ถ้าเป็นประเทศอังกฤษ คงมีการเปิดโต๊ะรับแทงแล้วว่า “ความรัก” ที่ “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” มีต่อ “เสนาะ เทียนทอง” กับความรักที่ คมช.ทั้งคณะมีให้ “บิ๊กจิ๋ว” ความรักของฝ่ายไหนจะมากกว่ากันถ้าประชัยฟังคำเตือนของเสนาะ ถ้าคมช.ฟังคำเตือนของพี่จิ๋วก็คงไม่เจ็บในวันที่ประชัย สลัดรัก”ป๋าเหนาะ” ถลาเข้าสู่อ้อมกอดของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นั้น ป๋าได้พูดกับนักข่าวฝากไปถึงประชัยว่า คืออนุบาลการเมือง และขอให้จำคำของป๋าเอาไว้ “จะเสียใจที่สุด”“พี่จิ๋ว”พูดเตือนน้องคมช.ว่าอย่าส่งนายทหารใหญ่เข้าไปกินรัฐวิสาหกิจ หรืออย่าส่งเข้าไปเป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ เหมือนคณะปฏิวัติในอดีต เพราะทหารไม่รู้เรื่องการบริหาร
วันนี้คำเตือนของพี่และป๋าเป็นจริงแล้ว“ประชัย เลี่ยวไพรัตน์”ยอมรับต่อนห้านักข่าวแล้วว่าตัวเองคืออนุบาลการเมือง แต่ประเด็น จะเจ็บที่สุด ประชัยยังไม่ได้พูด จึงยังไม่รู้ว่าเจ็บที่สุดหรือไม่ส่วนนายทหารใหญ่แห่งคมช.ผู้มีชื่อว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ลั่นคำออกมาแล้วเมื่อตอนเช้าวันที่ 14ก.พ.51 วันวาเลนไทน์ และเป็นวันที่ใบลาออกจากการตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท.มีผล
“ผมอาจจะลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด ทีโอที ซึ่งอาจจะเป็นเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่อง การลาออกต้องเป็นการลงอย่างสง่างาม และที่ผ่านมามีผู้แอบอ้างชื่อของผมไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ เช่น กรณีกลุ่มคิงพาวเวอร์ และในโครงการโทรศัพท์มือถือสามจี โดยเฉพาะผู้ที่ทำก็คือ เพื่อนสนิทของผม เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียใจมากที่สุด แต่ผมก็ยังไม่ถอดใจเนื่องจากการปกป้องประเทศชาติเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ขอให้สื่อมวลชนติดตามข่าวอย่างละเอียดและลึกซึ้งให้มากขึ้น ก็จะทราบความจริงเรื่องต่างๆ”คือ คำกล่าวของพล.อ.สพรั่ง เมื่อตอนเช้าวันวาเลนไทน์
ในการแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่งประธาน พร้อมกับการลาออกของบอร์ดคนอื่นๆยกชุด ต่อหน้าสื่อมวลชนที่สำนักงานใหญ่ ทอท.ดอนเมือง เมื่อบ่ายวันที่ 13กพ พล.อ.สะพร่งกล่าวว่า“ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นประธาน ทอท. แล้ว จะมีผลทันทีในวันที่ 14 ก.พ. ผมส่วนกรรมการคนอื่นๆก็แล้วแต่ละคน ผมลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลคนอื่นเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน และเพื่อให้การทำงานของบริษัทขับเคลื่อนไปได้ ส่วนที่ไม่ประกาศลาออกก่อนหน้านี้เป็นเพราะ ต้องการสะสางงานบางอย่างและรอจังหวะที่เหมาะสม หากทำอะไรรีบร้อนเหมือนจะ
ลนลาน เหมือนกับขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ผมไม่ทำ การจะลาออกต้องเป็นจังหวะที่เหมาะ แล้วก็ทำให้องค์กรนั้นเดินไปได้ด้วย แต่สำหรับบอร์ดอื่นๆนั้นแม้จะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ไม่ได้เป็นปัญหาทางการเมืองรุนแรงเหมือนกับ 2 บอร์ดที่ผมเป็น ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และพอใจในผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ”ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน บอร์ด ทอท.ได้ลาออกยกชุด ประกอบด้วยพล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย
จำกัด (มหาชน) นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการอาวุโส นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยศักดิ์ อังคสุวรรณ อธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ เสนาธิการทหารอากาศฝ่ายยุทธการ กองบัญชาการกอง
ทัพอากาศ นายนนทพล นิ่มสมบุญ ประธานกรรมการ บริษัท เอเอ็มซี อินเตอร์เนชั่นแนล คอนซัลติ้ง จำกัด นายต่อตระกูล ยมนาค ประธานกรรมการ บริษัท วิศวกรที่ปรึกษาต่อตระกูล ยมนาค และคณะ จำกัด นายยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล โพรเจคแอดมินิสเตรชั่น จำกัด
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นางดนุชา ยินดีพิธ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง และ พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ส่วน นายชวลิต เศรษฐเมธีกุล อดีตอธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ได้ลา
ออกไปก่อนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 51)ก็เป็นอันว่า พล.อ.สพรั่ง จบชีวิตการเป็นประธานบอร์ด ทอท.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ประธานบอร์ด ทีโอที ยังไม่ออก ซึ่งตามข่าวบอกว่าจะออกเช้าวันที่ 14 ก.พ. แต่ยังไม่ออก และยังมีมือดีขอให้พล.อ.สพรั่งประชุมนัดส่งท้าย โดยเตรียมโครงการให้อนุมัติ 2 แฟ้มใหญ่ แต่พล.อ.สพรั่ง ไม่ยอมทำตาม สั่งเลื่อนประชุม
บอร์ดไม่มีกำหนด และยังไม่รู้แน่ว่าจะลาออกจากประธานบอร์ด ทีโอที วันไหน
คนไทยชอบเบื้องหลังเมื่อ พล.อ.สพรั่ง หลุดออกมาแล้วว่าเสียใจที่สุดที่เพื่อนสนิทไปรีดไถกิจการที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ทั้งกรณี คิงเพาเวอร์ ที่ประกอบกิจการดิวตี้ฟรีในสนามบินสุวรรณภูมิ และกิจการใน ทีโอทีด้วยเสียงลือเสียงเล่าขาน กรณีเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง ไปไถที่นั่นที่กระหึ่มมานาน
