WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 24, 2008

นายกฯ คุยรับแขกต่างชาติ บ้านเมืองกลับสู่สภาพเดิม [24 ก.พ. 51 - 09:40]

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ผ่านทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ บอกเล่าภารกิจต่างๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มจากการอภิปรายนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ทางรัฐสภาตรวจสอบนโยบายรัฐบาลซึ่งตนอยู่ตลอดเวลา อยู่ข้างหลังบ้าง เซ็นเอกสารบ้าง ดูไปฟังไป ถึงเวลาก็ขึ้นไป เรื่องทั้งหมดในสภาฯ จบลงในเวลา 01.00 น. วันที่ 21 ก.พ. หลังจากนั้นจึงพัก 1 วัน ก่อนจะเริ่มงานในวันที่ 22 ก.พ.ซึ่งความจริงแล้วงานจะเริ่มในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ.นี้ โดยนัดข้าราชการมารับฟังนโยบายว่าเขาต้องทำอะไรบ้างซึ่งก็จะเริ่มเดินงานทันที

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา มีคนมาเยี่ยม 2 คณะซึ่งสามารถมอบหมายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้อนรับได้ แต่ตนก็รับแขกเองเนื่องจากคณะที่มาพบเขาหมายเหตุว่าเป็นคณะแรกคือเขตเศรษฐกิจคันไซ คณะประกอบด้วยบุคคลต่างๆ จำนวน 16 คน ตนดูแล้วว่าแล้วเป็นคณะแรกที่มาฟังความในเรื่องธุรกิจการค้าจึงต้อนรับเอง เพื่อให้รู้ว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้แสดงเครื่องหมายที่ดีว่าเมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ธุรกิจการค้าก็กลับมาเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีคณะที่มาจากพรรคเดโมแรคต 4 คน พรรครีพับลิกัน 2 คน มาฟังความบรรยากาศในประเทศไทยหลังการเลือกตั้งตนก็ขอเจรจาความเองอีกซึ่งได้ประโยชน์จากการพูดคุยหารือ

"ผมนึกถึงเวลาหาเสียงเลือกตั้งถามผมว่าเลือกตั้งแล้วต่อไปจะเป็นยังไง ผมตอบว่าการเมืองก็จะกลับมาสู่สภาพเดิม วันนี้มาเรียนให้ทราบว่าบัดนี้กลับสู่สภาพเดิมแล้ว" นายสมัคร กล่าว


อำนาจสร้างชาติ หรือขบเหลี่ยมแตกหัก [24 ก.พ. 51 - 23:40]

หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเรียบร้อยแล้ว

ถือได้ว่าผ่านพ้นพิธีการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้โดยสมบูรณ์

คณะรัฐมนตรีสามารถเดินหน้าในการทำงานขับเคลื่อน นโยบายไปสู่การปฏิบัติโดยผ่านกลไกของรัฐได้เต็มตัว

สั่งราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้อย่างเต็มลูกสูบ

ถึงแม้โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ออกแนว “ขี้เหร่” ตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน แต่สังคมก็กัดฟันให้ โอกาสกับรัฐบาล

เพื่อเป็นการแสดงออกว่า ไม่ยอมรับการรัฐประหาร

เมื่อได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้มีหน้าตาขี้เหร่อย่างไร ก็ทนกล้ำกลืน ยอมให้เวลา ให้โอกาสกับรัฐบาลอย่างเต็มที่

และถึงแม้รัฐบาลจะใช้โอกาสที่สังคมมอบให้ในครั้งนี้ แบบเปลืองมาก

โดยเฉพาะกับการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ แต่งตั้งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี

เอาคนที่มีพฤติกรรมความประพฤติไม่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่ง

ทั้งกรณีการแต่งตั้งนายวัน อยู่บำรุง ลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.สาธารณสุข

และการแต่งตั้งนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม ลูกชายนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย

สะท้อนให้เห็นถึงการลดมาตรฐานจริยธรรมในการแต่งตั้งบุคคล เข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเข้ามาใช้อำนาจรัฐ

ไม่แคร์ความรู้สึกของประชาชน

สร้างความกระอักกระอ่วนให้กับผู้คนโดยทั่วไป

และจากปมนี้เอง ทำให้นายชนม์สวัสดิ์ ต้องตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รมว. มหาดไทย เพราะไม่อาจฝืนกระแสสังคมได้

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลชุดนี้จะขี้เหร่ มาตรฐานจริยธรรม ในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งอยู่ในขั้นถดถอย

แต่สังคมก็ทนกล้ำกลืน ให้เวลา ให้โอกาส

เพราะอยากให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาของ ประเทศที่หมักหมมสะสมอยู่มากมายหลังจมอยู่ในวิกฤติมา 2-3 ปี

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ น้ำมันขึ้นราคา ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้น สินค้าพาเหรดขึ้นราคา ข้าวยากหมากแพง

ปัญหายาเสพติดที่กลับมาระบาดหนัก ปัญหาอาชญากรรมโจรผู้ร้ายเกลื่อนเมือง รวมทั้งปัญหาความมั่นคง กรณีวิกฤติความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สังคมอยากเห็นรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้

อยากให้คณะรัฐมนตรีนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาไปสู่การปฏิบัติ ไม่อยากเห็น ความล้มเหลว

แถมยังช่วยลุ้นให้เกิดผลสำเร็จโดยรวดเร็ว

เพราะต้องการให้ประเทศชาติพ้นจากวิกฤติทั้งปวง พัฒนาเจริญก้าวหน้า ประชาชนโดยส่วนรวมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

แต่ในท่ามกลางความคาดหวังของสังคม ก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้ตามปกติวิสัยเหมือนรัฐบาลทั่วไป

เพราะโดยพื้นฐานที่มาของพรรคพลังประชาชนที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล

มีอำนาจซ้อนอำนาจอยู่

อย่างที่รู้ๆกันโดยทั่ว ไปว่าสถานภาพของรัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลตัวแทน นายกรัฐมนตรีนอมินี รัฐมนตรีหุ่นเชิด

เพียงแต่ไม่มีการพูดออก มาชัดๆ

เพราะยังมีคดีที่พรรคพลังประชาชนถูกร้องเรียนว่าเป็นนอมินี พรรคไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ที่ยังอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอาจเป็นเหตุนำไปสู่ การตัดสินยุบพรรครอบสองได้

แต่ถ้ามองถึงความเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง และความเป็น “นายใหญ่” ของพรรคพลังประชาชน

ย่อมทำให้รัฐบาลชุดนี้ เหมือนมีนายกฯ 2 ร่าง ซ้อนกันอยู่

ร่างหนึ่งมีสถานภาพในทางเปิดเผยชัดเจน คือ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

อีกร่างหนึ่ง เป็นใครก็เห็นๆกันอยู่ แต่จับต้องไม่ได้

อย่างการเปิดฉากการทำงานของนายกรัฐมนตรี ภารกิจสำคัญ คือ การเดินทางไปเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อแนะนำตัว

เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ทั้งลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย

จากนั้นก็จะต้องไปเยือนประเทศมหาอำนาจและประเทศคู่ค้าทั้งหลาย อาทิ จีน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซีย

ตรงนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำใหม่ เป็นธรรมเนียมของสังคมโลก

แต่ก่อนที่นายสมัครจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 3 มีนาคม ตามกำหนดการที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานงาน

ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า ทางสมเด็จฮุนเซนเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณไปร่วมตีกอล์ฟที่กัมพูชา ในวันที่ 3 มีนาคมเช่นเดียวกัน

