
และคุณ demagogue จาก สนามหลวง Forum
จาก hi-thaksin
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ

และคุณ demagogue จาก สนามหลวง Forum
จาก hi-thaksin
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ปฏิเสธข่าวเตรียมนัดพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในระหว่างที่เดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน มี.ค.นี้
"ไม่เคยทราบเลย ไม่เคยนัดหมาย คงจะไม่บังเอิญอะไรขนาดนั้น ผมไปเยือนนายกฯ และผมไม่ตีกอล์ฟ ถ้าจะเจอผมก็ต้องรู้เรื่องนี้" นายสมัคร กล่าว
ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางมาออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชา
นายสมัคร ระบุว่า หากจะมีการนัดพบกันก็คงต้องมีการแจ้งให้ตนเองรับทราบล่วงหน้า
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยเริ่มจากประเทศลาวในช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ หลังจากนั้นจะไปเยือนประเทศกัมพูชา มาเลเซีย และพม่า
นายสมัคร กล่าวว่า สำหรับการไปเยือนประเทศกัมพูชาจะมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ร่วมคณะเดินทางไปด้วย เพราะ ผบ.ทบ.เองก็มีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน
"ท่านก็มีไมตรีจิตแสดงออกมาว่าต้องการจะเดินทางไปด้วย เพราะท่านเองก็คุ้นเคยมากกว่าผม ก็เลยเดินทางไปพร้อมกัน" นายสมัคร กล่าว
น่าจะเรียกว่า "ควันหลง" ดีกว่าครับ...เพราะคงเป็นมรดกสุดท้ายสำหรับชาว คมช.ที่ยังตกค้าง อยู่ก็คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหมและยังรั้งเก้าอี้ประธานบอร์ดทีโอที อีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลาออกจากประธานบอร์ด ทอท.ไปแล้ว
จริงๆตำแหน่งประธานบอร์ดก็ควรจะลาออกให้หมด เหมือนกับบรรดา คมช.ทั้งหลายเมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ลาออกกลับเข้ากรมกอง
เหลือค้างอยู่เพียงคนเดียว...นี่แหละ
ทั้งนี้ พล.อ.สพรั่งอ้างว่ายังมีภารกิจค้างคาอยู่โดยเฉพาะที่ห่วงก็คือเรื่องทุจริตคอรัปชัน เพราะหากตนเองไม่ได้ควบคุมก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปแก้ไข เหตุผลนี้คงจะไม่จริงกระมังเพราะประเทศนี้คงหาคนที่มีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ได้
ที่เอาเรื่องนี้มาพูดก็เพราะตัว พล.อ.สพรั่งเองนั่นแหละ ที่ออกมาเปิดเผยว่าโดน "เพื่อนอำมหิต" ทำแสบจนชื่อเสียงเสียหายยับเยิน เมื่อมีการไปเรียกรับเงินบริษัทที่ทำการค้าในสนามบินสุวรรณภูมิและนำชื่อไปแอบอ้าง
ก่อนหน้านี้ในยุค คมช.นั้นที่ปรากฏเป็นข่าวก็คือบอร์ด ทอท.สั่งลุยทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิเรียกว่าเอาจริงเอาจังตามเหตุผล 4 ข้อในการยึดอำนาจ เรียกว่าเข้ากันเป๊ะเลย แต่ปรากฏว่าแทนที่จะไปปราบปรามกลับไปทำพิกล
ตี "เมืองขึ้น" เสียเอง
ว่ากันว่าในตอนนั้นถึงกับมีข่าวว่าจะเอา "เม็ดเงิน" ก้อนนี้ไปตั้งพรรคการเมืองว่ากันว่าตัวเลขไม่ใช่น้อย แต่ปรากฏว่ามีการฮึดสู้กันเลยได้ไปแค่ติดปลายนวมเท่านั้น
จริงๆแล้วเรื่องนี้หาก พล.อ.สพรั่งออกมาแฉเสียแต่ตอนนั้นน่าจะเสริมความเป็นวีรบุรุษได้อีกโข แต่ทำไมจึงเก็บเรื่องเงียบเป็นเป่าสาก ไม่พูดออกมาสักแอะ
นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องหึ่งๆที่องค์การโทรศัพท์อีก ไม่รู้เพื่อนอำมหิตเข้าไปเกี่ยวด้วยหรือเปล่า
มาวันนี้ พล.อ.สพรั่งออกมารับความจริงว่า ที่ปรากฏเป็นข่าวต่างๆนั้นเป็นเรื่องจริง มีการเรียกตบทรัพย์กันจริง แต่ตนเองไม่ได้ เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่องด้วย
แน่นอนว่าเรื่องนี้ใน คมช.เองก็คงจะรู้และถือว่าเป็นความเสียหายต่อภาพลักษณ์ และคงจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.สพรั่งพลาดเก้าอี้ ผบ.ทบ.นอกเหนือจากความห้าวที่จะไปก่อปัญหาทางการเมืองได้และดูเหมือนว่าทำให้ พล.อ.สพรั่งต้องยอมจำนน
ไม่กล้าฮึดฮัดหรือแสดงอิทธิฤทธิ์
ทั้งๆที่จริงแล้วเชื่อว่าตำแหน่ง ผบ.ทบ.คือเป้าหมายของชีวิตในฐานะทหารอาชีพและร่วมปฏิบัติการยึดอำนาจกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิวัติที่กบดานเงียบ ไม่ยอมโผล่หน้า
ออกสู่สังคมเมื่อประกาศ "สมานฉันท์" กับอดีตนายกฯทักษิณไปแล้ว
การตัดสินใจรับตำแหน่งประธานบอร์ด ทอท.และทีโอทีนั้นมีเสียงติติงแล้วว่าอย่า แต่ก็คงจะถูกเพื่อนยกยอปอปั้นก็เลยกระโดดเข้าใส่ สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีผลงานเด่นชัด อุปโลกน์ให้เป็นหัวหน้าใหญ่เพลิดเพลินเจริญใจกันระยะหนึ่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยเกิดปัญหาเพราะแทนที่จะไปจัดการทุจริต หรืออะไรต่อมิอะไรที่ไม่ดีไม่งามกลับเป็นรอยด่างขึ้นมาอีก
เหนืออื่นใดหากจะให้แน่ไปกว่านั้น ควรจะเผยชื่อเพื่อนอำมหิตออกมาว่าเป็นใครน่าจะดีกว่านี้ หรือพอจะเรียกเกียรติภูมิให้คืนกลับมาได้ เพราะอย่างไรเสียก็รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นใคร จึงน่าจะแสดงความเป็นวีรบุรุษอีกสักครั้ง
ดีกว่าออกมาพูดแล้วไม่เปิดเผยตัว...
เพราะนั่นไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาโดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอรัปชันซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ และมีการโจมตีกลุ่มอำนาจเก่ามาตลอด
จากนี้ไปคงไม่มีใครขอใช้บริการ "ท่านวีรบุรุษ" อีกต่อไปแล้ว.
