ทำเนียบรัฐบาล 12 ก.พ.- การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ หารือเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะเลื่อนการแถลงต่อรัฐสภาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์มาเป็นวันที่ 13- 14 กุมภาพันธ์นี้

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ทำเนียบรัฐบาล 12 ก.พ.- การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ หารือเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะเลื่อนการแถลงต่อรัฐสภาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์มาเป็นวันที่ 13- 14 กุมภาพันธ์นี้

ฝรั่งถาม...สมัครตอบ...ไม่รับรองว่า
ออกอาการร้อนตัวจนเห็นได้ชัดเจน จนเหมือนเด็กที่แอบไปทำอะไรผิดเอาไว้ยังไงยังงั้น
เพียงแค่รัฐบาลใหม่ที่นำโดย สมัคร สุนทรเวช เข้ามาบริหารบ้านเมือง
เพียงแค่มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อของรัฐ เป็น จักรภพ เพ็ญแข ที่ออกมาประกาศเพียงว่าจะจัดระเบียบสื่อของรัฐเท่านั้น
เทพชัย หย่อง ก็ออกอาการ รีบออกมาตีลูกกันเสียแล้ว
โดยพยายามจะบอกว่าหากคิดจะแทรกแซงไทยพีบีเอส ก็ให้ไปดู พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ให้ชัดก่อน ว่าการเมืองจะเข้ามายุ่งได้หรือไม่
ทำอย่างกับว่าไทยพีบีเอสเป็นอาณาจักรส่วนตัวและพวกพ้อง
ก็เพียงแค่รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามกฎหมายจะกำกับดูแลให้ทีวีสาธารณะเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย ตามสาระสำคัญของข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง มันจะแปลกตรงไหน
การที่รัฐมนตรีจะห่วงใยว่าการรับคนเข้าทำงานมีความชอบธรรมหรือเปล่า
ทั้งการคัดคนออกเพราะเขาไม่ยอมก้มหัวให้ หรือการรับคนที่มีความสัมพันธ์กันมาแต่ดั้งเดิมเข้ามาทำงานในระดับหัวหน้าข่าว มีที่มาที่ไปอย่างไร
รวมไปถึงการให้บริษัทที่ตั้งขึ้นโดยกลุ่มกบฏไอทีวี ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นกลุ่มลูกน้องเก่าเมื่อคราวเครือเนชั่นเข้ามาบริหารไอทีวีจนเจ๊ง เข้ามารับงาน มีมูลความไม่ชอบมาพากลเหมือนที่ใครต่อใครร่ำลือกันหรือเปล่า
หรือยังมีเรื่องราวของการจัดซื้อสารคดีด้วยเงินสูงถึง 60 ล้านบาท ก็ยังไม่มีคำตอบให้สาธารณชนสบายใจถึงความโปร่งใสของคนจัดซื้อ
เรื่องราวเหล่านี้คนเป็นรัฐมนตรีสามารถเข้าไปดูแลได้หรือไม่
หรือจะต้องปล่อยให้ไทยพีบีเอสเป็นแดนสนธยา หรือเป็นแหล่งทำมาหากินของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังตกอยู่ในฐานะย่ำแย่ทางธุรกิจ แล้วหวังจะมาฟื้นตัวที่นี่
อีกเหตุหนึ่งที่ว่า “ร้อนตัว” ก็เพราะเมื่อพิจารณาตามเนื้อหาสาระของข่าวแล้ว ก็ยังไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีจักรภพจะเข้ามารื้อหรือแทรกแซงไทยพีบีเอสตรงไหน
เพียงแต่คำชัดเจนเท่าที่จับความได้มีเพียงว่า อย่างเพิ่งไปหลงว่าทีวีสาธารณะจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของประชาชน
ประชาชนจะต้องมีทางเลือกที่ดีที่สุด มีโอกาสที่ดีที่สุด
และที่สำคัญ จักรภพ บอกว่า ไทยพีบีเอสไม่ใช่เป้าหมายเลย
แต่เป้าหมายที่แท้จริงในการทำงาน คือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
และจะไม่ผลีผลามดำเนินการ แต่จะรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย
จับความแล้ว ทั้งจากเสียงของนายกรัฐมนตรี และจากรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อ การจะเกิดสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ขึ้นมายังมีความเป็นไปได้เสียมากกว่า
แล้วการจะเกิดสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ดังว่า ก็อย่าได้พยายามบิดเบือนให้กลายเป็นเรื่องอื่นเรื่องไกล
เหมือนที่มีสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับไปตั้งคำถามว่าจะเป็นสถานีพีทีวี ที่จักรภพเคยเป็นพิธีกรหรือไม่
ทั้งๆ ที่เรื่องของสถานีโทรทัศน์อีกแห่ง ถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่กลับไม่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีคนออกมาหาเหตุใส่ไคล้
หากไม่ความจำสั้น หรือความจำเสื่อมเกินไป คนที่อยู่ในแวดวงสื่อ หรือแวดวงทีวี คงจำกันได้ดี
ในวันที่รัฐบาลพยายามสะสางปัญหาทีไอทีวี มีการตั้งกรรมการศึกษาถึงการแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์ในระบบยูเอชเอฟ
มีการเสนอทางออกให้กับรัฐบาล 2 แนวทางด้วยกัน
ทางหนึ่งเป็นการเสนอโมเดลทีวีสาธารณะ โดย สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ
อีกทางหนึ่งเป็นการเสนอรูปแบบทีวีเสรี โดย เถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
บรรดานักวิชาการสื่อสารมวลชนมีความเห็นพ้องกันเป็นส่วนใหญ่ในขณะนั้นว่า ทั้ง 2 รูปแบบมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป
และที่สำคัญ ไม่ใช่ว่าจะต้องเลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่สามารถมีโทรทัศน์ทั้ง 2 รูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองไทย
ในตอนนั้นมีการคาดหมายกันว่า รัฐบาลจะจัดการให้ สทท.11 เป็นทีวีสาธารณะ เพราะมีลักษณะของโทรทัศน์ที่ปลอดจากการโฆษณา และรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการผลิตรายการอยู่แล้ว
