นครราชสีมา 11 ม.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครราชสีมา ว่า เวลา 11.30 น. วันนี้ (11 ม.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน พร้อมด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.ระบบสัดส่วน และสมาชิกพรรคบางส่วน ได้เดินทางมายังตลาดเทศบาล อ.สูงเนิน เพื่อช่วยผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 ของพรรคหาเสียง หลังจากที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบเหลือง โดยทั้งนายสมัคร และ ร.ต.อ.เฉลิม ได้เปิดปราศรัยย่อย เรียกร้องให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนกลับคืนมาอีกครั้ง เพื่อที่จะสานต่อนโยบายที่ประชาชนชื่นชอบ คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หวยบนดิน รวมถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศ.-สำนักข่าวไทย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, January 11, 2008
สมัคร ควง ร.ต.อ.เฉลิม หาเสียงช่วยลูกพรรคที่โคราช
เพื่อแผ่นดินยืนยันยังเหนียวแน่นกับชาติไทย
กรุงเทพฯ 11 ม.ค.- “วัฒนา อัศวเหม” ยืนยันพรรคเพื่อแผ่นดินยังเหนียวแน่นกับพรรคชาติไทย จะได้ข้อสรุปร่วมกันก่อนเปิดสภา 22 ม.ค. แน่ ระบุไม่กดดันเรื่องเลือกตั้งซ่อม แม้จะเข้าร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้ถือเป็นเงื่อนไข
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.10 น. วันนี้ (11 ม.ค.) นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมด้วยนายวัฒนา อัศวเหม ประธานพรรค นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ โฆษกพรรค นายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีตกรรมการสภานโยบายและยุทธศาสตร์ ได้เดินทางมาร่วมงาน และทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิด ปีที่ 80 ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
จากนั้น นายสุวิทย์ ปฏิเสธที่จะตอบข้อถามเกี่ยวกับความคืบหน้าในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างว่า วันนี้ถือเป็นวันดี ไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้มีการจัดเตรียมคณะทำงานด้านกฎหมายที่พร้อมจะส่งเสริมด้านศาสนาพุทธ ให้ได้รับการดูแลจากรัฐบาล เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องมีรัฐมนตรีมากำกับดูแลด้วยใช่หรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะ ส.ส.ของพรรคสามารถทำงานตรงนี้ได้ ส่วนการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ นายสุวิทย์ มั่นใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม
ด้านนายวัฒนา กล่าวถึงความคืบหน้าการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคชาติไทย ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคชาติไทย มีการพูดจากันโดยตลอด แต่การพูดคุยกันต้องใช้เหตุผลคุยกันเป็นสำคัญ เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้ เพราะขณะนี้บ้านเมืองเราอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ไม่ควรดำเนินการทางการเมือง การพูดคุยของทั้ง 2 พรรค ต้องรอดูความเหมาะสมของเงื่อนเวลาก่อน แต่ยืนยันยังเหนียวแน่นกันดี
“ที่ผ่านมา ก็มีเทียบเชิญแล้ว คุยก็คุยกันแล้ว เมื่อเราตกลงกันแล้ว ก็มีข้อสำคัญที่จะต้องยึดถือ คือเรื่องสัจจะนิยม เรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมยืนยันว่า พรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคชาติไทย ยังเหนียวแน่นกันอยู่ เมื่อพรรคเพื่อแผ่นดินพูดอะไรออกไปแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นายวัฒนา กล่าว
นายวัฒนา ให้ความมั่นใจว่า จะมีผลการหารือร่วมกับพรรคชาติไทย ทันก่อนการเปิดประชุมสภา ในวันที่ 22 มกราคม นี้แน่นอน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ การเมืองในขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ โดยเฉพาะ กกต.ยังรับรองจำนวน ส.ส.ไม่ครบ ดังนั้น กกต.จะต้องให้การรับรองว่าที่ ส.ส.ให้ครบตามรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ เมื่อเปิดสภาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการเลือกประธานรัฐสภา และสุดท้ายจะถึงขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปัญหาตรงนี้จะมีผลต่อการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคหรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า ในทางปฏิบัติแล้ว ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เราจำเป็นต้องติดตามผล แต่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะหน้าที่โดยตรงจะเป็นหน้าที่ของ กกต. และพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหา ดังนั้น พรรคการเมืองที่ดีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือก้าวก่ายในเรื่องดังกล่าว
ต่อข้อถามว่า ในฐานะที่พรรคเพื่อแผ่นดินจะร่วมจัดตั้งรัฐบาล จะส่งผลกดดันต่อการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นในหลายพื้นที่หรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นประธานพรรค พรรคไม่เคยกดดัน และไม่เคยนำมาคิดเป็นกังวล ทุกอย่างเราจะต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่ ที่สำคัญเราจำเป็นต้องถามผู้สมัครของพรรคว่า พร้อมที่จะลงแข่งขันหรือไม่ หากไม่พร้อมที่จะลงแข่งจัน พรรคจะต้องสอบถามเหตุผล
“เรื่องนี้ไม่มีความกังวลใจเลย สบายใจมาก การเข้าร่วมรัฐบาลกับการเลือกตั้งซ่อม ยืนยันว่า ไม่กระทบกันอย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ส่วนเรื่องการเทคะแนนให้กัน ต้องมีบางกรณีที่ทำกัน แต่เวลานี้ไม่มีใครติดต่อเข้ามา” นายวัฒนา กล่าว
ส่วนกรณีที่มีม็อบในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ นายวัฒนา กล่าวว่า ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล มั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้.-สำนักข่าวไทย
ทำไมกกต.จึงออกได้แต่'ใบแดง'หรือ'ใบขาว'(ไม่มี'ใบเหลือง')กรณียงยุทธ?
คุณสดศรี สัตยธรรม อธิบายว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดกติกาเรื่อง 'ส.ส.สัดส่วน' ตามแบบเยอรมนี ซึ่งเป็นระบบใหม่สำหรับประเทศไทย (ก่อนหน้านี้ มีระบบ 'partylist') ต่างกันตรงที่แบบเดิม ไม่ต้องหาเสียง
แต่ในรูปแบบใหม่นี้ต้องมีการหาเสียงกับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงด้วย
เพราะเป็นเรื่องใหม่และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ก็ยอมรับว่ามีช่องว่างของการตีความ และการปฏิบัติ
เช่น ประเด็นที่ว่าถ้า ส.ส.สัดส่วนคนใดคนหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นอย่างกรณียงยุทธ ติยะไพรัช แห่งพรรคพลังประชาชน ถูกร้องเรียน และ กกต. สอบสวนอยู่ 'ส.ส.สัดส่วนของทุกพรรคการเมืองในเขตนั้นๆ จะต้องหยุดประกาศหมดหรือไม่'
คุณสดศรี บอกว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ชัดในกรณีเกิดปัญหานี้ หรืออาจจะเป็นเพราะ ตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติอย่างนี้
ปัญหาต่อมา ก็คือว่าถ้ากกต. ออก 'ใบเหลือง' ให้ว่าที่ ส.ส. สัดส่วนคนใดคนหนึ่ง จะมีผลถึงพรรคการเมืองที่ถูกใบเหลืองทั้งหมดหรือไม่
คำถามนี้ไม่มีคำตอบในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กกต. จึงบอกว่านี่เป็น 'ช่องว่าง' ของกฎหมาย ที่สร้างความหนักใจให้กับ กกต. เพราะในกติกาใหม่นี้ ส.ส.สัดส่วนไม่อาจจะเลือกตั้งใหม่ได้ จึงออกใบเหลืองไม่ได้ เพราะตามกฎหมายที่เขียนเอาไว้ เมื่อมีว่าที่ ส.ส. สัดส่วนคนไหนมีปัญหา ต้องออกจากตำแหน่ง ต้องเลื่อนบัญชีรายชื่อจากคนที่ได้คะแนนรองลงไปขึ้นมาตามลำดับ
จึงกลายเป็นเรื่องที่ กกต. ต้องใช้ดุลยพินิจเอง และหนีไม่พ้นว่าจะต้องโดนฝ่ายที่ถูกร้องเรียนและถูกสอบสวน โวยวายว่า เป็นการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกับตนเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในกรณีที่ว่าที่ ส.ส.สัดส่วนโดนกกต.สอบสวนว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็มีอยู่แค่สองทาง คือออกใบแดง หรือใบขาว
ใบแดงคือออกจากการเป็น ส.ส. และใบขาวแปลว่ายกคำร้องนั้นเสีย ...ออกใบเหลืองเหมือนกรณีของ ส.ส. แบบแบ่งเขตไม่ได้ เพราะไม่มีข้อกำหนดให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับ ส.ส. แบบสัดส่วน