แล้ว เพราะตัวบุคคลที่ประกอบกันนั้นมีประวัติและผลงานการไถที่โด่งดังมาก โดยเฉพาะ “นักข่าวผู้มีรายชื่อบนหนังหมา” แห่งวงการหนังสือพิมพ์รายวัน ทุกคนรู้ดีว่าในอดีตทำอะไรไว้บ้างเราไปเจาะมาไถตรงๆกับคิงเพาเวอร์ก็มีโดยมีคนคณะหนึ่งที่เป็นเพื่อนรักของพล.อ.สพรั่ง นัดพบผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มคิงเพาเวอร์ พูดจาเป็นทำนองว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ในกรณีที่บอร์ด ทอท.มีมติ
ให้ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยหาว่าได้สัญญามาโดยมิชอบนั้น จะเคลียร์ให้ทางฝ่ายผู้บริหารระดับสูงของคิงเพาเวอร์ก็ตอบไปว่า ไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจะต้องไปเคลียร์เคลียร์ ในภาษาทางการเมืองการค้าหมายความว่า จ่ายเงินมา แล้วจะจบเรื่องแต่คิงเพาเวอร์ไม่จ่าย เรื่องก็เลยมีการเย่อกันหลายยกมาก กระทั่งมีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ขบวนการเพื่อนสนิท ของพล.อ.สพรั่ง ยังไปรับเงินจากพวกผู้ค้าของนำเข้าย่านสนามบินดอนเมือง เพื่อเดิมเกมจะเปิดสนามบินดอนเมือง รับสายการบินนานาชาติตามเดิม เพื่อที่จะได้ขายของได้และมีกรณีปั้นข่าว รันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิร้าว เพื่อให้เกิดรายการเข้าไปซ่อมอย่างฉุกละหุกจะได้โมเมตัวเลขได้สะดวกสำหรับภาพของพล.อ.สพรั่ง ที่นำมาลงประกอบในวันนี้ เป็นรูปที่ขณะกำลังรุ่งเรืองสูงสุด ยามไปไหนมาไหนจะมีทหารในชุดพร้อมรบติดอาวุธเต็มอัตราศึกของ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษคมช.” ที่พล.อ.สพรั่ง บังคับบัญชาอยู่แต่ผู้เดียว12,000 นาย ให้การคุ้มกัน เหลียวซ้ายแลขวาอย่างที่เห็น เราเลือกรูปนี้เพื่อสื่อความหมายว่า พล.อ.สพรั่ง มีอดีตที่ยิ่งใหญ่และงดงามจริงๆ แต่ก็ต้องมาหมดสิ้นเพราะเพื่อนที่ตัวเองสนิทมาก“เพื่อนรักจอมไถ” คือใคร พล.อ.สพรั่ง ไม่ได้บอกชื่อแซ่ให้คนไทยรู้แต่ก็ยังดีอยู่หน่อย ที่กล้ารับสารภาพว่า…เสียใจมากที่สุด เพราะคนไถคือเพื่อนสนิทของตัวเอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, February 15, 2008
เพื่อนรักจอมไถ
นายกฯแจงยกเครื่องช่อง11ชี้'เจิมศักดิ์'กล่าวหามั่วถูกถอดรายการ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่จะมีการปรับปรุงการทำงานครั้งใหญ่ในสถานีโทรทัศน์ช่อง11ให้มีความทันสมัยเป็น'โมเดิร์น อีเลฟเว่น ' พร้อมทั้งโต้กลับนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองที่กล่าวหามั่วกรณีถูกถอดรายการออกไป
(15 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ว่า ไม่ได้ต้องการให้สถานีโทรทัศน์มาสนับสนุนรัฐบาลเพราะอยู่มาได้เลือกตั้งผ่านมาไม่ต้องมีโทรทัศน์สักช่อง แค่อยากได้ข่าวตรงไปตรงมาเท่านั้น ความตั้งใจมีแค่นั้น ใครที่กระแนะกระแหนว่าต้องการจะมีทีวีเอาไว้สู้ไม่ใช่เลย เจตนาของตนตั้งใจว่า เมื่อช่องที่เขาเสนอข่าว ตรงไปตรงมา ถูกยึดเอาไปทำอย่างอื่น ตนไม่คิดจะไปตามรังควาญ คุณทำกันได้ตามสบาย และช่อง 11 เป็นช่องสาธารณะ มาตั้งแต่ต้น แต่ถูกเบี่ยงเบนไปเป็นอย่างอื่นจนกลายเป็นสถานีรัฐบาลไป ไม่เป็นสาธารณะ
“ผมนี่แหละจะทำให้ ช่อง 11 ไม่เรียก สาธารณะ แข่งกับเขาจะให้เป็นสถานีโทรทัศน์ซึ่งเสนอข่าว ตรงไปตรงมา เสนอข่าวไม่ใช่เฉพาะของรัฐบาล ไม่ต้องมาเชลียร์รัฐบาล ไม่ต้องการเลย พูดง่ายๆว่า จะปรับปรุงช่อง 11 ให้ทันสมัยโดยเอาคนที่มีฝีมือมาทำ และวิธีการคือว่า ช่อง 11 เขาใช้งบประมาณแต่เราไม่ต้องการใช้งบประมาณมากกว่าที่เขาเคยมี แต่เราจะมีวิธีการ และทำ ทำนองเดียวกับที่เขาจะทำทีวีสาธารณะ เราจะใช้ช่อง 11 ทำให้ทันสมัย แบบโมเดิร์นอีเลฟเว่น ไม่ต้องอิงหรือประจบประแจงรัฐบาล ตรงไปตรงมายิ่งชอบ ฉะนั้นขอให้เลิกวิจารณ์ เวลานี้กำลังดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย” นายสมัคร กล่าว
นายสมัคร ยังกล่าวอีกว่า สิ่งที่อยากจะทำความเข้าใจคือ ตั้งใจดีจริงๆที่จะพูดจาและทำความเข้าใจรักษาเวลานี้ตลอดไปฉะนั้นเรื่องที่ใครตั้งโปรแกรมอะไรไว้ให้มันเกินเหตุ กรุณายกเลิกโปรแกรมนั้นไปแต่ไม่ขอพูดรายละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เข้ามาแทรกแซงสื่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสมัครกล่าวว่า โปรดสบายใจได้ไม่มีการแทรกแซงด้วยประการทั้งปวงและขอท้าทายให้พิสูจน์ด้วย ไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิด และไม่ต้องการแทรกแซงขอให้พิสูจน์ด้วยว่าแทรกแซงอย่างไร ช่วยบอกด้วย ถ้าไม่สบายใจขอให้สบายใจได้
เมื่อถามว่า การประพฤติปฏิบัติควบคุมสื่อของรัฐ รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายสมัครกล่าวว่า นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกแล้วว่าต้องการให้สื่อตรงไปตรงมา แต่ก่อนก็ตะแคง ตะแคงใครก็ไม่ว่า ตะแคงเข้ารัฐบาลเราก็ไม่ชอบ ให้ตรงไปตรงมาเสนอข่าวทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะของรัฐคนอื่นก็ไม่เข้าไปยุ่งกับเขาด้วย
เมื่อถามว่า ทีวีช่องใหม่ที่จะเกิดขึ้นที่บอกว่า จะไม่เชียร์รัฐบาลเสนอข่าวตรงไปตรงมา แต่สังกัดอยู่กรมประชาสัมพันธ์ จะบอกได้อย่างไรว่าไม่ถูกควบคุมโดยรัฐ นายสมัครกล่าวว่า ขอให้รอดูต่อไป ไม่เห็นเป็นปัญหาผิดกฎหมายหรอถ้าให้อิงรัฐบาล ถามจริงๆไม่ได้ถามเล่นๆ ผิดกฎหมายหรอ