หากตัดสินใจเช่นนั้น ความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดมากนัก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีที่กำลังเป็นปัญหา ก็เข้าไปบริหารจัดการกันใหม่ในรูปแบบทีวีเสรี
ซึ่งก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากเช่นเดียวกัน
พนักงานจำนวนมหาศาลก็จะไม่ต้องตกงาน
รายได้กว่า 1,600 ล้านบาท ก็เป็นสิ่งที่รับประกันอยู่แล้วว่า สถานีโทรทัศน์แห่งนี้จะสามารถเดินต่อไปได้ด้วยตัวเอง และทำรายได้เข้ารัฐบาลจำนวนมหาศาล
แต่ในที่สุดคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็เลือกที่จะปล่อยให้ช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์แบบลูกผีลูกคนอยู่อย่างเก่า
แล้วก็เลือกที่จะปิดสถานีโทรทัศน์ที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานีข่าวที่ดีที่สุด ในบรรดาโทรทัศน์ทุกช่อง
มีการปลดพนักงานหลายร้อยคนแบบสายฟ้าแลบ
และรัฐบาลขณะนั้นเลือกที่จะเสียรายได้ปีละ 1,600 ล้านบาท ไปเป็นการต้องจ่ายงบประมาณอุดหนุนเพื่อผลิตรายการราวปีละ 2 พันล้านบาทแทน
ตามมาด้วยการส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการนโยบาย 5 คน ที่ดูแล้วไม่ได้สร้างความสบายใจเลย ว่าจะทำให้ทีวีสาธารณะอันเป็นรูปแบบสากลที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ในเมืองไทย
จนถึงวันนี้ ผลงานที่ปรากฏกลับมีเพียงการปลดคนเก่า เอาคนใหม่เข้ามา
การกำหนดผังรายการท่ามกลางคำครหาว่ามี “คนคุ้นเคย” เข้ามามีเอี่ยวมากมาย
แล้วยังมีเรื่องของการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะการซื้อรายการสารคดีราคาแพง ทั้งที่ยังเป็นเพียงการออกอากาศขัดตาทัพ เพียงเพื่อไม่ให้จอมืด
แต่สาระสำคัญของทีวีสาธารณะที่ประชาชนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วม
หรือการตั้งสภาประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้มีสิทธิมีเสียงในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร กลับไม่เคยมีการพูดถึง
จนอยากจะตั้งคำถามว่า ผู้ที่เข้าไปบริหารเป็นการชั่วคราวอยู่ในขณะนี้ มีความเข้าใจในแก่นสาระของทีวีสาธารณะมากน้อยแค่ไหน
หรือว่ารู้แล้วแต่ไม่สนใจกันแน่
จริงอยู่ว่ารัฐบาลชุดนี้แค่เพียงแสดงความไม่สบายใจต่อการดำเนินการบางเรื่องราวของไทยพีบีเอส และก็ยังไม่เคยเอ่ยว่าจะแทรกแซงหรือก้าวล่วง ดังที่ เทพชัย หย่อง ออกมาตีกัน
ทั้งที่จริงก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาสะสางและจัดการสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลให้เข้ารูปเข้ารอย
การเข้าไปรื้อสิ่งที่ไม่เข้าท่าเข้าทาง ใช่ว่าจะเป็นการแทรกแซง เพียงแต่เป็นการทำตามหน้าที่ แล้วก็ผลักดันให้เกิดเป็นทีวีสาธารณะเต็มรูปแบบต่อไป
...เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง...!!
บทความการเมือง
แม้สุดท้าย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. จะออกมาแถลงยุติบทบาทอย่างเป็นทางการด้วยถ้อยคำที่ว่าพวกตนปฏิบัติภารกิจการรัฐประหารได้ไม่ลุล่วง...
แม้ภารกิจ 4 ข้อที่ใช้เป็นข้ออ้างในการรัฐประหารสุดท้ายจะล้มเหลวทุกข้อ และบางข้อก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงแค่ “ข้อกล่าวหา” ไร้มูลความจริง...
แต่หากมองกันจริงๆ แล้ว ภาระหน้าที่ที่ คมช. เข้ามาทำ และผลงานที่ฝากไว้ให้สังคมการเมืองไทยนั้น มันลึกร้ายหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะมาทำถ่อมตนปฏิเสธผลงานของตัวเองได้
สิ่งที่คมช. ทำไม่สำเร็จ ก็คือข้ออ้าง 4 ข้อที่อุปโลกน์ขึ้นมา...
แต่หน้าที่แท้จริงที่ได้รับมอบหมายมา คมช.ทำได้ไม่พลาด และอย่างน้อยก็สำเร็จไปกว่าครึ่ง
แนวคิด และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2550 คือคำตอบว่าคมช. เข้ามาเพื่อทำอะไร...
“ รัฐธรรมนูญ 2550 มองบุคคล 2 กลุ่มแตกต่างกัน นั่นคือมองนักการเมืองอย่างหนึ่ง แล้วก็มองข้าราชการหรือระบบราชการอีกอย่างหนึ่ง...
(รศ.ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2550)
การเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 ที่เต็มไปด้วยกระบวนการซับซ้อน สับสน ย้อนยุคไปเมื่อครั้งใช้ระบบรวมเขตเรียงเบอร์ ทำลายระบบบัญชีรายชื่อซึ่งเคยเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคในการลงคะแนนเสียงของประชาชนแต่ละเขตที่เลือกได้ไม่เท่ากัน วางเงื่อนไขให้พรรคการเมืองมีความเปราะบาง อ่อนแอ ...เหล่านี้คือผลงานตัวเป็นๆ ลำดับแรกๆ ของคมช. ผ่านเครื่องมืออย่างรธน. 50
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังจะตามมาอย่างเงียบเชียบในวันที่ 2 มีนาคม 2551 นี่ก็อีกเช่นกัน...ในที่สุด คมช. และพลพรรครับใช้ก็สามารถสถาปนาระบบแต่งตั้งให้กลับมาในการเมืองไทยได้อีกครั้ง (เป็นการก้าวถอยหลังที่ประเทศพัฒนาแล้วที่ไหนก็ต้องงงไปตาม ๆกัน) จะมีบุคคลซึ่งมาจากการแต่งตั้งหรือพูดง่ายๆคือ ผ่านการคัดกรองจากสติปัญญา(และม่านมายาคติ)ของคณะกรรมการสรรหาที่มีกันเพียง 7 คนเข้ามานั่งในสภาสูงนี้กว่าครึ่ง เป็นบุคคลที่ไม่ได้มาจากฉันทามติของคนข้างมากแต่มาทำหน้าที่คัดกรองกฎหมายที่จะมีผลใช้กับคนทั้งประเทศ !!!