คำถามต่อไป ก็คือว่าถ้า กกต.ตัดสินตัดสิทธิคุณยงยุทธตามคำร้อง จะทำอย่างไรกับรายชื่อของ ส.ส.สัดส่วนที่เหลือ...ใครจะขึ้นมาแทน? จะเลื่อนรายชื่อของทั้งพรรคขึ้นมาแทน หรือจะเกลี่ยคะแนนที่เหลือ ให้พรรคอื่นที่เหลือหรือไม่
แน่นอนว่า กกต. จะต้องหนักใจในประเด็นนี้ไม่น้อย เพราะต้องตีความกฎหมายด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ให้ฝ่ายใดวิจารณ์ว่ามีความลำเอียงต่อพรรคใดพรรคหนึ่ง
เท่าที่ผมฟังทั้งประธาน กกต. อภิชาต สุขัคคานนท์ และ กกต. สดศรี อธิบายเรื่องนี้ในสองสามวันที่ผ่านมา ก็พอจะเห็นความหนักใจของ 'ช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ' ในเรื่องนี้ แต่ไม่ตัดสินก็ไม่ได้ จะโยนกลับไปให้คนร่าง รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้อีกเช่นกัน
หนีไม่พ้นว่าก็จะต้องมีคำถามว่า เหตุไฉน กกต.จึงเร่งร้อนประกาศรับรอง ส.ส. สัดส่วน ไม่ได้คาดการณ์หรือว่าจะเกิดปัญหาอย่างที่เผชิญอยู่ขณะนี้
คุณสดศรี ย้อนนักข่าวว่า 'ในกรณี ส.ส.สัดส่วนนั้น ถ้าเราไม่ประกาศเลย รอสอบสวนเฉพาะคนที่ ถูกร้องเรียน ให้เสร็จเสียก่อน จะเป็นธรรมกับว่าที่ ส.ส.สัดส่วนคนอื่นที่ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัยหรือเปล่า การที่เราจะชะลอรายชื่อ ส.ส.สัดส่วนของผู้ที่ไม่ถูกร้องเรียนย่อมเป็นไปไม่ได้...อีกทั้งกฎหมายไม่ได้เขียนว่าห้ามไม่ให้ประกาศเลย และไม่ได้ระบุว่า หาก ส.ส.สัดส่วนคนใดถูกร้องเรียน ส.ส.สัดส่วนคนอื่นหรือของพรรคอื่น จะประกาศรับรองไม่ได้... ไม่มีการกำหนดเช่นนั้นเอาไว้แน่นอน'
แปลว่าถ้าคนใดคนหนึ่งทำเรื่องหรือถูกสอบสวน และให้ว่าที่ ส.ส.สัดส่วนคนอื่นพลอย 'รับเคราะห์' ด้วยนั้น คุณสดศรี บอกว่า เช่นนั้นย่อมไม่เป็นธรรม
อีกประเด็นหนึ่งที่ถามกันมากคือ...ถ้า ส.ส.สัดส่วนของพรรคใดพรรคหนึ่ง 'หลุด' หรือถูก 'สอย' จะมีผลทำให้ ส.ส.สัดส่วนคนอื่นของพรรคเดียวกันพลอยหลุดไปด้วยหรือไม่
คุณสดศรีบอกว่า 'เป็นไปไม่ได้...เพราะอย่างนั้นก็ไม่เป็นธรรมสำหรับคนที่ไม่ถูกร้องอีกเช่นกัน'
แต่ประเด็นร้อนจริงๆ ก็คือว่าหาก ส.ส.สัดส่วนคนที่ถูกสอบ และ กกต. พบว่ามีความผิดจริงถึงขั้นออกใบแดง ให้เป็นถึงกรรมการบริหารของพรรคด้วย จะมีผลถึงพรรคการเมืองนั้นหรือไม่
ประธานกกต. อภิชาต บอกนักข่าววันก่อนว่า กรณีสอบสวนคุณยงยุทธนั้น กกต.จะพิจารณาไปพร้อมกัน ในเรื่องความผิดส่วนบุคคล และความผิดที่อาจเชื่อมถึงพรรคพลังประชาชนในฐานะที่คุณยงยุทธ เป็นรองหัวหน้าพรรค 'ซึ่งอาจส่งผลถึงการยุบพรรค'
นักข่าวตั้งข้อสังเกตว่าประธาน กกต. พูดเสริมประเด็นนี้ด้วยว่า '...เรื่องนี้ถูกรายงานเข้ามานานแล้ว พอมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร และเชื่อมโยงไปถึงไหน...และเรื่องนี้ก็ผ่านการพิจารณามาหลายครั้งแล้วเช่นกัน...'
วันนี้จะได้รู้กันแหละครับว่าที่คุณยงยุทธบอกว่าตัวเองถูกกลั่นแกล้ง มีกลุ่มคนสร้างเรื่องใส่ร้ายเขา และมีการ 'ล่อซื้อ' กันอย่างเป็นระบบจากศัตรูทางการเมืองของเขานั้น กกต.จะรับฟังแค่ไหน... และจะมีผลต่อการตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนมากน้อยแค่ไหน
จะได้ 'รู้แดงรู้ขาว' กันคราวนี้แหละ
ม็อบอุดรฯเกือบพันประท้วงใบเหลืองกกต.
7 ผู้สมัคร สส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน ขนม็อบเกือบพันคน บุกศาลากลางจังหวัด ประท้วง กกต.แจกใบเหลือง อ้าง ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
บรรยากาศที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ขณะนี้มีกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่ได้รับใบเหลือง จำนวน 7 คน ประกอบด้วย พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ นายอนันต์ ศรีพันธ์ นายธีระชัย แสนแก้ว นายทองดี มนิสสาร นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น และนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น เดินทางมายื่นหนังสือต่อ นางรัชนี เกษคุปต์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ประจำ จ.อุดรธานี เพื่อแสดงเจตจำนงไม่ได้กระทำผิด กฎหมายเลือกตั้ง โดยจะขอกินนอนอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อป้องกันการร้องเรียนซื้อสิทธิขายเสียง โดยว่าที่ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 ได้ทำกรงขังบนรถ 6 ล้อ เพื่อใช้ในการหาเสียง พร้อมแสดงการปิดหูปิดตา โดยขอให้ประชาชนเป็นผู้ปลดปล่อยตนให้ออกมา ซึ่งขณะนี้มีประชาชนมาร่วมกว่า 700 คน
ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.อุดรธานี ทั้งในและนอกเครื่องแบบ กว่า 100 นาย เดินทางมายังศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และดูแลความสงบเรียบร้อยโดยรอบ
สิทธิต่อต้านระบบกดขี่
โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย
เมื่อกลางปีที่แล้ว ผมขึ้นปราศรัยบนเวทีแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) หลายครั้ง ครั้งหนึ่งผมบอกกับประชาชนผู้ชุมนุมต่อต้านเผด็จการทุกวันตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ว่าการต่อต้านระบอบเผด็จการนอกจากเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิ เสรีภาพแล้ว ยังเป็นการต่อต้านการกดขี่ อันเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่ง เพราะระบอบเผด็จการไม่ว่าจะเฉียบขาดหรืออ่อนๆ เป็นการปกครองที่กดขี่ บงการ และครอบงำประชาชน ซึ่งประชาชนมีสิทธิที่จะต่อต้านระบบนี้
สิทธิต่อต้านการกดขี่เป็นหนึ่งในบรรดาสิทธิมนุษยชน 5 ประการคือ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ ทรัพย์สิน ความมั่นคง และต่อต้านระบบกดขี่ ซึ่งชาวอาณานิคมอเมริกาชูขึ้นมาเรียกร้องและต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากอังกฤษ และชาวฝรั่งเศสใช้ในการต่อสู้กับระบอบเก่าจนนำไปสู่การปฏิวัติอเมริกาและประกาศอิสรภาพเป็นสหรัฐอมริกาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
ความคิดว่าประชาชนมีสิทธิต่อต้านการกดขี่มิได้เกิดมาจากนักคิดนักปราชญ์คนใดคนหนึ่งคิดขึ้น หากมาจากสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของกษัตริย์ และระบบอภิสิทธิ์ของฐานันดรขุนนางและพระ ซึ่งนักปรัชญาแสงสว่าง (Les Lumieres ) สรุปเป็นแนวความคิดโดยอาศัยทฤษฎีสิทธิตามธรรมชาติ กล่าวคือ สิทธิต่อต้านระบบกดขี่ เป็นสิทธิที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด เป็นความจำเป็นของการดำเนินชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะประชาชนผู้ถูกกดขี่ ข่มเหง รังแก อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ เหมือนกับสิทธิมนุษยชนประการอื่นๆ เช่น เมื่อมนุษย์หิว ต้องมีอาหารกิน สิทธิที่จะหาหรือมีอาหารเป็นสิทธิของมนุษย์ เวลาค่ำ ง่วงนอนก็ต้องนอน ดังนั้น การมีที่นอน มีบ้าน ก็เป็นสิทธิของมนุษย์ คนเราเมื่อเห็นอะไร จะรู้สึกนึกคิดกับสิ่งนั้น ไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ย่อมแสดงความคิดเห็นออกมา ด้วยท่าทาง การพูด การเขียน ฯลฯ และเมื่อถูกกดหัว ข่มเหง รังแก บังคับ ขู่เข็ญ ทุบตี มนุษย์จะตอบโต้และต่อต้านการกระทำนั้นๆ การตอบโต้ ต่อต้านการกระทำดังกล่าวเป็นไปตามกฎธรรมชาติคือ การป้องกันตนเอง การทำให้ตนหลุดพ้นจากการถูกกระทำ นักปรัชญาแสงสว่างจึงคิดว่าเป็นสิทธิมนุษยชนประการหนึ่ง สิทธินี้คือสิทธิป้องกันตนเองนั่นเอง ความจริงแล้วก่อนและหลังมีปรัชญาแสงสว่าง นักนิติศาสตร์และนักกฎหมายในประเทศต่างๆถือว่าการกระทำเพื่อป้องกันตนเองย่อมไม่ผิดกฎหมาย ถ้าผิดก็ไม่ต้องรับโทษ ดังบัญญัติไว้ในกฎหมายอาญาของทุกประเทศจนถึงปัจจุบัน
ผมเขียนถึงสิทธิต่อต้านระบบกดขี่วันนี้ เพราะมองเห็นว่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเริ่มต่อต้านอมาตยาธิปไตย และกลุ่มการเมืองอนุรักษ์นิยมที่ทวีการใช้ฐานะและอำนาจ เหยียบย่ำ ทำลายจิตใจพวกเขามากขึ้น เช่น การประท้วงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในหลายจังหวัด การวิจารณ์โจมตีพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะเห็นว่า กกต. ลำเอียง ไม่ยุติธรรม และมุ่งขัดขวางพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลตามแผนการของกลุ่มอมาตยาธิปไตย การกระทำของ กกต. กลุ่มอมาตยาธิปไตยและพรรคฝ่ายเผด็จการขณะนี้จึงบีบคั้นความคิดจิตใจของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประชาชนต่อต้านมากขึ้นตามไปด้วย เป็นไปตามกฎธรรมชาติ แรงกดมากเท่าไร แรงดันก็มากเท่านั้น การต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ต่อต้านกกต. รวมทั้งการต่อต้านพรรคการเมือง กลุ่มความคิดทางการเมืองอนุรักษ์นิยมและอมาตยาธิปไตยซึ่งมีอำนาจทางการเมืองการปกครองประเทศ และครอบงำความคิดจิตใจประชาชนมากกว่า 2 ปี ถือเป็นการต่อต้านระบบกดขี่ ข่มเหง รังแก เหยียบหัวประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จึงเป็นสิทธิของประชาชนผู้ถูกกดขี่ประการหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิประการนี้ก็เหมือนสิทธิอื่นๆ ต้องต่อต้านโดยสันติวิธีและรับผิดชอบ ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันรับรองไว้ในมาตรา 69
