ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า จะเสนอที่ประชุมพรรค ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นพนักงานสอบสวนว่า กฎหมายบางฉบับเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่สุจริต ทำให้ตำรวจอึดอัดใจมาก และจากการตรวจสอบยังพบว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว สนช.ยังออกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง บางวันออกกฎหมายถึง 25 ฉบับ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่เคยมีความคิดเช็คบิลคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 23, 2008
เล็งตั้งกก.ตรวจสอบการออกกฎหมายของสนช. [23 ม.ค. 51 - 15:22]
นายกรัฐมนตรีอยากฝากงานกับรัฐบาลใหม่ หากมีโอกาส
กรุงเทพฯ 23 ม.ค. - พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าสถานการณ์ที่มีการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องปรับกลยุทธ์ดูแลป้องกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากขึ้น ขณะที่ภาครัฐจะเข้าไปช่วยสนับสนุนในสิ่งที่ร้องขอ ส่วนการเสนอให้เพิ่มตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ด้านความมั่นคงเพื่อรองรับการทำงาน ศอ.บต.นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ศอ.บต.ยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาฯ ดังนั้น การเพิ่มตำแหน่งรองปลัดกระทรวงจะเข้าไปเสริมการทำงานของของ ศอ.บต. อย่างไรก็ตาม คงเป็นการพิจารณาของรัฐบาลใหม่ เมื่อถามว่า จะฝากงานให้รัฐบาลชุดใหม่หรือไม่อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีโอกาส อยากฝากงานให้ทำ แต่ยังไม่ทราบว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นใคร ปัญหาการทำงานที่ผ่านมารัฐบาลไม่ห่วงอะไร แต่อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการแก้ปัญหาภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จะมีผลต่อการตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่สามารถคาดเดาเรื่องอนาคตได้ แต่วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
ส่วนกรณีสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อมิเตอร์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มีอธิบดีกรมที่ดิน เป็นประธานคณะกรรมการฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯจะประชุมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนการพิจารณาปรับย้ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดหน้าพิจารณา.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 16:46:05
คุณหญิงพจมาน ขอศาล 90 วัน รอ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาร่วมสู้คดี
ศาลฎีกา 23 ม.ค.-“คุณหญิงพจมาน ชินวัตร” ปฏิเสธเอี่ยวทุจริตที่ดินย่านรัชดาฯ ขอเวลา 90 วัน ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และรอ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” กลับไทย พ.ค.นี้ ร่วมสู้คดี ศาลนัดตรวจสอบเอกสาร 29-30 เม.ย. ยืนยันกำลังใจยังดีอยู่ ด้านทนายระบุ พร้อมต่อสู้ชี้แจงทุกประเด็น “นพดล ปัทมะ” ปัดข่าว “พ.ต.ท.ทักษิณ” บวช แค่ข่าวลือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.30 น. วันนี้ (23 ม.ค.) ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พร้อมองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ออกนั่งบัลลังก์พิจารณาครั้งแรก คดีหมายเลข อม.1/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินการ และเป็นเจ้าพนักงาน และผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.4, 100 และ 122 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33, 83, 86, 91, 152 และ 157 ขอให้ศาลริบเงินจำนวน 772 ล้านบาท และที่ดินอีก 4 แปลง ย่านรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ตกเป็นของแผ่นดิน