ระบบเช่นนี้ หากไม่ได้มาจากวิธีคิดของคนที่เชื่อว่าประเทศนี้มี “เทวดา” แล้วมันจะมาจากไหน
ความไม่เชื่อในเสียงของพลเมือง ไม่ต้องการยอมรับระบบตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เหล่านี้แทบจะเป็นคุณสมบัติตายตัวของชนชั้นข้าราชการ ขุนนาง อำมาตยา
ชนชั้นอำมาตยายอมรับไม่ได้ที่จะมีพรรคการเมือง-อันถือเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของประชาชน-มาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากพลเมืองของประเทศนี้ (ซึ่งเหล่าขุนนางเรียกว่าชนชั้นไพร่) ความเข้มแข็งของพรรคการเมืองหนึ่งในอดีตซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เอื้ออำนวยให้เป็นเช่นนั้น ทำให้ชนชั้นขุนนาง-กองทัพ ไม่อาจนั่งมองได้ด้วยความเย็นใจ การสื่อสารทางการเมืองโดยตรงระหว่างนักการเมืองกับประชาชนเจ้าของประเทศนี้ โดยที่ไม่มีตัวแปรอื่นมาคั่น ทำให้ขุนนางบางกลุ่มซึ่งเคยเป็นตัวละครสำคัญรู้สึกไม่พอใจ เพราะสำหรับพวกนี้ ความเป็นไปของบ้านเมืองจะปราศจากเขาเสียไม่ได้
ประชาชนไม่อาจเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงได้ โดยไม่ผ่านการ “อนุมัติ” จากใครบางคนเสียก่อน
เช่นเดียวกันกับการจัดตั้งรัฐบาลในอดีต นอกจากบัตรลงคะแนนที่นอนนิ่งอยู่ในกล่องในวันเลือกตั้งล้วนๆ แล้ว...ก็เป็นที่รู้กันเสมอมาว่าสุดท้ายยังมี “ปัจจัย” อื่นที่สำคัญกว่าในการตัดสินว่าใครจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นรัฐบาล...ซึ่งแน่นอนว่าเสียงนั้นย่อมไม่ใช่เสียงประชาชนที่ตรงไปตรงมาตามระบอบประชาธิปไตย
ปัญหาความอ่อนแอของระบบพรรคการเมือง ปัญหาความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล ปัญหาความไม่มีเอกภาพในการบริหาร กระทั่งปัญหาการแทรกแซงจากกองทัพ(รัฐประหาร)...เหล่านี้คือโรคาเรื้อรังที่สังคมไทยเผชิญหน้ามาโดยตลอด และบั่นทอนให้ไม่อาจเดินหน้าพัฒนาไปได้
รัฐธรรมนูญ 2540 จึงเขียนขึ้นมาเพื่อแก้ไขให้ปัญหาโสมมเหล่านั้น ค่อย ๆหมดไปจากสังคมไทย
และก็เป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เข้ามาพิสูจน์ให้เห็น ด้วยการเป็นรัฐบาลที่ฉลาดเหลือเกินในการหยิบใช้ข้อดีจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และขณะเดียวกัน ความเข้มแข็งอย่างล้นเหลือนั้นก็เป็นการชี้ช่องโหว่ของ รธน. 40 ให้สังคมเห็นด้วยเช่นกันว่า ยังมีอะไรที่ขาดไป...
แต่ขณะที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยยังเริงร่าอยู่กับความเข้มแข็งที่ตัวเองได้รับ...กลุ่มบุคคลในเงามืดอีกกลุ่มหนึ่งก็ทวีความไม่พอใจรุนแรงขึ้น และกลายเป็นเบื้องหลังสำคัญในการผลักดันวาระเลวทรามบางประการให้กลับมาในสังคมไทย
อีแอบในเงามืดทั้งหลายเฝ้ารอคอยเวลาที่จะกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พร้อมๆ กับการกำจัดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง และช่วงชิงเอากระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมาเป็นของตัวเองด้วยการแอบอ้างเรื่อง “ม็อบไล่รัฐบาล” มาเป็นข้ออ้างในการส่งลิ่วล้อเข้ามารัฐประหาร...
คปค. หรือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงเข้ามาได้ด้วยเหตุอันนี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. ในเวลาต่อมา
เพื่อความไม่น่าเกลียด...คมช. ต้องอ้างเหตุผลขึ้นมา 4 ข้อ ตั้งหน่วยงานตามเช็คบิลรัฐบาลเก่า ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และตั้งรัฐบาลเพื่อให้ช่วยประคับประคองบ้านเมืองไปให้ได้ก่อนระยะหนึ่ง...โดยระหว่างนี้ ประชาชนจะเข้าใจว่าภารกิจของพวกเขาคือเหตุผล 4 ข้อนั่น
แต่ความจริง ภารกิจที่สำคัญกว่า อยู่ในกฎหมายแต่ละตัวที่มอบหมายให้ สนช. ไปทำมาอีกต่อหนึ่งเช่น พ.ร.บ. ความมั่นคง และอยู่ในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่โดนด่าถ้วนหน้าว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับอภิชน
วันนี้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพวกอภิชนเกลียดนักเกลียดหนา ได้กลับเข้ามาแล้ว คมช. หมดหน้าที่และกล่าวอำลาพร้อมทิ้งซากเศษปฏิกูลไว้ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งต้องชำระล้าง
แต่ใครจะสนล่ะ...ก็ในเมื่อ “ภารกิจแท้จริง” ของพวกเขา สำเร็จไปแล้ว.
