รักษาการผู้อำนวยการกองสลากพร้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาลชุดใหม่เรื่องหวยบนดิน ถ้าต้องการพร้อมเปิดขายได้ทันทีที่มีคำสั่ง ไม่ว่าจะให้พิมพ์ในรูปแบบสลาก เขียนด้วยลายมือ หรือแทงผ่านเครื่องออนไลน์ ยืนยันทุกระบบมีความพร้อม อย่างไรก็ตาม หากให้ขายตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากปี 2517 ก็ทำได้เลย แต่หากให้ขายตามกรอบกฎหมายใหม่ต้องรอผลการตีความจากตุลาการรัฐธรรมนูญที่มี สนช. ยื่นให้ตีความว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ มั่นใจเมื่อมีหวยบนดินจะช่วยแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาได้ เพราะประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น
นายวันชัย สุระกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า พร้อมที่จะขายสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ได้ทันที ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของนโยบายรัฐบาลใหม่เท่านั้นว่าต้องการให้ขายแบบไหน อย่างไร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, January 31, 2008
กองสลากเด้งรับรัฐบาลใหม่ พร้อมขายหวยบนดินทันที
รายชื่อคณะรัฐมนตรีติดปัญหาที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย
กรุงเทพ 31 ม.ค.- คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะมีการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยขณะนี้ยังติดปัญหาพรรคมัชฌิมาธิปไตย
นายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รายชื่อคณะรัฐมนตรี ในส่วนของพรรคพลังประชาชน ขณะนี้เรียบร้อยแล้ว ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล ได้ทยอยส่งรายชื่อรัฐมนตรี ยกเว้นพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ต้องไปดำเนินการตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรค คาดว่า จะทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรีได้ภายใน 1-2 วันนี้ ในส่วนตัวเองมีแนวโน้มรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ส่วนร่างนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของพรรคพลังประชาชนเสร็จแล้ว ร้อยละ 90 บางส่วนจะต่อยอดโครงการที่ถูกยุบไป เช่น กองทุนหมู่บ้าน งบประมาณพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน หวยบนดิน โครงการโคล้านตัว อย่างไรก็ตาม ต้องฟังแนวนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งจะมีการหารือกันในวันพรุ่งนี้ - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-01-31 10:03:56
เฟดลดดอกเบี้ยอีก0.5% เลี่ยงภาวะศก.ชะลอตัว [31 ม.ค. 51 - 08:27]
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (31 ม.ค.) ว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีกร้อยละ 0.5 จาก ร้อยละ 3.5 อยู่ที่ร้อยละ 3 ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนมิ.ย.2548 นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตาม การลงมติครั้งล่าสุดไม่ได้มีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ เนื่องจากนายริชาร์ด ฟิชเชอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา สาขาดัลลัส ไม่เห็นด้วยและต้องการให้คงระดับอัตราดอกเบี้ยตามเดิม
รายงานระบุต่อว่า การประชุมลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา มีขึ้นในขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริการายงานว่า เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น เพราะมีความวิตกกังวลกันว่า วิกฤติจากการปล่อยสินเชื่อการเคหะสำหรับผู้กู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำ หรือ ซับไพรม์ และหนี้บัตรเครติดจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศสหรัฐอเมริกา
รายงานระบุต่ออีกว่า นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าววันเดียวกันว่า ขอเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่า ถึงแม้มีสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะชะลอตัว แต่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง พร้อมกับให้คำมั่นว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาจะสามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ได้
รายงานระบุด้วยว่า ถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐอเมริกามีขึ้นในขณะที่คณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภาผ่านความเห็นชอบในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุช 157,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ได้ปรับแก้ไขบางส่วน โดยจะคืนภาษีให้แก่ประชาชนเพียง 500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคน 1,000 เหรียญสหรัฐฯต่อคู่สามีภรรยา และอีก 300 เหรียญสหรัฐฯต่อบุตร 1 คน นอกจากนี้การคืนภาษียังครอบคลุมถึงผู้สูงอายุที่มีรายได้ต่ำ ประมาณ 20 ล้านคนในระบบประกันสังคมด้วย และคาดกันว่า จะมีการส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณารับรองในเร็ว ๆ นี้
นายกฯสารขัณฑ์ [31 ม.ค. 51 - 18:30]
แข่งเรือแข่งพายพอแข่งได้ แต่แข่งอำนาจวาสนามันแข่งกันไม่ได้จริงๆถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 2 ปี ยุคที่มีการพูดถึงอัศวินคลื่น ลูกที่สามชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” กำลังไล่ล่าคลื่นลูกเก่ากลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน ใครจะนึกว่าคนแก่อายุ 72 ปี ที่มีแผนเกษียณทางการเมือง สนุกกับงานอดิเรกโชว์ฝีมือทำอาหาร ทำรายการชิมไปบ่นไปทางทีวี
จะได้โอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย
นี่แหละครับถึงได้บอกว่า วาสนา
นึกซะอย่างนี้ก็อย่าไปฮึดฮัด กระฟัดกระเฟียด แข็งขืนดึงดัน จนถึงขั้นส่ออาการอิจฉากันเลยครับ อย่างน้อยคุณสมัคร สุนทรเวช ท่านก็มาตามวิถีทางประชาธิปไตย เข้าตามตรอก ออกตามประตูรัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่เป็นผลิตผลของสภาร่าง รัฐธรรมนูญ ชุดที่คณะรัฐประหารถอนรากถอนโคน “ทักษิณ” ตั้งขึ้นมานั่นแหละ
310 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 480 คน
ไอ้ครั้นจะโมโหโกรธาคนอีสานกับคนเหนือที่เทคะแนนเลือก พรรคพลังประชาชนแบบถล่มทลาย ทั้งๆที่ฝ่ายต่อต้านอำนาจเก่าก็ช่วยกันตะโกนปาวๆว่าเป็นนอมินีของอดีต นายกฯทักษิณ เครือข่ายของคนที่ถูกตราหน้าเป็นทรราชโกงกินบ้านเมือง
ทำไมยังหลับหูหลับตาเลือกกันอีก
ก็กติกาประชาธิปไตยเขาไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะว่า คนเป็นด็อกเตอร์ กากบาทแล้วนับเป็น 10 คะแนน คนจบปริญญาโทลงคะแนนแล้วนับเป็น 5 เสียง กากบาทของคนจบ ป.4 นับแค่ครึ่งคะแนนซะเมื่อไหร่
ในฐานะคนไทยมีค่า 1 เสียงเท่ากัน
และหนึ่งเสียงก็วัดกันที่ความพึงพอใจ ไม่ได้วัดกันที่โง่หรือฉลาด
ฉะนั้น เสียงส่วนใหญ่ลงมติให้ใครมานำพาประเทศ ก็ต้องยอมรับตามนั้น คุณสมัครเองก็เช่นกัน ไม่ใช่เรื่องสนุกแต่อย่างใด อย่างที่ท่านได้บอกกับตัวเองล่วงหน้า “ต่อไปนี้ชีวิตผมคงไม่มีความสุขแล้ว”
พอดีผมบังเอิญได้อ่านเรื่อง “นายกฯเมืองสารขัณฑ์ นวนิยายที่กลายเป็นความจริง” ที่คุณสมัครเขียนลงพ็อกเกตบุ๊ก “ต่วย'ตูน” ย้อนอดีตเล่าเรื่องของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่รับบท “นายกฯควนไซ” แห่งประเทศ ZARKAN หรือที่เพี้ยนมาเป็น “สารขัณฑ์” ในหนังเรื่อง “The Ugly America” ซึ่งต่อมา “หม่อมคึกฤทธิ์” ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทยจริงๆ
วันนี้คุณสมัครในฐานะศิษย์ของ “หม่อมคึกฤทธิ์” ก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างไม่คาดฝัน
และก็ให้บังเอิญอีกว่า บทนายกฯควนไซของ “หม่อมคึกฤทธิ์” ในภาพยนตร์ ต้องบริหารประเทศท่ามกลางการขัดแย้งทางความคิดของประชาชนระหว่าง ฝ่ายคอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย
แต่ในบทบาทจริงของคุณสมัครนับจากวันนี้ไป ต้องเป็นนายกฯในท่ามกลางความแตกแยกระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน อดีตนายกฯทักษิณ
หวังเป็นอย่างยิ่งจะได้กลับไปสู่ “Lovely Thailand”.
