วันนี้(23 ม.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ทำการเก็บของในห้องทำงาน ชั้น 2 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่หน้าห้องของพล.อ.สนธิเองก็ได้เก็บของแล้วเช่นเดียวกันในสัปดาห์นี้ ซึ่งรายงานข่าวแจ้งว่า ที่ห้องทำงานของพล.อ.สนธิเหลือแต่เพียงรูปภริยา
ส่วนการประชุมคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไข ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ที่ยังคงเหลืออีก 1 วาระ พล.อ.สนธิก็ได้สั่งให้งดการประชุมแล้ว
ขณะเดียวกัน พล.อ.สนธิกล่าวยืนยันถึงการเดินทางกลับประเทศไทย ว่า กำหนดการณ์ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าจะเป็นในช่วงสิ้นเดือนมกราคมนี้ และจะมีการแจ้งข่าวให้ทราบก่อนเดินทางกลับอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการกล่าวถึงการเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ว่า เป็นเพราะประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้วและกำลังมีการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นพรรคพลังประชาชน จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางไปต่างประเทศของพล.อ.สนธิ เป็นการเลี่ยงไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากับรัฐบาลใหม่
ขณะที่มีรายงานข่าวแจ้งว่า การเดินทางไปต่างประเทศของ พล.อ.สนธิ ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปประเทศในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อปฏิบัติกิจทางศาสนาเท่านั้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 24, 2008
‘สนธิ'เก็บของ!ลาทำเนียบรัฐบาล-เตรียมกลับไทยสิ้นม.ค.
สิ้น คมช.
ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้ การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
ถ้าผมเป็น พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข รักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ผมจะแถลงการสิ้นสภาพของ คมช. ด้วยตนเอง แทนที่จะให้คนระดับ พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ที่เป็นเพียงโฆษกออกมาแถลง
ก็ตอนที่แถลงเปิดตัวคณะที่กรีธาทัพเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เห็นนั่งกันสลอนไปตั้งแต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการ คมช. มั่นใจเต็มที่ว่ากำลังทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองมิใช่หรือ
ทำไมตอนจากถึงได้ทำเงียบๆหงิมๆเหมือนไม่อยากให้ใครเห็น
อย่าลืมนะครับ การยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นอนันตริยกรรมหรือกรรมอันแสนหนักในทางการเมือง ทำแล้วก็เท่ากับได้สร้างกรรมอันใหญ่หลวงไว้ในประวัติของชาติบ้านเมือง จะเป็นเกียรติประวัติหรือเกลียดประวัติก็แล้วแต่บุญแต่กรรมของคนมอง
จู่ๆบอกว่าขอโยนผ้ายอมแพ้ หรือขอเดินออกจากปมปัญหาที่ตัวเองเป็นคนสร้างไว้ โดยไม่สื่อสารกับสังคมอย่างสมควรนั้นไม่ใช่เรื่องที่มีวุฒิภาวะนัก
ถามว่าแล้วที่สมควรนั้นคืออย่างไร
ทางเลือกก็มี ๒ ทางเท่านั้น ทางแรกคือยืนยันว่าการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันอังคารที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยการแสดงหลักฐานว่ายึดอำนาจมาจนบัดนี้แล้วประเทศไทยและคนไทยดีขึ้นในทุกทาง
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมก็นึกภาพไม่ออกว่าเขาจะแสดงกันได้อย่างไร
ทางที่สองคือยอมรับว่าการรัฐประหารประสบความล้มเหลว ล้มเหลวมาตั้งแต่ความคิดที่จะกระทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงการฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนและสร้างระบบการเมืองพิกลพิการเอาไว้แทนที่ ตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ และทำลายเครดิตของประเทศไทยในภาพรวม
ถึงไม่กล้าหาญพอที่จะยอมรับและพูดถึงขนาดนี้ อย่างน้อยก็ควรจะยืนยันกับพี่น้องร่วมชาติว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาใดๆ และเป็นการผูกปมปัญหาใหม่ไว้ในบ้านเมือง เพื่อจะได้ไม่ต้องผ่านความทุรกรรมทุรเวรเช่นนี้อีก
ผมเข้าใจเอาเองว่าความผลุนผลันเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าของผู้ก่อการรัฐประหารคณะนี้ น่าจะมาจากความตระหนักว่าตนไม่ใช่ต้นคิดของการรัฐประหาร
แต่เป็นเพียงผู้กระทำตามคำสั่งของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ตัวเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความถูกต้องของบ้านเมืองเท่านั้น
ซึ่งก็ยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงหนักขึ้น
เพราะเท่ากับว่า ความล้มเหลวของ คมช. มิได้ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการรัฐประหารอีกครั้งลดลงไป และย้ำด้วยว่าคนที่สั่งการให้รัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่คนกลุ่มนี้
การแถลงข่าวแบบซ่อนรูป หรือ low-key อย่างที่คุณสรรเสริญทำ อาจเป็นวิธีสื่อสารในสิ่งที่คน คมช. พูดตรงๆไม่ได้ นั่นคือไม่ได้ภูมิใจในตนเอง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นผู้แบกรับภาระจากการตัดสินใจที่ล้มเหลวคราวนี้ทั้งหมด
หมดหน้าที่ของ "นายหน้า" แล้วก็แล้วกัน อาจจะคิดเพียงเท่านั้น
ต่อไป "เจ้าของ" เขาก็คงว่าเองต่อไป จะเรียกตัวกลับมาใช้งานอีกหรือจะสร้างมือปืนซุ้มใหม่ก็แล้วแต่เขา
ฝ่ายที่รักและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่าเพิ่งได้ลิงโลดใจจนเกินไป เพราะการสิ้นสุดยุค คมช. อาจมีความหมายเพียงเท่านี้ก็ได้
สิ่งที่จะเป็นผลกระทบสำคัญก็คือ การสิ้นสุดของคณะนี้ เท่ากับว่าจะต้องเกิดคณะใหม่ขึ้นมาแทนที่ อาจประกอบด้วยบุคคลที่เห็นหน้ากันอยู่อย่างพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พลโทประยุทธ์ จันทร์โอชา พลตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา พลตรีวิลาศ อรุณศรี พันเอกทรงวิทย์ อิศรภักดี ฯลฯ ไปจนถึงรุ่น ๒๔ อย่าง "คุณยอง" หรือคนอีกเป็นจำนวนมากที่เราไม่เคยเห็นหน้า รวมทั้งพวกที่เห็นหน้าแต่ไม่รู้ใจ
การสิ้นยุค คมช. จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของระบอบทหารนอกแถวอย่างแน่นอน
การต่อสู้ในเชิงโครงสร้างยังอีกยาวไกลครับ.--จบ-
/////////////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้
จาก hi-thaksin
ไล่'ชวน'กลับไปสอนหน.ปชป.
