WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 18, 2008

หวังเคลียร์ชิ่งตั้งรบ. เติ้งนัดปชป.กินข้าว [18 ม.ค. 51 - 03:50]

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าวของนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ในการตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน เมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) นายบรรหาร ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า หลังจากนี้จะนัดทานข้าวกับทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้านช้อนเงินช้อนทอง และบอกว่าได้เคยพูดกันแล้วตอนเลือกตั้งว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำอย่างไร เราเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ต้องห่วง

นายบรรหาร ยังกล่าวถึง "ผู้ใหญ่" ที่นับถือกันมา 30 ปี ว่า "ผมขอพูดตามความจริงว่าผมยังเคารพนับถือตลอด ไม่มีเสื่อมคลาย แต่ต้องว่ากันเป็นกรณีไป ตอนนี้ต้องเอาประเทศชาติเป็นหลัก ผมขอถามว่าถ้ารัฐบาลจัดไม่ได้ แล้วเราจะทำอย่างไร เราจะเอาอะไรไว้ก่อน"


นอกจากนี้ นายบรรหาร ยังกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2540 ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกพรรคประชาธิปัตย์ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ โดยเอาเรื่องเก่ามาพูดเล่นถึงปู่ย่าตายายพ่อแม่ทั้งหมด ตนได้แต่เก็บไว้ในใจ หลังจากนั้นเมื่อเกิดวิกฤติค่าเงินบาท พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนั้น ได้เดินทางมาขอร้องให้พรรคชาติไทยเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์


"ผมเอาเรื่องนี้ มาใคร่ครวญถึง 3 วัน 3 คืนกับครอบครัว ซึ่งผมเอาเรื่องส่วนตัวเก็บไว้ก่อน แล้วเอาเรื่องชาติมาเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้เป็นที่มา อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นนักการเมืองก็ต้องลืมบ้าง ถ้าเราไม่ลืมแล้วก็ต้องแค้นกันไปตลอดชาติ ผมอายุมากแล้วก็อยากจะลืมๆ ซะ เราเข้าใจกันนะ" นายบรรหารกล่าวในที่สุด


ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกับนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรค และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองหัวหน้าพรรค ซึ่งไม่ได้มาร่วมแถลงข่าวด้วย


นายสุวิทย์ กล่าวว่า การดำเนินการใดๆ ภายในพรรค ล้วนฟังเสียงของคนในพรรคเป็นสำคัญ เพราะยึดหลักประชาธิปไตย ส่วนจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น คงต้องรอโหวตในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน จึงยังไม่สามารถบอกได้ในขณะนี้


"การประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ไม่ได้คำนึงถึงการยุบพรรค รวมทั้งไม่มีการต่อรองขอเก้าอี้ในตำแหน่งใดๆ ด้วย" นายสุวิทย์ กล่าว


รีบวางมัดจำล่วงหน้า [18 ม.ค. 51 - 03:06]

อยู่ใกล้ๆสัญญาณคลื่นโทรศัพท์มือถือน่าจะแจ่มกว่า


รายงานล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จับเครื่องบินจากลอนดอน ประเทศอังกฤษ มาปักหลักลุ้นพรรคพลังประชาชนจัดรัฐบาลอยู่ที่ฮ่องกง

ในเวลาเข้าด้ายเข้าเข็ม ไล่เลี่ยๆกับคิวที่พรรคเพื่อแผ่นดินฟันธงลงมติร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน พร้อมแถลงจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค

ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า อดีตนายกฯทักษิณให้สัมภาษณ์นักข่าวระหว่างนั่งชมเกมฟุตบอลเอฟเอคัพแมตช์สำคัญของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ นัดชิงเข้ารอบสี่กับสโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

ลุ้นนัดชี้ชะตา

แต่ปรากฏว่า ครึ่งหลังผ่านไปแค่ 15 นาที อดีตนายกฯทักษิณในฐานะเจ้าของสโมสรต้องรีบออกจากสนามซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ เพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางมาที่เกาะฮ่องกง โดยอดชมลูกยิงของเอลาโน ดาวเตะบราซิลที่ซัลโวประตูชัยให้ทีมเรือใบสีฟ้าผ่านเข้ารอบไปได้

“ทักษิณ” ทิ้งฟุตบอลแมตช์สำคัญ

อันนี้ก็พอเข้าใจได้เลยว่า เดิมพันการจัดตั้งรัฐบาลที่เมืองไทยน่าลุ้นกว่า ที่แน่ๆ ฟันธงจากปากอดีตนายกฯทักษิณ การันตีชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” มีคุณสมบัติสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

เบอร์หนึ่งเคาะโต๊ะแล้ว

เหลือที่ยังไม่เคาะโต๊ะก็คือการเกลี่ยโควตาเก้าอี้กันในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล จัดสรรปันส่วนกระทรวงเกรดเอ เกรดบี

นาทีนี้เกมต่อรองแค่เพิ่งเริ่ม กับข้อตกลงหยาบๆเบื้องต้น

พรรคชาติไทยล็อก 2 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กับ 4 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ กับอีก 1 ที่นั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

พรรคเพื่อแผ่นดินได้โควตา 2 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ กับ 2 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ อาจแถมด้วย 1 ที่นั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกรดบี กับอีก 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ พรรคมัชฌิมาธิปไตยได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกรดบี หรือ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกรดเอ

พรรคประชาราชได้ 1 เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการ

โดยสัดส่วนตัวเลขที่พรรคอันดับหนึ่งมีเสียงห่างจากพรรคอันดับสองเกือบ 200 ที่นั่ง พรรคอันดับ 4-5-6 เป็นพรรคต่ำสิบ แบ่งกันลงตัวง่ายๆ

และก็ใช่อื่นไกล ล้วนแต่คนหน้าเดิมของรัฐบาลไทยรักไทยที่แยกตัวออกมา

ปลาน้ำเดียวกลมกลืนกันเร็ว

และที่ลึกไปกว่านั้น ภายใต้การคาดการณ์แนวโน้มรัฐบาล “สมัคร 1” อาจอยู่ได้ไม่นาน เร็วหรือช้าจุดผกผันอยู่ที่วันศาลพิพากษาคดีของ นายสมัคร ถ้าเมื่อไหร่ที่เจอโทษถึงขั้นจำคุก แม้รอลงอาญา โดยไม่ใช่ความผิดที่กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือหมิ่นประมาท

ถึงตอนนั้นก็ต้องม้วนเสื่อ

แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาผู้แทนราษฎรจะถูกล้มกระดานไปด้วย อย่างมากก็แค่เปลี่ยนหัวนายกฯจากนายสมัคร โดยที่รัฐบาลยังอยู่ภายใต้ การจับขั้วเก่าที่มีพลังประชาชนเป็นเจ้าภาพ

มองข้ามชอตยาวๆ รอไปล้างไพ่กันใหม่

แต่ชอตสั้นๆ ไฟต์บังคับต้องรีบหนีตายหมู่

โดยเงื่อนไขจำเป็นต้องให้การเมืองนิ่งเร็วที่สุด จากสถานการณ์ เศรษฐกิจกำลังโคม่า อาการจ่อขั้นตรีทูต วิกฤติจ่อปากเหว

และก็เป็นอะไรที่เก๋าเกมมาก ดักจังหวะล้อกระแสได้ถูกที่ถูกเวลา “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

รีบโชว์จุดแข็งในเชิงเศรษฐกิจ

ประกาศแผนฉุกเฉินล่วงหน้า รัฐบาลใหม่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ เพราะปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากความเชื่อมั่นและผลกระทบซับไพรม์ สหรัฐฯ

จะต้องเร่งดำเนินการรับมือกับปัญหาทั้งระดับชาติและระดับโลกอย่าง มั่นใจ ทำให้เกิดเสถียรภาพของรัฐบาล สร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการลงทุน ยกเลิกมาตรการกันสำรองร้อยละ 30 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของมาตรฐานในระดับนานาชาติ

รวมทั้งต้องมีมาตรการระยะสั้นกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เพิ่มรายได้ประชาชน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะใช้เวลา 3-6 เดือน จึงจะเห็นผล

ชิงวางมัดจำ ตีกินได้เนียนเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

พปช.กวาดเรียบลต.ซ่อมชัยภูมิ-บุรีรัมย์3มฌ.เข้าวินยกทีม

'สุรวิทย์ คนสมบูรณ์' 'ประสิทธิ ชัยวิรัตนะ' ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน กลับมายึดเก้าอี้ 2 ส.ส.ชัยภูมิ เขต 2 อีกครั้ง หลังคว้าชัยเลือกตั้งใหม่ ขณะที่ผู้สมัครพรรคมัชฌิมาธิปไตย คว้าชัยชนะการเลือกตั้งซ่อมที่จ.บุรีรัมย์

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ที่ได้คะแนนอันดับ 1 คือ นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ จากพรรคพลังประชาชน อันดับ 2 นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ จากพรรคพลังประชาชนเช่นกัน และผู้ที่ได้คะแนนอันดับ 3 คือ นพ.บัณฑูรย์ เกียรติก้องชูชัย จากพรรคชาติไทย โดยเขตเลือกตั้งนี้มี ส.ส. ได้ 2 คน

สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้งใหม่ครั้งนี้ บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากประชาชน ออกไปรับจ้างตัดอ้อย และไม่ได้เป็นวันหยุด ขณะที่ยังไม่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมาย เลือกตั้งแต่อย่างใด ทั้งนี้ คาดว่าผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ จะเสร็จสิ้นในเวลา 20.00 น.

ด้านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์ รายงานผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ เขตเลือกตั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งใหม่ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบแดงแก่ 3 ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน ซึ่งผลการนับคะแนนเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏกว่า มีประชาชนไปใช้สิทธิ จำนวน 162,717 คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 324,854 คน คิดเป็นร้อยละ 50 มีจำนวนบัตรเสีย 4,829 ราย หรือร้อยละ 2.9 และมีบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน จำนวน 8,321 ราย หรือร้อยละ 5.11

ส่วนผลการรวมคะแนนเลือกตั้ง อย่างไม่เป็นทางการ ผู้สมัครของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทั้ง 3 คน มีคะแนนสูงสุด ประกอบด้วย นายสมนึก เฮงวาณิชย์ ผู้สมัครหมายเลข 3 ได้คะแนน 94,209 คะแนน นายมาโนช เฮงยศมาก ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนน 70,895 คะแนน และนายณัฐวุฒิ สุขเกษม ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้คะแนน 66,190 คะแนน


‘บรรหาร-สุวิทย์'ประกาศจับมือ‘พปช.'จัดตั้งรัฐบาลแล้ว!

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย และนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ร่วมประกาศการนำสมาชิกทั้งสองพรรครวม 61 เสียงเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ แต่ยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ โดยระบุเหตุผลว่ายังไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นฝ่ายลงมติ

"มาวันนี้เราสองพรรคอยากบอกพี่น้องประชาชนว่าเราคงให้ประเทศไทยเกิดสูญญากาศทางการเมืองไม่ได้เด็ดขาด เราต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว เราต้องมีคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศชาติไปตามระบอบประชาธิปไตย ขณะที่มีฝ่ายค้านทำหน้าที่...ทั้งสองพรรคขอประกาศเป็นทางการว่าพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน 61 เสียงจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน"นายบรรหาร ประกาศในการแถลงข่าว


จาก hi-thaksin

‘พปช.'เลื่อนแถลงจัดตั้งรัฐบาลเป็น 19 ม.ค.

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ว่า หลังจากที่พรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ คืนนี้ (17 ม.ค.) พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำ จะเชิญหัวหน้าพรรคหรือผู้แทนมาแถลงร่วมกันอีกครั้ง ในบ่ายวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ซึ่งเลื่อนจากกำหนดเดิมคือวันพรุ่งนี้ แต่ยังไม่สามารถกำหนดเวลาและสถานที่ที่ชัดเจนได้ ต้องรอการประสานงานอีกครั้ง ทั้งนี้ เพราะแกนนำติดภารกิจรณรงค์เลือกตั้งใหม่ ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะรอให้เปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเรียกประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วจึงเลือกนายกรัฐมนตรีต่อไป เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ จึงจะมีการวางแนวทางการทำงานร่วมกัน และคัดสรรบุคคลมาร่วมงาน ดังนั้น จึงขอปฏิเสธข่าวการแบ่งเก้าอี้ จัดสรรโควตาให้พรรคร่วมรัฐบาลที่มีออกมาในช่วงนี้

ส่วนที่มีกระแสข่าว ส.ส.อีสาน พรรคพลังประชาชน รวมกลุ่มขอตำแหน่งนั้น นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า ได้สอบถามประธานกรรมการประสานงานภาคอีสานแล้ว ยืนยันไม่มีใครมีแนวทางเช่นนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามปล่อยข่าวมากมายทุกครั้งที่จะมีการตั้งรัฐมนตรี และว่า การคัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่ง จะเปิดโอกาสให้สมาชิก ส.ส.และแกนนำ เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม ก่อนกลั่นกรองร่วมกัน เพราะผู้ที่เข้ามาทำงานจะต้องแก้ไขปัญหาหนักหน่วง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องระดับชาติ แต่เป็นระดับโลกแล้ว

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ก่อนการเลือกตั้งมีชื่อนายทนง พิทยะ นั้น นายแพทย์สุรพงษ์ ยอมรับว่า เคยมีการพูดถึง แต่ไม่ได้มีรายชื่อเดียว และยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย คุณสมบัติสำคัญคือ จะต้องมีความรู้ความสามารถด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะต้องเป็นคนที่ทหารยอมรับ

นอกจากนี้ คาดว่าจะได้ตัวนายกรัฐมนตรีภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ ส่วนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะคงจะทราบได้ช่วงกลาง-ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขอยืนยันว่า ไม่มีการต่อรองเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ไม่มีการเกี้ยเซียะใดๆ และที่ผ่านมา ชื่นชมที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พูดชัดเจนว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ประกาศให้ทหารกลับกรม กอง ให้การเมืองแก้ปัญหากันเอง และเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว คงจะได้มีการพูดคุยกันกับผู้บัญชาการทหารบก--จบ--


จาก hi-thaksin

Thursday, January 17, 2008

ตัวจริง ชัดแจ๋ว

Silence of the Lamp: ปัญหาและความย้อนแย้งกรณีทีพีบีเอส ทีวี ‘เพื่อสาธารณะ’

บทสัมภาษณ์ 'ต้องห้าม' ทักษิณ ชินวัตร-จอม เพ็ชรประดับ รายการ'ตัวจริง ชัดเจน'

ภาพหลักฐานแฉ คตส.ทำงานด้วยความอคติ ตั้งชื่ออาหารด้วยความเกลียดชัง

“กองทุนพัฒนาและส่งเสริมสื่ออินเตอร์เน็ต” และการแบ่งเค้กจาก ทีวีสาธารณะ TPBS

ยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่

อภิสิทธิ์ เย้ย พปช.มีเสียงมากแต่ตั้งรัฐบาลยืดเยื้อ

ปราจีนบุรี 17 ม.ค.-หน.ปชป. ระบุขณะนี้ประชาชนเบื่อการเมืองที่ยังมีเรื่องชวนทะเลาะ เสียดายเวลาที่ผ่านมาพอสมควรแล้ว แต่พลังประชาชนยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ เย้ยถ้า ปชป.ได้เสียงมากพอจะแสดงวิธีการตั้งรัฐบาลให้ดู พร้อมยันไม่ว่าจะเล่นบทใดพร้อมทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยช่วยผู้สมัคร ส.ส.หาเสียงที่ตลาดใน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี โดยระบุว่า ขณะนี้ประชาชนเบื่อการเมืองที่มีแต่เรื่องการทุจริตและคนที่จัดตั้งรัฐบาลยังตั้งเงื่อนไขเรื่องชวนทะเลาะ บางครั้งอดไม่ได้พยายามที่จะลากพวกตนไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ซึ่งการทะเลาะกันประชาชนยิ่งลำบาก และขณะนี้ทราบว่าพรรคพลังประชาชนเลื่อนแถลงการจัดตั้งรัฐบาลออกไป ทำให้รู้สึกเสียดายว่าผ่านการเลือกตั้งมาพอสมควรแล้วแต่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ และเสียดายที่ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน ไม่เช่นนั้นจะแสดงให้เห็นว่าวิธีการตั้งรัฐบาลทำกันอย่างไร

“ผมจะไม่ใช้เวลายืดเยื้ออย่างนี้ แต่จะประกาศตั้งแต่วันแรกว่าจะตั้งรัฐบาลให้ไปทำอะไร ตามวาระประชาชนที่เราบอกกับประชาชนไว้ และเชิญชวนพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าอยากทำสิ่งเหล่านี้หรือไม่ ให้มาทำด้วยกัน แต่ถ้าพรรคการเมืองบอกว่าไม่อยากทำ เสียงไม่พอตั้งรัฐบาล ผมก็จะบอกว่าไม่เป็นรัฐบาล เพราะถ้าเป็นแล้วต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ และผมจะไม่ให้มีข่าวว่าที่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะยังมีการต่อรองกันไม่จบ” หัวหน้าพรรคประช่าธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่พรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.จำนวนมากอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการพิจารณาให้ใบเหลือง ใบแดง กลับมีม็อบมากดดัน อีกทั้งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนยังทำหนังสือถึงกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ย้ายทั้งเจ้าหน้าที่และตำรวจ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่มาทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาลทำเช่นนี้ แล้วจะนำพาบ้านเมืองไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้อย่างไร ถ้าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคการเมืองอื่นทำบ้าง จะไม่ยิ่งวุ่นวายไปมากกว่านี้หรือ ดังนั้น ต้องรู้ว่าแต่ละคนมีหน้าที่ และให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเอง จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องเริ่มต้นการเมืองใหม่ ทุกคะแนนมีความหมายสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานให้ประชาชนต่อไป.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-01-17 19:41:11

ในสนามบิดเบือนข่าว เราคือตัวจริง


นักข่าวเอพี ไร้วัฒนธรรม แสดงความกักขระขณะสัมภาษณ์

80 ข้อ ที่ผมไม่เคยรู้เกี่ยวกับในหลวง

80 เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้
ได้จากฟอร์เวิร์ดเมล์ค่ะ
เอามาแบ่งให้อ่านกัน

--------------------------------------------------

80 เรื่องของในหลวงที่เรา(อาจ)ไม่เคยรู้

เมื่อทรงพระเยาว์
1. ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45 น.
2. นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับบลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3. พระนาม "ภูมิพล" ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
4. พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
5. ทรงมีชื่อเล่นว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
6. ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า " H.H. Bhummibol Mahidol" หมายเลขประจำตัว 449
7. ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า "แม่"
8. สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนมอาทิตย์ละครั้ง
9. แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็ทรงนำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10. สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
11. สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า "บ๊อบบี้"
12. ทรงฉลองพระเนตร (แว่นสายตา) ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อยๆ
13. สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษจะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2 ทีพอแล้ว
14. ระหว่างประทับอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษาฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
15. ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก "การให้" โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า "กระป๋องคนจน" หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไรจะต้องถูก "เก็บภาษี" หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
16. ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าทรงอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆ เขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า "ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มากค่อยเอาไปซื้อจักรยาน"
17. กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนมายุเพียง 8 พรรษา
18. ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระอัจฉริยภาพ
19. พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก "การเล่น" สมัยทรงพระเยาว์ เพราะหากทรงอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับพระเชษฐา ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ เอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
20. สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็นจิ๊กซอว์
21. ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ หีบเพลง (แอกคอร์เดียน)
22. ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษา ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
23. ครูสอนดนตรีให้ในหลวงชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
24. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ "แสงเทียน" จนถึงปัจจุบันทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
25. ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง "เราสู้"
26. รู้ไหม... ? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ 5
27. - - - -
28. นอกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังทรงสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออกฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
29. ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง "นายอินทร์" และ "ติโต" ทรงเขียนด้วยพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
30. ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "กีฬาซีเกมส์") ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2510
31. ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่ง ตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวล์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
32. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เมื่อปี 2536
33. ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์, ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว
34. องค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

เรื่องส่วนพระองค์
35. พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
36. รักแรกพบ ของในหลวงและ ม.ร.ว.สิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ ทรงให้สัมภาษณ์ว่า "น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆ แล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง"
37. ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
38. หลังอภิเษกสมรส ทรง "ฮันนีมูน" ที่หัวหิน
39. ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
40. ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
41. ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
42. เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา
43. พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
44. หลอดยาสีพระทนต์ ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วยรีด และกดเป็นรอยบุ๋ม
45. วันที่ในหลวงทรงเสียพระทัยที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้าแม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงทรงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล ทอดพระเนตรเห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงทรงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ทรงซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง

จากคุณ : หมาน้อยน่ารัก

อ่านรายละเอียด พันธ์ทิปราชดำเนิน

ศาลปค.ไม่คุ้มครองTITVแต่รับคำฟ้องไว้พิจารณา

ศาลปกครองมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราวTITVที่พนักงานขอให้แพร่ภาพต่อ แต่รับคำฟ้องที่พนักงานTITV ขอให้เพิกถอนคำสั่งหยุดแพร่ภาพไว้พิจารณา

มีรายงานว่า ศาลปกครอง ได้แจ้งคำสั่งผ่านทางโทรสารไปยังคู่ความ2 ฝ่าย กรณีอดีตพนักงานทีไอทีวี ยื่นคำร้องขอให้มีการคุ้มครองชั่วคราว และเพิกถอนคำสั่งที่ให้สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ยุติการแพร่ภาพตั้งแต่เวลา 24.00 น. วันที่ 14 ม.ค. แล้ว โดยมีคำสั่งไม่คุ้มครองชั่วคราวตามคำร้องของอดีตพนักงาน ทีไอทีวี แต่ให้รับคำฟ้องไว้พิจารณา