“กำปั้นหยก”
คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
พิสูจน์ฝีมือ [31 ม.ค. 51 - 18:44]
หนึ่งปีสี่เดือนผ่านไปการเมืองไทยก็หมุนกลับสู่จุดเดิม
เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากการเมืองตัวจริง เป็นการเมืองระดับตัวแทน
คงไม่สายเกินเพลที่จะต้อนรับสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ของประเทศไทย
ฝันที่เป็นจริงของนักการเมืองอาวุโสวัย 72 ปี
เรียกว่าอยู่เฉยๆก็มีราชรถมาเกย
มีคนช่วยพาดบันไดให้เดินสะดวกทุกขั้นตอน
แม้แต่โผ ครม.ชุดใหม่ก็มีคนช่วยจัดแทน
ก็นี่แหละการเมือง คนอยากเป็นมักไม่ได้เป็น คนไม่ได้หวังจะเป็นมักจะได้เป็นอย่างนี้ทุกที
ถึง “สมัคร” จะเป็นนายกฯคนใหม่ แต่ไม่ใช่หน้าใหม่ เพราะผ่านสนามการเมืองยาวนานถึง 40 ปีเต็มๆ!!
ลงเลือกตั้งทุกครั้งไม่เคยสอบตกแม้แต่ ครั้งเดียว
ผ่านตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีมาแล้ว 5 กระทรวง
เรื่องประสบการณ์การเมืองจึงถือว่าโชกโชน
เรื่องเขี้ยวการเมืองก็ไม่แพ้ใครในสภาฯ
ในเมื่อ “สมัคร” ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างถูกต้องตามกติกาประชาธิปไตย ก็ต้องให้โอกาสนายกฯคนใหม่พิสูจน์ฝีมือ
นายกฯสมัคร เปิดใจว่าถึงแม้จะมีบางฝ่ายดูหมิ่นดูแคลนตัวเอง แต่จะอดทนอดกลั้นต่อไปและต่อไป
ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล ขอให้ท่านมั่นใจว่าผมทำงานเป็น
โปรดให้เวลาผมหน่อยเพื่อพิสูจน์ ฝีมือ
“แม่ลูกจันทร์” ก็อยากเห็นผลงานรัฐบาลผสม 6 พรรคชุดนี้ว่าจะเป็นอย่างไร??
แต่กว่าจะได้เห็นผลงานก็ต้องรออีก 3 เดือน
อย่างแรกคือต้องรอให้โผ ครม.ชุดใหม่ ลงตัว 100 เปอร์เซ็นต์
เพราะล่าสุด เก้าอี้รัฐมนตรีหลายกระ-ทรวงยังดิ้นไปดิ้นมา
คาดว่าอย่างเร็วกว่า ครม.ชุดใหม่จะเริ่มทำงานก็คงทันฉลองเทศกาลตรุษจีน (ซินเจีย ยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้) พอดิบพอดี
สำหรับนโยบายรัฐบาลใหม่จะมีแนวทางอย่างไร?
อันนี้ไม่ต้องรอลุ้นให้เสียเวลา
เพราะนโยบายรัฐบาลใหม่ก็คือนโยบายพรรคไทยรักไทย
มีเพิ่มพิเศษคือ เน้นความปรองดองสมานฉันท์เป็นธงนำ
พัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
แต่จะปลุกเศรษฐกิจซบเซาด้วยนโยบายประชานิยม
ลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์กระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชน
บูมธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ที่กำลังหดตัว
ขยายตลาดส่งออกเพื่อดูดเงินตราต่างประเทศเพิ่มเติม ฯลฯ
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงมันไม่ง่ายนะโยม
เพราะผลจากการใส่เกียร์ว่างของรัฐบาลขิงแก่ ทำให้ปัญหากลายเป็นดินพอกหางหมูแก้ยากกว่าเดิม
การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค การขับเคลื่อนนโยบายย่อมไม่สะดวกโยธินเหมือนเป็นรัฐบาลพรรคเดียว
ข้อสำคัญ คนที่มีอำนาจตัวจริงไม่ ได้อยู่ในรัฐบาล
แต่ที่น่าห่วงที่สุดคือ ยังไม่รู้อนาคตจะต้องเจอวิบากกรรมอะไรต่อไป??
“แม่ลูกจันทร์” ฟันธงว่า อนาคตรัฐ-บาลจะยาวหรือสั้นต้องดูกันวันต่อวัน? เดือนต่อเดือน?