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน
แถลงตอบโต้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวก่อนปิดประชุมเลือกประธานสภาว่า พรรคพลังประชาชนไม่ควรเตรียมประชุมสภา เพื่อเลือกนายกฯ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาว่า ยืนยันว่ากระบวนการดังกล่าว นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค มีประสบการณ์มากและรู้ว่าขั้นตอนใดสมควรทำหรือไม่ และเป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมการประชุมไว้ล่วงหน้าก่อนโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาแน่นอน
ร.ท.กุเทพกล่าวอีกว่า สิ่งที่นายชวนพูดเหมือนตีปลาหน้าไซ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม
จึงอยากเสนอนายชวนว่าควรไปสอนหัวหน้าพรรคตัวเองที่เคยขอ นายกฯ พระราชทานจนได้ฉายา มาร์ค ม.7 และการที่พรรคประชาธิปัตย์พูดถึงเสียงสนับสนุน 3 เสียงจากรัฐบาลในการเลือกประธานสภานั้น อยากให้เล่นเกมในสภา เพราะประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่อยากให้นำเรื่องเล็กน้อยมาเอาเปรียบคนอื่น ส่วนการตั้งวิปรัฐบาลโดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรค เป็นประธานชั่วคราวนั้น เป็นเพียงเตรียมการขั้นพื้นฐานและจะเลือกวิปอีกครั้งหลังจากตั้งครม.เสร็จสิ้น
เปิดใจ3ว่าที่‘ท่านประธานที่เคารพ'
วาระเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมสภานัดแรกเป็นไปตามโผพรรคพลังประชาชน นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้เป็นประธานสภาฯ ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่ 1 และ 2 เป็นของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ตามลำดับ
นายยงยุทธ อดีตรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็น 1 ในแกนนำพรรคไทยรักไทย ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจและเชื่อมือ ถูกทหารต้องเข้าควบคุมตัวในคืนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 แต่เมื่อกลไกต่างๆ เปิดช่องให้มีการดำเนินการทางการเมืองได้ นายยงยุทธ กลับมาเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชาชน รวมถึงการนั่งในตำแหน่งประธานสภาฯ ครั้งนี้
ขณะที่นายสมศักดิ์ สร้างชื่อจากการทำหน้าที่รองประธานสภาฯ มาก่อนเมื่อปี 2540 จนได้ฉายา ขุนค้อน ที่เพื่อนสมาชิกยึงนึกภาพสมัยทุบค้อนสงบความปั่นป่วนในสภาฯ หนนี้แม้เจ้าตัวอยากนั่งเก้าอี้บริหารมากกว่าแต่ด้วยประสบการณ์ ประกอบกับพรรคพลังประชาชนต้องการให้การคุมเสียงในสภาฯ ราบรื่น นายยงยุทธ จึงขอร้องให้มาช่วยงาน
ส่วนพ.อ.อภิวันท์ ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชาชน เป็นอดีตคนติดตามพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคไทยรักไทยสมัยยุบรวมพรรคความหวังใหม่ บทบาทเริ่มเข้าตานายใหญ่เมื่อร่วมเป็น 1 ในผู้ประสานงานกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ ภาคกลาง และเป็นอดีตแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (นปก.)