รายงานพิเศษ
ผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ภายใต้ชื่อว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และภายหลังได้กลายร่างเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งเป็นผลผลิตแห่งความไม่ชอบธรรม เนื่องจาก เป็นการใช้อำนาจเถื่อนที่ไม่ได้มีที่มาจากประชาชน มีที่มาจากโจรปล้นประชาธิปไตยเป็นผู้แต่งตั้ง
องค์กรต่างๆ ที่เป็น ผลผลิตของโจรปล้นประชาธิปไตย มีจำนวนมากมายที่ยังไม่ยอม ลาออกจากตำแหน่ง ยุบเลิกองค์กร ไปเสีย ทั้งที่ หัวหน้าโจร และ พรรคพวก ต่าง ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อประชาชน ผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศไปแล้ว ยอมยุติบทบาท ทั้งหมด กลับ เข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง ต้อนรับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่มีที่มาจากประชาชน ขาดซึ่งความสง่างามในการทำหน้าที่อย่างเต็มภาคภูมิ
วันนี้บ้านเมืองกลับมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาตามอำนาจโจรปล้นประชาธิปไตย จึงควรจะทบทวนตัวเอง องค์กรเหล่านี้มีอะไรบ้าง
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง
คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ประกาศ คปค. แต่งตั้ง ทำหน้าที่ต่อไป
ป.ป.ช. ที่ใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ให้ ป.ป.ช. โดยการแต่งตั้งของ คปค. ทำหน้าที่ต่อไป
สิ่งเหล่านี้คือองค์กรที่เรียกได้ว่าเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่เกิดขึ้นมา ท่ามกลางข้อครหา ว่านำพวกพ้องที่ ไม่เป็นกลาง มีอคติ เข้ามาร่วมเป็นส่วนสำคัญในองค์ประกอบเหล่านี้ ซึ่งถือเป็นความ อยุติธรรม ตั้งแต่เริ่มแรกในกระบวนการยุติธรรม ในยุคเผด็จการครองเมือง
คตส. เป็นสิ่งสะท้อนได้ดีที่สุด
เอาแค่คดีเดียวคือกรณี เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดและสายพานลำเลียง ซีทีเอ็กซ์9000 ที่มีการกล่าวหากันว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น และมีเอกสารมัดแน่น นี่ 1 ปีกับอีก 4 เดือน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า แล้วมาแก้ตัวว่าไม่มีอะไรช้า เห็นชัดๆ ว่าที่แท้ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่สมอ้างตั้งแต่เริ่มแรก มาจัดการเขาได้ มีแต่การอนุมาน มีแต่ความคิดเห็นจากฝ่ายแค้นเท่านั้น
อีกกรณีคือ คดี กล้ายางพารา ออกข่าวเช้าสายบ่ายค่ำ ให้คนเข้าใจไปว่าคดีนี้มี การดำเนินการที่ไม่โปร่งใส ต่างๆ นานา จนที่สุดมีการดำเนินการส่งฟ้องไปที่อัยการ แต่หลักฐานที่ออกมาให้สาธารณชนเห็น ล้วนแต่ขัดกับ สิ่งที่ คตส. ได้สรุปออกมา ทั้งการสอบถามกับสำนักงานอัยการสูงสุด กรณีผลประโยชน์ขัดกัน ทั้งเอกสารแบ่งส่วนราชการ ล้วนแต่เป็นเอกสารราชการที่ยืนยันในความโปร่งใสของการดำเนินโครงการ
กรณี จัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. คนเซ็น เปิด แอลซี ไม่ผิดหน้าตาเฉย คนสั่งจ่ายเงิน ไม่ผิด หน้าตาเฉย กระบวนการพิจารณาถูกตีตกแล้วตกอีก เอาไปสอบกันใหม่ ท่ามกลางข่าวลือสะพัด ว่า ป.เป็ด สั่งให้ช่วย มันเกิดอะไรขึ้น ขนาด กรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่เคยสรุปสำนวนไว้ ยังบอกใส่ชื่อ คนเซ็นเปิดแอลซี คนเซ็นเช็คสั่งจ่าย ส่งไปที่ อัยการ เลย
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามตัวโตตามมาในสังคมว่า องค์กรที่เป็นผลผลิตจากโจรปล้นประชาธิปไตย มีที่มา ไม่ชอบธรรม ยัง มีอคติในการตรวจสอบ เลือก ตรวจสอบแต่เฉพาะฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่ว่า ยัง เลือกที่จะกล่าวร้ายลงโทษคนทำผิดเฉพาะคน เฉพาะกลุ่ม อีกต่างหาก
เรียกได้ว่า สมบูรณ์ครบเครื่องแห่งความอยุติธรรม โดยแท้
ในเมื่อบ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่เป็น ประชาธิปไตย แล้ว เราจะปล่อยให้ อำนาจอยุติธรรม เหล่านี้ ทำหน้าที่ต่อไป อย่างนั้นหรือ ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ ตำตา
ไม่มีใครคิดว่า องค์กรที่เป็นผลผลิตของโจรปล้นประชาธิปไตย เป็น เสี้ยนที่ตำตา ก่อให้เกิด ความระคายเคือง ต่อ ลูกตา บ้างเลยหรืออย่างไร? หากปล่อยเอาไว้ อาจจะทำให้ตาเป็นหนอง ทำให้ตาบอด และร้ายกว่านั้นอาจจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสโลหิต ตายวันตายพรุ่ง ไม่มีใครจะล่วงรู้ได้
ทางที่ดี ต้อง กำจัด ตั้งแต่ต้นทาง อย่าปล่อยให้ เสี้ยนหนาม เหล่านี้อยู่ต่อไป ไม่ดีกว่าหรือ
ในเมื่อคนเหล่านี้ ไม่ได้มีความละอายต่อบาปกรรม ที่ไปร่วมย่ำยีประชาธิปไตย ขนาดที่หัวหน้าคณะก่อการ ยังเหนียมอาย ประกาศ “ไอ้เสือถอย” กันแล้ว
ในเมื่อ ไม่มีสปิริต ที่จะพิจารณาตัวเอง รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมที่จะ ใช้กระบวนการทางประชาธิปไตย จัดการ ผลผลิตเหล่านี้ให้สิ้นซาก อย่าปล่อยเป็นเสี้ยนหนามตำมือ ตำเท้า ตำตา อยู่ต่อไป
ใครจะกล้าแตะต้องหยิบจับ “เสี้ยน” สามสี่อันเหล่านี้บ้าง เพราะ แตะไม่ดี หยิบพลาด มันมีโอกาสทิ่มตำให้เจ็บเอาได้ แต่จับออกไปดีๆ อย่าให้พลาด เอาใส่ถังขยะ ปิดฝาทิ้งมันไปเสีย ทุกคนในสังคมก็ปลอดภัย
อยู่ที่ว่า กล้าพอไหม ต่างหาก