ถ้าอยู่ได้ครบ 1 ปี ก็ถือว่าสอบผ่าน
ถ้าครบ 2 ปี ก็ถือว่าเกินเป้า
ถ้าอยู่ครบ 3 ปี ถือว่าไร้เทียมทาน
ถ้าครบเทอม 4 ปี ถือว่าอภินิหารมีจริง.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว
ลิ้นการเมืองนายกฯ คือบันไดสู่ดวงดาว [31 ม.ค. 51 - 18:21]
...ในช่วงที่ผมเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา สังเกตเห็นว่าคุณสมัครเป็นนักการเมืองอาวุโสที่พยายามอภิปรายในประเด็น เพื่อเป็นแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นหลัง แม้บางครั้งจะเกินเลยไปบ้างก็ตาม...ศ.มารุต บุนนาค อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา แสดงทรรศนะเรื่องลีลาการพูดของนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ไว้ในหนังสือสมัคร 60 ปี
เชื่อว่าหลายคนคงเห็นพ้อง
ลิ้นการเมืองของสมัคร สุนทรเวช เคยสะกดผู้คนแน่นสนามหลวงให้เงียบกริบ เคยตอบข้อซักถามนักข่าวอย่างฉะฉาน แม้จะถามหลายคนพร้อมๆกัน และยังมีเหตุอัศจรรย์เกี่ยวกับการพูดอีกหลายยก
รวมถึงการใช้ลิ้นนักพูดเพื่อก่อร่างสร้างพรรคประชากรไทย
นายกฯเล่าเรื่องระดมทุน เพื่อใช้หาเสียงในยุคแรกๆของพรรคว่า “เราตกลงกันแต่แรกว่า ผู้สมัครที่ถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการ...ถ้าตกลงปลงใจลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราจะลงขันกันด้วยเงินสดคนละ 20,000 บาท ส่วนค่าสมัครอีกคนละ 5,000 บาทนั้น ต่างคนต่างออกเอง”
เพราะหลุดคำว่าลงขันออกไป ทำให้การระดมทุนพลาดเป้า
“เชื่อไหมครับว่า การเชิญชวนลงขันกันในวันแรกมีคนมาลงขันเพียง 5 คน ได้เงินเพียง 100,000 บาทเท่านั้น”
เมื่อเหตุการณ์เลวร้ายลง นักพูดสาลิกาลิ้นทองมีหรือจะร้องเพลง ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า
ทุกปัญหามีทางแก้ไข ประชากรไทยมีวิธี
เลยต้อง “ออกปากขอกันอีกที เงินค่าลงขันที่เรากะกันว่าคนละ 20,000 บาท 32 คน เท่ากับ 640,000 บาทนั้น เก็บได้ยังไงไม่ถึงครึ่งขันดี คือมีเงินที่พวกเราทุกคนสามารถออกร่วมทุนกันได้เพียง 300,000 บาทเท่านั้น”
เมื่อลิ้นสาลิกาใช้ในพรรคไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงต้องหาทางออกใหม่ นั่นคือออกปราศรัยและระดมทุนไปพร้อมๆกัน
เมื่อ “ผมเริ่มบอกกล่าวท่านที่สนใจในพรรคการเมืองเกิดใหม่นี้ว่า เรามีทุนรอนเท่าไร ก็เริ่มมีคนบริจาคสมทบ”
ลิ้นสาลิกาเริ่มใช้การได้ดีแล้ว
แล้วดียิ่งขึ้น เพราะ “ชั่วระยะเวลา 2-3 อาทิตย์แรกที่เราทำการหาเสียงด้วยการปราศรัยนั้น พรรคประชากรไทยได้รับบริจาคช่วยสมทบทุนในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นเงินกว่า 400,000 บาท”
และ “ตลอดระยะเวลาที่เราเริ่มปราศรัยจากสนามไชยเป็นต้นมา เราขายเทปบันทึกคำปราศรัยครั้งแรก และสถานที่ต่อๆมา ได้เกินกว่าแสนบาท”
ด้วยเงินทุนประมาณ 8 แสนบาทเศษๆ จากการพูด การขายเทปที่พูด ทำให้พรรคประชากรไทยมีทุนหาเสียงได้ในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2522
การปราศรัยของสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่าจะไปเยือนถิ่นใด มีคนให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม เป็นเหตุให้มีเสียงครหาเกิดขึ้น เสียงนั้นว่า
“พรรคประชากรไทยไปปราศรัยที่ไหนมีคนฟังแน่นๆนั้น เป็นเพราะทางพรรคนั้นเขาจ้างคนให้ไปฟังกัน ในราคาคนละ 30 บาท”
ข้อครหานี้มีเสียงสวนทันทีว่า “ผมเกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะมีใครที่จะจัดให้มีการกระทำพรรค์อย่างว่ากันได้ และสมมติว่าจะมีคนสามารถทำกันอย่างว่าได้ จะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าไหน ที่จะเอามาเป็นค่าจ้างผู้คนให้มาติดตามฟังคำปราศรัย”
จึงสาดกลับอีกว่า “พรรคนี้นอกจากจะไม่เคยแจกเงินใครแล้ว ในการไปเปิดปราศรัยแทบทุกครั้ง ยังมีคนเอาเงินมาคอยบริจาค”
การบริจาคนั้น มีทั้งใส่มาในซองสวยๆ ติดมากับพวงมาลัยหอมๆ คล้องคอให้ประหนึ่งนักร้องคนโปรด ดังนั้น “การพูดจาออกมาอย่างนี้ เป็นการสบประมาทผู้คนที่สนใจการเมืองและติดตามฟังการปราศรัยกันอย่างรุนแรง”
ลักษณะการเหน็บกลับอย่างออกรสนี่ละ คือลีลาอย่างหนึ่งของสมัคร สุนทรเวช
การเลือกตั้งคราวเดียวกันนี้ มีนัดประวัติศาสตร์ที่ต้องจารจำคือ วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2522 ท่านนายกฯเล่าว่า พรรคประชากรไทยเปิดเอาฤกษ์เอาชัยที่สนามหลวงมาแล้ว เมื่อวันที่ 9 มีนาคม และมาปิดเอาชัยและเอาใจชาวเมืองอีกครั้ง
วันนั้น รถปราศรัยเอาไว้ชิดทางขอบสนามด้านใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร หันหน้ารถไปทางศาลแพ่ง
นายกฯเล่าบรรยากาศก่อนพูดว่า “ตอนที่ผมมาถึงข้างหลังรถนั้น ปรากฏว่าผู้คนมารอกันอยู่หนาแน่น ล้ำออกไปถึงกลางท้องสนามหลวงแล้ว ทั้งๆที่ตอนสี่โมงเย็นแดดยังร้อนเปรี้ยง”
แดดจะร้อนแรงปานใด ดูเหมือนหัวใจผู้คนจะไม่สน สนใจอย่างเดียวคือ อยากฟังนักพูดสาลิกาลิ้นทองอันพริ้งพราย
“มองออกไปข้างหน้า เห็นท่านที่มานั่งฟังนั่งหลบร้อนแดดกันด้วยการเอาหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์มาพับเป็น หมวกใส่กันแดดกันเป็นทิวแถว”
นอกจากบรรยากาศเอื้อให้หัวหน้าพรรคปีติใจแล้ว ยังมีหนังสือพิมพ์ในความดูแลที่แปรสภาพเป็นหมวกให้กำลังใจอีกด้วย
รายการพูดเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา หลังแนะนำตัวผู้สมัครของพรรค หัวหน้าพรรคก็บรรเลงไปเล็กน้อย ก่อนยื่นไมค์ให้ผู้สมัครคนอื่นๆต่อ แต่เพียงเวลาเล็กน้อย อาการของผู้คนก็เปลี่ยนไป
“ผมทรุดตัวลงนั่งยกแก้วขึ้นดื่มน้ำยังไม่ทันจะหมดถ้วย ก็แลเห็นท่านผู้ฟังที่นั่งอยู่ด้านหน้าชักกระสับกระส่าย ยิ่งมองไปข้างหลัง ท่านผู้ฟังที่ยืนล้อมกันอยู่ไกลๆเป็นขอบ ก็เริ่มขยับออกเดินยืดเส้นยืดสาย และทำท่าจะออกเดินไป...”
ทำให้หัวหน้าพรรคต้องออกโรงเอง
“ผมเริ่มพูดจาตามประสาของผม ตั้งแต่ตอนทุ่มสี่สิบนาที แล้วผมก็ต้องว่าของผมเรื่อยไป จนกระทั่งมีเสียงเตือนจากข้างหลังออกมาว่า สี่ทุ่มห้าสิบแล้ว”
มิใช่เพลินแต่คนพูด คนฟังเองก็ไม่ถอยเหมือนกัน
แต่เมื่อจำเป็นต้องเลิกรา หัวหน้าพรรคก็พบว่า มีพวงมาลัยสวยงามอยู่ 2 พวง “ผมจำได้ว่า ท่านผู้เอามาส่งให้บอกว่า พวงหนึ่งให้ผมถวายพระแก้วมรกต อีกพวงหนึ่งให้ผมถวายเจ้าพ่อหลักเมือง”
สุนทรภู่บอกว่า...ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์...น่าจะนำมาใช้ได้กับนายกฯคนที่ 25
ลีลาการพูดของอดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย แม้จะผันผ่านมานานปี แต่ก็มีคนยังตราไว้ในดวงจิต เป็นต้นว่า เกลียว เสร็จกิจ หรือ ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาการแสดง
“คารมของท่านคมคายมาก ฝีปากจัดจ้าน ปากจัด พูดออกมาเรียกได้ว่าถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว” แม่เพลงศิลปินแห่งชาติบอก
พลางว่า เคยฟังท่านนายกฯพูดสมัยเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทยอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นดุสิต บางซื่อ และแถวๆบางบัว
แม่ขวัญจิตยืนยันว่า “ทุกครั้งไม่ผิดหวัง เสน่ห์ของท่านคือ ท่านพูดเหมือนๆกับภาษาลูกทุ่ง ไม่พูดให้เป็นเรื่องวิชาการ ซึ่งถ้าเป็นเรื่องวิชาการแล้ว ชาวบ้านเขาจะไม่ชอบ เพราะเขาฟังไม่รู้เรื่อง”
ไมตรี ลิมปิชาติ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย วิจารณ์ลีลาการพูดของท่านนายกฯว่า มีการลำดับข้อมูลดี เรียงร้อยเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ พูดแล้วสามารถนำเอามารวมเล่มขายได้เลย
“ลักษณะเช่นว่านี้ มีคนคล้ายๆกันกับท่านปัญญานันทะ และคุณชวน หลีกภัย แต่ความนิ่มนวล และความดุดันต่างกัน อันนี้เป็นลักษณะของแต่ละคนที่ทำให้คนชอบและไม่ชอบก็ได้”
ไมตรีบอกว่า เสน่ห์การพูดของสมัครคือ “สามารถสะกดคนได้ ไม่ว่าจะเป็นคนชอบหรือไม่ชอบก็ต้องหยุดฟัง”
และมีข้อเสียที่ “บางทีพูดแล้วคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงเหมาะสำหรับพูดเดี่ยวๆ ถ้าพูดกันหลายๆคน บางทีอาจจะเขวไปได้เหมือนกัน”.
รัฐประหาร “สันหลังหวะ” เมื่อ 'ฆ่าทักษิณไม่ตาย'
โดย กองบรรณาธิการ
ที่มา เวบไซต์ มหาประชาชน
30 มกราคม 2551
“งาช้างไม่อาจงอกจากปากหมาฉันใด ประชาธิปไตยก็ไม่อาจงอกจากปลายกระบอกปืนฉันนั้น”
วลีอมตะการเมือง ที่ยังซ่อนความหมายไว้อย่างลุ่มลึก ล้ำค่า เป็นอมตะ
เช่นว่านี้ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ที่กำเนิดจาก “องคาพยพ” ภายใต้การทำรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่แปรสภาพมาเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในปัจจุบัน จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่า จะเป็นกระบวนการไปสู่ “ประชาธิปไตย” ได้อย่างแท้จริง ตามที่สังคมใฝ่ฝัน
เนื่องเพราะการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ครอบงำโดย คมช. ได้มีความพยายามแทรกแซง ทั้งบนดิน ใต้ดิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อ “บิดเบือน-เบี่ยงเบน” เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ไปสู่ “เป้าหมาย” รัฐธรรมนูญของ คมช. โดย คมช. เพื่อ คมช.
“เป้าหมาย” ตามแผนบันได 4 ขั้นของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร สะท้อนถึงวลีอมตะการเมืองที่ว่า “ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ย่อมร่างกฎหมายเพื่อชนชั้นนั้น”
เช่นว่านี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ภายใต้เงาร่าง คมช. จึงไม่อาจสลัดคราบ “รัฐธรรมนูญทหาร” ให้หลุดพ้นไปได้จากเงาในกระจก
เมื่อ “รัฐธรรมนูญ 2550” ที่ไม่มีความชอบธรรมแต่เบื้องต้น จึงไม่อาจพิจารณาลงไปในเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ว่าเป็นอย่างไร
ความไม่ชอบธรรมเบื้องต้นที่ว่า
ประการหนึ่ง กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากคณะรัฐประหารมีอำนาจในการเเต่งตั้ง มิได้มาจากการประชาชน
อีกประการหนึ่ง วิธีการคัดเลือกสมัชชาเเห่งชาติ จำนวนไม่เกิน 2,000 คน ไม่โปร่งใส เเละขาดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก หรืออีกประการหนึ่ง ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวกำหนดให้คณะรัฐประหารเเต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกรณีพิเศษได้อีก 10 ท่าน
โดยเฉพาะเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่มีกระบวนการ “จัดตั้ง” ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง
รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จึงถูกกล่าวขานว่าเป็น “รัฐธรรมนูญ อำมาตยาธิปไตย” แม้แต่กรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ยังระบุว่า การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้กับกองทัพ ซึ่งตรงข้ามกับกระบวนการประชาธิปไตย
เช่นว่านี้ ตลอดเส้นทางจากวันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สู่วันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เราจึงเห็นสิ่งบอกเหตุ เห็นถึงความผิดปกติ รับรู้ “ธง” ที่โบกสะบัด ส่งสัญญาณต่อกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส. 23 ธันวาคม 2550 ไม่อาจเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
มีสัญญาณที่บ่งชี้ถึงกระบวนการเพื่อสกัดกั้น “ขั้วอำนาจเก่า” ไม่ให้กลับเข้าสู่อำนาจรัฐ ที่ขับเคลื่อนอย่างเข้มข้น ซ่อนเร้นวาระแอบแฝงในหลากรูปแบบ
ความผิดปกติที่มีการเปิดเผยอย่างแจ่มชัดไปแล้วในเรื่อง “เอกสารลับ” เพื่อสกัดกั้นอำนาจเก่า และเป็นความผิดปกติซ้ำ ที่ “เอกสารลับ” ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 4 ต่อ 1 เป่าคดีทิ้ง พลิกมติจาก “ดำ” เป็น “ขาว” สะท้อนการทำหน้าที่ กกต.อยู่ในระนาบเดียวกันกับ คมช.
ความผิดปกติของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ที่ไม่เป็นไปอย่างยุติธรรม โดยที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ต่างรับรู้อย่างลึกซึ้งถึงการถูกกดดันจากกลไกรัฐ โดยเฉพาะการข่มขู่ คุกคามของฝ่ายทหาร
ความผิดปกติ ที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ก็พร้อมเปิดเผยชื่อ-ชั้นยศทหาร ที่เข้าไปคุกคามในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ไม่ใช่ปล่อยข่าวโคมลอย ทว่าอำนาจรัฐกลับไม่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง
ความผิดปกติที่มีความพยายามคุกคามผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน อย่างต่อเนื่อง โดยปาระเบิดเข้าใส่ที่ทำการพรรคพลังประชาชน เขตเลือกตั้งที่ 3 ริมถนนสุคนธสวัสดิ์ ย่านลาดพร้าว ค่ำวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกันก็มีการจับทหารยศนายสิบพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ที่สะกดรอย ติดตาม ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าบ้านผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่จังหวัดลำพูน มานานหลายวัน
ความผิดปกติที่ “กลไกรัฐ” ขับเคลื่อนไปในทิศทางเพื่อขัดขวาง สกัดกั้นผู้สมัคร ส.ส. ในสังกัดพรรคพลังประชาชน ขณะที่ฝ่ายตรงกันข้าม กลับได้รับความสะดวกอย่างอิสระ
ความผิดปกติที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลูกในไส้ คมช.พยายามเร่งรีบ ผลักดันการผ่านร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่มอบอำนาจให้ทหารอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด ไม่ต่างจากการ “ปฏิวัติเงียบ” โดยฝ่ายนิติบัญญัติจัดตั้ง ยึดอำนาจ มอบให้กับทหารอย่างกว้างขวาง ไม่ต่างจากการ “เขียนเช็คเปล่า”
ความผิดปกติที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งนอกเขตจังหวัดและในเขตจังหวัดกว่า 3 ล้านคน โดยที่การเก็บหีบบัตรนาน 1 สัปดาห์ ได้สร้างข้อเคลือบแคลงสงสัยความโปร่งใส
ความผิดปกติที่มีการสร้างกระแส แม้พรรคที่ชนะเลือกตั้ง มีจำนวน ส.ส.มากที่สุด ก็ไม่อาจได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ความผิดปกติที่มีความพยายามจับขั้วตั้งรัฐบาลล่วงหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช ทั้งที่ยังไม่ทราบผลเลือกตั้ง
ความผิดปกติที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะประธาน ครส. เข้าพบ นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสข่าว “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”
ความผิดปกติที่ นางสดศรี สัตยธรรม ออกมาตอกย้ำ ยืนยันมีการข่มขู่จาก “อำนาจมืด” ต่อ 5 กกต.ส่งสัญญาณในระนาบเดียวกับ “เลื่อน-ล้มเลือกตั้ง”
“ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” เพื่อยืดระยะเวลาการบดขยี้ “ขั้วอำนาจเก่า” โดยที่มุ่งหวังผลเบี่ยงเบนผลเลือกตั้ง ให้ผิดจากโพลล์ที่ตอกย้ำในชัยชนะของพรรคพลังประชาชน
ความพยายาม “ล้ม” และ “เลื่อนเลือกตั้ง” สะท้อนถึงแผนบันได 4 ขั้น ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประกาศตามล้างเผ่าพันธุ์ขั้วอำนาจเก่า ไม่สัมฤทธิ์ผล
แผนบันได 5 ข้อ ที่ว่า
1. ยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น
2. คดีคอร์รัปชั่นจะปรากฏ
3. พรรคจะเริ่มแตกและวิ่งกระจัดกระจาย
4. คดีจะสิ้นสุด และ
5. ลงประชามติของร่างรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้ง ส.ส.
เป็นแผนบันได 5 ขั้น ที่คณะรัฐประหารไม่อาจฆ่าขั้วอำนาจเก่าให้ตายได้
“ฆ่าทักษิณไม่ตาย”
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดปกติ บนความหวาดระแวง เมื่อข้ออ้าง 4 ข้อ ในการทำรัฐประหารล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ข้ออ้าง 4 ข้อ เหตุแห่งการทำรัฐประหารที่ว่า
1. ประชาชนแตกความสามัคคี ขาดความสมานฉันท์
2. มีการทุจริตคอร์รัปชั่น
3. มีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
4. เรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ
ผ่านมากว่า 1 ปี ข้ออ้างเหล่านี้ ไม่สามารถพิสูจน์ให้สังคมเห็นได้อย่างกระจ่างชัด ซ้ำร้ายผ่านมากว่า 1 ปี รัฐบาลภายใต้อุ้งมือทหาร กลับทำประเทศชาติติดหล่มอยู่ในหลุมวิกฤติเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมอย่างรอบด้าน สวนทางกับยุค “รัฐบาลทักษิณ” ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ผู้นำประเทศ” แห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้นำแห่งการพัฒนาประเทศอย่างครบถ้วนรอบด้าน โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ที่ยกคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยขึ้นมาสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่า
นโยบายหลากหลายได้รับความนิยมจากประชาชน เช่น การพักชำระหนี้เกษตรกร โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการทุนการศึกษาเด็กยากจน ฯลฯ เป็นนโยบายที่ครองใจประชาชนอย่างเหนียวแน่นผลงานครองใจประชาชน ที่สะท้อนกลับมาอย่างเหนียวแน่นในรูปแบบผลสำรวจโพลล์ทุกสำนัก ที่ตอกย้ำ ยืนยันการเลือกตั้ง ส.ส.23 ธันวาคม จะเป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชน เป็นผลสำรวจโพลล์ที่มั่นคงอันสะท้อนชัยชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ไม่เปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ออกสตาร์ทจนผ่านเข้าสู่โค้งสุดท้าย
เป็นชัยชนะอย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางการเผชิญปัญหา อุปสรรค แผนสกัดกั้น ทั้งเกมบนดินและใต้ดิน
เป็นชัยชนะท่ามกลางความหวาดระแวงของกองทัพ ภายใต้กำกับ คมช.ที่แสดงอาการหวาดหวั่นอย่างหนัก
เป็นความหวาดระแวงของ “คณะรัฐประหาร” ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมประชาโลก
หวั่นไหวอย่างหนักที่กำลังเข้าสู่วาระสุดท้ายแห่งการสิ้นสุดอำนาจ โดยถูก “มติประชาชน” โค่นล้มอำนาจเผด็จการ ในผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550
พรก.เพิ่มเงินเดือนเปรม และองคมนตรี : กระบวนการ 'ต่างตอบแทน' ที่ขัดแย้งกับ 'ความพอเพียง'
30 มกราคม 2551
น่าสนใจเหลือเกินกับความสัมพันธ์ของตัวละครเหล่านี้ อันได้แก่ ประธานองคมนตรี-คณะรัฐประหาร–คณะรัฐมนตรี-สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
ตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจใหม่หมาดแล้วที่ชื่อของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถูกดึงมาเกี่ยวข้องในฐานะเบื้องหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน ซึ่งสร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบุรุษท่านนี้ไปไม่น้อย
และขณะที่มวลชนผู้หวงแหนประชาธิปไตยพากันประณามสาปแช่ง พล.อ.เปรม ฝ่ายคณะรัฐประหารก็ดาหน้ากันออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม มากมายเช่นกัน ด้วยการยืนกรานปฏิเสธว่า พล.อ.เปรม ไม่เกี่ยวอะไรกับการรัฐประหารครั้งนั้น...
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นต่อๆ มา กลับตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่า สำหรับคณะรัฐประหารและหน่อเนื้อเชื้อไขแล้ว มีลักษณะความกตัญญูรู้คุณต่อ พล.อ.เปรม มากแค่ไหน
เช่นที่เคยเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในช่วงสั้น ๆ ประมาณเดือนตุลาคมของปีที่แล้ว คือกรณีที่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)บางกลุ่ม ดำเนินการผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปกป้องพระบรมราชวงศ์ องคมนตรี ประธานองคมนตรี มิให้ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ในมาตรฐานกฎหมายหมวดเดียวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เป็นการพยายามยกชั้นประธานองคมนตรี และองคมนตรีให้ขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับพระบรมราชวงศ์ งานนี้ก็ไม่รู้ว่า เหาจะขึ้นหัวใครดี ระหว่างคนเสนอกับคนถูกเสนอ...
โชคยังดีที่เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนมากจนเกินไป เกินกว่าที่ประชาชนคนอื่นๆ จะรับได้ จึงต้องออกมาคัดค้าน และเป็นอันที่สนช.ต้องพับเก็บไปในที่สุด
กระบวนการ “ต่างตอบแทน” ครั้งแรกจึงไม่ได้ผล
หากแต่ความกตัญญูรู้คุณ คือนิสัยของคนไทย แม้ครั้งแรกยังทำไม่ได้เพราะประชาชนอีกหลายสิบล้านคนผู้เสียภาษีเขาไม่เห็นด้วย... แต่ก็ใช่ว่าจะยอมแพ้
ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ โดยอาศัยช่วงที่หลายคนพุ่งความสนใจไปที่การเลือกนายกรัฐมนตรี การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คณะรัฐมนตรีปัจจุบันนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มีมติเห็นชอบ “พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งขององคมนตรี และรัฐบุรุษ พ.ศ.2551” ซึ่งเพิ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา
ซึ่งตามพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าว ได้กำหนดเพิ่มเงินเดือนประจำตำแหน่งให้ประธานองคมนตรีจากเดือนละ 114,000 บาท เป็น เดือนละ 121,990 บาท
องคมนตรีจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 104,500 บาท เพิ่มเป็นเดือนละ 112,250 บาท
รัฐบุรุษจากเดิมที่เคยได้รับเดือนละ 100,000 บาทเพิ่มเป็นเดือนละ 121,990 บาท
มีความจำเป็นอันใดกับการออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ นอกเสียจาก การเอื้อประโยชน์ส่วนตัวให้กับคนบางคนบางกลุ่ม... ทั้งที่เป็นกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด แต่กลับผ่านกฎหมายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “ความพอเพียง” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยทั้งประเทศน้อมรับนำไปปฏิบัติ
เรียกว่าอยากตอบแทนสนองคุณกันจนหน้ามืดตามัว จนไม่สำเหนียกเลยว่าจะกระทบกระเทือนพระเกียรติยศมากเพียงใด...
ผู้ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากองค์ประมุขของประเทศ ย่อมต้องพร้อมทำหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจ ให้สมกับเกียรติยศที่ได้รับ เพราะนี่มิใช่ตำแหน่งที่มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์...
ลำพังเพียงตอนรัฐประหารที่ประธานองคมนตรีถูกโจมตี ก็สร้างความบอบช้ำมากพอแล้ว
อย่าให้ต้องเป็นที่โจษจันถึงความไม่เหมาะสม กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทย ที่จงรักภักดีให้มากไปกว่านี้อีกเลย
จาก Thai E-News
พรีเมียร์ลีก ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้
ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ VS แมนฯซิตี้
สนาม : ไพรด์ พาร์ด
เวลาคิกออฟ : 02.45 น.
ฟอร์ม 5 นัดหลังสุด
ดาร์บี้ เค้าน์ตี้
26-01-08 แพ้ เปรสตัน 1-4 (เอฟเอ คัพ)
22-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 1-1 (เยือน)
19-01-08 แพ้ พอร์ทสมัธ 3-1 (เยือน)
12-01-08 แพ้ วีแกน 0-1 (เหย้า)
06-01-08 เสมอ เชฟฯเว้นเดย์ 2-2 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)
แมนฯ ซิตี้
27-01-08 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-2 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)
20-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 1-1 (เหย้า)
16-01-08 ชนะ เวสต์แฮม 1-0 (เหย้า) (เอฟเอ คัพ)
12-01-08 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (เยือน)
05-01-08 เสมอ เวสต์แฮม 0-0 (เยือน) (เอฟเอ คัพ)
สภาพความพร้อมล่าสุด
ดาร์บี้ เค้าน์ตี้
พอล จีเวลล์ กุนชือ แกะเขาเหล็ก จะไม่มี เลวิน เอ็นยาทังกา กอลหลังทีมชาติเวลล์ที่ติดโทษแบน โดนไล่ออกจากเกม เอฟเอ คัพ ที่แพ้ เปรสตัน 1-4 เมื่อสุดสัปดาร์ที่ผ่านมา แต่จะได้ เคร็ก เฟแกน พ้นโทษแบนสวนทางกลับมาประจำการเกมรุกได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เอ็ดดร้ เลวิส จะหมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทีมเป็นเวลา 1 เดือน ภายหลังได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่า อย่างรุนแรงจากเกมดังกล่าว รวมไปถึงนักเตะที่เจ็บอยู่ก่อนแล้วอย่าง ไทโรน เมียร์ส สตีเฟ่น บายวอเตอร์ แดนนี่ มิลล์ส เจย์ แม็คอีฟลี่ยื และ เดวิส โจนส์ ยังคงชวดเช่นเดิม
แมนฯ ซิตี้
สเวน โกรัน อีริคส์สัน นายใหญ่ชาวสวีดิชของ เรือใบสีฟ้า จะตัดสินใจว่า จะเสี่ยงส่ง ไมกาห์ ริซาร์ด ปราการหลังจอมแกร่งที่เพิ่งหายเจ็บเข่า ลงประเดิมสนามในเกมนี้หรือไม่ แม้นักเตะจะสามารถกลับมาฝึกซ้อมร่วมทีมได้ ่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้วก็ตาม
แต่จะได้ ฆาเบียร์ การ์รีโด้ แบ็กซ้ายชาวสแปนิช หายป่วยกลับมาเสริมทัพอีกครั้ง ส่วย เนรี กาสตีโย่ ดาวยิงแม็กซิกันยังอยู่ในช่วงพักฟื้น หลังได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ อย่างไรก็ตาม ในรายของ ไมเคิ่ล จอห์นสัน มิดฟิลด์ดาวรุ่งที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณท้อง ยังคงชวดเช่นเดิม
รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะได้ลงสนาม
ดาร์บี้ เค้าน์ตี้ (4-4-2)
ผู้รักษาประตู : ลูอิส ไพรซ์
กองหลัง : มาร์ค เอ็ดเวอร์ธี่ย์- แอนดี้ ท็อดดี้ – โคล้ด เดวิส – ดีน ลีค็อก
กองกลาง : ฮอสซัม กาลี – ร็อบบี้ ซาเวจ – สตีเฟ่น เพียรืสัน – โลร็องต์ โรแบร์
กองหน้า : เอมานูเอล วีย่า – เคนนี่ มิลเลอร์
แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1)
ผู้รักษาประตู : โจ ฮาร์ส
กองหลัง : เวราน คอร์ลูก้า – ริซาร์ด ดันน์ – เนตุม โอนูโอฮา – ไมเคิ่ล บอลล์
กองกลาง : ดีทมาร์ ฮามันน์ – เกลสัน แฟร์กน็องเดส – ดาริอุส วาสเซลล์ – เอลโน่ บลูแมล์ – มาร์ติน เปตรอฟ
กองหน้า : เอมิล เอ็มเพน ซ่า
ความน่าจะเป็นของเกม
เพิ่งพ้ายต่อทีมรองบ่อนมาด้วยกันทั้งคู่ในศึก เอฟเอ คัฟ รอบ 4 เมื่อสุดสัปดาห์ แต่ดูแล้ว ทีม ดาร์บี้น่าดูจะแย่กว่า เพราะเป็นการเสียท่าในบ้าน อีกทั้งยังแก้ปัญหาเกมรับที่พลาดง่ายไม่ตก แม้ว่า จะมีการเสริมทัพขนานใหญ่เมื่อช่วงตลาดซื้อขายเปิดเดือน ม.ค. ก็ตาม แต่ผลงานก็ยังจมดิ่งอยู่ท้ายตารางเช่นเดิม ส่อแววว่า โอกาสหล่นชั้นค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว
ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ฟอร์มดร็อปลงไปเยอะ ทั้งๆ ที่สถาพทีมก็แทบจะเป็นชุดเดิมๆ กับชุดเดิมๆ กับชุดที่ทำผลงานได้ดี เมื่อครั้งออกสตาร์ฤดูกาล ดูแล้ว ปัญหาน่าจะเกิดจาการบรรดานักเตะแกนหลักในทีม ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง ทำให้โอกาสที่จะลุ้นไปติดอันดับหัวตารางอีกครั้ง กับทีมในระดับบิ้กโพร์ คงยาดเต็มที่
อย่างไรตาม แม้เกมนี้ ดาร์บี้ จะได้เปรียบที่เล่นในถิ่น แต่สภาพค่อนข้างมีปัญหา โดยเฉพาะในเกมรับ ที่นักเตะตัวหลักต่างมีอันดับต้องได้รับบาดเจ็บกันหลายราย ขณะที่ ผู้เล่นที่ซื้อเข้ามาใหม่ ก็ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่เข้าระบบกับกับทีมมากนัก ทำให้ แมนฯ ซิตี้ น่าจะหวังใช้โอกาสนี้ งัดฟอร์มเก่งของสตาร์ดังอย่าง เอลาโน่ – เปตรอฟ ให้ออกมาช่วยทีมได้อีกครั้ง บวกกับการวางแผนบุกมาเล่นแบบหวังผล ไม่เน้นสเกอร์ อาศัยจังหวะที่แนวรับของ ดาร์บี้ ผิดพลาด น่าจะช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ เบียดเอาชนะเจ้าถิ่นได้
จาก Hi-Thaksin
17 เดือน 'ขิงแก่' ถลุง 2.3 ล้านล้าน GDP โตจิ๊บจ๊อย
'งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา' รูดม่านอำลา 'รัฐบาลขิงแก่' สำรวจความ มือเติบ 17 เดือนกับตัวเลขงบประมาณที่ถูกใช้จ่ายในผลงานที่เด่นชัดที่ สุดทางเศรษฐกิจ ที่สะท้อนภาพการเติบโตของตลาดเงิน
ตลาดทุน และตัวเลขจีดีพีของประเทศ ที่กลายเป็นผลงานไม่ได้เติบตามการใช้จ่ายที่ผ่านมา ก่อนการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งพร้อมๆ กับการหายไปของเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท
'สยามธุรกิจ' สำรวจความน่าสนใจของตัวเลขบางส่วน ที่มีผลสะท้อนถึงผลงานของ 'รัฐบาลขิงแก่'ในภาพรวม นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 ที่เข้ารับตำแหน่ง ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายในการอำลาเก้าอี้
สถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2549 ในยุครัฐบาล 'พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร' ที่ต่อเนื่องมาจนถึง การรัฐประหาร 19 กันยายน ก่อนการเข้าสู่การบริหารของ 'รัฐบาลขิงแก่' กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะต้อง มีการจัดทำงบประมาณประจำปี 2550 ในแบบขาดดุล
และเป็นการตัดสินในขั้นสุดท้ายหลังเพิ่มเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นานของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ในการจัดทำงบประมาณปี 2550 แบบขาดดุลในวงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 1.42 ล้านล้านบาท และรายจ่ายที่ 1.52 ล้านล้านบาท
ทั้งด้วยเหตุผลในการกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ที่เริ่มจะถดถอย และชดเชยกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่กำลังจะขาดหายไปเนื่องจากถูกช็อกด้วยการ 'รัฐประหาร'
โดยเฉพาะแรงสะดุ้งสะเทือนที่มาจากตลาดหุ้นตลาดทุนไทย ที่ก่อนหน้ารัฐประหาร มีแนวโน้มที่จะวิ่งหาตัวเลขดัชนีถึง 800 จุด ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
เวลาของ 'รัฐบาลขิงแก่' ตลอด 17 เดือนกับการใช้ง่ายเงินงบประมาณปี 2550 ที่ต้องบวกรวมเข้างบประมาณปี 2551 อีกครึ่งปี ที่ตั้งไว้ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท นับจากครึ่งเทอมของปีงบประมาณ 2551 เท่ากับตัวเลขประมาณ 8 แสนล้านบาท บวกเข้ากับงบประมาณที่ใช้ไปในปี 2550 อีกประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายเป็นตัวเลขมหาศาลถึง 2.3 ล้านล้านบาท
จาก 1 ตุลาคม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การใช้จ่ายเงินก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาทโดย 'รัฐบาลขิงแก่' เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลงานทางเศรษฐกิจ มีผลงานออกมาในมุมไหน?
