รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ข้องใจพันธมิตรขู่ชุมนุมกดดันรัฐบาล ย้อนถามไหนบอกว่าจะให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน พร้อมย้ำจะเดินทางไปรับอดีตนายกฯด้วยตนเองแน่นอนถ้ากลับไทย
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขู่จะชุมนุมเคลื่อนไหว เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในเรื่องต่างๆว่า เป็นสิทธิที่จะทำได้ ไม่ขัดขวาง และจะส่งรถสุขาไปบริการให้ด้วย
แต่ทั้งนี้อยากถามว่ากลุ่มพันธมิตรเคยบอกว่าจะให้โอกาสรัฐบาลในการทำงานก่อน แต่ทำไมจึงคิดจะออกมาในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม การจะออกมาเคลื่อนไหวเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะหากกลุ่มคนรักทักษิณออกมาเคลื่อนไหวบ้าง ก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้เช่นกัน และไม่คิดว่าจะเกิดการเผชิญหน้า แต่ทั้งนี้เห็นว่ายังเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป
ร.ต.อ.เฉลิม ยังยืนยันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศ พร้อมไปรับที่สนามบินด้วยตนเองแน่นอน และคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ แต่จะต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัย ตามที่เคยพูดไว้ในการหาเสียง ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากจะมีการไปชุมนุมก็เป็นเรื่องของความชื่นชอบ ไม่ใช่การปลุกระดม และเชื่อว่าไม่น่าจะมีมือที่ 3 มาสร้างสถานการณ์ แต่อาจจะมีคนอิจฉาริษยาบ้างเท่านั้น (25/02/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, February 25, 2008
มท.ข้องใจกลุ่มพันธมิตรขู่กดดันรัฐบาล
“สมพงษ์” ปัดข่าวจ้องเด้ง “จรัญ” [25 ก.พ. 51 - 03:26]
หลังจากที่มีการย้ายฟ้าผ่านายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปเป็นรักษาการเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ทำให้สังคมจับตามองว่ารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จะย้าย ข้าราชการคนอื่นที่ได้ดิบได้ดีจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มาจาก การทำรัฐประหารหรือไม่ โดยเฉพาะนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ตกเป็นเป้าถูกกดดันมากที่สุดนั้น ล่าสุด นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ออกมาระบุว่า ยังไม่เคยคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม
“สมพงษ์” ระบุยังไม่คิดโยก “จรัญ”
นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ ถึงการย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปรักษาการตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.) ว่า จะแถลงข่าวและตอบข้อซักถามทุกข้อสงสัยในวันจันทร์ที่ 25 ก.พ. เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากได้รับคำถามมามากมายในช่วง 2-3 วันนี้ ดังนั้น จะขอพูดทีเดียว โดยจะชี้แจงถึงเหตุผล รวมทั้งข้อกฎหมายต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ออกมาพูดถึงอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนขั้ว พร้อมทั้งระบุว่าไม่รู้สึกอะไรหากต้องถูกโยกย้ายเช่นเดียวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสมพงษ์ตอบว่า ณ วันนี้ยังไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็จะให้ความมั่นใจกับนายจรัญ
สยามสามก๊ก
"สามก๊ก" เรื่องราวของการเมืองในเมืองจีนโบราณ..แต่ก็เป็นการเมืองในเกือบทุกเมือง ทุกยุค ทุกสมัย
หาก...จับตามองการเมืองไทย...ในยุคที่มี 7 พรรคครองแผ่นดิน...ดูเหมือนว่าจะเป็น 7 ก๊ก..7 พรรค คือ พลังประชาชน-ประชาธิปัตย์-ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน-มัชฌิมาธิปไตย-ประชาราช และรวมใจไทยชาติพัฒนา..
หากแบ่งเป็นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลแล้ว..ดูเหมือนว่าน่าจะเหลือเพียง 3 ก๊กเท่านั้น...หากเกิดวิกฤติการณ์การเมืองขึ้นมา
ต้องไม่ลืมว่า...ตัวเลขผู้แทนในรัฐสภา..พรรคพลังประชาชนยังไม่ถึงครึ่งยังไม่เกินกึ่ง..เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์..
ดังนั้น หากมีญัตติไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นมา..พรรคร่วมทั้งหลายจะกลายเป็น "ก๊กที่สาม" ซึ่งมีอำนาจตัดสินการอภิปราย..ว่าจะรับรองหรือไม่...
หากไม่..รัฐบาลก็ล้ม
ในพรรคพลังประชาชนวันนี้..จากการที่เป็นพรรคใหญ่ที่มีสมาชิกพรรคจำนวนมาก...เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของพรรคที่แยกตัวออกมา..
รัฐบาลใหม่..ก็จะเกิดขึ้นมา และแข็งแรงพอเพียงที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้
และยิ่งเมื่อการจัดสรรปันส่วนในเรื่องตำแหน่งการเมืองของพรรคพลังประชาชนไม่เป็นไปอย่างถูกต้องตามที่ควรจะเป็น..ผู้ที่เสียสละเพราะโดนบีบบังคับ ย่อมจะพกพาความคับแค้นใจไว้เป็นไฟสุมอก
รอวันปะทุเมื่อถึงเวลา
ใครๆ ที่คิดว่า..พรรคพลังประชาชนมั่นคงแน่นหนา จนเกินกว่าจะล้มคว่ำลงได้นั้น..จะต้องจับจ้องมองดูให้รอบคอบกว่านี้
การฉกฉวยเรียกร้องประโยชน์ที่เห็นแก่ตัว...ความไม่ยุติธรรมในการบริหาร จะกลายเป็นปัญหาของพรรคในวันข้างหน้า...