รัฐมนตรีมหาดไทย แจง ไม่ทราบกรณีการเสนอชื่อบุตรชายเป็นเลขานุการรัฐมนตรีสาธารณสุข ชี้ บุตรชายมีความสามารถแต่ไม่คิดให้ช่วยงานที่มหาดไทย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิเสธส่วนตัว และ นายวัน อยู่บำรุง ลูกชาย ไม่ทราบการเสนอลูกชายเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และไม่ได้ทำไขสือเพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่พรรคพิจารณารัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง ทั้งนี้ยืนยันบุตรชายมีความสามารถแต่ไม่คิดจะดึงมาช่วยงานที่กระทรวงมหาดไทยเพราะกลัวถูกวิจารณ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการรณรง์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) วิจารณ์รัฐบาลว่ามุ่งเน้นแก้ปัญหาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่าประเทศชาติว่า ครป.เข้าใจผิด เพราะการดูแลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับมาสู้คดีเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่เกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง แนะ ครป.เปิดรัฐธรรมนูญอ่าน วอนอย่าทะเลาะกันมีอะไรแนะนำหรือต้องการสอบถามพร้อมตอบได้ทั้งหมดหรือว่างมานั่งคุยกันบ้างก็ได้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีเงา ในการติดตามกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายวัน อยู่บำรุง บุตรชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องตรวจสอบความจริง ซึ่งหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องทางพรรคฝ่ายค้านก็จะนำข้อมูลมาเปิดเผย แต่การเอารูปหรือเครือญาติมาทำวานการเมืองก็เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งบางทีบุตรชายของ ร.ต.อ.เฉลิม นั้นทำงานเก่งกว่าบิดาก็เป็นได้
ส่วนเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่นั้น นายสุเทพ เห็นว่านักการเมืองหรือรัฐบาลควรสำนึกว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรทำร้ายความรู้สึกของประชาชนจนมากเกินไปแต่ก็เป็นสิ่งที่จะสามารถตัดสินใจได้
'นพดล' ป้องนโยบายทำสงครามยาเสพติด มีคนตายต้องตรวจสอบสาเหตุ อ้างไม่เคยมีนโยบายฆ่าตัดตอนผู้ค้ายา ยึดมั่นคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในกติกาประชาธิปไตย
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการพบปะหารือกับ นายจาง จิ่ว หวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย
โดยระบุว่า นายจาง ได้นำสารแสดงความยินดีจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนมามอบให้ ในโอกาสที่ตนเข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ได้มีการหารือในประเด็นความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในหลายเรื่อง ส่วนกรณีไต้หวันจะขอให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ(ยูเอ็น) ลงประชามติเพื่อให้ไต้หวันเป็นสมาชิกยูเอ็นนั้น ไทยยืนยันว่า ไทยถือนโยบายจีนเดียว ซึ่งเป็นนโยบายด้านการต่างประเทศของไทยที่ยึดมั่นมาโดยตลอด
ผู้สื่อข่าวถามถึงรายงานที่สรุปผลการตรวจสอบเหตุการฆ่าตัดตอนจากนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดอย่างเป็นทางการที่ คณะกรรมการ อิสระตรวจสอบ และวิเคราะห์ การกำหนดนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้โทษและการนำนโยบายไปปฏิบัติฺ ิจนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) นายนพดล กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานดังกล่าว และขอยืนยันว่าช่วงที่ประกาศสงครามยาเสพติดในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เราไม่ได้ประกาศสงคราม กับผู้ค้ายาเสพติด แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ต้องตรวจสอบว่าเสียชีวิตจากเหตุใด
เช่น การวิสามัญฆาตกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือการฆ่าตัดตอนของผู้ค้ายาเสพติดเอง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดใด รวมทั้งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยมีนโยบายสังหารผู้ค้ายาเสพติด ฉะนั้นซึ่งต้องชี้แจงให้ประชาคมโลกรับทราบว่า สิทธิมนุษยชนเป็นนโยบายแก่นแท้ของการต่างประเทศของไทย เราจะให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ยึดมั่นในกติกาประชาธิปไตย และหลักนิติธรรม
ส่วนกรณี นายอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะขอพบ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายนพดล กล่าวว่า ทั้งสองจะพบกันในเวลาที่เหมาะสม โดยเชื่อว่าทางมาเลเซียถือว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย เป็นปัญหาด้านความมั่นคงของมาเลเซียด้วย
'ซึ่งในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์นี้ ผมจะได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งถือเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกหลังจากรับตำแหน่ง' นายนพดล ระบุ
ส่วนก่อนหน้านี้ นายนพดลมีกำหนดการเตรียมเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ระหว่าง 12-13 ก.พ.นี้ มีความจำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อนนั้น นายนพดล ชี้แจงว่า พิจารณาตามรัฐธรรมนูญที่ได้ระบุว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรียังไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ จนกว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเยือน สปป.ลาวออกไป พร้อมขอโทษไปยังนายทองลุน สีสุดลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาวแล้ว
ทั้งที่ มีความตั้งใจว่า จะเยือนเป็นประเทศแรก โดยทางฝ่ายลาวก็เข้าใจดี อย่างไรก็ตามตนจะหาช่วงเวลา ที่เหมาะสมเยือนประเทศลาวหลังจากกลับจากประเทศสิงคโปร์
โดย คุณขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
11 กุมภาพันธ์ 2551
หากดูสภาพทั่วไป ดูเหมือนว่า ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง รัฐมนตรีเริ่มทำงาน รัฐบาลใหม่ก็จะเริ่มทำงาน ทุกคนเหมือนจะกลับไปยังที่ของตน
แต่หากจะให้มองอีกมุมหนึ่ง รัฐบาลชุดนี้ อย่าลืมว่า ยังมีคนที่ "จงรักภักดี" กับ คมช.อยู่ และยังฝังอยู่ในกลุ่มไม่เอาทักษิณอยู่มาก ในกลุ่มข้าราชการบางพวก รัฐวิสาหกิจบางแห่ง และผู้ยังเกลียดอยู่
สิ่งที่จะนำมาพูดในกระทู้นี้ ก็เป็นการมองอย่าง "น่าจะเป็น" ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็น คืออาจจะใช่ หรือ ไม่ใช่ ก็ได้ แต่จะเอาเหตุผลมายกให้อ่านกันว่า อะไรใช่ หรือ น่าจะใช่
ยังไงถ้าพวกเราดูกันให้ดี ๆ สมัย คมช.เรืองอำนาจ มี "แผนลับ"ที่จะสะกัดพรรคพลังประชาชน และการกลับมาของ ดร.ทักษิณ แต่บังเอิญว่า แผนแตกเสียก่อน จึงแก้เขินด้วยการบอกว่ายังไม่ได้ทำ
แต่หากคิดดูดี ๆ จะมองเห็นว่า เขาไม่น่าจะยกเลิกง่าย ๆ
คนของเขา ที่ถูก "ฝังชิป" ไว้ในสมอง ยังมีความเชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนเดิม ว่า ระบอบทักษิณเป็นอันตราย กลุ่มคนเหล่านี้ ก็คือ กลุ่มนายทหารบางกลุ่ม , กลุ่มข้าราชการบางกลุ่ม, และกลุ่มประชาชนบางส่วน
แน่นอนว่า.. พวกเขาจะเล่นทั้งบนดินและใต้ดิน.. เล่นกันไปเพื่อสร้างความ "ไม่น่าเชื่อถือ" ให้กับ พปช. และ ดร.ทักษิณ โดยจะใช้แผนเดิม ที่มุ่งไปที่การสร้างข่าว แล้วก็กระจายข่าวโดยกลุ่มเดิม ๆ พร้อมกับสร้างพยานหลักฐาน เพื่อสร้างความไม่น่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น รวมทั้งการ "ต่อต้านแบบลับ ๆ" จากข้าราชการบางคน ที่มีความ "เกลียดชัง" อยู่ในใจ
ทีนี้ มามองดูว่า รัฐบาลสมัคร แน่นอนว่า เขาจะเอานายกทักษิณกลับมาแน่ บรรดากลุ่มอำนาจเดิม (คมช.และศักดินา) ก็จะพยายามส่งสัญญาณให้พวกที่ ไม่เอาทักษิณ แต่ตอนนี้ ต้องทำงานให้กับรัฐบาลสมัคร ให้เอาข่าวไปให้เขา และพยายามที่จะดิสเครดิตอย่างเต็มที่
วิธีป้องแก้ไข
1). รัฐบาลสมัคร หากจะทำอะไร ต้องดูให้ดี ว่าคุณกำลังสั่งการใคร เพราะมันจะมีพวกดื้อแพ่งอยู่ คุณจะต้องดูว่า คนไหน เป็นอย่างไร
2). การกลับมาของนายกทักษิณ แน่นอนเช่นกันว่า คนพวกนี้ จะพยายามทำลายและทำร้ายนายกทักษิณ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่ารัฐบาลสมัคร จะมีอำนาจอยู่ในมือก็ตาม แต่อย่าลืมว่า ในแต่ละองค์กร ย่อมมี "เกลือ" เพราะฉะนั้น การข่าวของรัฐบาล จะต้องแม่นและหาข้อมูลให้ได้มาก ๆ
3). คนหลายคน ยังมีอำนาจอยู่ หากจะบอกว่า ให้ไปปลดคนพวกนี้ ก็จะถูกมองว่า เป็นการ "รังแก" กันไปหน่อย เพราะบางคน ก็มีสำนึก แต่บางคนก็ไม่มีสำนึก ก็เลยอยากจะเรียกร้อง ให้คนเหล่านั้นลาออกไปเสีย เพราะการเข้ามาดำรงตำแหน่งของพวกท่าน ไม่สง่างามกันเลย ส่วนใครเป็นใครนั้น ผมว่า ก็คงจะรู้ ๆ กันอยู่ เห็นวันก่อน มีกระทู้ในนี้ พูดถึงเรื่อง กระทรวงต่างประเทศ แล้วก็กรมขนส่งทางบก ก็อยากจะให้ รัฐบาลที่มาจากพลังประชาชน เข้าไปดูด้วย
4). รัฐมนตรี อย่าไปเกรงใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พวกท่าน ได้รับฉันทามติ จากประชาชน ให้เป็นตัวแทนบริหาร แม้หลายคน อาจจะดูไม่ดี แต่พวกท่าน ยังมีโอกาสที่จะทำดี และก็ขอให้ทำดี ๆ ถ้าเปรียบเป็นเล่นฟุตบอล พวกท่านก็คือตัวแทนที่ลงสนาม อย่าพยายามทำตัวเป็นจุดอ่อน เพราะถ้าท่านเป็นจุดอ่อนเมื่อไร..พังเมื่อนั้น
5). การสืบสวนทางลับ (ถ้ามี)ที่จะดูว่า ที่ผ่านมา มีข้าราชการ หรือหน่วยใด ที่ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมกับประชาชน ก็ขอให้ดูก่อนว่า จะใช้ใครไปบ้าง ฝากท่านรัฐมนตรี สารวัตรเฉลิมไว้ด้วย และท่านอื่น ๆ อย่างคุณจักรภพ ผมเชื่อว่าการข่าวของพวกท่านดีเยี่ยมอยู่แล้ว
6). กรณีของสื่อมวลชน ก็ไม่ต้องไปเกรงใจสื่อ เวลาโฆษกแถลงข่าว ก็อัดคลิปวีดีโอไว้ เอามาเผยแพร่ในเน็ต คือรัฐบาล จะต้องมีกึ๋นในการทำข่าวของตนเอง อย่าไปพึ่งแต่สื่ออย่างเดียว เพื่อป้องกันการบิดเบือนเหมือนเมื่อก่อน
7). นอกเหนือจากรายการของนายก ฯ สมัครแล้ว การทำความเข้าใจกับประชาชนยังต้องทำ ทีม นปก.เก่าคงจะพอรู้เทคนิคอยู่ ก็คงไม่ต้องบอกมาก
8). อย่าลืมว่า ของทุกอย่างมันเปลี่ยนได้
ที่วิเคราะห์มา ก็สรุปได้ว่า ให้รัฐบาลสมัคร ระมัดระวัง พวกที่จ้องอยู่ในเงามืดไว้ พวกเขาไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ หรอกครับ
จาก Thai E-News
โดย เอื้องอัยราวัณ
ที่มา เว็บบอร์ดพันทิป
10 กุมภาพันธ์ 2550
จากข่าวที่ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องการทบทวนการประกาศซีแอลยามะเร็ง 4 รายการ เนื่องจากทางสมาคมผู้วิจัยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์หรือ"พรีม่า" จะทำความเห็นเสนอให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เลื่อนสถานะของไทยจากประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List) มาเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตามองสูงสุด (PFC) ซึ่งนายไชยามีความเห็นว่า แม้การประกาศซีแอลยาเอดส์ที่ผ่านมาจะช่วยประหยัดงบถึง 500 ล้านบาท แต่ก็ทำให้กระทรวงพาณิชย์ เสียหายการส่งออกเป็นหมื่นล้านแสนล้านบาท รวมไปถึงอาจถูกระงับการส่งออกด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องคิดให้รอบด้านและต้องอยู่บนความถูกต้อง ยึดตามกฎหมายเพราะกฎหมายมีไว้ให้คนใช้อย่าทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
ซึ่งในตอนนี้ก็มีกลุ่ม NGO ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้าน มาตรการการทบทวนของ รมต. สาธารณสุขคนใหม่นี้ อีกทั้งยังมีการนำเอาเรื่อง”ซีแอล” มาปลุกกระแสแนวคิดชาตินิยมขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์กระดาษเปื้อนหมึกที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการตลอดมา
สำหรับผู้เขียนแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ไทยจะมีทบทวนการประกาศซีแอลสมัยที่รมต. ของรัฐบาลขิงแก่ได้ทำไว้ เพราะการที่กระทรวงสาธารณสุขที่มี นพ. มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีประกาศใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร ที่เรียกกันติดปากว่า “ซีแอล” (CL-Compulsory Licensing) นั้นหากพูดกันตรงๆตามภาษาชาวบ้านก็มันก็คือ การขโมยสิทธิบัตรยาโดยอ้างสิทธิความเป็นประเทศยากจน (แต่จนไม่จริง) นั่นเอง
มีหลากหลายทางออกที่ผู้ซื้อคือกระทรวงสาธารณสุขกับผู้ผลิตคือภาคอุตสาหกรรมยายังมีช่องทางเจรจากันได้แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเจรจาในระดับภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรมยาเกิดขึ้นเลย
ย้อนกลับไปที่เมื่อครั้งรัฐบาลสุรยุทธ์บอกผ่านสื่อว่าได้ส่ง นพ.มงคล ณ สงขลา รมว.สาธารณสุข บินด่วนไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯเพราะเกรงจะถูกสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) นั้น นพ. มงคลในฐานะรมว.สาธารณสุข ก็ไม่