เป็น 3 ประสานจากพรรคพลังประชาชนที่ถูกจับตาว่าจะกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาหรือไม่ ซึ่งว่าที่ท่านประธานที่เคารพ แต่ละคน เปิดใจถึงการทำหน้าที่ใบเบื้องต้นไว้ ดังนี้
ยงยุทธ ติยะไพรัช
ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร
การเลือกตำแหน่งประธาน-รองประธานสภาฯ ที่มีเสียงแตกจนหลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะส่งผลต่อการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น คิดว่าไม่เป็นปัญหา เรื่องนี้อย่าตกใจ เพราะโดยธรรมชาติของส.ส.ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในการลงมติ
ที่สำคัญความคิดเห็นที่แตกต่างกันในลักษณะอย่างนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะมีนัยยะสำคัญอะไรที่จะทำให้ประชาชนต้องตกใจ เพราะคิดว่าการเลือกประธานสภาฯ จะเป็นอีกอย่าง คือคะแนนเสียงท่วมท้น แต่เมื่อเลือกนายกฯ ก็จะเป็นอีกอย่าง ดังนั้น ไม่น่ามีปัญหา
ส่วนการประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล นับจากวันนี้ไปผมคงต้องทิ้งภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคพอสมควร เพราะถ้าหากยังไปเกี่ยวพันกับการจัดตั้งรัฐบาลอาจถูกติฉินนินทาได้ว่าไม่เหมาะไม่ควร ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง โดยมารยาทจากวันนี้เป็นต้นไปผมจะรับรู้การจัดตั้งรัฐบาลให้น้อยลง เพราะฉะนั้นการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ผมจะไม่ทำ
การคุมเสียงพรรคร่วมรัฐบาลในการลงมติต่างๆ ทุกอย่างจะดำเนินการโดยที่ไม่ฝืนธรรมชาติ น้ำไหลเราก็อย่าไปทวนกระแสให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งในพระราชดำรัสอยากเห็นความปรองดอง ความสามัคคี ใช้เวทีสภาปรึกษาหารือกัน เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
ถ้าสภากลายเป็นสถานที่แสดงความคิดเห็นไม่ได้หรือเป็นสถานที่ที่ไม่ได้รับคำแนะนำที่ดี เราจะเสียโอกาส ฉะนั้น ผมคิดว่าบรรยากาศการประชุมเราไม่น่าจะต้องควบคุมอะไรมาก ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กลไกและข้อบังคับของสภา มีการอะลุ้มอล่วย จะไม่ทำตามใจประธานสภาฯ
การทำงานในสภาไม่ต้องห่วงเรื่องความไม่เป็นธรรม แต่ต้องให้โอกาสกับพรรคฝ่ายค้านอย่างมาก เพราะการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายค้านแม้เป็นเสียงข้างน้อยก็ถือว่าสำคัญ อะไรที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็ต้องรับฟัง เพื่อประโยชน์ของประชาชนให้มากที่สุด
ผมได้คุยกับว่าที่รองประธานสภาฯ ทั้ง 2 ท่าน ปล่อยใจให้สบาย ให้เป็นกลาง อะไรที่ควรเป็นไปก็ให้เป็นไปตามนั้น วันนี้จะเห็นบรรยากาศว่าสมาชิกอะลุ้มอล่วยกัน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะต้องรอพระบรมราชวินิจฉัยให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ก่อน จากนั้นเมื่อได้ทำหน้าที่แล้วจึงจะออกความคิดเห็น ถ้าวันนี้ออกความคิดเห็นเหมือนว่าผมได้ทำงานแล้วก็คงไม่เหมาะสม ซึ่งวันนี้ที่ประชุมกันก็มาดูงานด้านธุรการ ข้อกฎหมาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการเริ่มทำงาน
ส่วนถ้าได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วจะนัดประชุมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้เลยหรือไม่นั้น ถ้าจะให้ตอบตามตารางก็เป็นเช่นนั้น แต่ต้องหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว เรื่องนี้จะต้องหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกและในส่วนที่เกี่ยวกับความพร้อมของประธานสภาฯ
ถ้ามีรัฐบาลเร็วบ้านเมืองก็จะได้ประโยชน์ จะได้หายอึมครึม หลุมดำจะได้หมดไป เดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้
สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์
ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 1
การกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งก็เหมือนผมได้กลับมายืนอยู่ที่บ้านเก่า รู้สึกดีใจและตั้งใจจะทำงาน ถ้าถามความรู้สึกก็อยากเปลี่ยนมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารบ้าง เพราะว่าเคยทำหน้าที่นี้มา 4 ปีแล้ว คือในปี 2540 สมัยที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภา เพราะตอนนี้รู้สึกเบื่องานการเมือง
แต่เมื่อพรรคพรรคพลังประชาชนขอร้อง โดยเฉพาะนายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ประธานสภาขอร้องให้มาช่วยงาน เพราะวันนี้ท่านมีภารกิจมากจึงอยากให้งานสภาออกมาดีๆ และเห็นว่าผมเคยมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภามาพอสมควร จึงคิดว่าเหมาะสมที่จะมาช่วยงานกัน
การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ส่วนตัวเห็นว่าควรยึดข้อบังคับเป็นหลัก การแม่นข้อบังคับจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานและการควบคุมการประชุมสภาเป็นไปด้วยดี บรรยากาศราบรื่น เพราะถ้าประธานไม่มีความรู้เบื้องต้นหรือไม่พยายามเรียนรู้ก็จะลำบากในการควบคุมสมาชิก
สำหรับผมการทำหน้าที่ที่ผ่านมาและการกลับมาทำหน้าที่ครั้งนี้จะไม่ยึดตัวบทกฎหมายเป็นหลักอย่างเดียว แต่ต้องผสมผสานระหว่างข้อบังคับกับความยืดหยุ่นในงานสภา อะไรที่อะลุ้มอล่วยกันได้ หากข้อยุติได้ก็ควรจะเสียสละร่วมกัน
หากปล่อยให้บกพร่องหรือหลวมมากไปก็ไม่ดี จะถูกต่อว่าได้ แต่หากแข็งมากก็จะถูกกล่าวหาว่าเผด็จการ อะไรที่ดูพอเหมาะกับสถานการณ์ก็จะยึดแนวทางนี้
ส่วนพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่รองประธานสภาคนที่ 2 ที่เพิ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอีกคนนั้น เท่าที่คุยเบื้องต้น ก็น่าจะไปด้วยกันได้ดี
สำหรับการใช้ค้อน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของผมจนได้ฉายา ขุนค้อน ครั้งนี้ อาจไม่จำเป็นต้องนำค้อนมาควบคุมการประชุม เพราะเห็นจากบรรยากาศการประชุมวันแรกทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะทำงานร่วมกันได้ดี แต่ค้อนก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมที่ประธานในที่ประชุมสามารถหยิบมาใช้ได้ทุกเมื่อ ถือเป็นกติกาหนึ่งของการประชุมหากหาข้อยุติไม่ได้
ค้อนนี้ก็มีอยู่บนบัลลังก์ตลอดกว่า 70 ปีมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมี เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครหยิบขึ้นมาใช้ คนทำหน้าที่ประธานต้องรู้จักใช้ดุลพินิจและอำนาจของตนเอง
เปรียบเหมือนกับทหารที่มีอาวุธ หากใช้อาวุธไม่เป็นไม่มีประโยชน์ จะไม่เกิดความไว้วางใจของสมาชิกเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นและไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คนเป็นประธานต้องมีสิ่งที่ทำให้สมาชิกมีความเคารพยำเกรง
ตอนนี้ประชาชนคาดหวังการเมืองสูงมาก ผมอยากให้สภาอยู่ได้ยาว อยากให้สภามีความต่อเนื่องในการทำงาน คิดว่าการทำงานครั้งนี้น่าจะเป็นไปด้วยความสบายใจ 3 ประสาน น่าจะไปด้วยกันได้ดี
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
ว่าที่รองประธานสภาฯ คนที่ 2
การทำหน้าที่ของผมอยากจะสร้างสภาที่สมานฉันท์และจะเป็นสภาที่อภิปรายกันด้วยเหตุ ด้วยผล หลักการ และเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองเราก็จะร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรองดองในสภา
บรรยากาศในสภาเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนมองเราอยู่ มั่นใจว่าประธานและรองประธานสภาฯ พร้อมทำงานนี้อย่างเต็มที่ ดูจากบรรยากาศการประชุมวันแรกที่ประชุมวันนี้ก็น่ารัก เป็นบรรยากาศที่ดี และการประชุมก็มีการประนีประนอมกันทั้ง 2 ฝ่าย อย่าเรียกว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเลย เพราะพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อส่วนรวม ถือเป็นสิ่งที่ดีงาม
คิดว่าสมาชิกทุกฝ่ายจะให้ความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นกลางเป็นอย่างดี วันนี้สังเกตได้ว่าผมเป็นคนเดียวที่ไม่มีใครเสนอชื่อแข่งขัน ก็แสดงว่าพี่น้องพรรคประชาธิปัตย์ให้ความไว้วางใจเราด้วย ก็ต้องขอบคุณ
ทั้งนี้ ประธานและรองประธานทั้ง 2 คนขอให้มั่นใจได้ว่าเราจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย โดยรักษากติกามารยาทตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ในอนาคตเชื่อมั่นว่าสมาชิกสภาไม่น่าจะมีการป่วนกัน ถ้าเราทำอะไรด้วยเหตุผลก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะป่วนกัน เพียงแต่ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านมีโอกาสมากกว่าฝ่ายรัฐบาล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
และผมเชื่อมั่นในตัวเองว่าการทำหน้าที่ของผมจะไม่เอียงแน่นอน
‘คุณหญิงพจมาน'ปฏิเสธข้อหาทุจริตที่ดินรัชดา-แจ้งศาล‘ทักษิณ'กลับไทยพ.ค.นี้
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังจากที่อัยการยื่นฟ้องในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก โดยได้ขอเวลาศาลเพื่อเตรียมพยานและหลักฐานที่จะนำมาสู้คดี
พร้อมกันนี้ คุณหญิงพจมาน ยังได้แจ้งต่อศาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตกเป็นจำเลยที่ 1 จะเดินทางกลับมายังประเทศไทยในช่วงเดือน พ.ค. เพื่อมาร่วมกันต่อสู้คดีนี้
ทั้งนี้ ศาลฎีกากำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยในวันที่ 29-30 เม.ย.เวลา 10.00 น.
จัดพิธีรับพระบรมราชโองการ ตั้งปธ.-รองปธ.สภาผู้แทนฯ [24 ม.ค. 51 - 12:37]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วันนี้ (24 ม.ค.) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จัดเตรียมพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธาน และ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ข้าราชการแต่งชุดขาวเต็มยศรอต้อนรับ โดย นายยงยุทธ ติยะไพรัช ว่าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เพื่อเป็นการฟื้นฟูประเพณีที่ดีงามในอดีต พระราชอำนาจเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรเทิดทูนไว้เหนือหัว
ด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ว่าที่ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มั่นใจในการทำหน้าที่ครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยรับหน้าที่ดังกล่าวมาแล้ว โดยจะยึดหลักความเป็นกลาง และปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด พร้อมขอให้บรรดา ส.ส. ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง โดยยึดหลักความสมานฉันท์เพื่อบ้านเมือง น้อมรับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องความรัก ความสามัคคี
ขณะที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ว่าที่ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 กล่าวว่า การทำหน้าที่ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นครั้งแรกและเป็นงานที่ท้าทาย เชื่อมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองให้เป็นมาตรฐาน ที่มีทั้งหลักการ เหตุผลและการสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน
สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ว่าด้วย มาตรา 1 “อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย”
โดย มุทิตา เชื้อชั่ง และชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา ประชาไท
24 มกราคม 2550
หลังประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 สถานการณ์ทางการเมืองก็ดูเหมือนจะเข้าร่องเข้ารอยมากขึ้น และพรรคใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศก็ลดระดับความแข็งแกร่งลงไป นี่เป็นการโผล่พ้นจากปัญหาประชาธิปไตยแล้วหรือยัง? เส้นทางข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง? ระหว่างเส้นทางฟื้นฟู ‘คุณธรรม จริยธรรม’ ในพื้นที่การเมืองเราเสียต้นทุนอะไรไปแค่ไหน? และถึงที่สุดแล้ว หลายคนอาจกำลังงงว่า การรัฐประหารที่ผ่านมาบรรลุจุดหมายใด? ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาว่าด้วยหลักกฎหมายที่ต่างคนก็ต่างอ้าง กระทั่งหลักนิติธรรมก็ยังถูกบิด เพื่อรับใช้เป้าหมายทางการเมือง
ท่ามกลางคำถามมากมาย ‘วรเจตน์ ภาคีรัตน์’ เป็นนักกฎหมายมหาชนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คน ที่จำต้องกลาย ‘เสาหลัก’ แม้อาจไม่มีผลฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการเมืองที่เกิดมากมายตลอดสองปีที่ผ่านมา แต่อย่างน้อยก็เป็นเสาหลักเพื่อตอบคำถาม ให้ความคิดเห็นด้านกฎหมาย กระทั่งหลังรัฐประหารเขากลายเป็นนักวิชาการส่วนน้อยที่ป๊อบปูล่าร์มากที่สุดคนหนึ่ง ในฐานะที่กล้ายืนยันต่อต้านการรัฐประหารอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ขณะที่กระแสสังคมเป็นไปในทางตรงข้าม
แม้สถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย แต่ช่วยไม่ได้ที่หลายคำถามยังค้างคาเป็นหนามยอกอก ‘ประชาไท’ ถือโอกาสพูดคุยกับนักกฎหมายเสียงข้างน้อยคนนี้อีกครั้ง เพื่อสรุปรวมประเด็นปัญหาสังคมการเมืองไทยที่ผ่านมาในเชิงหลักการและปรัชญาความคิด รวมทั้งสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เผชิญอยู่ ทั้งเรื่องการยุบพรรค การแจกใบเหลือง-ใบแดง การแก้รัฐธรรมนูญ ฯ ซึ่งน่าจะเป็นบทสรุปที่ลึก (และยาว) ที่สุดบทหนึ่ง
อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ เว็บไซต์ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/10967
“อ้างพระเจ้าในนามของพระเจ้าโดยศาสนจักร ทำให้ศาสนจักรกลับกลายเป็นคนที่กุมอำนาจ ทำอะไรหลายอย่างที่ปัจจุบันก็ยอมรับว่ารับไม่ได้ เช่น การทรมานคน การเผาทั้งเป็นฯ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคกลางนั้น คล้ายกันกับบ้านเรา เรากำลังบอกว่าประชาชนของเราไม่รู้เรื่อง ต้องเลือกคนดี ต้องเชิดชูคุณธรรม จริยธรรม ตัวคุณธรรม ตัวจริยธรรมนั้นดี แต่คนมากุมอำนาจแล้วอ้างคุณธรรมจริยธรรมนั้นก็คล้ายกับศาสนจักรในยุคกลาง และนี่คือสิ่งที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่”
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
18 มกราคม 2551จาก Thai E-News
ฟังคนในแวดวงทหารซุบซิบเรื่องในกองทัพ (ตอน 2)
24 มกราคม 2551
มีรายละเอียดจำนวนมากจากกระทู้ฮ็อตในเว็บบอร์ดพลเมืองภิวัฒน์ เราจึงขออนุญาตนำมาเรียบเรียงเพิ่มเติมต่อจากรายงานของเราตอนที่ 1 ในเรื่องราวลึกๆ ที่ประชาชนในแวดวงทหาร ได้พูดคุยเกี่ยวกับกองทัพ หลังหมดยุคคมช.
หลังจากการเปิดเผยข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้สามารถอำพรางแหล่งที่มาของข่าวได้ในระดับหนึ่ง และทำให้ทหารกล้าที่จะเปิดเผยความไม่ชอบมาพากล หลายท่านได้บ่นถึงความน่ารังเกียจของกลุ่มทหารเล็กๆ ดังกล่าว ที่ได้สร้างความเสื่อมให้กับวงการทหารไปทั้งกลุ่ม "ผมเป็นทหารอีกคนหนึ่งที่ยอมรับว่ารังเกียจการกระทำของเตรียมทหารรุ่น 6 ที่ทำให้กองทัพต้องเสื่อมเสีย" คุณ ร้อย ลว.กล่าว ในขณะที่นายทหารอีกท่านกล่าวตัดพ้อว่า
"รุ่น 6 ไม่ต้องออกมาชี้แจงหรอก ที่ผ่านมาเกือบๆ 2 ปี แต่ละตัวได้แสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนและรุ่นพี่ รุ่นน้องร่วมสถาบัน ให้ผลงานมันพิสูจน์การกระทำดีกว่า พวกเราที่อยู่ก็ช่วยกวาดขี้กวาดเยี่ยวกองทัพที่พวกมันทำไว้ดีกว่า ผมเป็นรุ่นน้องเคยเคารพแต่ตอนนี้แค่เห็นชื่อมันในหนังสือพิมพ์ยังจะอ้วก"
รุ่นน้องนายทหารใช้ชื่อว่า "มว.ใหม่" ได้แสดงความคิดเห็นติงการทำงานของนายทหารรุ่นพี่ และเรียกร้องให้มาสนใจการทำงาน แทนที่จะเสาะแสวงหาลาภและอำนาจ
"ผลงานของพวกรุ่นพี่ๆ ที่เริ่มจะไร้สมอง รร.จปร.ให้เรียนแบบลวกๆ ให้รีบจบ ยุบเหลือ 4 ปี ต้องเสียเวลาออกมาเรียนจู่โจม ทำให้ขาดโอกาสฝึกทหารใหม่ และฝึกเป็นหน่วยในระดับ ผบ.มว. อีก 1 ปี พี่ๆ เอาเวลากลับมาดูกองทัพเถอะ ภาคใต้หน้าที่พวกเราไม่ใช่หรือ อย่าเอาชีวิตพวกผม น้องๆ ที่เพิ่งจะเสียชีวิต (8 ศพ ) และลูกน้อง ไปตายรายวันเลย เลิกซักที เลิกเอาเวลาไปฝักใฝ่การเมือง จนเดี๋ยวนี้ ผบ.ร้อย. , ฝอ.3 และ ผบ.พัน. ไม่เคยดูแลใส่ใจหน่วยกันแล้ว โตกันทางลัด วัดใจกันว่าจะเอากำลังออกมาปฏิวัติเพื่อเงินรางวัล และตำแหน่งสูงขึ้นหรือเปล่า"
นายทหารระดับสูงนายหนึ่งที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในติมอร์ จนสร้างเกียรติและชื่อเสียงให้กับกองทัพไทยเป็นที่ประจักษ์กับสายตาของนานาชาติ ได้เปิดเผยความในใจต่อ "พี่ตุ่น" หรือ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล
"พี่ตุ่นสมัยที่ร่วมงานกับพี่ที่ติมอร์ ผมดูว่าพี่มีบุคลิกภาพที่ดีและเหมือนว่าจะรักครอบครัวเป็นอย่างมาก นับเป็นแบบอย่างที่ดีของน้อง แม้จะมีคนพูดถึงพี่ในแง่ไม่ดีมาก แต่ก็ไม่มีใครสนใจ หลังจากเหตุการณ์ 19 ก.ย. เมื่ออำนาจเข้าตา ความโลภและมักใหญ่ใฝ่สูงทำให้พี่เปลี่ยนไป ข่าวสารต่างๆ ที่น้องๆ ได้รับ ได้พิสูจน์ตัวตนของพี่ออกมาอย่างเต็มที่ คำพูดของนายทหารที่เคยใกล้ชิดพี่ ยังออกปากว่าธาตุแท้ในสายเลือดพี่ออกมาแล้ว สายเลือดที่ทรยศ โกงกินบ้านเมือง เล่นพรรคเล่นพวก และไม่ใส่ใจในเกียรติภูมิของกองทัพ"
ผมเสียดายวันเวลาที่อยู่กับพี่ ยิ่งเมื่อเห็นภาพลูกชายพี่ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตทหาร คำสั่งที่คนใกล้ชิดของพี่ฝากมายังหน่วยต่างๆ ทำให้รู้ว่าพี่ทุเรศและไร้ยางอายขนาดไหน การเลื่อนตำแหน่งให้กับคนใกล้ชิดทั้งๆ ที่อาวุโสต่ำเป็นเหมือนการเหยียบยอดหน้าของนายทหารที่เหมาะสมและอาวุโสกว่าเป็นอย่างมาก"
"ผมเสียใจที่ครั้งหนึ่งผมได้เคยทำงานร่วมกับพี่ภายใต้หมวกสีฟ้าที่ผมภูมิใจ"
นายทหารคนเดิมยังได้เล่าถึงรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจในติมอร์
"ทหารไทยที่เป็นระดับบังคับบัญชาไปสามคน คนแรงพี่ทรงกิตติ รุ่น 10 คนนี้ไปตอนสถานการณ์ยุ่งเหยิงต้องทำงานหนักวางระบบและรูปแบบทำให้ UN รู้ถึงความสามารถ จนประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ คนต่อมาพี่สร้าง บุญสร้างรุ่น 1 สมองเป็นเลิศ นายร้อยสหรัฐ ส่วนคนสุดท้ายวินัย คนนี้ไปตอนสบายแล้ว ได้อานิสงค์จากสองคนแรก และในขณะนั้นตัวเองเป็นเจ้ากรมข่าวทหารก็ไปโดยตำแหน่ง"
คุณหัวหดเผยรายละเอียดวิธีการล็อบบี้ตำแหน่งรมว.กลาโหม
"ที่สำคัญวินัย ลูกเจ๊กกัง ยังเดินเกม วิ่งเต้น ในตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ตอนนี้เต้นผ่านทาง นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งของบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มาขอร่วมบริจาคเงินให้ พปช. 1 ล้านบาท ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งนายกอบชัย เป็นญาติผู้น้องของนายสุทธิชาติ จิราธิวัฒน์ เพื่อนร่วมผลประโยชน์ของวินัย คนที่ยัดตำแหน่งประธานบิ๊กซีให้วินัย นั้นเอง"
"สำหรับเงื่อนไขหากวินัยได้เป็นรัฐมนตรีก็คือเรื่องเดิม เรื่องการเจรจาที่ดินการรถไฟให้ห้างเซ็นทรัล"
คุณเพียว ได้ปฏิญาณตนว่า จะนำข้อมูลมาแฉเพิ่มเติม
"ตอนนี้กำลังรวบรวมรายชื่อลิ่วล้อกวาดกระโถน ไอ้สนธิ ไอ้วินัย อยู่ มีไม่กี่ตัวที่เจริญข้ามหน้าข้ามตาทหารอาชีพไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นนายพลหญิงหน้าห้องวินัย นายพลชายหน้าห้องสนธิ น้องเมียไอ้วินัย ลูกชายไอ้สนธิ และอีกสองสามคน ไม่นานกูจะเอามาเผยให้ฟัง"
คุณทหารบำนาญเผยรายละเอียดในคืน 19 กันายา 49 รวมถึงได้ให้ข้อคิดแก่ "เพื่อนร่วมรั้วแดงกำแพงเหลือง"
"คนที่เหมาะจะเป็น รมว.กห.ที่สุดก็คือ พล.อ.เรืองโรจน์ นั่นแหละครับเพราะรู้อะไรดีที่สุดตอนที่เกิดการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย.49 และก็มารู้ทีหลังว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นแอบอ้างเบื้องบน จนทำให้ตนเองหลงเชื่อ แล้วยอมจำนนกับผู้ก่อการในคืนวันนั้น จนมารู้ความจริงทีหลังก็สายไปเสียแล้วและยังมีอีกหลายท่านที่อยู่กับพลังประชาชนไม่ว่าจะเป็นอดีต ผบ.นศพ.อีกหลายท่านที่เป็นนายเก่าของสนธิบัง หรืออดีตแม่ทัพภาค 3 ก็ยังมีดูทีสิว่าไอ้พวกน้องๆ ในกองทัพฯมันจะต่อต้านรุ่นพี่มันอย่างไร ในเมื่อพี่ๆ เขามาถูกต้องตามช่องทางในระบอบประชาธิปไตยที่พวกน้องๆ ไปแต่งตั้งให้คณะบุคคลคณะหนึ่งร่าง รธน.50 ฉบับนี้มาเองกับมือของตัวเอง แล้วตอนนี้จะมากลัวอะไรกันนักหนา อย่าให้รั้วแดงกำแพงเหลืองของเราต้องมัวหมองไปมากกว่านี้เลย สงสารเกียรติภูมิของรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะจบออกมารับใช้ชาติ แล้วพวกเขาจะมองหน้าใครได้เต็มตาเล่าน้องเอ๋ย?"
และท้ายสุดคุณร่วมรบ ได้สรุปปิดท้าย และเตือนให้เพื่อนทหารอย่ายอมกรณีการแอบอ้างสถาบันของ คมช.
"อย่างไงก็น่าจะเป็นของพลังประชาชน ทหารหลายคนแม้กระทั้งผู้บังคับหน่วยและทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ต่างก็รับไม่ได้กับการกระทำของ คมช. ในทุกๆด้าน ไม่นับว่าอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน รู้กำพืด สมาชิก คมช. ดีแต่ทหารที่ดีเขาไม่ทำร้ายรุ่นน้องไม่ทำร้ายกันเอง ที่ผ่านมาก็มีแต่รุ่น 6 ของ คมช. เท่านั้นที่ทำร้ายรุ่นพี่ ทำร้ายและทำลายรุ่น 10 ที่เป็นน้อง"
"มาถึงตอนนี้จะมาสมานฉันท์ ที่ผ่านมาทำอะไรใครไปบ้างไม่รู้ตัวหรือ และที่เหล่าทหารยอมไม่ได้ คือการแอบอ้างสถาบันที่มาถึงบัดนี้ทุกฝ่ายรับรู้ถึงความเห็นแก่ได้และขาดความเคารพยำเกรงต่อสถาบันของเหล่า สมาชิก คมช."จาก Thai E-News
ท่านประธานที่เคารพ??
ไม่มีพลิกโผ นาย ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 25 ด้วยคะแนน 307 เสียง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ขุนค้อนเป็นรองประธานฯ คนที่ 1 พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี เป็นรองประธานฯ คน ที่ 2 หลังจากที่พรรคร่วมขอบายปล่อยให้พรรค “พลังประชาชน” ซิวไว้หมด
มีประชาธิปัตย์เสนอชื่อ บัญญัติ บรรทัด ฐาน ลงแข่ง (ได้ 167 เสียงจาก 164 เสียงของ ปชป. เพิ่มมา 3 แสดงว่าพรรครัฐบาลโหวตให้ ก็ต้องไปเช็กใครแหกโผ) บางเสียงว่าเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบว่าใครเหนือกว่ากัน ซึ่งก็ไม่แปลก เป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านที่จะเสนอทางเลือกอีกทางหนึ่ง เป็นความงดงามของระบอบ ประชาธิปไตยล่ะ
ไม่เหมือนเผด็จการที่ชี้เอาได้ !!!