เมื่อถามว่า ทำไมใช้ช่องที่สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ที่ควบคุมโดยรัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า รัฐบาลจะทำให้ทันสมัยไม่ได้เหรอ ห้ามเหรอ หรือไง ถ้าเป็นรัฐบาลต้องหลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาลตะบี้ตะบัน เมื่อถามว่า สิ่งที่กังวลต่อไปในอนาคตคือ เมื่อเป็นทีวีสังกัดในหน่วยงานรัฐจะหนีไม่พ้นภาพความเป็นการประชาสัมพันธ์รัฐบาล นายสมัครกล่าวว่า แล้วถ้าไม่พีอาร์รัฐบาลจะเป็นอย่างไรมั๊ย เสนอข่าวกลางๆ เราอยากอย่างนั้น เป็นไงมั๊ย ผิดรัฐธรรมนูญมั๊ย
เมื่อถามว่า หากรัฐบาลทำภาพลบช่อง 11 ก็สามารถที่จะนำเสนอได้ไหม นายสมัครกล่าวว่า แน่นอนก็ต้องการอย่างนั้น เมื่อถามว่า จะเอางบประมาณที่ไหน นายสมัครกล่าวว่า เวลาที่เขาสปอนเซอร์กันแบบไม่มีโฆษณามีไหมที่เขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ และที่ช่อง 11 ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำอย่างเดียวกัน สนับสนุนใส่โลโก้อย่างเดียว เป็นไงมั๊ย ก็เลียนแบบอย่างนั้นเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า ทำไมไม่เลือกปรับใช้ทีวีสาธารณะที่เพิ่งจะเกิดนายสมัคร กล่าวว่า “โอ๊ย ตนไม่กล้าหรอก ทีวีสาธารณะเขาสร้างองคาพยพไว้น่ากลัวจะตาย โอ้โห เปิดดูยังไม่กล้าเลย กลัว” เมื่อถามว่า ในฐานะรัฐบาลสามารถที่จะเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่ดีได้ไม่ใช่หรือ นายสมัครกล่าวว่า เข้าไปปรับปรุงก็โดนด่าสิ เขาจะไปอย่างนั้นก็ให้เขาไป ก็ท้ากัน มาอวดกัน คุณก็ทำไปสิเราจะดู ไม่ได้ห้าม
เมื่อถามว่า เวลาในการปรับช่อง 11 ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ นายสมัครกล่าวว่า ไม่นานเร็วๆนี้ เมื่อถามว่า การที่จะนำช่อง 11 มาทำให้ทันสมัยอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หูย ไปพูดอย่างนี้ก็เสียหาย ไม่ใช่มืออาชีพมือเก่ง ส่วนจะมีใครบ้างจะบอกตรงนี้ได้อย่างไร ไปว่ากล่าวเขาหมด ให้เขาทำให้ดูก่อน
เมื่อถามว่า จะดึงอีดตพนักงานทีไอทีวีที่เจ๋งมาทำงานในช่อง 11 หรือไม่ นายสมัครกล่าวว่า ตนไม่ดึงเข้ามาหรอก แค่ให้นโยบายไป เมื่อถามว่า ที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวอธิบดีและบุคลากรบางคนรวมทั้งการตัดรายการบางรายการที่อยู่ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ นายสมัครกล่าวว่า พูดอย่างนี้ขึ้นต้นก็เสียหายแล้ว ให้เขาทำอะไรอย่างไรเสียก่อนค่อยมาถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น
เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่มาจัดระเบียบสื่อและแทรกแซงการทำงานสื่อให้ตรวจสอบการทำงานรัฐบาลอย่างเป็นอิสระ นายสมัครย้อนถามว่า สื่อไหน ลองบอกสิ ผู้สื่อข่าวตอบว่าสื่อทุกแขนง นายสมัครกล่าวว่า ทุกแขนงจะไปยุ่งกับเขาได้อย่างไร สื่อของรัฐบอกแล้วว่าจะให้เป็นกลางๆ เท่านี้ก็พอเพียงแล้ว เมื่อถามว่าชัดเจนใช่ไหมว่าจะไม่เข้าไปจัดระเบียบ นายสมัคร กล่าวว่า จะให้ทำสัญญามั๊ย ความเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี มันพูดกันตอนนี้กันสมควรแก่เหตุ ตั้งใจจะทำดี แล้วก็บอกว่าเขียนมาก่อนก็ดียังไง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงรายการของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กรณีถูกถอดออกจากผังรายการวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ว่า คุณยืนยันว่า ใช้คำว่า ถูกถอดออกเหรอ ผู้สื่อข่าวตอบว่า นายเจิมศักดิ์ ออกมายืนยันเช่นนั้น นายสมัครกล่าวว่า แล้วเจ้าของบริษัท เขาบอกว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า นายเจิมศักดิ์บอกบริษัทแจ้งว่า ทางผู้ใหญ่ขอให้ปรับปรุงรายการในแบบสมานฉันท์ นายสมัครกล่าวว่า บริษัทฟาติมาบอกอย่างนี้หรอ ตนฟังเปล่าเลย ตนฟังมาเหมือนกัน ฟาติมาเขาบอกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องที่เขาพิจารณากันเอง
นายสมัครกล่าวท้าทายว่า คุณเอาหลักฐานมาสิว่ารัฐบาลคนไหน หน้าตาอย่างที่ยืนข้างหลังนี้หรือเปล่า (นายจักรภพ เพ็ญแข ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังนายกรัฐมนตรีขณะที่กล่าวถึงเรื่องนี้) คนไหนที่ไปสั่ง ตนจะถาม เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกันอย่างนี้เลยและก็มีข่าวออกมาก็เลยบอกนี่ บริษัทแถลงหน่อยสิ อธิบดีแถลงหน่อย แต่อธิบดีก็ยังไม่แถลง อธิบดีต้องแถลงว่าไปสั่งเขาหรือเปล่า มีโทรศัพท์มาหรือเปล่า ไอ้เบอร์อะไรที่ว่ามา อธิบดีต้องตอบคำถามนี้ เพื่อให้คนของเรา ได้รู้ว่าเราไม่ไปยุ่งแล้วกัน คือทำอย่างนี้ ผมว่าไม่ยุติธรรม เลิกรายการเสร็จแล้ว มาบอกว่าถูกถอดออก ปัดโธ่ ยุคนี้มันยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรหมแดน
“ผมถามว่าใคร ออกข่าว เอาตัวมาสิ เป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เหมือนกัน บอกรู้เบอร์โทรศัพท์ไปเอาเบอร์มาสิ เป็นยังไง พิสูจน์มาสิ ผมบอกให้ไปถอดที่องค์การโทรศัพท์มาด้วย” นายสมัคร กล่าว เมื่อถามว่าถึงเวลานี้อธิบดียังไม่ชี้แจง นายสมัครกล่าวว่า ทำไมอธิบดีไม่ออกมาลองไปถามดูสิ รู้จักมั๊ยอธิบดี ไปถามท่านหน่อยแล้วมาถามตน
'ประชัย'พร้อมลูกทีม12คนยื่นลาออกสมาชิกมฌ.
นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยสมาชิกพรรค รวมนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปกกต.เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค
นายณรงค์ พิริยะเอนก โฆษกพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ตัวเขาพร้อมด้วยสมาชิกพรรค และนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค รวมทั้งหมด 12 คน จะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพราะเห็นว่าไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้
โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ ยังกล่าวถึงกลุ่มของนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเลขาธิการพรรค ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีการเชิญประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อลงมติในเรื่องต่างฯ เช่น การเข้าร่วมกับรัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามมติพรรค มักจะดำเนินการไปตามลำพัง เหมือนกับไม่ให้ความสำคัญ
"การลาออกของเราไม่ได้มองว่าแพ้หรือชนะหรือไม่ เรามองว่าเราไม่สามารถร่วมอุดมการณ์กับเขาได้ เพราะมีอุดมการณ์แตกต่างกันจนไม่สามารถเดินด้วยกันได้" นายณรงค์กล่าว
นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่ได้คุยกับนายประชัย ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เชื่อว่านายประชัย จะยังสู้ต่อไปในทางการเมือง เพราะยังห่วงบ้านเมืองอยู่
"นายประชัย เป็นคนซื่อและพูดตรงกับใจคิด ไม่มีเล่ห์อุบายใดๆ รวมทั้งไม่ใช่วิธีการสกปรก ย่อมรู้สึกเจ็บปวดธรรมดา แต่เป็นแปลกที่ยังสามารถทำอะไรได้ ส่วนจะออกมาในรูปแบบใดนั้นยังไม่ได้หารือกัน" โฆษกพรรคมัชฌิมาฯ กล่าว
มท.1ฟังกระแสสังคมยุติเขตปกครองพิเศษเร่งดับไฟใต้
มท.1 ยอมฟังกระแสสังคม ยุติแนวคิดเขตปกครองพิเศษ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเร่งหาวิธีดับไฟใต้
นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยังกล่าวอีกว่า การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นสิ่งที่เกินเป้าหมาย จึงไม่อยากให้ใครมองในลักษณะนั้น โดยส่วนตัวยังต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับประเทศไทยโดยเร็ว โดยหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นตนจะเดินทางไปภาคเหนือ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและผู้อพยพหนีเข้าประเทศเป็นอันดับแรก
กกต.จะนำคดียงยุทธเข้าที่ประชุมใหญ่19ก.พ.
ประธานกกต. เตรียมนำสำนวนการสอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง "ยงยุทธ" เข้าที่ประชุมใหญ่ 19 ก.พ. ขณะประพันธ์ นัยโกวิท ยัน ตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ส่งผลต่อการทำคดี
ขณะที่ นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ยืนยันว่า ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนฯของนายยงยุทธ จะไม่ส่งผลกระทบกับการพิจารณา สำนวนของกกต. ส่วนความผิดของนายยงยุทธ จะโยงไปถึงพรรคพลังประชาชน จนเป็นเหตุให้ยุบพรรคหรือไม่นั้น เบื้องต้นเห็นว่าเป็นความผิดส่วนตัว ซึ่งจะต้องรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ว่าจะพิจารณาให้ใบแดงหรือไม่
สมัคร ยอมรับผลพวงจากปฏิวัติ ทำให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
กรุงเทพฯ 15 ก.พ. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่วัดสามพระยา เขตพระนคร เป็นองค์วิทยากรในการฝึกซ้อมอบรม หรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ รุ่นที่ 43 ประจำปี 2551 โดยเป็นการบรรยายความรู้แก่พระสังฆาธิการ จำนวน 279 รูป ที่จะสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในหัวข้อ "สถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน" ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งของบ้านเมืองที่ต้องคิดย้อนหลัง โดยเฉพาะการพัฒนาทางการเมืองของไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่การปฏิวัติ ยึดอำนาจสมัย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่การปฏิวัติครั้งล่าสุด 19 กันยายน 2549 ที่อ้างเหตุปัญหาความแตกแยกทางสังคม มีการกล่าวหารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุจริตหลายเรื่อง เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี ก็เห็นแล้วว่า การทำปฏิวัติล้มเหลว ไม่สามารถเอาผิดผู้ถูกกล่าวหาได้ อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้งแล้ว สถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเข้าสูสภาวะปกติ ตนจึงอยากเน้นย้ำให้เข้าใจความสำคัญของสถาบันหลัก 3 ส่วน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนใช้เป็นหลักในการยึดเหนี่ยวจิตใจ
ตอนนั้นไม่เห็นค้านเลย [15 ก.พ. 51 - 03:31]
“มาวันนี้ก็มารับการอบรมบ่มนิสัยว่า เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องพูดจาระมัดระวังหน่อย”
ดูเหมือนนี่จะเป็นข่าวดี ข่าวสร้างสรรค์ที่สุดในรอบวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เอ่ยปากเอง ต่อไปจะระมัดระวังคำพูดคำจาในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