และหากรัฐบาลกลับข้าง
ผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง..จะได้ดีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน..นั่นยิ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดเรื่องขึ้นมาได้
แน่นอนว่า...ประชาธิปัตย์ย่อมจะไม่ไว้วางใจ สมัคร สุนทรเวช...และรัฐมนตรีร่วมคณะอีกหลายท่าน...และคงไม่ยกเว้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง..
รัฐธรรมนูญบัญญัต้ไว้ว่า..ระหว่างญัตติไม่ไว้วางใจ..นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาไม่ได้..
วันนี้รัฐบาลใหม่..รอแค่ "งูเห่า" ตัวใหม่เท่านั้น-จบ
ล้างคราบเผด็จการ
หากย้าย นายสุนัย มโนมัยอุดม ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพียงแค่รายเดียว แล้วไม่กล้าย้ายคนอื่นอีก กลัวว่าหนังสือพิมพ์จะรุมด่าว่ารังแกข้าราชการล่ะก็ ต้องเรียกรัฐบาลนี้ว่า "รัฐบาลปอดแหก"
เป็นความชอบธรรมอย่างยิ่งที่รัฐบาล ซึ่งประกาศตนยืนตรงข้ามกับเผด็จการ คมช. จะโยกย้ายคนที่รัฐบาลเผด็จการ และ คมช. แต่งตั้งให้มาทำหน้าที่ ด้วยความอคติ ให้ออกไปจากตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งหมด
เป็นความไม่เข้าท่าอย่างยิ่ง หากว่ารัฐบาลที่ประกาศไม่เอาเผด็จการ แต่จะเอาคนของเผด็จการ คนที่เคยค้อมคำนับรับใช้เผด็จการด้วยความยินดีและเต็มใจยิ่ง มาเป็นมือไม้ทำงานให้แก่ตนเอง
เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ซึมซับคราบความสกปรกที่เผด็จการทิ้งไว้ และเดินตามรอยของเผด็จการ หากแต่ต้องกำจัดและชำระล้างคราบความสกปรกที่เผด็จการทิ้งไว้ให้หมดไป
ก่อนที่จะถูกกล่าวหาว่าไม่ว่าจะรัฐบาลประชาธิปไตย หรือรัฐบาลเผด็จการ ก็ต้องเรียกหาเรียกใช้ข้าราชการจำพวกนี้เหมือนกัน
ยังมีข้าราชการอีกมากมายหลายคน ที่เสนอหน้าอาสารับใช้เผด็จการ คมช. และรัฐบาลเผด็จการ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีอคติ ไม่เป็นธรรม แต่กลับได้ดิบได้ดีเพราะวันๆ เฝ้าแต่เลียแข้งเลียขาเผด็จการ จนเติบใหญ่เป็นอธิบดีก็มาก เป็นปลัดกระทรวงก็มี
ข้าราชการจำพวกนี้ไม่มีสิทธิแม้กระทั่งจะประกาศตนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกต่อไป เนื่องเพราะได้ยอมตนเป็นคนของเผด็จการไปแล้ว ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นระบอบอื่น ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนับสนุนการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่ข้าราชการเหล่านั้นกลับไปสนับสนุนผู้โค่นล้มทำลายระบอบประชาธิปไตย จึงหมดสิ้นแล้วซึ่งศักดิ์ศรีของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะทำตัวของตัวเองให้กลายเป็นคนของระบอบเผด็จการ
ในขณะที่มีข้าราชการดีๆ อีกมากมาย ที่ถูกเผด็จการกลั่นแกล้ง รังแก โยกย้ายออกจากตำแหน่งเดิมโดยไม่มีความผิด และยังถูกตั้งกรรมการสอบสวนจะเอาผิดให้ได้ ทั้งทางวินัย อาญา แพ่ง บางคนถูกไล่ออกจากราชการ บางคนถูกให้ออก บางคนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ากระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นว่าข้าราชการเหล่านี้เคยทำงานให้กับรัฐบาลที่ถูกเผด็จการใช้อาวุธปล้นอำนาจและโค่นล้มลงไป
เสียงที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และประกาศตนยืนตรงข้ามกับเผด็จการมาแต่แรก พึงจะต้องฟังคือ เสียงของข้าราชการที่ถูกกลั่นแกล้ง รังแก และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบอบเผด็จการ มากกว่าเสียงของข้าราชการที่เติบโตและมีอำนาจขึ้นมาจากระบอบเผด็จการ
เสียงของสื่อมวลชนที่นินทากล่าวหารัฐบาลใช้อำนาจรังแก กลั่นแกล้ง โยกย้ายข้าราชการของ คมช. ด้วยความไม่เป็นธรรมนั้น หากจะไม่เป็นธรรม ก็ไม่เป็นธรรมต่อ คมช. และผู้สนับสนุน คมช. เท่านั้น มิใช่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน
ตรงกันข้าม กลับเป็นความจำเป็นของรัฐบาลที่จะต้องทำให้ทุกคนได้เห็นเสียบ้างว่า ผู้ที่ละทิ้งศักดิ์ศรีข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยอมลดตัวมาเป็นคนของระบอบเผด็จการ คมช. หรือเผด็จการ คมช. ปรนนิบัติรับใช้เผด็จการทุกรูปแบบ ทุกแนวทาง ตามแต่จะตั้งโจทย์มาให้ว่าจะเล่นงานรังควานใครบ้าง จะต้องได้รับผลกรรมที่ทำไว้
ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ข้าราชการอื่นๆ อีกต่อไป และเพื่อให้ผู้รับใช้เผด็จการได้เข็ดหลาบกันเสียบ้างว่า การรับใช้เผด็จการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะได้รับผลเช่นไร
อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการสกัดกั้นความคิดมักใหญ่ใฝ่สูงของข้าราชการบางคน บางกลุ่ม ที่คิดจะเลียนแบบรุ่นพี่ คิดจะโตทางลัดด้วยการยุแหย่ให้มีการยึดอำนาจ และเข้าไปทำงานรับใช้เผด็จการ เลิกคิด หรือคิดให้น้อยลง และช้าลง
เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องทำให้เห็น เพื่อที่คณะเผด็จการที่กำลังจะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่ในรุ่นต่อไป จะได้ตระหนักบ้างว่า แม้จะยึดอำนาจได้ แต่ก็ยากลำบากมากขึ้นที่จะหาข้าราชการมารับใช้เช่นในอดีตที่ผ่านมาและเพิ่งผ่านไป
ยิ่งจำเป็นมากขึ้นไปอีก ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเช่นนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ถูกโยกย้าย กลั่นแกล้ง รังแก และถูกสอบสวน เพื่อหาทางเอาผิดและลงโทษให้ได้ จนอนาคตราชการได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ เสียโอกาสที่จะเติบโตตามสายงาน ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำตัดสินว่าเป็นกระทำความผิด
