รัฐสภา 21 ม.ค.- สนช. ยอมรับหมดหนทางที่จะใช้กลไกทางกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของว่าที่นายกรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 21, 2008
สนช.ยอมรับรวบรวมรายชื่อขอตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีใหม่ได้ไม่ครบ
‘นพดล’ยันยังเสนอชื่อ‘ยงยุทธ’นั่งปธ.สภา
‘นพดล’ระบุจะเสนอชื่อ‘ยงยุทธ’เป็นประธานสภา เพื่อออกเป็นมติของพรรคต่อไป ติง‘บิ๊กแอ้ด’บอก‘ทักษิณ’มีบารมีเพราะมีอิทธิพล-เงินมาก ยันเพราะผลงานทำประโยชน์อย่างต่อเนื่องแก่ประเทศถึงจะถูก
วันนี้(21 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ว่า บรรดา ส.ส.ผู้ได้รับเลือกตั้ง ต่างเดินทางมาที่ทำการพรรคอย่างคึกคัก เนื่องจากวันนี้พรรคเตรียมปฐมนิเทศน์ ส.ส.ใหม่เพื่อซักซ้อมให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการประชุมผู้แทนราษฎร จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ใหม่ทั้ง 2 ระบบ และในเวลา 13.00 น.ทีม ส.ส.ใหม่ทั้งหมดจะเดินทางด้วยรถบัส จากที่ทำการพรรคอาคารอาคาร‘ไอเอฟซีที’ ไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อถ่ายรูปหมู่ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนจะไปร่วมงานเปิดรัฐพิธี สมัยสามัญทั่วไปของรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
ด้านนายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลจริงมิได้เป็นรัฐบาลที่ทำงานรอเวลาที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับมา และการที่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ประเทศฮ่องกงนั้น ตนยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดรายชื่อโผคณะรัฐมนตรีแต่อย่างไร แต่เป็นการไปพักผ่อนตามปกติ เพื่อให้ญาติไปเยี่ยมได้อย่างสะดวก ทั้งนี้หากจะมีการจัดโผจริงก็สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์ได้
ส่วนเรื่องของคดีความต่างๆของอดีตนายกรัฐมนตรีและภริยา นายนพดลกล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด โดยจะปล่อยให้คดีความต่างๆดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นผู้มีบารมีเพราะมีอิทธิพลและเงินมากนั้น นายนพดลระบุว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นที่เคารพและที่รักของประชาชน เพราะผลงานที่ทำให้เป็นที่ผ่านมาประจักษ์และทำคุณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องของอิทธิพล ตามที่นายกรัฐมนตรีระบุ อย่างไรก็ตามการประชุมในวันนี้จะมีการเสนอชื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อออกเป็นมติของพรรค
พีทีวี นิวส์
21 มกราคม 2551 เวลา 11:50 น.
‘ชท.-มัชฌิมาฯ’ส่อโดนกกต.เชือดยุบพรรค
กกต.เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อยุบพรรค กรณีกรรมการบริหารพรรค‘ชาติไทย-มัชฌิมาฯ’โดนใบแดง ตามพ.ร.บ.ประกอบรธน.มาตรา 103 วรรคสอง คาดอีก2-3เดือนรู้ผล
แหล่งข่าวเชิงลึกจาก กกต.เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีการที่กกต.ให้ใบแดงของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย และนายสุนทร วิลาวัลย์ รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยทั้ง 2 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคนั้น ว่า ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว.ในมาตรา 103 วรรคสองระบุว่า “หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำแล้วไม่ระงับยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น มีกำหนด 5 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น”
แหล่งข่าวเชิงลึก กล่าวว่า ขณะนี้ทางกกต.ได้มีการคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาตรวจสอบในกรณีดังกล่าว ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะกรรมการฯดังกล่าวพบว่าเรื่องดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพบว่าเข้าข่ายการทุจริตในการเลือกตั้งตามมาตรา 103 วรรคสองของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว. ซึ่งทางคณะกรรมการฯจะรีบเร่งสรุปเรื่องดังกล่าวส่งเรื่องให้กกต.เพื่อที่จะกกต.ดำเนินการเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าจะมีการสั่งใบแดงยุบพรรค