"สายล่อฟ้า"
รถแท๊กซี่จอดเอี๊ยดดด...ที่หน้าอาคารผู้โดยสารชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาเกือบหกโมงเช้า
มิเตอร์ขึ้นมาหนึ่งร้อยบาทพอดีผมส่งแบงค์ห้าร้อยให้ คนขับรับเงินเสร็จก็ล้วงซ้ายล้วงขวาหันมายิ้มเจื่อนๆแล้วบอกว่า “ไม่มีทอนครับพี่” ไอ้ครั้นผมจะบอกว่าไม่ต้องทอนก็จะเป็นการให้ติ๊ปเกินตัวผมและผิดหลักการนั่งแท๊กซี่อย่างพอเพียงมากๆ คนขับก็พยายามหาแลกเงินจากรถแท๊กซี่คันอื่นๆแต่ก็ไม่ได้ สุดท้ายผมหยิบโทรศัพท์กดหาท่านประธานชมรม เพื่อขอความช่วยเหลือ..(ขอบคุณนาค้าบ...)หลังจากมาถึงสนามบิน อย่างทุลักทุเล เพื่อนๆที่ร่วมเดินทาง Check in ไปหมดแล้วเหลือพระเอกหน้าตาดีอย่างผมคนเดียวที่ยังไม่ได้Check in ผมลากกระเป๋าเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อCheck in ในใจก็ตื่นเต้นมากๆ เพราะว่านี่เป็นการเดินทางสู่จุดมุ่งหมายที่ใฝ่ฝัน และก็ต้องลุ้นว่าปฏิบัติการแห่งภารกิจสำคัญครั้งนี้ของเหล่าพลพรรค ชมรมฯ จะสำเร็จหรือไม่ยังไม่มีใครตอบได้ แต่พวกเราได้บันทึกภาพประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไว้มากมายครับ โดยมีพี่ Pocket Return (คนนี้รักท่านนายกมากนะครับ)เป็นคนบรรยายใน VDO และคุณแมว Big cat ที่เคยตามหาท่านนายกที่สิงคโปร์มาแล้วแต่คลาดกับท่านไป ลงทุกควักกระเป๋าร่วมสี่หมื่นซื้อกล้องถ่ายรูปตัวใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
พวกเราผ่านพิธีการตรวจบัตรโดยสารขาออกและลงตราหนังสือเดินทางกันเรียบร้อยทุกคนแล้วก็มาเดินเตร็ดเตร่หาอะไรรองท้องก่อนขึ้นเครื่อง สุดท้ายมาจ่อมก้นที่ร้านบะหมี่และข้าวหน้าเป็ด ผมเองไม่ได้ทานอะไรนอกจากกาแฟหนึ่งแก้วจากที่บ้านเพราะว่ามันเช้าเหลือเกินที่จะทานอะไร(ส่วนหนึ่งตื่นเต้นมากกว่า)แต่หลายท่านกำลังหิว โดยเฉพาะบางท่านบ่นว่าอยากกินข้าวราดแกงมากๆ(เหอๆๆ) ภายในส่วนผู้โดยสารขาออกส่วนนี้เป็นครั้งแรกของผมที่ได้เข้ามาประตู G 4 ตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิเปิดทำการผมก็เพิ่งจะได้ออกนอกประเทศก็ครั้งนี้ล่ะ ส่วนใหญ่บินในประเทศมากกว่า
พวกเราไปนั่งรอกันตรงทางออกขึ้นเครื่องตามเวลากำหนดแบบสบายๆ บทสนทนาของพวกเรามีแต่เรื่องที่ว่า ไปถึงที่โน่น (ฮ่องกง) แล้วจะเริ่มอย่างไร จะได้เจอท่านหรือไม่ ผมเองนั่งมองเครื่องบิน Boeing 777-300 ที่จอดรออยู่ตรงหน้า (เกือบเห่าไปแล้ว บรู๋ว...) โดยผ่านกระจกโค้งของอาคารสนามบิน เครื่องบินลำนี้ล่ะที่จะพาพวกเราไปถึงจุดหมาย อันที่จริงผมว่าสนามบินสุวรรณภูมินี้สวยงามอลังการไม่น้อยเลยหากเทียบกับสนามบินอื่นๆที่ ผมเคยไป มันโล่ง โปร่งสบาย ไม่อึดอัด ม้านั่งรอสีเงินเทาแบบไทเทเนี่ยมกลมกลืนกับโครงสร้าง เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องพวกเราก็จัดแถวกันล่ะ ได้เวลาเดินทางแล้วครับ.......
เช้าวันนั้นอากาศสภาพอากาศที่สนามบินมีหมอกเยอะมากทัศนวิสัยไม่ค่อยดีเท่าไร ผมเองต้องนั่งแยกออกจากกลุ่มออกมาคนเดียวเพราะว่าเข้ามา Check in ช้าอย่างที่บอกไปล่ะครับ เลยไม่ได้เสวนาพาทีกับสมาชิกที่เดินทางขณะที่อยู่บนเครื่อง เสียงประกาศจากนักบินว่าจะ Delay เล็กน้อย (สุดท้ายก็ประมาณ 30 กว่านาที) เพราะเนื่องจากต้องตรวจระบบนำร่องอะไรสักอย่างนี่ล่ะเพื่อความปลอดภัย และการเดินทางตลอดเส้นทางการบินก็เป็นไปอย่างราบรื่น เริ่มจากการ Take off จากทางวิ่งแบบราบเรียบเราก็เหิรฟ้าสู่ฮ่องกงด้วยความตื่นเต้นของพวกเรา ระหว่างเส้นทางการบินผมได้สนทนากับผู้โดยสารชาวอินเดียเขาบอกว่าจะเดินทางไป LA ต่อ ผมถามเขาว่าคุณรู้จักท่านนายกทักษิณไหม? คำตอบที่เขาตอบมาเล่นเอาผมยิ้มแก้มแทบปริ “อ้อ มิสเตอร์ทักษิณเหรอ เขาเก่งมากนะ สามารถบริหารประเทศได้ดี ประเทศไทยน่าสนใจมากๆ แต่เสียดายแทนคนไทยที่เขาไม่ได้เป็นนายกอีก” อันนี้ผมไม่ได้แต่งหรือคำพูดของเขาแต่อย่างใดนะครับนี่ตัดออกไปเยอะด้วยซ้ำ เท่าที่สนทนากันเขารู้เรื่องเมืองไทยดีพอสมควรเลยล่ะ ระหว่างทางนอกจากคุยกับผู้ที่อยู่นั่งข้างๆก็นั่งดู TV จิ๋วตรงหน้าฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ เสียง ปุ๊ง! ต่อด้วยเสียงประกาศจากจากลูกเรือว่าเรากำลังลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ผมเริ่มที่จะตื่นเต้นจนแทบเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่เพราะว่าต่อไปนี้จะต้องลุ้นตัวโก่งว่า จะได้เจอท่านนายกในดวงใจเมื่อไร ที่ไหน หากว่าเจอแล้วจะพูดกับท่านว่าอย่างไร เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ สนามบินเช็คลับก๊อก (เขาสร้างในทะเลครับ เลยมองเห็นทะเลอย่างชัดแจ๋วจากในเครื่องบิน สวยไปอีกแบบ) หลังจากเครื่องบินเทียบอาคารแล้วเราก็ลงจากเครื่องแล้วต่อรถไฟฟ้าภายในสนามบิน เพื่อที่จะผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าสัมภาระที่สายพาน อันนี้ไม่ได้เข้าข้างกันนะหากเทียบกับสุวรรณภูมิแล้วผมว่าของเราเจ๋งกว่านะ แต่ที่เขาก้าวหน้าไปไกลกว่าคือระบบ Airport link ที่พร้อมกว่าเรา แต่ว่าอนาคตก็คงมีเพราะว่าเรากำลังสร้างอยู่
พวกเรา 11 ชีวิตพร้อมสัมภาระพะรุงพรังส่วนใหญ่ไม่มีอะไรมากนอกจากระเป๋าคนละใบ แต่ที่พิเศษคือพี่ชิวหรือเฮียชิวของพวกเรา ทำหน้าที่แบก ส.ค.ส ยาวปรี๊ด ดูแล้วเหมือน เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้แบกบาซูก้า ผมเองก็เสียวๆว่าตรวจคนเข้าเมืองของฮ่องกงจะให้เข้าหรือป่าว (ฮ่าๆ..ฮิ้ว..) พวกเราเรียก Taxi เข้าเมืองเพื่อตรงไป ณ.จุดหมายที่เราได้ทราบมาว่าท่านนายกท่านพักอยู่ ยอมรับว่าพวกเราก็เสี่ยงดวงเหมือนกันกับการเดินทางครั้งนี้ (ค่า Taxi คิดเป็นเงินไทยแล้วแพงมากครับ) เราตกลงกันว่าเราจะแยกเป็นสองกลุ่ม คือผมและพี่ๆอีกสามท่านนั่งรถล่วงหน้ามาก่อนจะไปรอที่ Lobby โรงแรมที่ท่านพัก อีกกลุ่มจะรอตรงโถงทางเข้าซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้า เนื่องจากทราบข้อมูลจากสมาชิกที่เคยมาพบท่านได้บอกเราไว้
Port City ที่พวกเราได้ไปถึงเป็นทั้งห้างสรรพสินค้าและโรงแรม และท่าเรือด้วย พี่อัมรินทร์ ลุงยิ้ม พี่ Pocket และผม ตรงดิ่งไปที่ Lobby ของโรงแรม และอีกกลุ่มซึ่งตามมาทีหลัง มีพี่ Daddy คุณแมว Big Cat พี่ลำปางและพี่ชิว นำขบวนรออยู่ตรงโถงทางเข้า ผมรออยู่นานเหมือนกันครับ กังวลเล็กน้อยว่าทางกลุ่มที่ตามมานั้นจะมาถูกหรือปล่าว เพราะว่าไม่มีใครคุ้นเคยสถานที่นี้เลย ผมเดินออกมาจาก Lobby โรงแรมเพื่อเดินมาดูว่ากลุ่มที่สองที่มาถึงหรือยัง ก็โล่งอกครับ ที่เห็นพวกเรายืนจับกลุ่มคุยกันโขมงโฉงเฉง แต่ที่ผิดสังเกตุก็คือทุกคน ออกอาการตื่นเต้นพูดกันแบบไม่หยุด “เจอท่านนายกแล้ว” น้ำเสียงบอกด้วยความตื่นเต้นจนไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดให้ฟัง(ก็เล่นแย่งกันพูด) ผมเอ๋อไปเลยแต่พยายามคุมอารมณ์ อิๆๆ
