WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 16, 2008

อย่าทำลายหลักการ [16 ม.ค. 51 - 21:10]

ในอดีต แม้การเมืองจะถูกตราหน้าว่าเป็นน้ำเน่าอย่างไร ผมว่า คุณธรรมและจริยธรรม ทางการเมือง ยังน่ายกย่องกว่าในปัจจุบัน อย่างมากก็มีการแจกปลาทู แจกรองเท้าแตะ กะปิ น้ำปลา ไปตามเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่นักการเมืองรุ่นโบราณ เขามีกัน

คือเรื่องของสัจจะและสุภาพบุรุษ

สมัยนั้น รัฐธรรมนูญ ยังไม่พัฒนาเท่านี้ด้วยซ้ำ เป็นฉบับใต้ตุ้ม บ้าง อะไรบ้างก็ว่ากันไป นักการเมืองยุคนั้นก็ไม่ได้มี ความรู้ความสามารถอะไรมากมาย จบ ป.4 ก็ยังมี แต่ทำไม ชาวบ้านรัก ตำนานการเมืองอย่างคุณบุญเท่ง ทองสวัสดิ์ คุณปัญจะ เกสรทอง คุณบุญชู โรจนเสถียร หรือคุณแคล้ว นรปติ มีเรื่องเล่าชั่วลูกชั่วหลาน

ในสนามเลือกตั้งจะดุเดือดขนาดไหน เมื่อเลือกตั้งกันไปแล้ว ก็จบ ตามแบบฉบับของ นักการเมือง ไม่ต้องมีกรรมการกลางที่ไหนมาเป็นคนตัดสิน จบก็คือจบ

จะตั้งรัฐบาลกันที ก็วิ่งเอาล่อเอาเถิดกันพอหอมปากหอมคอ แต่สุดท้าย เมื่อใครได้เสียงข้างมากไป อีกฝ่ายก็ยอมยกธง ไม่ว่ากัน ไม่มีขั้วมีข้าง ในสภาจะปะทะคารมกันดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเอาเป็นเอาตาย นอกสภาก็ยังเฮฮาเหมือนเดิม

ต่อมาการเมืองเริ่มพัฒนา หรือที่เรียกกันว่า มีการปฏิรูปทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าดีที่สุด มี องค์กรอิสระขึ้นมามากมาย อาทิ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง เป็นต้น

ทำท่าจะดี แต่เอาเข้าจริง กลับมีแต่ความวุ่นวายตามมามากมาย เราได้เห็นใบแดง ใบเหลือง เราได้เห็นการยุบพรรคการเมือง เราได้เห็นการฉีกบัตรเลือกตั้ง เราได้เห็นการบอยคอตเลือกตั้ง เห็นการเลือกตั้ง โมฆะ และเราก็ได้เห็นการยึดอำนาจ ได้เห็นอำนาจบางอย่างเข้ามาครอบงำความเป็นประชาธิปไตยจนมืดมน

นี่หรือคือการปฏิรูปการเมือง

ผลพวงที่ตามมา การเมืองแบ่งเป็นขั้วเป็นข้างชัดเจน แข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย ไปเสาะแสวงหาเปิดช่องให้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามา ทำลายระบอบประชาธิปไตย และอธิปไตยของประชาชน

หลักการและจริยธรรมถูกทำลายย่อยยับ

ดูการเลือกตั้งครั้งนี้นั่นปะไร จนบัดนี้ กกต.ยังปิดหีบไม่ลงต้องเลือกตั้งกันซ้ำซาก พรรคการเมืองก็สั่นคลอนแตกแยก ไม่รู้จะถูกใบแดง ถูกยุบพรรควันไหน ขนาดพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมาก มาจากประชาชนยังไม่กล้าประกาศชัยชนะ ฉันทมติ จากประชาชนกลับต้องมาตกอยู่ในกำมือของ กกต.เพียง 5 คน