“ถึงแม้ว่ากกต.จะสั่งฟ้องเรื่องนี้แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่ทั้ง 2 พรรคว่าจะเข้าไปชี้แจงอย่างไร ซึ่งคาดว่า 2-3 เดือนจะมีความชัดเจนว่าจะยุบพรรคหรือไม่ ซึ่งกรณีทั้ง 2 พรรคก็จะเป็นตัวอย่างสำหรับกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรค ซึ่งหากถูกใบแดงก็จะเข้าข่ายกรณีดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน”แหล่งข่าว ระบุ
รายงานจากพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า ทางพรรคชาติไทยได้รับแจ้งจากกกต. ซึ่งทำให้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยค่อนข้างที่จะเครียด และได้วางตัวไม่ให้แกนนำบางคนโดยเฉพาะพล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ ไม่รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคหรือตำแหน่งครม.ชุดนี้ โดยให้ดำรงตำแหน่งเพียงประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ส่วนคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในครม.ชุดนี้ก็จะให้กรรมการบริหารพรรค โดยวางตัวไว้ว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นหรือพรรคชาติไทยถูกยุบพรรคก็จะให้พล.ต.สนั่น ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน
รายงานจากพรรคชาติไทย เปิดเผยอีกว่า สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยขณะนี้คาดว่าจะได้ 5 ตำแหน่งได้แก่ 1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้วางตัวนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทยดำรงตำแหน่ง 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้วางตัวนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมฯได้วางตัวนายวราวุธ ศิลปอาชา รองเลขาธิการพรรคชาติไทย 4.รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้วางตัวนายอรรคพล สรสุชาติ ซึ่งได้โควตามาจากพล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์ และ 5.ได้วางตัวนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองนายกฯ ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทางพรรคชาติไทยขอสละสิทธิ์
ด้านนายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ยอมรับว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบกรณีกรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้งว่าจะถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่ ซึ่งเรื่องอยู่ที่ขั้นคณะกรรมการฯ ซึ่งกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่เท่านั้น ยังไม่ได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวไปให้กกต.พิจารณา แต่หากคณะกรรมการส่งเรื่องมาทางกกต.ก็จะรีบดำเนินการพิจารณาในทันที
พีทีวี นิวส์
21 มกราคม 2551 เวลา 10:27 น.
ส.ส.พปช.ทยอยเข้าปฐมนิเทศและประชุมพรรค อย่างคึกคัก
ส.ส.พรรคพลังประชาชน ทยอยเดินทางมาร่วมปฐมนิเทศและประชุมพรรค อย่างคึกคัก ขณะพรรคเตรียมเครื่องราชอิสริยภรณ์ไว้จำหน่าย
บรรยากาศความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน ณ ที่ทำการพรรค อาคาร ไอเอฟซีที ต่างก็มี ส.ส.พรรคพลังประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมปฐมนิเทศ พร้อมประชุมพรรคอย่างคึกคักแล้ว ขณะที่ทางพรรคได้มีการจัดเตรียมเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเครื่องหมายประดับยศของส.ส.ทั้งเหรียญ แถบสี และตราหน้ารถไว้จำหน่ายให้กับ ส.ส.ด้วย
โดยมาจากร้านเครื่องหมายหน้าสโมสรใหญ่ รัฐสภา ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ ส.ส.ใหม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับ ส.ส.ที่ทยอยเดินทางมา อาทิ นายสุรพงษ์โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ นายศุภชัย โพธิ์สุข ส.ส.นครพนม และ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส. จาก จ.แพร่
พปช.เตรียมปฐมนิเทศสส.ใหม่จับตาข่าวเสนอยงยุทธนั่งปธ.สภา
พรรคพลังประชาชนเตรียมปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ ก่อนเข้าร่วมรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ท่ามกระแสข่าวเสนอชื่อยงยุทธ ติยะไพรัช นั่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน วันนี้พรรคเตรียมปฐมนิเทศน์ ส.ส.ใหม่เพื่อซักซ้อมให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการประชุมผู้แทนราษฎร จากนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ใหม่ทั้ง 2 ระบบ โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม จากนั้นในเวลา 13.00 น. นายสมัคร จะนำทีม ส.ส.ใหม่เดินทางด้วยรถบัส จากที่ทำการพรรคอาคารอาคารไอเอฟซีที ไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อถ่ายรูปหมู่ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก่อนจะไปร่วมงานเปิดรัฐพิธี สมัยสามัญทั่วไปของรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น พรรคเตรียมเสนอชื่อของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคเป็นประธานสภาเพียงรายชื่อเดียวเท่านั้น ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็อาจเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายสมัคร จะดำรงตำแหน่งนี้ ท่ามกลางกระแสคัดค้านจาก สนช. ที่เตรียมเข้าชื่อ เพื่อให้มีการวินิจฉัยการเป็นนายกรัฐมนตรีของ นายสมัคร พร้อมทั้งยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยสมาชิกสภาของ นายสมัคร ด้วย เนื่องถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา
Silence of the Lamp: ปัญหาและความย้อนแย้งกรณีทีพีบีเอส ทีวี ‘เพื่อสาธารณะ’
ประวิตร โรจนพฤกษ์
ผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่า ตนเองในฐานะคนที่กินเงินเดือนที่ นสพ. เดอะเนชั่น การพูดวิพากษ์วิจารณ์บทบาท นายเทพชัย หย่อง บก.เครือเนชั่นผู้ซึ่งลาออกในวันที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปบริหาร ทีพีบีเอส (หรือไทยพีบีเอส) จึงมิใช่เรื่องง่ายหรือปกติ โดยเฉพาะในสภาวะที่สื่อมวลชนโดยรวมยังถือว่าตนเป็นแมลงวันที่จะไม่ตอมแมลงวันตัวอื่น โดยมิต้องพูดถึงว่าจะยอมดมตัวของมันเองหรือไม่ และหากทำได้ ซึ่งจะลองทำในบทความนี้ ก็คงทำได้อย่างลำบากคล้ายน้ำท่วมปากกลืนมิเข้าคายไม่ออก อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยง แต่หากมิทำก็เท่ากับขายวิญญาณตนเองและคอลัมน์ Silence of the Lamp
เหตุการณ์ทำให้จอทีไอทีวีมืดกะทันหันในคืนวันที่ 14 มกราคม สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายอย่างว่าด้วยกระบวนการตั้ง ‘ทีวีสาธารณะ’ เช่น ปัญหาความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมในกระบวนการ ปัญหาข้อกังขาและกล่าวหา ฯลฯ
1.ปัญหากระบวนการ
ใครก็ตามที่บอกว่ากระบวนการผ่านกฎหมายและตั้งสถานีทีพีบีเอส โปร่งใสและยุติธรรม หากไม่บ้า ก็คงต้องโกหก หรือไม่ก็แยกแยะไม่ออกว่าความถูกต้องคืออะไร พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ถูกร่างขึ้นในยุคเผด็จการที่มีสภาทหารแต่งตั้งและถูกผลักดันผ่านอย่างรวดเร็ว ปุ๊ปปั๊บ ไม่โปร่งใสและปราศจากการมีส่วนร่วมของสาธารณะอย่างแท้จริง แม้แต่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ก็บอยคอต
ในโลกที่กระบวนการนี้โปร่งใสก็คงจะมีการเปิดรับสมัคร 5 ตำแหน่งนี้อย่างเปิดเผยและให้สาธารณะจัดหาตัวแทนมาคัดสรร 5 คนนี้ อย่างช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ไม่ใช่ให้ ครม.ซึ่งทหารแต่งตั้งมาแต่งตั้ง 5 คนนี้อย่างลับๆ และรวดเร็วจนเตรียมอะไรแทบไม่ทัน
การส่งแฟกซ์ไม่กี่ชั่วโมงเพื่อให้ทีไอทีวียุติการแพร่ภาพ การแต่งตั้งผู้บริหาร 5 คนอย่างรวดเร็วและไม่โปร่งใสก่อนรัฐบาลใหม่จะฟอร์มตัวเพียงไม่กี่วัน เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการนี้ไร้ซึ่งความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ
2.ข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
นายเทพชัยได้ตกเป็นเป้าหลักของข้อกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งคงปฏิเสธแก้ตัวให้หลุดได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากว่า มิเพียงแต่ว่า เครือเนชั่นโดยผ่านทางเนชั่นทีวีจะเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ และอาจได้รับผลประโยชน์ ถึงแม้นายเทพชัยในฐานะผู้อำนวยการรักษา 6 เดือน จะได้ออกมาพูดแล้วว่า เนชั่นทีวีจะไม่เสนอรายการหรือผลิตรายการให้กับช่องทีพีบีเอส แต่หลังจาก 6 เดือนล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นหากเนชั่นทีวีได้รับอานิสงส์เป็นกอบเป็นกำจากสถานีนี้
หลังรัฐประหารไม่นาน นายเทพชัยและเนชั่นทีวีก็ได้เข้าไปทำรายการตอนเช้าสำหรับโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ที่ชื่อว่า รายการ สยามเช้านี้ ซึ่งบางคนล้อว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นรายการทหารเช้านี้ ทั้งนี้เพราะว่า เป็นประโยชน์ที่ได้รับมาหลังเกิดรัฐประหาร 19 กันยาฯ แถมช่องที่ไปลงก็ยังเป็นสถานีของกองทัพบกอีก เช่นนี้แล้วจะมิให้ผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์และสงสัยก็คงเป็นไปมิได้ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นเองก็ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงหรือถูกลอกคราบก็ว่าได้ ซึ่งหาอ่านได้ในเวบไซต์ภาษาอังกฤษของ http://bangkokpundit.blogspot.com/ และ http://thailandjumpedtheshark.blogspot.com/ บล็อกเกอร์ที่เขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษทั้งสองคนนี้ เขียนวิจารณ์ตอบโต้คอลัมนิสต์เครือเนชั่นหลายคนอย่างประเด็นต่อประเด็น ข้อต่อข้อ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นสนับสนุนทหารและเกลียดทักษิณจนเกินกรอบของการใช้เหตุผล หากใครสนใจควรเข้าไปดูสองบล็อกนี้ เพราะบทความวิพากษ์มีเป็นจำนวนมากพอที่จะรวมเล่มออกเป็นหนังสือได้ทีเดียว
ส่วนพี่ขวัญสรวง อติโพธินั้น (ขอเรียกพี่เพราะรู้จักแกโดยส่วนตัวตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่ม Bangkok Forum และก็ยังเชื่อว่า ลึกๆ พี่แกเป็นคนดี) ดูเหมือนว่า qualification หรือคุณสมบัติของพี่ขวัญสรวง นอกจากจะมีจิตสาธารณะแล้ว (civic consciousness) ก็คงเป็นเพราะพี่แกเคยเขียนหนังสือไล่ทักษิณร่วมกับคู่แฝดที่ชื่อแก้วสรร อติโพธิ์ ที่ฝ่ายรักทักษิณเกลียดชังนักแล ดูเหมือนว่า คุณสมบัติร่วมอันสำคัญของ 5 ผู้บริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็คือ จุดยืนต่อต้านทักษิณนั่นเอง (แล้วมันต่างจากการที่มีการดึงคนชินคอร์ปมาเป็นรัฐมนตรีในสมัยทักษิณมากน้อยเพียงไร)
3.ภาพซ้อนภาพ
ในขณะที่หลายคนวิจารณ์ไปว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่อิงทหารและอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ กับกลุ่มทุน ‘สามานย์’ อย่างที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเรียก แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มเอ็นจีโอและนักวิชาการจำนวนหนึ่งซึ่งผลักดันร่างกฎหมายนี้ โดยเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะในที่สุด อาจารย์จากสำนักทีดีอาร์ไอผู้มีส่วนร่างได้กล่าวกับผู้เขียนช่วงที่สภา สนช. กำลังผ่านกฎหมายเหล่านี้ว่า หากรอรัฐบาลเลือกตั้งอีก 5 ปี 10 ปี ก็คงยังไม่ได้ผ่านกฎหมายนี้ ผู้เขียนยังอยากจะเชื่อว่าคนอย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นผู้หวังดีอยากเห็นทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง ถึงแม้ผู้เขียนจะมองว่า การผ่านกฎหมายยุคเผด็จการสุดท้ายเขาผ่านเป็นแพคเกจมีทั้งกฎหมยดีและชั่ว เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ซึ่งจะสร้างปัญหาในอนาคตอีกอย่างมหาศาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ‘สาธารณะ’ ที่พวกเขาเหล่าอภิสิทธิ์ชนมักกล่าวถึงก็มิได้มีส่วนร่วมที่จะผลักดัน ร่างหรือต่อต้านกฎหมายเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพและแท้จริง ในขณะเดียวกัน คนอย่างสมเกียรติอาจถูกกลุ่มทหารหลอกใช้ เพื่อจัดการกับชินทีวี ในขณะที่ตัวสมเกียรติเองก็อาจคิดว่าตัวเองหลอกใช้ทหาร
