นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าววันนี้ (10 ม.ค.) กรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 1 พรรคพลังประชาชนเรียกร้องข้อดูวีซีดีที่ตำรวจสันติบาลอ้างว่าเป็นหลักฐานการซื้อเสียงของ นายยงยุทธ ว่า วานนี้ กกต.ให้ นายยงยุทธ ดูเฉพาะภาพนิ่งเท่านั้นแต่ภาพวีซีดีเคลื่อนไหว ยังอยู่ที่ตำรวจสันติบาล หากตำรวจสันติบาลไม่ส่งวีซีดีดังกล่าวมาให้ กกต.ก็จะถือว่าวีซีดีนั้นไม่ได้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาสำนวนของ นายยงยุทธ ส่วนกรณี นายยงยุทธ อ้างว่ามีการจัดฉากนั้น กกต.จะนำมาพิจารณาประกอบด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 10, 2008
รุกสันติบาลมอบวีซีดี กกต.ย้ำหลักฐานสำคัญ [10 ม.ค. 51 - 12:51]
กกต.ยันมีทางออกใบเหลือง-แดงสส.สัดส่วนแล้ว!
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวผ่านรายการวิทยุ โดยยืนยันว่า กกต.ได้ศึกษาข้อกฎหมายและพิจารณารายละเอียดกรณีที่ยังไม่ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ส.ระบบสัดส่วน ไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน(พปช.) ในฐานะว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มที่ 1 ที่มีข้อร้องเรียนถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมและอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
ทั้งนี้ กกต.ระบุว่า หากมีการให้ใบเหลือง ใบแดง แก่ส.ส.ระบบสัดส่วน ก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่มีทางออกตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้
"กรณีที่บอกว่า กกต.จะตกหลุมหรือไม่ได้คิดไว้นั้น ความจริง กกต.คิดไว้หมดแล้ว ไม่มีอะไรในข้อกฎหมายที่จะขัดข้องหรือเป็นอุปสรรคในส่วนของ ส.ส.ระบบสัดส่วน ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ เพราะมีช่องทางที่จะทำอย่างอื่นได้ ซึ่งต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไปว่ามีการกระทำในลักษณะไหน"นายประพันธ์ กล่าว
นายประพันธ์ กล่าวว่า ในกรณีที่ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน และเป็นกรรมการบริหารพรรคได้ใบเหลืองหรือใบแดงนั้น กกต.จะตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาว่ามีความเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองมากน้อยเพียงใด--จบ--
การเมือง ทำลายล้าง จากเลือกตั้ง จัดตั้ง'รัฐบาล'สู่กระบวนการ'ยุบพรรค'
คล้ายกับการมองข้ามไปยังแนวโน้มที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แห่งพรรคมัชฌิมาธิปไตย จะเป็นเงาสะท้อนหนึ่งของความเพ้อฝัน
เพราะว่านี่มิได้เป็นการมองและสรุปเป็นหนแรกของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ตรงกันข้าม นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และหลายคนที่แวดล้อมอยู่โดยรอบในพรรคมัชฌิมาธิปไตยก็มีความเชื่อเช่นนี้ตั้งแต่ต้น
การร้องทุกข์กล่าวโทษโดย นายวีระ สมความคิด จึงเสริมความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น
การนำความขึ้นฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองโดย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งทำให้ความเพ้อฝันแปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนเป็นความใฝ่ฝัน
ยิ่งเมื่อมีการทำสำนวนกรณี นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วน กลุ่มจังหวัดที่ 1 พรรคพลังประชาชนว่าอาจผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 ยิ่งทำให้ความใฝ่ฝันของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นเอกภาพกับความใฝ่ฝันของพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น
ในเมื่อพรรคไทยรักไทยก็เคยถูกยุบมาแล้ว โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบย่อมมีความเป็นไปได้
การเคลื่อนไหวที่กระตือรือร้นอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็น นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หรือ พรรคประชาธิปัตย์ จึงพ้นไปจากเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแล้วอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพราะประเด็นได้ขยับขับเคลื่อนมาสู่ประเด็นเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนมากกว่า
กล่าวในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย แต่บทบาทนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ก็เท่ากับสูญ
เพราะถูกปฏิเสธจากบรรดา ส.ส.จำนวน 6 คน ที่มีอยู่ของพรรค
ขณะเดียวกัน กล่าวในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้กระทั่งพันธมิตรในแนวร่วมโดยพื้นฐานอย่าง พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็มิอาจรั้งดึงไว้ได้
ยิ่งกว่านั้น แม้ด้วยพลานุภาพอันลึกลับทางการเมืองที่ดำรงอยู่จะยังสามารถรั้งดึง พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน เอาไว้อยู่ แต่ก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะกวาดต้อนเอา พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช มาเป็นพวกได้
ความหวังในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์จึงริบหรี่และหมดความหมายไปอย่างสิ้นเชิง
ที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นประเด็นในเรื่องการยุบพรรคพลังประชาชนมากกว่า