ได้เดินทางไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯแต่อย่างใด แต่กลับไปลงนามความร่วมมือกับมูลนิธิคลินตัน(Clinton Foundation) ของนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแทนซึ่งมูลนิธิคลินตันเป็นองค์กรเอกชนไม่ใช่เป็นองค์กรภาครัฐและนายบิล คลินตันเองก็เป็นอดีตประธานาธิบดีสหรัฐไปแล้ว ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐปัจจุบัน
ในเมื่อไม่เคยมีการเจรจากันในระดับภาครัฐเกิดขึ้น ในเมื่อไม่เคยมีการเจรจาในระดับภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรมยาเลย การสร้างความเข้าใจ การเจรจาระหว่างสองฝ่ายย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็พอเข้าใจได้ไม่ยากค่ะว่าเหตุใดการเจรจาระดับรัฐจึงไม่เคยเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลสุรยุทธ์เป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร การเจรจาใดๆจึงต้องถูกระงับไว้ก่อน
สรุปได้อย่างสั้นๆก็คือนพ.มงคลหาได้เดินทางไปชี้แจงกับรัฐสภาสหรัฐฯอย่างอดีตนายกสุรยุทธ์บอกผ่านสื่อไม่ แต่นพ.มงคลเดินทางไปหา “พรรคพวก” ซึ่งมีอยู่ 2 สิ่งที่นพ.มงคลได้มาเป็นพวกติดไม้ติดมือกลับมาเมืองไทยก็คือ
1. มูลนิธิคลินตัน และ
2. คำพูดของนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่บอกว่า "ผมสนับสนุนอย่างยิ่งต่อท่าทีและการตัดสินใจของรัฐบาลไทย(รัฐบาลสุรยุทธ์) และบราซิล หลังจากที่ได้มีการเจรจาต่อรองเพื่อระงับการใช้สิทธิบัตรยานี้มาพอสมควรแล้ว" ซึ่งถูกนำไปอ้างในทุกเว็บที่สนับสนุนการขโมยสิทธิบัตรยา
ด้วยหวังว่าจะใช้มูลนิธิคลินตันมากดดันบริษัทผู้ผลิตยารายใหญ่และไม่ต้องการให้ตนโดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศในที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกที่ผ่านมา แต่ผู้เขียนคิดว่าตราบใดที่มาตรการ CL ที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาสมัยรัฐบาลสุรยุทธ์ไม่ได้รับการทบทวนแล้วจะส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาวอย่างแน่นอนโดยเฉพาะในเรื่องการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI (Foreign Direct Investment) ที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่เกิดวิกฤติการเมืองไทยตามมาด้วยรัฐประหารในปี 2548-2549 นั้น FDI ในประเทศไทยลดลงจาก 64.6% มาอยู่ที่ 24.5% ตามลำดับ และคนที่เสียผลประโยชน์มากที่สุดก็คือ ประชาชนไทยนั่นเอง
บริษัทยาและอีกทั้งประชาชนของเขาก็ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ทางอเมริกาก็ได้มีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนแล้วในการกดดันให้รัฐบาลสหรัฐดำเนินมาตรการตอบโต้กับ มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรของไทยที่ออกมาสมัยรัฐบาลทหาร มากกว่าจัดลำดับให้ไทยเป็นเพียงประเทศในบัญชีที่ต้องจับตามอง "Priority Watch List" เท่านั้น
มีคำร้องเรียนมากมายที่ยื่นไปถึงประธานาธิบดีบุชและสภาครองเกรสของสหรัฐให้ดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างจริงจังกับรัฐบาลไทยที่ไป “steal” ขโมยนวัตกรรมทางการแพทย์ของอเมริกา(American medical innovations) และสิทธิบัตรด้านเวชกรรมที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นโดยบริษัทสัญชาติอเมริกันและคนงานชาวอเมริกัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับ special benefits อย่างมากมายจากสหรัฐเช่นระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(จีเอสพี)ที่ประเทศที่พัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้าแก่สินค้าที่มีอยู่ในข่ายได้รับสิทธิพิเศษทางการค้าทั้งนี้ประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯจะเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น รวมไปถึงความช่วยเหลือทางด้านการทหารและด้านมนุษยธรรมหลายพันล้านดอลล่าร์
การเขียนจดหมายร้องเรียนสภาคองเกรสนั้นเป็นเรื่องที่อเมริกันชนหรือในประเทศตะวันตกเขาทำกันเป็นธรรมดาเพราะคนเหล่านี้เป็นผู้แทนของเขามิใช่เป็นเรื่องผิดวิสัยแต่อย่างใด
อีกด้านหนึ่งที่ประเทศไทยต้องมองและควรคำนึงถึงข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลสหรัฐนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนของเขาเป็นสำคัญ บริษัทยาและคนงานก็คือประชาชนของเขาเช่นกันเหมือนดังที่เราอยากให้รัฐบาลไทยปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทยนั่นแหละ
ดังนั้นองค์กร NGO หรือแกนนำมูลนิธิผู้ป่วยต่างๆหรือสื่ออย่างนายสุทธิชัย หยุ่นจะมาพูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวว่า มหาอำนาจกำลังรังแกประเทศเล็กที่ยากจนกว่าเพราะผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มและเฉพาะตน มันเป็นการมองด้านเดียวและเห็นแก่ตัวเกินไปมั้ง
รายการนี้นายสุทธิชัย หยุ่นพูดชมอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตันที่ประกาศอยู่ข้างเดียวกับไทยและบราซิลในเรื่องสิทธิบัตรยาไปเต็มๆ เพราะเห็นว่ามูลนิธิคลินตันเข้าข้างรัฐบาลขิงแก่
การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory License หรือ CL) กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศบังคับใช้ มันก็คือการที่รัฐบาลบังคับให้บริษัทหนึ่งจำหน่ายเวชภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตร ให้กับประชาชนของตนโดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของสิทธิ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การขโมยสิทธิบัตรนั่นเอง
รัฐบาลทหารได้ปกป้องมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (หรือ ซีแอล) ว่าเป็นสิ่งที่ "พึงกระทำได้" เป็นมาตรการที่อยู่ภายใต้ ปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์กับการสาธารณสุขภายใต้กรอบของ WTO ที่ระบุว่า ประเทศสมาชิก WTO มีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ด้วยการบังคับใช้สิทธิในกรณีที่มีความจำเป็นเป็นการเร่งด่วน รวมทั้งที่เป็นประโยชน์สาธารณะ