ช่วงจังหวะพอดิบพอดีกับที่นายกฯสมัครเดินทางไปเยือน

แม้นายสมัครออกมายืนยันว่า ไม่รู้เรื่องนี้

พร้อมเน้นย้ำ “ถ้าจะมีการเจอกันผมควรจะต้องรู้ และถ้าพูดกันที่สุดแล้วผมเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าจะต้องไปเจออดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยทางฝ่ายโน้นจะต้องแจ้งให้ผมรู้หน่อย นี่ผมไม่รู้เลย ไม่มีการบอก ไม่มีการนัดหมาย จะบังเอิญอะไรขนาดนั้น”

เรื่องนี้เป็นแค่ช็อตแรก แต่ก็ทำให้คิดไปถึงบทบาทของนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และบทบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่

เพราะการเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกของนายนพดล โดยได้เป็น รมว.ต่างประเทศ เครดิตสำคัญคือ เป็นทนายคู่ใจของ “ทักษิณ”

สังคมระหว่างประเทศเข้าใจอยู่แล้วว่า นี่คือสายตรง “นายใหญ่”

ฉะนั้น เมื่อให้เครดิตอดีตนายกฯทักษิณที่กว้างขวางในเวทีต่างประเทศ ก็ต้องให้เครดิตกับนายนพดล

อย่างไรก็ตาม ในยุคโลกไร้พรมแดน การสื่อสารเชื่อมโยงถึงกันหมด การเคลื่อนไหวต่างๆของนายนพดล และ “นายใหญ่” บนเวทีต่างประเทศ

เสมือนมีสปอตไลต์คอยส่องอยู่ตลอดเวลา และยังมีอีกหลายประเทศที่ต้องไปเยือน ฉะนั้น ต้องคอยติดตามดูว่าจะขยับขับเคลื่อนกันไปในแนวทางไหน

แต่ที่แน่ๆมีร่องรอยให้เห็นแล้วในการไปเยือนกัมพูชาของนายกฯสมัคร ที่มีเงาร่างของ “ทักษิณ” ตามประกบ

นอกจากนี้ เมื่อโฟกัสไปที่การนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผล โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นหัวใจหลักและเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับต่างประเทศ

ทั้งกระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องตลาดเงิน ตลาดทุน ภายใต้กำกับของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง

กระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลเรื่องการซื้อขาย นำเข้า ส่งออก ภายใต้กำกับของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์

ล้วนแต่เป็นสายตรง “ทักษิณ” ทั้งสิ้น

การดำเนินการสั่งการให้ทำงานสอด-คล้องกันมาจากประเทศไหน มุมไหนของโลกก็ได้

ร่างเงาของนายกฯอีกคน ที่เห็นๆกันอยู่ แต่จับต้องไม่ได้ สามารถสั่งการได้

นอกจากนี้ในส่วนกระทรวงอื่นๆที่มีรัฐมนตรีหุ่นเชิดเข้ามากำกับดูแล ในทางลึก “นายใหญ่” ก็ได้จัดส่งทีมงานเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการทำงานให้ทั้งหมดอยู่แล้ว

ในขณะที่นายกฯสมัครที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคมนาคม อยากดูแลแผนเมกะโปรเจกต์แบบครบวงจร

ด้วยเหตุนี้ แม้ “นายใหญ่-นายหญิง” ส่งคนสายตรงอย่างนายสันติ พร้อมพัฒน์ เข้ามานั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม

แต่นายสมัครก็มอบหมายงานให้คนสนิทอย่างนายสหัส บัณฑิตกุล รองนายกฯ เข้าไปกำกับดูแลงานในส่วนของกระทรวงคมนาคมโดยตรง

จากภาพที่ปรากฏ การบริหารของรัฐบาล “นายกฯ 2 ร่าง” ชัดเจนว่า

ร่างแรก ในฐานะเจ้าของพรรคตัวจริง ดูแลงานกระทรวงที่เป็นหัวใจหลัก ทั้งด้านการต่างประเทศ และด้านเศรษฐกิจ

อีกร่างหนึ่ง ในฐานะนายกฯนอมินี ดูแลโครงการเมกะโปรเจกต์ภายในประเทศ

ถ้าทั้ง 2 ร่าง ประสานงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ใช้เวลาและโอกาสที่สังคมมอบให้

ทำงานเพื่อชาติอย่างจริงจัง

ก็จะส่งผลดีต่อประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม

แต่ถ้าการทำงานเกิดปัญหาแตกคอกัน ต่างคนต่างทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตคอรัปชัน

ย่อมส่งผลร้ายต่อประเทศ

อีกทั้งผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว จะพุ่งเข้าใส่ รัฐบาลเต็มๆ

เหนืออื่นใด เมื่อรัฐบาลชุดนี้ชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมาก สังคมให้โอกาสในการทำงาน ก็คงไม่มีทางเลือกอื่น

เวลาจะให้คำตอบ

“องคุลีมาล” จะกลับใจได้หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์กัน.

ทีมการเมือง

คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)

Saturday, February 23, 2008

หมอเลี๊ยบเชื่อไฮทักษิณตีเฉลิมไม่ก่อความขัดแย้ง

เลขาธิการพรรคพลังประชาชน เชื่อว่า การเผยแพร่ข้อมูลโจมตี ร.ต.อ. เฉลิม และนายวัน อยู่บำรุง บนเว็ปไฮทักษิณ ไม่สร้างความขัดแย้งในพรรค

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า การกล่าวโจมตี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และการแต่งตั้ง นายวัน อยู่บำรุง เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ของเว็ปไซต์ ไฮทักษิณ ว่า ไม่เกี่ยวกับพรรค และไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลคงไม่สามารถสั่งปิดได้ แต่ยืนยันเรื่องนี้ ไม่ได้สร้างปัญหาและความขัดแย้งในพรรคอย่างแน่นอน

ประธานคตส.เปิดทาง'ทักษิณ' กลับไทยต่อสู้คดี

ประธาน คตส.เปิดทาง 'พ.ต.ท.ทักษิณ' กลับไทย เพื่อต่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ ขณะเดียวกัน ไม่หวั่นคดีทุจริตการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. ถูก 'นพดล' สกัด

นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศถ้าไม่บริสุทธิ์จริง ไม่สามารถเดินมาได้ถึงขนาดนี้ ว่าไม่รู้สึกกดดัน และความจริงอยากจะเร่งสรุป แต่คดีนี้มีอาถรรพ์ ตั้งแต่ตนทำงานมาเมื่ออายุ 27 ปี ถือว่าคดีนี้ยากที่สุด

แต่จะพยายามทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งคงจะสรุปไม่ทันเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากต้องรื้อสอบสัญญาในส่วนของผู้ขายใหม่ โดยระหว่างนี้ได้ทำหนังสือขอความร่วมมือจากกระทรวงการต่างประเทศ ให้ติดต่ออดีตทูตออสเตรียในการตอบคำถามที่อนุกรรมการไต่สวนฯ ต้องการทราบ เพราะนายสมัคร อ้างอดีตทูตออสเตรียคนนี้ เป็นพยานด้วย

เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนาม กล่าวว่า จะทำอย่างไรได้ ก็ต้องทำตามขั้นตอน ต่อข้อถามว่ามองอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ ในเร็วๆ นี้ นายนาม กล่าวว่าสามารถกลับมาได้อยู่แล้ว เพราะเป็นคนไทย

สัมภาษณ์พิเศษ : แง้มหัวใจช้ำ สพรั่ง กัลยาณมิตรกับพล.อ.สนธิ..."ผมไม่นับญาติ!"