พอจับความได้ก็ได้เรื่องว่า ท่านนายกเดินออกมาจากร้านอาหารตรงทางเข้า ท่านมาทานกลางวัน(อย่างที่เห็นในVDO ล่ะครับฮือๆๆผมไม่ได้อยู่ด้วย) และท่านนายกก็บอกไว้ว่า ท่านจะไปคุยธุระอีกสองมิตติ้งแล้วจะแวะมาคุยด้วย (ผมหูอื้อ ตาลาย คล้ายว่าอิจฉาเพื่อนๆ ที่เจอท่านนายกก่อนเรา) ก็สรุปกันตามนั้นว่าประมาณบ่ายสามโมงของเวลาที่ฮ่องกง ท่านจะมานั่งคุยด้วยที่ร้านกาแฟตรงกลางห้าง โดยท่านได้บอกทางผู้ติดตามของท่านให้พาพวกเราไปนั่งพักผ่อนก่อน แล้วท่านก็ไปประชุมต่อ ทราบทีหลังว่าท่านมีประชุมทั้งวันและก็หลายที่ด้วย แต่ท่านก็กรุณาพวกเรามากๆที่ท่านให้โอกาสพวกเรา ต้องขอขอบพระคุณท่านนายกทักษิณ นายกในดวงใจของพวกเราอย่างสูงเลยครับ พวกเราตั้งใจว่าจะเข้าไปโรงแรมที่พักที่พวกเราจองไว้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและเอาของไปเก็บ แล้วค่อยออกมารอท่านที่ร้านกาแฟ แต่สุดท้ายเปลี่ยนแผนเนื่องจากว่าเราตัดสินใจว่าจะรอท่านที่ Port City เลย พบท่านแล้วค่อยเข้าโรงแรมที่พักแล้วกันเพราะว่าเวลาเหลือไม่นาน(กลัวพลาดนัดน่ะล่ะครับ) ระหว่างรอเราก็เดินเล่นบ้างไปหาอะไรรองท้องบ้าง ผมเองและพี่ๆสองสามท่านไปหาข้าวกินเพราะว่าเริ่มหิว
อากาศที่เกาะเกาลูนนี่สบายๆครับไม่ร้อนไม่หนาว หลังจากที่อิ่มกับมื้อแรกที่เกาลูนแล้วเราก็กลับมาจุดนัดหมายผมเองก็ยิ่งทวีความตื่นเต้นเข้าไปอีก สมองผมสับสนมากเลยครับเพราะคิดไปต่างๆนานาว่า ท่านจะเหมือนในรูปหรือป่าวนะ ท่านจะคุยกับพวกเราแบบไหน เราจะรบกวนเวลาท่านหรือปล่าวผมคิดไปเรื่อยเปื่อย รอบๆร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนม ท่าทางจะแพงเอาเรื่องสำหรับสินค้าในร้าน ผมก็กวาดสายตาไปรอบๆ จากระยะประมาณ 15 เมตร ภาพบุคคลที่ผมเองเฝ้ามองผ่านรูปถ่ายและ Clip VDO มาตลอดเกือบสองปี ตอนนี้เขาคนนั้นกำลังเดินตรงมาหาพวกเรา ท่านเดินยิ้มมาแต่ไกล สูทแบบลำลองที่คุ้นตา และแววตาที่จริงใจผมจำได้ดีนั่นคือ นายกในดวงใจของผมและของพวกเรา ท่านพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เสียงพวกเราบอกอย่างดีใจว่าท่านนายกมาแล้ว พวกเราไหว้ทักทายท่าน อย่างชื่นมื่นครับ ผมเองน้ำตาจะไหลแล้วล่ะเพราะดีใจมาก ท่านเข้ามาร่วมวงสนทนากับเราแบบเป็นกันเองมากๆ ผมเองจำอะไรแทบไม่ได้จำได้แต่ว่า ผมเอาแต่นั่งจ้องท่านแบบตาไม่กะพริบอยู่นาน(พี่ Pocket ยิ่งกว่าผมอีก นั่งนิ่งเป็นหุ่น..ฮา.) ทำอะไรไม่ถูกครับเหมือนว่าสมองของผมเข้าสู้โหมดตะลึงไปนานมากๆ ภารกิจปฏิบัติการ ส่ง ส.ค.ส ก็ได้มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้วล่ะครับ คือเอา ส.ค.ส ที่พวกเราสมาชิกและพี่น้องชาวไทยจากท้องสนามหลวงได้เขียนอวยพรให้ท่าน เราบอกท่านว่านี่เป็น ส.ค.ส ที่พวกเราได้ร่วมกันเขียนและจัดทำให้ท่านแต่บอกว่าขนาดใหญ่มาก ท่านร้องโอ้โหเลย...แต่ที่ดีใจมากๆเพราะท่านบอกว่าจะเอาไปติดที่บ้านที่อังกฤษ นอกนั้นยังมีจดหมายจาก คอลัมน์ถึงคนที่คิดถึง และยังมีจดหมายจากสมาชิกที่ส่งมาจากหลายที่(ส่วนใหญ่ท่านอ่านทันทีครับ) และของอีกหลายๆอย่าง ที่เราเอาไปมอบให้ท่านในนามของ ชมรมคนคิดถึงทักษิณ พวกเราโดยพี่อัมรินทร์เล่าให้ท่านฟังว่า มีคนที่คิดถึงท่านมากมายและพูดถึงเรื่องราวของพวกเราชมรมคนคิดถึงทักษิณ ว่าไปทำอะไรกันมาบ้าง ใจจริงผมอยากถ่ายทอดออกมาให้มากที่สุดแต่ผมต้องขออภัยจริงๆที่ไม่สามารถเอามาลงไว้ในนี้ได้หมดเพราะว่าเราคุยกันหลายเรื่องเยอะแยะไปหมด ท่านเป็นกันเองกับพวกเรามากๆ ที่ผมประทับใจอีกเรื่องคือเวลาฟังท่านพูดเหมือนได้เรียนเศรษฐศาสตร์ครับ วิสัยทัศน์ของท่านนั้กว้างไกลมาก สามารถทำได้จริงและเห็นเป็นรูปธรรมได้ไม่ยากหากได้ฟังท่านอธิบายแล้วล่ะก็เข้าใจได้ง่ายๆจริงๆ แต่ที่ผมรู้สึกและสัมผัสได้ก็คือ ท่านห่วงบ้านเมืองมากครับ ท่านห่วงเรื่องเศรษฐกิจ ห่วงเรื่องปากท้องของประชาชน นี่ล่ะครับนายกของประชาชนจริงๆ
พวกเราได้มอบเข็มกลัดอันเล็กและขออนุญาตติดเข็มกลัดให้ท่านด้วย เราได้เอารูปตอนเปิดตัวชมรมฯที่มีรูปท่านยืนขนาดเท่าตัวจริงของท่าน “โอ้โหนี่ผมไปด้วยนี่ เหมือนจริงๆ แต่ผมหล่อกว่านี้นะ..” อารมณ์ขันของท่านมีอยู่เสมอๆ
ท่านดูสบาย ท่านพูดถึงคุณหญิงพจมาน ที่เพิ่งกลับเมืองไทยไปก่อนหน้าที่พวกเราไปพบท่านแค่สองวันเท่านั้น ท่านก็บอกว่าหากท่านกลับไปก็ไม่อยากให้เป็นปํญหาเพราะท่านอยากให้บ้านเมืองสงบ แต่พวกเราก็บอกท่านว่าประชาชนรอท่านกลับบ้านครับ เชื่อว่ามืดฟ้ามัวดินแน่ๆ ท่านกล่าวขอบคุณพวกเราทุกคนที่รักและห่วงท่าน สุดท้ายท่านนัด
เราทานข้าวเย็นด้วยเพราะว่ารุ่งขึ้นท่านต้องเดินทางไปอังกฤษ เราได้เอาเสื้อชมรมให้ท่านได้เซ็นและอีกหลายอย่างในมื้อเย็นวันนั้นครับ จากภาพถ่ายที่บันทึกไว้ จากถ้อยคำที่ได้สนทนากับท่านอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาในโต๊ะอาหารที่ท่านนายกมานั่งทานกับพวกเรา ผมเองและหลายๆท่านแทบไม่ได้ทานอะไรมากเลยเพราะว่าปลื้มสุดๆ จนท่านนายกต้องคอยกระตุ้นว่าทานสิ อันนี้อร่อยนะ ในบทสนทนานั้นอบอวลไปด้วยความประทับใจ แต่ช่วงหนึ่งเล่นเอาผมและพวกเราทุกคนต้องเงียบ เมื่อท่านเล่าว่าท่านต้องพาคุณหญิงไปทำเรื่องผู้ลี้ภัยในอังกฤษ ผมรู้สึกขมในลำคอ “ผมเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ต้องพาแฟนไปทำเรื่องเรฟูจี” ผมเองต้องแอบปาดน้ำตาครับ เมื่อมาถึงตรงนี้อยากจะบอกว่า ท่านครับ ท่านต้องสู้นะครับ พวกเราจะอยู่ข้างท่านตลอดไป
สิ่งเหล่านี้ยากเหลือเกินที่จะลืมเลือนในชีวิตคนธรรมดาๆอย่างผมที่ได้พบบุคคลที่ศรัทธาและชื่นชอบและนับถือจากใจ ผมได้สัมผัสถึงพลังแห่งความจริงใจที่ท่านมอบให้พวกเรารวมถึงประชาชนในเมืองไทยผ่านทางวิสัยทัศน์ของท่าน แม้ว่าท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนายก แต่ท่านคือนายกของผมและของพวกเราตลอดกาล ผมคงไม่กล่าวเกินจริงนะครับ หลังจากนั้นเราได้ร่ำลาและขอถ่ายรูปกับท่านเป็นที่ระลึกและเป็นครั้งแรกของผมและพวกเราหลายคนที่ได้ยืนข้างๆท่าน ผมมือไม้สั่นไปหมดตอนที่เข้าไปถ่ายรูปด้วย
ส่วนบรรดาสมาชิกสาวๆ ก็ไม่ยอมให้เสียโอกาส ขอกอดนายกในดวงใจของเรากันทุกคน หลังจากท่านเดินออกจากห้องอาหารไปแล้วพวกเรามองหน้ากันแล้วเงียบไปแว้บหนึ่ง เฮ้...เราส่งเสียงและปรบมือพร้อมกัน จากนั้นเราก็กลับที่พัก เพราะอยากกลับไปนอนเพื่อเตรียมตัวเดินโต๋เต๋ในเกาลูน ที่เขาว่ากันว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อป ผมเองได้พักห้องเดียวกับพี่ลำปาง แต่กว่าจะได้นอนก็เกือบตี2เพราะว่ามัวแต่คุยกันและบทสนทนานั้นก็มีแต่เรื่องท่านนายกครับและวันอันยิ่งใหญ่ของพวกเราก็หมดลงและภารกิจเราได้ลุล่วงไปอีกหนึ่งภารกิจ ต่างคนต่างเก็บเอาความปลาบปลื้มไว้เป็นความทรงจำ
เพื่อเป็นพลังใจในการทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมและเพื่อนายกที่รักของพวกเราได้กลับบ้าน เนื้อที่หมดแล้วครับจริงแล้วอยากเล่าให้ฟังมากกว่านี้แต่ว่าเอาไว้คุยกันในเวปบอร์ดจากท่านสมาชิกที่ร่วม Trip นี้ไปด้วยกันนะครับ ต้องลาไปก่อนแต่เพียงเท่านี้และขออวยพรปีใหม่ย้อนหลังให้ทุกท่านเลยนะครับพบกันใหม่กับเก็บมาเล่าตอนหน้าจะมีเรื่องอะไรสนุกๆดีมาเล่าให้ฟังอีก จนกว่าจะพบกันอีกครั้ง สวัสดีครับ
นายโอ๊ต...