วัดจากตัวเลขจีดีพีในปี 2549 ที่ในไตรมาสสุดท้ายของปี อยู่ที่ 4.3 % หลังการรัฐประหาร ตัวเลขจีดีพีปี 2550 โตขึ้น 4.8 % เมื่อเทียบกับปี 2549 และก่อนอำลารัฐบาลขิงแก่ในปี 2550 ตั้งเป้าตัวเลขจีดีพีกันไว้ 4.3- 4.8 % และอาจจะต้องมีการปรับเป้าใหม่ด้วยปัจจัยความผันผวนของค่าเงินบาท
เท่ากับการบริหารในเรื่องของผลิตภัณฑ์มวลรวมนับแต่การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลขิงแก่ เพียงแค่ปีเศษ ด้วยงบประมาณกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ไม่สามารถดันจีดีพีให้โตได้
เมื่อสำรวจผลงานรัฐบาลขิงแก่ในเชิงของการเติบด้วยตัวเลขจีดีพี มักจะถูกสะท้อนภาพกลับมาให้เห็นถึงการบริหารงานภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่เน้นการเจริญเติบโตด้วยจีดีพี
แต่อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเงินเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท น่าที่จะสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลขที่สะท้อนออกมา!!!
นอกเหนือจากตัวเลขจีดีพี ที่เป็นตัวชี้วัดถึงผลงานที่ผ่านของ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สวนทางกับการใช้งบประมาณก้อนโตเกือบ 2.5 ล้านล้านบาท แล้ว !!
ดัชนีชี้วัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้น ที่ก็มีความน่าสนใจในข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างปี 2549 -ปัจจุบัน
ตัวเลขที่สำคัญและน่าสนใจตัวหนึ่ง คือมูลค่าตลาดรวมการซื้อขายหลักทรัพย์ หรือ MARKET CAP ซึ่งก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีตัวเลขอยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท หลังการรัฐประหารและการเข้ามาของรัฐบาลขิงแก่ ตัวเลข ณ สิ้นปี 2549 อยู่ที่ 5.04 ล้านล้านบาท และตัวเลขการเติบโต ณ สิ้นปี 2550 อยู่ที่ 6.63 ล้านล้านบาท หากมองจาก MARKET CAP การเติบโตของตลาดหุ้น เปรียบเทียบได้ว่า “รัฐบาลสุรยุทธ์” บริหาร MARKET CAP ตลาดหุ้นโตได้เพียง 1.59 ล้านล้านบาท
หากสำรวจจากมูลค่าการซื้อ-ขาย เฉลี่ยต่อวัน นับตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งอยู่ที่ 1.64 หมื่นล้านบาท ในปี 2549 อยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท และในปี 2550 เหลือเพียง 1.27 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับว่า มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ในยุคของ 'รัฐบาลขิงแก่' หดหายไปวันละ เกือบ 3,500 ล้านบาทต่อวัน
ตัวเลขงบประมาณปี 2551 ที่จะมียอดรวม 1.6 ล้านล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นจากปี 2550 ถึง 68,000 ล้านบาทหรือ 4.4% และครึ่งปีงบประมาณ 2551 ที่เท่ากับ 0.5 % จำนวนเงินกว่า 8 แสนล้านบาท กลายเป็นตัวเลขใหม่ที่เข้ามาบวกรวมการใช้งบประมาณตลอดปี 2551 อีก 1.5 ล้านล้านบาท มีจำนวนเงินสูงถึงเกือบ2.5 ล้านล้านบาท และกับผลงานจากผู้ใช้เงินคือ 'รัฐบาลขิงแก่' ที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านตัวเลขจีดีพีและตัวเลขจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำลังจะบอกอะไรบางอย่าง
และตัวเลขที่สำคัญก่อนการจากไปของรัฐบาลขิงแก่ที่จะลืมไม่ได้ คือตัวเลขการแทรกแซงค่าเงินบาท และตัวเลขการอ่อนค่าของเงินตราสำรองระหว่างประเทศที่เป็นถือครองเป็นดอลลาร์ ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการที่นำเสนอโดยสื่อฯ มีมากถึง 1.7 แสนล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ยอมรับว่าผลการการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างหนักตลอดปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ถึง 1.7 แสนล้านบาท
ขณะที่การประเมินกันเบื้องต้นของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จากธันวาคมปี 2549 ถึงตุลาคมปี 2550 ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขาดทุนจากการเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาททั้งสิ้น 3.5 - 4.0 แสนล้านบาทนั้น โดยคิดจากค่าเงิน ณ เดือนธ.ค.49 อัตราแลกเปลี่ยนที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เดือนต.ค.50 อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่ามาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
เฉพาะในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่หากข้อมูลจากการเปิดเผยของสื่อฯ เป็นจริง เท่ากับ 'รัฐบาลขิงแก่' บริหารเงิน 2.3 ล้านล้านบาท เฉพาะในส่วนที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ต้องเสียไปฟรีๆ ถึงเกือบ 1 ใน 5 ของงบประมาณที่รัฐบาลขิงแก่ใช้ทั้งหมด 2.3 ล้านล้านบาท
ผลงานทั้ง 3 ส่วน ทั้งในด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และในด้านตัวเลขจีดีพี เป็นผลงานที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจากไปของ 'รัฐบาลขิงแก่'
กลายเป็นการปิดฉากตำนานอันเฉื่อยแฉะที่หลายๆ คนเรียกว่าเกียร์ว่าง ซึ่งหากมองผ่านผลงานทั้ง 3 ด้านนี่แล้ว การรูดม่านปิดฉาก 'รัฐบาลขิงแก่' ในเร็ววันนี้อาจะไม่ใช่แค่เกียร์ว่าง แต่แทบจะกลายเป็นเกียร์ถอยหลังที่ไร้ทิศทาง 17 ตุลาคม 2549 -ปัจจุบัน กับเงินของประเทศกว่า 2.3 ล้านล้านบาท ประชาชนคงต้องหาคำตอบเอาเองว่า 17 เดือนที่ผ่านมากับรัฐบาลรัฐประหารของพล.อ.สุรยุทธ์ ประเทศและประชาชนได้อะไรกลับมาหลังต้องเสียเงินไปถึง 2.3 ล้านล้านบาท