คอลัมน์ สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2200 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2008
นาย(ก)หญิง นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย
“กลับมาเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางเข้ามา โดยเอาตัวเองเสี่ยงแทน เพราะไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มตรงข้าม”
“กลับมาเพื่อจัดการเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว”
เป็นส่วนหนึ่งในประเด็นข่าวที่เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางกลับมาของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถานการณ์ทางการเมืองที่เหนือความคาดหมาย เพราะไม่มีใครคิดว่าคุณหญิงพจมานจะกล้าเดินทางกลับมาขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ
แม้จะให้เหตุผลว่าเพื่อกลับมาต่อสู้ 2 คดีที่ตกเป็นจำเลย คือคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่มีหมายจับของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีความผิดคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
3 เหตุผลที่เดินทางกลับ
“ผมขอเรียนยืนยันว่าคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และผมพร้อมที่จะต่อสู้ทุกคดีและทุกข้อกล่าวหาเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของครอบครัว โดยผมและครอบครัวมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมและความยุติธรรมจากสถาบันตุลาการ”
1 ใน 3 เหตุผลของแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการเข้ามาเคารพพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกๆและครอบครัว
แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าคุณหญิงพจมานมีการเมืองแอบแฝง เพราะในสถานการณ์ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ยังไม่ได้หมดสภาพ ถือเป็นการเสี่ยงไม่น้อยกับอิสรภาพ เพราะอาจต้องถูกกักขังหรือถูกกักบริเวณ แต่โชคดีที่ทั้ง 2 คดีศาลให้ประกันตัว
“พจมาน” ไม่มีอำนาจใน พปช.
“ผมขอยืนยันว่าการเดินทางกลับมาของคุณหญิงไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน และไม่เกี่ยวข้องกับการจัดโผ ครม. แต่อย่างใด เพราะอำนาจการจัด ครม. นั้นเป็นอำนาจของคุณสมัครและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งคุณหญิงไม่ได้มีอำนาจใดๆทั้งสิ้น”
นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน (พปช.) ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายครอบครัวชินวัตร ยืนยันว่า การเดินทางกลับมาของคุณหญิงพจมานไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชนหรือเข้ามาเพื่อเตรียมจัดตั้งโผคณะรัฐมนตรีตามที่มีการปล่อยข่าว แต่กลับมาเพื่อต่อสู้คดี รวมถึงมีความเป็นห่วงครอบครัว และไม่ได้เพื่อทดสอบระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยเพื่อปูทางก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับมาประมาณเดือนเมษายนนี้
“แม้ว” ต้องพิสูจน์ตัวเอง
แต่ความสำคัญอยู่ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับเมื่อไร แม้ พ.ต.ท.ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะกลับมาประมาณเดือนเมษายน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองที่รัฐบาลใหม่จะสามารถควบคุมได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การเมืองภายใต้ร่มเงาของกองทัพที่ยังมีการแบ่งขั้วอำนาจเหมือนในขณะนี้
เพราะคำว่า “สมานฉันท์” นั้นยังเป็นแค่ลมปาก อย่างที่ พล..อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ตอบผู้สื่อข่าวถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า การกลับมาของคุณหญิงพจมานเพื่อมาต่อสู้คดีถือเป็นแนวทางการสมานฉันท์หรือไม่
“อยู่ที่การปฏิบัติ อย่างที่ผมพูดอยู่ตลอดเวลาว่าการพูดต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ เราคงต้องดูว่าทำได้เหมือนกับที่พูดไว้หรือเปล่า”
และยืนยันว่าไม่ได้มีการติดต่อและตกลงใดๆระหว่างรัฐบาลกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนที่บางฝ่ายมองว่าการกลับมาของคุณหญิงพจมานมีนัยทางการเมืองมากกว่าที่แถลงนั้นไม่สามารถวิเคราะห์ มองภาพ หรือคาดการณ์อนาคตข้างหน้าได้ แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีในการกลับมาต่อสู้คดี
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาแล้วจะขอเข้าพบเพื่อทำความเข้าใจกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า อยู่ที่ พล.อ.เปรมจะตัดสินใจเอง แม้ตนเองจะทำงานกับ พล.อ.เปรมมานาน แต่ก็เดาความคิดของ พล.อ.เปรมยาก แต่การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดีและน่าจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆได้
“นายหญิง” ตัวจริงเสียงจริง
อย่างไรก็ตาม วงการเมืองก็ยังเชื่อว่าการเดินทางกลับมาของคุณหญิงพจมานที่เป็น “นายหญิง” ตัวจริงเสียงจริง คือการส่งสัญญาณว่าการจัดตั้งรัฐบาลได้ลงตัวเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เป็นแค่การส่งข่าวผ่านจาก “นายใหญ่” ที่ฮ่องกงเหมือนที่ผ่านมา
ที่สำคัญยังเป็นการสยบความขัดแย้งลึกๆในพรรคพลังประชาชนที่มีมาก่อนการเลือกตั้งด้วย เพราะทั้งบารมีและความเกรงใจของ “”นายหญิง” ที่มีบทบาททั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังรัฐบาลทักษิณมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือการเงิน ซึ่งบรรดาแกนนำของพรรคพลังประชาชนรู้ดี
ดังนั้น อำนาจในการต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลและการไกล่เกลี่ยปัญหาต่างๆภายในพรรคพลังประชาชนที่อึมครึมอยู่จึงไม่น่าจะยาก เพราะเชื่อว่า “นายหญิง” มีอำนาจในการตัดสินใจได้อย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันการกลับมาของ “นายหญิง” ยังถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆรู้ว่าควรจะวางตัวอย่างไร เพราะอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงแน่นอน
กอบกู้ศักดิ์ศรีและอำนาจ
ในทางการเมืองภาพของคุณหญิงพจมานที่ทุกคนเรียกว่า “นายหญิง” จึงไม่ใช่แค่อดีตสตรีหมายเลข 1 ที่เดินตามหลังอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่มีบทบาทในการทำงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณมากมาย โดยเฉพาะด้านธุรกิจ ทั้งที่ขายไปแล้วและที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ซึ่งคนในวงการรู้ดีว่ามีสายโยงใยกับกลุ่มธุรกิจยักษ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไร
ดังนั้น การกลับมาของคุณหญิงพจมานจึงไม่ใช่แค่เหตุผล 3 ประการตามที่แถลงอย่างแน่นอน ยิ่งอำนาจทางการเมืองหวนกลับมาก็ไม่ยากที่จะกอบกู้สิ่งที่สูญเสียไป แต่อยู่ที่ว่าจะออกหน้าเองหรือจะใช้บรรดาแม่ทัพนายกองให้ทำศึกแทนเท่านั้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นหนึ่งใน 111 นักโทษการเมืองที่รู้ดีว่าจะต้องเก็บตัวเงียบอย่างไรแม้พรรคพลังประชาชนจะเป็นรัฐบาลและมีอำนาจทางการเมืองแล้วก็ตาม เพราะอย่างไรก็ปฏิเสธบทบาทของกองทัพกับการเมืองไทยไม่ได้
นายกฯหญิงคนแรกของไทย
ดังนั้น เสียงพูดทีเล่นทีจริงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่สามารถเข้ามาทำงานการเมืองได้ หรือวางมือทางการเมืองจริงๆ ทำไมคุณหญิงพจมานจึงจะมาเป็นหัวหน้าพรรคแทนไม่ได้ ยิ่งในอนาคตหากพรรคพลังประชาชนยังได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเหมือนที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคก็ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรี
คุณหญิงพจมานก็จะต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยแน่นอน
อย่างที่มีการตั้งกระทู้ในเว็บ www.pantip.com ห้องสนทนาดัง “ราชดำเนิน” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550 ว่า
“หากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยหรือไม่?”
ปรากฏว่ามีผู้เห็นว่าเป็นได้แน่นอน (49 คน) 56.32% มีความเป็นไปได้สูง (18 คน) 20.69% อาจจะเป็นไปได้ (7 คน) 8.05% และเป็นไปไม่ได้เลย (13 คน) 14.94% รวมจำนวนผู้โหวต 87 คน
แม้จะมีผู้แสดงความคิดเห็นเพียง 87 คน แต่ก็ถือเป็นประเด็นใหม่ทางการเมืองที่ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเลยหากย้อนกลับไปดูผู้นำทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันจะเห็นว่าหลายประเทศมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง
ทำไมต้อง “พจมาน”
ในกระทู้ห้องราชดำเนินยังให้ความอีกเห็นว่า
“หลายๆคนอาจจะคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องของผู้ชาย (รึเปล่า)
บทบาทของผู้หญิงในการเมืองไทยยังถือว่ามีน้อยมาก แต่ก็มากขึ้นมาเรื่อยๆตามลำดับ
เมื่อลองนึกๆดูแล้ว หลายๆประเทศในเอเชียต่างก็เคยมีผู้นำที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะตำแหน่งนายกฯหรือประธานาธิบดี เช่น ปากีสถาน อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย
แล้วประเทศไทยล่ะ เป็นไปได้ไหมที่จะมีนายกรัฐมนตรีหญิงบ้างในอนาคต???
ทำไมถึงเลือกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
ถึงแม้คุณหญิงพจมานจะไม่เคยแสดงบทบาททางการเมืองแต่อย่างใด และเมื่อเปรียบกับนักการเมืองหญิงท่านอื่นๆ ทั้งคุณสุดารัตน์ (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง หรือป้าเบียบ ระเบียบรัตน์ (นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช) อดีต ส.ว. ก็ดูจะมีบทบาทและควรค่าแก่การเป็นตัวเลือกมากกว่า
แต่หากมองลงไปลึกๆแล้ว ภายใต้ความสำเร็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจหรือการเมือง ล้วนมีคุณหญิงพจมานอยู่เคียงข้างเสมอมา คุณหญิงพจมานใช้ชีวิตต่อสู้ สนับสนุน เคียงบ่าเคียงไหล่กับ พ.ต.ท.ทักษิณมาโดยตลอด และภายใต้สถานการณ์การเมืองขณะนี้หากเป็นคนอื่นเราคงจะได้ยินเสียงโอดครวญไปแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้กลับสงบนิ่ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง
ส่วนตัวแล้วคิดอยู่เสมอว่าอยากให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงบ้าง ด้วยความละเอียดอ่อนของผู้หญิงน่าจะเปิดมุมมองใหม่ๆให้การเมืองไทย และจากสถานการณ์ในปีที่ผ่านมาเห็นว่าคุณหญิงพจมานมีโอกาส
บวกกับแรงของประชาชนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และประชาชนที่เห็นอกเห็นใจ น่าจะส่งผลให้มีโอกาสสูงขึ้นไปอีก
แล้วคุณล่ะคิดว่าอย่างไรหากคุณหญิงพจมานจะหันมาแสดงบทนำในการเมืองไทย จะมีโอกาสสักเท่าไรที่เธอจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย?
ผู้นำหญิงของโลก
ผู้นำประเทศที่เป็นผู้หญิงนั้นที่ผ่านมาก็มีให้เห็นแล้วไม่น้อย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เป็นข่าวก็หลายคน จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิง เช่นเดียวกับที่มีรัฐมนตรีหญิงมาแล้ว
อย่างนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกคือ นางสิริมาโว บันดาราไนยเก ผู้นำของศรีลังกา ที่เป็นนายกรัฐมนตรีศรีลังกาถึง 3 สมัย ตั้งแต่ปี 2503 สมัยที่ยังมีชื่อประเทศว่า “ซีลอน” ซึ่งนางสิริมาโวเกษียณการเมืองด้วยวัยถึง 84 ปี เพื่อเปิดทางให้ลูกสาวของตัวเองคือ ประธานาธิบดีจันทริกา กุมาระตุงคะ เลือกนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่แทน
“ภุตโต”ดังและดับ
แต่ที่โด่งดังและสะเทือนขวัญไปทั่วโลกคงหนีไม่พ้นนางเบนาซีร์ ภุตโต นายกรัฐมนตรีหญิงของปากีสถานและคนแรกของโลกมุสลิม ที่เพิ่งถูกลอบสังหารจากการลอบวางระเบิดไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2550 ด้วยอายุ 54 ปี นางภุตโตเป็นลูกสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี ซุลฟิก้า อาลี ภุตโต ที่ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอจากข้อหาการลอบสังหารคู่ปรับทางการเมืองหลังจากถูกทหารยึดอำนาจ แต่ปี 2529 นางภุตโตได้เดินทางกลับมาปากีสถานหลังจากลี้ภัยการเมืองอยู่ที่กรุงลอนดอน เพื่อนำพรรคประชาชนปากีสถานที่พ่อเธอก่อตั้งเข้าสู่สนามเลือกตั้ง และปลายปี 2531 นางภุตโตที่ขณะนั้นมีอายุ 35 ปีก็เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกมุสลิม แต่กลางปี 2533 ก็ถูกประธานาธิบดีกูลัม อิชัค ข่าน ปลดออกในข้อหาคอร์รัปชัน และไม่สามารถควบคุมปัญหาความรุนแรงทางเชื้อชาติในประเทศได้
แต่ปี 2536 นางภุตโตก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 และปลายปี 2539 ก็ถูกประธานาธิบดีฟารุค เลการี ปลดออกอีกครั้ง ด้วยเหตุผลบั่นทอนระบบยุติธรรมของประเทศและเอื้อประโยชน์กับสมัครพรรคพวก ซึ่งศาลติดสินให้มีความผิดในปี 2542 สมัยประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ในข้อหาคอร์รัปชัน แต่เมื่อได้รับนิรโทษกรรมก็กลับมาสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งและถูกลอบสังหารในที่สุด
บทเรียนการเมือง “อาคีโน”
ผู้หญิงที่เป็นผู้นำยังมีอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ ฉายา "หญิงเหล็ก" อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงของอังกฤษ นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย หรือหญิงแกร่งอย่างนางออง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่า และนางฮิลลารี คลินตัน ที่กำลังลุ้นเป็นประธานาธิบดีหญิงของสหรัฐอยู่ขณะนี้
แต่ประเทศที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์การเมืองของไทยขณะนี้มากที่สุดคือฟิลิปปินส์ ที่ปัจจุบันนางอาร์โรโยเป็นประธานาธิบดีอยู่ และจะถูกรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง แต่ในอดีตก็มีผู้นำหญิง คือนางคอราซอน อาคีโน ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำฟิลิปปินส์ หลังจากนายเบนิกโญ่ อาคีโน สามีของเธอ อดีตวุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์และเป็นแกนนำต่อต้านเผด็จการเฟอร์ดินาน มาร์กอส ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ปี 1983 ที่สนามบินนานาชาติในกรุงมะนิลา ขณะเดินทางกลับจากลี้ภัยในสหรัฐ
กรณีฟิลิปปินส์และปากีสถานจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่กล้าเดินทางกลับประเทศไทย แม้ผู้นำกองทัพและรัฐบาลจะยืนยันในเรื่องความปลอดภัยอย่างไรก็ตาม
อย่างที่ให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่ฮ่องกงหลังรู้ผลการเลือกตั้งว่า
“ผมอยากให้การเมืองนิ่งสักนิด ไม่เช่นนั้นไม่อยากให้เป็นประเด็นอะไรเลย ผมอยากไปใช้ชีวิตเป็นประชาชนคนหนึ่ง อยากจะทำงานสาธารณกุศล ถ้าผมมีโอกาสได้ถวายงานคงจะเป็นบุญ แล้วอีกอย่างผมคงจะทำมูลนิธิระหว่างประเทศแล้วก็เดินทางระหว่างประเทศ แล้วจะเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ พรรคสุขนิยม หรือเอ็นจอยไลฟ์ปาร์ตี้ ใครที่พร้อมที่รีไทร์แล้วมาอยู่ด้วยกัน มาพักผ่อน มาสร้างสรรค์ให้กับสังคม ยินดีที่จะรับ”
ขณะเดียวกันยอมรับว่ายังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่มากเกินไป
“วิตกเพราะว่าผมเคยถูกลอบสังหารตอนเป็นนายกฯ ผมยังไม่รู้ว่าความต่อเนื่องหรือคำสั่งนั้นยังอยู่หรือเปล่า จะเคลียร์ให้ชัด เพราะความพยายามในการสังหารผมหลายครั้ง แต่เดชะบุญที่เราไม่เป็นอะไร วันนั้นที่เราสืบทราบมามีการกดรีโมตแล้ว แต่คนกดไปยืนหลังเสา รีโมตผ่านเสาไม่ได้ เพราะเป็นรีโมตเครื่องบังคับรถ บังคับเครื่องบิน ทำให้ผ่านเหล็ก ตอม่อที่เป็นเสาเหล็กไม่ได้”
นาย (ก) หญิง นายกฯคนแรก
และที่สำคัญเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมืองอีก
"ผมจะไม่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเด็ดขาด และเตือนบรรดาคณะทหารที่โค่นล้มรัฐบาลเมื่อปีที่ผ่านมาว่าจะยิ่งทำร้ายประเทศชาติถ้าหากพยายามจะโกงการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น ทำไมเราไม่สร้างความสมานฉันท์ขึ้นในชาติด้วยการจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติขึ้นมา ถ้าทำกันอย่างจริงๆจังๆ ถ้าเราเดินหน้าไปตามแผนที่ว่านี้ผมคิดว่าเวลา 2 ปีคงเป็นไปได้ที่จะสร้างสมานฉันท์ให้กลับคืนมา นำเอาประชาธิปไตยของเรากลับคืนมาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจอีกครั้ง"
รวมทั้งเหตุผลสำคัญที่ว่าคุณหญิงพจมานขู่จะฟ้องหย่านั้น วันนี้คงต้องถาม พ.ต.ท.ทักษิณกลับเช่นกันว่าสำหรับ “นายหญิง” คนนี้จะเล่นการเมืองด้วยหรือไม่
และหากเกิดอุบติเหตุการเมืองอย่างที่ปากีสถาน อินเดีย หรือฟิลิปปินส์...ใครจะรู้ว่าเราอาจมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ชื่อคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ก็ได้
หัวข้อข่าวประจำวันที่ 11 มกราคม 2551
จาก หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้วันสุข
แผนอุบาทว์(ภาคสอง)
โดย กาหลิบ
เห็นจะต้องเล่าต่อจากเมื่อวานนี้อีกสักหน่อย เพราะบ้านเมืองกำลังสติแตก ไม่ได้หมายความถึงพี่น้องประชาชนหรอกครับ คนที่อยู่หลังม่าน 2-3 คน นั่นต่างหาก
ขณะนี้นอกจาก “เขา” จะเตรียมกำลังเพื่อเข้า “ยึด” ได้ทันทีหลังจากสร้างสถานการณ์สำเร็จแล้ว เขายังกำชับว่าครั้งนี้จงอย่าทำผิดพลาดอย่างเดิมอีก
จงตัดกล้วยอย่าให้เหลือกอ
หากสถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นนั้นจริง จะต้องทำให้คนสำคัญของฝั่งตรงข้าม “หายตัว” ไปให้หมด ไม่เหลือคนที่จะเป็น “ตัวกลางระหว่างประเทศ” คนที่มีศักยภาพจะขึ้นมาเป็นรัฐบาลได้ และคนที่สามารถจะออกไปเชิญชวนมวลชนมารวมตัวกันได้
ทรัพย์จะต้องยึดเอามาเลย เพื่อต่อทุนของการรัฐประหาร
ส่วนประชาชนที่จะลุกขึ้นแสดงสิทธิของตนนั้น จงใช้มุมมองแบบเหตุการณ์เทียนอันเหมินในเมืองจีน เพื่อสื่อสารว่า “ความมั่นคงของรัฐ” สำคัญกว่า “สิทธิมนุษยชน”
คราวนั้นรัฐบาลเขาปราบปรามผู้ประท้วงกันจนนองเลือดท่วมแผ่นดินจีน
ของไทยอาจไม่ไปไกลขนาดนั้น แต่ให้มุ่งทำลายตัวบุคคลที่ประชาชนรักและผูกพันเหลือเกิน เพื่อกำจัดศัตรูหลักโดยตรงเสียก่อน ถ้าประชาชนเกิดลุกฮือขึ้นมา ก็ให้กำจัดกวาดล้างอย่างเหี้ยมเกรียม โดยให้ถือหลักว่าประชาชนที่กล้าแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผย เป็นประชาชนที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร ก็ 6 ตุลาคม 2519 รอบสองนั่นเอง ถ้า “ศัตรู” ส่งคนในครอบครัวมาวัดอุณหภูมิของน้ำเสียก่อน ก็จะดูแลอย่างดีไม่ให้มีอะไรกระโตกกระตาก เพื่อล่อให้ตัวเขากลับเข้ามา เพราะเผลอคิดไปว่า “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” พอกลับมาจริงก็บิงโก ถ้าไม่หมดสิ้นไปเดี๋ยวนั้น เหมือนเบนิญโญ อาคีโน ก็รอให้หมด ต่อมาเหมือนเบนาซีร์ ภุตโต ก็ได้ เรื่องนี้ถามเพื่อนฟิลิปปินส์ หรือพรรคพวกในปากีสถานจะได้รู้อะไรดีๆมาก อย่าลืมว่า “เขา” เริ่มคิดแบบระบอบทหารของพม่าหรือ SPDC แล้ว ทัศนคติต่อโลกก็ละม้ายคล้ายคลึงกับพล.อ.อาวุโสตัน ฉ่วย ขึ้นทุกวัน นั่นคือเห็นว่าเมืองไทยไม่ควรพัฒนาไปตามกระแสโลกมากนัก เพราะจะสูญเสียความเป็นไทยไป แกล้งลืมอธิบายว่า “ความเป็นไทย” ที่ว่าถูกสร้างขึ้นมานานปี เพื่อรับใช้โครงสร้างทางสังคมที่ตนเองเป็นใหญ่ที่สุดและร่ำรวยที่สุดเป็นหลัก เพราะภายใต้ “ความเป็นไทย” ในทรรศนะแคบๆนั้น คนจนในเมืองไทยไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากหรือ “เลื่อนชั้น” ทางสังคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น ลูกคนจนก็ต้องสืบเชื้อสายขึ้นมาเป็นคนจนรุ่นใหม่ต่อไป จะ “สะเออะ” ข้ามวรรณะมาไม่ได้เป็นอันขาด ลูกคนจนสมองดีๆก็เอามารับใช้ใกล้ชิด เพื่อจำกัดกรอบให้มันเป็นคนฉลาดที่โลกแคบ ด้วยการหาปลอกคอทองคำให้มันสวมใส่ พอโตขึ้นมามันจะได้เห่าปกป้องตนเองด้วยเสียงอันดังกังวาน ทำให้คนที่สมองดีไม่เท่าเขาต้อง “หด” ลงไป พูดง่ายๆก็คือเขาเตรียมการทั้งหมดนี้ โดยไม่ห่วงเลยว่าประชาคมระหว่างประเทศจะคิดอย่างไรกับประเทศไทย
เพราะอยากจะตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนพม่าอยู่แล้ว การแบ่งปันผลประโยชน์และอำนาจอันล้นพ้นจะได้ดำเนินต่อไปในวงแคบๆ ไม่ต้องมารับมือกับ “เศรษฐีใหม่” เมื่อฐานความคิดเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้แปลกใจเลยครับถ้าเขาจะสั่งยึดอำนาจซ้ำ หรือก่อความรุนแรงใดๆขึ้นมา เขาไม่ได้สนใจผลกระทบเหล่านั้นอยู่แล้วแต่เดิม ระวังเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลไว้ด้วยนะครับ แนวรบด้านนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่จะมีอำนาจโดยตรงต่อการโยกย้ายข้าราชการในกองทัพ โดยเฉพาะในเดือนเมษายนนี้ ต้องเป็นของพรรคพลังประชาชน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่จะต่อท่อกับโลกภายนอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนไทยส่วนใหญ่ ต้องเป็นของพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะเมื่อเขาวางคนไว้เป็นประธานบอร์ดของหน่วยงานที่เป็นขุมทรัพย์มหาศาลอย่าง ปตท. ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการต่างประเทศในแง่ของการระดมทุนต่างชาติเป็นอันมาก ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเตือนพรรคพลังประชาชนว่า เมื่อ “เขา” เตรียมทำสงครามเต็มรูปแบบอย่างนี้แล้ว ตัวจะยังคิด “เจรจา” อยู่อย่างเดียวไม่ได้ แต่จะทำอะไรคงไม่ต้องบอก โตๆกันแล้วนี่ครับ.
คอลัมน์ เลือกคบไม่เลือกข้าง
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2200 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2008
'สดศรี' ฟังทางนี้ 'สติมา ปัญญามี' บังธิ คือคนทำลายบุตรีท่าน มิใช่เรา
ฟังเราก่อน สดศรี สัตยธรรม
พิจารณาให้ดีก่อน สดศรี สัตยธรรม
ไตร่ตรองให้ดีก่อน สดศรี สัตยธรรม
คิดให้ดี คิดให้ถ้วนถี่ แล้ว สดศรี สัตยธรรม ก็จะได้เห็นธรรม
ธรรม หมายถึง ความจริง
ความจริงในเรื่องของนางสาวกอนณา สัตยธรรม บุตรีของท่าน ที่เรานำมาเปิดเผย หากท่านไม่เดือดดาล ไม่มีอคติ และไม่เกรี้ยวกราดก่อนจะพิจารณาเรื่องราวแต่หนหลัง และไม่ปิดบังความจริงที่อยู่ในใจของท่าน
ท่านก็จะไม่ต้องมีสภาพดังเช่นตัวตลกที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายในสังคมโห่ฮาอยู่ในเวลานี้
กรณีหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง ไปช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล นั้น อันที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่ สดศรี สัตยธรรม ไม่เคยรับรู้มาก่อน หากแต่เป็นเรื่องที่สดศรี รู้ดีแต่ต้น และรู้ด้วยว่าเมื่อทำหนังสือยืมตัวออกไปจากทำเนียบรัฐบาล แล้ว ปรากฎว่ามีปัญหา เนื่องจากถูกทักท้วงว่าไม่เหมาะสม และไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน จึงทำเรื่องขอยกเลิกหนังสือยืมตัว
เรื่องราวเหล่านี้ สดศรี สัตยธรรม รู้เรื่องดีที่สุด รู้อยู่แก่ใจดีว่า “พลาดไปแล้ว” แต่เก็บงำอาการไว้เงียบกริบ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นสอบถามความผิดปกติ และ ทดสอบจริยธรรมทั้งของรองนายกรัฐมนตรี ที่ยืมตัวผู้พิพากษา มาช่วยราชการ ทั้งของผู้พิพากษา ที่ไม่ปฏิเสธคำขอยืมตัวมาช่วยราชการ และสำคัญที่สุด คือ จริยธรรม ของกกต. สดศรี สัตยธรรม ทั้งในฐานะกกต. ในฐานะแม่ของผู้พิพากษา และในฐานะแม่ที่เคยเป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
พิจารณาเรื่องราวย้อนหลังก่อนที่จะมาตั้งเรื่องทำหนังสือขอยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ก็คงต้องตั้งคำถามก่อนว่า มีใครเชื่อบ้างว่า
1. นายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือขอยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เอง โดยที่พล.อ.สนธิ ไม่ได้สั่งการ
2. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน คิดได้เองว่าต้องการยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ม่วยปฏิบัติราชการให้แก่ตน โดยไม่ได้ปรึกษหารือกับใครมาก่อน โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม
3. นางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่ทราบเรื่องเลยว่าพล.อ.สนธิ ต้องการยืมตัวบุตรี ซึ่งเป็นผู้พิพากษาไปช่วยปฏิบัติราชการที่ทำเนียบรัฐบาล ไปทำงานหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรี
4. นางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่ทราบเรื่องมาก่อนว่าตกเป็นเป้าหมายการยืมตัวมาช่วยราชการให้แก่พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการทาบทามกันก่อนที่จะทำหนังสือขอยืมตัวไปถึงประธานศาลฎีกา
5. นางสาวกอนณา สัตยธรรม ไม่นำเรื่องที่ถูกทาบทามไปช่วยปฏิบัติราชการให้แก่พล.อ.สนธิ ไปปรึกษาหารือกับนางสดศรี ในฐานะมารดา
6. หนังสือยืมตัวฉบับนี้เป็นของปลอม เป็นเอกสารเท็จที่ทำขึ้นมาเพื่อดิสเครดิตพล.อ.สนธิ นางสาวกอนณา และ นางสดศรี ตามที่นางสดศรี กล่าวหาต่อประดาบ และ Hi-thaksin
คำตอบของคำถามเหล่านี้ มีอยู่ในคำพูดของนายลอยเลื่อน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ลงนามในหนังสือยืมตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม ดังนี้
“ยอมรับว่าในช่วงที่ พล.อ.สนธิเข้ามารับตำแหน่ง ผมได้ทำหนังสือขอยืมตัวไปจริง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามที่ทีมงานหน้าห้องของ พล.อ.สนธิ ร้องขอมา ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามา ก็ขอให้มีการยืมตัวฝ่ายประจำมาช่วยงานทั้งนั้น และในฐานะฝ่ายข้าราชการประจำ ก็ต้องเป็นผู้ทำหนังสือไปตามที่ฝ่ายการเมืองร้องขอ
แต่กรณีนี้ในระหว่างที่รอการตอบรับจากศาล ทางทีมงานของพล.อ.สนธิ ก็ได้แจ้งมาที่ผม เพื่อให้ระงับการยืมตัว น.ส.กอนณา จึงได้ทำหนังสือขอระงับการยืมตัวไป ดังนั้นจึงไม่มีการให้ น.ส.กอนณา มาช่วยราชการแต่อย่างใด และไม่ใช่เป็นเพราะถูกศาลปฏิเสธ แต่เราได้ทำหนังสือขอระงับการยืมตัวไปก่อนแล้ว
ส่วนเหตุผลในการขอยืมตัว น.ส.กอนณา และการขอระงับการยืมตัวนั้น ผมไม่ทราบ เรื่องนี้ต้องไปถามฝ่ายการเมือง คือทางทีมงานหน้าห้องของพล.อ.สนธิ เอง ผมเป็นเพียงฝ่ายข้าราชการประจำที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงเท่านั้น”
จากปากคำของนายลอยเลื่อน ก็คือว่า หนังสือฉบับนี้เป็นของจริง ไม่ใช่เป็นเอกสารเท็จ ตามที่นางสดศรี กล่าวหา และขู่ว่าจะฟ้องประดาบ
แต่ไม่เป็นไร แค่นี้ นางสดศรี ก็เสียหายมากพออยู่แล้ว ประดาบจึงไม่อยากฟ้องนางสดศรี ข้อหาหมิ่นประมาท ที่กล่าวหาว่านำเสนอเอกสารเท็จ
จากปากคำของนายลอยเลื่อน ก็คือว่า ทีมงานหน้าห้องของพล.อ.สนธิ เป็นผู้แจ้งมาต้องการตัวนางสาวกอนณา สัตยธรรม มาช่วยราชการ ซึ่งไม่น่าจะเป็นความต้องการของทีมงานหน้าห้อง หากแต่ควรจะเป็นความต้องการของพล.อ.สนธิ มากกว่า จึงมีการระบุในหนังสือยืมตัวว่าต้องการให้มาช่วยปฏิบัติราชการให้แก่รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน)
เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่ออกมาจากปากของนางสดศรี ที่กล่าวหาว่าประดาบ ไปดูถูกนางสาวกอนณา ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษา ว่าต้องมาเป็นเสมียนหน้าห้อง และหากจะมาจริงๆ ก็ต้องมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่มาเป็นหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งในทำเนียบรัฐบาลที่เหมาสมกับนางสาวกอนณา ก็คือ นายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว นั้น ควรจะเป็นคำกล่าวที่ส่งไปถึงพล.อ.สนธิ ให้พึงสำนึกและจดจำใส่กระโหลกหนาๆ ไว้ มากกว่าที่จะส่างมาถึงประดาบ กระมัง
เนื่องจากประดาบ มิกล้าที่จะยัดเยียดตำแหน่งหน้าห้องรองนายกรัฐมนตรีให้แก่นางสาวกอนณา ซึ่งเป็นถึงผู้พิพากษา จะมีก็แต่พล.อ.สนธิ นั่นล่ะ ที่อยากได้ตัวผู้พิพากษาสาวสวยกอนณา สัตยธรรม มาเป็นหน้าห้อง ช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งก็ไม่ได้ระบุไว้ให้ชัดว่าต้องการให้มาช่วยทำอะไรบ้าง จึงยากแก่การคาดเดาว่า จะยืมตัวมาทำหน้าที่เสมียน หรือ เป็นรองนายกรัฐมน ตรี แทนพล.อ.สนธิ กันแน่
“ความจริงแล้วไม่อยากให้เอาลูกสาวมาเป็นเรื่องการเมือง เวลาไปประชาสัมพันธ์เลือก ตั้งก็พยายามไม่ให้เขาไปด้วย เพราะงานในอาชีพเป็นถึงผู้พิพากษา นับว่าสูงแล้ว เรื่องอะไรจะให้ไปทำงานอย่างนั้น มันนอนเซ้นต์มากเลย ที่ทำงานเป็น ผู้พิพากษาแล้วจะไปทำงานเป็นเสมียนหรือเป็นธุรการที่ทำเนียบฯ ผู้พิพากษามีอำนาจมากมาย และทำการในพระปรมาภิไธยด้วย
ดังนั้นที่พูดว่า ท่านสนธิมา ขอตัวลูกสาวพี่ไปทำงานที่ทำเนียบฯ หรือลูกสาวพี่อยากทำงาน ที่ทำเนียบมันจึงนอนเช้นต์มาก เขาจะไปทำอะไร นอกจากเป็นนายกฯแล้ว คงไม่มีตำแหน่งไหนที่จะเหมาะสม
มันไม่มีประโยชน์ที่จะให้ลูกสาว ไปทำงานที่นั่น ผู้พิพากษาใคร ๆ ก็อยากเป็น กว่าจะเข้าได้ไม่ใช่ง่าย และเขาไปเรียนเมืองนอกมา วิชาที่เขาเหมาะคือเรื่องกฎหมาย ที่จะไปทำงานกับ พล.อ.สนธิ คงไม่มีประโยชน์อะไร และเรื่องนี้รู้สึกหนังสือพิมพ์บางฉบับลง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานจะฟ้อง เพราะไม่มีประโยชน์จะพูดอะไรเรื่องนี้
การเป็นผู้พิพากษาดีกว่าการเป็นเสมียนในทำเนียบฯไม่ใช่เหรอ และอาชีพเขามาอย่างนี้ ก็ต้องยึดอาชีพนี้ตลอดไป เรื่องอะไรต้องไปทำงานกับท่านสนธิ ที่ไม่รู้จะอยู่อีกกี่วัน กี่เดือน ท่านก็ต้องไปแล้ว แล้วเรื่องอะไรจะต้องให้ลูกไปทำงานกับคนที่ยังไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย
ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การที่หนังสือพิมพ์ ไปลงว่า มีเลขที่หนังสือ อย่าลืมว่าการสร้างเอกสารเท็จมีความผิดนะ ที่จริงฟังง่ายๆ ก็รู้มันไม่มีเหตุผล ถ้าท่านสนธิจะให้ลูกสาวไปทำงานกับท่าน ถ้าเป็นตำแหน่งรองนายกฯ พี่จะให้ไป ไม่ใช่ไปเป็นเสมียนกระจิบกระจอกอะไรอย่างนั้น อีกทั้งการเป็นผู้พิพากษาดี แล้วก็สงบกว่า ดีกว่าเดินตามหรือถือกระโถนตามท่านสนธิ ที่เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ มันเป็นไปไม่ได้ คงไม่ปล่อยให้ลูกไปหมดอนาคต
ถ้าจะให้ลูกสาวทำงานที่ทำเนียบ ขอตัวให้มาทำงาน ที่กกต.ไม่ดีกว่าหรือ เพราะที่กกต. ก็ยังต้องทำงานอยู่อีกตั้ง 6-7 ปี แต่ พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร ท่านไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ท่านสนธิ ขอตัวลูกสาวไป
ตอนนี้จะลองตรวจดูให้ได้หลักฐานว่ามันมีจริงหรือไม่ หรือเอกสาร ที่ปรากฏเป็นการสร้างเอกสารเท็จขึ้นมา แล้วจะพิจารณาว่าจะฟ้องร้องหรือไม่อย่างไร”
ประดาบ ฟังถ้อยคำอันเกรี้ยวกราดและเดือดดาลจากปากของนางสดศรี สัตยธรรม แล้ว รู้สึกเฉยๆ หลังจากอาเจียนเพราะคลื่นไส้แล้ว 3 กองใหญ่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่า พล.อ.สนธิ ได้ยินได้ฟังแล้ว จะรู้สึกอย่างไร
“ เขาจะไปทำอะไร นอกจากเป็นนายกฯแล้ว คงไม่มีตำแหน่งไหนที่จะเหมาะสม”
สดศรี บอกว่ามีเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านั้นที่เหมาะกับลูกสาว
“ที่จะไปทำงานกับ พล.อ.สนธิ คงไม่มีประโยชน์อะไร”
สดศรี บอกว่าไปอยู่กับพล.อ.สนธิ ไม่ได้ประโยชน์อะไร
“เรื่องอะไรต้องไปทำงานกับท่านสนธิ ที่ไม่รู้จะอยู่อีกกี่วัน กี่เดือน ท่านก็ต้องไปแล้ว แล้วเรื่องอะไรจะต้องให้ลูกไปทำงานกับคนที่ยังไม่ได้มีหลักฐานอะไรเลย”
สดศรี บอกว่า อีกไม่กี่วัน พล.อ.สนธิ ก็หมดอำนาจแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปทำงานกับคนไม่มีหลักฐานอะไร
“ถ้าท่านสนธิจะให้ลูกสาวไปทำงานกับท่าน ถ้าเป็นตำแหน่งรองนายกฯ พี่จะให้ไป ไม่ใช่ไปเป็นเสมียนกระจิบกระจอกอะไรอย่างนั้น”
สดศรี บอกว่าถ้ามายืมตัวไปเป็นรองนายกรัฐมนตรี จะให้ไป ไม่ใช่ให้ไปทำงานกระจอกๆ แบบเสมียน
“การเป็นผู้พิพากษาดี แล้วก็สงบกว่า ดีกว่าเดินตามหรือถือกระโถนตามท่านสนธิ ที่เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ มันเป็นไปไม่ได้ คงไม่ปล่อยให้ลูกไปหมดอนาคต”
สดศรี ย้ำอีกว่า พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว ไม่ปล่อยลูกสาวไปเทกระโถถนให้พล.อ.สนธิ อยู่กับพล.อ.สนธิ ตอนนี้ ก็เสียอนาคตเปล่าๆ
“พล.อ.สนธิ เหลือเวลาอีกไม่เท่าไร ท่านไม่มีเวลาแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ท่านสนธิ ขอตัวลูกสาวไป”
สดศรี ย้ำเป็นครั้งที่สามว่า พล.อ.สนธิ ใกล้จะเกมโอเวอร์แล้ว ไม่ให้ลูกสาวไปทำงานด้วยเด็ดขาด
ผมคาดเดาไม่ถูกว่า พล.อ.สนธิ ฟังถ้อยคำเหล่านี้จากนางสดศรี สัตยธรรม แล้ว จะทำหน้าอย่างไร นึกไม่ออก เพราะไม่เคยตกอยู่ในสภาพคนใกล้หมดอำนาจ คนที่มีเวลาเหลือน้อยเต็มที ที่ไม่มีหลักฐานอะไรอย่างพล.อ.สนธิ เนื่องจาก ผมไม่เคยมีอำนาจ มาก่อน และยังมีเวลาเหลืออีกมากมายที่จะทำงานอย่างมีความสุขเช่นนี้อย่างไม่รู้จบ
แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.สนธิ พร้อมที่จะให้อภัยกับปากไม่มีหูรูด และปากที่พร้อมจะดูถูกคนทุกคนที่ไม่มีประโยชน์อะไรให้แก่ตัวเอง ของนางสดศรี สัตยธรรม ได้เสมอ เพราะ ท่านคงรู้จักกันดี และเข้าใจกันดีกว่าที่ผมรู้จักท่านทั้งสอง เพราะผมไม่อยากรู้จักทั้งสองท่านเลย ทั้งนี้เพื่อความเป็นมงคลแก่ชีวิตตนเอง
เหตุที่ผมต้องอาเจียน 3 กองใหญ่ พร้อมกับความรู้สึกเสียดายไก่ย่างห้าดาวที่เพิ่งกินลงท้องไปก่อนจะได้ฟังถ้อยคำจากปากของนางสดศรี สัตยธรรม ก็เพราะว่าผมรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และรู้ว่านางสดศรี ก็รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร รู้ดีกว่าที่ผมรู้เสียอีก
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเป็นถึงผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ เป็นกกต. อยู่ใน ขณะนี้ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องพร้อมทั้งความซื่อสัตย์สุจริต เที่ยงธรรม จะพูดปด จนถึงขั้นตอแหล ได้อย่างร้ายกาจถึงเพียงนี้
จากปากคำของนางสดศรี สัตยธรรม ผมรู้สึกเห็นใจนางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดพระโขนง อย่างจับใจ
ผมอยากจะบอกว่า คนที่ทำร้ายนางสาวกอนณา โดยตั้งใจ ก็คือนางสดศรี สัตยธรรม ผู้เป็นมารดาของเธอ นั่นเอง
ผมเชื่อว่านับจากนาทีนี้เป็นต้นไป นางสาวกอนณา สัตยธรรม จะเป็นผู้พิพากษาที่วางตัวลำบากมากถึงมากที่สุด ทั้งในสังคมผู้พิพากษา และสังคมภายนอก เพราะคำพูดของมารดาเธอ นั่นเอง
หากนางสดศรี สัตยธรรม จะอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ให้ละเอียด และทำใจให้เป็นกลาง ทำใจให้นิ่ง ไม่เดือดดาลจนเสียการเสียงานถึงเพียงนี้ ก็จะเห็นได้ว่าผมตั้งใจที่จะตำหนิพล.อ.สนธิ ที่ทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม มากกว่าตำหนินางสาวกอนณา
ผมเพียงแต่บอกว่าพล.อ.สนธิ ต้องการยืมตัวนางสาวกอนณา มาช่วยปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่จะนำผู้พิพากษาซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายตุลาการ มาทำงานให้กับฝ่ายบริหาร ผิดหลักการดุลอำนาจของระบอบประชาธิปไตย
ถ้าหากนางสดศรี สัตยธรรม มีโอกาสเปิดเข้ามาอ่านถึงตรงนี้ ผมอยากให้ย้อนกลับไปอ่านบรรทัดต้นๆ อีกครั้ง เพื่อให้ใจสงบนิ่ง และตั้งสติให้ดี เพื่อที่จะได้เกิดปัญญาตามมา และจะได้พิจารณาได้ถูกต้องว่า...
ใครกันแน่ ที่ทำร้ายนางสาวกอนณา สัตยธรรม
ใครกันเล่า ที่ดูถูกดูแคลนนางสาวกอนณา สัตยธรรม
ใครกันหนอ ที่อยากได้นางสาวกอนณา สัตยธรรม มาเป็นหน้าห้อง
คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
มิใช่ ประดาบ และ Hi-thaksin ซึ่งเป็นเพียงผู้นำความจริงมาเปิดเผย ไม่ใช่ผู้สร้างความจริงอันชั่วร้ายในครั้งนี้ขึ้นมาด้วยความเท็จดังที่นางสดศรี เข้าใจและกล่าวหา
แต่น่าประหลาดที่ชายชาติทหารอย่างพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน กลับเงียบกริบ เงียบสนิท ไม่ออกมาชี้แจงการกระทำ พฤติกรรมของตนเอง ที่ทำให้นางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษา ต้องเสียหาย
ไม่ใช่เฉพาะ นางสาวกอนณา สัตยธรรม เพียงคนเดียวที่เสียหาย แต่ สถาบันตุลาการทั้งสถาบัน ต้องพลอยเสื่อมเสีย ถูกกระทบไปด้วยจากการกระทำของพล.อ.สนธิ เพียงคนเดียว
แต่คิดอีกที ก็อาจจะไม่ประหลาด เพราะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มักจะหลบหน้าแสมอ เมื่อถูกจับได้ไล่ทันว่าทำความเสียหายอะไรให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเสียหายแก่ใคร และมากมายเท่าใดก็ตาม
หากเรื่องราวทั้งหมดนี้ จะต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ นางสาวกอน ณา สัตยธรรม คนคนนั้นก็คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เจ้านายที่แสนดีของนางสดศรี สัตยธรรม มารดาของนางสาวกอนณา สัตยธรรม นั่นเอง
ผมจึงตั้งชื่อบทความชิ้นนี้ไว้ว่า
“สดศรี” ฟังทางนี้ “สติมา ปัญญามี”
บังธิ คือคนทำลายบุตรีท่าน มิใช่เรา
ประดาบ จาก hi-thaksin
ทิ้งทวน [11 ม.ค. 51 - 18:21]
เผลอแผล็บเดียว การเลือกตั้งใหญ่ผ่านไปแล้ว 19 วัน ยังเหลือเวลาอีก 11 วัน จะต้องเปิดประชุมสภาฯ นัดแรก เพื่อแลือกประธานและรองประธานสภา ผู้แทนราษฎร
จากนั้นการเมืองก็จะเข้าสู่จุดไคลแมกซ์ คือ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะเกิดรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย
แต่กว่า ครม.ชุดใหม่จะเริ่มเข้าทำงานก็คือ กลางเดือนกุมภาพันธ์ ฉลองวันวาเลนไทน์
ฉะนั้น ช่วงนี้รัฐบาลขิงแก่ของ “นายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” จึงมีสถานะเป็น “รัฐบาลรักษาการ”
พูดง่ายๆคือ เป็นรัฐบาลชั่วคราว ระหว่างที่รัฐบาลใหม่ยังไม่เริ่มทำงาน
การเป็นรัฐบาลรักษาการต้องมีกติกามารยาท อะไรควรทำ? อะไรไม่ควรทำ?
แต่ปรากฏว่าในการประชุม ครม.วันอังคารที่ผ่านมา ได้มีการอนุมัติให้กองทัพอากาศ จัดซื้อเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน 39 ดีซี” จากประเทศสวีเดน แบบจีทูจี จำนวน 6 ลำ เป็นเครื่องบินแบบ 1 ที่นั่ง 2 ลำ และเครื่องบิน 2 ที่นั่งอีก 4 ลำ
รวมเป็นงบประมาณจัดซื้อทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาท
และอนุมัติให้เป็นการก่อหนี้ผูกพัน 5 ปี!!
เรียกว่าอนุมัติ “ทิ้งทวน” ก่อนที่รัฐบาลจะพ้นตำแหน่งไม่กี่วัน
“แม่ลูกจันทร์” นึกไม่ถึงว่ารัฐบาลรักษาการของนายกฯสุรยุทธ์จะกล้าทำ??
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเรื่องนี้โฆษกรัฐบาลเป็นผู้แถลงเอง
ดร.ไชยา ยิ้มวิไล โฆษกฯรูปหล่อ ยังเปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม.ได้หยิบโครงการ ซื้อเครื่องบินขับไล่ ซึ่งบรรจุเป็นเรื่องสุดท้ายในวาระการประชุม “ลัดคิว” เข้าพิจารณาอนุมัติเป็นวาระแรกทันที
อืมม์...ถึงขนาดต้องลัดคิว แสดงว่าต้องสำคัญ
“แม่ลูกจันทร์” ไม่ได้ต่อต้านคัดค้านโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ของ ทอ. เพราะเป็นเหตุผลด้านความมั่นคง
เครื่องบินขับไล่กริพเพนของสวีเดน จะดีกว่าเครื่องบินเอฟ 16 ของอเมริกาหรือไม่? กองทัพอากาศในฐานะผู้ใช้ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ
ราคาจัดซื้อแบบจีทูจี 6 ลำ หนึ่งหมื่นเก้าพันล้านบาทจะแพงหรือไม่? ก็ไม่ขอวิจารณ์
แต่ที่ “แม่ลูกจันทร์” รับไม่ได้และไม่เห็นด้วย คือการที่รัฐบาลเร่งรีบอนุมัติโครงการ ซื้อเครื่องบินในช่วงที่มีสถานะเป็น “รัฐบาลรักษาการ”
ถือว่าผิดกาลเทศะ ผิดกติกามารยาทการเมือง
เพราะรัฐบาลรักษาการต้องไม่อนุมัติโครงการใหม่ๆที่ใช้งบประมาณมากๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องบิน
ข้อสำคัญ...รัฐบาลรักษาการต้องไม่อนุมัติก่อหนี้ผูกพันระยะยาว!!
นี่เป็นหลักการที่ใช้ปฏิบัติตลอดมา
เป็นหลักการที่ นายกฯสุรยุทธ์ ต้องทราบดี
“แม่ลูกจันทร์” ถึงได้แปลกใจว่าเหตุใดนายกฯคนนี้ถึงกล้าทำ??
เข้าตำรา “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”
ความจริง...ถ้ารัฐบาลจะให้กองทัพอากาศซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ ก็มีอำนาจอนุมัติได้...ไม่ผิดกติกา!!
จะอนุมัติให้ซื้อกี่ลำ? จะก่อหนี้ผูกพันกี่ปี? ก็ไม่มีใครว่าอะไร
แต่จะ “ต้อง” อนุมัติ “ก่อน” เลือกตั้ง หรือ “ก่อน” เป็นรัฐบาลรักษาการ!!
หลังจากเป็นรัฐบาลรักษาการแล้ว... “ไม่ควรทำ”
เพราะจะถูกวิจารณ์ว่า “ทิ้งทวน”
พูดถึงรัฐบาลขิงแก่นี่ก็แปลกนะโยม ตอนเป็นรัฐบาลปกติก็ใส่เกียร์ว่างตะบันยัน
แต่พอเหลืออีกไม่กี่วันจะกลับบ้าน ก็เกิดขยันขึ้นมาเชียว.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
เสมียนไม่ไป-รองนายกฯไม่ขัด สดศรีย้อนสนธิขอตัวกอนณา [11 ม.ค. 51 - 07:25]
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 อสมท วันนี้ (11 ม.ค.) กรณี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือขอตัว นางสาวกอนณา สัตยธรรม ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระโขนง บุตรสาวนางสดศรี ไปช่วยราชการ รองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ทราบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีการทาบทามอะไรบุตรสาวที่ยังทำงานอยู่ที่ศาลจังหวัดพระโขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลคงไม่มีทางที่จะให้ไปช่วยงาน เพราะระบบงานของศาลจะไม่ให้ยุ่งกับงานการเมืองใดๆทั้งสิ้น แม้แต่จะเขียนบทความต้องขออนุญาต จึงคิดว่าสิ่งนี้ เป็นการดิสเครดิตตนในฐานะ กกต.
"ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกสาวซึ่งเป็นผู้พิพากษา จะไปทำงานเป็นเสมียนหน้าห้องของใคร โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ อยู่ในตำแหน่งนี้อีกไม่นาน ลองถามคนดูได้ว่า จะเป็นผู้พิพากษาหรือจะเป็นเสมียนหน้าห้อง ก็ต้องมีคนเลือกว่า ต้องเป็นผู้พิพากษา" นางสดศรีกล่าวและว่า ตนได้สอบถามบุตรสาวในเรื่องนี้แล้ว ก็ได้รับคำตอบว่าหากมีหนังสือมาก็จะไม่ไป และไม่รู้เรื่อง ทางศาลเองก็ไม่รับรู้ หากทำหนังสือขอไป ศาลก็จะไม่ให้ตัวแน่นอน เพราะจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือ ฝ่ายบริหารเลย แต่หากให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง คงจะไม่ขัดข้อง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่รับรู้เรื่องหนังสือขอตัวดังกล่าว ต้องถามพล.อ.สนธิเหมือนกันว่าขอไปทำอะไร โดยเฉพาะ บุตรสาวของตนยังไม่ได้แต่งงาน การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นตำแหน่งใหญ่โต และพยายามโยงแม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เรื่องดี ตนเคยบอกกับลูกสาวแล้วว่า อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น
นางสดศรี กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมา การทำงานของ กกต. ร่วมกับคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ที่มี พล.อ.สนธิ เป็นประธาน ตนก็ไม่เคยขอให้มาช่วยงาน กกต. เนื่องจากต้องระมัดระวังไม่ให้มองภาพลักษณ์ ของ กกต. ว่า ไปร่วมกันสกัดกั้นพรรคการเมืองใด
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการฟ้องร้องเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่า ขอให้ผู้ดำเนินการเว็บไซต์นี้เปิดเผยตัวออกมา อย่าแอบ ใช้นามปากกา ตนชอบความจริงมาพูดกัน ว่าเพราะอะไรจึงด่าทอตนอยู่เรื่อยๆ การทำอย่างนี้ หากเป็นผู้ชาย ก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย หากเป็นผู้หญิง ก็ไม่ใช่ผู้หญิงดี แอบกัดคนลับหลัง เพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง ผู้ดูแลเว็บไซต์นี้ คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ควรพิจารณาด้วยว่า เหตุใดเว็บไซต์นี้ กระทำการเช่นนี้ได้ตลอดเวลา โดยไม่มีการถูกสั่งปิด