"ขออภัยในความไม่สำเร็จ" คงจะเป็นวลีเปรียบเปรยการแถลงผลงานปิดฉากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เสียดแทงใจคณะนายทหารที่ร่วมกันก่อการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 อยู่ไม่น้อย เพราะวลีดังกล่าวนี้ล้อมาจากถ้อยคำในประกาศของคณะรัฐประหารฉบับแรกที่ส่งถึงประชาชนว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก" กับปฏิบัติการยึดอำนาจในค่ำคืนนั้น
แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว บุคคลที่บอบช้ำที่สุดใน คมช. จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะทั้งพลาดหวังกับเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อย่างเจ็บปวด และยังถูกเล่นงานจาก "มิตรอำมหิต" ในภารกิจเข้าไปสะสาง "สุสานคอร์รัปชัน" ในรัฐวิสาหกิจบางแห่ง แต่สุดท้ายตัวเองคือคนที่ถูกสะสาง
วันนี้ พล.อ.สพรั่ง เปิดใจอีกครั้งกับทีมข่าวเครือเนชั่นถึงความเจ็บปวดที่เขาได้รับ และบทเรียนจากการรัฐประหาร ตลอดจนอนาคตของตัวเขาเองบนสถานการณ์การเมืองที่พลิกผันได้ทุกเวลา
ถามตรงๆ ว่าความรู้สึกที่มีต่อ พล.อ.สนธิ ยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะมีข่าวว่าตอนนี้ไม่มองหน้ากันแล้ว
เอาเป็นว่าไม่โกหก คือเหมือนคนใหม่ อยากขอให้สื่อลงให้ชัดว่า "เหมือนคนใหม่" นั่นคือคำตอบ เหมือนกับคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรก
ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่
ก่อนการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเมื่อปลายเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ไม่นับญาติ ไม่ถือว่าคุ้นเคย และอื่นๆ ในความหมายของมัน คนมันต้องมีความจริงใจ หากขาดเสียซึ่งความจริงใจมันก็...
ความจริงใจเหมือนยาที่มีคุณภาพมาก ความจริงใจจะทำให้วงจรชีวิตของยามีคุณภาพ แต่เมื่อไหร่วงจรชีวิตมันหมดก็จะสูญเสีย ยาก็จะไม่มีคุณภาพ ยานั้นก็จะต้องทิ้ง ความจริงใจเป็นคุณสมบัติอันนี้ ถ้าอยู่ในคุณสมบัติของใครจะทำให้คนนั้นเป็นคนดี แต่ถ้าไม่มีความจริงใจจะน่าคบหรือไม่...เป็นเพื่อนร่วมทางกันไม่ได้
แสดงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงมาก พูดได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการเผาผีกับ พล.อ.สนธิ อีก...
เพราะมันตายกันคนละเวลาแน่นอน ปกติผมก็ไม่ค่อยไปงานพวกนี้อยู่แล้ว เพียงแต่จะเลือกไปเท่านั้น คนที่ทำร้ายผมได้คือคนที่ใกล้ชิด รักกันชอบกัน
เคยทุบโต๊ะบ่นเจ็บใจหรือไม่ว่าทำไมถึงทำกับนักรบชื่อ พล.อ.สพรั่ง ได้
ก็ต้องไปถามเขา แต่ผมไม่แปลกใจ เพราะรู้จักคน ก็เหมือนเพื่อนร่วมอาชีพ บางทีเราอยากจะหนีแต่ทำไม่ได้
ความสัมพันธ์กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นอย่างไรบ้าง
น้องเขาให้ความเคารพสม่ำเสมอ น้องเขามีไมตรีจิตดีเป็นปกติ ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ได้เป็น ผบ.ทบ. ผมก็แสดงความยินดี พล.อ.อนุพงษ์ ก็บอกว่าพี่มีอะไรเต็มที่เหมือนเดิม ผมก็บอกว่าพี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมยังขอบคุณ พล.อ.อนุพงษ์ เลย
รู้สึกอย่างไรที่เจอมรสุมทั้งผู้บังคับบัญชา และเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่เรียกว่า "มิตรอำมหิต"
ข่าวหนังสือพิมพ์ที่เข้าข่ายโจมตี ผมได้ดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว ผมอยากจะหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น มิตรรักแฟนเพลงกันทั้งนั้น เจ้าตัวรู้ดี เป็นใครไปไม่ได้ แต่ผมไม่อยากทะเลาะผ่านสื่อ เพราะไม่อยากตกเป็นเหยื่อของการเล่น ปัญหาบ้านเมืองมีอีกเยอะ
1 ปี 6 เดือน ได้บทเรียนอะไรบ้างจากการเปลี่ยนแปลงการเมืองด้วยการรัฐประหาร
ไม่ได้ตอบแบบกำปั้นทุบดินนะ ได้บทเรียนว่าการคิดการใหญ่เพื่อบ้านเพื่อเมืองต้องคิดให้จบ หมายความว่าอย่าคิดว่าเพื่อเข้ามาคลี่คลาย หรือเข้ามาหยุด เข้ามาระงับเหตุ ต้องคิดต่อไปถึงว่าสิ่งที่เราเข้ามาระงับนั้นจะต้องแก้ไข โดยจะให้ใครแก้ไข ถ้าเรารับอาสาเข้ามาแก้ไขจะต้องมีทีมงานที่ดี และจะต้องส่งมอบงานเมื่อมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำเข้ามาอีก พูดง่ายๆ คืออย่าให้ปัญหาเดิมกลับมาอีก
ถ้าคิดเพียงแค่ว่าพอใจต่อการที่มาแทรกแซง เข้ามาช่วยระงับเหตุ และทุกอย่างกลับไปอยู่สภาพเดิมถือว่าอันตราย เหมือนที่เราใช้ศัพท์ว่า "ปฏิวัติเสียของ" มันอาจจะใช้คำรุนแรงไปหน่อย แต่เป็นการประชดว่าปฏิวัติเสียของ เทียบกับความรู้สึกของผมคือ "ภารกิจไม่สำเร็จ"
ภารกิจไม่สำเร็จเป็นเพราะหัวหน้าคณะปฏิวัติไม่เด็ดขาดเพียงพอหรือเปล่า
นั่นเป็นความรับผิดชอบ อย่าปฏิเสธ เพราะว่าทหารนั้นผู้บังคับบัญชามีหน้าที่รับผิดและชอบในความสำเร็จหรือความล้มเหลวในสิ่งที่ตัวเองหรือผู้ใต้บังคับบัญชาหรือหน่วยของตัวเองได้กระทำหรือไม่ได้กระทำ ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบตามหลักการ ปฏิเสธไม่ได้
ลึกๆ แล้วน้อยใจหรือไม่ที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ทั้งๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองช่วงก่อนวันที่ 19 ก.ย.2549
ตอนนี้ผ่านมาแล้ว เกรงว่าจะสับสนในสิ่งที่พูดไป ผมไม่อยากซ้ำเติม ไม่อยากมาอ้างในสิ่งที่ทำ...อยากจะบอกว่ามาถึงวันนี้รู้สึก "กุศลหักเห" โชคดีที่ไม่ได้เป็น เพราะการทำอะไรให้บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องสบาย จะต้องเจอศัตรู คนที่รักจะรักน้อยลง ถามว่าวันนี้เสียใจมั้ย ถือเป็นกุศลหักเห เหมือนบางคนไม่ได้ขึ้นเครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุ วันนั้นเสียใจว่าทำไมไม่ได้ไปวะ