น่าดีใจที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แสดงท่าทีว่าพร้อมจะให้ข้าราชการที่ไม่มีความผิด พ้นพงหนามที่ระบอบเผด็จการนำมาล้อมตัวไว้
แต่การคืนความเป็นธรรมให้แก่ข้าราชการที่ไม่มีความผิดอย่างเดียวไม่น่าจะพอ ควรจะมีการเยียวยา ชดเชยให้กับความเสียหายที่แต่ละคนได้รับอย่างสมควรแก่เหตุและผลด้วย และจะต้องลงโทษข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ ตามสมควรแก่พฤติกรรมของแต่ละคนเช่นกัน
ไม่ใช่มีเพียง นายสุนัย มโนมัยอุดม ที่ถอดครุยผู้พิพากษามารับใช้เผด็จการ ยังมีข้าราชการอีกหลายคนที่รัฐบาลจะต้องไปตรวจสอบพฤติกรรมในห้วงเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมาว่า ได้ทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง หรือทำประโยชน์ให้แก่เผด็จการมากกว่ากัน
งานนี้ต้องฟันกันให้ถึงรากถึงโคน จึงจะได้ผล
โดย : นายกอ
//////////////////
คอลัมน์:ละครชีวิต...จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับประจำวันที่ 25/02/2551
เปิดหลักฐาน ปราโมช รัฐวินิจ อุ้ม สนธิ ลิ้มทองกุล โผล่ช่อง 11
ได้เวลากำจัดลิ่วล้อบริวาร เครือข่ายเผด็จการ แล้วครับ
ประดาบ จะสอยทีละคน ทีละราย ไปเรื่อยๆ จนกว่าหลักฐานในมือจะหมดไป
รายแรกเริ่มกันที่ ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อุทิศตนเป็นกระบอกเสียงของเผด็จการคมช. แลกกับตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
...................................
นับแต่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ซึ่งหน่วยงานหลักที่ต้องกับดูแลก็คือ กรมประชาสัมพันธ์ ก็ปรากฎคำถามอื้ออึงบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ...
“อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะรอดไหม จะอยู่ได้สักกี่วัน"
หนังสือพิมพ์บางรายออกข่าวล่วงหน้าไปก่อนแล้วว่า “ปลดแน่ ย้ายชัวร์”
โทรทัศน์บางช่อง เสนอข่าวใหญ่ไปแล้ว “ปลดอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ แล้ว”
แทบจะไม่มีใครในวงการสื่อเชื่อว่า อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะอยู่ได้ ไม่ถูกปลด ถูกย้าย แม้แต่รายเดียว
ทำไมเพื่อพ้องน้องพี่ในวงการสื่อ ทั้งสื่อรัฐ และสื่อเอกชน จึงเชื่อเช่นนั้น
แน่นอน ย่อมต้องมีเหตุที่ทำให้เกิดความเชื่อเช่นนี้
กระทั่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เอง วันที่ไปแสดงความยินดีกับนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็ยังตอบคำถามนักข่าวที่ยิงคำถามใส่ว่า ทำใจได้หรือยังหากถูกปลด ว่า “ไม่ได้กังวล เป็นข้าราชการ อยู่ตรงไหนก็ได้”
อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตอบแบบนี้ ภาษานัก(เลง)ข่าว ฟันธงทันที “โดนแน่ ไม่มีทางรอด”
หากจะว่ากันไปแล้ว ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คนปัจจุบัน เป็นผู้กว้างขวางคนหนึ่งในวงการสื่อมวลชน เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนแรกที่เติบโตมาจากสายงานข่าว และเป็นนักข่าวภาคสนาม คลุกคลีกับนักข่าวรุ่นใหญ่ๆ คอลัมนิสต์ชื่อดัง ของหนัง สือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในประเทศ มาช้านาน
จึงเป็นเรื่องไม่ปกตินัก เมื่อได้ยินได้ฟังว่าเพื่อนฝูงในวงการไม่ได้อนาทรร้อนใจกับชะตากรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ มากนัก อาจจะเป็นเพราะรู้ดีว่าพฤติกรรมของปราโมช ในห้วงเวลาที่เผด็จการเรืองอำนาจ
ปราโมช ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้ถวายตัวรับใช้คุณพ่อเผด็จการคมช. อย่างสุดจิตสุดใจ
ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนสั่งปิดวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ของชินวัฒน์ หาบุญพาด และ วิทยุชุมชนคนรู้ใจ ของชูพงศ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนคลื่นหลักของคนรักทักษิณ และดำเนินคดีทั้งกับ ชินวัฒน์ และ ชูพงศ์ ข้อหาจัดรายการวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่เนื้อหารายการที่ทำให้สังคมแตกแยก ด้วยเหตุเพียงเพราะว่า ทั้งสองสถานีนี้ สัมภาษณ์นายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกอากาศข้ามทวีปจาก ลอนดอน มา กรุงเทพฯ แล้วกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยระบบออนไลน์ ให้คนรักทักษิณ ได้ชุ่มชื้นหัวใจ
ปราโมช รัฐวินิจ ชี้ว่า คำสัมภาษณ์ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าคิดถึงบ้าน อยากให้คนไทยรักกัน หันหน้าเข้าหากัน อภัยให้กัน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุครบ 80 พรรษา จะสร้างความแตกแยกให้แก่สังคมไทย
ในขณะที่ วิทยุชุมชน 92.25 ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และ 97.75 ของสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เครื่องส่งวิทยุที่มีกำลังส่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด กล่าวหาโจมตีนายกฯทักษิณ ใช้ความเท็จสร้างความเกลียดชังนายกฯทักษิณ และทำให้สังคมแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย กลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ และยังออกอากาศมาได้จนถึงทุกวันนี้