ใช่หลักการที่ถูกต้องหรือไม่

คนที่เป็นหัวหน้าพรรคเสียงข้างมากไม่แน่ว่าจะได้เป็นนายกฯ พรรคที่ได้เสียงข้างมาก ไม่แน่ว่าจะได้เป็นรัฐบาล เสียงส่วนน้อยมีบารมีเหนือเสียงส่วนใหญ่ และต่อไป คณะกรรมการพรรค หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคการเมือง ก็จะเป็นแค่พวกโนเนม มาจากไหนไม่รู้ แกนนำคนสำคัญก็จะเป็นแค่สมาชิกพรรคธรรมดา เพราะกลัวถูกยุบพรรค กลัวถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปฉิบ

หลักการก็กลายเป็นหลักกู.

“หมัดเหล็ก”

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก


รัฐรีดสนุกมือสนับสนุน 'ทีวีสาธารณะ' [16 ม.ค. 51 - 04:24]

นายสมชัย อภิวัฒนพร รักษาการรองอธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 14 ม.ค.2551 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของวันเดียวกัน ส่งผลให้กรมสรรพสามิตต้องเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ เพื่อนำส่งเป็นรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ ในอัตรา 1.5% ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบนั้น ไม่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาสินค้าขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นเม็ดเงินเพียงเล็กน้อย


สำหรับอัตราภาษีที่จัดเก็บเพิ่มนั้น ส่งผลให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 1,700 ล้านบาท แต่รายได้ดังกล่าวต้องนำไปมอบให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะฯ ทั้งหมด แต่หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีมีเกินกว่า 2,000 ล้านบาท ต้องนำส่งเข้าคลังตามกฎหมาย นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจ รมว.คลัง ปรับเพดานอัตราภาษีให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามความเหมาะสมทุกๆ 3 ปี

ทั้งนี้ ราคาสินค้าที่ประกาศใหม่ภายหลังจากใช้อัตราภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ยาสูบ เช่น มาร์ลโบโรมีราคาแพงขึ้น 51 สตางค์ต่อซอง แอลแอนด์เอ็มเพิ่มขึ้น 39 สตางค์ต่อซอง กรองทิพย์และสายฝนเพิ่มขึ้น 36 สตางค์ต่อซอง เบียร์สิงห์เพิ่มขึ้น 30 สตางค์ต่อขวด ลีโอเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อขวด ช้างเพิ่มขึ้น 22 สตางค์ต่อขวด สุราขาว 35 ดีกรี เพิ่มขึ้น 29 สตางค์ต่อขวด และสุราสี เช่น แสงโสมเพิ่มขึ้น 1.80 บาทต่อขวด โดยคาดว่าผู้ประกอบการน่าจะรับภาระภาษีที่เกิดขึ้นไว้เอง เนื่องจากเม็ดเงินที่ปรับเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นเศษสตางค์และมีผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการเล็กน้อย โดยนางประภัสสรพงศ์ พันธุ์วิศาล โฆษกโรงงานยาสูบ กล่าวว่า โรงงานยาสูบยังไม่ได้ปรับราคายาสูบขึ้นแต่อย่างใด แม้ว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้แล้ว

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในเดือน ธ.ค. 2550 ขาดดุลเงินสดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จำนวน 5,031 ล้านบาท ส่งผลให้ ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2551 ขาดดุลเงินสดทั้งสิ้น 115,646 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 83.9% เนื่องจากปีที่แล้วมีปัญหาทางการเมือง โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 64,008 ล้านบาท และนอกงบประมาณ 51,638 ล้านบาท ทั้งนี้ การขาดดุลเงินสดที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากการเร่งการใช้จ่ายด้านการลงทุนของรัฐบาลที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 176.7%.