ทุกคนอาจทราบดีว่า ยุคชินคอร์ปครองไอทีวีนั้น ทีวีช่องนี้ก็มิต่างจากสื่อพีอาร์ หรือแม้กระทั่งสื่อโฆษณาชวนเชื่อให้กับรัฐบาลทักษิณ แม้กระทั่งหลังจากถูกเปลี่ยนเป็นทีไอทีวี ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการผ่าน พ.ร.บ.จากสภา สนช. ของทหาร อดีตนักข่าวไอทีวีหนึ่งใน 23 กบฎ ซึ่งไม่เอาทักษิณก็ยังได้บอกกับผู้เขียนเมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาว่า ทีไอทีวีก็ยังเป็นฝ่ายทักษิณ เรื่องนี้เป็นสิ่งแรกที่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านยอมรับอย่างใจเปิดกว้าง ว่ามันคงเป็นเช่นนั้นจริงมิมากก็น้อย ไม่ว่าสตาฟฟ์ทีไอทีวีจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่า ใครจะอยู่ฝ่ายเอาหรือไม่เอาทักษิณก็ควรตระหนักว่า ในยุคที่ทหารครองอำนาจหลังรัฐประหารนั้น ไอทีวีซึ่งกลายมาเป็นทีไอทีวีทีหลัง ได้กลายเป็นโทรทัศน์ฝ่ายค้านเผด็จการทหารอย่างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง ในขณะที่ช่องอื่นๆ นั้นถูกรัฐ ซึ่งนำโดยทหารและรัฐบาลที่ทหารแต่งตั้งครอบงำอย่างสิ้นเชิงก็ว่าได้ ในแง่นี้แล้ว ผู้ที่ต่อต้านเผด็จการทหาร (ไม่ว่าจะเอาหรือไม่เอาทักษิณ) ย่อมตระหนักถึงอานิสงส์ของไอทีวีและทีไอทีวี ที่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบระบอบทหาร มิมากก็น้อย
ครั้งหนึ่ง ทีวีที่เคยเป็นกระบอกเสียงของทักษิณได้กลายมาเป็นสื่อที่ตรวจสอบระบอบเผด็จการทหารหลังรัฐประหารไปโดยปริยาย มาคราวนี้ การก่อกำเนิดทีวี ‘สาธารณะ’ อย่างผิดๆ และปราศจากการมีส่วนร่วมของสาธารณะ อาจจะนำไปสู่ทีวีช่องเดียวที่จะวิจารณ์รัฐบาล พปช. หรือนี่คือโลกของความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง (irony) ที่ความดีเกิดขึ้นจากความชั่ว หรือสิ่งชั่วเป็นผลพลอยได้จากเจตนาดี จนดีชั่วปะปนกันจนแยกลำบาก
ผู้เขียนไม่มีทางออก แต่ขอบอกว่า การคิดแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ทีวีสาธารณะจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้ การทำแบบนี้เป็นได้อย่างมากก็เพียงทีวี ‘เพื่อสาธารณะ’ จากมุมมองและการอุปถัมภ์ของกลุ่มคนมีอภิสิทธิ์เล็กๆ กลุ่มหนึ่ง หาใช่ทีวีสาธารณะอย่างแท้จริงที่สาธารณะมีส่วนร่วมตัดสินใจกำหนดคุณสมบัติผู้บริหาร พนักงานและร่วมคัดสรรคนเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ใช่ทีวีซึ่งรัฐบาลทหารแต่งตั้ง คัดสรรผู้บริหารที่มีจุดยืนรับกับการทำงานกับระบอบทหารได้ การทำอย่างท็อปดาวน์ประชาชน สาธารณะคงมิหวงแหน เพราะมิได้มีส่วนรู้เห็นแต่ต้น การอ้างชื่อสาธารณะหรือชื่ออื่น อย่างเช่นที่วิทยุกองทัพบกก็อ้างตนเองว่าเป็น ‘วิทยุเพื่อปวงชน’ (ซึ่งคิดดูเอาเองว่าปวงชนกลุ่มไหน) เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติที่น่าเบื่อหน่าย เหมือนโฆษณาชวนเชื่อชิ้นหนึ่ง
ใช่...โฆษณาชวนเชื่อ โฆษณาชวนเชื่อเพราะว่านี่คือมุมมองของคนจำนวนมากว่า ทีวีมีหน้าที่หลักในการล้างสมองคนไม่ว่าจะเป็นล้างสมองเพื่อให้คนซื้อสินค้า ชื่นชมดารา หรือสนับสนุนกลุ่มผู้มีอำนาจ
ในโลกเช่นนี้ ทีไอทีวีจึงอยู่มิได้ และในโลกเช่นนี้ ช่อง 5 และช่อง 7 จึงต้องเป็นของทหารต่อไป โดยมิมีใครกล้าเอ่ยว่า มันควรถูกแปรรูปไปเป็นทีวีสาธารณะ ในโลกที่ดีกว่านี้ จะมีทีวีทั้งช่องที่เอาทักษิณและไม่เอาทักษิณ ช่องนายทุน ช่องในวัง ช่องชาวนา ช่องแรงงาน และช่องอื่นๆ แต่การยึดช่องใดช่องหนึ่งที่เห็นต่างจากกลุ่มผู้มีอำนาจในขณะนั้น ย่อมสะท้อนความคิดดูถูกประชาชนว่า ประชาชนสมควรถูกยัดเยียดด้วยโฆษณาชวนเชื่อต่อไป ทหารคงเตรียมให้ช่องทีพีบีเอสเป็นทีวีที่วิจารณ์รัฐบาลพลังแม้วใหม่ แต่นั่นอาจมิได้หมายความว่า พวกเขาเชื่อว่า ต้องมีทีวีที่เป็นพื้นที่สาธารณะอย่างแท้จริง
ผู้เขียนขอฝากคำพูดของนอม ชอมสกี้ ไว้ในตอนท้ายนี้ว่า “หากเราไม่เชื่อในเสรีภาพในการแสดงออกของคนที่เราเกลียดชัง เราก็คงไม่เชื่อในเสรีภาพอย่างแท้จริง”
“If we don’t believe in freedom of expression for people we despise, we don’t believe in it at all.”
Noam Chomsky
จาก ประชาไท
‘สมัคร’ผงาดนายกฯ-สมชาย’ยึดรองฯอันดับหนึ่ง-‘ยงยุทธ’ประมุขนิติบัญญัติ
“พลังประชาชน” นัดโหวตนายกฯ 25 ม.ค. “มีชัย” มั่นใจ “สมัคร” ไม่พลาด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ในวันที่ 21 ม.ค. 2551 โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราช วังดุสิต เวลา 16.30 น.
ทั้งนี้ ในวันที่ 22 ม.ค. จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้สมาชิกปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน จากนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งประธานสภาฯ แล้ว ก็จะเรียกประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีทันที
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นหลักปฏิบัติทางการเมือง ที่หัวหน้าพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้ จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ด้านความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โดยจะทำงานร่วมกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ที่จะเป็น รมว.คลัง
ขณะที่ รมว.คมนาคม ยังเป็นนายสันติ พร้อมพัฒน์ เช่นเดิม โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ควบ รมว.มหาดไทย หรือ รมว.ยุติธรรม กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง โดยจะสลับกับ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตำแหน่งประธานสภาฯ พรรคจะเสนอชื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช รอง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพียงคนเดียว ส่วนตำแหน่งรองประธาน สภาฯ ในส่วนของพรรคมีผู้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมแล้วหลายคน และอยู่ระหว่างการพิจารณา
นายยงยุทธ กล่าวว่า จะยึดถือแนวทางความปรองดองและความเข้าใจกัน เพื่อให้บ้านเมืองไม่ตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งของนักการเมือง
นิ้วปริศนา
เพราะคำว่า “ญาติ” คำเดียว ทำเอา ซาร์เศรษฐกิจ ระดับแถวหน้า พร้อมใจกัน เซย์โน เก้าอี้ขุนคลัง ที่ “คุณพี่แม้ว” ประเคนให้ด้วยความ เต็มใจ
ไม่เว้นแม้กระทั่ง คุณพี่ ทนง ลำใย คนที่ “บิ๊กแม้ว” คิดถึงเป็นคนแรก ก็ยังถอดใจ
เหตุเพราะคำว่า “ญาติ” ตามความหมายในมาตรา 3 ของ “พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับ ประโยชน์ส่วนรวม” ที่ สนช.ทำคลอดออกมา
โยงใยไปถึง 7 ชั่วโคตร ตั้งแต่ปู่ทวดย่าทวด ตาทวดยายทวด ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา
พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องต่าง บิดาหรือมารดา ลูก ลูกเขย ลูกสะใภ้ หลาน หลานเขย หลานสะใภ้ ไปยันเหลนทั้งของ “ตัวเอง” และ “คู่สมรส”
สาระสำคัญมี 2 ประเด็น
1.ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เอื้อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม กับ “ญาติ” 2.การกระทำของ “ญาติ” อาจถือว่าเป็นการกระทำของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หากพลาดท่าเสียที ไม่ว่าด้วยมือของ “ตัวเอง” หรือ “ญาติ” มีหวังสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกยึดทรัพย์ แถมติดคุกกันทั้งโคตร
ว่าแล้ว “นิ้วที่มองไม่เห็น” ก็ชี้เปรี้ยงไปที่ หมอเลี้ยบ อ๊ะ...อ๊ะ ไม่ต้องมาถามว่า มือถึงหรือ..?
เพราะงานนี้เขาให้ไปนั่งเฉยๆ
ส่วน รมว.คลังตัวจริง จะนั่งกดปุ่มจากแดนไกล
รับรองเศรษฐกิจไทยไปโลด..!
สมเด็จพระบรมเสด็จฯ ถ่ายทอดสดเปิดประชุมสภา [21 ม.ค. 51 - 07:15]
ตั้งแต่เวลา 16.30 น. วันนี้ (21 ม.ค.) สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ความถี่ 819,891 กิโลเฮิร์ท ในระบบ เอเอ็ม และความถี่ 92.5 เมกกะเฮิร์ท ในระบบ เอฟเอ็ม เป็นแม่ข่ายให้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในส่วนภูมิภาคของกรมประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสียงในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงประกอบรัฐพิธีเปิดสมัยประชุมแห่งรัฐสภา ประจำปี 2551 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร
วานนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2550 แล้ว และตามความในมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรกภายในสามสิบวัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 127 มาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2551
ปธ.สอบคดีนอมินียันส่งสำนวนให้กกต.27ม.ค.นี้
สรุปทันตามกรอบเวลาแน่ เผย ติดแค่สอบพยานไม่มาตามนัด ปรับกลยุทธ์กันถูกเล่นงานย้อนหลังไม่สอบพยาน บุกสอบถึงบ้าน ฟุ้งได้ข้อมูลเพียบ พร้อมใช้กฎหมายวิเคราะห์ก่อนส่งให้ กกต.
นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบคำร้องของ นายวีระ สมความคิด ประธานคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) ที่ขอให้ยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนว่า คณะกรรมการจะสามารถสรุปสำนวน พร้อมส่งความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตามกรอบเวลาในวันที่ 27 ม.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนพยาน เนื่องจากที่ผ่านมา คณะกรรมการได้สอบผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง และคนกลางที่เป็นนักวิชาการ และบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับคำว่านอมินีได้เกือบครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงสอบพยานที่มีการอ้างถึงอีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการสอบพยาน เนื่องจากพยานบางคนไม่มาตามวันเวลาที่นัดหมาย ทำให้เกิดผลกระทบต่อกรอบเวลาในการทำงาน จึงมีการเปลี่ยนกระบวนการในการทำงานคือ บางรายจะใช้วิธีเดินทางไปพบด้วยตนเอง ซึ่งจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมาก แต่บางรายแม้ว่าจะไม่ได้ข้อมูลอะไรมาก แต่ก็ต้องสอบให้ครบถ้วนทุกคน เพื่อจะได้ไม่ถูกโจมตีว่าไม่มีการสอบพยานที่มีการกล่าวถึง
นายไพฑูรย์ กล่าวด้วยว่า เมื่อรวบรวมพยานและหลักฐานเสร็จสิ้น คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงว่า เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร จากนั้นจะนำกฎหมายเข้ามาวิเคราะห์และปรับใช้ เพื่อให้สำนวนมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนคณะกรรมการจะมีความเห็นอย่างไรนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องนำบทสรุปทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอีกครั้ง
พีทีวี นิวส์
20 มกราคม 2551 เวลา 19:17 น.