ไม่ใช่คนธรรมดาที่จะ “ชิมไปบ่นไป” ยังไงก็ได้
ใช้ฤกษ์วันแห่งความรัก ปรับบุคลิก พลิกบทบาทกันใหม่
แต่ที่ได้ลุ้นได้ตื่นเต้นกันในวันแห่งความรัก ต่อเนื่องจากที่ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ประกาศบนเวทีปราศรัยหาเสียงท้องสนามหลวง
ถ้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี กลับประเทศไทย ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์
ก็เลยมีข่าวลือตลอดทั้งวันที่ผ่านมาว่า อดีตนายกฯทักษิณ ซึ่งล่าสุดมาปักหลักอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
เตรียมบินกลับประเทศไทยในวันวาเลนไทน์
ข่าวลือหนาหู แต่เท่าที่เช็กไปในหมู่คนวงในใกล้ชิด ประเภทต่อสายถึงกันได้ทันที
“สิงห์เหลิม” ออกตัว ถ้ากลับจริง ระดับ มท 1 ไม่น่าตกข่าว ขณะที่ “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว.คลัง ปฏิเสธไม่รู้เรื่อง ได้ทราบจากข่าวเหมือนกัน ไม่ได้ติดต่ออดีตนายกฯทักษิณนานแล้ว
แต่ที่ฟันธงก็คือ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะมือกฎหมายคู่ใจ ยืนยันอดีตนายกฯทักษิณจะยังไม่เดินทางกลับเมืองไทยในขณะนี้ตามที่มีกระแสข่าว แต่จะเดินทางกลับประเทศก่อนเดือนพฤษภาคมอย่างเปิดเผย สง่างาม
ไม่หลบๆซ่อนๆ
จบข่าวดี ข่าวสร้างสรรค์ ข่าวลือร้อนๆในวันวาเลนไทน์
มาถึงข่าวเย็นๆที่เหมือนจะวางโปรแกรมกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ล่าสุด นพ.สุรพงษ์ยืนยันแนวคิดในการแต่งตั้งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าเป็นประธานและกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ หลังเช็กคุณสมบัติ ตรวจสอบแล้วไม่ผิดข้อกฎหมาย
ส่งสัญญาณไฟเขียวเดินหน้า
แม้แต่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรองประธาน คมช. ก็ออก มาสนับสนุน ยืนยันความเห็นส่วนตัว ควรให้โอกาส เพราะเชื่อว่า ทุกคนมีความหวังดีต่อรัฐวิสาหกิจและองค์กรของรัฐ
ไม่ควรไปติติงล่วงหน้า
จะมีก็แต่คนของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังเงา นำทีมออกมาส่งเสียงเย้วๆ คัดค้านการตั้งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นประธานหรือกรรมการบอร์ดรัฐวิสาหกิจ อ้างเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เพราะบุคคลที่จะเข้ามาเป็นบอร์ดต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
มีความสำคัญเกินกว่าที่จะใช้เป็นบ้านพักสำหรับนักการ เมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
พูดไปพูดมาก็เหมือนยังไม่หายแสลงใจ ขนาดเครือข่ายไทยรักไทยโดนยุบพรรค นักเลือกตั้งบิ๊กเนมถูกดองเค็มในบ้านเลขที่ 111 ขยับไม่ออก
ประชาธิปัตย์ยังทำได้แค่ตั้ง “รัฐบาลเงา”
ก็เลยตามกัดติดไม่ปล่อย
ทั้งๆที่มันน่าเอะใจ ทีเมื่อตอนคณะรัฐประหารตั้งทหารตบเท้าเข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ แถมพ่วงด้วยเครือข่ายใกล้ชิดที่คน ประชาธิปัตย์คุ้นหน้าคุ้นตา ไม่ยักมีเสียงคัดค้านสักแอะดังออกมาจากค่ายประชาธิปัตย์
ปล่อยให้ขับรถไถกันตามอำเภอใจ
และผลก็อย่างที่ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม พูดทิ้งทวนภายหลังตัดสินใจลาออกจากประธานบอร์ดบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และตั้งท่าจะถอยจากเก้าอี้ประธานบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เร็วๆนี้
ยอมรับกันชัดถ้อยชัดคำแบบลูกผู้ชายชาติทหาร
ที่ผ่านมามีคนแอบอ้างชื่อไปเรียกรับผลประโยชน์ในโครงการต่างๆของหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ เช่น กรณีกลุ่มคิงพาวเวอร์ โครงการโทรศัพท์มือถือ 3 จี
โดยเฉพาะผู้ที่ทำก็คือเพื่อนสนิทของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุด
ขอให้สื่อติดตามข่าวอย่างละเอียดและลึกซึ้งให้มากขึ้นก็จะทราบความจริงเรื่องต่างๆ
เรื่องฉาวๆชัดๆแบบนี้ ประชาธิปัตย์ไม่คิดลุยกัดติดมั่งหรือ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมืองวิเคราะห์เหตุผลที่ควรไว้ใจ จักรภพ เพ็ญแข
นายกรัฐมนตรีให้เหตุผลที่เลือก จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้ดูแลสื่อของรัฐ อันได้แก่ อสมท. และกรมประชาสัมพันธ์ไว้ว่า “ต้องรู้เขารู้เรา”
ขอถือวิสาสะเพิ่มเติมเหตุผลในครั้งนี้ว่า “เพราะจะได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ด้วย
จักรภพ อาจจะเคยทำงานเป็นสื่อมวลชนอาชีพก่อนเข้ามาเป็นโฆษกรัฐบาลสมัยรัฐบาลทักษิณ แต่สิ่งที่ทำให้สื่อมวลชนส่วนหนึ่งรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจในตัวจักรภพ ย่อมไม่น่าจะใช่เพียงความรู้ความสามารถ ซึ่งนั่นจะหาใครมาทำก็ได้
แต่เป็นเพราะห้วงยามหนึ่งที่อำนาจรัฐไม่ได้อยู่เคียงข้างเขา ห้วงยามหนึ่งที่เขาถูกรังแกโดยรัฐ เช่น การถูกสกัดกั้นการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีทีวีที่จักรภพเป็นผู้บริหาร มาถึงการดิ้นรนหาทางออกด้วยการตั้งเวทีชุมนุมที่สนามหลวง แต่ก็ยังไม่วายถูกเรียกอย่างหยามหยันจากสื่อว่ารับเงินมาเคลื่อนไหวบ้าง บิดเบือนเนื้อหาหรือกระทั่งตัวเลขผู้ชุมนุมบ้าง นำเสนอข่าวอย่างเอนเอียงบ้าง...
การเคยเป็น ผู้ถูกกระทำ ดังที่ผ่านมาเหล่านี้ต่างหาก คือสิ่งที่ทำให้หลายคนมีความหวังเรืองรองขึ้นมาว่า จักรภพจะไม่กระทำซ้ำรอยเลวทรามเหล่านั้นอีก
จริงอยู่ที่ว่าการเข้ามาจัดระบบสื่อฯ ตามที่เขาเรียกนั้น จะถูกดักคอว่าเป็นการ “ตามเช็กบิล” หรือเปล่า แต่หากพิจารณาตามเนื้อผ้าแล้ว ความ “เอียง” อย่างเด่นชัดจนน่ารังเกียจของบางสื่อบางคนนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดจริง เห็นได้จริง จนยากที่ใครจะปั้นน้ำเป็นตัวหรือสร้างเหตุผลมาสั่งลงดาบแบบข้างๆ คูๆ ได้
ที่น่าสังเกตมากกว่าก็คือ ในบรรดาคนที่ออกมาตีกันจักรภพไม่ให้ล้วงลูกสื่อนั้น ก็ล้วนเป็นคนที่เคยได้รับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากเมื่อครั้ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นใหญ่ทั้งนั้น
“สื่อย่อมไม่มีความเป็นกลาง และจะได้ดิบได้ดีเมื่อสมประโยชน์กับอำนาจรัฐได้” ผู้ใดบ้างที่พิสูจน์ความจริงของประโยคดังกล่าวนี้...ช่วงที่ผ่านมาเราก็คงได้เห็นกันมาแล้วโดยไม่ต้องให้เอ่ยชื่อ
หากเป็นสื่อมวลชนที่ยึดการนำเสนอข่าวตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า ก็คงไม่ต้องออกอาการร้อนตัวว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือใครจะมาดูแล ที่ออกอาการร้อนรุ่มจนอยู่เฉยไม่ได้ก็เห็นจะมีแต่พวกวัวสันหลังหวะเท่านั้นกระมัง
เช่นเดียวกับกรณีสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่แม้จะชวนเชื่อว่าคือทีวีสาธารณะที่ไม่ขึ้นต่อใคร แต่เพียงรายชื่อของ 5 อรหันต์ที่ถูกตั้งมาเป็นคณะกรรมการชั่วคราว ก็สร้างความสะอิดสะเอียนให้ประชาชนได้มากพอแล้ว เพราะเห็นกันเต็มตาว่าใครเป็นใคร ประวัติอย่างไร และที่สำคัญ อยู่ข้างใคร...
แม้แต่จะชวน (ให้) เชื่อว่าเป็นสาธารณะ ก็ยังอุตส่าห์ทำได้ไม่แนบเนียน จนคนเขาสิ้นศรัทธาตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มออกอากาศ
นี่ก็เป็นอีกแห่งที่แอบหวังว่าจักรภพจะช่วยเข้ามาทำให้มันสะอาดและสมกับคำว่า ทีวีสาธารณะ ได้มากขึ้น แม้เบื้องต้นฝ่ายผู้บริหารชั่วคราวของไทยพีบีเอสจะอ้าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มายันไว้ แต่ก็อย่างที่จักรภพตอบไว้ชัดเจนนั่นแหละว่า ไทยพีบีเอสไม่ใช่เป้าหมาย แต่ เป้าหมายที่แท้จริงคือ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญต่างหาก หากพิจารณาดูแล้วว่าอะไรที่ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้รับแต่ก็น้อยกว่าที่ควรจะได้ แล้วจะนำมาสู่การปรับเปลี่ยน...ก็คงไม่น่าแปลกอันใด
แล้วก็อย่างที่บอกไว้นั่นแหละว่า ในฐานะที่เคยเป็นสื่อที่ถูกรัฐรังแก คราวนี้เราก็เชื่อว่าจักรภพคงไม่ใช้ความเป็นรัฐของตัวเองไปรังแกสื่ออย่างที่ตัวเองเคยโดน...ทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล และไม่ใช่เหตุผลแบบเอาสีข้างเข้าถูอีกด้วย
ขณะเดียวกัน สื่อที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ก็คงไม่มีอะไรต้องน่าห่วง เพราะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่เคยเป็นสื่อมวลชนมืออาชีพคนนี้ ไม่น่าจะทำอะไรให้น่าผิดหวัง...ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อคนที่เห็นว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แล้วยังเคยผ่านมรสุมการเมืองในฐานะฝ่ายที่ถูกรังแก เพลี่ยงพล้ำมาด้วย ย่อมเข้าใจหัวอกคนที่ถูกความไม่เป็นธรรมเล่นงานได้ดีกว่าใครๆ
และยิ่งเคยเป็นสื่อมวลชนมาก่อนด้วยแล้ว คงยิ่งเข้าใจดีว่า การทำหน้าที่สื่อมวลชนของอีกหลายๆ สำนักนั้น เป็นไปด้วยความเที่ยงตรงต่อหน้าที่ หวังดีต่อประเทศชาติด้วยหลักการ “หมาเฝ้าบ้าน” อย่างจริงแท้...แม้จะตามจิกตีรัฐบาลในหลายเรื่องหลายประเด็น แต่ก็เป็นไปด้วยหลักการเดียวกันกับที่จักรภพกล่าวไว้ นั่นคือ “คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ”
อาจไม่ใช่คนในรัฐบาลทั้งหมดที่จะเข้าใจหน้าที่นี้ และมัวแต่คิดว่าสื่อจ้องเล่นงานจนเกินพอดี แต่นี่เพราะเป็นจักรภพ จึงมั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะเข้าใจ และไม่ทำอะไรที่เป็นการก้าวล่วงหน้าที่ของกันและกัน
ไม่เพียงแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ฝากเดิมพันไว้...หน้าตาของจักรภพก็ฝากไว้ด้วยภารกิจนี้
ซึ่งแน่นอนว่าสื่อมวลชนทั้งหลายจะเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อกันต่อไป
อธิบดีกปส.ยันไม่มีแทรกสื่อ ผู้ผลิตเบรกเองไม่เกี่ยวรัฐบาล
จากกรณีมีข่าวปล่อยว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงสื่อ โดยการอ้างว่ามีรัฐมนตรีต่อสายตรงถึงผู้ใหญ่ใน บริษัท ฟาติมา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานคลื่นความถี่ 105 เมกะเฮิรตช์ และมีคำสั่งถอดรายการ “มุมมองของเจิมศักดิ์” ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ ออกอากาศในช่วงเวลา 08.00-09.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ทางคลื่นวิทยุ วิสดอมเรดิโอ ออกจากผังรายการ นั้น