นายทองหล่อ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน อ่านและอธิบายคำฟ้องให้คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ฟังสรุปว่า จำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนสามี จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก รวม 4 แปลง โดยที่สามี จำเลยที่ 1 ให้ความยินยอม พร้อมทั้งสอบถามว่า กระทำผิดตามที่ถูกฟ้องทั้ง 2 ข้อหา ฐานเป็นคู่สมรส หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินการ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และฐานเป็นผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 และ157 หรือไม่
คุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การปฏิเสธเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมแถลงยืนยันต่อศาลตามคำให้การ และได้ยื่นคำร้องขอเวลาตรวจ และคัดสำเนาเอกสาร และการติดตามพยานเอกสาร ที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้จัดทำการให้การเป็นลายลักษณ์อักษรโดยละเอียดในการสู้คดีต่อไป ประกอบกับจำเลยที่ 1 แจ้งว่า จะกลับมาร่วมต่อสู้คดีกับจำเลยที่ 2 ประมาณเดือนพฤษภาคมนี้ จึงขอให้ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาตรวจพยานหลักฐาน ออกไปเป็นเวลา 90 วัน นับแต่วันนี้
ศาลสอบถามอัยการโจทก์แล้ว นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ แถลงไม่คัดค้าน ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุอันสมควร จึงกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 29-30 เมษายน เวลา 10.00 น. โดยให้โจทก์-จำเลย ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล พร้อมสำเนาสำหรับองค์คณะผู้พิพากษา และคู่ความทุกฝ่าย โดยให้ยื่นก่อนวันนัดพิจารณาตรวจพยานหลักฐาน ไม่น้อยกว่า 7 วัน หากพยานเอกสารหรือพยานวัตถุใดอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างอิงพยานดังกล่าว ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานนั้นมาจากผู้ที่ครอบครองโดยเร็ว โดยให้ยื่นคำขอต่อศาล พร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยาน เพื่อให้ได้พยานหลักฐานนั้นมาก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน และเพื่อความสะดวกในการตรวจพยานหลักฐาน ให้คู่ความแถลงแนวทางการเสนอพยานหลักฐานมาพร้อมกับการยื่นบัญชีระบุพยานด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรับฟังคำฟ้อง คุณหญิงพจมาน ยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ขณะนี้ยังมีกำลังใจดีอยู่หรือไม่ คุณหญิงพจมาน พยักหน้าตอบรับ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกำหนดการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทย ว่าเป็นช่วงเดือนพฤษภาคมใช่หรือไม่ คุณหญิงพจมานก็พยักหน้าตอบรับเช่นกัน
ด้าน นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความคุณหญิงพจมาน กล่าวภายหลังว่า การที่คุณหญิงพจมาน ยื่นคำร้องขอเวลาตรวจสอบเอกสารเป็นเวลา 90 วัน ไม่ได้เป็นการประวิงเวลาการพิจารณาคดี แต่เป็นเพราะมีเอกสารจำนวนมาก บางอย่างไม่ทราบว่าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เอามาจากไหน ส่วนเอกสารหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น อาทิ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กระทรวงการคลัง กรมผังเมือง กรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินของรัฐสภา ทีมทนายความจะขอให้ศาลมีคำสั่งออกหมายเรียกมาประกอบการต่อสู้คดี
“มั่นใจว่าจะสามารถต่อสู้คดีได้ทุกประเด็น ทั้งการปรับลดราคาที่ดิน หนังสือชี้ชวนไม่ชัดเจน และการกำหนดยื่นซองประมูลขั้นต่ำ 100 ล้านบาท โดยเมื่อได้รับเอกสารพยานหลักฐานแล้ว จะนำมาพิจารณาว่าจะต้องนำบุคคลใดมาเป็นพยานฝ่ายจำเลยบ้าง จากนั้น จะส่งเอกสารพยานหลักฐาน และบัญชีรายชื่อพยานให้ศาล ก่อนวันตรวจพยานหลักฐาน 7 วัน ตามคำสั่ง” นายพิชิฏ กล่าว
นายพิชิฏ กล่าวว่า คุณหญิงพจมาน จะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอสืบพยานลับหลังในขณะนี้ แต่ต้องปรึกษากับทีมทนายความอีกครั้ง ในชั้นนี้ คุณหญิงพจมาน ต้องการทำให้สาธารณชนเห็นว่า พร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ทราบ จะเดินทางกลับมาต่อสู่คดีพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ในเดือนพฤษภาคม ตามที่ได้แถลงต่อศาล และว่าจะรายงานกระบวนการพิจารณาคดีวันนี้ทั้งหมดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบต่อไป
ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ ทนายความประจำตระกูลชินวัตร กล่าวว่า ข้อต่อสู้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพียงแต่ข้อกล่าวหาของคุณหญิงพจมาน จะแตกต่างกับของ พ.ต.ท.ทักษิณ บางฐานความผิด แต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้ทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.100 และประมวลกฎหมายอาญา ม. 157
“ส่วนที่อัยการสูงสุดระบุในคำฟ้องถึงเรื่องการลดราคาซื้อขายที่ดิน ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้มีการลดราคา รวมทั้งประเด็นการฮั๊ว ซึ่งในคำฟ้องเพียงแต่ระบุข้อกล่าวหาตาม ป.อาญา ม.157 ซึ่งอัยการก็จะต้องนำสืบให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้คุณหญิงพจมาน ซื้อที่ดินหรือไม่ อย่างไร เพราะการประมูลซื้อที่ดินเป็นเรื่องสาธารณะที่ไม่มีการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีไปช่วยแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะการประมูลจะเปิดซองประมูลให้เห็นในขณะนั้นเลย จึงเป็นเรื่องของการซื้อขายที่ทำอย่างถูกต้องโปร่งใส ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกับ ม.100 พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ด้วย” นายนพดล กล่าว
ต่อกระแสข่าวที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาบวชที่วัดยานนาวา นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพักอยู่ที่ประเทศฮ่องกง และจะกลับมาช่วงเดือนพฤษภาคม ไม่มีเรื่องการบวช เป็นการข่าวที่คาดเคลื่อน พร้อมปฏิเสธข่าวที่ระบุว่า จะมีบุคคลอื่น ๆ บวชให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย และว่า กำหนดกลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวเนื่องกับหลายส่วน ทั้งเรื่องความปลอดภัย การจัดตั้งรัฐบาล และการรอระยะเวลาที่จะให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งคดีนี้มีพยานหลักฐานจำนวนมากพอสมควรที่เราต้องขอมาจากหน่วยงานรัฐ.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-23 14:45:19
บทความ: ลาก่อน คมช. ชาติหน้าพบกันใหม่
โดย วโรทาห์
ที่มา ราชดำเนิน พันทิป
23 มกราคม 2551
ว้า...พริบตาเดียวแท้ๆ คมช.ก็ไปซะแล้ว สดๆร้อนๆเช้าวันนี้ วันที่ 22 ม.ค.2551 คมช.ประชุมสุมหัวกันนัดสุดท้าย ประกาศยุติบทบาทอย่างเป็นทางการ ไปคราวนี้ ไปแล้วไปลับไม่กลับมาให้เห็นหน้าอีก แหม..เห็นกันอยู่หลัดๆ ด่วนไปซะและ
วันเวลามันช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน รู้สึกเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานหยกๆ ไม่รู้ผีเข้าอะไร จู่ๆอาบังรักชาติจนสุดอดกลั้น ชวนน้องพรั่งลากรถถังออกมาก๋าอยู่กลางเหมืองหลวง ฝรั่งเกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น ชะแว๊ปหายเข้าโรงแรมแทบไม่ทัน
แต่คนไทยสายพันธุ์แมลงสาบ ตื่นเต้นยินดียังกับถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชุดใหญ่ ยิ่งคนหัวโตแห่งท่าพระอาทิตย์ด้วยแล้ว ขานั้นถึงกับปาดเหงื่อ เป่าปากเฟี้ยว โล่งอกไปที สุมหัวก่อม็อบกันมาข้ามปี งบแทบเกลี้ยง ถ้าบังไม่มาช่วยเห็นทีต้องซี้แหงแก๋
ผลัดกันรุกผลัดกันรับ คราวนี้ก็ถึงทีข้าบ้าง พวกเราเลยได้ออกไปทำการเมืองภาคประชาชน เย้วๆกันที่สนามหลวงแทนที่พวกพันธมาร ที่แพ็คกระเป๋ากลับบ้านไป เพราะปฎิบัติหน้าที่สำเร็จลุล่วง เรียบร้อยโรงเรียนโจร
ความเสียวนี่มันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ นึกถึงวันที่ไปเย้วๆอยู่หน้าบก.ทบ. แม๊...มันได้อารมณ์อย่าบอกใคร พวกถือปืนกลเบา ยืนจังก้ายังกะอยู่ในแบกแดด เห็นแล้วมันเสียวท้องน้อยอย่างบอกไม่ถูก พอมันขยับตัวทีไร ต้องตั้งท่าเตรียมโกยไว้ก่อนเผื่อเหนียว
ที่ว่าเสียวน่ะ ไม่ใช่ว่ากลัวมันยิงเอา แต่กลัวมันทำปืนลั่นใส่ต่างหาก ไว้ใจได้ซะเมื่อไหร่.. แต่ละคนหน้าตาบ้องแบ๊๊ว ไม่รู้ว่าฝึกกันมาได้ที่รึยัง เราเลยไม่ค่อยกล้าเสียงดังเท่าไหร่ กลัวว่าพลาดท่าพลาดทาง มันตกใจทำปืนลั่นขึ้นมาละเป็นได้ซวยไม่เลิกแน่
แต่ที่เป็นไฮไลท์ของงานต้องยกให้ มหกรรมกีฬาสี่เสามาราธอน ครั้งที่ 1 โดยคมช.เป็นโ้ต้โผใหญ่ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฏาคม 2550 สนุกสนานเฮฮาถึงใจพระเดชพระคุณ ชนิดที่ว่าลืมไม่ลงไปจนวันตาย