แต่ความตกลงทริปส์ (TRIPs agreement) ได้อนุญาตให้ประเทศที่เป็นสมาชิกประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาได้โดยมีเงื่อนไขว่า “ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) หรือมีความจำเป็นเร่งด่วน (extreme urgency) หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่ในเชิงพาณิชย์” เท่านั้นและข้อตกลงยังระบุด้วยว่า ”ให้มีการจ่ายค่าชดเชยในจำนวนที่เหมาะสมให้กับเจ้าของสิทธิบัตร” ด้วย
ในกรณี โรคเอดส์และโรคหัวใจในประเทศไทยนั้นไม่เข้าข่าย ประเทศต้องอยู่ในภาวะอันตราย (national emergency) เลยแม้แต่น้อย
ผู้เขียนขอยกคำพูดของ ธีระ ฉกาจนโรดมนายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PREMA) ที่กล่าวถึงเรื่องความตกลงทริปส์ภายใต้กรอบของ WTO นี้ว่า
“การประกาศซีแอลตามกฎหมายระหว่างประเทศทำได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นมีโรคติดต่อร้ายแรงอย่างซาร์ส ไข้หวัดนก หรือโรคเอดส์ แต่กรณีรัฐบาลไทยประกาศซีแอลกับยาพลาวิกซ์ซึ่งมีผลต่อการรักษาโรคหัวใจไม่น่าจะอยู่ในข่ายนี้ การซีแอลยาตัวนี้อยู่นอกกฎเกณฑ์ของทริปส์และองค์การการค้าโลกอย่างแน่นอน อีกอย่าง ผมมองว่ากว่าที่คนคนหนึ่งจะเป็นโรคหัวใจต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าเป็นแล้วก็มีวิธีรักษาตั้งแต่เบื้องต้นไปจนถึงขั้นอาการหนัก แม้คนไทยจะป่วยด้วยโรคหัวใจสูงถึง ๑ ใน ๕ อันดับแรก แต่ก็น่าจะหาทางป้องกันมากกว่าการแก้ที่ปลายเหตุ ข้ออ้างว่างบประมาณไม่พอทั้งที่ตั้งไว้สูงถึงร้อยละ ๑๒ ของจีดีพี ทางพรีมามีข้อมูลขององค์การอนามัยโลกว่างบประมาณที่ว่านั้นมีเพียงร้อยละ ๓.๓ ของจีดีพี จึงต้องดูว่าคำนวณจากฐานใด”
อีกประการหนึ่งก็คือประเทศไทยไม่ได้อยู่ระหว่างเกิดวิกฤตโรคเอดส์เพราะไม่เฉพาะแต่ไทยเท่านั้นแต่ทั้งโลกก็กำลังประสบกับภาวะโรคเอดส์เช่นกัน
อีกทั้งประเทศไทยก็ไม่จัดอยู่ในข่ายประเทศยากจนเหมือนทางประเทศในแถบ Sub-Saharan Africa ที่ไม่มีความสามารถในการจัดซื้อยาจากประเทศตะวันตกได้ ไทยถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 21 ของโลกเมื่อวัดจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ที่คิดสัดส่วนจากการเปรียบเทียบกำลังซื้อ (PPP) ไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าประเทศอื่นๆ อีก 100 ประเทศทั่วโลก การกระทำของไทยจึงไม่ได้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลกแต่อย่างใด
ต่างชาติเขาตรวจสอบดูงบประมาณด้านการทหารของไทยเขาก็รู้แล้วว่าประเทศไทยนั้น “จนไม่จริง”เพราะหลังจากที่ คมช. เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนด้วยการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 และแต่งตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนนั้น ต้องบอกว่าเงินภาษีของประชาชนได้ถูกทหารถลุงไปใช้อย่างมือเปิบโดยขาดการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เรียกว่า “องค์กรอิสระ” ใดๆทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่คณะนายทหารชั้นนำเพิ่มค่าตอบแทนให้กลุ่มทหารเป็นเงินจำนวนเกือบ 300 ล้านบาทต่อปีในขณะเดียวกันรัฐบาลที่ทหารแต่งตั้งขึ้นก็เพิ่มงบประมาณทางทหารใหม่ให้กับกองทัพมากกว่า 1 ใน 3 หรือคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1.1 พันล้านเหรียญฯสหรัฐแต่กลับไปตัดงบประมาณด้านการสาธารณสุขถึง 384 ล้านบาท แปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่าเป็นการเพิ่มเงินงบประมาณให้กับรัฐบาลทหารมากขึ้น แต่ตัดงบประมาณที่ใช้ในการบริการสาธารณะสุขให้กับประชาชนของตนน้อยลง
เหมือนที่นาย Ken Adelman เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ไว้ว่า
“แนวโน้มการลงทุนในไทยมีทิศทางถดถอยลงจากมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขที่มีต่อสิทธิบัตรยา...ไทยมีงบประมาณเพียงพอจะช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ผู้ยากไร้ แต่เลือกที่จะไม่จัดสรรเงินนั้นสำหรับการสาธารณสุข ในทางกลับกัน หน่วยงานด้านกลาโหมของไทยกลับได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นกว่า ๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ (๓๕,๐๐๐ ล้านบาท)”
จนทำให้รัฐบาลขิงแก่ และนายสุทธิชัย หยุ่นรีบเสนอข่าวโจมตีนาย Ken Adelman ทันทีและไม่พ้นที่จะพยายามโยงความผิดมาให้ พตท.ทักษิณว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการที่ประเทศไทยถูกขึ้นบัญชีดำประเทศลักลอบละเมิดลิขสิทธิ์เพียงเพราะนาย Adelman เป็นที่ปรึกษาของบริษัทอีเดลแมนเท่านั้นเองซึ่งบริษัทอีเดลแมนที่ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้างก็เป็นบริษัทประชาสัมพันธ์เพื่อทำงานประชาสัมพันธ์ชี้แจงข้อมูลที่ถูกใส่ร้ายและบิดเบือนเกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณภายหลังการยึดอำนาจ ไม่ได้ว่าจ้างให้ไปโจมตีรัฐบาลไทยหรือคมช. และบริษัทอีเดลแมนก็ไม่ใช่บริษัทล็อบบี้ยิสต์ อีกทั้งนาย Adelman ก็ไม่ได้ทำงานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
กระทรวงสาธารณสุขภายใต้รัฐบาลทหารมุ่งใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาเป็นเครื่องมือหลักในการลดราคายารายการสำคัญเพื่อมุ่งประโยชน์แก่การผูกขาดของรัฐในตลาดยาเป็นสำคัญด้วยการยึดสิทธิบัตรยาจำนวนหนึ่งของบริษัทต่างชาติในประเทศไทยแล้วเอาไปให้องค์การเภสัชกรรมผลิตโดยไม่สนใจผลกระทบอื่นใด การแก้ปัญหาเรื่องราคาและการเข้าถึงยาของกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมามันจึงเป็นทางเลือกของคนที่มักง่ายและที่สำคัญมันดูไร้เกียรติ
จาก Thai E-News
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51