กระทั่งการยึดไอทีวี มาเป็นของรัฐ แล้วแปลงสภาพไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะ ตกเป็นเครื่องมือสื่อสาร ของสื่อมวลชนผู้ฝักใฝ่เผด็จการ ที่นำโดยเทพชัย หย่อง ก็เป็นฝีมือของปราโมช รัฐวินิจ คนนี้นี่เอง ที่เป็นทั้งผู้วางแผน เดินเกม และลงมือด้วยตนเองทุกขั้นตอน
รวมไปถึงการสั่งซื้อสารคดีมาเผยแพร่ในช่วงที่โทรทัศน์สาธารณะ เปิดสถานีในช่วง 15 วันแรก จำนวน 100 ตอน มูลค่า 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงจนน่าตกใจ ก็เป็นฝีมือของปราโมช เช่นเดียวกัน เป็นการซื้อโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องสอบราคา และซื้อตามความพึงพอใจของตนเองเพียงคนเดียว
ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่สั่งการเด็ดขาด สกัดกั้นการออกอากาศของ พีทีวี ถึงขั้นประกาศลั่นว่า หาก พีทีวี ออกอากาศ จะถูกจับกุมดำเนินคดี เพราะเป็นโทรทัศน์เถื่อน ผิดกฎหมายแน่นอน และจะต้องมีคนไข้ขึ้นแน่ๆ
วันนี้ พีทีวี ออกอากาศได้แล้ว ปราโมช รัฐวินิจ ไม่เห็นรู้ร้อนรู้หนาวอะไร ไม่เห็นขึงขัง สั่งปิด สั่งจับ เหมือนเมื่อวันวาน เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการตัดสินใจของอธิบดีกรมประชา สัมพันธ์ คนนี้ แต่ที่แน่ๆ มีคนเห็นปราโมช รัฐวินิจ มีอาการไข้ขึ้นๆ ลงๆ เกือบทุกวัน นับตั้งแต่จักรภพ เพ็ญแข มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์
กลับตัวแล้ว แต่กลับใจ ให้เลิกฝักใฝ่เผด็จการ ไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไป
อันที่จริงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้มา ก็หามีความสง่างามไม่ เพราะได้มาจากการกอดแข้งกอดขาเผด็จการ แล้วยุแหย่ให้ปลด ดุษฎี สินเจิมศิริ ออกจากตำแหน่ง ทั้งๆ ไม่มีความผิดอะไร แล้วก็เสนอตัวเองนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์คนใหม่ แทน พร้อมกับเงื่อนไข จะให้เอาอะไรมาแลกก็ยอม จะให้น้อมรับคำสั่งอะไร ทำได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียว คือ ขอเป็นอธิบดีเท่านั้น
เมื่อคุณพ่อเผด็จการคมช. มาด่วนตายจากไป ปราโมช ก็คงต้องทำใจ เตรียมใจไว้แล้วเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากไปดูที่ห้องทำงาน อาจจะได้เห็นกล่องเก็บของเตรียมพร้อมแล้ว
แต่หากมองโลกในแง่ดี การสั่งห้ามพีทีวี ออกอากาศ กลับทำให้กระแสความตื่นตัวของคนรักทักษิณ และแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย อย่างกว้างขวาง และเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะทนไม่ได้กับคำสั่งของเผด็จการและข้าราชการที่รับใช้เผด็จการ อย่างปราโมช รัฐวินิจ จนกลายเป็น นปก. และเป็นขุมกำลังหลักขับไล่เผด็จการ ในที่สุด
ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้เอง คือคนที่เชื้อเชิญ สนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าลัทธิ “ยามเผาแผ่นดิน” พร้อมทั้งพลพรรค เอเอสทีวี มาจัดรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” และเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเสียค่าเช่าเวลา
ปราโมช รัฐวินิจ คนนี้ เป็นคนที่นำเวลาของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปมอบให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ เรียกได้ว่าเป็นการยกของหลวงให้ สนธิ ลิ้มทองกุล ไว้ใช้ด่าคนออกอากาศ โกหกออกโทรทัศน์ ฟรีๆ
เหตุการณ์ในครั้งนั้น นับเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับแต่ก่อตั้งกรมประชาสัมพันธ์ขึ้นมา เนื่องจาก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จะต้องถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากสถานีโทรทัศน์เถื่อน และเป็นสถานี โทรทัศน์ที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ภาพและเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และผิดกฎหมาย
แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว เพื่อจะให้ได้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ปราโมช ทำได้ทั้งนั้น และเมื่อได้เป็นแล้ว ก็ต้องตอบแทนทุกอย่างที่คุณพ่อเผด็จการคมช. ต้องการ แม้กระทั่งตบหน้าตัวเองในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และย่ำยีหัวใจและศักดิ์ศรีคนกรมประชาสัมพันธ์ ที่ต้องถ่ายทอดสัญญาณรายการยามเฝ้าแผ่นดิน จากสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี มาออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 เพื่อขยายผู้ชมอันจำกัด เฉพาะสาวกผู้งมงายของสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นประชาชนทั่วประเทศ
การกระทำของ ปราโมช รัฐวินิจ ในครั้งนั้นถือเป็นผลงานชิ้นโบว์ดำ เป็นความด่างพร้อยของสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และกรมประชาสัมพันธ์อย่างไม่น่าเชื่อว่า คนที่เป็นลูกหม้อของกรมประชาสัมพันธ์ จะทำเช่นนั้นได้
จากหลักฐาน 2 แผ่น ที่สืบค้นมาได้ เป็นหนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ถึง รัตนบุรี อติศัพท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นหนังสือของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เลขที่ นร 0201.02 / 22 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 มีใจความสาระสำคัญ ว่า...