เริ่มจากตอนบ่ายเป็นมหกรรมเดินวิ่งการกุศล เริ่มต้นออกจากท้องสนามหลวง ไปสิ้นสุดที่บ้านพักคนชราสี่เสาเทเวศน์ ระหว่างทางมีคั่นรายการเล็กน้อย ด้วยกีฬายกน้ำหนัก เป็นรายการสามัคคียกรถสูบส้วม เอาไปคว่ำทิ้งข้างทาง หลังจากนั้นจึงเดินต่อไปจนถึงปลายทางที่สี่เสา
รายการต่อมาเป็นการร้องเพลงเชียร์ โดยนักร้องประสานเสียงจำเป็น เพลงสดุดีบรรพชนสี่เสาชุดใหญ่ พร้อมหางเครื่องเชียร์ลีดเดอร์ครบชุดอลังการ เสียงดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ กรอกใส่หูผู้เฒ่าในบ้านพักคนชรา ซาบซึ้งจนควันออกหู
ที่ว่ามานั่นแค่เรียกน้ำย่อย ของจริงอยู่ช่วงดึกหลังสี่ทุ่ม สี่เสาเค้าจัดให้ เป็นมหกรรมกีฬามหาระทึก รายการวิ่งป่าราบ ผลัด 4 คูณ 100เมตรผสม ชาย หญิง เด็ก ผู้ใหญ่ และคนชรา ชิงตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ห้องกรง พร้อมที่พักฟรี 7 คืน 8 วัน ไม่พอยังต่อได้อีกไม่อั้น มีอาหารเลี้ยง 3 มื้ออีกต่างหาก
พอนักกีฬาแตกฮือกระจายเป็นวงกว้างยังกะผึ้งแตกรัง ก็เป็นสัญญาณว่าการแข่งขันได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ คนหลังวิ่งมาล้มลงแล้วคนหน้าค่อยวิ่งต่อ
ความสนุกสนานอยู่ที่ มีกรรมการถือกระบองวิ่งไล่หวด อย่างเอาเป็นเอาตาย นักกีฬาเลยต้องใส่กันเต็มที่ สปีดวิ่งกันสุดชีวิต สับขายังกับจักรผัน เรียกว่าถึงขั้นใส่เท้าสุนัขกันเลยทีเดียว
เท่านั้นยังตื่นเต้นไม่พอ เลยมีอิฐบินมาร่วมสนุก อันนี้มาเอง ทางคณะกรรมการยอมรับว่าไม่รู้เรื่อง แหม...มันปลิวว่อน เฉี่ยวซ้ายเฉี่ยวขวา เฟี๊ยวฟ๊าวยังกับอยู่ในสนามรบ ทำให้นักกีฬาต้องวิ่งซิกแซกสลับฟันปลาเพื่อหลบหลีก ลดความเสี่ยงที่อิฐจะโดนกบาลไปได้หลายขีด
กีฬามันๆ อย่างนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เป็นอันขาดคือแก๊สน้ำตา อันนี้สมนาคุณจากวีรบุรุษนาเก๊ เห็นว่าจัดให้ไปร้อยกว่าลูก กลัวว่าจะแจกจ่ายกันไม่ทั่วถึง โอย..สะใจวัยรุ่นอย่าบอกใคร เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ เพิ่งได้มาเจอตัวจริงเสียงจริงก็วันนี้ น้ำตางี้ไหลพรากๆ เป็นเผาเต่า แซบอีหลี ดีคักๆ แหล่มจริงๆ
นักกีฬาที่หลบไม่พ้น ถึงกับหัวร้างข้างแตกเลือดอาบไปก็ไม่น้อย บ้างก็ถึงกับสลบเหมือดต้องหามวิ่งเอาเพื่อทำเวลา นักกีฬาหญิงที่เรี่ยวแรงน้อยหน่อย วิ่งหนีไม่ไหว ก็ยังมีออปชั่นพิเศษ ให้ยกมือไหว้ขอชีวิตได้ ตามประเพณีอันดีงามแบบไทยๆ
หลังการแข่งขันจบลง นักกีฬาที่ชนะเลิศต่างแสดงสปิริต ไม่มีผู้ใดประสงค์รับรางวัล ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ต้องออกหมายเรียก ขนาดว่ามีนักวิ่งลมกรดที่ฝีเท้าจัดจ้าน เข้าข่ายได้รับรางวัลเป็นกะตั้ก แต่ที่ไปรายงานตัวรับรางวัล กลับมีเพียงไม่กี่คน
เท่าที่จำได้ก็มีจตุพร ณัฐวุฒิ จักรภพ และที่ขาดไม่ได้คืออ.มานิตย์ ขานี้แม้จะอาวุโสแล้ว แต่ยังแรงไม่แผ่ว แต่ตอนไปรับรางวัลกลับบ้อลัก ทำให้ลำบากเจ้าหน้าที่ ต้องหามไปทั้งเก้าอี้
มหกรรมกีฬาแห่งชาติอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ นานปีมีหน สมัยก่อนเห็นว่าจัดบ่อย 3ปี 5 ปีก็เอาซะครั้งนึง มาหลังๆนี่ชักห่างไป เหลือแค่ 15 ปีครั้ง หมายความว่า ท่านที่พลาดโอกาสทองอันนี้ไป ก็ต้องรอเหงือกแห้งอีก 15 ปี ไม่รู้ว่ายมบาลจะถามหาซะก่อนหรือเปล่า
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เราเลยได้วีรบุรุษบินฟรีมาประะดับวงการ ก่อนจากยังมีแก่ใจเซ็นทิ้งทวนให้เอไอเอสอีกหนึ่งจึ๊ก กลัวว่าคนใหม่มาจะเซ็นไม่เป็น
ดาวรุ่งอีกดวงที่มาแรงยังกับผีพุ่งใต้ เป็นที่ติดตาตรึงใจด่ากันไม่เสร็จ ย่อมหนีไม่พ้นโฆษกไก่อู พ.อ.สรรเสริญ ผู้ให้กำเนิด นับจากนี้ไปนับว่าอนาคตรุ่งริ่ง น่าจับตามอง
ต้องขอขอบคุณคมช.ที่อุตส่าห์ลำบากตรากตรำ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจัดการแข่งขันให้ประชาชนอย่างเราๆ ได้เอ๊กเซอร์ไซส์เพื่อสุขภาพกัน คาดไม่ถึงว่างานนี้ มีประชาชนเข้าร่วมถึงครึ่งค่อนประเทศ เล่นเอาอาบังตาเหลือก เสียผู้เสียคนไป
หลังจบงานนี้ พวกเราเลยเป็นงานกันขึ้นเยอะ คราวหน้าเจอกันใหม่ รับรองสนุกถึงกึ๋นแน่นอน แต่ยังไงก็แล้วแต่ ในที่สุด คณะกรรมการชุดนี้ก็แตกกระสานซ่านเซ็น สัญจรไพรกันไปตามระเบียบ บางคนหลงไปถึงดูไบ ยังหาทางกลับไม่เจอ จนแล้วจนรอด
ประชาชนอย่างเราๆ ก็ไม่มีอะไรจะให้เป็นของฝาก แทนคำร่ำลา นอกจากคำว่า...
ลาก่อน คมช. ชาติหน้าพบกันใหม่...
จาก Thai E-News
“เติ้ง” ติงสื่ออย่ารีบจัดโผ ให้อดใจรอหลังตรุษจีน [23 ม.ค. 51 - 14:49]
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าววันนี้ (23 ม.ค.) ว่า ขณะนี้พรรคยังไม่ได้ระบุบุคคล หรือ กระทรวงที่จะดูแลในการจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ที่สำคัญควรรอให้เลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นก่อน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการจัดสรรโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่มีปัญหา สามารถตกลงกันได้ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“ขั้นตอนตรงนี้มันต้องหลังโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว มันไม่เร็วหรอก สื่ออย่ารีบไปจัดโผ เพราะคนที่มีชื่อแล้วไม่ได้เป็น เขาจะเสียใจ ตามขั้นตอนหลังโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี แต่ละพรรคอยากทำงานด้านไหน ก็แจ้งไป หรือพรรคแกนนำรัฐบาล เขาแจ้งมา ถ้าความต้องการมันไม่ตรงกันก็ยุติ แต่ถ้าความต้องการตรงกันก็ต้องมาคุยกัน มาเจรจากัน ผมว่าต้นกุมภาพันธ์ หรือหลังตรุษจีน ถึงจะมี ครม.ได้ การประชุม ครม.ในวันอังคารหน้า ไม่ทันหรอก” นายบรรหาร กล่าว
หัวหน้าพรรคชาติไทย ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นกรณีรัฐบาลเสียงแตก เพราะมี ส.ส.ไปสนับสนุนผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตาม ไม่เข้าใจและขอให้สื่อไปคิดเอาเองว่า เหตุใดตนจึงถูกมองว่า เป็น 1 ในจำนวนเสียงของ ส.ส.รัฐบาลที่ไปสนับสนุนคนของพรรคประชาธิปัตย์
อะไรนะ...‘สมัคร’ นายกฯ
และแล้วเราก็มีการเลือกประธานรัฐสภาที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และกำลังจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่จากการวางตัวของพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ โดย
ได้เสียงไว้วางใจมอบสิทธิอำนาจให้ถึง 233 เสียง ฉะนั้น ตามธรรมเนียมประชาธิปไตย หัวหน้าพรรค คือ สมัคร สุนทรเวช ก็จะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ด้วยการ “ฟรีโหวต” ในรัฐสภา ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 แต่มันไม่ได้ฟรีหรอกครับ
ทุกอย่างล้วนมี “ต้นทุน” เพราะก็ยังคงจะเป็นไปตาม “กลไก” ของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล
สมัคร สุนทรเวช ผู้ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ที่ในสถานการณ์การเมืองยุคหนึ่งอาจจะเรียกขานสมัครว่า “ขวาจัด” ทั้งแนวความคิด การปฏิบัติ และวาทะทางสื่อ เพราะเมื่อออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ก็ร่วมขบวนการล้มล้างศูนย์นิสิตนักศึกษาฯ จนได้รับรางวัลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยุครัฐบาลหอย มี ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี
เมื่อเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย สมัครก็ยึดกรุงเทพฯ เป็นฐานที่มั่นพร้อมกับแนวคิดอนุรักษ์นิยมจารีตประเพณี ก็เริ่มเปิดศึกกับบรรดาสื่อสารมวลชน เพราะเห็นว่าบรรดาสื่อเป็นผู้ทรงอิทธิพล
มักจะตัดสินความเป็นไปของบ้านเมือง จึงถือว่าตัวเองจะถ่วงดุล-วิจารณ์สื่อสมัคร ก็เลยมักจะเป็นข่าวอยู่เนืองๆ และบรรดาสาวกของเขาในสมัยนั้นก็เป่าปากชื่นชมในความ “กล้าหาญ”
แน่นอนว่า สมัครเป็นนักการเมืองปากกล้า คารมคมคาย
ไม่บันเบาตั้งแต่ครั้งเป็นขุนพลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประชาธิปไตย
เบ่งบานหลัง 14 ตุลาคม 2516 แล้ว แต่ดูเหมือนว่าระยะหลังๆ ความปากกล้าเริ่มที่จะสอดใส่อารมณ์มากขึ้นๆ ตามอายุขัย ทั้งๆ ที่ผมมองว่าเนื้อแท้ลึก-ลึกแล้วสมัครเป็นคนอ่อนโยนพอสมควร ถึงรักแมว-เลี้ยงแมวและทำอาหารการกินอย่างมี “ศิลปะและศาสตร์” ซึ่งอาจจะเป็นท่วงทำนองหรือเนื้อหาที่ตรงกันข้ามกับเส้นทางการเมืองเลยทีเดียว
เหตุการณ์ที่หมิ่นเหม่สำหรับสมัคร นั่นก็คือการกล้าออกมาวิจารณ์แรง-แรงต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีที่ได้รับการสถาปนาเป็นรัฐบุรุษ และมักจะไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่ที่สมัครกล้าอาจจะเป็นเพราะเข้าใจว่า พล.อ.เปรม ไม่ได้วางตัวเหมาะสม
เพียงพอในสายตาของเขา
สมัครอาจจะมองว่า พล.อ.เปรม ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองในมุม “อีแอบ” ลับ-ลับ แล้วก็ล่อ-ล่อ ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้กับพรรคไทยรักไทย และท่านผู้นำอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นก็
หมายรวมถึง “ใจ” ของสมัครด้วย แต่ถ้าจะถามเอากับเขาว่าทำไมถึงกล้าออกมาวิจารณ์ พล.อ.เปรม เขาก็อาจจะบอกว่าเพื่อ??? เห็นทีเรื่องนี้จะต้องถามไถ่ไปที่ ธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งขณะนี้ยังคงดำรงตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย
ณ วินาที นี้ แรงต้านและมีความไม่เชื่อว่าสมัครจะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งแรงเคลื่อนจากคนใกล้ชิด พล.อ.เปรม ทั้งจากบรรดาลูก-ลูก หลาน-หลาน แม้แต่หัวใจของ บรรหาร
ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่จะยอมทำให้ผู้ใหญ่ที่นับถือกันมา 30 ปีจะเสียใจหรือไม่ หรือว่าบรรหารรู้แล้วว่า พล.อ.เปรม
จะไม่เสียใจ เพราะบรรหารได้ทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง ดังที่แถลงข่าวไปต่อหน้าสาธารณชนถึงท่าทีที่จำต้องเปลี่ยนไป
ถ้าจะถามว่าผมเชื่ออย่างไร ก็คงจะต้องบอกเพียง “ความเชื่อ” ว่า โดยส่วนตัวไม่เชื่อว่า พล.อ.เปรม จะไปทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล สร้างอิทธิฤทธิ์-อิทธิพล ถึงกับลงมือแทรกแซงการเมือง เพราะมันไม่ใช่ “กิจของสงฆ์” ท่านคงจะเป็น “หลัก” ของบ้านเมือง คอยให้
คำปรึกษาหารือเพื่อให้ไทยได้โชติช่วงชัชวาล...เสียมากกว่า
และผมก็ยังเชื่อต่อไปว่า เมื่อสมัครได้เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้นำ
รัฐนาวาแล้ว ย่อมจะมีความเข้าอกเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น หากทุกคนในบ้านเมืองได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว ย่อมเป็นเรื่องพื้นฐานว่าจะได้เห็นสังคมเรา เริ่มกลับเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์อย่างแท้จริง
คนเขาจะได้ไม่ถามว่า “อะไรนะ...สมัครนายกรัฐมนตรีหรือ” ซึ่งคงจะต้องทำให้คนเขากล่าวอย่างสนิทชิดเชื้อเหมือนเดิมว่า
“ไอ้หมักมันแน่ว่ะ” (ในการบริหารบ้านเมือง)
● ณรงค์ ชื่นชม ●
สงคราม เพิ่งเริ่มต้น
การเป็นรัฐบาล
หรือ
ไม่เคยมีถนนที่ปูลาดด้วยกลีบกุหลาบ
ในการเป็นผู้ปกครองประเทศ
ใครก็ตามที่เคยนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งอำนาจ
จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด บางท่านบางคนอาจ
จะตอบได้ในขณะที่ปัจจุบันของเขา คือ ความเป็น
ปุถุชนคนธรรมดา
บางท่านอาจจะตอบคำถามนี้มาจากที่คุมขัง
ในฐานะผู้เป็นอันตรายต่อแผ่นดิน แผ่นดินของ
ผู้สามารถเอาชนะ
หลายท่านอาจจะไม่ได้ยินคำถาม ไม่ได้รับรู้
คำตอบ เพราะต้องสูญเสียชีวิตสังเวยให้กับอำนาจ
ที่เขาเคยมี
มีน้อยท่านมากที่ได้ยินคำถามและรู้คำตอบ
และสามารถกลับคืนสู่อำนาจได้อีกครั้งหนึ่ง
นโปเลียน โปนาปาร์ต นักการทหารและ
จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส..เปรองแห่งอาร์เจนตินา..เป็น
2 ตัวอย่างในไม่กี่ตัวอย่าง ในเกือบ 1 พันปีของโลก
แห่งการแย่งชิงอำนาจใบนี้
จอมพล ป.พิบูลสงคราม..น่าจะเป็น
ตัวอย่างเดียวในอดีต นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเป็นต้นมา แต่ท่านก็ไม่มีชีวิตแห่งอำนาจ
ชีวิตที่สาม เพราะแพ้ครั้งสุดท้ายท่านกลับเข้า
ประเทศไทยมาได้แต่กระดูก
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ..เป็นอีก 1 ชีวิตที่
ต้องลี้ภัยไปถึง 2 ครั้งและคืนสู่อำนาจได้ แต่ครั้ง
แรกของการสูญเสีย ท่านเป็นได้แค่ลูกชายของผู้มี
อำนาจ จอมพลผิน ชุณหะวัณ
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปชีวิตและอำนาจของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร..อดีตหัวหน้าพรรคไทยรัก
ไทย ในวันที่พรรคของเขากำลังเติบใหญ่ในนาม
ของพรรคพลังประชาชน เร็วเกินไปเพราะว่า..
วันนี้เขาและครอบครัวกำลังผจญอยู่กับคดีความ
มากมาย..อันเกิดจากความพ่ายแพ้ในครั้งแรก
ในทางการแพทย์..มีอยู่สำนวนหนึ่ง..ท่านว่า...
การผ่าตัดสำเร็จลงอย่างงดงาม แต่คนไข้เสียชีวิต
ประชาชนจำนวนมหาศาล..ที่เลือกพรรค
พลังประชาชน เพราะอยากเห็นเขากลับมาสู่อำนาจ
ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล..เพราะหวังว่าเขาจะ
สามารถกู้บ้านคืนเมืองที่กำลังย่ำแย่..ให้ฟื้นฟู
ขึ้นมา..อาจจะไม่สมหวัง..
หากเขาไปแพ้ในคดีความที่มีโทษทางอาญา
วันนี้..พรรคพลังประชาชนชนะในการ
เลือกตั้ง..สงครามของพรรคจบลงแล้ว แต่ของ
ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว...สงครามเพิ่ง
เริ่มต้น
ครับ...สงครามเพิ่งเริ่มต้น
พญาไม้
ไร้ ‘เผด็จการรัฐสภา’
ประเพณีปฏิบัติของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก ส.ส.ผู้อาวุโสสูงสุด มักได้รับเลือกให้ทำหน้าที่“ทั่นประธานฯ” ชั่วคราว ซึ่งการประชุมสภาฯ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ม.ค. ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่นี้ก็คือ คนที่เคยประกาศตัวว่า...มีลูกชายหล่อที่สุดในโลก???นายชัย ชิดชอบ!!!ไม่ว่าจะตีรวนกันอย่างไร??? สุดท้ายเวลา 11.35 น.นายชัย ได้ประกาศผลการโหวตเลือกประธานสภาฯ แล้วก็ได้“ตัวจริง” คือ...นายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วยคะแนนเสียง307 คะแนน ทิ้งห่าง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน จากพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ 167 คะแนน โดยมีผู้งดออกเสียง 2 คนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นกล่าวว่า...แม้ที่ประชุมฯ จะมีมติเลือกประธานสภาฯ ไปแล้ว แต่สถานภาพยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะเข้าหลักเกณฑ์มาตรา 124 คือ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง จากนั้นจึงจะนัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ขณะที่ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราชบอกว่า...ส่วนตัวเห็นว่านายยงยุทธมีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนทุกประการ ก็ไม่ควรไปตั้งแง่งอนที่จะปฏิเสธหรือวิพากษวิจารณ์อะไร สิ่งที่ควรจับตามองก็คือการปฏิบัติหน้าที่ หากทำไม่ถูกต้องก็ต้องมาว่ากันใหม่ด้าน นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยแสดงความมั่นใจว่า...นายยงยุทธจะทำหน้าที่ประธานสภาฯ ได้แต่ต้องใช้เวลา เพราะยังไม่เคยทำหน้าที่ตรงนี้ ทั้งนี้ ประธานสภาฯ จะต้องมีความประนีประนอม โดยเชื่อว่าการบริหารงานจะไม่เกิดปัญหา เพราะประธานและทีมบริหารมาจากพรรคเดียวกัน ซึ่งในส่วนของพรรคชาติไทยก็พร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภาฯ นัดแรก โดยย้อนถามสื่อกลับว่า...นายยงยุทธจะทำงานไม่ได้หรือ ซึ่งเขามองว่า...แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไร แต่คนที่เข้ามาทำงานใหม่ต้องให้เขาเริ่มต้นนับหนึ่งก่อน ซึ่งนายยงยุทธรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร และได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค ดำเนินการเรื่องลาออกจากพรรคไปเมื่อวานก่อนแล้วขณะที่ นายยงยุทธ ตอบคำถามที่หลายฝ่ายเป็นห่วงเรื่องท่าทีการวางตัวเป็นประธานสภาฯ ว่า...ต้องให้เวลา ซึ่งเขาจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด แค่วันสองวันก็รู้ ส่วนที่หลายคนวิจารณ์ว่าเป็น “สายล่อฟ้า” นั้น ว่าที่ประธานสภาฯ บอกว่า...ไม่คิดอะไร เป็นคนสาธารณะถูกวิจารณ์ได้เป็นเรื่องปกติไม่มีปัญหา“ความฝันคือทำอย่างไรให้ทุกคนมีความสุขและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ไม่อยากเห็นประชาชนเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง” นายยงยุทธ ระบุพร้อมกับย้ำว่า...การทำงานของเขาจะไม่เป็น “เผด็จการสภาฯ” อย่างแน่นอนส่วนที่ กกต. นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนฯ บอกว่า แม้นายยงยุทธจะลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อสำนวนสอบสวนการซื้อเสียงที่ จ.เชียงราย แต่อย่างใด
คมช.ยกย่องชื่นชมคตส. เป็นไม้บรรทัดของสังคม
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าววันนี้ (22 ม.ค.) ถึงการรับประทานอาหารร่วมกันระหว่าง คมช. และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ค่ำวานนี้ (21 ม.ค.) ว่า ตนไม่ได้ไปด้วย แต่จากการพูดคุยกับ คมช. มีการบอกว่า ไม่ได้เป็นการเลี้ยงขอบคุณใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการพบปะในฐานะที่ คมช.กำลังจะหมดบทบาทลงไป คมช.แสดงความชื่นชม คตส.ทุกท่านว่า เป็นไม้บรรทัดของสังคม สร้างบรรทัดฐานที่เหมาะสมให้กับสังคมไทย สังคมจะเจริญก้าวหน้า จะสงบสุขได้ ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ต้องคิดถึงความซื่อสัตย์ สุจริต กตัญญู เรื่องความมีจริยธรรม คตส.ได้เสียสละชีวิตของท่านส่วนหนึ่งมาเป็นไม้บรรทัดให้กับสังคม
'ถามว่า การทำอย่างนั้น มีคนรักทุกส่วนหรือไม่ มีคนที่ชอบและไม่ชอบ ท่านได้เสียสละทำตรงนั้นให้ เราจึงอยากแสดงความรู้สึก อยากแสดงความชื่นชม ไม่มีอะไรมากมาย' โฆษก คมช.กล่าว และว่า ในความรู้สึกของหลายคน อาจรู้สึกว่า คมช.เป็นความจำเป็นที่น่ารังเกียจ หลายคนวิพากษ์อย่างนั้น เราจำเป็นต้องเข้ามา หากคมช.ไม่เข้ามา เหตุการณ์ช่วง 19 กันยายน ปี 2549 อาจลุกลามบานปลาย หนักกว่าเดิม หาทางออกไม่ได้ แต่ที่บอกว่า น่ารังเกียจเพราะอาจทำแล้วไม่ถูกใจกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งกลุ่มผลประโยชน์ใด