ผุดบัญชีกลางกรรมการรัฐวิสาหกิจ ล็อกสเปกตั้งผู้บริหาร [16 ม.ค. 51 - 04:25]

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2550 มีสาระสำคัญที่จะมีการจัดทำบัญชีกลางรายชื่อของผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ มีผลทำให้การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจจากนี้ไปต้องเสนอชื่อบุคคลจากบัญชีกลางนี้เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจในสัดส่วนอย่างน้อย 1 ใน 3 ของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง


โดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง จัดทำรายชื่อบัญชีกลางให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ขณะที่นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รมช. คมนาคม กล่าวสนับสนุนเพราะจะทำให้นักการเมืองนำคนของตัวเองเข้ามาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ยากขึ้น ไม่เช่นนั้นพอมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็จะมีการเปลี่ยนกรรมการรัฐวิสาหกิจทุกครั้ง ขณะที่รัฐมนตรีท่านอื่นๆกล่าวสนับสนุนให้ทำโดยเร็วเช่นกัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดทำ และปรับปรุงรายชื่อตลอดเวลา

นอกจากนั้น ครม.ยังเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่และสิทธิประโยชน์อื่นของประธานกรรมการและกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ... ที่จะมาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยอนุมัติให้ประธานกรรมการและกรรมการฯได้รับผลตอบแทนเป็นรายเดือนเป็นเงิน 250,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ และผลประโยชน์อื่นอีก 25% ของค่าตอบแทนประจำ.


ลุ้นกันในวันเดียวเลย [16 ม.ค. 51 - 03:11]

ถึงขั้นต้องปลุกพระลุยกันแล้ว

โดยลีลานักเลงโบราณ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศบนเวทีปราศรัยช่วยลูกพรรคที่จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดสร้างพระพิทักษ์ชนะมารจำนวน 84,000 องค์ เท่ากับพระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์ ตั้งใจแจกไปเรื่อยๆ

สู้กับเกมสกัดนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย

“เวลานี้มารมันเยอะ ต้องการสกัดไม่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ให้มารแสดงไปก่อน ตอนจบเป็นยังไง เดี๋ยวได้ชมกัน”

พึ่งบุญพระหวังเอาชนะมาร

ลำพังแรงเสียดทานด้านนอก “ลุงหมัก” ก็หนักหนาเอาการ

แต่โดยพรรษาทางการเมืองที่แก่กล้าผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกสถานการณ์ จวบจนอายุกว่า 72 ปี บวกกับคอนเนกชั่นระดับลูกชายเสวกเอกพระยาบำรุงราชบริพาร เครื่องราชทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.)

การันตีความปึ้กไม่ธรรมดา

แต่นาทีนี้แว่วๆว่า “ลุงหมัก” ออกอาการเหนื่อยใจ ถึงขั้นพูดอะไรไม่ค่อยออก

รบกับคนในเหนื่อยกว่ารับศึกนอก

กับกระแสถูกสกัดนั่งนายกฯเพราะ “ผู้ใหญ่” ขอมา แว่วๆว่า “ลุงหมัก” หาตัวเจอแล้ว แหล่งข่าวใหญ่ถูกปล่อยออกมาจาก “เจ๊” กับ “น้า” ซึ่งไม่พอใจที่ถูกกันออกจากวงในสายตรงนายใหญ่ เลยหันไปแตะมือคนตัวเตี้ยนอกพรรคที่จ้องเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

เตะสกัด “ลุงหมัก” กระแทกแคนนอนไปถึง “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค และทีมงานสายตรง แย่งกันโชว์บทบาทการประสานเกมร่วมรัฐบาล

เจอแรงป่วนภายใน ตัดกำลังไปเยอะ

และเท่าที่จับสัญญาณได้ หนทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “ลุงหมัก” ยังต้องเจอด่านสกัดอีกหลายด่าน คนในจ้องหัก ทั้งในเรื่องของการหยิบยกคดีรถดับเพลิงที่ตั้งแท่นรอทุบอยู่ในคตส. รวมไปถึงคดีหมิ่นประมาทที่อยู่ในศาล