นายธีรภัทธ์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (วิญญูชนจอมปลอม) ได้มอบหมายให้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ติดต่อ สนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหารือร่วมกันในการกำหนดแนวทางการจัดทำรายการ ได้ข้อสรุปดังนี้
1. จัดรายการวิเคราะห์ข่าว ชื่อ รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ เป็นประจำทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 20.30-21.30 น.
2. ผู้ดำเนินรายการคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีพิธีกรผู้ช่วยอีก 1 คน
3. ลักษณะรายการเป็นรายการสด โดยนำข้อมูลข่าวที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ชี้แจงทำความเข้าใจ หรือเชิญผู้รับผิดชอบมาสัมภาษณ์ออกอากาศ
4. รายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่มีโฆษณาใดๆ แต่จะมีสปอตเผยแพร่กิจกรรมทางราชการออกอากาศในช่วงคั่นเวลา โดยส่วนจัดและควบคุมรายการของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เป็นผู้รัผบิดชอบสปอตของราชการที่จะออกอากาศ
5. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะผลิตรายการที่ห้องผลิตรายการโทรทัศน์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ถนนพระอาทิตย์ ส่งสัญญาณผ่านระบบใยแก้ว มาออกอากาศที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ถนนวิภาวดีรังสิต ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ดำเนินรายการในการค้นคว้าข้อมูล การสนับสนุนข้อมูล ในการจัดทำรายการ และอื่นๆ
6. รายการยามเฝ้าแผ่นดิน จะออกอากาศตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 – 13 พฤษภาคม 2550
เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังสือสั่งราชการของ ปราโมช รัฐวินิจ ออกเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 และสั่งให้โทรทัศน์ช่อง 11 รับสัญญาณจากเอเอสทีวี ออกอากาศในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 ภายในวันเดียวกัน
ทำไมต้องรีบร้อนปานนั้น ก็ไม่อาจทราบได้
เป็นที่น่าประหลาดใจว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็สามารถสนองนโยบายและคำสั่ง ปราโมช ได้เป็นอย่างดี ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ วิญญูชนจอมปลอม ซึ่งเป็นคนต้นคิดให้ สนธิ ลิ้มทองกุล มาโผล่หน้าจอโทรทัศน์ช่อง 11 ตอบคำถามนักข่าวช่อง 11 ประเด็นการเชื่อมสัญญาณภาพจากเอเอสทีวีมาออกอากาศที่ช่อง 11 ว่า
“ยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการเชื่อมสัญญาณ ถ้าเชื่อมสัญญาณ นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จะต้องรับผิดชอบ เพราะก่อนจะดำเนินการ กรมประชาสัมพันธ์ได้ตรวจสอบอะไรที่ขัดกับข้อกฎหมาย รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนไม่ให้มีข้อที่ขัดต่อข้อกฎหมาย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้แก้ปัญหาตกแล้ว จึงได้อนุญาตให้ร่วมกันผลิตรายการได้ ข้อเท็จ จริงเป็นการร่วมผลิตรายการที่เป็นการจัดทำรายการนอกสถานที่ แล้วต่อสายตรงผ่านไฟเบอร์ออปติก มาที่ช่อง 11 โดยตรง ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ ASTV”
นักข่าวช่อง 11 แย้งว่า ถ้าเป็นการร่วมผลิตรายการ หมายถึงจะต้องมีคนของกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปร่วมดำเนินรายการ แต่รายการดังกล่าวเป็นรายการที่ผลิตมาจากห้องส่ง ASTV ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นการร่วมผลิตได้อย่างไร นายธีรภัทร์ย้อนถามว่า "คุณมาจากไหนนะ" เมื่อได้รับคำตอบมาจากช่อง 11 ธีรภัทธ์ ก็เปลี่ยนประเด็น โบ้ยไปว่าเรื่องนี้ต้องถามอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เพราะเขาเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
ธีรภัทร์ ชี้แจงอีกว่าการทำรายการนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่อยู่ในการตกลงกันของกรมประชาสัมพันธ์กับนายสนธิ โดยนายสนธิ อาจจะนำคนที่เขาเชื่อใจว่าทำงานได้สะดวกมาทำ เพราะว่าเขาต้อง การให้การวิเคราะห์ข่าวนั้นมีคุณภาพ เขาต้องมีข้อมูลป้อน และมีการแทรกภาพให้รายการมีสีสัน มีความน่าติดตาม