เรื่องที่ถาม ต้องบอกว่าวันนี้โชคดีที่ไม่ได้เป็น เพราะผมจะทำอะไรเป็นการให้รางวัลกับชีวิต แต่ถ้าถามในอดีต วันนั้นรู้สึกผิดหวัง ในฐานะปุถุชนก็ผิดหวัง ผิดหวังในเรื่องคุณสมบัติ ที่เขามาเขียนไว้ว่า "เก่ง-ดี-บู๊-บุ๋น" ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าเป็นการพูดคุยตามหลักการ แต่เมื่อสื่อรุกว่าจะเอาใครขึ้นมาเป็น ฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายตรงข้ามก็อยากจะรู้ เพราะมีผลถึงในอนาคต คนที่ให้สัมภาษณ์ไม่น่าพูดสอดคล้องกันว่า ต้องการคนที่มีอายุราชการนานหน่อย หรือบางพวกก็บอกว่าไม่ถือหลักความอาวุโส ถือหลักความเหมาะสม หรือขว้างหินถามทางมาเรื่อยๆ ความจริงพี่น้องกันไม่ได้คิดอะไร แคนดิเดทด้วยกันไม่ได้คิดอะไรเลย ยังหัวเราะกันอยู่ บัดนี้ก็ยังเหมือนเดิม
ผมรู้สึกผิดหวังต่อความไม่จริงใจ ไม่ให้ผมเป็นก็บอก ก็เรียกน้องมา พี่มีความตั้งใจจะให้น้อง ก.เป็น ไม่ใช่น้อง ข. พวกเรามันจริงใจต่อกัน ต้องเรียกพบและพูดคุยกัน พี่ขอร้องอยากให้คนนั้นเป็น ผมจะแฮปปี้มากเลย และผมจะออกข่าวให้เลย พี่พรั่งพี่มีโอกาสมั้ย ผมจะบอกว่าโอกาสมี แต่ที่ตกลงใจไม่ใช่ ผมจะตอบเองว่าเกิดอะไร ผู้บังคับบัญชามองการณ์ไกล ท่านเห็นว่าน้องท่านนี้เป็นคนที่จะทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีบุคลิกที่สามารถที่จะเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างให้มันคลี่คลายได้...แต่นี่มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าการตัดสินใจจากคนที่เหลือใช้ไม่ได้เลย
การอ้างคุณสมบัติทั้ง 4 ข้อ คือคุณสมบัติที่สุดยอดที่ได้ตัดสินใจเลือก จริงๆ น้องๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ทั้งอนุพงษ์หรือมนตรี (พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด) สรุปว่าถ้าผมเป็นผู้บังคับบัญชาจะไม่ทำแบบนี้ ถ้าจะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร น้องๆ ทุกคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจะชัดเจนมาก จะรู้ตัวล่วงหน้าเป็นปี และไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง เพราะความดีจะต้องเปิดเผย
สังคมไทยเราเป็นประเภทสร้างความสำคัญให้กับตัวเอง ดึงอำนาจเข้าหาตัวเองโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น ดึงเพื่ออะไร เพื่อให้ทุกคนเข้าหาหรือ ในชีวิตผมไม่เคยเข้าไปพบผู้ใหญ่ว่า...พี่ผมขอเป็น ไม่ให้เป็นก็ไม่เคยมาตอบโต้ แต่ถ้าตัวเองมีโอกาสจะไม่ทำอย่างที่ถูกกระทำโดยเด็ดขาด และอดีตก็ไม่เคยทำ
ผิดหวังหรือเปล่าที่อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติต่อสายพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำชี้แจงหรือคำสัมภาษณ์ ไม่ได้ใส่ใจเลย และไม่เคยตามเรื่องนี้เลย เพราะไม่มีความจำเป็นต้องไปตามข่าว
รู้สึกอย่างไรกับนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ซึ่งควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วย
ได้ดูบุคลิก ประสบการณ์ และดูสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ โดยดูจากการที่มาพบผู้นำเหล่าทัพที่กระทรวงกลาโหม คิดว่าถ้านายกรัฐมนตรีมุ่งมั่น โดยมีปัญหาแรงเสียดทานจากภาคการเมืองด้วยกันเอง คือศึกภายในและภายนอก หากผ่านแรงเสียดทานและคุมเกมได้ ก็จะเป็นโอกาสทองที่นายกรัฐมนตรีจะได้รับบำเหน็จ เกียรติยศในช่วงสุดท้ายในบั้นปลายของชีวิตแน่นอน
ส่วนตัวเคยพูดคุยกับนายกฯสมัครมาก่อนหรือไม่
ผมไม่เคยไปหาคนที่มีอำนาจวาสนา แต่มีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าเป็นเครือญาติกับกัลยาณมิตร บังเอิญครั้งหนึ่งในช่วงสั้นๆ เป็นงานสังคม คุณสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม. ผมเป็นแฟนคลับอยู่แล้ว ก็ไปสวัสดีท่าน ได้พูดคุยถึงนามสกุลกัน ซึ่งไม่ได้มีอะไรมากมาย เป็นความบังเอิญที่เจอกันในงาน แต่คุณสมัครจำได้หรือเปล่าไม่รู้ ที่เล่าให้ฟังไม่ได้บอกว่าคุ้นเคยกัน ไม่ได้อวดอ้าง
ในอนาคตถ้าการเมืองกับกองทัพขัดแย้งกัน มีสิทธิที่จะใช้กำลังทหารแก้ปัญหาการเมืองอีกหรือไม่
ถ้ามีอีกก็แสดงให้เห็นว่าการเมืองเราต่ำกว่ามาตรฐาน และเป็นวงจรน้ำเน่า วงจรอุบาทว์ ถ้าเกิดขึ้นอีกภาคประชาชนคงออกมาประท้วงเดินขบวนกันวุ่นวาย
วางอนาคตชีวิตหลังเกษียณอย่างไร จะเล่นการเมืองหรือไม่
จอมพลสฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีต ผบ.ทบ. และอดีตนายกรัฐมนตรี) เคยพูดกับคนไทยว่า "พบกันเมื่อชาติต้องการ" คือถ้าบ้านเมืองเกิดกลียุคเกิดความวุ่นวาย บ้านเมืองไม่มีขือมีแป ผมคงไม่นิ่งดูดายเป็นทหารแก่ที่ไม่สนใจบ้านเมือง ผมจะต้องออกมาช่วยบ้านเมือง แต่ถ้าบ้านเมืองเรียบร้อย ผมก็จะเป็นพลเมืองดี คือไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคม
มีคนอยากรู้กันเยอะว่า ลึกๆ แล้ว พล.อ.สพรั่ง รู้สึกอย่างไรกับคนชื่อทักษิณ
จริงๆ แล้วเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ตอนที่ผมเป็นแม่ทัพภาค 3 ก็ได้รับเกียรติจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มากพอสมควร ถือว่าดีที่สุดในยุคที่การเมืองเข้มแข็งขนาดนั้น ก็ต้องให้เครดิตกับอดีตนายกฯ ส่วนจุดหักเหของความขัดแย้งก็ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้เกิดที่ตัวบุคคล แต่เกิดจากความไม่สบายใจและสิ่งแวดล้อมคนใกล้ตัวพาดพิงถึงเบื้องสูง ไม่ได้เกี่ยวกับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ


สว.ลากตั้ง กาฝากระบอบประชาธิปไตย มะเร็งร้ายของระบบ

ผมเห็นรายชื่อของ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา และได้รับการรับรองโดย กกต. แล้วครับ ก็ตามที่คาด แทบทั้งหมดเป็นข้าราชการเกษียณ มีพวกสื่อมวลชน สายหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และสายพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร เสริมเข้ามาด้วย รวมทั้งมี สนช. หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ได้รับการแต่งตั้งโดย คณะรัฐประหารเข้ามาด้วย ก็ชัดเจนว่า สว.ลากตั้งพวกนี้เป็น ผู้แทนของใคร

ปัญหาไม่ใช่วุฒิสมาชิกชุดนี้มี ความรู้ความสามารถอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร หรือปลอดจากพรรคการเมืองแค่ไหน

ปัญหาคือ วุฒิสมาชิกชุดนี้ "ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชนชาวไทย" แม้ว่าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า วุฒิสมาชิกทุกคนคือ "ผู้แทนของปวงชนชาวไทย" แต่ข้อเท็จจริงแล้วพวกเขาไม่ใช่ พวกเขาไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน พวกเขาเป็นแค่ "กาฝาก" ที่เข้ามาในระบบ และยังเป็น "มะเร็งร้ายของระบอบประชาธิปไตย" อีกด้วย

โดยทางทฤษฎีที่ใช้กันทั่วโลกของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติ คือ "ตัวแทนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ที่เข้ามาทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาสูงหรือสภาล่างก็ตาม แต่เมื่อ สว.ลากตั้ง ชุดนี้ถูกเลือกขึ้นมา โดยตัวแทนของระบบราชการ พวกเขาจึงเป็นได้เพียงแค่ ตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น

สว.ลากตั้งกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิอ้างประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น พวกเขาไม่มีความชอบธรรมที่จะอ้างอย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่ใช่คนของประชาชน ไม่ใช่คนของชาวบ้าน ที่มาของคนเหล่านี้ มาจากการใช้อำนาจของ "คณะรัฐประหาร" ใช้อิทธิพลของกลุ่มชนชั้นนำ กลุ่มอภิสิทธิ์ชนใส่เนื้อหาเหล่านี้เข้าไปในรัฐธรรมนูญ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านการลงประชามติของประชาชน แต่ประชาชนก็เหมือนตกอยู่ในสภาพโดนมัดมือชก และประชาชนส่วนใหญ่ต้องการหนีให้พ้นจากสภาพที่ประเทศต้องตกอยู่ใต้การปกครองของคณะรัฐประหารไปก่อน จึงจำใจต้องรับ รัฐธรรมนูญปี 2550 นี้

เมื่อที่มาของ สว.ลากตั้งชุดนี้ ไม่สง่างาม ต่อให้มีคุณสมบัติดีเด่นอย่างไร สว.ลากตั้งนี้ก็ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่จะได้รับความเคารพและยอมรับนับถือ จากสังคมว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยแต่อย่างใดทั้งสิ้น

สำหรับผมแล้ว ผมจะไม่ยกมือไหว้คนเหล่านี้ เพราะถือว่าพวกนี้เป็นแค่ “ผู้แทนหรือนอมินีของกลุ่มอำมาตย์” ก็แค่นั้นเอง ไม่มีคุณสมบัติอันใดที่ผมจะมือไหว้ คนที่ไม่ใช่ผู้แทนของปวงชน

เมื่อ สว. เหล่านี้ เป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มอำมาตย์ พวกเขาก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มอำมาตย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้คนเหล่านี้จะอ้างว่าทำเพื่อชาติ แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว “ประเทศชาติไม่ได้มีตัวตนอิสระที่แยกออกไปจากประชาชน” ประเทศชาติคือ การรวมตัวของประชาชนรายบุคคล รายครอบครัว แล้วกลายเป็นชาติ ผลประโยชน์ของชาติ คือ ผลประโยชน์ของประชาชนรายบุคคล แล้ว Sum รวมกันเป็นผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ เช่นชาวรากหญ้า จึงเป็นผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของชาติ เพราะเมื่อนำมา Sum รวมกัน ก็จะกลายเป็นส่วนที่ใหญ่ที่สุด

ประเทศชาติจึงไม่ใช่ “สิ่งที่เป็นนามธรรม” ไม่ใช่สถาบันใดๆ ไม่ใช่ กลุ่มอภิสิทธิ์ชนใด ๆ แต่มันคือ การรวมกันของประชาชนทุกคนในประเทศนี้

เมื่อ สว.ลากตั้งชุดนี้เป็นแค่ตัวแทนของประชาชนกลุ่มเล็กๆ ไม่ถึง 10 คน จึงไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแต่อย่างใดทั้งสิ้น

พวกอำมาตย์ทั้งหลาย ที่จริงก็เป็นแค่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งในสังคมเท่านั้น มีจำนวนไม่มากนัก เป็นประชาชนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอันใดให้แก่สังคม นอกจากเป็นกาฝากเกาะกินสังคมเท่านั้น คนกลุ่มนี้พยายามใช้อิทธิพลของตน โฆษณาชวนเชื่อ ให้คนเชื่อว่า “นักการเมืองเป็นคนเลว” เป็นพวกที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ ดังนั้น ประเทศนี้ควรปกครองด้วยกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น และ สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็เป็นเครือญาตินักการเมือง มีสายสัมพันธ์กับนักการเมือง

กลายเป็นว่าการมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กับนักการเมืองเป็นสิ่งที่เลวไป ในสายตาของพวกชนกลุ่มน้อยเหล่านี้

หากพูดให้ถึงที่สุดก็คือ หากการมีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมือง นักการเมือง ที่เป็นตัวแทนของประชาชน เป็นสิ่งที่เลวแล้ว ก็ต้องพูดให้จบต่อไปว่าว่า การมีสายสัมพันธ์กับ “ประชาชน” กลายเป็นสิ่งที่เลว” หรือ การมีสายสัมพันธ์กับประชาชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลายเป็นสิ่งที่เลว สู้มีสายสัมพันธ์กับ “ประชาชนกลุ่มเล็กๆ แบบพวกอำมาตย์” ไม่ได้ จึงจะเป็นสิ่งดี มันกลายเป็นตรรกะที่แปลกประหลาด เห็นแก่ตัว เป็นเหตุผลที่ในหมู่ชนที่เจริญแล้ว ไม่สามารถจะยอมรับได้ทั้งสิ้น และไม่ได้มีมาตรฐานทาง คุณธรรม จริยธรรม ใดๆ รองรับทั้งสิ้น

ผมไม่สนใจว่า สว.ที่ประชาชนเลือกขึ้น จะมีสายสัมพันธ์เครือญาติกับนักการเมืองอย่างไร จะเป็นลูกนักการเมือง เป็นเมียนักการเมือง หรืออะไรก็ได้ แต่เมื่อประชาชนเลือกคนเหล่านี้ขึ้นมา “ด้วยมือของพวกเขาเอง” สว.ที่มีจากการเลือกตั้งเหล่านี้จึงเป็น “ตัวแทนของปวงชนชาวไทย” อย่างสมบูรณ์ มีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ มีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทยอย่างสมบูรณ์

เมื่อพวกเขามีที่มาจาก ปวงชนชาวไทย สว.ที่มาจากเลือกตั้ง จึงมีแนวโน้มที่จะปกป้องผลประโยชน์ของ “ประชาชนที่เลือกพวกเขาขึ้นมา” และนั่นคือ “ผลประโยชน์ของชาติไทยนั้นเอง เพราะประชาชนก็คือชาติ

ผมไม่คิดว่า สว.ที่มาจากเลือกตั้ง จะสามารถทำอะไรที่ขัดแย้งกับความต้องการประชาชนที่เลือกเขาขึ้นมาได้ เพราะหากทำอย่างนั้น ก็เท่ากับเป็นการทำลายอาชีพของตนเอง ไม่มีมนุษย์คนใดที่ยังมีสติสัมปชัญญะ มีเหตุมีผล จะทำลายอาชีพของตนเองหรอกครับ

การทำหน้าที่ของ สว.เลือกตั้ง อาจไม่เป็นที่ชอบใจของประชาชนบางกลุ่ม เช่น คนกรุงเทพฯ ที่เป็นพวกอภิสิทธิ์ชน เป็นพวกคนชั้นสูง หรือพวกอำมาตย์ทั้งหลาย แต่คนเหล่านี้ก็เป็นแค่ประชาชนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ก็ไม่ควรจะมีเสียงที่ดังกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ผมไม่ให้เกียรติ แก่ สว.ลากตั้งเหล่านี้ครับ เป็นพวกที่ผมไม่ยกมือไหว้อย่างเด็ดขาด และผมก็ขอเชิญชวนให้ “ประชาคมที่รักประชาธิปไตยทั้งหลาย” ไม่ให้เกียรติแก่ สว.ลากตั้งเหล่านี้ ไม่ต้องไปนับถือ หรือยกมือไว้แต่อย่างใด เพราะพวกเขาคือ กาฝากของระบอบประชาธิปไตย พวกเขาคือมะเร็งร้ายของระบอบ พวกเขาเป็นแค่ตัวแทนของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เป็นตัวแทนของคนหยิบมือเดียว

เมื่อที่มาไม่ถูกต้อง การดำรงอยู่ก็ย่อมไม่ถูกต้อง กลายเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นส่วนเกินของระบอบไป

-------------------------

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

กลุ่มสื่อประชาชน โดยประชาชน...เพื่อประชาชน

จาก hi-thaksin

เขียนประวัติศาสตร์ด้วยหัวใจ..."มโนมัย สุนทรเวช"รำลึก6ตุลา19

ในวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ได้เกิด "ประเด็นร้อน" นอกเหนือจากสาระของนโยบายที่รัฐบาลประกาศเป็นพันธสัญญาต่อรัฐสภาและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ "เหตุการณ์ 6 ตุลา 19" ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง อันเนื่องมาจาก "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปพูดกับสื่อนอกอย่าง ซีเอ็นเอ็นว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วิปโยคเพียง 1 ราย
"วิวาทะ" กลางสภาได้จบลงด้วย "คำสาบาน" ที่นายสมัครประกาศไว้ว่าถ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้มีอันเป็นไป !
วันรุ่งขึ้น "มโนมัย สุนทรเวช" น้องชายนายสมัคร โทรศัพท์ถึง "มติชน" โดยประโยคแรกที่เอ่ยคือ "คุณอยากรู้ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือเปล่า"
"มโนมัย" ย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อ 32 ปีก่อน ณ มุมหนึ่งของบ้านพักในหมู่บ้านเสนานิเวศน์ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่เขาเล่าเคยมีบันทึกไว้ในเอกสารทางวิชาการแล้ว แต่ความแตกต่างอยู่ที่การบรรยายความรู้สึกจากก้นบึ้งของจิตใจในฐานะ "น้องชาย" ของบุรุษผู้มี "แผลเป็น" ติดตัว
"ผมต้องออกมาพูด ไม่ได้มาออกรับหรือแก้แทนคุณสมัคร ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่สดับตรับฟังข่าวทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาตั้งแต่คุณสมัครเข้ามาเล่นการเมือง ผมไม่ทราบว่าใครบิดเบือนกันแน่ เพราะสาเหตุของ 6 ตุลา มันเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นยังไง มีใครเคยพูดให้ฟังบ้างไหม หา... ไม่ว่าจะเป็นไอ้พวกฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ชอบคุณสมัคร หรือพวกนักวิชาการที่บอกว่าไม่มีใครเขียนไว้เพื่อเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ไม่อยากเขียนหรือไม่กล้าเขียน"
มโนมัยบอกว่า วันเกิดเหตุนายสมัครไปนั่งอยู่ที่ห้องของนายมงคล (สิมะโรจน์ รองผู้ว่าฯกทม.ในขณะนั้น) ทั้งวัน ทั้ง 2 คนสนิทกันเพราะเป็นก๊วนคนหนุ่มของพรรคประชาธิปัตย์มาด้วยกัน นายสมัครไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยเพราะไม่มีตำแหน่ง เริ่มต้นจากนายสมัครหนุนให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯอีกครั้ง ซึ่ง ม.ร.ว.เสนีย์ก็จะให้นายสมัครเป็น รมช.อุตสาหกรรม แต่นายสมัครไม่ยอม เพราะไม่ใช่งานถนัด จนมีการโต้เถียงกันที่สระน้ำโรงแรมเอเชีย วันนั้นพูดกันแรงมาก แรงขนาดนายสมัครพูดว่า"ผมพูดภาษาคน นี่อาจารย์ไม่เข้าใจหรือไงว่าผมไม่ต้องการเป็น" ...นั่นคือสิ่งที่พูดจากันก่อนที่นายสมัครจะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในวันที่ 30 กันยายน 2519
แล้วทำไมหลายฝ่ายถึงอ้างว่าคุณสมัครคือผู้ปลุกระดมฝ่ายขวาผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ จนนำมาสู่เหตุการณ์นองเลือด "มโนมัย" บอกว่า มีฝ่ายขวาหลายคนเข้าไปจัดรายการ เช่น พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ และทมยันตี ส่วนนายสมัครก็เคยได้รับเชิญให้ไปพูดทางวิทยุยานเกราะเกี่ยวกับเรื่องที่นักศึกษาออกมาชุมนุมเพื่อให้ทำลายเรดาร์ ที่ค่ายรามสูร จ.อุดรธานี ซึ่งนายสมัครไม่เห็นด้วย ก็เลยพูดออกอากาศทางวิทยุว่ามันไม่ถูกต้อง ก็พูดแค่นี้ ไม่ได้ปลุกระดมอะไรเลย นายสมัครยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องทั้งเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19
เหตุใดในความทรงจำของคุณสมัคร ทำไมจึงมีผู้เสียชีวิตเพียง 1 ราย ในขณะที่ประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ชัดเจนว่ามีมากกว่า 30 ราย ?
"คุณสมัครก็เหมือนกับผมนั่นแหละ ไม่ได้เข้าร่วมเหตุการณ์ ดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ ซึ่งดาวสยามถ่ายรูปมา ก็มีคนถูกเผานั่งยางตาย 1 คน คุณสมัครก็ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นไปว่าเท่าที่เห็นมีคนเดียว ไอ้ที่มีบอกว่าคุณสมัครบิดเบือนประวัติศาสตร์ หาว่ามีคนตายแค่ 1 คน ก็เขาไม่เห็นไม่รู้ แต่ที่รู้คือผมได้ดูซีเอ็นเอ็น มันเอารูปคุณสมัครกำลังยืนเท้าเอวแล้วมีการลากศพผ่านไป ไอ้ภาพนี้เป็นภาพตัดต่อทั้งนั้น พุทโธ่! ผมดูก็รู้ อาจจะเอามาจากตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ก็ได้ ซึ่งตอน 14 ตุลาน่ะจริงที่มีคนตายแล้วก็มีการลากศพ แต่ตอน 6 ตุลา และวันต่อๆ มาไม่เคยเห็นภาพเหล่านี้นะไอ้ที่จะมาลากศพคน ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าฝรั่งที่สัมภาษณ์น่ะ มันรู้จริงๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือเปล่า หรือไปเอาขี้ปากจากคนไทยไปถาม ใครที่ไม่ชอบคุณสมัครแล้วก็ตั้งคำถามขึ้นมา เอาภาพให้ฝรั่งมาประกอบข่าว อยากถามว่าอย่างนี้ใครบิดเบือนประวัติศาสตร์กันแน่"
หลังให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น มีหลายคนออกมาเตือนว่าอย่าล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ รวมทั้งนายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และแกนนำนักศึกษา ก็เรียกร้องให้ขอโทษประชาชน?
"ก็นั่นสิ ผมอ่านแล้วเอ๊ะ! มันเรื่องอะไรเนี่ย หา... คุณสมัครไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวด้วย เท่าที่เขาเห็นคืออย่างนั้น บางครั้งพวก 111 บางคนก็ไม่ชอบคุณสมัคร หาว่าเข้ามาชุบมือเปิบ จู่ๆ ก็กระโดดเข้มาหยิบชิ้นปลามันไปเลย ก็มองกันได้" มโนมัยให้ความเห็น
อย่างไรก็ดี เมื่อมหามิตรอย่าง "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ช่วยออกมาสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยระบุว่าชนวนเหตุมาจาก ร.ต.ท.ขี้เมาทำปืนลั่นนั้น น้องชายนายกฯสมัครกลับบอกว่า "ก็คิดเหมือนกันว่า ที่คุณเฉลิมให้สัมภาษณ์คนเขาจะเชื่อเหรอที่บอกว่า ร.ต.ท.เมาแล้วทำปืนลั่น เขาคงคิดว่าพูดแล้วจะได้เครดิต แต่ผมว่า โอ้ย! ตายเลย เรื่องอย่างนี้ ปัดโธ่! ก็แล้วทำไมนักว่านักประวัติศาสตร์ หรือคนที่รู้จริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา ไม่กล้าพูดความจริงซะที คุณเฉลิมเขาคงอยากจะดีเฟนด์ (ปกป้อง) ให้ แต่ดีเฟนด์แบบที่คุณเฉลิมนั้นถามว่าพูดแล้วคนเชื่อไหม ผมอ่านดูแล้วไอ้อย่างนี้จะเรียกว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์หรือเปล่าก็ไม่รู้ล่ะ ลองคิดดูก็แล้วกัน"
"ที่มีใครมองว่าคุณสมัครเป็นพวกขวาจัด ผมเองก็ยอมรับ แต่มันไม่ถึงกับชนิดที่เรียกว่าถ้าอั๊วเป็นขวาจัด ลื้อเป็นซ้ายจัด อั๊วต้องหาทางซัดลื้อ ต้องหาทางกำจัดกัน มันไม่ใช่อย่างนั้น กอปรกับตอนนั้นเหตุการณ์รอบบ้าน ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังรุกหนัก เขาบอกไทยเป็นโดมิโนตัวที่ 4 ตอนนั้นก็มีการปลุกระดมกัน ผมยืนยันได้ว่าคุณสมัครไม่เคยไปร่วมกับเขาเลย มาถึงตอนนี้พวกซ้าย พวกขวาไม่มีอีกแล้ว คุณสมัครยังนั่งทำงานร่วมกับหมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) หมอมิ้ง (นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) หรือคุณอดิศรได้"
แล้วมองว่าขณะนี้แนวคิดแบบซ้าย หรือขวาหมดไปแล้วหรือ ...
"ผมคิดว่าฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาไม่มีแล้วล่ะ แต่สื่อพยายามจะเสี้ยมให้กินใจกัน แต่ผมก็ประหลาดใจว่าทุกครั้งที่คุณสมัครได้ตำแหน่งสำคัญ ก็จะมีเรื่องขึ้นมาทุกที ตอนสมัครผู้ว่าฯกทม. ก็ถูกโจมตีเรื่องนี้ มีคนกล่าวหาว่าคุณสมัครเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือด สั่งยิงนักศึกษา จนคุณสมัครได้ยื่นฟ้องศาล แล้วยังไงล่ะ คนกรุงเทพฯ ลงคะแนนให้ล้านกว่าเสียง ตอนหลังมีการเกลี่ยไกล่กัน คุณสมัครเป็นผู้ว่าฯแล้ว ก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเลยถอนฟ้อง มาคราวนี้ท่านได้เป็นนายกฯก็เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีก"
"มโนมัย" ทิ้งท้ายว่า แม้จะเจอหนักหนาแค่ไหน นายสมัครไม่เคยระบายความทุกข์ใจออกมาให้พี่น้องในครอบครัวได้ฟัง ในขณะที่ทุกคนก็ปลงแล้วว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด และทุกคนต่างเห็นถึงความอดทนและอดกลั้นของนายสมัครที่ยังเฉยอยู่ได้
"หากเป็นผมคงทนไม่ไหวที่มีคนมาด่า มาว่าร้ายในเรื่องที่ไม่ได้ทำ กับข้อกล่าวหาที่ว่า คุณสมัครเป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดนั้น พวกเราไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะกลายมาเป็นตราบาปของครอบครัวของเรา" !!


ภาวะผู้นำ [23 ก.พ. 51 - 16:41]

ถ้าความกล้า เป็นหนึ่งในปัจจัยของ ความมีภาวะผู้นำ ผม ก็ต้องขอบอกว่า การกล้าประกาศกลางสภาของ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด แม้จะต้องตัดตอนคนชั่วออกจากสังคมก็ต้องทำ

อาจจะสะดุดหูพวกสิทธิมนุษยชนจ๋า

อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ชอบ ทำตัวดัดจริตแก้ ปัญหา ไม่คำนึงถึงพื้นฐานของหลักความจริง แต่ส่วนหนึ่งของผู้ที่สูญเสียครอบครัวลูกหลานไปเพราะยาเสพติดเหล่านี้ คงแอบดีใจอยู่เงียบๆ เสียงไม่ดังพอเหมือนพวกดัดจริตทั้งหลาย

ยาเสพติดไม่ใช่แค่ ฆ่าคนตายทั้งเป็นเท่านั้น แต่ยังฆ่า อนาคตประเทศ ยังเป็นภัยความมั่นคงของประเทศที่แทรกซึมไป ทุกหย่อมหญ้า

สมมติวันข้างหน้า ต้องมี ส.ส. มี รมต.ที่มาจากพ่อค้ายาบ้า เราจะรับได้หรือไม่ เวลานี้ภัยจากยาเสพติด กำลังเป็นสงครามเย็น ไฟใต้ส่วนหนึ่งก็มาจากยาเสพติด ทุจริตการเลือกตั้งเงินส่วนหนึ่งก็มาจากยาเสพติด ข้าราชการทุจริตฉ้อฉล ก็เพราะเงินจากยาเสพติด

เลวร้ายขนาดนี้ ถ้าสังคมยังให้โอกาส ผมว่าสังคมนั้นไร้สติ

เช่นเดียวกับปัญหาไฟใต้ ตำรวจ ทหาร พลเรือนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่ มีผู้แทนราษฎรอยู่ก็เหมือนเสาไฟฟ้า รัฐบาลได้แต่ส่งทหารไปตาย แบกปืนล่อเป้าอยู่แค่นั้น

วันดีคืนดีจะมีคนคิดกลยุทธ์หาทางแก้ไข วางแผนวางนโยบาย ให้เกิดความสันติสุข อยากให้ภาคใต้ร่มเย็นเป็นสุข ก็ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์กันสารพัด

เข้าข่ายมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ

เป็นพรรคการเมืองที่ ยึดครองเสียงข้างมากในภาคใต้แท้ๆ แต่ทุกข์ที่เป็นไฟเผาผลาญชีวิตพี่น้องผู้บริสุทธิ์เป็นรายวันยังไม่รู้ หนาวรู้ร้อน ถนัดแต่โยนบาปให้คนอื่น

ที่ผมพูดอย่างนี้ผมไม่ได้เชียร์ ร.ต.อ.เฉลิม แต่ผมชอบที่นโยบายและความกล้า เพราะสังคมบ้านเราทุกวันนี้ไม่มีคนกล้า ความกลัวทำให้เสื่อม คนดีเลยต้องเดินตรอกขี้ครอกเดินถนนเต็มไปหมด

ดูอย่างการสรรหา ส.ว.นั่นปะไร คนดีทำงานเพื่อสังคมโดยไม่หวังประโยชน์ตอบแทนมาเป็นปีเป็นชาติ หลุดโผกันหมด พวกมีผลประโยชน์ทับซ้อน พวกมีปัญหาคาราคาซังเรื่องคุณสมบัติ พวกที่เลือกขั้วเลือกข้างมีสังกัด พวกที่จ้อหน้าจอด่าคนโน้นวิจารณ์คนนี้ ในชีวิตไม่เคยมีคุณงามความดีอะไรเลย

กลับมานั่งชูคอกันอยู่ได้

สุดท้ายผมต้องชื่นชมคุณจรัล ภักดีธนากุล ปลัดยุติธรรมที่กล้าออกมาพูดเรื่องคุณสมบัติ กล้าจุดชนวนให้เห็นจุดบกพร่อง คนกล้าที่จะพูดอะไรอย่างตรงไปตรงมาหายาก

มีแต่พวกอีแอบเต็มบ้านเต็มเมือง.

หมัดเหล็ก

คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก

สอบผ่าน [23 ก.พ. 51 - 18:15]

ควันหลงจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภายังมีประเด็นปลีกย่อยให้วิจารณ ์เป็นวาระจรได้อีก

ประเด็นแรกคือการทำหน้าที่ของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ประธานสภาฯน้องใหม่ ก็ถือว่าไม่ ขี้เหร่

อย่างน้อยก็พยายามรักษาความเป็นกลางไม่เอียงข้างรัฐบาลจนน่าเกลียด

จุดอ่อน คือการควบคุมการประชุมยังไม่เฉียบขาด

แต่มือใหม่หัดขับทำได้แค่นี้ก็ถือว่าสอบผ่าน!!

ประเด็นการอภิปรายของฝ่ายค้านในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล ถ้าประเมินภาพรวมฝ่ายค้านยกมาตรฐานสูงขึ้นกว่าเก่า

เพราะเตรียมทำการบ้านมาดีว่างั้นเหอะ

ถือว่างานนี้ฝ่ายค้านสอบผ่าน

ส่วนการชี้แจงนโยบายของฝ่ายรัฐบาลยังมีจุดอ่อน เนื่องจากการชี้แจงค่อนข้างรวบรัด ไม่ลงลึกในรายละเอียด

รัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่ชี้แจงครบทุกประเด็นตามที่ฝ่ายค้านตั้งคำถาม

คือเลือกตอบเฉพาะคำถามที่อยากตอบ

เรื่องไหนไม่อยากตอบก็ไม่ตอบ

แต่ฝ่ายค้านเองก็ไม่เบาเหมือนกันแหละ

คือแทนที่จะซักถามนโยบายรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ก็อภิปรายลากไปถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา เพื่อจะจี้ใจดำ “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี ให้ต่อมโมโหแตก??

ฝ่าย ส.ส.รัฐบาลก็ขุดประเด็นเก่าของฝ่ายค้านมาตอบโต้กันอุตลุด

เป็นเกมการเมืองแบบเก่าๆ ที่ประชา-ชนไม่ได้ประโยชน์

สรุปว่า ดูจากกระบวนท่าของฝ่ายค้านกับรัฐบาลในการปะทะกันรอบแรกบนเวทีสภาฯ ก็มั่นใจได้ว่าสภาฯยุคใหม่จะไม่มีความสมาน ฉันท์ปรองดองอย่างแน่นอน!!

โดยเฉพาะคู่กัดตลอดกาล ประชาธิปัตย์-พลังประชาชน ที่จ้องจะฟาดฟันกันเองทุกเวลา ทุกเวทีที่มีโอกาส

อย่างไรก็ตาม...การแถลงนโยบายรัฐบาลเนื้อหาส่วนใหญ่ที่อภิปรายก็เป็น ประโยชน์

โดยเฉพาะนโยบายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ “แม่ลูกจันทร์” รอคอยคำตอบชัดๆว่ารัฐบาลใหม่จะตัดสินใจอย่างไร??

จะล้มเลิกตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มเอ็นจีโอ?

หรือจะเดินหน้าต่อไปเพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนในระยะยาว?

ล่าสุด มีคำยืนยันจาก รมว.พลังงาน “พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ” ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเดินหน้าต่อ

เพราะถึงแม้ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นปีละ 7 เปอร์เซ็นต์

ก็แปลว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า ปริมาณไฟฟ้าสำรองจะเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าพอดี

ถ้าไม่รีบตัดสินใจสร้างโรงไฟฟ้าโดยเร็ว อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาไฟฟ้าขาดแคลน!!

ถ้าไฟฟ้าขาดแคลน จะเดือดร้อนกันขนาดไหนโปรดใช้สะดือตรอง??

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในปัจจุบัน

ข้อสำคัญ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่เป็นอันตราย อย่างที่มีบางฝ่ายโจมตี

ฝรั่งเศสใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์

ญี่ปุ่นก็เริ่มใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้า 30 เปอร์เซ็นต์

จีน อินเดีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฯลฯ กำลังสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย ก็เตรียมเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ถ้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ปลอดภัย คงไม่มีใครกล้าสร้างกันโครมๆ

ปัจจุบัน ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ 2.80 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 2.25 บาทต่อหน่วย

ต้นทุนผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ 2.08 บาทต่อหน่วย

ถ้าอยากใช้ไฟฟ้าถูก นิวเคลียร์นี่แหละคือคำตอบ.

“แม่ลูกจันทร์”

คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว


'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' ภูมิใจในภาพความเป็นอดีต นปก. [23 ก.พ. 51 - 04:42]

วานนี้ (22 ก.พ.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพของความเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ว่า จะไม่เป็นอุปสรรค หรือส่งผลต่อการทำงานในฐานะรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลบภาพความเป็น นปก.ทิ้งไป เนื่องจาก เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจในการต่อสู้เคียงข้างประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่ยอมรับว่า ต้องปรับเปลี่ยน ท่วงทำนอง ในการพูดจา และการทำหน้าที่ให้นุ่มนวลลง


ส่วนกรณีการสละสิทธิ์ในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน นั้น รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงจะไม่ส่งผลกระทบกับตนเอง เพราะเป็นเรื่องของการดำเนินการของแต่ละบุคคล