สุดท้ายอาจถึงขั้นพลิกเกมโหวตเลือกนายกฯในสภา

ขวากหนามรออยู่ข้างหน้า แต่เท่าที่เช็กอาการ “ลุงหมัก” ก็ไม่เดือดเนื้อร้อนใจสักเท่าไหร่ เพราะถือว่าภารกิจที่รับอาสาจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม สามารถนำธงพาลูกทีมพรรคพลังประชาชนลุยฝ่าสมรภูมิโหดสนามเลือกตั้ง

จากคนแก่ที่เตรียมกลับไปเลี้ยงหลานอยู่บ้าน สนุกสนานกับการโชว์ฝีมือทำอาหาร ชิมไปบ่นไป จับพลัดจับผลูกลับมาได้ลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

นาทีนี้ “ลุงหมัก” มีแต่ได้ ไม่มีเสีย

รอแค่วัดใจนายใหญ่ที่ลอนดอน ถึงยามเดือดเนื้อร้อนใจเรียกมาใช้งานเป็นแม่ทัพหน้าลุยฝ่าดงบาทา ถึงเวลาถีบทิ้ง เพียงเพื่อจะเอาตัวรอด

วิสัยนักเลงเขาไม่คบกัน

เช่นเดียวกันกับกรณีวัดใจนักเลง “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกลีลายื้อวันนัดแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ออกไปจากวันที่ 17 มกราคม เป็นวันที่ 18 มกราคม

หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาส่งซิกทางอากาศจะนัดพบพรรคชาติไทยเพื่อสอบถามจุดยืนทางการเมืองให้แน่ใจอีกครั้ง ตามด้วยคิวของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเกมยื้อการจับขั้วรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ

ยังมีเวลาให้เกิดเหตุพลิกผัน

โดยลีลาของคนประชาธิปัตย์ที่ส่งสัญญาณถึง “บิ๊กเติ้ง” คิวนี้น่าจะเกี่ยวพันกับใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ว่าที่ ส.ส.ชัยนาท ในฐานะรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่โดนแจกในเวลาคล้อยหลังจากที่ “บิ๊กเติ้ง” ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน

ล่าสุด กกต.ได้ตั้งแท่นสอบความเกี่ยวโยงไปถึงโทษยุบพรรค

โดนชนักปักกลางหลัง “บิ๊กเติ้ง” เดินเกมโฉ่งฉ่างไม่ได้

เบื้องต้นเลยเพื่อความปลอดภัย ต้องยื้อเกมให้ผ่านเส้นตายวันที่ 17 มกราคม นาทีสุดท้ายที่ กกต.จะพิจารณาใบเหลือง ใบแดง ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ให้ครบ 456 คน หรือ 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อดำเนินการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญล็อกไว้

และก็ให้บังเอิญอีกว่า ล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีพรรคไทยรักไทย ในวันที่ 18 มกราคม เวลา 16.00 น.

จุดหักเหการเมืองไทยไหลมาลงวันเดียวกัน.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)


ยงยุทธมั่นใจวีซีดีเท็จ เตรียมฟ้องสันติบาล [16 ม.ค. 51 - 03:36]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 ม.ค.) หลังจากใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงในการดูวีซีดีหลักฐานที่ระบุว่าตัวเองกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ปรากฏว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน มีสีหน้าสดชื่นขึ้น โดยมั่นใจว่าวีซีดีดังกล่าวเป็นการจัดทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายตน และทำเป็นขบวนการ ทำให้มั่นใจว่ากระบวนการสอบสวนของสันติบาลไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมตั้งแต่ต้น

นายยงยุทธ กล่าวว่า เมื่อดูจากภาพในวีซีดีแล้ว พบว่าจัดทำขึ้นในวันที่ 25 ต.ค. 2550 ก่อนที่จะมีการแจ้งความกล่าวหาตนในวันที่ 28 ต.ค. กระบวนการสอบสวนที่ปรากฏในวีซีดี ก็มีการข่มขู่ชาวบ้านให้ลงชื่อคัดค้าน ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงของสังคม อย่างไรก็ตาม จะปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับสันติบาลต่อไป


"วันนี้ไม่รู้ว่าผมจะตายหรือไม่ เพราะองค์กรและกระบวนการใหญ่ ถ้าผมตายเสียคนเดียว ทุกอย่างก็จบ เรื่องที่ถอนฟ้อง ผมไม่มีความรู้สึกว่าดีใจหรือเสียใจ เพราะอยากให้ กกต.พิสูจน์ความเป็นธรรม ศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเป็นผู้แทน และถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง เพราะสุดท้ายก็ทำได้ไม่แนบเนียน วีซีดีที่ออกมาเหมือนกับการสร้างหนังเพชรพระอุมา หากใครรับใบสั่งใครมาก็ขอให้ถอยกลับเข้าที่ ให้อภัยกันและเริ่มต้นกันใหม่ ผมพร้อมให้อภัยทุกฝ่าย" นายยงยุทธ กล่าว


ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าสำนวนการสอบสวนรั่วไหลนั้น นายยงยุทธ ยืนยันว่า ไม่ใช่รั่วจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แน่นอน เพราะก่อนที่สำนวนจะถึง กกต. วีซีดีดังกล่าวได้ถูกนำไปเปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง และมีพรรคการเมืองหนึ่งนำไปเปิดเผยแล้ว


Tuesday, January 15, 2008

ในหลวง'ทรงเสด็จฯบำเพ็ญกุศลครบ15วัน'พระพี่นางฯ'16-17ม.ค.นี้

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักพระราชวัง แจ้งว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชวงศ์ ราชสกุลทุกมหาสาขาและหน่วยงานของรัฐ ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญพระราชกุศล บำเพ็ญพระกุศล และบำเพ็ญกุศลถวายพระศพประจำสัปดาห์ในทุกวันพุธ หลังจากพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร (ทักษิณานุประทาน 7 วัน) จนถึงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ทักษิณานุประทาน 100 วัน) ในวันศุกร์ที่ 11 เม.ย.2551 นั้น สัตตมวารที่ 2 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร พระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันพุธที่ 16 ม.ค. เวลา 17.00 น. พระสงฆ์ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์จบ มีพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 พระ 4 รูปสวดธรรมคาถา พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม เวลา 10.30 น.พระสงฆ์ 10 รูปที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพร รับพระราชทานฉัน พระสงฆ์ 84 รูปสดับปกรณ์ เป็นเสร็จการ

จาก hi-thaksin

'สนธิ' ไม่มีทางเป็น รมต.ของ พปช.

เมื่อถามพล.อ.บุญรอดว่า หลังเลือกตั้งได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกฯ หรือไม่

พล.อ.บุญรอดตอบว่า ท่านก็ทำตามที่ว่าคือปล่อยว่าง ตอนนี้พยายามปล่อยว่างตามที่ควรจะเป็น เมื่อถามว่า พล.อ.สนธิเริ่มถอดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่ได้เรียกว่าถอดใจ แต่ทำมาได้แค่นี้ก็ต้องแค่นี้ถือว่าจบ เมื่อออกมาลักษณะแบบนี้แล้วก็ยอมรับ

เมื่อถามว่า มีข่าวว่า คมช.ต่อรองตำแหน่ง รมว.กลาโหม ให้กับ พล.อ.สนธิเพื่อความสมานฉันท์

พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่เป็นความจริง ถ้าพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล ไม่มีทางที่ พล.อ.สนธิจะมาเป็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อถามย้ำว่า หากต้องการความสมานฉันท์มีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ถ้าเป็นไปตามเนื้อผ้า พล.อ.สนธิก็รู้ว่าพรรคพลังประชาชนไม่เชิญไปเป็น รมว.กลาโหม เท่าที่ปรากฏข่าวยังไม่มี คนที่ทำประโยชน์ให้กับพรรคมากที่สุดควรจะเป็นใคร

ตอนนี้มองว่ากองทัพยอมรับใครมากกว่าเพื่อน

พล.อ.ประวิตรเป็น ตท.6 เคยเป็น ผบ.ทบ. และเป็นนายเก่าของ พล.อ.อนุพงษ์ ฉะนั้น ทุกอย่างจะออกมา ถ้าเลือกคนนี้จะมีข้อดีอย่างนี้ หรือเลือกคนนั้นก็จะมีข้อดีข้อเสีย แล้วแต่ว่าจะเลือกใครยังไม่ได้ข้อยุติ อยู่ที่พรรคพลังประชาชนจะเป็นผู้พิจารณา


พปช.เตรียมร้องศาลปกครองให้ประกาศรับรอง ส.ส.ก่อน

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน 'กานต์ เทียนแก้ว' เตรียมร้องศาลปกครองให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง โดยไม่พิจารณาสำนวนร้องคัดของ พล.ต.ต.ชัยยะ อ้างไม่เป็นกลางทางการเมือง

พ.ต.ท. กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคพิจารณาข้อกฎหมาย และความไม่เป็นกลางทางการเมืองของคณะกรรมการสอบสวนการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอำพันกุล รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล หลังพบหลักฐานชัดว่า พล.ต.ต.ชัยยะ ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองเป็นที่ประจักษ์ เพราะมีความผูกพันใกล้ชิดกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ที่เป็นปฏิปักษ์กับพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค มาโดยตลอด ดังนั้น พรรคจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เพื่อขอความคุ้มครองฉุกเฉินให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งว่าที่ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนทั้งหมดไปก่อน เพราะสำนวนสอบสวนของว่าที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนกระทำโดย พล.ต.ต.ชัยยะ ทั้งสิ้น คาดว่า 1-2 วันน่าจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อศาลได้


‘หมอเลี้ยบ'เตรียมประกาศตั้งรัฐบาลสัปดาห์นี้

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) มั่นใจว่า พปช.จะมีข้อสรุปการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองอื่นภายในสุดสัปดาห์นี้ เพราะเป็นช่วงที่ใกล้เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงควรจะมีการประกาศออกไปอย่างชัดเจน
"ในช่วงใกล้เปิดประชุมสภาฯ เป็นเวลาที่ควรประกาศกิจกรรมการเมืองและแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงสุดสัปดาห์นี้คงจะได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการ...น่าจะเป็นศุกร์-เสาร์นี้ "น.พ.สุรพงษ์ กล่าวในการแถลงข่าว
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในวันที่ 20 ม.ค.พรรคจะเรียกส.ส.ทั้งหมดเข้ามาปฐมนิเทศน์ก่อนที่จะมีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 22 ม.ค.ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ ส.ส.ของพรรคเข้าไปเป็นประธานสภาผู้แทนฯ โดยยอมรับว่านายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค เป็นบุคคลหนึ่งที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งดังกล่าว แต่ก็ยังมีบุคคลอื่น ๆในระดับรองหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมเช่นกัน ซึ่งพรรคก็จะนำไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป
"ท่านยงยุทธเป็นผู้ที่มีความเหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่ามีเพียงท่านเดียว มีหลายท่าน และต้องพิจารณากันต่อไป"น.พ.สุรพงษ์ กล่าว
สำหรับขั้นตอนการตั้งคณะรัฐมนตรีจะเป็นขั้นต่อไปหลังจากประกาศร่วมกันตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลจะหารือร่วมกันเพื่อวางนโยบายและคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถกับตำแหน่งต่าง ๆ น่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ และอีก 1-2 วันจะให้ทราบละเอียดขั้นตอนต่าง ๆ ได้อีกครั้งหนึ่ง
น.พ.สุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคอาจไม่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีว่า ไม่เป็นความจริง และพรรคเองก็ไม่มีแนวคิดที่จะกำหนดตัวนายกฯสำรองไว้ มีเพียงความตั้งใจที่จะเสนอชื่อนายสมัครเป็นนายกฯ เท่านั้น ประเด็นข่าวที่ออกมาเหมือนจงใจให้เกิดความสับสน และเกิดความเข้าใจผิดภายในพรรค
รวมทั้งกรณีที่มีข่าวว่าน.พ.สุรพงษ์ ถูกกวางตัวเป็นรมว.คลัง ซึ่งเจ้าตัวกล่าวว่า กระแสข่าวที่ออกมา เกิดจากแหล่งข่าวที่ไม่ได้รับผิดชอบในการวางตัวรัฐมนตรีแต่อย่างใด