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า ทหารส่วนใหญ่ เมื่อจะจากกันเราจะบอกว่า พบกันเมื่อชาติต้องการ แต่วันนี้ทุกอย่างเป็นประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนที่ดีให้กับทุกฝ่าย ว่า หากเรามุ่งคิดเชิงขัดแย้ง อคติ จะเกิดความบอบช้ำ เป็นความบอกช้ำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตัวบุคคล แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและเศรษฐกิจโดยรวม
บทความคฑาวุธ: รวมกันตายหมู่...แยกอยู่ตายเดี่ยว
โดย คฑาวุธ
ที่มา เว็บไซต์เสรีชน
22 มกราคม 2551
ในที่สุด แผนบันได 4 ขั้น แล้วขยายมาเป็น 6 ขั้น ตามคำเปิดเผยของ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ก็เดินมาถึงจุดหมายปลายทาง และพิสูจน์ให้เห็นในวันนี้ว่า ล้มเหลวในภารกิจลับที่ดำเนินมาปีเศษๆ ลงอย่างสิ้นเชิง
พรรคพลังประชาชนได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด ได้เป็นพรรคที่รวบรวมอีก 5 พรรคมาจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค 315 เสียง ยึดตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ได้ทั้งหมดอย่างไม่มีตกหล่น และมีท่าทีตามที่ คุณสมัคร สุนทรเวช ประกาศแล้วว่าจะไม่ใช่รัฐบาลชั่วคราว จะอยู่ยาวจนครบวาระไปเลย
ทำเอาแก๊งค์ 19 กันยาทุกระดับชั้นครวญครางด้วยความเสียวสยอง เมื่อคนที่ถูกรุมทำร้ายเริ่ม “ตั้งหลัก” ได้ และยังอยู่กัน “ครบทีม”
พล.อ.สนธิ บุณรัตกลิน ผู้แย่งผลงานการยึดอำนาจมาจากผลงานการลงมือของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ขึ้นมาเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ รู้ชะตาว่าอยู่ในบัญชี “หมายหัว” ในอันดับต้นๆ ก็กลายเป็นผู้ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน ต้องหลบไปอาศัยสถานะขององค์กรมุสลิมโลก ทั้งในอิหร่านและดูไบ เพื่อเป็นเกราะกำบังตัว
ส่วนจอมบงการใหญ่ ที่ส่งสัญญานขัดขวางไม่ให้ คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเพียงสัญญานที่เบี่ยงเบนความกลัวในหัวใจที่แท้จริงซะมากกว่า เพราะอำนาจบารมีของจอมบงการหัวขาวนี้ ทั้งสิ้นทั้งปวง ล้วนมาจากการแอบอ้างสถาบัน ถ้าหลุดจากการแอบอิงสถาบันเมื่อใด จอมบงการรายนี้ก็ไร้ราคาในหมู่บริวาร
ตำแหน่ง “ประธานสภา” คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ขันทีจอมบงการ หลุดพ้นจากการเกาะอ้างสถาบันอย่างเด็ดขาด และชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยเฉพาะเป็นรัฐธรรมนูญที่จอมมารบงการให้สมุนมือกฏหมายวางฝังไว้เป็น “ไม้ตาย “ เพื่อรักษาสถานะและอำนาจของตัวเอง
ตามมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ระบุไว้ว่า
"การเลือกและแต่งตั้งองคมนตรีหรือการให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานองคมนตรีหรือให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง"
นั่นคือไม้ตายที่ว่า การปลดประธานองคมนตรีออกจากตำแหน่ง อยู่นอกเหนือพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัยตามความในวรรคแรก ต้อง”ประธานสภา”เท่านั้นที่จะทูลเกล้าเสนอแต่งตั้ง หรือ ปลดประธานองคมนตรี เพื่อให้ทรงมีพระปรมาภิไธยเพื่อโปรดเกล้า “แต่งตั้ง” หรือ ”ถอดถอน” ตามความในวรรคสอง
ในขณะร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ประธานรัฐสภาคือ “นายมีชัย ฤชุพันธ์” แต่ในวันนี้ ประธานสภาซึ่งจะเป็นประธานรัฐสภาด้วยชื่อ “ นายยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่จอมบงการสั่งไล่ล่าอย่างเอาเป็นเอาตาย
การดื้อดึงแข็งข้อ ดันทุรังไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง แล้วออกนอกประเทศด้วยเหตุผลไปรักษาสุขภาพ ตามที่ผู้ใหญ่เปิดทางให้ แต่กลับหันมากดดัน กกต.หนักขึ้น ให้สั่งยุบพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคชาติไทย ที่ส่งผลให้นายบรรหาร ศิลปะอาชา ไม่กล้าโผล่หน้ามาร่วมแถลงข่าวการเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ยอมให้ลูกสาวรับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เป็นเพียงความหวังสุดท้ายว่า จะมีความเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆ กับผู้ใหญ่เท่านั้น
มีข่าวว่า พล.อ.เปรม สุขภาพแย่ ป่วยหนัก โดยเฉพาะอาการป่วยด้วยความตรอมใจ ที่”นักฆ่าลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ปราบศัตรูคู่แข่งทางการเมืองที่หาญกล้ามาเทียบบารมีอย่างราบคาบ คนแล้วคนเล่า ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก, พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา, นายประมาณ อดิเรกสาร มาถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาถูกคู่ชกเก่ารุ่นลายครามอย่างคุณสมัคร สุนทรเวช ถลุงจนบอบช้ำหมดทางสู้ ต้องร้องขอให้ลูกน้องพรรคการเมืองช่วยประคอง ก็กลับมาเจอมวลชนผู้รักประชาธิปไตยเผด็จศึก ด้วยการไม่เลือกพรรคการเมืองพรรคนั้นเสียอีก ตามมาด้วยเสียงก่นด่าจากมวลชนที่รู้ความจริง จะไปไหนมาไหนลำพังในประเทศนี้ ก็ไม่ปลอดภัย ไร้ความเคารพยำเกรงเหมือนเช่นที่ผ่านมาในอดีตในที่สุดฟ้าก็ลิขิต หมดสิ้นแล้วสำหรับยุค “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ”
จาก Thai E-News