อีกภาพที่ต้องชมคือการที่ เฉลิม อยู่บำรุง เดินไปไหว้รุ่นพี่ ชวน หลีกภัย ซึ่งชวนก็รับไหว้และแสดงความยินดีที่เฉลิมได้เป็น ส.ส. ขณะที่ ยงยุทธ ที่นั่งติดกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ส่งยิ้มพูดคุยกัน ภาพอย่างนี้ทำให้ประชาชนสบายใจไม่มากก็น้อยหลังจากเครียดมานานแล้ว เป็นอย่างนี้ได้ตลอดก็ดีสิ
หน้าที่ต่างกัน ความสัมพันธ์คงเดิม
หากถือว่าตำแหน่งประธานสภาเป็นด่านแรกในการทดสอบความเป็นเอกภาพของรัฐบาลผสม 6 พรรค ก็ถือว่าสอบผ่าน เพราะฉะนั้นถึงจะมีการลองของบ้าง แต่เชื่อว่า 25 มกราคม โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นนาย สมัคร สุนทรเวช อยู่ดี
แต่นั่นแหละ นายยงยุทธ จะเป็น “ท่านประธานฯ ที่เคารพ” หรือ ท่านประธานฯ ที่ไม่น่าเคารพ ก็อยู่ที่ตัวเอง ถึงนายยงยุทธจะเป็น ยุทธ ตู้เย็น มีภาพสีเทา เป็นเด็กในคาถานายใหญ่ นายหญิง ประเภทแทบจะตายแทน กันได้ เป็นที่หมั่นไส้และเกลียดชังของคนไม่น้อย ก็เป็นอย่างที่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ไว้
ขอเวลาพิสูจน์ผลงานว่าจะเป็นที่ยอมรับของ ส.ส.หรือไม่ นับแต่นี้รำไม่ดีจึงไม่ต้องโทษปี่โทษกลองแล้ว
ส่วนคดีความของนายยงยุทธที่ยังค้าง อยู่ที่ กกต. กรณีถูกคณะอนุ กก. จากสันติบาลใช้วีซีดี 8-9 แผ่น กล่าวหาทุจริตเลือกตั้งที่เชียงรายจะกลายเป็น “เงื่อนตาย” หรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของ สนช. ที่ไปล่ารายชื่อถล่มเลย ดีที่ สนช. หลายคนไม่เอาด้วย เลยแท้งไป
ไม่ใช่ “ยงยุทธ” บริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ราคีคาวแต่ประการใด แต่อย่างที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน สนช. บอก เมื่อ กกต. ประกาศรับรองผลแล้วก็ไปทำอะไรไม่ได้และไม่มีอะไรห้าม ถ้ามีการสอยภายหลังการดำรงตำแหน่งก็จบ
ที่จะให้เคลียร์ปัญหาให้จบก่อนนั้น นายมีชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงเอามาใช้ไม่ได้ ส่วนจะสง่างามหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่คนคิดกันเอง กกต. จะคิดอย่างไรไม่มีใครรู้ ถ้ากกต. รับรองผลโดยที่รู้ว่ายังมีอะไร
ความผิดจะตกอยู่ที่ กกต. เอง ???
ขณะที่กรณีคุณสมบัติประธานสภาต้องประคองไม่ให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายนั้น นาย มีชัย บอกว่า เห็นว่าคุณสมบัติเดียวที่ต้องมีคือสมาชิกส่วนใหญ่เลือก เมื่อเลือกแล้วจะไปว่าอะไรไม่ได้ การทำงานในสภาที่มองว่าจะมีการแบ่งขั้วรุนแรงนั้นยังพูดอะไรไม่ได้ ต้องดูต่อไป
ก็ถือว่าชัดเจน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องงานสภาและข้อกฎหมายแล้ว
ไม่เหมือน สนช. ฝ่ายแค้นหน้าเก่า ๆ ที่เสนอให้นายยงยุทธตั้งนอมินีไปก่อน เคลียร์ปัญหาเสร็จค่อยกลับมาใหม่ บอกตรง ๆ ไม่รู้ ใช้ส่วนไหนของร่างกายคิด ก็เห็นรังเกียจนอมินีจะเป็นจะตาย ยื่นตีความจะให้ยุบพรรคภาค 2 ภาค 3 อีก แต่ถึงคราวจนแต้มก็ยัดเยียดให้มี “นอมินี” อีก
อย่างนี้ที่เรียกมีคุณธรรม หรือพวกมือถือสากปากถือศีล พวกนี้แหละที่ยังป่วนไม่เลิกจนบัดนี้น่ะ ?!?.
สนช.พร้อมให้ตรวจสอบการออกกฏหมาย มั่นใจถูกต้องตามกระบวนการ
กรุงเทพ 24 ม.ค.- นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมาธิการกิจการ สนช. ระบุกรณี พรรคพลังประชาชน เสนอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการออกกฏหมายว่า การทำงานของ สนช. ต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนอยู่แล้ว และไม่ถือว่าเป็นการเช็กบิล
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมาธิการกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่ร้อยตำรวจโทเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เสนอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการออกกฏหมายของ สนช. ที่ผ่านมา เนื่องจากการทำงานของ สนช. ต้องถูกตรวจสอบจากประชาชนอยู่แล้ว และไม่ถือว่าเป็นการเช็กบิล เพราะส่วนตัวรู้จักร้อยตำรวจโทเชาวรินดี ว่าเป็นคนพูดตามเนื้อผ้า คงเป็นการพูดเพื่อเปลี่ยนประเด็นทางการเมืองมากกว่า โดยเบนความสนใจเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรี ยืนยัน การพิจารณากฏหมายของ สนช. ถูกต้องตามกระบวนการ เป็นไปไม่ได้ที่จะพิจารณาวันละ 25 ฉบับ อย่างมากได้ 7-8 ฉบับเท่านั้น - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-24 10:05:49