เรื่องการเชื่อมสัญญาณภาพนี้ เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างชัดเจน และรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ผลิตกันที่เอเอสทีวี แล้วมาออกากาศที่ช่อง 11 ก็มาด้วยการเชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่มาตามระบบใยแก้ว เนื่องจากรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ไม่ได้ออกอากาศเฉพาะที่ช่อง 11 หากแต่ยังออกอากาศที่ เอเอสทีวีด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากเป็นการร่วมผลิตรายการกับช่อง 11 ลิขสิทธิ์ของรายการต้องเป็นของช่อง 11 เอเอสทีวีจะนำไปออกอากาศไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากช่อง 11 เท่านั้น
ไม่ว่าจะเชื่อมสัญญาณหรือไม่เชื่อมสัญญาณ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่มีความสลัก สำคัญอันใด เมื่อเทียบกับการที่สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ต้องรับสัญญาณภาพจากเอเอสทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์เถื่อน และเป็นจำเลยของกรมประชาสัมพันธ์ กำลังสู้คดีกันอยู่ในศาล มาเผยแพร่ให้ประชาชนรับชม โดยใช้เวลาและสถานี ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปให้สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้ฟรีๆ
เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับกรมประชาสัมพันธ์ได้ยอมรับสถานะของเอเอสทีวี ว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ไปแล้ว
นอกจากใช้ฟรีแล้ว ยังเป็นการใช้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น ละเมิดสิทธิ ทำให้ได้รับความเสียหาย และใช้สื่อของรัฐ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแก่คนในชาติ ขยายความบาดหมางให้กว้างขวางขึ้น จนนำไปสู่การเผชิญหน้าของคนในชาติ อย่างรุนแรง
หากจะพิจารณากันแล้ว ลำพังพิษจากน้ำลายของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่พ่นผ่านเอเอสทีวี ไม่น่าจะทำให้พิษแพร่กระจายไปทั่วประเทศได้ แต่เมื่อได้รับความอุปถัมภ์เป็นพิเศษจากกรมประชาสัมพันธ์ โดย ปราโมช รัฐวินิจ ก็ช่วยแพร่กระจายพิษให้ไปไกลทั่วประเทศ ทำให้สถานี โทรทัศน์ช่อง 11 ซึ่งควรจะเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด ในฐานะสถานี โทรทัศน์แห่งชาติ กลายสภาพเป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ ที่ไม่น่าเชื่อถือ
พฤติกรรมของ ปราโมช รัฐวินิจ ดังที่ยกมานี้ คงเพียงพอแล้วกระมังที่รัฐบาล จะใช้ความกล้าหาญและความชอบธรรม ตัดสินว่าอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ควรจะอยู่ในตำแหน่งอีกกี่วัน
แต่ขอให้พึงระลึกไว้ด้วยว่า ทุกวันที่ช้าออกไป ทุกนาทีที่ปราโมช รัฐวินิจ ยังนั่งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นการทำร้ายจิตใจคนรักทักษิณ อย่างร้ายแรง และเป็นการปล่อยให้เชื้อชั่วที่เผด็จการทิ้งไว้ มีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้ และจะกลับมาทำร้ายรัฐบาลและประชาชนที่มาจากระบอบประชาธิปไตย อีกครั้งในอนาคต
ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้วครับ ท่านรัฐมนตรี จักรภพ เพ็ญแข
นอกเสียจากว่า ท่านจะหันมาคบหาบริวารเผด็จการ เป็นมิตร เสียแล้ว


ประดาบ
จาก hi-thaksin
จรัลแนะกห.พิจารณาโยกย้ายทหารรอบครอบ
จรัล ดิษฐาอภิชัย แนะกระทรวงกลาโหมพิจารณาโยกย้ายนายทหารอย่างรอบครอบไม่ให้หน่วยที่คุมกำลังมีอำนาจมากเกินไปเพื่อป้องกันการทำรัฐประหารโดยง่าย
ขณะเดียวกัน นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิก วุฒิสภากล่าวแสดงความเห็นว่า อยากหวังให้ภาคประชาชนที่เป็นพลังของประชาชน ออกมาร่วมกันต่อต้านรัฐประหารทุกรูปแบบ
นายกฯเผยยังไม่ได้รับการติดต่อจากทักษิณ
นายกรัฐมนตรีระบุยังไม่ได้รับการติดต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้จะมีการชี้แจงถึงเหตุผลการปลดอธิบดีดีเอสไอ.ในวันอังคารนี้
หลังจากที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้จะทราบแน่นอนว่า จะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อใด ทำให้วันนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังออกรายการสนทนาภาษาสมัคร ที่ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลของการสั่งปลดนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีดีเอสไอ.โดยระบุว่า จะชี้แจงต่อสื่อมวลชนในวันอังคารนี้
เบิกร่อง [25 ก.พ. 51 - 20:49]
จากนี้ไปคงได้เห็นอะไรดีๆมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่ เข้าบริหารประเทศเต็มตัว นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจที่ดูจะเน้นเป็นพิเศษ ไล่มาตั้งแต่นายกฯและบรรดารัฐมนตรีก็ประกาศนโยบายเฉพาะตัวกันเพียบ
นี่เป็นด้านหนึ่งที่ต้องรอดูฝีมือว่าจะแน่สักแค่ไหน?
แต่ในความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและแน่นอนก็คือ การโยกย้ายข้าราชการไม่ว่าหน่วยงาน ไหนก็ตาม แม้แต่ในกองทัพก็น่าสนใจไม่น้อย ตำรวจก็น่าสนใจไม่น้อย
นายกฯประกาศชัดเจนไปแล้ว ข้าราชการที่ถูกกลั่นแกล้งในยุค คมช.จะต้องได้รับความเป็นธรรม และก็ได้ผลทันตาเมื่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรียุติธรรม ประเดิมเก้าอี้ด้วยการ ย้ายนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ครับ...ไม่มีเซอร์ไพรส์ เพราะเชื่อว่าถูก “เด้ง” แน่
แต่ทีเด็ดมันอยู่ที่ว่า นายสมพงษ์กล้าหาญชาญชัยเปิดประตูสำคัญเป็นคนแรก จากนี้ไปรายต่อไปมันก็ง่ายเข้า เพราะมีคน “เบิกร่อง” ไว้แล้ว
ปลัดกระทรวงยุติธรรมที่กำลังพยายามขอโอนกลับไปเป็นผู้พิพากษา แต่ดูเหมือนเงื่อนไขยังไม่อำนวย เพราะคงรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่าจะรายถัดไป
อีกรายก็คือ ผบ.ตร. ที่ชื่อ “เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส” ที่มาจาก คมช.เต็มตัว และคาดกันว่าน่าจะถูกปลดเป็นรายต่อไป แต่ดูเหมือนว่ารายนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะมีการต่อสายกันมานานแล้ว และผลงานที่ผ่านมาก็ไม่ได้เข้มข้นแต่อย่างใด
มีแต่หาเสียง โกยคะแนนจากตำรวจ สร้างภาพพจน์ใหม่ หาการเมืองมาเป็นพวก ภาพมือปราบหายไปอย่างน่าประหลาด คดีตำรวจพิฆาตชาวบ้านถึงเพียบ
นั่นเพราะจะตัดช่องน้อยเอาดีทางการเมืองในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
ในแวดวงกองทัพซึ่งจะต้องมีการโยกย้ายกลางปีคือเมษายนที่จะถึงนี้ แม่ทัพนายกองก็เตรียม พร้อมที่จะพิจารณาเรื่องนี้ภายใต้ กติกาใหม่ที่จะมีคณะกรรมการ 7 คนตัดสิน ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วจะมั่นคงแค่ไหนที่จะไม่ให้การเมืองเข้าแทรกได้
แต่เชื่อว่าคงจะมีการพูดคุยกันก่อนเบื้องต้นในสถานการณ์ ทางการเมืองที่ต้องการประนีประนอมมากกว่าจะเผชิญหน้า
นายกฯสมัคร สุนทรเวช ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม ดูเหมือนจะเล่นบทกลมกลืนกับ เหล่าทัพได้อย่างดี ดังนั้น จะมี “ลูกเกรงใจ” เกิดขึ้นแน่ เพราะกองทัพแม้จะถอยไปแล้ว แต่ก็ยังกลัวเช็กบิลเหมือนกันและการจะสู้กับการเมืองจากนี้ไป
บอกตรงๆว่ายาก...
ขณะเดียวกัน วันนี้ภาพชัดเจนใน คมช.ก็คือ ความแตกแยกที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยถึง ความขัดแย้งระหว่างเพื่อน ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. กับ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร แกนนำคนสำคัญ ดีที่ว่าไม่ฟาดปากกันเองในระหว่างมีอำนาจ ดังนั้น คงจะไม่มีน้ำยาไปทำอะไรได้แล้ว แม้ประธาน คมช.ยังติดต่อขอสมานฉันท์กันไปแล้ว
ระยะอันใกล้นี้เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจะต้องเดินทางกลับประเทศไทย อย่างแน่นอน เพราะน่าจะเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดแม้จะต้องเข้ามาต่อสู้คดีก็ตาม ดังนั้น หากกองทัพไม่มีปัญหา ทุกอย่างก็น่าจะเอื้อประโยชน์
ที่สำคัญก็คือ คงจะทำให้การเมืองคลี่คลายมากขึ้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่จะสามัคคีกันมากขึ้น เมื่อตัวจริงเสียงจริงมาแล้ว ปัญหาในพรรค ปัญหาในรัฐบาลคงชัดเจนขึ้น ไม่คลุมเครืออย่างทุกวันนี้
เตรียมตัวรับสถานการณ์กันได้แล้ว.
"สายล่อฟ้า"
คอลัมน์ กล้าได้กล้าเสีย
เคลียร์ทางรับ “ทักษิณ” [25 ก.พ. 51 - 03:57]
เริ่มต้นด้วยข่าวลือเสียวๆของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นควันล่องลอยออกมาจากกรมปทุมวัน ขาเก้าอี้เริ่มสั่นคลอน
อาการร่อแร่ๆ
แต่เอาเข้าจริงหวยออกที่นายสุนัย มโนมัยอุดม กลายเป็นผู้โชคดีทางบ้าน โดนสั่งเด้งจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปช่วยราชการในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการสำนักงานการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ปปท.)
เหยื่อรายแรกเซ่นเกมผลัดอำนาจ
ไม่พลิกโผ ไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมาย มันมีสัญญาณมาแล้ว จากคิวที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดเป็นนัยกรณีจัดการกับเครือข่าย “มือที่มองไม่เห็น”
ต้องไม่ให้มีหน้าที่ทำ
แถมด้วยการแบะท่า เปิดรับเรื่องร้องเรียนจากข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการโยกย้ายในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี
เขี่ยลูก เกลี่ยไพ่กันใหม่
และก่อนที่นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม จะนัดแถลงชี้แจงคำสั่งเด้งนายสุนัยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล และถัดไปอีกวัน นายกฯสมัครกำหนดคิวจะชี้แจงเหตุผลการโยกย้ายอธิบดีดีเอสไอ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ในฟลอร์พบสื่อมวลชน
ร่วมด้วยช่วยกันเคลียร์พอเป็นพิธี
แต่มันก็มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไม่เป็นทางการ ลือกันให้แซด เหตุเด้งนายสุนัยเกี่ยวโยงกับคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ดีเอสไอ สั่งฟ้องอดีตนายกฯทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา รวมถึงเครือข่ายเป็นจำเลย
โดยเงื่อนไขมันคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้
และอันที่จริงเลย เป้าหมายแรกน่าจะอยู่ที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ล่าสุดต้องตอบคำถามร้อนๆเกี่ยวกับกระแสข่าวอาจถูกโยกย้ายออกจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปแขวนในตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
“เรื่องของการโยกย้ายไม่ใช่ดูแต่ความเหมาะสมอย่างเดียว ต้องดูสถานการณ์ด้วย”
พูดเหมือนยอมรับชะตา ยุคใครยุคมัน
และโดยการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ก่อนหน้านั้น นายจรัญก็ได้ทำเรื่องขอโอนย้ายกลับไปเป็นผู้พิพากษา แต่ยังติดขัดในขั้นตอนการดำเนินการ
เตรียมทางหนีทีไล่ไว้เหมือนกัน
แต่ดูท่าจะไม่ทันกาล เพราะทันทีที่เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ครบถ้วนกระบวนความตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเดินหน้าบริหารราชการได้เต็มตัว
เกมล้างบางก็เริ่มทันที
อย่างที่เดาทางกันไว้ตั้งแต่แรก นี่คือ ภารกิจเร่งด่วน
และในขณะที่ยุทธการสลายเครือข่าย “มือที่มองไม่เห็น” อธิบดี ดีเอสไอ คือ เหยื่อรายแรกที่เซ่นเกมผลัดอำนาจ
ไล่เลี่ยๆกัน อีกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งเสียงข้ามประเทศมาจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐ ประชาชนจีน
มาถึงแฟนคลับที่จัดงานฉลองรอรับล่วงหน้าที่จังหวัดเชียงราย บอกอีกไม่กี่วันจะกลับประเทศไทยแล้ว วันที่ 26 กุมภาพันธ์จะให้คำตอบที่ชัดเจน
ยืนยันกลับแน่ เพราะมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคพลังประชาชน ไล่ตั้งแต่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่บินไปเตรียมการสำหรับการเดินทางกลับบ้านของอดีตนายกรัฐมนตรี
เคลียร์รันเวย์รอกันแล้ว
แต่ที่ยังเคลียร์ไม่ออกก็คือ คดีความที่จ่อรออยู่ในศาล อันดับแรกเลยที่ทีมทนายเตรียมงานกันไว้ล่วงหน้า คือ การยื่นขอประกันตัวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ดินรัชดาฯ
และอีกคิวก็เลี่ยงไม่ได้ คดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ อดีตนายกฯทักษิณ ต้องยื่นขอประกันตัวกับดีเอสไอ
นี่ยังไง สาเหตุที่ “สุนัย” ต้องโดนเด้งก่อน.
ทีมการเมือง
คอลัมน์ ข่าวการเมือง(วิเคราะห์)
“นพดล” แย้ม “ทักษิณ” กลับไทยเร็วขึ้น [25 ก.พ. 51 - 03:47]
นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ความเหมาะสมในเรื่องของเงื่อนเวลาว่า คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับก่อนกำหนดการเดิมที่วางเอาไว้ในเดือน พ.ค.มากพอสมควร ซึ่งถือเป็นสิทธิในฐานะคนไทยคนหนึ่ง โดย เฉพาะการกลับมาต่อสู้คดีความต่างๆ สังคมไทยควรมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ อย่ามองเป็นเรื่องใหญ่โต วันนี้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศของความปรองดองแล้ว ก็คงไม่มีปัญหา หาก พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา รัฐบาลจะทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเหมือนคนไทยทั่วไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาอยู่ในประเทศ จะมีผลกระทบต่อการทำงานของ ครม.และข้าราชการหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายมองว่าเป็นผู้กุมอำนาจตัวจริง นายนพดลตอบว่า ไม่มีผลกระทบอะไร พ.ต.ท. ทักษิณประกาศวางมือทางการเมืองไปแล้ว การจะกลับมาประเทศไทยก็เพื่อต่อสู้คดีเท่านั้น ภาคส่วนอื่นๆก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป รัฐบาลก็บริหารประเทศต่อไป
ฟุ้งมี ส.ส.-ประชาชนแห่รอรับอื้อ
นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานชมรมคนรักทักษิณ กล่าวว่า ถ้า พ.ต.ท. ทักษิณกลับมาประเทศไทย คาดว่าจะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนรวมทั้งประชาชนจำนวนมากไปรอต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ ไม่ใช่การปลุกม็อบหรือเกณฑ์ คน เหตุที่คาดว่าจะมีคนไปกันเยอะเพราะความรักความ คิดถึง ที่ผ่านมาตั้งแต่หลังการรัฐประหารจนถึงขณะนี้ ทุกครั้งที่เหล่า ส.ส.ลงพื้นที่ ชาวบ้านก็เฝ้าแต่ถามว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ พวกเราก็ดีใจมาก เป็นเหมือนวันที่รอคอย นอกจากนี้ ยังมองว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้กลับมาเคลียร์คดีต่างๆ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนไทยคนหนึ่ง ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์อะไร ขอให้ความเป็นธรรมแก่ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย
บิ๊ก พปช.ถกแผนดูแลความปลอดภัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักอยู่ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเมื่อค่ำวันที่ 23 ก.พ. ที่ พ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์ สายตรงมายังเวทีปราศรัยที่ จ.เชียงรายนั้น มีแกนนำพรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณด้วย อาทิ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ นายศรีเมือง เจริญศิริ ส.ส.สัดส่วน รวมถึงนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งได้หารือกันถึงสถานการณ์ทางการเมืองในด้าน ต่างๆ และหารือถึงแนวทางการเดินทางกลับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะมาตรการรักษาความปลอดภัย










