WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 16, 2008

เนชั่นคึกรับทีวีสาธารณะ

หุ้นเนชั่นฯ วิ่ง ดักข่าวดี “เทพชัย หย่อง” คุมทีวีสาธารณะ เก็งเอื้อธุรกิจ


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวานนี้ รวม 5 วันทำการ การซื้อขายหุ้นเนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป คึกคักเป็นพิเศษ โดยราคาบวก 8.90% ล่าสุดปิดที่ 7.95 บาท สวนตลาดหุ้นโดยรวมที่ดิ่งลงแรง และมูลค่าซื้อขายก็เพิ่มขึ้นผิดปกติ เทียบกับบางวันที่ไม่มีการซื้อขายเลย ก่อนที่นาย เทพชัย หย่อง อดีตผู้บริหารค่ายเนชั่นฯ แถลงข่าวเปิดตัวไปเป็น ผู้บริหารทีวีสาธารณะ

นายภูวดล ลาภอุดมสุข ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า การที่อดีตผู้บริหารเนชั่นฯ เข้าไปเป็นผู้บริหารในทีวีสาธารณะ จะช่วยเสริมแรงหนุนจากพันธมิตรกลุ่มทุนการเมืองมากขึ้น เป็นสาเหตุให้ราคาหุ้นวิ่งรับ ข่าวดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นการหาพันธมิตรและเงินเข้ามาเสริมธุรกิจมากกว่า หลังจากที่เนชั่นฯ ประกาศขายตึกไปแล้ว

นายชัย จิระเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน แนะนำให้นักลงทุนติดตามต่อไปว่า การเข้าไปของอดีตผู้บริหารเนชั่นฯ จะเอื้อประโยชน์ทางอ้อมให้เนชั่นฯ หรือไม่ แต่เชื่อว่าผู้บริหารเป็นแบรนด์ของเนชั่นฯ ไปอยู่ที่ไหน ภาพเนชั่นฯ ก็ติดไปด้วย

ด้านนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่นฯ ได้แถลงข่าวหลังร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว และรักษาการ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สาธารณะ (ทีพีบีเอส) ว่า ได้ให้คนใกล้ชิดไปขายหุ้นเนชั่นฯ ที่ถืออยู่จำนวนแสนหุ้นแล้ววานนี้

สำหรับรายการของทีวีสาธารณะนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. จะเริ่มรายการข่าวต่างๆ และจะเปิดกว้างกับผู้ผลิตรายการทุกราย และหากทางเนชั่นฯ เสนอรายการเข้ามา ตนก็จะไม่พิจารณาและให้กรรมการคนอื่นพิจารณาแทน

“ผมมาอยู่ตรงนี้ ยอมรับว่ากดดันกว่าคนอื่น และจะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษ ดังนั้น จะต้องทำทุกอย่างให้โปร่งใส และขอยืนยันว่าไม่ได้มาในนามเนชั่นฯ ผมมาในฐานะส่วนตัว ที่อยากเห็นประเทศนี้มีทีวีสาธารณะ ผมจึงตัดขาดจากเนชั่นฯ โดยเข้าโครงการเออร์ลีรีไทร์และไม่สามารถกลับเข้าไปได้อีกแล้ว” นายเทพชัย กล่าว

แบ่งเค้กลงตัว เข็น‘ยงยุทธ’ประธานสภา

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคได้เตรียมบุคคลที่เหมาะสมกับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้แล้ว ซึ่งนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ก็เป็นผู้หนึ่งที่เหมาะสม

“แต่ก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษากับพรรคร่วมรัฐบาลก่อน เพราะต้องขอเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมด้วย” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ภายในวันที่ 17-18 ม.ค. จะมีการประกาศเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน และคาดว่าภายในเดือนนี้ทุกอย่างจะชัดเจน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พรรคชาติไทยจะได้ 4 ที่นั่ง คือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขณะที่ รมว.ศึกษาธิการ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา

พรรคเพื่อแผ่นดินได้ 4 ที่นั่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี รมว.อุตสาห กรรม และ รมช.อีก 2 ที่นั่ง ซึ่งได้มีการเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ประกอบด้วย นายสุวิทย์ คุณกิตติ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายมั่น พัธโนทัย และนายสรจักร เกษมสุวรรณ

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคมัชิมาธิปไตย ได้พรรคละ 2 ที่นั่ง พรรคประชาราชได้ 1 ที่นั่ง

ทีพีบีเอสเปิดรับสมัครพนักงาน

"ขวัญสรวง" บอกเปิดกว้างรับสมัครทั้งประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม ออนแอร์ 1 ก.พ.

คณะกรรมการชั่วคราวขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมติครม.วานนี้ ได้เปิดรับสมัครพนักงานเข้าทำงานในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ระหว่างวันที่ 16-19 ม.ค.นี้ รวม 4 วัน ที่กรมประชาสัมพันธ์

นายขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการบอร์ด กล่าวว่า การเปิดรับสมัครงานได้เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไป และพนักงานทีไอทีวีเดิม และจะออกอากาศในรูปแบบข่าวในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนการออกอากาศเต็มรูปแบบ ซึ่งมีรายการข่าว สารคดี รายการเด็ก เกม และอื่นๆ จะเป็นวันที่ 1 มีนาคม ศกนี้ โดยระหว่างวันที่ 1 ก.พ.-1 มี.ค. จะพิจารณารับสมัครพนักงานที่จำเป็นเพิ่มเติมด้วย

"จำนวนพนักงานที่เปิดรับนั้น อีก 2-3 วันจะทราบอัตราที่แท้จริง ซึ่งพนักงานที่รับเข้ามาทำงานจะประเมินงาน 3 เดือน หากผ่านงานจึงจะบรรจุเข้าทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งกรรมการฯ ทุกคนทำงานโปร่งใส โดยเฉพาะการจ้างผลิตรายการจากภายนอก จะมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าร่วมด้วย" นายขวัญสรวงกล่าวและว่า ส่วนหลักทำงานจะยึดหลัก คือ 1.สร้างความสมดุลของการสื่อสารในสังคม 2.มีความเป็นอิสระ ปลอดจากการครอบงำ และซื่อตรงต่อจรรยาบรรณทางวิชาชีพสื่อ 3.ยึดถือการมีส่วนร่วมของประชาชน 4.การบริหารดำเนินงานที่โปร่งใส เปิดเผยและตรวจสอบได้ และ 5.เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสารของสังคม

ปม "ชาติไทย"ถอนฟ้อง"ยงยุทธ"แผนลบรอยร้าวร่วมรัฐบาล

สมคำร่ำลือปลาไหลๆ จริงสำหรับพรรคชาติไทย หลังจากที่อยู่ดีๆ วิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 3 ค่ายชาติไทย ก็ตัดสินใจถอนฟ้อง “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ว่าที่ สส.แบบสัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน ในคดีการซื้อเสียงที่เชียงราย

ทั้งๆ ที่ท่าทีก่อนหน้านี้ยืนกรานต้องเดินหน้าถึงขั้นยุบพรรค ซึ่ง สุดท้ายก็เป็นแค่มวยล้มต้มคนดู แต่โชคยังดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันหนักแน่นถึงจะถอนฟ้องก็ไม่มีผลต่อกระบวนการในการสอบสวน

มองปัจจัยลึกๆ ในเรื่องนี้แล้วบอกได้เลยว่าเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เนื่องจากอยู่ในภาวะการจับขั้วตั้งรัฐบาล ที่พรรคชาติไทยเองต้องการเข้าไปร่วมขบวนรัฐนาวาพรรคพลังประชาชน แต่พอมาเกิดเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง 2 พรรคขึ้น บวกกับแกนนำระดับหัวแถวของพรรคพลังประชาชนอย่าง สมัคร สุนทรเวช, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือแม้กระทั่ง เนวิน ชิดชอบ ไม่พอใจกับท่าทีของพรรคชาติไทย ในเรื่องที่ดึงพรรคเพื่อแผ่นดิน มาเป็นตัวประกันเพื่อประวิงเวลาใน การฟอร์มรัฐบาลด้วยแล้ว พรรคพลังประชาชนจึงเตรียมที่จะกาชื่อพรรคชาติไทยทิ้งออกจากพรรคร่วมรัฐบาล

ในเมื่อพรรคชาติไทยเริ่มรู้ตัวแล้วตัวเองกำลังตกขบวน วิธีการเดียวจะทำให้สถานการณ์ไม่สายเกินแก้คือ การต่อสายไปยัง ดร.วิจิตรให้เข้ามายื่นเรื่องถอนฟ้องต่อ กกต.เป็นลายลักษณ์อักษรทันที

คำสั่งฟ้าผ่านี้ส่งตรงมาจากบิ๊กบอสตระกูล จงสุทธามณี ขาใหญ่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นตระกูลที่ติดสอยห้อยตาม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาตลอดตั้งแต่ เสธ.หนั่นทำพรรคมหาชน

ฉะนั้น เท่ากับว่า เมื่อหัวส่ายหางก็ต้องย่อมกระดิกตาม โดยหัวเรือใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เสธ.หนั่น เพราะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยที่ควบเก้าอี้ ซีอีโอดูแลภาคเหนือ ของพรรครายนี้ เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ในการมอบหมายให้ไปประสานสิบทิศกับพรรคพลังประชาชน

จึงไม่แปลกที่คนระดับ เสธ.หนั่น จะไม่รู้ว่าอะไรไม่ควรทำ และอะไรควรทำยิ่งคนที่ถูกฟ้องร้องด้วยชื่อ ยงยุทธ ติยะไพรัช เบอร์ 2 ของพรรคพลังประชาชนด้วยแล้ว มีหรือคนอย่าง เสธ.หนั่นจะไม่รู้เลยว่าอะไรที่ควร หรือไม่ควรทำในช่วงที่สถานการณ์ร่วมรัฐบาลยังลูกผีลูกคนอย่างนี้

การถอนฟ้องเป็นวิธีเดียวที่พอจะประสานรอยร้าวระหว่าง 2 พรรคได้ แม้ว่าจะไม่มีผลใดๆ ต่อการสอบสวนของ กกต.ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการบอกแล้วว่าชาติไทยต้องการสมานฉันท์กับพลังประชาชน เพื่อให้สร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองในการประกาศร่วมรัฐบาลในวันที่ 17 ม.ค. เพราะคงจะไม่ดีนักหากพรรคชาติไทยไปร่วมรัฐบาล แต่ยังมีคดีการเมืองที่ฟ้องร้องกันอยู่ ที่สำคัญที่สุดของการเดินเกมครั้งนี้ ก็เพื่อให้การต่อรองทางการเมืองทำได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

กลับกันหากขืนไปปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินการต่อไป โดยที่พรรคชาติไทยไม่ทำอะไรเลย จะมีแต่บั่นทอนอำนาจในการต่อรองให้พรรคชาติไทยมีค่าทางการ เมืองน้อยลง จนส่งผลต่อการขอโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีหลายตัว ที่ล้วนแล้วมีชื่อคนในมุ้งศิลปอาชาเป็นแคนดิเดตทั้งสิ้น เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีชื่อ แกนนำพรรคอย่าง กัญจนา ศิลปอาชา, วีรศักดิ์ โควสุรัตน์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, นิกร จำนงค์, ประภัตร โพธสุธน เป็นต้น จึงเป็นตัวเร่งให้พรรคชาติไทยต้องถอนฟ้อง

ขณะเดียวกันพรรคชาติไทยเองก็รู้ดีว่า การถอนฟ้องในครั้งนี้ย่อมถูกจับตามองของสังคมอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงได้มอบหมายให้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรค และ ฐนนท์ศรณ์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล เลขาฯ ส่วนตัวพญา ชาละวันออกมาให้ข่าวในทำนองเดียวกันว่า เป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ทั้งนี้เพื่อลดกระแสสังคมและให้พรรคลอยตัวจากปัญหาพร้อมกับผลักภาระไปให้ ดร.วิจิตรแต่เพียงผู้เดียว

นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องการเมืองที่ทำให้ ดร.วิจิตรยุติการเคลื่อนไหวแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องพื้นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า จ.เชียงราย ถูกผูกขาดด้วยตระกูลติยะไพรัชมาตลอด

ดังนั้น ในเมื่อหัวหน้ามุ้งภาคเหนือพรรคพลังประชาชนกำลังโดนไล่ถล่มขนาดนี้ ย่อมสร้างความไม่พอใจกับประชาชนที่เป็นฐานกำลังหลักให้กับพรรคพลังประชาชนแน่นอน อาจทำให้โอกาสแจ้งเกิดที่เชียงรายสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปของ ดร.วิจิตรมีโอกาสน้อยตามไปด้วย จึงดีดลูกคิดแล้วเห็นว่าควรถอยจะดีกว่าเพื่ออนาคตของตัวเองและของพรรค

แต่เหนือสิ่งอื่นใดการถอนฟ้องครั้งนี้ได้กลายเป็นคำตอบกับสังคมด้วยว่าพรรคชาติไทยกระหายอยากจะร่วมรัฐบาลขนาดไหน

อัยการแย้งคตส. คดีหวยบนดิน ไม่ฟ้องเหมาเข่ง

คณะทำงานของอัยการมีความเห็นแย้งสำนวนสอบสวนและมติ คตส. ในคดีหวยบนดินที่ให้ฟ้องเหมาเข่งคณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ทักษิณ” และผู้บริหารกองสลากรวม 47 คน โดยเห็นควรให้ส่งฟ้องศาลเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกนโยบายและการกำกับดูแลกองสลากเท่านั้น ชงเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด หากเห็นด้วยต้องตั้งกรรมการร่วมกับ คตส. ทำสำนวนใหม่ แต่หาก คตส. ยืนยันมติเดิมสามารถตั้งทนายฟ้องศาลเองโดยตรงได้
+++++++++++++++++
นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีหวยบนดินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ในการพิจารณาสำนวนคณะทำงานอัยการได้สรุปความเห็นเสนอนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณามีคำสั่งคดีต่อไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยผลการสรุปความเห็นของคณะทำงานได้ เพราะต้องให้อัยการสูงสุดพิจารณาก่อนว่าจะมีความเห็นตามที่คณะทำงานเสนอไปหรือไม่ อย่างไร ซึ่งอัยการสูงสุดจะต้องแจ้งความเห็นให้ คตส. ทราบผลภายในวันที่ 18 ม.ค. นี้ เพราะกฎหมายกำหนดให้อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งคดีภายใน 30 วันหลัง คตส. ส่งสำนวนคดี ซึ่งคดีนี้จะครบกำหนดในวันที่ 21 ม.ค. นี้
ไม่เห็นด้วยฟ้องเหมาเข่ง 47 คน
แหล่งข่าวสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดเผยว่า คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยนายวัยวุฒิ รองอัยการสูงสุด นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ผู้ตรวจราชการอัยการ นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการเขต 8 เสียงแตกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เห็นว่าควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน แต่อีกส่วนเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ที่ออกนโยบาย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และอดีตผู้บริหารสำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะมีหลักฐานว่าได้ประโยชน์เชิงนโยบายในการออกนโยบายหวยบนดิน ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่ได้รับผิดชอบสำนักงานสลากฯและเจ้าหน้าที่สำนักงานกองสลากฯที่เป็นฝ่ายปฏิบัติตามนโยบายไม่ได้มีเจตนาทุจริต และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบาย


อย่างไรก็ตาม เมื่อลงมติปรากฏว่าคณะทำงานลงความเห็นว่าควรสั่งฟ้องเฉพาะผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบายหวยบนดินเท่านั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสลากฯ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ซึ่งร่วมกันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 91, 147, 152, 154, 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่จัดการแต่เข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ตนเอง หรือผู้อื่นเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บ หรือตรวจสอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดโดยทุจริตเรียกเก็บ หรือละเว้นไม่เรียกเก็บทำให้รัฐเสียหาย และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 8, 9, 10 และ 11 โดยคณะทำงานอัยการยังมีความเห็นให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง คตส. และอัยการด้วย เนื่องจากคณะทำงานอัยการมีความเห็นในสำนวนคดีแย้งกับ คตส. หาก คตส. ยันมติเดิมฟ้องศาลเองได้ หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยกับความเห็นของคณะทำงาน อัยการสูงสุดจะต้องเร่งส่งความเห็นให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วมพิจารณาสำนวน เพราะตามกฎหมายเมื่ออัยการสูงสุดมีความเห็นต่างจาก คตส. จะต้องตั้งคณะทำงานพิจารณาร่วมกัน โดยถ้าคณะทำงานร่วมดังกล่าวเห็นชอบให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาบางคนแล้ว อัยการสูงสุดก็สามารถนำคดียื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ถ้า คตส. ยืนยันควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 47 คน กฎหมายเปิดให้ คตส. มีอำนาจแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้เอง อย่างไรก็ดี หากอัยการสูงสุดเสนอเรื่องให้ คตส. ตั้งคณะทำงานร่วม คาดว่าการพิจารณาสำนวนเพื่อทำความเห็นจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์

สำหรับสำนวนคดีหวยบนดินนั้น ตามสำนวนของ คตส. ผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาจะแยกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1.รัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.ค. 2546 และมีมติให้ดำเนินการโครงการดังกล่าว และ 2.คณะกรรมการกองสลากฯที่เข้าร่วมประชุมและมีมติให้ดำเนินการโครงการหวย โดยในส่วนกลุ่มแรกประกอบด้วย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายกร ทัพพะรังสี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ นายวราเทพ รัตนากร นายสนธยา คุณปลื้ม นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายเนวิน ชิดชอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายพิเชษฐ สถิรชวาล นายนิกร จำนง นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายอดิศัย โพธารามิก นายวัฒนา เมืองสุข นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นางอุไรวรรณ เทียนทอง นายพินิจ จารุสมบัติ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส่วนนายประมวล รุจนเสรี และนายปองพล อดิเรกสาร ไม่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพราะไม่ได้เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีในวันดังกล่าว ส่วนกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วยผู้บริหารและกรรมการสำนักงานสลากฯจำนวน 17 คน ประกอบด้วย 1.นายสมใจนึก เองตระกูล 2.นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล 3.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช 4.นายพรชัย นุชสุวรรณ 5.น.ส.สุรีพร ดวงโต 6.นายณัฐวิช อินทุภูมิ 7.นายชัยวัฒน์ พสกภักดี 8.นายกำธร ตติยกวี 9.พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ 10.นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ 11.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 12.พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ 13.นางสตรี ประทีปะเสน 14.นายอำนวยศักดิ์ พูลศิริ 15.พล.ต.ท.อิสระพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 16.นายบัณฑูร สุภัควณิช และ 17.นางอรอนงค์ มณีกาญจน์

เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2202 ประจำวัน อังคารที่ 15 มกราคม 2008

“กฎหมายไม่ใช่ตัวยุติธรรม แต่เป็นเครื่องมือให้เกิดความยุติธรรม”

โดย คุณจำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด
พันทิปราชดำเนิน
16 มกราคม 2551

ชื่อเรื่องของบทความนี้ ได้อัญเชิญข้อคิดอันทรงคุณค่า ที่อ้างอิงจากพระราชดำรัสบางตอนที่ได้พระราชทานไว้แก่คณะบุคคล ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับงานด้านยุติธรรมเมื่อหลายปีก่อน

เนื่องจากระยะหลังมานี้ มีบุคคลจำนวนไม่น้อย ทั้งที่มีตำแหน่งในรัฐบาล ข้าราชการ นักการเมือง และนักวิชาการ บางท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนบางราย มักให้ความเห็นในทำนองว่า ต้องยึดกฎหมายเป็นหลักเพื่อนำไปใช้พิจารณาตัดสินข้อพิพาทขัดแย้งต่าง ๆ ทางการเมือง ก่อนที่บ้านเมืองจะถูกลากจูงไปติดกับดักทางข้อกฎหมายไปมากกว่านี้จนทำให้กฎหมายไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้ และอาจจะนำมาซึ่งเหตุการณ์วิปโยคในที่สุด

จึงเห็นควรที่จะต้องนำความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายมาศึกษากัน เพื่อให้สังคมเห็นหนทางที่จะคลายเงื่อนปมที่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ผูกบ่วงทางกฎหมายเอาไว้

โดยขอเริ่มต้นที่ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย คือ คำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่กำหนดขึ้น เพื่อกำหนดพฤติกรรมของพลเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามมีความผิดและถูกลงโทษ การบังคับนี้ใช้กับพลเมืองทุกคน ไม่จำกัด อายุ เพศ ชั้น วรรณะ และกฎหมายจะบังคับใช้ตลอดไป จนกว่าประกาศยกเลิก

จากความหมายของกฎหมาย จะทำให้เห็นได้ว่า พลเมืองทุกคนต้องให้ความเคารพกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายทรงความศักดิ์สิทธิ์ สังคมจึงควรตระหนักว่า การใช้กำลังเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นตัวอย่างของการกระทำย่ำยีต่อกฎหมายที่ชัดเจนที่สุด

ทั้งยังเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายอาญา ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

จึงเป็นเรื่องน่าแปลก ที่นักกฎหมายของไทยจำนวนมาก กลับให้การยอมรับในคำสั่งและข้อบังคับต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้นโดยเนติบริกรของคณะรัฐประหาร

ที่ผ่านมาเนติบริกรของคณะรัฐประหาร ได้ทำลายบรรทัดฐานในการใช้กฎหมาย เช่น การบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อใช้ย้อนหลังในทางให้โทษได้

นอกจากนี้ยังบังคับใช้กฎหมาย โดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย คือ ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายผู้นั้นย่อมถูกลงโทษ แต่เนติบริกรของคณะรัฐประหาร กลับลงโทษผู้ไม่มีส่วนรู้เห็นในการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทุกคน แม้จะมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด

โดยในขณะนี้มีข่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายโดยขัดต่อความหมายของกฎหมาย อาจกำลังถูกนำมาใช้อีกเพื่อยุบพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย


จาก Thai E-News

และแล้วทีไอทีวี ก็เรียบร้อยโรงเรียนโจร ไปตามระเบียบคมช. !!!


หลังจากที่ขบวนการล้มล้างประชาธิปไตย ได้วางแผนสร้างความปั่นป่วนสมคบกับข้าราชการตุลาการ(ผู้พิพากษา)ในศาลปกครอง ยัดเยียดข้อกล่าวหาและเอาผิดกับไอทีวี จนถึงขั้นล้มละลาย เพราะกลายเป็นหนี้ถึงแสนล้านบาท จากการใช้อำนาจตุลาการที่ฉ้อฉล

มาวันนี้ พวกรัฐบาลเถื่อนและสภาเถื่อน ก็ยังอ้างกฎหมายเถื่อน ที่ออกมาจากสภาโจร ที่พวกกบฏตั้งขึ้นมาเอง

พวกเขา อ้างว่า กฎหมายต้องเป็นกฏหมาย

ถ้าพวกเขาไม่ปิด/ไม่ยึดไอทีวีทันที พวกเขาก็จะทำผิดกฎหมาย ซึ่งพวกเขาเขียนกันขึ้นมาเอง

เขาอ้างว่าตอนนี้ไอทีวี กลายเป็นทีวีสาธารณะที่มี "นายเทพชัย หย่อง" ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการใหญ่

ใครอยากจะทำงานไอทีวี ก็ต้องไปสมัครให้นายหย่องคัดตัว

นายเทพชัย หย่องเป็น น้องชายของนายสุทธิชัย หยุ่นคนที่เคยบริหารไอทีวี จนเจ๊งมากับมือ

มาวันนี้ พวกเขา ก็ได้ไอทีวีคืนมาอยู่ในมือของพวกเขาฟรี ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว

ก็แค่ใช้พวกตุลาการเผด็จการ ยัดเยียดให้ไอทีวีล้มละลายแล้ว ให้รัฐบาลเถื่อนกับสภาโจร รวมหัวกันแปลงรูป ยึดมาเป็นของรัฐบาลเถื่อน

ให้พวกที่สมุนร่วมกันล้มล้างการปกครองมาแสวงหาผลประโยชน์ และใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมระบอบเผด็จการทหารสมบูรณาญาสิทธิทรราชย์.. ต่อไป....

แค่นี้ก็..เรียบร้อยโรงเรียนโจร แล้ว ตามแผน

นายเทพชัย หย่องถึงกับอุทานให้ได้ยินในกลุ่มพันธมิตรว่า"ทีวีช่องนี้พวกเราอยากได้มานานแล้ว"

โดย คุณชีพ ชูชัย จาก เวบบอร์ด ประชาไท

‘บรรณวิทย์’แจกใบปลิวแฉเหตุลาออก3ตำแหน่งใหญ่

แจกใบปลิวลาออก 3 ตำแหน่งใหญ่ “ทอท.-รทส.-ทีโอที” ให้สื่อมวลชน แฉ ทนไม่ได้มีการบริหารงานไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์ให้เอกชน คาดเตรียมโดดสมัคร “ส.ว.” หลังอกหักสมัคร “ส.ส.”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (15 ม.ค.) พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะที่ปรึกษาประธานและคณะกรรมการการท่าอากาศยาน (ทอท.) ประธานกรรมการบริษัท โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำกัด (รทส.) และประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้นำหนังสือการลาออกจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาประธานและคณะกรรมการ ทอท. ประธานกรรมการบริษัท รทส. และประธานกรรมการบริษัท ทีโอที มาแจกให้แก่สื่อมวลชน

ทั้งนี้ เนื้อหาระบุว่า กรณีของ รทส. มีการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส และเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ส่วนกรณีของ ทีโอที มีการบริหารงานและการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษหลายรายการที่ไม่โปร่งใส และการโยกย้ายพนักงานอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณโดยไม่ประหยัด ดังนั้น จึงขอลาออกจากทั้ง 3 ตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค.เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวแจ้งว่า สาเหตุหนึ่งที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ลาออกจากทั้ง 3 ตำแหน่ง มีการคาดการณ์ว่า น่าจะไปลงสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังจากก่อนหน้านี้เคยจะไปสมัครเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) มาแล้ว

PNA News

จาก hi-thaksin

ที่พึ่งใหม่นักการเมือง [16 ม.ค. 51 - 21:05]

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ รายงานข่าวเมื่อวานนี้ว่า นักการเมืองไทย เราแม้จะมีความแตกต่างหรือขัดแย้งในแง่แนวความคิด แต่ก็มีความเหมือนกัน อยู่อย่างหนึ่งในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมานี้

นั่นก็คือ...นิยมเดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียเพื่อกราบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง อันเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธ

รายชื่อนักการเมืองที่บางกอกโพสต์ นำมาเขียนถึง โดยอ้างแหล่งข่าวทั้งที่พุทธคยา และกุสินารา ได้แก่ คุณ เนวิน ชิดชอบ คุณ เสนาะ เทียนทอง คุณ ประชา มาลีนนท์ และ คุณ สุธรรม แสงประทุม เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มี คนดังจากสายทหาร อาทิ พลเอก สพรั่ง กัลยาณมิตร พลเรือเอกประเสริฐบุญทรง พลเอกอู้ด เบื้องบน เดินทางไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไปคนละหมู่คณะ ต่างวันต่างเวลากับกลุ่มแรก

ที่ไปบวชด้วย ได้แก่ พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต.ที่ไปบวช ระยะสั้นๆประมาณ 7 วัน และ คุณ สุธรรม แสงประทุม ที่บวชนานถึง 23 วัน

บางท่านก็ไปสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่วัดไทยด้วย เช่น คุณ ประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวงของพรรคไทยรักไทย...ไปบริจาคเงินสร้างห้องน้ำ ถวายวัดไทยหลายแห่ง

ในขณะที่ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร นั้น นอกจากจะไปปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเสียสละทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความสะอาดขัดถูห้องน้ำวัด ไทยที่โน่นอย่างไม่รังเกียจรังงอน

บางกอกโพสต์รายงานด้วยว่า สำหรับพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของไทยที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดไทยในอินเดีย ล้วนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า “แนวโน้ม” ในการเดินทางไปแสวงบุญของนักการเมืองและผู้ใหญ่ระดับสูง ของไทยในขณะนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีอย่างยิ่ง

เพราะนักการเมืองและบุคคลระดับสูงเหล่านี้จะมีโอกาสได้ทบทวนตัวเอง ทบทวนการกระทำที่ผ่านมาว่ามีอะไรผิดอะไรถูก และอะไรสมควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น

หลายๆรายเคยพบกับความผิดหวังทั้งในเรื่องการเมือง และหน้าที่การงาน เมื่อมาถึงที่นี่ (สังเวชนียสถาน) ก็จะลืมสิ่งที่เคยทำไว้ในอดีตชั่วขณะ

ครับ! เท่าที่ผมอ่านอย่างจับประเด็น มิได้แปลคำต่อคำหรือประโยคต่อประโยค ก็คงจะสรุปสาระของข่าวนี้ได้ ดังนี้

อาจจะขาดตกบกพร่องรายชื่อใครหรือสรุปไม่ตรงประเด็นนัก ก็ขออภัยไว้ด้วยนะครับ

ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาอย่างจริงใจ สำหรับนักการเมือง นักการทหาร และบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายงานข่าวได้หันมาเลือกใช้วิธีเดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถานต่างๆ เพื่อให้เกิดความสุข ความสงบแก่จิตใจตนเอง

ผมเชื่อเช่นเดียวกับที่พระคุณเจ้าได้แสดงความเห็นไว้กับผู้สื่อข่าวที่ว่า นักการเมือง นักการทหารและคนดังต่างๆจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น เมื่อเดินทางมาสังเวชนียสถาน

เพราะจากประสบการณ์ที่ผมเคยติดตามคณะผู้ใหญ่ของไทยรัฐ ไปกราบรอยพระบาท พระพุทธองค์เมื่อ 2-3 ปี ก่อนโน้น ผมเองก็รู้สึกว่ามีความสุขอย่างยิ่ง ขณะที่เดินทางไปสถานที่ต่างๆ

ความสุขจากการฟังพระธรรมคำสอนโดยมีของจริงที่เป็นรากฐานและหลักฐาน ของพุทธศาสนาตั้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้า

เช่นต้นโพธิ์ที่เคยประทับ ตรัสรู้ แม่น้ำที่เคยเสด็จข้าม ถ้ำที่ทรงทรมานพระวรกาย สถานที่ที่ทรงแสดงปฐมเทศนา และสถานที่ที่เสด็จสู่ปรินิพพาน ฯลฯ

การได้ดูได้เห็นได้นั่งสวดมนต์ ต่อหน้าสิ่งเหล่านี้ จะมีส่วนทำให้ผู้จาริกทั้งหลาย รู้สึกผ่อนคลาย และความโลภ ความโกรธ ความหลง...จะค่อยๆลดลงไป

เผอิญว่าผมยังเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่อย่างไรเสียก็ไม่สามารถตัดขาดได้หมด จึงยังคงมีบางสิ่งบางอย่างคั่งค้างอยู่บ้าง

ผมจึงอนุโมทนาและหวังว่านักการเมืองที่มีโอกาสเดินทาง ไปแสวงบุญจะได้นำสิ่งดีๆที่เรียนรู้จากดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของท่าน และการทำงานทางการเมืองของท่าน

นักการเมืองบ้านเราจะได้ดีขึ้น สะอาดขึ้น อันจะส่งผลให้การเมือง ทั้งระบบของเราพัฒนามากขึ้นในอนาคต

ผมคงมิได้มุ่งหวังที่จะให้นักการเมืองปรับตัวร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เพราะอย่างที่บอกไว้แล้วว่ายังไงๆความเป็นมนุษย์ปุถุชนก็คงจะต้องมีอยู่

สิ่งที่หวังไว้ก็เพียงขอให้ “ลด” หรือ “ละ” พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อันจะเป็นการทำร้ายหรือทำลายชาติบ้านเมืองลงไปให้มากที่สุดที่จะมากได้เท่านั้นเอง

ผมไม่ทราบว่าจะมีนักการเมืองท่านใดไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถานต่างๆอีกหรือไม่ ท่านไหนจะไปก็เชิญนะครับ ไปซัก 5 วัน 7 วัน ต้องได้อะไรดีๆติดมือกลับมาแน่นอน

ก็ต้องขอขอบคุณบางกอกโพสต์ที่นำข่าวนี้มาฝาก...ผมถือว่าเป็น “ข่าวดี” ครับ...เพราะยังไงๆ ข่าวนักการเมืองแห่ไปอินเดีย น่าจะดีกว่าข่าวนักการเมืองแห่ไปฮ่องกงละน่า.

"ซูม"

คอลัมน์ เหะหะพาที


หมอเลี้ยบ ทางออกสมานฉันท์ [16 ม.ค. 51 - 21:05]

วันพรุ่งนี้จะได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลเสียที เป็นวันที่ “พรรคพลังประชาชน” แกนนำจัดตั้งรัฐบาลประกาศว่า เป็นวันดีเดย์ประกาศการจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค ประกอบด้วย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย, พรรคประชาราช และพรรคชาติไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งจะประกาศตัวร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้

ผมขออวยพรให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถิด เศรษฐกิจและสังคมของประเทศตอนนี้ ทนการยื้อต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว

ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญมาตรา 127 จะต้องมีการเรียกประชุม รัฐสภานัดแรกภายใน 30 วันหลังเลือกตั้งทั่วไป หากจำนวน ส.ส.ไม่ครบ 480 คน เพราะไม่ผ่านการรับรองของ กกต. รัฐธรรมนูญมาตรา 93 ก็กำหนดทางออกให้ว่า มี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 หรือเท่ากับ 432 คน ก็พอแล้ว ที่เหลือให้เลือกตั้งให้ครบภายใน 180 วัน

เพราะฉะนั้น วันที่ 23 มกราคม ยังไงก็ต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยดำเนินต่อไปตามขั้นตอน

จากนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ได้เขียนบังคับต่อว่า ให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 127

ไม่เกินวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จะต้องได้ตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอน

ดังนั้น ถ้าหาก กกต.สามารถรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ได้เกินร้อยละ 90 ภายในวันที่ 22 มกราคมนี้ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปตามกระบวนการของมัน

ผมอยากเห็นกระบวนการนี้เดินไปอย่างราบรื่น ไม่มีการสะดุด

แต่ปัญหาใหญ่ที่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกและออกมาท้วงติง รวมทั้งพรรค ร่วมรัฐบาลผสม และพรรคพลังประชาชนเอง ก็คือ รัฐบาลผสม 6 พรรค จะเป็น “รัฐบาลสมานฉันท์” ได้อย่างไร ถ้าให้ นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งประกาศตัวเองว่าเป็น “นอมินี” หรือ “ตัวแทนชั่วคราว” ขึ้นไปเป็น “นายกรัฐมนตรี” ในรัฐบาลผสมชุดนี้

เพราะบุคลิกของนายสมัคร ไม่ใช่คนสมานฉันท์อย่างที่ชาติต้องการ

แม้พรรคพลังประชาชนจะออกมาโต้ว่า หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็เป็นเพียงประเพณีปฏิบัติ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่า นายกรัฐมนตรี จะต้องมาจาก หัวหน้าพรรคการเมือง แต่กำหนดไว้กว้างๆว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 172 เท่านั้น

ผมอยากเรียนไว้ตรงนี้เลยว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากให้บ้านเมืองมีความสมานฉันท์ มีความสงบสุขอีกครั้ง ผมคิดว่า ท่านน่าจะเรียกเพื่อนพ้องน้องพี่ในพรรคพลังประชาชน ที่ยังให้ความเคารพนับถือท่าน ไป “ให้แนวทางที่ถูกต้อง” ในการสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในบ้านเมืองจะดีที่สุด

นักการเมืองก็ประกาศตัวเองอยู่แล้วว่า เป็นผู้เสียสละ ก็น่าจะแสดงความเสียสละให้เห็น หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เสียหายอะไร

เวลานี้มีการเสนอชื่อ “ว่าที่นายกฯ” ของพรรคพลังประชาชนออกมาแข่งขัน กันหลายชื่อ ตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ และ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น รอยัลลิสต์ที่ไว้ใจได้มากที่สุดคนหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ถ้าจะให้ผมเลือกเอาคนหนึ่งจาก 3 คนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

ผมเลือก “หมอเลี้ยบ” ครับ เหมาะสมที่สุดในเวลานี้ ทั้งตำแหน่งหน้าที่ในพรรค บุคลิก นิสัยใจคอ การพูดจา การยอมรับจากพรรคร่วมรัฐบาล และการยอมรับได้จากสังคม และที่สำคัญที่สุดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ พ.ต.ท.ทักษิณและความไว้วางใจจากบ้านจันทร์ส่องหล้า “หมอเลี้ยบ” จะไม่วัดรอยเท้า.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คอลัมน์ หมายเหตุประเทศไทย