จาก hi-thaksin

'บุญรอด' ยอมรับ พปช.เป็นรัฐบาล

พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่าคุณหญิงพจมานจะขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อเคลียร์ ปัญหาต่างๆ ว่า

ถ้าเข้าพบและทำให้สถานการณ์ต่างๆดีขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดี ส่วนการต่อสายเข้าพบผู้ใหญ่เพื่อขอจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่อยากตอบ เพราะเป็นเรื่องการเมือง เมื่อถามว่า หากนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ทาง คมช. และรัฐบาลยอมรับได้หรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ใครก็ได้หากสภาเลือกก็ต้องยอมรับ เมื่อถามว่า นายสมัครควรปรับเปลี่ยนบุคลิกหรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่ขอออกความเห็น

เมื่อถามว่า หากนายสมัครเป็นนายกฯ จะสามารถบริหารงานได้นานหรือไม่

พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่ได้เกี่ยวว่าจะอยู่ได้นานหรือไม่นาน แต่มีปัจจัยหลายอย่าง เมื่อถามว่า แสดงว่านายสมัครไม่เหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่ขอตอบ ถ้าหากเขาเลือกมาก็เป็นได้ ทุกคนทราบดีว่าถึงเวลาจะเริ่มบทบาทอะไร เมื่อถามว่า มั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พล.อ.บุญรอดตอบว่า ดูแล้วพรรคพลังประชาชนน่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ เมื่อถามว่า มีการต่อสายพูดคุยกับรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ไม่มี รัฐบาลไม่มีอะไรอยู่แล้ว เพราะเป็นรัฐบาลชั่วคราวไม่มีบทบาทอะไร

เมื่อถามว่า มีข่าวการต่อรองกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอตำแหน่ง รมว.กลาโหมให้กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ.

พล.อ.บุญรอด ตอบว่า ไม่มี กระทรวงกลาโหมจะไปพร้อมกับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่กองทัพยังอยู่ ทั้ง ผบ.เหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหม ยังอยู่ในตำแหน่งถึงเดือน ต.ค.นี้ ฉะนั้น การเคลื่อนไหวของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่ทราบ เมื่อถามว่า ตำแหน่ง รมว.กลาโหม คิดว่าใครเหมาะสมในสถานการณ์ขณะนี้ พล.อ.บุญรอดตอบว่า ใครก็ได้ที่เป็นทหาร แต่หากเป็นพลเรือนคงลำบาก เป็นทหารเป็นได้ แต่จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล

เมื่อถามว่า หาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. มาเป็น รมว.กลาโหม พล.อ.บุญรอดตอบว่า

เป็นได้ทุกคนเคยเป็น ผบ.ทบ.และมาดูแลกระทรวงกลาโหม และเหล่าทัพเป็นได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตรก็เป็นที่ยอมรับของกำลังพลในกองทัพบก เมื่อถามว่า มองกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์พร้อมเจรจากับคุณหญิงพจมานอย่างไร พล.อ.บุญรอดตอบว่า กองทัพมีความสามัคคีปรองดองสมานฉันท์ ฉะนั้น การที่มาพูดคุยกันก็เป็นเรื่องที่นำไปสู่ความสมานฉันท์ ก็สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี