรองความเป็นประชาธิปไตยของไทยอย่างไรต่อไป
ปุ่มนี้จึงสะดวกสำหรับผู้ใช้ แต่อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
สุดท้ายคือปุ่มการใช้กำลัง ซึ่งเตรียมไว้เสร็จสรรพทั้งคนและ "ของ" คล้ายๆเหตุการณ์เมื่อส่งท้ายปีใหม่ของปี 2549-2550 นั่นแหละครับ
กำลังพลเกี่ยวข้องตั้ง 2,820 คน กระจายออกเป็นจุดๆ 40 จุดทั่วกรุงเทพฯ ตั้งใจจะสร้างเหตุวุ่นวายแถวๆบ้านของผู้ใหญ่ฝ่ายอำมาตย์ เพื่อจะโยนบาปให้ฝ่ายตรงข้าม
คนที่เกี่ยวข้องก็มากันพร้อม ไม่ว่าจะเป็นนายพลที่ชอบเล่นกับระเบิด หรือ เสธ.คนดังที่ชอบเหยียบเรือสองแคม อดีต ส.ว. ที่เป็นลูกหลานของระบอบเผด็จการปากมัน หรือพลเอกเจ้าของซุ้มมือปืน ฯลฯ
คุณสมัคร สุนทรเวช ก็เลยเปิดแถลงข่าวในวันส่งท้ายปีเก่า เพื่อประกาศขั้นแรกของการจัดตั้งรัฐบาลในเวลา 14.00 น. เสียเลย เพราะทำท่าว่าจะยื้อยุดไม่สุดสิ้นและอย่างไม่มีสติ
บ้านเมืองจึงข้ามปีมาสู่ 2551 จนได้ในที่สุดครับ.--จบ-


////////////////////////

คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง

จาก หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

'ทักษิณ'หนุน'หมัก'นั่งนายกฯ

'ทักษิณ' แจงผ่าน TITV ยืนยัน เลิกเล่นการเมือง 100 % เตรียมเดินทางกลับไทยสงกรานต์สู้คดี พร้อมปรับความเข้าใจกับ'ป๋าเปรม' หนุน'สมัคร'เหมาะนั่งนายกฯ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ "ตัวจริงชัดเจน"ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หลังทราบผลการเลือกตั้ง และเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน โดยระบุว่า จะวางมือทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น และจะกลับประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และเมื่อเดินทางกลับมาแล้วจะเข้าพบและทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อความสมานฉันท์ของบ้านเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นว่ารัฐบาลใหม่จะต้องบริหารทั้งการเมือง และบริหารประเทศควบคู่กันไป ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด แม้จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนโผงผาง ดุดัน ไม่ฟังใครก็ตาม ซึ่งก็เป็นเพียงยุทธศาสตร์ในการหาเสียง แต่เชื่อว่านายสมัคร จะปรับตัวได้ และยืนยันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่เหมาะสมจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเสียงสนับสนุนน้อย


ครป.อัดพปช.สร้างปมความแตกแยกตั้งแต่ยังไม่ทำงาน

ครป. ห่วงเริ่มต้นตั้งรัฐบาลก็เริ่มสร้างความเคลือบแคลงให้ประชาชน อัด พปช.สร้างปมความแตกแยก ตั้งแต่ยังไม่ทำงานแนะเปิดตัวและพฤติกรรม มือสกปรกข้างนอก อย่าผูกเรื่องย้อนปมแตกแยกผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

นายสุริยะใสกตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า คิดว่าเป็นเรื่องน่า เป็นห่วงที่การจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในขณะนี้ แค่เริ่มต้นก็สร้างตวามเคลือบแคลง สงสัย และสร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลชุดใหม ่จะทำให้บ้านเมืองสมานฉันท์และเดินหน้าสู่การแก้ไข วิกฤติของประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการพยายามพูดถึงมือที่มองไม่เห็นหรือมือสกปรกขัดขวางการ จัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนนั้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาชี้แจงประชาชน จะได้รู้ใครเป็นใครและทำอะไรอยู่ เพราะรู้ทั้งรู้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นปมที่สร้างความแตกแยก นับตั้งแต่ที่ พตท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกฯ พูดถึงผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของตัวเองจนสร้าง ปัญหาตามมามากมาย

นายสุริยะใสกล่าวว่า หลังเลือกตั้งทุกฝ่ายก็เคารพผลการเลือกตั้งและมอบความชอบธรรม ให้กับพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่พยายามสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนและส่อว่า จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอีกรอบ


'สดศรี'ท้าพปช.ฟ้องศาลฎีกา ขู่ยกทีมกกต.ลาออก

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการทำงาน ของกกต. ที่ถูกหลายฝ่ายกดดันว่า การทำหน้าที่ของกกต.ช่วงนี้ มีการเมืองเข้ามากดดัน โดยมีการกล่าวหา ด่าว่าและโจมตี ีผ่านสื่อทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ทั้งๆที่กกต.ไม่ได้ทำอะไรที่ละเมิดกฎหมาย ซึ่งในความเห็นของตน กำลังพิจารณาว่าหากถูกโจมจีมากๆแล้วกกต.ทั้ง 5 คนลาออกหมด เว้นวรรคการทำงาน ก็จะส่งผลให้ไม่มีการ ประกาศรับรองส.ส. และทุกอย่างหยุดนิ่งหมด ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ อยากถามว่าต้องการเช่นนี้ใช่หรือไม่

'ขณะนี้กลายเป็นว่าเราต่อสู้กับพรรคพลังประชาชน ซึ่งบางคนถึงขนาดพูดว่ากกต.4 คน ออกใบเหลือง ใบแดง เป็นคนผิดเหมือนอาชญากร การพูดแบบนี้ถือว่าเป็นอันตรายต่อการทำหน้าที่กกต.ทั้งที่พิจารณาตามพยานหลักฐาน และคำตัดสินของกกต.ถือเป็นที่ยุติ ทั้งนี้ พรรคพลังประชาชนหรือใครที่สงสัยการทำหน้าที่ของกกต.4 คน ว่าไม่ถูกต้องก็ควรยื่นเรื่องฟ้องศาลฎีกาในช่วงนี้ได้ทันที เพื่อให้ศาลสั่งระงับการทำหน้าที่ของกกต.ชั่วคราว ไม่ใช่มาด่ากกต.ผ่านสื่อ' นางสดศรี กล่าว

นางสดศรี กล่าวต่อว่า หากศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการประกาศรับรอง ผลเลือกตั้งส.ส. ซึ่งศาลจะได้มีคำสั่งไปในคราวเดียวกันกับที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัครส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้องศาลฎีกาให้สั่งเพิกถอนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของผู้สมัครพรรคพลังประชาชน และไม่ให้กกต.ประกาศรับรองผลทั่วประเทศ ดังนั้น ทางกกต.ก็หยุดชะงักการพิจารณาสำนวนคดีและคำร้องที่ค้างไว้ ตอนนี้อยากให้ทุกคนที่ไม่พอใจการทำหน้าที่ของกกต.มายื่นฟ้องศาลฎีกาอะไรจะเกิดก็เกิดไป กกต.ยอมรับได้ทุกกรณีหากศาลมีคำสั่งออกมาว่าอย่างไรก็พร้อมจะปฏิบัติตาม

นางสดศรี ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่พรรคพลังประชาชนอาจจะได้ใบแดง60 ใบ ว่า กกต.ทำหน้าที่ตามระเบียบ กฏเกณฑ์ ไม่ใช่มีหน้าที่ออกหวยหรือเบอร์ ตามที่ใครจะกะเกณฑ์ ซึ่งไม่ทราบว่านายสุเทพ เอาข่าวมาจากไหน ตอนนี้การทำงานของกกต.เหนื่อยใจมาก หากเป็นไปได้อยากให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้กกต.ระงับการปฏิบัติหน้าที่


'สนั่น' ชี้ ปชป.247 เสียง ไม่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าววันนี้ (1 ม.ค.) กรณีที่พรรคพลังประชาชน (พปช.) ประกาศจับขั้วกับ 3 พรรคการเมือง คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคประชาราช จัดตั้งรัฐบาล ว่าเพิ่งเห็นการประกาศจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวานนี้ (31 ธ.ค.) แต่ยังไม่ทราบว่าหัวหน้าพรรคชาติไทยจะตัดสินใจอย่างไร เพราะต้องรอหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดินก่อน ส่วนโอกาสที่ชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินจะร่วมรัฐบาลกับ พปช.ก็เป็นไปได้ เพราะขณะนี้ ถ้าพรรคชาติไทยไม่ตัดสินใจอย่างใดอย่าหนึ่งรัฐบาลก็ตั้งไม่ได้ ดังนั้นต้องดูว่าสถานการณ์ทางการเมือง

'มาถึงจุดนี้แล้วต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวันพรุ่งนี้ (2 ม.ค.) นี้ จะมีการหารือกันระหว่าง พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน หากตกลงกันไม่ได้ก็ต่างคนต่างเดิน แต่หากตกลงกันได้ก็ไปด้วยกัน โดยการหารือในวันพรุ่งนี้ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งสุดท้าย เพราะการตัดสินใจครั้งสุดท้าย คือ การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย ยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ หากพรรคชาติไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับ พปช.ก็ต้องนัดกินข้าวร่วมกัน เพื่ออธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็น ถ้าพรรคชาติไทยเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจได้ แล้วมีช้อนเงินช้อนทองภาคต่อไป' ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าว

พล.ต.สนั่น กล่าวว่า การที่พรรคพลังประชาชนประกาศจับมือ 3 พรรคก็ต้องถือโอกาสนี้ว่า สามารถจัดตั้ง รัฐบาลได้ ก็ต้องออกมาจัดตั้งอย่างนี้ก่อน แต่ในข้อเท็จจริง เป็นไปไม่ได้ ที่ 254 เสียงจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนกรณีที่พรรคชาติไทยเคยระบุจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ถ้าไปร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะมีคำตอบให้สังคมอย่างไรนั้น ชาติไทยไม่สามารถที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลทางไหนได้ พรรคฯ ต้องดูความต้องการประชาชนว่า เป็นอย่างไร ตั้งรัฐบาลไม่ได้ธุรกิจต่างๆ เศรษฐกิจต่างๆ ก็จบ เลือกตั้งทั้งที่ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตั้งรัฐบาลให้ได้

ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงการตัดสินใจของพรรคชาติไทย ภายหลัง กกต.พิจารณา ใบเหลืองใบแดงว่า ได้วิเคราะห์ให้หัวหน้าพรรคชาติไทยฟังว่า เป็นไปไม่ได้ที่พรรคเดียวจะโดนใบแดง 20-30 ใบ นอกจากจะโดนคดีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วยุบพรรคไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อจะไปบอกว่าได้ใบเหลืองใบแดงเฉพาะพรรคพลังประชาชน ไม่น่าเป็นไปได้ คงต้องมาวิเคราะห์แล้ว ดูว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร แต่หากเกิดปัญหาโดนใบแดง 30-40 ใบจริงสถานการณ ์ก็เปลี่ยนไปอีก คือ ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้เหมือนกัน

พล.ต.สนั่น กล่าวอีกว่า ส่วนความเป็นไปได้กรณี 3 พรรคเล็กจะร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินจัดตั้งรัฐบาลก็ตั้งไม่ได้ แม้ว่าเสียงรวมกันทั้งหมดได้เพียง 247 เสียง ถ้าตั้งได้ก็ตั้งแบบเล่นๆ แล้วก็ล่ม ทางพรรคพลังประชาชนก็เหมือนกัน 254 เสียงโดนใบแดงไป 3 ใบเหลือ 251 เสียงก็ตั้งไม่ได้ ตั้งเล่นๆ เหมือนกัน แล้วก็ล่ม ส่วนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยังมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งรัฐบาลได้นั้น เพราะเขาคงคิดว่าจะมีว่าที่ ส.ส.หลายคนคงจะโดนใบเหลืองใบแดง

'การเลือกนายกรัฐมนตรีในวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร โอกาสที่สถานการณ์อาจจะพลิกนั้น ต้องไปถามพรรคพลังประชาชน ว่าจะทำอย่างไรในการคุมเสียง โดยวันนั้นจะเป็นวันที่น่าจับตามอง เนื่องจากไม่สามารถใช้มติพรรคควบคุม ส.ส.ของตัวเองได้ ถ้าลูกพรรคพลังประชาชนมาเทคะแนนให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ยุ่ง ส่วนจะซ้ำรอยตำนานงูเห่าหรือไม่นั้นก็เกิดได้ ถ้าในอดีต ส.ส.ต้องฟังมติพรรคไม่อย่างนั้นจะถูกขับออก แต่ตอนนี้ ส.ส.มีอิสระจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ ถือว่าไม่มีความผิด งูเห่าก็เกิดขึ้นได้เสมอ' ประธานที่ปรึกษา พรรคชาติไทย กล่าว

พล.ต.สนั่น กล่าวถึงกรณี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ระบุมือที่มองไม่เห็น พยายามสกัดกั้นไม่ให้พรรคพลังประชาชน จัดตั้งรัฐบาล ว่า พรรคชาติไทยจะหารือประเด็นนี้ในที่ประชุมกรรมการบริหาร พรรคชาติไทย แต่เงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ พรรคพลังประชาชนพร้อมอยู่แล้ว และเรื่องมือที่มองไม่เห็น ตนไม่ทราบว่า หมายความว่าอะไร ตามไม่ทัน มือใครก็ไม่รู้ ส่วนการทำงานของ กกต.ตัดสินตามพยานหลักฐาน ใครจะไปแทรกแซง กกต.คงลำบาก เพราะ กกต.แต่ละคนมาจากศาล และมาจากอัยการสูงสุด เชื่อว่า 5 เสือกกต.เป็นผู้มีคุณธรรม

‘ทักษิณ'ให้สัมภาษณ์ผ่าน‘TITV'ยันเลิกเล่นการเมือง-กลับไทย เม.ย.นี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ ตัวจริงชัดเจน"ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หลังทราบผลการเลือกตั้ง และเป็นครั้งแรกในรอบ 15 เดือน ระบุว่า จะวางมือทางการเมือง 100 เปอร์เซ็นต์ และจะคอยให้คำปรึกษาในฐานะผู้มีประสบการณ์เท่านั้น และจะกลับประเทศไทยในช่วงสงกรานต์ เพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม และเมื่อเดินทางกลับมาแล้วจะเข้าพบและทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อความสมานฉันท์ของบ้านเมือง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเห็นว่ารัฐบาลใหม่จะต้องบริหารทั้งการเมือง และบริหารประเทศควบคู่กันไป ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง ได้จำนวน ส.ส.มากที่สุด แม้จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นคนโผงผาง ดุดัน ไม่ฟังใครก็ตาม ซึ่งก็เป็นเพียงยุทธศาสตร์ในการหาเสียง แต่เชื่อว่านายสมัคร จะปรับตัวได้ และยืนยันว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ไม่เหมาะสมจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเสียงสนับสนุนน้อย


จาก hi-thaksin

Tuesday, January 1, 2008

เอกสารลับ Return

การตัดสินเรื่องเอกสารลับ คมช. เสร็จสิ้นไปแล้วหลายวัน


ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติยกคำร้อง


ด้วยเหตุผลว่า คมช. มี ม.309 คุ้มครองอยู่บ้าง หรือยังไม่พบว่ามีการกระทำความผิด ไม่มีการดำเนินการต่อเนื่องตามคำสั่ง เพราะไม่มีการตั้งเบิกงบประมาณบ้าง


ถ้าสรุปความประสาชาวบ้าน ก็แปลความได้ว่า เนื้อหาสาระของเอกสารลับดังกล่าวนั้น เป็นการสั่งการให้กระทำในสิ่งที่ผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง และขัดขวางระบอบประชาธิปไตยจริง


แต่เนื่องจากว่าสั่งการไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการลงมือทำ


แถมยังมีการ แอบ ไปสั่ง ยกเลิก คำสั่ง ด้วยวาจากันไปเป็นที่เรียบร้อย ก็เลยไม่สามารถเอาความได้


คำตัดสินของ กกต. ในครั้งนั้น เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเพียงไม่กี่วัน


จนชวนให้เกิดความกังวลใจว่าจะเกิด วิกฤติศรัทธา ขึ้นกับ กกต.


เพราะท่าทีของ กกต. ที่เสมือนอุ้ม คมช. ให้พ้นความรับผิดชอบจากกรณีเอกสารลับดังกล่าวอย่างชัดแจ้งนั้น ชวนให้เคลือบแคลงใจถึงความโปร่งใส เที่ยงธรรม


และที่สำคัญ ทำให้ไม่แน่ใจว่า กกต. จะสามารถทัดทานต่ออำนาจต่างๆ ที่จะเข้ามาแทรกแซงได้หรือไม่


เชื่อว่าแม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว


และแม้ว่าการเลือกตั้งในหลายพื้นที่จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หรือจะมีปัญหาชวนให้เกิดข้อกังวลสงสัยบ้าง ก็เพียงในบางพื้นที่


แต่ความต่อเนื่องจากกรณีเอกสารลับต่อมาถึงการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า แน่นอนว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ยัง ไม่มั่นใจ ในการทำงานของ กกต.


โดยเฉพาะในห้วงของการแจกใบเหลือง-ใบแดง


ที่ก่อนหน้านั้น สดศรี สัตยธรรม หนึ่งใน กกต. ออกมาพูดเสมือนว่าจ้องจะแจกใบแดงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


ยิ่งมีข่าวลือว่าจะมีการ จงใจ แจกใบเหลือง-ใบแดง ให้บางพรรคการเมืองมากเป็นพิเศษ เพื่อสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาล ประชาชนก็ยิ่งจับตามองกันมากยิ่งขึ้น


เพราะข่าวลือที่ว่ายังไปสอดรับกับกรณีที่ ว่าที่ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคพลังประชาชน ที่ติดโผร้องเรียน ได้ออกมาแฉว่าถูกใส่ความ


โดยระบุว่ามีการดำเนินการใส่ร้ายกันอย่างเป็นกระบวนการ มีการว่าจ้างชาวบ้านไปให้ความเท็จต่อ กกต. เพื่อให้ใส่ร้ายผู้สมัคร


โชคยังดีที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จึงนำเรื่องมาบอกกับผู้ใหญ่บ้าน และแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ทั้งยังพร้อมจะเป็นพยานให้กับผู้เสียหาย


และที่สำคัญ กระบวนการดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับคนใกล้ชิด กกต. มีตัวละครในเนื้อเรื่องที่เป็นคนของภาครัฐ ที่ชวนให้เชื่อได้ว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อทำลายพรรคการเมืองบางพรรค


ซึ่งยังไม่นับรวมถึงการส่งกำลังตำรวจ-ทหาร อาวุธสงครามครบมือ ตั้งด่านสกัดหน้าบ้าน เนวิน ชิดชอบ พร้อมกับข้อกล่าวหาที่พูดจากันเป็นการภายในว่า เป็นที่มั่นสำคัญของพลังประชาชน


ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน


เพราะนอกจากจะสะท้อนชัดถึงการ ใช้อำนาจรัฐ เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งแล้ว ยังทำให้หวนนึกย้อนกลับไปถึง เอกสารลับ คมช. นึกย้อนไปถึงคำตัดสินของ กกต.


กรณีดังที่ว่าเกิดขึ้นในค่ายทหาร ร.1 พัน 3 ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนหน้าการหย่อนบัตรเลือกตั้งเพียง 3 วัน


เป็นการพูดของนายทหารยศพันโท ต่อกำลังพลนับพันนาย ปรากฏเป็นข้อความ ชี้นำ ทางการเมือง


อย่างเช่น ท่อนหนึ่งมีการเอ่ยชื่อพรรคการเมือง และหมายเลขของผู้สมัครอย่างชัดแจ้ง


ผู้การท่านบอกนะครับว่า พันสามเนี่ย เราซื้อไม่ได้ แต่ใครให้ตังค์เรารับ แต่ว่าเราจะเลือกตามใคร เลือกตามใครครับ? ตามผมนะ เลือกตามผม เพราะถ้ารักผม หรือว่าบางคนอาจจะไม่รัก หรือถ้าไม่รักก็เอ็นดูเอ้า คือถ้าเห็นว่าเราไปกันได้ ก็ประชาธิปัตย์ 4 5 6 ทั้งพรรคทั้งคน


การกล่าวต่อกำลังพลของนายทหารคนนี้ ล้วนมีแต่ประเด็นทางการเมือง


บางช่วงเป็นการวิพากษ์พรรคการเมืองบางพรรค ที่เป็นคู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์


บางช่วงมีการบอกต่อกำลังพลว่า หากไปเลือกพรรคการเมืองดังกล่าว จะมีสิ่งที่ตอบแทนกลับมายังกองทัพ


หรือบางช่วงก็ย้ำความเป็นทหารที่จะต้องทำตามที่ นายสั่ง


แต่อย่างไรก็ตาม ทุกช่วงจังหวะก็จะย้ำหมายเลขผู้สมัครทั้ง 3 คน พร้อมด้วยหมายเลข 4 ของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างต่อเนื่อง


เรื่องที่เกิดขึ้นถูกบันทึกเอาไว้ด้วยผู้ที่ปรารถนาดี และปรารถนาที่จะเห็นการเลือกตั้งที่ดำเนินไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม


และเรื่องดังกล่าวก็ได้มีการร้องเรียนไปถึง กกต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


เพื่อเข้าสู่กระบวนการดำเนินการกับ นายทหาร คนดังกล่าว


เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 ที่ได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว


ไม่ว่าจะเป็น ม.ล.อภิมงคล โสณกุล อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ หรือ เจิมมาศ จึงเลิศศิริ


ที่สำคัญเพื่อที่จะได้ เตือนสติ กกต. ให้ได้ย้อนคิดถึงคำตัดสินกรณีเอกสารลับ คมช.


ที่เคย ยกคำร้อง ด้วยเหตุผลว่าไม่ได้มีการกระทำความผิดต่อเนื่อง


แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ที่สอดรับกับเนื้อหาในเอกสารลับ ที่ระบุว่าให้มีการ ชี้นำแกมบังคับ กำลังพลและครอบครัว ตลอดจนชุมชนรอบหน่วยทหาร


จะถือว่าเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวเนื่อง ต่อเนื่องกันหรือไม่ อย่างไร


ยังรวมไปถึงโครงการ ประชาธิปไตยสีขาว ที่มีการลงไปให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งในหลายพื้นที่


มีวิทยากรคนสำคัญอย่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล และ ดร.เสรี วงษ์มณฑา


ที่มีการบรรยายถึงการเลือกข้าง บรรยายว่าทำอย่างไรไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง และอีกหลายเรื่องราวที่สะท้อนชัดถึงความไม่เป็นกลาง


ทั้งยังไปคล้ายคลึงกับเนื้อหาในอีกบางส่วนของเอกสารลับ ที่จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้ประชาธิปไตย ระบุว่า ต้องการวิทยากรที่ เร้าใจ และมีการระบุชื่อ ม.ล.ปนัดดา


มีการระบุชื่อพรรคการเมืองบางพรรค และมีการใช้คำว่า ข้าศึก และ การรบ กับพรรคการเมืองดังกล่าว และกิจกรรมตามคำสั่ง


เหล่านี้ กกต. จะทำเฉย แสร้งเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะได้ ทำหน้าที่ ตัดสินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วหรือเปล่า


หรือจะตอบสังคมให้หาย ข้องใจ กันอีกสักที ว่าสิ่งที่ยังเกิดขึ้นเหล่านี้ เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเอกสารลับ คมช. อย่างไร


หากเป็นเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกัน กกต. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป ให้เกิดความถูกต้องชอบธรรม ให้สมเกียรติและศักดิ์ศรี


หรือหากจะบอกว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น กกต. จะมีเหตุผลอย่างไรที่จะมาบอกกล่าวให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นตามนั้นได้อย่างสนิทใจ และไว้วางใจในความเที่ยงธรรมของ กกต. ต่อไป


ในเมื่อ กกต. ยังจะต้องทำงานที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองต่อไป


โดยเฉพาะเป็นงานที่ประชาชนจะต้องมั่นอกมั่นใจถึงความโปร่งใสในการทำงาน เพราะหากเพียงเกิดข้อสงสัยว่า กกต. มีความ เอนเอียง ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอีกมากมาย


สิ่งที่เกิดขึ้น...ที่สุดแล้วไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม


กกต. คงจะหยุดอยู่เฉยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว...!!

ลุ้นกกต.แจกใบเหลือง-แดงบ่ายนี้

กกต.เตรียมแจกใบเหลือง-แดงต่อหลังหยุดพัก1 วัน

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงสำนวนการร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. ว่า มีมากกว่า 300 สำนวน ไม่รวมสำนวนที่ตำรวจสันติบาลรวบรวมเสนอให้ กกต.อีกกว่า 100 สำนวน การประชุม กกต. ในวันนี้ (1 ม.ค.) จะพิจารณาสำนวนใบแดงใบเหลืองในช่วงบ่าย โดยนายประสพ บุษราคัม และนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ว่าที่ ส.ส. เขต 3 อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ต้องเดินทางมาชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องแจกซีดี และซื้อเสียงต่อที่ประชุม กกต.ด้วย

นางสดศรี กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีสำนวนใหญ่ เช่น จับหัวคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเงินสดกว่า 1.3 ล้านบาท ที่ จ.เพชรบูรณ์ และกรณีการซื้อเสียงที่ จ.อุทัยธานี ก็จะนำมาพิจารณาเพื่อลงมติด้วย หลัง 7วันก่อน กกต.ได้สั่งให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เก็บหลักฐานเพิ่มเติมและสรุปสำนวน