ใครที่ประเมินการต่อสู้ทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในขณะนี้ว่ามีจุดเริ่มต้นจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อาจเป็นการประเมินที่ไม่ถูกต้อง ครบถ้วน
แท้จริงแล้ว เป็นการต่อสู้ตั้งแต่เมื่อแรกที่มีการจัดตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 มากกว่า
และเพิ่มความเข้มข้นในห้วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไป สมัย 6 มกราคม 2544
ความหวังของพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนั้นวางน้ำหนักอยู่ที่คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เมื่อเดือนธันวาคม 2543 ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน
แต่แล้วพรรคไทยรักไทยก็ได้รับเลือกมากถึง 248 จาก 500
รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ส่งผลสะเทือนให้พรรคไทยรักไทยถูกคำวินิจฉัยจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้ยุบในเดือนพฤษภาคม 2550
แต่แล้วพรรคพลังประชาชนก็ได้รับเลือกมาถึง 233 จาก 480
เมื่อไม่สามารถขจัดพรรคไทยรักไทยได้โดยกระบวนการรัฐประหาร โดยกระบวนการยุบพรรค เพราะพรรคไทยรักไทยได้เกิดใหม่เป็นพรรคพลังประชาชน ความหวังที่เหลืออยู่จึงวางน้ำหนักไว้กับการยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่ง
เป็นความหวังร่วมของพรรคประชาธิปัตย์ และ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
การเมืองไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดที่ยากประนีประนอมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
เด่นชัดยิ่งว่า เป็นการเมืองในลักษณะทำลายล้าง เป็นการทำลายล้างบนพื้นฐานของการบ่าวประกาศในเรื่องสมานฉันท์และปรองดอง
เป็นการทำลายล้างโดยไม่สนใจต่อเจตจำนงร่วมประชาชนที่สำแดงผ่านการเลือกตั้ง
แผนอุบาทว์
แผนการที่เกี่ยวข้องกับทหาร 2,820 คน กระจายเป็น 40 หน่วยย่อยทั่วกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า "อาร์มทอง 1" ก็ยังนำกลับมาใช้ได้ทันที แผนนี้มีไว้สร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อเป็นเหตุให้ทหารออกมา
ทันทีที่รู้ข่าวว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจะให้ใบแดงกับคุณยงยุทธ ติยะไพรัช แห่งพรรคพลังประชาชน ในวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2551 จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ข้อมูลที่ผมได้รับจาก "พรายกระซิบ" มาหมาดๆก็เริ่มจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะเมื่อคุณสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งที่ผูกพันลึกซึ้งอยู่กับคุณมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาให้ข่าวทันทีทันควันว่าหากคุณยงยุทธได้ใบแดงเข้าจริงๆ เธอจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อโยง "ความผิด" เรื่องนี้ไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน
ตรงตามพิมพ์เขียวเป๊ะๆ
เรื่องมีอยู่ว่า ขณะนี้คนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กำลังนั่งไม่ติดที่ เพราะพรรคพลังประชาชนกำลังจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้จริงๆ
เกร็งกันถ้วนหน้าเพราะรู้ว่าตัวทำอะไรลงไปบ้าง ตั้งแต่การใช้อำนาจทหาร อำนาจตำรวจ อำนาจข้าราชการพลเรือน อำนาจงบประมาณ อำนาจเหนือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้นักวิชาการ ใช้สื่อมวลชน ใช้สมุนรับใช้หลากหลายประเภท ใช้การอ้างเบื้องสูงเบื้องต่ำอย่างครบถ้วน จนถึงการโกงเอาด้านๆ
แต่เขาก็ยังชนะ เพราะพรรคพลังประชาชนได้รับเสียงสูงสุดและกำลังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ก็เลยต้องนำขั้นตอนอื่นๆของแผนอุบาทว์มาปรับใช้ในห้วงเวลานี้ ไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับแน่
เป้าหมายเหมือนเดิมคือสกัดกั้นการจัดตั้งรัฐบาลพรรคพลังประชาชนให้จงได้
คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า รถถัง รถหุ้มเกราะ และยุทโธปกรณ์ต่างๆเป็นจำนวนมากยังคงอยู่ในจุดต่างๆทั่วกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในกองทัพภาคที่ 1 ร.11 ฯลฯ
ที่เคยออกมาแถลงว่าถอนกำลังกลับไปแล้ว นั่นถอนเฉพาะกำลังพล ซึ่งสามารถจะสั่งให้นั่งรถบัสหรือยีเอ็มซีกลับเข้ามาได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
แปลว่า "เขา" ยังก่อการรัฐประหารได้ทุกเมื่อ
บวกด้วยแผนการที่เกี่ยวข้องกับทหาร 2,820 คน กระจายเป็น 40 หน่วยย่อยทั่วกรุงเทพฯ ที่เรียกว่า "อาร์มทอง 1" ก็ยังนำกลับมาใช้ได้ทันที แผนนี้มีไว้สร้างสถานการณ์วุ่นวายเพื่อเป็นเหตุให้ทหารออกมา อย่างการระเบิดในจุดต่างๆเพื่อป่วนเมือง
แต่ถ้าไม่ใช้ในรูปนั้น ก็ใช้เป็นหน่วยสังหาร หรือ "อุ้ม" บุคคลสำคัญของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายก็รอเวลาไว้เป็นต้นทุนเริ่มต้นในการรัฐประหาร ก่อนกำลังส่วนอื่นๆจะพร้อมเพรียง
ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรคานอำนาจ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็อยู่ภายใต้การบัญชาการของคนที่อาจไว้วางใจได้ยาก เท่าที่ผ่านมามีข่าวว่าร่วมมือกับทหารตั้งแต่หัวถึงเท้าอยู่แล้ว เพราะความทะยานอยากส่วนตัว
ลือว่าเงื่อนไขที่เตรียมเอาไว้มีอย่างน้อย 3 อย่างคือ
1.พรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล ก็ให้พันธมิตรฯขนคนออกมาประท้วงต่อต้าน ส่งผลให้มวลชนของพรรคพลังประชาชนออกมาสู้กัน เขาก็ให้สื่อมวลชนทาสประโคมข่าวว่าบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วน แล้วก็ยึดอำนาจ
2.ยุบพรรคพลังประชาชนลงเสีย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะทำให้มวลชนออกมาต่อต้านอย่างรุนแรง ก็ให้สื่อมวลชนออกข่าวว่าบ้านเมืองปั่นป่วน ประกาศใช้ พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วยึดอำนาจ
3.สร้างสถานการณ์ปั่นป่วนขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นระเบิดหรืออื่นๆ เมื่อประกาศใช้กฎหมายที่ว่านั้นแล้วก็ยึดอำนาจ
"ปุ่ม" อื่นๆก็เตรียมไว้พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็นการลวง-พรางให้พรรคพลังประชาชนเชื่อมั่นในตัวอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่ง จนถึงขนาดจะเสนอเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งๆที่เขาร่วมวางแผนและทำงานร่วมมากับฝ่าย คมช. อย่างใกล้ชิด
เพราะเขากลัวจะตั้งอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกคนหนึ่งเป็นแทน แล้วความซวยก็อาจจะมาเยือน
ความจริงข่าวที่ออกมาข้อมูลยังมีอีกมาก แต่เผยความอุบาทว์กันไปวันละเล็กละน้อยก็แล้วกัน
มากนักเดี๋ยวท่านจะตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติไปเสียก่อน.--จบ-
/////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้
ชิมลาง [10 ม.ค. 51 - 18:59]
ระหว่างรอ กกต.แจกใบแดง-ใบเหลืองและเลือกตั้งซ่อม จึงจะประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้ครบจำนวน หรือได้ 95% ราว 465 คน จึงจะเปิดสภาเพื่อเลือกตั้งประธานสภาและนายกฯ
พูดง่ายๆปัญหาวันนี้คือยังไม่สามารถประกาศรายชื่อเป็นทางการได้ทั้งหมด จึงเปิดสภาไม่ได้ ดังนั้น ทุกอย่างจึงต้องรอขั้นตอน แม้กระทั่งการจัดตั้งรัฐบาลก็ต้องรอไปก่อนจนกว่าจะรู้ว่า กกต.จะแจกใบแดง-ใบเหลืองยอดรวมเท่าไร
หากถึงที่สุดพลังประชาชนไม่ถูกใบแดง-ใบเหลืองมากเกินไปหรือยังได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งแม้จะไม่เท่ายอดเดิม ตรงนั้นก็คงจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจริงๆแล้ว 5 พรรคที่รอร่วมรัฐบาลนั้นพร้อมอยู่แล้ว
หากตัวเลขเป็นอย่างนี้ทุกอย่างก็จบ ประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว เพราะดูจากใบแดง-ใบเหลืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน-เหนือ ซึ่งไม่ใช่ฐานที่มั่นของประชาธิปัตย์ ดูจากผลการเลือกตั้งได้
ดังนั้น โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะเพิ่มจำนวน ส.ส.คงยาก ตรงกันข้าม หากไม่ไปเติมเต็มให้พลังประชาชน ก็จะเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กในเตรียมพร้อมร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว
เสียงสนับสนุนรัฐบาลจึงไม่น่าจะเกิดความแตกต่างมากนัก
อย่างที่ว่า ระหว่างรอนี้ก็มีมุมใหม่ทางการเมืองเกิดขึ้นมาอีก เมื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้เดินทางจากฮ่องกงกลับถึงประเทศไทยแล้ว
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่ในฮ่องกง ไม่กลับมาด้วย
ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทย คุณหญิงพจมานถูก คตส. สั่งฟ้องดำเนินคดีในการซื้อที่ดินรัชดาฯ เรื่องอยู่ในศาล จึงขึ้นศาลทันทีและได้รับการประกันตัว อีกคดีคือปกปิดโครงสร้างหุ้นเอสซีแอสเสทที่ดีเอสไอชี้ความผิดแล้ว
คือมี 2 คดี ในฐานะผู้ต้องหาที่มีการออกหมายจับไปแล้ว
เรียกว่า คดีของคุณหญิงพจมานเข้าระบบสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐานและการชี้ขาดของศาลว่าจะออกมาในรูปแบบใด คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะรู้ว่าออกหัวออกก้อยอย่างไร
การกลับมาของคุณหญิงพจมานในช่วงนี้คงคิดว่าสถานการณ์ เปิดแล้ว หลังจากรู้ผลการเลือกตั้งว่าพลังประชาชนชนะและพร้อมจัดตั้งรัฐบาล ตรงนี้น่าจะการันตีความปลอดภัยต่างๆและมีโอกาสสู้คดีได้อย่างเต็มที่
อย่างน้อยก็มี “อำนาจรัฐ” เป็นกำลังใจเป็นหลังพิงให้ แต่ตรงนี้ให้ระวังเอาไว้ด้วยว่ามันเหมือนจะมีเส้นแบ่งพอสมควร หากใช้อำนาจรัฐเพื่อช่วยเหลือออกนอกหน้า หรือทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแรงกดดันทางการเมือง
ที่ว่าง่ายอาจจะยากก็ได้ ทำเป็นเล่นไป
เหนืออื่นใด แต่ตัวละครการเมืองที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ พ.ต.ท. ทักษิณมากกว่า ไม่ว่าใครต่างก็ลุ้นว่าเมื่อไรจะกลับเมืองไทย แม้บรรดาบริวารใกล้ชิดพยายามจะบอกว่าวันนั้นวันนี้ แต่เอาจริงๆก็ยังไม่ชัดเจน
แต่ไม่แย้มไต๋กลับปรากฏโผล่มาเงียบๆอย่างคุณหญิงพจมานซึ่งคงจะ มาชิมลางก่อนว่ากลับมาแล้วจะเกิดปฏิกิริยาอย่างไร ก็แน่นอนว่าบรรดาผู้ใกล้ชิดหลายต่อหลายคนที่ไม่เคยโผล่หน้าต่อสังคมก็โผล่กันมาให้เห็น
เรียกว่างานช้างอย่างนี้ต้องออกมาดูใจ “นายเก่า”
จริงๆแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาตอนนี้ก็ได้ แต่ก็คงจะต้องถูกดำเนินคดีเช่นเดียวกัน และนั่นจะทำให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวน การยุติธรรม น่าจะทำให้การเมืองชัดไปจุดหนึ่ง
แต่เรื่อง “คุก” เรื่อง “ขุมทรัพย์” ก็ต้องสู้กันไป.
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
ตำรวจ และ ความยุติธรรม
วันนี้(10/1/2551) ไทยรัฐ มี ข่าวแปลก ๆ ลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้
ข่าวที่ 1 เหตุเกิดตอนเช้าวันที่ 9 มกราคม 2551
ตำรวจนำกำลังจับกุมคนร้าย (แบงค์) ข่าวแจ้งว่า จับได้พร้อมพวกอีกสองคนแล้ว
ได้ตัวไอ้แบงก์ มือสังหาร3ตร. [10 ม.ค. 51 - 04:37]
" ตำรวจระดมกำลังติดตามไล่ล่านายอัครพล หรือแบงก์ สำเภา อายุ 22 ปี บ้านเลขที่ 25 หมู่ 5 ต.ขยาย อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ชนิดพลิกแผ่นดิน หลังก่อเหตุแย่งปืนยิงตำรวจชุดสายสืบ สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เสียชีวิต 3 นาย พร้อมประกาศ ตั้งรางวัลนำจับเป็นเงิน 5 แสนบาท แล้วนั้น ความคืบหน้าเมื่อตอนเช้าวันที่ 9 ม.ค. พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผบช.ภ.1 ได้รับรายงานว่านายอัครพล ผู้ต้องหาหลบหนีไปกบดานอยู่ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ จึงสั่งการให้ พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.นเรศ นันทโชติ ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.กรเอก เพชรไชยเวส รอง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา นำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย"
"มีรายงานว่าเวลาไล่เลี่ยกันกำลังตำรวจเข้าปิดล้อม ร้านอาหารป่าคุณแต๋ว บ้านหนองไลย์ หมู่ 7 ต.นาเฉลียง อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ห่างจากคุณติ้งรีสอร์ตประมาณ 5 กม.จับกุมนายอัครพลและพวกรวม 3 คน ขณะทั้งหมดนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในร้าน ภายหลังจับกุมตำรวจนำตัวทั้งหมดขึ้นรถยนต์หายไป คาดว่าน่าจะนำตัวไปสอบสวนขยายผลว่าเคยก่อคดีในพื้นที่ไหนมาบ้าง ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายตำรวจผู้เกี่ยวข้องหลายนายทั้งหมดต่างปฏิเสธเกี่ยวกับข่าวการจับกุม ขณะที่บางนายปิดโทรศัพท์มือถือ แต่เมื่อสอบถามไปยังร้านอาหารป่าคุณแต๋วได้รับการยืนยันจากพนักงานผู้เห็นเหตุการณ์ว่ามีการจับกุมผู้ต้องหาเป็นวัยรุ่นจริง โดย 1 ใน 3 จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับนายอัครพลผู้ต้องหาก่อเหตุยิงตำรวจที่ลงรูปในหนังสือพิมพ์"
ข่าวที่ 2 เหตุเกิดตอนรุ่งเช้าวันที่ 10 มกราคม 2551
พบศพแบงก์ ตอนตีสี่วันที่ 10 มกราคม 2551 พร้อมพวกอีกสองศพ ที่ จ อยุทธยา ตำรวจแจ้งว่า แบงก์ไม่ได้ติดต่อมอบตัวใด ๆ เลย สงสัยว่าถูกฆ่าตัดตอน
ใครหล่ะฆ่า ?
ฆ่าตัดตอนไอ้แบงก์-3ศพ มือสังหารตำรวจ3นาย [10 ม.ค. 51 - 07:03]
"ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ที่ผ่านมา (10 ม.ค.) พลเมืองดีแจ้งเหตุ พบศพผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ศพ บริเวณถนนเลียบคลองชลประทาน หมู่ที่ 2 ต.บ้านหีบ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทราบว่าเป็นศพของ นายอัครพล หรือ แบงก์ สำเภา"
" พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองยิงเข้าที่ศีรษะและลำตัว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เป็นการถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หรือว่า ถูกยิงเสียชีวิตจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งไว้ในจุดเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตั้งแต่วันเกิดเหตุผู้ต้องหาถูกออกหมายจับและถูกออกหมายจับเป็นเวลา 10 วัน ตนไม่เคยได้รับการติดต่อจากญาติของผู้ต้องหาเพื่อติดต่อขอเข้ามอบตัวแต่อย่างใด กระทั่งถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว สันนิษฐานว่า อาจเป็นการฆ่าตัดตอน"
ข่าวที่ 3
แม่ผู้ตายบอกว่า ลูกชายถูกฆ่า ทั้งที่ได้ติดต่อเข้ามอบตัวแล้ว ลูกชายถูกหลอกไปฆ่า
ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน
แม่ไอ้แบงก์โวยโดนหลอกฆ่า ไม่ขอร้องขอความยุติธรรม [10 ม.ค. 51 - 08:25]
" นางรัตนา สำเภา มารดานายอัครพล หรือ แบงก์ สำเภา ผู้ต้องหาคดียิงเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายสืบ สภ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 3 นาย เสียชีวิต ก่อนถูกยิงเสียชีวิตช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา กล่าวในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อสมท วันนี้ (10 ม.ค.) ว่า ตนต้องการบอกความจริงทั้งหมดผ่านสื่อมวลชนว่า บุตรชายโดนหลอกไปฆ่า เพราะติดต่อกันครั้งสุดท้ายประมาณ 15.00 น. วันที่ 8 ม.ค. เพื่อขอเข้ามอบตัว แต่บุตรชายแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางไปมอบตัวได้ทันเนื่องจากอยู่ไกลจึงนัดมอบตัววันที่ 9 ม.ค.
มารดานายอัครพล กล่าวต่อว่า การติดต่อขอเข้ามอบตัวทั้งหมดดังกล่าว ผ่านภรรยาบุตรชาย และ ด.ต.มาโนช (ไม่ทราบนามสกุล) สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยนัดพบกันที่ร้านอาหารในอ.ลำนารายณ์ จ.ลพบุรีกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. วานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกชุดจาก จ.พระนครศรีอยุธยา เข้ามาสมทบและแยกตัวไป แต่ให้ตนและ ด.ต.มาโนชไปคอยที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน อ.ลำนารายณ์ จึงมั่นใจว่าบุตรชายถูกหลอกไปฆ่าแล้ว เพราะมีความพยายามติดต่อทางโทรศัพท์ยิงข้อความเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของ ด.ต.มาโนช 3 ครั้ง แต่ไม่ได้พูดคุยกัน"
"หลังจากนี้จะไปรับศพลูกชาย และไม่คิดจะร้องเรียนอะไรต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขอบอกผ่านสื่อว่า แบงก์ (นายอัครพล) ไม่ได้ความยุติธรรม เพราะรู้ว่าทำผิดและขอมอบตัวแล้ว แต่ถูกกระทำเช่นนี้ ประชาชนที่ไหนจะเชื่อตำรวจอีก" มารดานายอัครพล กล่าว
===========
อ่านแล้ว งง ไหมครับ
ทำไมข่าวแรกว่าจับได้แล้วพร้อมพวกอีกสอง ข่าวที่สองว่าทั้งสามคนถูกฆ่าไร้สาเหตุ ข่าวที่สามว่าคนร้ายติดต่อเข้ามอบตัวแล้วแต่ถูกหลอกไปฆ่า
ทำไม จำนวนคนที่ถูกจับได้ (ในข่าวแรก) และคนที่ตาย(ในข่าวที่สอง) จึงเท่ากัน ?
ผู้ตายติดต่อมอบตัวจริงหรือ ถ้าไม่จริงเพราะเหตุใดแม่ผู้ตายต้องโกหก ?
ตำรวจจะตามจับคนร้ายที่ฆ่านายแบงก์และพวกได้หรือไม่ ?
ความยุติธรรม มีไหมในสังคมไทย ?
ทางสองแพร่ง [10 ม.ค. 51 - 19:01]
การกลับประเทศไทย เพื่อเข้าสู่ระบบยุติธรรมตามข้อกล่าวหา ของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตผู้นำ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับวิกฤติขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในแง่ของกระบวนการยุติธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในส่วนของความขัดแย้ง เริ่มจะมองเห็นแสงสว่าง ถึงจะมีพวกมือไม่พายอยู่บ้าง
แต่เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของบ้านเมืองที่จะนำไปสู่ความสงบสุข
เราใช้ความอดทนกันมาจนได้ประชาธิปไตยในวันนี้ ก็ต้องใช้ความอดทนอีกนิด เพื่อให้กระบวนการของประชาธิปไตยเข้าที่เข้าทาง
แม้ในระหว่างทางอาจจะมีเรื่องที่ขัดหูขัดตาอยู่บ้าง ก็อย่าไปทำให้เสียบรรยากาศ ผมเข้าใจความรู้สึกของประชาชนส่วนหนึ่งที่มีต่อผู้สมัครในพื้นที่ของตน เมื่อจู่ๆมาถูกใบแดง ย่อมจะไม่พอใจเป็นธรรมดา
แต่ก็ต้องระมัดระวังในการแสดงออก
เพราะถ้ามากไป จะเปิดช่องให้เชื้อโรคอุบาทว์ที่จ้องอยู่แล้วเข้ามาฉวยโอกาส ต่อท่อเผด็จการ การชุมนุมประท้วง จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต จะตกเป็นเหยื่อของมือที่สามไปฉิบ
ระยะนี้ ผมได้ยินข่าวที่ไม่ค่อยจะสบายใจหลายเรื่อง แต่ก็ยังเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่า จะป้องกันอำนาจที่ไม่บริสุทธิ์ได้ ใครที่ยังขืนที่จะเล่นนอกกรอบอยู่ สุดท้ายจะกลายเป็นปรสิตของสังคม
จนบัดนี้ กกต.ได้ทำหน้าที่ แจกใบเหลืองใบแดงมาครึ่งทางแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะไม่หนักหนาสาหัสจนเปิดสภาไม่ได้ เพียงแต่ว่า กฎเกณฑ์บางอย่างยังดูขัดเขินอยู่
การแจกใบเหลืองให้กับผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ที่ จ.เพชรบูรณ์ รายนี้ชาวบ้านชาวช่องคาดกันว่าจะต้องโดนใบแดงแน่ๆ เพราะ กกต. จังหวัดและเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจับได้คาหนังคาเขาทั้งเงินทั้งโพย
แต่ผลปรากฏออกมาว่าเป็นใบเหลือง
และที่ดูจะแปลกไปใหญ่ก็คือ เรื่องที่ คุณสมชัย จึงประเสริฐ หนึ่งใน กกต.ออกมาอธิบายให้ฟังว่า ในที่ประชุม กกต. 5 คน 3 คน ลงมติให้ใบแดง แต่อีก 2 คน ให้ใบเหลือง ก็ต้องถือว่า มติให้ใบแดงไม่เป็นเอกฉันท์ เพราะฉะนั้นจึงได้แค่ใบเหลืองไป
กลายเป็นว่า เสียงข้างน้อย ใหญ่กว่า เสียงข้างมาก
เอาเถอะในเมื่อเป็นระเบียบของ กกต.ก็ไม่ว่ากัน แต่งานนี้ชาวบ้านคงมีความรู้สึกกันเยอะ คอการเมืองถึงกับพนันเชื่อขนมกินล่วงหน้าว่า อย่างไรเสีย ประชาธิปัตย์ก็ไม่โดนใบแดงแน่นอน
เฮ้อ อันที่จริงใครแจกเงินไม่แจกเงิน ชาวบ้านเองนั่นแหละรู้ดีที่สุด พรรคไหนไม่ตั้งโต๊ะแจกกันโจ๋งครึ่ม พรรคไหนมีสีเขียวไปช่วยแจก ก็เห็นกันออกทนโท่
ดังนั้น จะไปห้ามไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคงไม่ได้
สุดท้ายการที่พรรคชาติไทยโดนใบแดงเที่ยวนี้ ก็คงมีคนเก็บเอาไปตีความอีก เป็นเพราะไปผิดสัญญาอะไรไว้หรือไม่ พูดกันตรงๆว่า สังคมเริ่มหวาดระแวงอำนาจพิเศษ ยิ่งทหารบางคนไม่รู้หน้าที่ ออกมาพูดเพ้อเจ้อก็ยิ่งไปกันใหญ่ อ้าปากก็เห็นไปจนถึงลิ้นไก่ พับผ่า.
“หมัดเหล็ก”
จาก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
เรือใบดักทางยางแตก [10 ม.ค. 51 - 02:52]
อะไรจะเหนื่อยไปกว่า พูดความจริงแล้วคนไม่เชื่อ
ป่วยการเปล่าที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไม่ได้กลับเมืองไทยเพื่อมาบัญชาการจัดโผคณะรัฐมนตรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวครึกโครม
จริงหรือไม่ ก็ค่าเท่ากัน
มันก็อย่างว่า ตามรูปการณ์อดีตนายหญิงเบอร์หนึ่งของเครือข่ายอำนาจเก่าตัดสินใจเดินทางกลับประเทศแบบปุบปับ ทั้งๆที่มีคดีสำคัญติดชนัก
รู้กันอยู่ว่า ต้องโดนล็อกตัวที่สนามบิน
และที่ร้ายไปกว่านั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือไม่
ที่สำคัญในห้วงเวลาที่พอดิบพอดีกับการจับขั้วรัฐบาลเริ่มนิ่ง พรรคพลังประชาชนล็อกแขนพรรคเล็กแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีกันแล้ว
อำนาจรัฐลอยอยู่ข้างหน้า
คุณหญิงพจมานกล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายท้าเดิมพันซะขนาดนี้ พูดไปใครจะเชื่อว่า เป็นเรื่องของอาการทางใจเพียวๆโดยไม่มีอะไรแอบแฝง
ทั้งๆที่ว่าไป หากพูดกันด้วยใจที่เป็นธรรม
คิวนี้ยังไม่มีใครมองลึกไปถึงปมของคนเป็นแม่ที่คิดถึงและเป็นห่วงลูกๆที่อยู่บ้านในเมืองไทยเพียงลำพัง ในสถานการณ์ที่ครอบครัวตกอยู่ในวิกฤติ
อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ
คนเป็นพ่อเป็นแม่กินอิ่มนอนหลับก็แปลกแล้ว
เอาเป็นว่า ถ้าจะมองในปมที่คุณหญิงพจมานกลับมาบัญชาการจัดโผ ครม. เท่าที่เช็กความเคลื่อนไหวไปที่พรรคพลังประชาชน
นาทีนี้นิ่งสนิท
กำลังลุ้นกันหน้าแดงหน้าเขียว กับคิวจ่อใบแดงของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้า พรรคพลังประชาชน
ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าหวาดเสียว
ล่าสุดนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณออกตัวเป็นทำนอง ยอมรับ หาก กกต.มีมติให้ใบเหลืองกับนายยงยุทธ
จะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร
ขณะที่นายสุเมธ อุปนิสากร กกต. เสนอแนวทางการวินิจฉัยล่วงหน้า การพิจารณาสำนวนของนายยงยุทธ ควรพิจารณาความผิดส่วนตัวแยก กับเรื่องยุบพรรค เพราะหากนายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็เป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนประเด็นการยุบพรรค ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง
และแทบไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลากับคิวของ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ระบุโต้งๆแบบไม่มีกั๊ก เท่าที่ได้พิจารณาสำนวนของตำรวจในเบื้องต้น พบว่า
ค่อนข้างจะมีความชัดเจน
ซึ่งหลังจากที่ได้พิจารณาประเด็นว่า นายยงยุทธกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจริงหรือไม่แล้ว ประเด็นต่อไปที่จะพิจารณา ต้องดูว่าความผิดดังกล่าว จะมีความเชื่อมโยงถึงประเด็นยุบพรรคหรือเปล่า
ไม่ต้องเดาเลยว่า 1 เสียงของ “เจ๊สด” จะเทไปทางไหน
นาทีนี้โอกาสรอดใบแดงของ “ยงยุทธ” เหลืออยู่แค่ 4
ปัญหามันจึงอยู่ที่ว่า ถ้าให้ใบเหลืองก็ไม่เคยมีแนวทางปฏิบัติในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เฉพาะ ส.ส.ระบบสัดส่วน
ที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้น หากเป็นกรณีของการแจกใบแดง โดยสถานภาพรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนของนายยงยุทธ ก็ต้องโยงไปถึงโทษยุบพรรค
นี่ยังไม่พูดถึงอีกด่านโหดที่รออยู่
อย่างที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค พลังประชาชน ยืนยัน ไม่หนักใจกรณีของนายยงยุทธ
แต่สิ่งที่ทีมกฎหมายของพรรคคุยกันเป็นหลักก็คือ คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งประทับรับฟ้องคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นฟ้องพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การลงนามส่งผู้สมัครพรรคพลังประชาชนเป็นโมฆะ
ดูจาก “เรือใบ” ที่โรยดักทางไว้
ถ้ามีธงจริง พลังประชาชนเสี่ยง “ยางแตก” สูง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ถ้ายุทธใบแดง อีก4คนโดนด้วย [10 ม.ค. 51 - 04:55]
หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกว่าที่ ส.ส.มาชี้แจงข้อกล่าวหา และ กกต.ได้ทยอยประกาศรับรองผลการเลือกตั้งมาเป็นระยะๆนั้น หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่ากรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดทุจริตเลือกตั้ง กกต.จะตัดสินอย่างไรหลังจากที่นายยงยุทธได้เข้าชี้แจงข้อกล่าวหาแล้ว กกต.ตั้งธงสอบ “ยงยุทธ” โยงยุบ พปช.
เมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม กกต. ถึงการพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนว่า วันนี้จะยังไม่พิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยกำลังสรุปข้อมูลคำชี้แจง หากข้อมูลพร้อมก็จะเสนอเข้าที่ประชุม กกต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กกต.พิจารณาเอาผิดที่อาจเชื่อมโยงถึงขั้นยุบพรรคพลังประชาชน ในฐานะที่นายยงยุทธเป็นรองหัวหน้าพรรค นายอภิชาตตอบว่า จะพิจารณาไปพร้อมกับเรื่องความผิดส่วนบุคคล เนื่องจากเรื่องนี้ถูกรายงานเข้ามานานแล้ว จึงมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร เชื่อมโยงไปถึงแค่ไหน และผ่านการพิจารณามาหลายครั้ง ส่วนกรณีที่นายยงยุทธระบุว่าเรื่องร้องคัดค้านครั้งนี้เป็นการจัดฉากนั้น ถือเป็นความคิดของนายยงยุทธ กกต.จะทำงานต่อไปให้ถูกต้อง หากจะพิจารณาออกมาอย่างไร กกต.ต้องมีหลักฐานเพียงพอที่จะอธิบายต่อสังคมได้ หากมีมติให้ยุบพรรคพลังประชาชน จริง กกต.ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป
รับมีปัญหาแจกใบเหลือง ส.ส.สัดส่วน
เมื่อถามว่า หาก กกต.มีมติให้ใบเหลืองนายยงยุทธ กกต.จะมีขั้นตอนดำเนินการเกี่ยวกับ ส.ส.สัดส่วนอย่างไร นายอภิชาตตอบว่า เรื่องนี้มีปัญหามาก เพราะไม่สามารถจัดเลือกตั้งใหม่ได้ และไม่สามารถเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมา แทนได้ ดังนั้น จะต้องคำนวณคะแนนกันใหม่ ถือเป็นเรื่อง ยุ่งยากพอสมควร แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้ เมื่อถามว่า กรณีการสั่งเพิกถอนสิทธิหรือใบแดง นายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และว่าที่ ส.ส. ปราจีนบุรี เขต 1 จะต้องพิจารณาการเชื่อมโยงถึงพรรคหรือไม่ นายอภิชาตตอบว่า สำนวนนี้เข้ามายัง กกต.อย่างปุบปับ จึงต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน และมีรายละเอียดมาก ทั้งนี้ อาจต้องพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป โดยต้องรอให้เจ้าหน้าที่สรุปเรื่องขึ้นมาว่าการกระทำของนายสุนทรเชื่อมโยงถึงพรรคมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่
เผยตั้งอนุ กก.สอบ “ยุทธ” โยง พปช.
ด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรค การเมือง กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านของนายยงยุทธว่า ต้องดูว่าหากนำพยานมาให้ปากคำที่เหลืออีก 1 ปากมาให้การแล้ว จะต้องให้คนอื่นเข้าชี้แจงหรือไม่ แต่คาดว่าในวันที่ 11 ม.ค.นี้ กกต.จะสามารถพิจารณาลงมติได้หรือไม่ ซึ่งต้องแยกพิจารณาในความผิดส่วนตัว และความผิดในฐานะกรรมการบริหารพรรค และหากสมมติว่าพิจารณาแล้วเป็นใบแดง กกต.ก็จะต้องตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบความผิดว่าจะโยงถึงพรรคและจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ เช่นเดียวกับกรณีปลอมแปลงลายเซ็นของนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ทั้งนี้ จากที่ได้ดูสำนวนจากฝ่ายสืบสวนฯ พยานและหลักฐานอื่นคิดว่าเพียงพอให้วินิจฉัยได้ ขณะนี้ กกต.ได้ให้ฝ่ายสืบสวนของ กกต.ไปร่วมสอบปากคำร่วมกับคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสันติบาล เมื่อสรุปสำนวน กกต.ก็จะรับฟังการสรุปของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงนี้ต้องถามสันติบาลว่าจะยืนยันตามคำวินิจฉัยเดิมของตัวเองหรือไม่ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะขณะนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว
ระบุ ก.ม.มีช่องโหว่ให้เหลือง ส.ส.สัดส่วน
นางสดศรีกล่าวอีกว่า ในการพิจารณาลงมติในเรื่องดังกล่าว ยอมรับว่ากฎหมายของ กกต.ยังมีช่องโหว่ เพราะ กกต.ไม่สามารถที่จะสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ได้ ดังนั้น เรื่องนี้หากสอบไปแล้วมีการกระทำแต่ไม่เกี่ยวกับผู้สมัคร ทำให้ กกต.พิจารณาและลงมติไม่ได้ เราอาจจะยื่นให้กฤษฎีกาตีความ นอกจากนี้ ในส่วนที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่านายยงยุทธได้ประสานขอรถตู้ไปใช้จริงนั้น หากปลัดกระทรวงมีความพร้อมก็มาให้ข้อมูลได้
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
ประชุม กกต.ไร้ใบแดง-ใบเหลือง
สำนักงาน กกต. 9 ม.ค. - “สุทธิพล ทวีชัยการ” เผยที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) ไม่แจกใบแดง-ใบเหลือง หรือรับรอง ส.ส.เพิ่ม แต่มีมติดำเนินคดีอาญากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่สาวไม่ถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.00 น. นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า ที่ประชุม กกต. วันนี้ (9 ม.ค.) พิจารณาเรื่องร้องคัดค้าน 8 เรื่อง ให้ กกต. จังหวัดสืบสวนสอบสวน และแจ้งข้อกล่าวหา รวมถึงรับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแทน กกต. โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 7 วัน ประกอบด้วย จ.เพชรบูรณ์ เขต 2 กรณีรับจัดเลี้ยงและให้เงิน จ.ยโสธร เขต 2 ข้อหาแจกเงิน และ จ.ชัยภูมิ เขต 2 ข้อหาแจกเงิน
นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. ยังให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องคัดค้านเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากมีมูลก็ให้แจ้งข้อกล่าวหาและรับฟังข้อกล่าวหาแทน กกต. ประกอบด้วย จ.นครพนม เขต 1 และ จ.บุรีรัมย์ เขต 2 และ 3 ทั้งนี้ ยังมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.สุพรรณบุรี ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่กรณีดังกล่าวไม่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีมูลสาวไปถึงว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครในพื้นที่หรือไม่ และยังมีมติให้ยกคำร้องกรณี เขต 1 จ.กาฬสินธุ์ ในข้อกล่าวหาให้ทรัพย์สินเป็นวีซีดีเพื่อจูงใจ
ต่อข้อถามว่า กรณีที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ระบุว่า ไม่ได้ดูวีซีดีหลักฐาน เพราะตำรวจสันติบาลไม่ยอมนำมาให้ นายสุทธิพล กล่าวว่า กกต. มีมติให้เชิญนายยงยุทธ พร้อมทั้งเชิญตำรวจสันติบาลมาเปิดวีซีดีดังกล่าวดูพร้อมกัน โดยจะกำหนดวันเวลาอีกครั้ง นอกจากนี้ นายยงยุทธได้ขอเพิ่มพยานอีก 2 ปาก. -สำนักข่าวไทย