ที่มา : ชมรมคนคิดถึงทักษิณ
เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว กลไกการเมืองที่ติดขัดเพราะรัฐบาลเผด็จการ เริ่มทำงานแล้ว ผมว่า เราน่าจะได้เวลา หมุนกลไกยุติธรรม สะสางคดีโกงบ้าน กินเมืองกันเสียที
หลังปฏิวัติปีกว่า สถาบันทหาร...เรตติ้งศรัทธาลดลง ถอยร่นออกไป สถาบันการเมือง ไม่ว่าก่อนหรือหลังปฏิวัติ... ไม่มีเค้าลางว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้น
มิหนำซ้ำ แค่เริ่มต้นโหมโรงรัฐบาล กระบวนการจัดสรรคน ที่คนระดับผู้นำออกปากเอง มีแต่ขี้เหร่ หรือไม่ก็อัปลักษณ์ ก็กำลังแสดงท่าว่า สถาบันการเมือง กำลังสาละวันเตี้ยลงๆ
การเมืองรอบใหม่ กำลังทดสอบกระบวนการตุลาการ ด้วยคดีความที่ตกค้าง อยู่มากมาย...
คดีความเหล่านี้ มีทั้งก่อนรัฐบาลทักษิณ ระหว่างรัฐบาลทักษิณ กระทั่งหลังรัฐบาลทักษิณ
ผมหวังว่า กระบวนการตุลาการ จะต้องหมุนไปข้างหน้าตามจังหวะเวลา...ของตัวเอง ไม่ใช่หมุนเร็วหมุนช้า เหมือนเล่นกิจกรรมเข้าจังหวะ
กับการขึ้นลงของการเมือง
ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องทั้งหลายในบ้านเมืองเรา ที่ยังเกิดการยึดอำนาจกันไม่หยุดหย่อน ก็เพราะประสิทธิภาพการยุติธรรม ยังใช้ไม่ได้
คดีซีทีเอ็กซ์ ตอนนี้ได้ตัวคนทำผิดหรือยัง ทั้งที่เป็นคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนอกประเทศ คนรับผิดชอบคดี คืออัยการสูงสุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 เขียนไว้ชัด
แต่เราเคยได้ฟังอัยการสูงสุดพูดเรื่องนี้ บ้างหรือไม่?
ทั้งคนเก่า และคนที่จะขึ้นมาใหม่
หรืออย่างกรณีสินบน ททท. ก็เป็นหน้าที่ของอัยการสูงสุดโดยตรงเลย แต่เมื่อคนมีหน้าที่ไม่ทำงาน ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร รู้สึกเสียดายเงินภาษี ที่ถูกนำไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์โภคผล
พูดกันแฟร์ๆ ศาลปกครองกับศาลยุติธรรมยังเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ไว้วางใจกระบวนการเหล่านี้
“ผมคิดว่าทุกอย่างต้องยึดหลัก ถ้าเราไม่ยึดหลัก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้”
ผมเคลิ้มตามทัศนะ ศ.ดร.คณิต เพราะเริ่มเห็นว่า ขบวนการชั่วร้ายเลวทรามต่างๆ ที่แฝงมากับขบวนการเลือกตั้ง กำลังถูกฟอกตัวให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
คดีโกงบ้านกินเมือง ที่เป็นชนักปักหลังนักการเมืองฝ่ายชนะ ดูประหนึ่งว่าจะต้องหยุดลง ข้าราชการขี้ฉ้อที่ได้แอบแฝงเข้าร่มธงฝ่ายชนะ ก็พลอยจะพ้นผิด
บางรายผีในหลุมแท้ๆ ก็ยังกล้าขุดกันขึ้นมา...ใช้
ผมมีหนังสือเรื่อง กฎหมายไทย หมอบรัดเล พิมพ์ขายเมื่อจ.ศ.1235 เปิดหน้า 281 ถึง 296 เจอข้อกฎหมายลักษณะโจร มาตรา 38...ความว่า
“...ถ้าโจรมันเอาพระพุทธไป ล้าง-เผา สำรอกเอาทองก็ดี เอาพระพุทธไปสำรอก แช่น้ำเอาเผาไฟก็ดี ให้เอามันใส่เตาเพลิงสูบมันเสีย ดังมันทำแก่พระนั้นบ้าง...”
มีเสียงพูดถึงมือที่มองไม่เห็น ผมไม่แน่ใจว่า เป็นมือที่ลอกทองคำพระนอนที่อยุธยา...หรือเปล่า
ถ้าโจรใจบาปหยาบช้า...จับเอามาสับมือยังน้อยไป “น่าจะเอามันไปใส่เตาเพลิงสูบมันเสีย...” กฎหมายโบราณเด็ดขาด กฎหมายสมัย ใหม่ ก็ใช่ว่าจะไม่เด็ดขาด แต่เมื่อคนใช้กฎหมาย ไม่กล้าใช้กฎหมาย
ไม่ช้า พวกโจรจะครองเมือง.
"กิเลน ประลองเชิง"
คอลัมน์ ชักธงรบ
“ส่วนตัวมองว่า ส.ว.ที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 74 คนไม่ขี้เหร่ เพราะเป็นผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ หลายคนเป็นถึงศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ จบปริญญาโท ปริญญาเอก ทั้งนี้หากดูจากประสบการณ์แต่ละท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แม้ว่าหลายคนสื่อมวลชนจะยังไม่รู้จัก แต่คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาคุณสมบัติรายละเอียดอย่างรอบคอบ”
รีบประทับตรา การันตีให้เสร็จสรรพเลย
กับคิวที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังการประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากองค์กรภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน
เผยโฉมหน้า “ส.ว.ลากตั้ง”
โดยการทำคลอดของ 7 อรหันต์ อันประกอบไปด้วย นายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
นายมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา นายอำพล สิงหโกวินท์ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด
74 คน 74 โควตา
ปรากฏว่า เป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสีย 8 คน ประกอบด้วย นายคำนูณ สิทธิสมาน นายชลิต แก้วจินดา นายตวง อันทะไชย ร.ท.ภูมิศักดิ์ หงษ์หยก นายแวดือราแม มะมิงจิ นายสมชาย แสวงการ นายสมัคร เชาวภานันท์ พลตำรวจเอก สุนทร ซ้ายขวัญ
ซึ่งตามเหตุผลที่เลขาธิการ กกต.แถลงอย่างเป็นทางการ 7 อรหันต์เห็นตรงกันว่า สนช.ที่ลาออกแล้วสามารถเป็น ส.ว.สรรหาได้ เนื่องจากในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองไว้
ไม่ได้ขัดข้อกฎหมายแต่อย่างใด
แต่สายแข็งต้องยกให้เครือข่ายพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ”
ไล่เรียงรายชื่อมีทั้งนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีต สนช. สื่อฯรุ่นใหญ่ นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตหัวหมู่ทีมวอร์รูมรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
นายสมชาย แสวงการ อดีต สนช. และอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ฉบับ “หน้าแหลมฟันดำ” นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักธุรกิจที่เคยมีคดียื่นฟ้องร้องกรมสรรพากร ไล่บี้กรณีภาษีโอนหุ้นตระกูลชินวัตร
พันธมิตรฯพาเหรดยึด “ส.ว.ลากตั้ง”
เบื้องหลังก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะ 1 ใน 7 อรหันต์มีชื่อของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ นั่งเป็น “เจ๊ดัน” อยู่
โดยเฉพาะชื่อของนายเรืองไกร ข่าววงในว่ากันว่าเป็นเด็กปั้นของ “เจ๊เป็ด”
สายตรงมาเลย
และเท่าที่เช็กบัญชีรายชื่อ ตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลัง สังเกตได้เลยว่า ในบัญชี 74 “ส.ว.ลากตั้ง” หลายชื่อที่ซ้ำๆ หน้าคุ้นๆ กับอดีตสนช. อดีต ส.ส.ร.
ผลิตผลรัฐประหาร
เครือข่ายพันธมิตรฯ ฝ่ายต้านอำนาจ “ทักษิณ” กาชื่อใส่ บัญชีมา
จะผิดคาดก็ตรงสัดส่วนของกองทัพ จากแต่เดิมคาดกันว่าจะตบเท้ายึดเก้าอี้สภาสูงกันพรึบพรับ
แต่เท่าที่โฟกัสรายชื่อที่ออกมาก็เห็นมีแค่ พล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ อดีต ผบ.ทหารสูงสุด “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตจเรทหารทั่วไป
พล.อ.อ.อาคม กาญจนหิรัญ ผู้ช่วย ผบ.ทอ. พล.อ.อ.ณพฤษภ์ มัณฑจิตร อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพอากาศ
ส่วนตัวเก็งหลุดโผแบบพลิกความคาดหมาย
แม้แต่โควตากองทัพบกอย่าง “บิ๊กชิ” พล.อ.สุรพล ชินะจิตร อดีตเสนาธิการทหาร หรือ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก โควตากระทรวงกลาโหม รวมไปถึงโควตากองบัญชาการทหารสูงสุด อย่าง พล.อ.โชคชัย หงส์ทอง
ชื่อหล่นหายไป พร้อมๆกับรถถังถอยกลับเข้ากรมกอง
หมดกระแสทหารครองเมือง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ครม. หารือแต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี ก่อนชี้แจงข้อซักถามต่อที่ประชุมรัฐสภา
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เตรียมเป็นประธานการประชุม ครม. ซึ่งจะมีวาระสำคัญในการหารือถึงการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่าผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.สามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ แต่นายกรัฐมนตรียืนยันไม่กล้าเปลี่ยนรายชื่อให้ ส.ส.มาดำรงตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามหลังจากการเสร็จสิ้นการประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนประจำสัปดาห์ก่อนที่ท้ายสุดจะเข้าร่วมในการประชุมอภิปรายนโยบายรัฐบาลในวันสุดท้ายเพื่อชี้แจงในกรณีที่สมาชิกอภิปรายพาดพิงถึงนโยบายของรัฐบาลก่อนจะแถลงสรุปปิดการประชุม
ทั้งนี้การประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี วันที่ 3 วันนี้ต้องติดตามว่า ครม.จะให้ความสำคัญหรือไม่ หลังจากที่มีการอภิปรายนโยบายเศรษฐกิจการศึกษาและปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วานนี้มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอภิปรายนโยบายของฝ่ายค้านเท่าที่ควรโดยการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลวานนี้มีการเปิดเผยข้อมูลการวิ่งเต้นถึงคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่มี นายมั่น พัธโนทัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ทั้งนี้ นายมั่น ก็ออกมายอมรับว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวจริงสำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาลวานนี้ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลน่าจะเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายวันสุดท้ายอย่างเข้มข้น สำหรับบรรยากาศโดยทั่วไปขณะนี้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่จากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเพื่อป้องกันเหตุร้ายโดยไม่ปรากฏเหตุการณ์ผิดปกติและขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บางส่วนเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาแล้ว
การเมืองประเทศไทยวันนี้
เห็นขุดกันขึ้นมาอภิปราย เรื่อง
บทความเรื่อง อย่าปล้นชัยชนะของประชาชนไปเป็นของครอบครัวอยู่บำรุง ที่ ผมเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลายเป็นประเด็นร้อนบนหน้าหนังสือพิมพ์ และถูกนำไปผูกโยงเป็นประเด็นความขัดแย้ง แก่งแย่งตำแหน่งภายในพรรคพลังประชาชน ได้อย่างไร ผมก็ไม่ทราบ
ผมต้องอดทนรออยู่ 2 วัน เพื่อให้อารมณ์และอาการของใครหลายคน “เย็นลง” จึงเขียนบทความชี้แจงชิ้นนี้ขึ้นมาบอกกล่าวความรู้สึกของผม ให้ได้ทราบกัน หลังจากที่ได้อ่านบทวิเคราะห์ของไทยรัฐ และ อ่านความเห็นของทุกๆ คนที่ส่งกันเข้ามา ทั้งในเวปไซต์นี้ และเวปไซต์อื่นๆ เท่าที่พอจะมีเวลาว่างจากการทำมาหากิน
ในฐานะผู้เขียน บอกได้เลยว่า การวิเคราะห์ของไทยรัฐ เป็นการบิดเบือนเจตนาการเขียนบทความของผมอย่างเลวร้ายที่สุด และนำบทความ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผม ไปรองรับจินตนาการภาพความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคพลังประชาชน ของตนเอง อย่างเลื่อนลอย
บทความชิ้นดังกล่าว เป็นการสื่อสารระหว่างประดาบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง กับนักการเมืองคนหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าผมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น ทั้งสนับสนุน และ ทักท้วง การตัดสินใจของนักการเมือง ที่ผมลงคะแนนให้เป็นส.ส. ได้
ผมไม่ได้เขียนบทความชิ้นนั้น ในฐานะตัวแทนของใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ เนวิน ชิดชอบ หรือ กลุ่มพีทีวี หรือ นปก. หรือ ใครต่อใคร ทั้งนอกและในพรรคพลังประชาชน ตามที่สื่อมวลชน คนข่าวหนังสือพิมพ์ นักเล่าข่าวทางวิทยุและโทรทัศน์ นำไปวิเคราะห์ ขยายผลต่อไป โดยปราศจากความจริงรองรับแม้แต่น้อย
แม้จะไม่รู้จักใครสักคนตามชื่อข้างบนที่สื่อเอ่ยอ้างถึง และดึงเข้ามาใกล้ แต่หากทุกชื่อข้างบนมีเจตนารมณ์และอุดมการณ์ต่อต้านเผด็จการ ประดาบ ก็ยินดีเป็นมิตรด้วยความเต็มใจ พร้อมทั้งเป็นกำลังสนับสนุนให้แก่ทุกผู้ทุกคนที่ต่อต้านเผด็จการ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางลับและเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน ไม่จำเป็นต้องพบปะพูดจาเจอะเจอกันแต่อย่างใด กระทั่ง เฉลิม อยู่บำรุง ประดาบ ก็ลงคะแนนให้เป็นส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มา แล้วเช่นกัน
ดังเช่นที่ ประดาบ เป็นมิตร เป็นเพื่อนร่วมทางกับทุกท่าน ที่เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเวปไซต์ Hi-thaksin แห่งนี้ โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน และไม่รู้จักกันเลย แม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยพบ และวาจาก็ไม่เคยพูดคุย มีแต่ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษรที่เชื่อมโยงผูกพันหัวใจของเราทุกคนไว้ด้วยกัน เท่านั้นเอง
เราทุกคนเป็นมิตรกันได้ด้วยอุดมการณ์ บนความศรัทธาที่มีต่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่เราเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติ สมควรต้องปกป้องรักษาไว้ ให้ปลอดจากอัน ตราย และการรังแกของเหล่าเผด็จการและบริวาร
คงเป็นเรื่องสนุก และเป็นที่ชวนเร้าใจให้ติดตามจริงๆ หากว่าประดาบเป็นตัวแทนของใครคนใดคนหนึ่ง หรือ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตามที่เอ่ยอ้างมาข้างต้น และ เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อ ปะ ฉะ ดะ หรือ “ล่อ” เฉลิม อยู่บำรุง เพื่อดิสเครดิตการเมือง เพื่อเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะในหมู่คนที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนแตกสลาย ยิ่งพึงใจและชอบอกชอบใจอยู่ไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่ ประดาบ ไม่ได้เป็นคนของใคร และไม่ได้เขียนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองใคร หากแต่ทุกตัวหนังสือ ทุกถ้อยคำ ทุกวรรค ทุกตอน เอกสารหลักฐานทุกชิ้น ที่เคยนำมาแสดงในเวปไซต์นี้ และที่จะนำมาแสดงต่อไป ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการปกป้องนายกฯทักษิณ ชินวัตร ให้พ้นจากการเข้าใจผิดของประชาชนที่หลงเชื่อคณะรัฐประหาร พร้อมด้วยเหล่าบริวารเผด็จการ ทำให้ประชาชนได้รู้ได้เห็นความจริงว่า “ใครถูก” และ “ใครผิด” ใครของจริงและใครของปลอม
ย้อนหลังกลับไปไม่นานนัก เมื่อวันที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอเงื่อนไข 5 ข้อ ให้ สมัคร สุนทรเวช เพื่อให้ยอมรับก่อน แล้วจะเข้าร่วมรัฐบาล ประดาบ ก็เขียนบทความเรื่อง จาก เงื่อนไขของบรรหารถึงสมัครที่ประชาชนรอฟังคำตอบ