มีการตั้งข้อสังเกตุว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงคำกล่าวหาจากนายเจิมศักดิ์ เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ปรากฎว่าทั้งทางฟาติมา และวิสดอม เรดิโอกลับไม่มีใครระบุว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
แม้แต่เมื่อนายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้หารือและสอบถามข้อเท็จจริงจากบริษัทผู้บริหารสถานี ก็ยังยืนยันว่าไม่มีการแทรกแซงสื่อมวลชนเกิดขึ้น
นายปราโมช กล่าวว่าไม่มีการแทรกแซงรายการของนายเจิมศักดิ์อย่างที่เป็นข่าว และตนก็ไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวออกมาได้อย่างไร ส่วนจะเป็นการปล่อยข่าวจากคนภายในหรือไม่นั้น ไม่ทราบ และก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า เกิดขึ้นได้อย่างไรเท่าที่ทราบ ทางบริษัทฟาติมา เป็นผู้สั่งระงับการออกอากาศของรายการดังกล่าวเอง เนื่องจากเล็งเห็นว่ารูปแบบรายการรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะในส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ นายเจิมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการก็ยินยอมแต่โดยดี
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อของรัฐ ยืนยันเช่นกันว่า ไม่มีรัฐมนตรี หรือ คนของรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงรายการดังกล่าว หรือกระทำการส่งสัญญาณทางตรงและทางอ้อม เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายรัฐบาล วันนี้ ตนให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และ เจ้าของสถานีวิสดอมเรดิโอ 105 เมกกะเฮิรซ์ มาแถลงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อให้ประชาชนรับทราบ
“ยืนยันว่า ไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ก็ไม่รู้ว่า มีมือ หรือ เท้าที่มองไม่เห็นหรือไม่ เพราะช่วงนี้เกิดเรื่องขึ้นมากเพื่อหวังทำลาย และป้ายสีรัฐบาลในช่วงที่กำลังหัวหมุนอยู่ ซึ่งผมต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการให้ชี้แจงประชาชนทราบ” นายจักรภพ กล่าวชี้แจง
พร้อมย้ำอีกครั้งว่า ไม่มีการโทรไปหรือส่งใครไปโทรอย่างแน่นอน เรื่องนี้มันไม่มีมูลเลยแม้แต่น้อย ถ้านายเจิมศักดิ์คิดแบบนั้นก็ให้มีการบอกชื่อของคนที่ฟาติมาออกมายืนยันด้วย เขามีหลักฐานอะไรให้โทรเข้าไป ปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีในการบันทึกขอความการสนทนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลไม่มีนโยบายที่เข้าไปขับไล่หรือแทรกแซงสื่อ และในฐานะกำกับสื่อของรัฐ จะไม่ไล่สื่อ เพราะเห็นถึงการนำเสนอของสื่อที่หลากหลายมากกว่า
อย่างไรก็ดี ได้ส่งอธิบดีฯ ไปเคลียร์ในเรื่องนี้แล้ว โดยเข้าไปคุยกับทางฟาติมาเพื่อหาตัวบุคคลที่โทรเข้าไปในรายการให้ได้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ไม่ได้คิดดี จะได้รู้ที่มาที่ไปของเรื่อง
ในขณะที่ นายเจิมศักดิ์ กล่าวยืนยันหลังรายการถูกถอดออกจากผังรายการตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ว่า ได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบริหารของฟาติมาฯ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า มีคำสั่งจากนายจักรภพ ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สั่งไม่ต่อให้สัญญา โดยอ้างว่ามีการปรับผังรายการใหม่จึงยุติไม่ให้ดำเนินรายการ
นายเจิมศักดิ์ ยังระบุอีกว่าเหตุผลของคำสั่งถอดรายการ น่าจะเป็นเหตุผลมาจากเนื้อหารายการที่นำเสนอเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี
สพรั่ง ฟ้องเพื่อนรัก อ้างชื่อตบทรัพย์
“สพรั่ง” สาวไส้ขบวนการตบทรัพย์ใน “ทีโอที-ทอท” ประกาศดับเครื่องชน “มิตรอำมหิต” ที่เคยร่วมรบและร่วมงานกันมาแอบอ้างชื่อไปหากิน กว่าจะรู้ตัวก็นานหลายเดือน เผยโดนเรื่องคิงพาวเวอร์หนักที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องดำเนินดคี ชาวเวบตั้งคำถามเพื่อนรักใช่ “บิ๊กบัน” กับ“นายช้าง หนุ่มรถไถ” หรือเปล่าหลังจากตกเป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม ไร้ฝีมือในการบริหารงานในฐานะประธานบอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งส่อว่าจะเกิดกรณีทุจริตคอรัปชั่น สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาล จากผลประกอบการที่ลดลง 80-90% นั้น
เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2551 พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงการลาออกจากตำแหน่งประธานบอร์ดว่าในส่วนของบอร์ดทีโอทีนั้นได้ลาออกไปแล้ว และในส่วนการเป็นบอร์ดบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คงจะเป็นเร็วๆ นี้ เพราะมีเรื่องต้องดำเนินการหลายเรื่อง ไม่ใช่เกี่ยวกับเหตุอื่น เพราะ 2 องค์กรที่ตนเป็นประธาน เป็นที่สนใจทางด้านการเมือง เพราะที่มีการต่อสู้กันบนท้องถนน ก็มาจาก 2 องค์กรนี้
เมื่อถามว่าการดึงจังหวะลาออกจาก บอร์ดทอท.เป็นเพราะอะไร พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า มี 2 ประเด็นคือ ต้องลงอย่างสง่างาม และประกันว่าสิ่งที่เราทำวันนี้ เราไม่ได้ไปทำลายหลักฐานนะ มีมติอะไร และตกหล่นด้วยคำพูด ก็จะตรวจสอบว่า ไม่ให้เป็นมติอัปยศ
“รวมถึงคนเอาชื่อของผมไปทำมาหากิน เพราะเราไม่คิดว่า บุคคลที่อาศัยแอบอิงผมมาตลอด คนวงใน ก็คิดว่าผมไปเกี่ยวข้องด้วย และในที่สุดก็รู้ว่า ถูกอ้างชื่อไปหากิน มารู้เมื่ออยู่ในช่วง 2 ใน 3 ของเวลาแล้ว เปรียบเหมือนในห้องที่มีกลิ่นอับเหม็น พอเราเดินผ่านไปกลิ่นก็ติดเสื้อ กระทั่งถึงมีผู้ใหญ่บ้านเมืองโทรมาถาม ผมโตมาขนาดนี้ เกียรติภูมิทำกันมาขนาดนี้ เมื่อตรวจสอบแล้ว เพื่อนของผมเอาชื่อไปหากิน ตอนนี้ผมกำลังจะฟ้องอยู่ คนที่อยู่ในบริษัทที่ผมเป็นประธานจะทราบดี อยากให้สื่อเจาะลึกๆ อย่าฟังคนที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อเท่านั้น คนอ้างชื่อผมไปหากินนั้น ผมเป็นลูกผู้ชายพอ พร้อมชนตรงๆ ไม่ว่าใครก็ตามที่อ้างชื่อ”
เมื่อถามว่า ทหารเรือเพื่อนของท่าน เป็นคนนำชื่อไปหากินหรือไม่ พล.อ.สพรั่ง กล่าวตอบว่า “ขอให้ไปตรวจสอบเอาเอง เพราะไม่อย่างนั้นต่อไปคนดีจะไม่เหลือเลย จะทำให้บ้านเมืองกลียุคหรือไม่ สังคมเกิดความหดหู่ คนชั่วเสียงดังในสังคมนี้ ผมเจ็บปวดที่สุดก็คือเพื่อน และหลายคนที่เคยคิดว่า รักบ้านรักเมือง พอเรามาช่วยกันทำ ออกมาเพื่อยืนหยัดว่าจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่ในนั้นกลับมีคนที่ชั่ว คนไทยเราอ่อนเรื่องกำพืด เราเจอกันในยามวิกฤต จึงขอให้มาช่วยกันทำเพื่อบ้านเมือง พอมาเจอแล้ว ถึงรู้ว่าสังคมไทยเป็นแบบนี้ น่าเป็นห่วงมาก ที่ยังไม่อยากพูดอะไร เพราะผมกำลังดำเนินคดีอยู่ จะซัดกันอย่างซึ่งหน้า จะไม่เอ่ยชื่อใคร เพราะบางคนมันเจ้าเล่ห์เพทุบาย
ผมจะฟ้องตามหลักฐานที่ปรากฏ ขณะนี้ให้ทนายดำเนินการแล้ว เพื่อรักษาเกียรติภูมิของผม บอกให้สื่อตรวจสอบลึกๆ คนไหนชอบพอกันแล้วไม่ตรวจสอบก็แย่” พล.อ.สพรั่ง กล่าว
เมื่อถามว่า ที่ทอท.มีข่าวเรื่องตบทรัพย์คิงเพาเวอร์ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า “ผมโดนเรื่องคิงเพาเวอร์มากที่สุด ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองโทรมาหาผมหลายคน ผมก็บอกว่า เชิญคุณวิชัย รักศรีอักษร ประธานและคุณจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานคิงพาวเวอร์มาเลย ผมบอกผมเห็นใจนะ แต่หากทำผิดก็รับผิดไป แต่ผมจะไม่ซ้ำเติมคุณ และที่เจ็บปวดคือเพื่อนไปตบทรัพย์คุณวิชัย ผมก็ยังตามตัวคุณวิชัยอยู่ เพราะถ้าผมจะทำชั่ว ไม่ต้องเป็นประธานบอร์ดหรอกครับ เพราะแม้แต่บาทเดียวผมจะคืนให้คุณเลย คุณแค่บอกมาเท่านั้น ผมจะเอาเข้าเครื่องจับเท็จเลย”
ส่วนกรณีที่ทีโอทีที่มีข่าวว่าเพื่อนคนหนึ่งไปรับงานวิ่งเต้นจากเมืองจีน พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนตัวตนเองพร้อมเผชิญกับคู่ต่อสู้อยู่แล้ว ในที่สาธารณะ มีการบันทึกเทป มันเข้าข่ายเรื่องหลักฐาน แต่สงครามใส่ร้ายป้ายสี มีคนหนึ่งคนในองค์กร ก็เลวร้าย คนในสังคมก็เอือมระอา แต่ทำไมไม่ปกป้ององค์กร
“เค้าเดินมาพบผม บอกเห็นใจท่านประธาน แต่คุณไม่ปกป้ององค์กร บอกมาเลย ผมอยากให้สื่อเจาะลึกไปเลยว่า 2 องค์กรที่ผมเป็นประธานนั้น แย่ที่สุดหรือไม่ และค่อยๆ เจาะเรื่องว่า ผมมีส่วนรู้ส่วนเห็นไปตั้งโต๊ะ อะไรบ้าบอคอแตกอย่างนั้น อยากให้สื่อเจาะลึกๆ และให้เจ้าของผู้เสียหาย ช่วยแอบกระซิบสื่อด้วย ให้เอาสพรั่ง ขึ้นศาลเลย”
พล.อ.สพรั่ง กล่าวด้วยว่า ในทีโอที เรื่องเครือข่าย 3 จี ก็ถูกแอบอ้างชื่อไปมาก แต่ตนเองไม่ยอมเกลือกกลั้วกับความสกปรก อยากให้ทีโอที รักองค์กรของตัวเอง ขอให้อยู่กันได้ด้วยความเข้มแข็ง ไม่ห่ำหั่นกันจนประชาชนเสียประโยชน์ เรื่องผลประโยชน์ผมจะรู้ได้อย่างไร คนที่รู้ก็คือคนที่ตั้งใจทำมาหากิน ไม่ใช่คนที่เป็นทหารอย่างตนเอง และเสียใจมากคือ เพื่อนร่วมรบ มิตรที่เคยร่วมทำงานกันมา ซึ่งขอเรียกว่า “มิตรอำมหิต” ที่ทำแบบนี้
“เราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่คนพูดกันให้ควั่ก เราก็ต้องทำความเข้าใจกับบุคคลต่างๆ ทั้งทางตรงในที่ประชุม เพราะเมื่อเราไม่ได้เป็นคนสกปรก ก็จะไม่ร้อนตัวจนเกินเหตุ คนในย่อมรู้ หากคนในเกลียดผมสิ ก็คงน่าเศร้ามาก และคงเสียใจกับสิ่งที่ทำผิดพลาดไป”พล.อ.สพรั่งกล่าว
พล.อ.สพรั่ง กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “ผมไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย อยากให้ไปถามบอร์ดด้วยกันเอง ลองถามสิว่า ผมเข้าข่ายที่เป็นคนสกปรกหรือไม่ ไปถามเลย ผมไม่ได้ถอดใจ ตอนแรกจะถอดใจแล้วว่า บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่มาคิดอีกที เราก็ปกป้องเพื่อประเทศชาติมาตลอด ก็ภูมิใจตัวเองมาตลอด แต่บางครั้งก็ท้อ”
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการนำเสนอข่าวดังกล่าวผ่านเวบไซต์ไทยอินไซเดอร์ ได้มีผู้อ่านข่าวเข้าไปโพสต์ข้อความเอาไว้ บางคนก็ระบุว่าจะพูดจาปกป้องตัวเองลอยๆ ไม่ได้ สังคมต้องการมให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม หรือบางกระทู้ก็ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า เพื่อนที่พล.อ.สพรั่งพูดถึงใช่ “กลุ่มบิ๊กบัน” และ “นายช้าง หนุ่มรถไถ” หรือไม่