วันนั้น ผมเขียนบทความเพื่อสื่อสารกับ สมัคร สุนทรเวช มีความโดยสรุปว่า หากสมัคร สุนทรเวช รับเงื่อนไข 5 ข้อ ของบรรหาร ศิลปอาชา และพรรคเพื่อแผ่นดิน ประดาบ กับ สมัคร สุนทรเวช และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องแยกทางกันเดิน เพราะ ผมมีความเห็นว่าเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อ ที่บรรหาร ศิลปอาชา เสนอมานั้น เป็นการตอกย้ำ ข้อกล่าวหาของเผด็จการที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เป็นการยกย่องเชิดชูพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้มีสถานะไม่แตกต่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะพล.อ.เปรม คือบุคคลที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย ในความเห็นของผม
“หากนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ยอมรับข้อเสนอ ของนายบรรหาร ผมกับนายสมัคร และพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเป็นศัตรูต่อกัน” คือท่าทีของผม ที่มีต่อข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา และ การตัดสินใจของสมัคร สุนทรเวช หลังจากได้ฟังเงื่อนไข 5 ข้อแล้ว
ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ในวันที่บทความเรื่อง จากเงื่อนไขของบรรหาร ถึงสมัคร ที่ประชาชนรอฟังคำตอบ ปรากฎบนเวปไซต์ Hi-thaksin เป็นวันเดียวกับที่ สมัคร สุนทรเวช ตอบข้อเสนอของบรรหาร ศิลปอาชา ว่า
“อยากจะบอกคุณบรรหารว่า ควรจะแหงนขึ้นมาดูที่หน้าอกผมด้วยว่าผมนั้นได้ตราจุลจอมเกล้าวิเศษสูงกว่าคุณบรรหาร เพราะฉะนั้นคนอย่างคุณบรรหาร ไม่ต้องมาอบรมสั่งสอนผม ถึงเรื่องความจงรักภักดีในสถาบันพระมหากษัตริย์”
เนื่องเพราะ สมัคร สุนทรเวช ไม่รับเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อบรรหาร ศิลปอาชา ประดาบ จึงเทใจให้สมัคร สุนทรเวช ทำภารกิจเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาธิปไตย เพื่อประชาชน และเพื่อการกลับคืนสู่ประเทศไทยของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต่อไป แม้ว่าในภายหลัง สมัคร สุนทเวช และพรรคพลังประชาชน จะตอบรับ บรรหาร ศิลปอาชา และพรรคชาติไทย เข้าร่วมรัฐบาล ก็ตาม แต่ก็เป็นการร่วมรัฐบาล โดยปราศจากเงื่อนไข 5 ข้อนั้นอีก
ที่ยกเรื่องนี้ย้อนกลับมาให้อ่านกันอีกครั้ง ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่แต่ เฉลิม อยู่บำรุง เท่านั้น ที่ประดาบ ประกาศท่าทีไม่ไว้ไมตรี หากยังดึงดันนำ วัน อยู่บำรุง มารับตำแหน่ง กระทั่ง สมัคร สุนทรเวช ประดาบก็เคยประกาศเป็นศัตรูต่อกันมาแล้ว หากว่าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด หรือสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เป้าหมายของประดาบ คือ การนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย และสมเกียรติยศ มีปัญหาอุปสรรคจนไม่ประสบผลสำเร็จ
ในครั้งนั้น คำนูณ สิทธิสมาน แห่งค่ายผู้จัดการ และเครือข่ายเอเอสทีวี ก็นำบทความของประดาบ ไปตอกหน้า บรรหาร ศิลปอาชา ว่า
“อยากให้นายบรรหารได้อ่านบทความของนายประดาบ ในเว็บไฮทักษิณด้วย และนายบรรหารต้องไม่ปฏิเสธว่านายประดาบไม่เกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน ถ้านายบรรหารยังมีสำนึก นี่คือการเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก นายบรรหารบอกว่าไม่ทำให้ผู้ใหญ่ผิดหวัง แต่นี่คือการทรยศ”
จึงไม่ใช่ครั้งแรกที่ ประดาบ ถูกโยนเข้าไปนั่งกลางพรรคพลังประชาชน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งของพรรคพลังประชาชน และบทความของประดาบ ถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขสร้างความแตกแยก เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมือง
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ตอบคำถามนักข่าวถูก 1 ประเด็นและผิด1ประเด็น เมื่อถูกถามว่าเวปไซต์ Hi-thaksin โจมตี เฉลิม อยู่บำรุง เป็นความขัดแย้งภายในพรรค ระหว่างเนวิน ชิดชอบ กับ เฉลิม อยู่บำรุง ใช่หรือไม่ เวปไซต์ Hi-thaksin เป็นสื่อ จึงมีสิทธิที่เสนอความเห็นอะไรก็ได้ แต่พรรคพลังประชาชนไม่เคยประชาสัมพันธ์ผ่านเวปไซต์ Hi-thaksin หากพรรคจะใช้สื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ จะใช้สื่อแท้ ไม่ใช่สื่อเทียม
ถูก 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่เกี่ยวข้องกับเนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือ นปก. และ เนวิน ชิดชอบ หรือ พีทีวี หรือนปก. ก็ไม่ได้ให้การสนับสนุน ไม่ได้เป็นนายทุน ไม่ได้เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เวปไซต์นี้
ผิด 1 ประเด็น ก็คือ เวปไซต์ Hi-thaksin ไม่ใช่สื่อ และไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นสื่อ ไม่ว่าจะสื่อแท้ หรือ สื่อเทียม ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น และไม่ต้องการเป็นสื่อด้วย เนื่องจากเรามีสันดานชนิดหนึ่งที่สื่อ ไม่มี คือ สันดานแห่งการนำเสนอเฉพาะเรื่องจริง โดยมีเอกสารหลักฐานประกอบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทุกครั้ง ไม่บิดเบือนความจริงให้เป็นความเท็จ และปรุงแต่งความเท็จให้เป็นความจริง
นับแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งเป็นวันแรกของการประกาศตัวเป็นเวปไซต์ของคนรักทักษิณ ผมได้เขียนบทความเรื่องถ้อยแถลงแสดงความนับถือ ซึ่งเปรียบเสมือนบทนำไว้ในวันแรก ว่า
“เป็นเวลากว่า 5 เดือนเศษ ที่พวกเราคนไทยทั้งในประเทศและในต่างประเทศ ได้รับข่าว สารอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ค่อนข้างน้อย และไม่ปะติดปะต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในประเทศไทย ได้รับเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากคณะทหารและคณะรัฐบาล แล้วว่า ต้องเป็นข่าวที่ไม่เป็นประโยชน์แก่อดีตนายกฯทักษิณ เท่านั้น หากเป็นผลร้ายได้ ยิ่งสมควรนำเสนอ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชาติ ที่เคยมีภาพวาดนายกฯทักษิณ เป็นผู้ฟื้นฟู กอบกู้วิกฤตของประเทศ ให้กลายเป็นผู้ร้ายที่เข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อประเทศชาติและประชาชน
ข่าวหลายข่าว และข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่สื่อสารมวลชนในประเทศไทย นำเสนอถูกบิดเบือนจนยากจะเชื่อได้ อีกต่อไป ในขณะที่ข้อมูล ข่าวสารที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ โดยประชาชนกลุ่มต่างๆ มักจะมีเนื้อหาที่ตรงกันข้ามกับข้อมูล ข่าวสารที่สื่อสารมวลชนนำเสนอ หรืออย่างน้อยก็ไม่รุนแรง ร้ายแรงเทียมเท่า กระทั่งเกินจริงในหลายๆ กรณี
นี่เอง...จึงเป็นเหตุและผลที่คนธรรมดาๆ อย่างพวกเรา ได้จัดทำเวปไซต์ hi-thaksin.net ขึ้นมา เพื่อเป็นเวทีที่ พวกเราผู้ซึ่งชื่นชมศรัทธาการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี และ พวกเราผู้ซึ่งฝักใฝ่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (อย่างแท้จริง) และ ผู้ไม่ยอมรับการปกครองของ ผู้ปกครองที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร จะได้มารวมตัวกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อการส่งทอดข้อมูล ให้แพร่ขยายออกไปสู่การรับรู้ของประชาชนให้มากที่สุด เพื่อที่การบิดเบือนของสื่อสารมวลชน และผู้มีอำนาจ ผู้ปกครอง ในปัจจุบัน จะไม่สามารถหลอกลวง ตบตา ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ประชาชน ได้อีกต่อไป
นับจากนาทีนี้เป็นต้นไป พวกเราจะแปรเปลี่ยนสถานะของตนเองจากพลังเงียบที่ต้องซ่อนซุก กาย ใจความคิด และคำพูด ตามหลืบมุมของสังคม ไม่กล้าแสดงตนให้ปรากฎ เป็นพลังงานทางความคิด ที่มีคุณภาพ และเป็นกลุ่มพลังงาน เพื่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ให้กลับเข้าสู่ถนนสายประชาธิปไตยอีกครั้ง โดยเร็วที่สุด
แน่นอนว่า การขับเคลื่อนประเทศไทย ในครั้งนี้ บุคคลที่เราต้องการให้มามีส่วนร่วมกับพวกเราอีกครั้งหนึ่ง ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของเรานั่นเอง..”
อีก 3 วันจะครบ 1ปีเต็ม ที่ทีมงาน Hi-thaksin ทั้ง 4 ชีวิต ได้ประกาศเจตนารมณ์การทำงานชิ้นนี้
หากติดตามการทำงานของเรามาโดยตลอด จะเห็นได้ว่าพวกเราไม่ได้ออกนอกแนวทางที่ได้ประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกเลย แม้แต่ก้าวเดียว ไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจเถื่อนในมือเผด็จการหนักหน่วงรุนแรงเพียงใด
ไม่ว่าจะต้องถูกกลั่นแกล้งรังแก ปิดกั้น โจมตี อย่างไร เราก็ยังมั่นคงต่อเป้าหมาย และซื่อสัตย์ต่อภารกิจของพวกเราเรื่อยมา โดยไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนใจและเลิกล้มความตั้งใจแม้แต่น้อย
ประการแรกที่เราประกาศว่าจะทำ ก็คือ จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนสมควรได้รู้ แต่สื่อมวลชนไม่ยอมนำเสนอ ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นกันแล้วตั้งแต่
งบประชาสัมพันธ์ 12 ล้านบาท ของเชียรช่วง กัลยาณมิตร ที่ทำให้เราได้รู้ว่า มีขบวนการ “2.4” แทรกซึมอยู่ในทุกเวปไซต์ เพื่อใส่ร้ายนายกฯทักษิณ
เอกสารลับเรื่องกองทัพภาคที่ 1 สั่งให้ทำลายธุรกิจในเครือเอไอเอส และจัดม็อบกดดันหน้าสถานทูตสิงคโปร์
เอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ของ สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ทำให้เราได้รู้ว่า คมช. สั่งการให้ทำลายพรรคพลังประชาขนทุกวิถีทาง
เอกสารลับการบรรยายใส่ร้ายพรรคพลังประชาชน คือการรวมตัวของผู้ฝักใฝ่พรรคคอม มิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีต ที่ต้องการโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์
เอกสารการยืมตัว กอนณา สัตยธรรม ลูกสาวสดศรี สัตยธรรม เป็นหน้าห้อง สนธิ บุญยรัตกลิน
เอกสารการขออนุมัติจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน มูลค่า 19,000,000,000 บาท ของกองทัพอากาศ หลังรู้ผลการเลือกตั้ง เพียง 1 วัน
ข้อมูลข่าวสารพร้อมทั้งเอกสารทุกชิ้นที่เรานำมาเสนอ คือ ของจริงทุกข่าวทุกชิ้น แต่ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ไม่มีการนำเสนอให้ประชาชนทราบ อีกทั้งยังดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นเอกสารปลอม ก่อนจะถูกความจริงต้อนจนมุมพร้อมกับคมช. ทุกครั้งไป
ประการที่สองที่เราประกาศเจตนารมณ์ ก็คือ การนำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย และนำนายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด
ภารกิจที่หนึ่งสำเร็จแล้ว คือ ประเทศไทยได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาแล้ว เผด็จการพ่ายแพ้ต่อพลังของประชาชนอย่างย่อยยับ แต่ภารกิจที่สอง ยังต้องดำเนินต่อไป เพราะนายกฯทักษิณ ยังไม่ได้กลับคืนสู่แผ่นดินเกิด ซึ่งพวกเราทั้ง 4 คน ยังต้องทำงานของเราต่อไป จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น
หากจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรมแก่พวกเราสักนิดหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า ผมและทีมงาน เริ่มต้นทำงานชิ้นนี้กันมา...
ตั้งแต่ ยังไม่มีใครรู้จักพรรคพลังประชาชน
ตั้งแต่ พรรคไทยรักไทยยังไม่ถูกยุบ
ตั้งแต่ สมัคร สุนทรเวช ยังไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร
ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ยังคิดสร้างพรรคทางเลือกใหม่
ตั้งแต่ นปก.ยังไม่เกิด
ตั้งแต่ พีทีวี ยังไม่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง
ตั้งแต่ผู้คนเกือบครึ่งค่อนประเทศ ยังเชื่อว่านายกฯทักษิณ เป็นคนผิด และ คณะรัฐประหาร เป็นคนถูก
ตั้งแต่ ไม่มีใครรู้ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และเมื่อไร
ตั้งแต่ ไม่มีใครเชื่อว่าผู้คนที่ยืนข้างนายกฯทักษิณ จะกลับมายิ่งใหญ่และมีอำนาจได้
กระทั่งว่า ตั้งแต่ เฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่เชื่อว่าจะต้องมาอาศัยกระแสความนิยม ทักษิณ ชินวัตร เป็นบันไดปีนป่ายขึ้นสู่เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สำเร็จ หลังจากเฝ้ารอมานานกว่า 20 ปี
กระทั่งว่า ตั้งแต่ คมช. ก็ไม่เชื่อว่าจะมีวันที่บันได 4 ขั้นที่วางไว้ จะหักสะบั้นจนหัวทิ่มดินเช่นทุกวันนี้
พวกเรา 4 คนในนาม Hi-thaksin ก้มหน้าก้มตาทำงานของเรา อย่างเงียบๆ มาตั้งแต่วันนั้น วันที่คนหลายคนยังหลบหนี ไม่กล้าโผล่หัวออกมา กลัวว่า คมช. จะ “ล่อ” เพราะเป็นคนรักทักษิณ
แต่ ประดาบกับน้องๆ ในทีม ซึ่งไม่เคยได้ประโยชน์ใดๆ จากทักษิณ ไม่เคยรู้จักทักษิณ กลับประกาศตัวเป็นคนรักทักษิณ แล้วก็เดินหน้าเข้าใส่เผด็จการแบบไม่รู้จักคำว่า “กลัว” สะกดอย่างไร
ยิ่งนานวันก็ลืมไปเลยว่า คำว่า “กลัว” มีอยู่ในโลกใบนี้ด้วย มีแต่อยากจะเปิด อยากจะแฉให้ทุกคนได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเผด็จการ ว่าเป็นอย่างไร และมีแต่ความอยากที่จะให้นายกฯทักษิณ กลับบ้านแบบเร่งวันเร่งคืน โดยมีกำลังใจของทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม เป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่ทุกวัน
อย่างที่ผมบอกไว้ว่า วันนี้ การต่อสู้ของพรรคพลังประชาชน อาจจะจบลงแล้วในความคิดอ่านของสมาชิกพรรคพลังประชาชน และต้องการความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และภายในพรรค แม้จะมีเรื่องไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบธรรม ก็ไม่อยากให้มีใครพูดถึง ไม่อยากให้มีใครกระโตกกระตาก กลัวว่าจะทำให้เก้าอี้แห่งอำนาจที่ได้รับการจัดสรรปันส่วนแบ่งกันไปแล้ว มีอาการสั่นสะเทือน
แต่ก็อย่างที่บอกไว้ สำหรับประดาบ และทีมงาน ที่ทำงานชิ้นนี้มาอีกไม่กี่วันก็จะครบ 1 ปี การต่อสู้ของพวกเรายังไม่จบ เพราะผมยังไม่ได้นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่ประเทศไทย และไม่ว่าอะไรก็ตาม หรือใครก็ตาม ที่จะทำให้เส้นทางการเดินทางกลับประเทศไทย ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร มีปัญหาอุปสรรค มีหลุมมีบ่อ ผมก็จะ “ล่อ” มันด้วยมือของผมเอง ด้วยความตั้งใจของผมเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง หรือ ต้อง “ล่อ” แทนมือของใคร
และก็อย่างที่บอกไว้ หากใครจะหยุดเดินทางไปกับผม และจะอยู่ฉลองชัยชนะกับ เฉลิม อยู่บำรุง ตลอดจนทุกๆ คนในพรรคพลังประชาชน ที่ได้ตำแหน่ง ได้รางวัลกันครบถ้วนแล้ว ก็ขอเชิญแยกไปทางหนึ่ง เราไม่ว่ากัน เพราะผมไม่ได้หวังว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยอีกแล้ว
ผมจะเดินของผมเองพร้อมกับทีมงานของผม ซึ่งแม้จะมีกันเพียง 4 ชีวิต แต่เราเชื่อว่าด้วยจิตที่มุ่งมั่นของพวกเรา ภารกิจนี้ไม่น่าจะยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ เมื่อย้อนกลับไปดูปัญหาอุปสรรคที่เราฝ่าข้ามมา ตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ
แม้รู้ว่ายาก แต่พวกเราก็จะทำและไม่ยอมแพ้
อันที่จริง...ผมไม่น่าจะต้องน้อยใจกับพรรคพลังประชาชน ไม่น่าจะต้องเสียใจกับพฤติกรรมของใครหลายคนในพรรคพลังประชาชน เหมือนที่ผมรู้สึกอยู่หลายวันที่ผ่านมา เพราะผมน่าจะรู้จักสันดานของนักการเมืองได้ดีกว่านี้
อาจจะเป็นเพราะผมหวังมากเกินไปว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะเอาจริงเอาจังกระตือรือล้นกับภารกิจนำนายกฯทักษิณ กลับบ้านมากกว่านี้ มากกว่าที่จะสนใจว่าเก้าอี้ที่รองก้นของตัวเอง มีชื่อตำแหน่งว่าอะไร และยิ่งผิดหวังหนักขึ้นอีก เมื่อได้ยินข่าวว่า วัน อยู่บำรุง ก็จะมีเก้าอี้ของตัวเองด้วยเหมือนกัน
เพราะสำหรับผมแล้ว วัน อยู่บำรุง ก็เหมือนหลุมใหญ่บนถนนเส้นที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร กลังจะเดินทางกลับบ้าน อาจจะหล่นไปในหลุมเมื่อไรก็ได้
ผมจึงต้องโวยวายขึ้นมา เพื่อให้ช่วยกันปิดหลุมที่ชื่อ วัน อยู่บำรุง
แต่หากเสียงของผมจะเป็นเสียงที่ทำให้ระคายหู และเป็นเสียงที่ไม่น่าฟังสำหรับ เฉลิม อยู่บำรุง และ คนรอบกาย ที่ดูจะเป็นคนใหญ่คนโตกันไปเสียหมดแล้ว ผมก็ต้องขอโทษ
แต่ให้ตายเถอะ.... ผมคงหยุดไม่ได้ที่จะต้องโวยวายเรื่องนี้ต่อไป และจะโวยวายอีกหลายเรื่องด้วย เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
สำหรับเพื่อนร่วมทางบางคนที่เห็นว่าผมโวยวายเร็วเกินไป และดังเกินไป จนทำให้ศัตรูของพรรคพลังประชาชน ได้ทีสบโอกาสเข้ามาร่วมฟาดฟัน เฉลิม อยู่บำรุง และกระทบถึงพรรคพลังประชาชน ด้วยนั้น
ต้องขออนุญาตที่จะชี้แจงว่า ผมต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อ เฉลิม อยู่บำรุง หรือ วัน อยู่บำรุง และพรรคพลังประชาชน
เพียงแต่ว่าในวันที่พรรคพลังประชาชนหาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศเป็นสัญญาประชา คมว่าหากเป็นรัฐบาล จะนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ผมจึงทุ่มสุดแรงสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ภารกิจแรกหลังการเลือกตั้ง และได้เป็นรัฐบาลแล้ว คือการแย่งเก้าอี้และแบ่งตำแหน่งกันมากกว่าที่จะเป็นการนำนายกฯทักษิณ กลับประเทศไทย
ก่อนลงมือเขียนคำชี้แจงครั้งนี้ ผมก็นั่งนึกอยู่เหมือนกันว่า..
ทำไมผมไม่หยุดเสียที
ทำไมผมต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วย
ทำไมผมไม่กลับไปทำมาหากินตามปกติ เหมือนคนอื่นๆ เขาทำกัน
ทำไมผมต้องเพิ่มศัตรูอีกคน คือ เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึง รัฐมนตรีว่า การกระทรวงมหาดไทย ทั้งๆ ที่ผมก็มี คมช.ทั้งคณะ และทหารใหญ่อีกหลายคน เป็นศัตรู อยู่แล้ว
ทำไมผมจึงต้องแส่หาเรื่องใส่ตัวมากมายเช่นนี้
ผมน่าจะหยุดเสียที พอเสียที แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองที่ประกาศบนเวทีหาเสียงว่า เป็นคนรักทักษิณ และแอบนำ ซีดี 1 ปีที่หายไป ที่ผมและทีมงานผลิตขึ้นมา ไปปั๊มขาย ปั๊มแจกชาวบ้าน จนได้คะแนนมากมายเป็นผลตอบแทน และได้รับตำแหน่งทางการเมืองเป็นรางวัล
หากจะว่ากันไปแล้ว Hi-thaksin ก็มีกันอยู่เพียงแค่ 4 คน ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ ไม่มีงบประมาณสนับสนุน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดานักการเมืองที่เข้าสู่ตำแหน่ง มีอำนาจ มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีข้าราชการ มีงบประมาณ ให้ใช้กันอย่างสะดวกสบาย และถูกกฎหมาย ในขณะที่พวกเรา 4 คนยังต้องหลบๆซ่อนๆ
บางทีท่านผู้มีตำแหน่งถืออำนาจรัฐไว้ในมือ น่าจะนำพานายกฯทักษิณ กลับบ้านได้ง่ายกว่าพวกเรา หลายเท่า
คิดถึงตรงนี้แล้ว ก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงเวลาต้องหยุดเสียที แล้วปล่อยให้เป็นภารกิจของคนที่มีหน้าที่โดยตรงดีกว่าไหม?
เรื่องที่ผมเคยชวนว่า หากใครจะเดินไปพร้อมกับผม เป็นเพื่อนร่วมทางกันไปนำนายกฯทักษิณ กลับคืนมา ผมชักไม่แน่ใจตัวเองว่ายังพร้อมที่จะให้ใครเดินร่วมทางไปด้วยหรือ ไม่ เพราะดูเหมือนว่า ภารกิจที่ผมกำลังทำ อาจจะไปขัดหูขัดตาและขัดใจใครหลายคนที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน
สถานการณ์อาจจะเลวร้ายมากไปกว่านั้นอีก หากว่ามีการนำHi-thaksin และ “ประดาบ” รวมถึงบทความ ข้อเขียนของผม ไปเป็นเหตุทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ผมจะหลีกเลี่ยง และละเว้นที่จะต้องเขียนถึงอย่างแน่นอน หากว่ามีการกระทำในลักษณะที่จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการกลับบ้านของนายกฯทักษิณ อีกในอนาคต
บอกตรงๆ ว่าผมกำลังสับสนว่าผมควรจะเดินต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีกกี่คนในวันข้างหน้า กับการหยุดเสียแต่วันนี้ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ดังเช่นก่อนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ลงมือเขียนหนังสือตัวแรกบนเวปไซต์นี้
ผมควรจะต้องใช้ชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงต่อไปเช่นนี้หรือไม่ เสี่ยงต่ออันตราย เสี่ยงต่อความเข้าใจผิดของผู้คนในพรรคพลังประชาชน และชี้หน้าด่าว่าผมเป็นคนทำให้พรรคพลังประชาชน แตกแยก
ถึงแม้ผมจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับชัยชนะของประชาชน เกินกว่า 1 คะแนนที่ลงให้แก่พรรคพลังประชาชน แต่ผมก็ไม่อยากจะได้ชื่อเป็นคนที่ทำลายชัยชนะของประชา ชน หากว่าพรรคพลังประชาชนต้องเสื่อมถอย และแตกแยก จากการเขียนบทความของผม และถูกนำไปขยายผลด้วยเจตนาที่บิดเบือนของสื่อที่ “รับงาน” มาจากใคร ซึ่งผมไม่อาจจะทราบได้
บางที การชี้แจงครั้งนี้ อาจจะเป็นข้อเขียนสุดท้ายของ ประดาบ บนเวปไซต์นี้ ก็เป็นได้
หากเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่อยากเห็นพรรคพลังประชาชนเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กับการกวาดขยะซุกใต้พรม เป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทั้งเห็นว่าใครจะนำชัยชนะของประชาชน ไปใช้เป็นใบเบิกรางวัล ปันส่วนอำนาจแบ่งกันกินแบ่งกันใช้อย่างไรก็ได้ตามใจชอบ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเห็นว่าการโวยวายของผม จะเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนแตกแยก และถึงกาลอวสานก่อนเวลาอันสมควร
บางที..บางที..บางที อาจจะต้องถึงกาลอวสานของประดาบ แล้วกระมัง
ผมคิดเช่นนี้จริงๆ !
จาก hi-thaksin
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51