กทม. 27 ก.พ. - เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ขอให้อย่านำกรณี อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทยเป็นชนวนไปสู่ความแตกแยกที่รุนแรงของคนไทย เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมและเป็นสิทธิของคนไทยคนหนึ่ง .
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, February 27, 2008
เลขาฯ พปช. ขออย่านำกรณี "ทักษิณ" กลับประเทศเป็นชนวนสู่ความแตกแยก
ปชป.เห็นด้วย'ยงยุทธ'ยุติบทบาทปธ.สภาฯ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วย กับการยุติบทบาทประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้ เป็นสิทธิของ"ยงยุทธ"ยืนยันในความบริสุทธิ์
ส่วนกรณีที่พรรคพลังประชาชนออกมาระบุว่ามติของทาง กกต.ไม่เป็นเอกฉันท์นั้น นายองอาจ เห็นว่ากติกาในการพิจารณาของ กกต.หลังมีประกาศรับรองผลไปแล้วมีการเขียนไว้อย่างชัดเจน และเป็นที่รับรู้ของทุกฝ่ายจึงเป็นเรื่องยากที่จะมีการเอาเหตุผลอื่นมาล้มมติในครั้งนี้ เพราะ กกต.ถือเป็นการทำหน้าที่ตามกติกา
อดีต นปช.อัดพันธมิตรฯหลงประเด็นต้านทักษิณ
กลุ่ม 24 มิถุนายน ตอบโต้ พันธมิตรฯ เป็นผู้สร้างสถานการณ์รัฐประหารเอง ฉงน เหตุคัดค้านการเดินทางกลับไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ
แถลงการณ์ ระบุอีกว่า พันธมิตรฯ ไม่ควรนำเรื่องการเดินทางกลับประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็นเงื่อนไขสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้เกิดความวุ่นวาย สับสน และนำมาสู่ความแตกแยกในหมู่ประชาชนอีกครั้ง ทั้งนี้พันธมิตรฯควรให้โอกาสรัฐบาลพลเรือนในการเข้ามาบริหารประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
'นพดล'คาด'ทักษิณ'กลับด้วยเครื่องบินเจ็ท
นพดล ปัทมะ คาด อดีตนายกฯ ทักษิณ อาจเดินทางกลับด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม หาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมา น่าจะใช้เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ไม่ใช่สายการบินพาณิชย์
ทูตอังกฤษประจำประเทศไทยยินดีที่ไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย
กรุงเทพฯ 26 ก.พ. - เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย แสดงความยินดีที่ไทยมีรัฐบาลประชาธิปไตย พร้อมเผยจะมีรัฐมนตรีมาเยือนไทยในอีกไม่นานนี้ เพื่อหารือในหลายประเด็น รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ
นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวเนื่องในโอกาสเข้าร่วมงานนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย หัวหน้าและผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า อังกฤษกับไทยมีความสัมพันธ์ทวิภาคีดีมาก การที่ไทยมีรัฐบาลที่เกิดขึ้นโดยประชาธิปไตย ถือว่าเป็นโอกาสดี เพื่อเชื่อมให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นในหลายด้าน และในอีกไม่นานจะมีรัฐมนตรีอังกฤษมาเยือนประเทศไทย
ส่วนประเด็น พ.ร.บ.ค้าปลีก เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ไม่ขอออกความเห็นแต่อย่างใด.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 22:13:29

สมัคร ประกาศรัฐบาลไทยยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ทำเนียบฯ 26 ก.พ.-นายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตอาเซียน ประจำประเทศไทย และพบปะเอกอัครราชทูตต่างประเทศ ประจำประเทศไทย ประกาศภารกิจหลัก 3 ประการ คือ ยึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และมุ่งมั่นทำงานใกล้ชิดกับต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 17.00 น.วันนี้ (26 ก.พ.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับและหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตอาเซียน ประจำประเทศไทย หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมพบปะกับเอกอัครทูตต่างประเทศ ประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ ที่มีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย จำนวน 87 คน
นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีภารกิจหลัก 3 ประการ คือ รัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในแนวทางประชาธิปไตย มุ่งมั่นฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากภายใน และป้องกันความเสี่ยงจากภายนอก ขณะเดียวกัน จะดำเนินนโยบายด้านการลงทุน การค้าเสรีที่เอื้อต่อการตลาด และรัฐบาลต้องทำงานอย่างหนักเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และต้อนรับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำงานใกล้ชิดกับประเทศต่าง ๆ และองค์การระหว่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย โดยกำหนดนโยบายเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากรัฐบาลและภาคเอกชนของประเทศต่าง ๆ ความเข้าใจ ความสนับสนุนและแนวคิดต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีเป้าหมายหลักที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้า และเดินหน้าต่อไป ซึ่งปัจจุบันนี้ประชาธิปไตยของไทยได้กลับคืนมา และรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศและภูมิภาคเพื่อตอบแทนประชาชนที่ให้โอกาส
จากนั้นนายอึง เซียง เอกอัครราชทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ในฐานะคณบดีทูต กล่าวแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรี และหวังว่ารัฐบาลไทยจะทำตามนโยบายในการสร้างหลักประกัน และการเจริญเติบโต รวมถึงการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค จากนั้นมอบกระเช้าดอกกุหลาบในนามคณะทูตานุทูตที่ประจำในประเทศไทย.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-02-26 19:23:00

สงครามกลางเมือง ครั้งใหม่
สงครามประชาชน หลังประชาธิปไตยสงบกำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นำโดย สนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง และสมัครพรรคพวกที่เคยโค่นล้มรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกมาเตรียมเคลื่อนไหว
ทุกรูปแบบ คัดค้านการกลับมาของทักษิณ โดยอ้างว่า
กระบวนการยุติธรรมกำลังโดนแทรกแซง
ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยที่เพิ่งเปลี่ยนผ่าน แค่
ลมหายใจแรกของการจัดตั้งรัฐบาล และรัฐบาล
ประชาธิปไตยยังไม่ได้เริ่มงาน ให้ประชาชนพิสูจน์
ฝีมือความสามารถ
และรู้กันว่า
ก่อนจะเปลี่ยนผ่านมาถึงคราวนี้ มีอุปสรรค
มากมายที่จะไม่ให้เกิดรัฐบาลจากเสียงสนับสนุน
ของประชาชน ในนามพรรคพลังประชาชนหรือ
ไทยรักไทยเดิม
ตั้ง คมช. หรือคณะปฏิวัติ พยายามกีดกัน
ทุกวิถีทาง ทุกรูปแบบ ถึงขนาดมีคนสมรู้ร่วมคิด
ที่จะตั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล เพื่อปิดทาง
ไม่ให้พรรคพลังประชาชนได้อำนาจบริหาร
แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง
ประชาชนคนไทย ออกมาตัดสินอนาคต
ของประเทศ
ตัดสินว่าให้พรรคพลังประชาชนบริหาร
ประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับ
คืนมา
ไม่ได้หมายความว่า ตัดสินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาทั้งปวงในอดีต แต่เปิด
โอกาสให้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์เรื่องนี้เอง
หมายความว่า
ฉันทานุมัติของประชาชนเจ้าของประเทศ
ให้เผด็จการพ้นจากอำนาจไป เปลี่ยนผ่านให้
ประชาธิปไตยกลับคืนมา
นั่นคือสิ่งที่จะบอกว่า
ประเทศไทยเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่
คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่
เอาแต่ใจตัวเองได้เหมือนที่ผ่านมา
ทหารก็ยังเคารพกติกา ถอยไปเข้ากรมกอง
รัฐบาลเป็นผู้ได้อำนาจบริหาร ปกครองประเทศ
วันนี้ พวกเราคนไทยต้องช่วยกันสร้าง
กติกาประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น
ไม่ใช่สร้างภาวะสงคราม เพื่อให้ใครมาปล้น
ประชาธิปไตยไปอีก
ถามว่า คนไทยจะยอมหรือไม่ ให้ใครสร้าง
สงครามกลางเมืองครั้งใหม่ขึ้นมา เพื่อเรียกร้อง
หาเผด็จการใหม่แทนที่ประชาธิปไตย
มด คันไฟ
63 ล้านกับ 3
เป็นไปตามคาด..เมื่อกรรมการการเลือกตั้ง..ให้ใบแดงกับ ยงยุทธ ติยะไพรัช
ประธานสภา ในฐานะ..ผู้แทนสัดส่วนพรรค
พลังประชาชน
ถึงแม้ว่า..จะไม่มีผลต่อจำนวนเสียงของ
พรรคพลังประชาชนในสภา เพราะพรรค
สามารถเลื่อนอันดับถัดไปขึ้นมาดำรงตำแหน่ง
แทน
แต่..หากศาลฎีกาพิพากษาไปใน
ทิศทางเดียวกัน กรรมการการเลือกตั้งนั้น
ก็จะนำไปสู่การ..พิจารณาว่า พรรคมีส่วน
เกี่ยวข้องหรือไม่..กับความผิดดังกล่าว..
จึงเป็นเรื่องต้องลุ้น..เพราะหากว่าผิด...
การยุบพรรคและลงโทษกรรมการของพรรค
ก็จะต้องติดตามมา..
รัฐบาล..และคณะรัฐมนตรี ก็จะต้องมี
อันเป็นไป
เ ขี ย น ขึ้ น ม า . . . ก็ เ พื่ อ จ ะ บ อ ก ว่ า . .
รัฐธรรมนูญฉบับนี้พิกลพิการนัก..ประเทศ
ทั้งประเทศ รัฐบาลทั้งรัฐบาล..ประชาชน
ทั้งชาติ..ล้วนไร้ความสำคัญ..สู้คนเพียง 3 คนที่
เป็นกรรมการเลือกตั้งไม่ได้..
ท่านทั้งหลายเลือกใคร..ประเทศก็จะ
เป็นไปในทิศทางนั้น ท่านทั้งหลาย..ถูกต้อง
ในการวินิจฉัยประเทศก็เป็นไปตามนั้น
ท่านทั้งหลายไม่ถูกต้องในการวินิจฉัย..ผู้รับ
เคราะห์รับกรรมก็เป็นไปตามนั้น
กับบุคคลธรรมดา..กับความผิดแค่
น้อยนิด..อำนาจตุลาการกำหนดขั้นตอนไว้
ถึง 5 ชั้น..คือ..ชั้นของการไต่สวน ชั้นพิพากษา
ของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา..
ในคดีสำคัญที่มีโทษถึงประหารชีวิต..ยังเปิด
โอกาสให้ผู้ต้องคำพิพากษา สามารถถวายฎีกา
ถึงองค์พระประมุข..
แต่กับเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง..คือ การ
ปกครองประเทศนั้น..แค่ 3 ใน 5 ของ
กรรมการการเลือกตั้ง..จะสามารถบันดาล
อย่างไรก็ได้...มีอะไรรับประกันว่า..จะไม่มี
ความผิดพลาดเกิดขึ้น จะไม่มีวาระซ่อนเร้น
อุบัติขึ้นมา ไม่วันหนึ่งก็วันใด ไม่คณะใดก็
คณะหนึ่ง
ยังมีความไม่ปรกติอีกมากมายที่ซุกซ่อน
อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้..จะไม่มีรัฐสภาใดๆ
ไม่วุ่นวายกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะไม่มีรัฐบาล
ใดอยู่ได้ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้..
ผู้แทนราษฎรแห่งรัฐสภา..จะต้องชำระ
สะสางเพื่อปรับปรุงรัฐธรรมนูญนี้ใหม่..
ก่อนที่ประเทศจะวุ่นวายเพราะรัฐธรรมนูญ
ฉบับนี้..
หรือไม่ก็ปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้..
สุมไฟขึ้นมาจนท่วมแผ่นดิน
พญาไม้
เหตุเกิดเพนนินซูล่า
กระแส “ยี้” กรณีแต่งตั้งเลขาฯรัฐมนตรี เกิดขึ้นทันที เมื่อมีชื่อของ “ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” และ “วัน อยู่บำรุง” ปรากฏขึ้นมา เพราะทั้ง 2 สร้าง “วีรกรรม” ด้านลบไว้มากมายเหลือเกินในครั้งอดีตและหลังจากนายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม บุตรชายนายวัฒนา อัศวเหม ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 20 ก.พ.51ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่กี่อึดใจต่อมา คือช่วงค่ำของวันที่ 21 ก.พ.51นายชนม์สวัสดิ์ ก็ได้ร่อนโทรสารเรื่องขอสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่งเข้าสำนักพิมพ์ต่างๆกลายเป็นว่า “ชนม์สวัสดิ์” กลายเป็น “คนสะอาด” ในสายตาประชาชนขึ้นมาทีเดียว“แรงเหวี่ยง” จึงหันกลับมาที่ นายวัน อยู่บำรุง ลูกชาย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในการนั่งเก้าอี้ ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทันทีนั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า วันเสาร์ที่ 23 ก.พ.51 แหล่งข่าว ยืนยันกับ “บางกอกทูเดย์” ว่า พบเห็น นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายวัฒนาและชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม นั่งทานข้าวด้วยกันที่ห้องอาหาร ใน “โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ”
แสดงว่า “กุนซือ” ที่วางหมากให้ “ชนม์สวัสดิ์” ยื่นหนังสือสละสิทธิ์การเข้ารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาฯรัฐมนตรี ในวันที่ ครม. ประกาศไปแล้ว ก็หนีไม่พ้น คนชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ซึ่งพร้อม “ชน” กับฝั่งตรงข้ามเต็มที่ และก็มีท่าทีจะรุกหนักด้วยเพราะ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” อยู่แล้วส่วน “วัฒนา” ก็ใช่ย่อยขณะอยู่พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ยังงัดกับพรรคพลังประชาชนอยู่นั่นเองด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีกระแสข่าวเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28ก.พ.51 ซึ่งทำให้ใครหลายคนต่างคิดไปต่างๆ นานาว่า จะมาหรือไม่นั้นล่าสุด “บางกอกทูเดย์” ได้รับข้อมูลลับสุดยอดจากแหล่งข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีกำหนดการถึงประเทศไทยในวันที่ 28 ก.พ.51 เวลาประมาณ 9 นาฬิกาแน่นอน
ซึ่งหลังจากเครื่องลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ก็จะเข้าพักที่ “โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ” ทันทีเพราะต้องการความปลอดภัยอย่างสูงสุด โดยจะเหมาทั้งฟลอร์ของโรงแรมฯเลยทีเดียว เนื่องจากถ้าเกิดเหตุร้าย ก็สามารถหลบหลีกได้หลายเส้นทาง ทั้ง บก น้ำ อากาศอีกอย่าง โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ก็เป็นสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน ถ้าหากใครทำอะไรก็คงลำบากทีเดียวดีกว่ากลับเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า ซอยจรัญสนิทวงศ์ 69เป็นไหนๆ เพราะที่นั่นอันตรายรอบด้าน!ด้านพรรคพลังประชาชน (พปช.) ก็ได้ประสาน พล.อ.ท.ชนะอยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน) ขอใช้พื้นที่เพื่อต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 28 ก.พ.นี้ เรียบร้อย
ส่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ เพื่อเตรียมพร้อมแผนการรักษาความปลอดภัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คาดว่าเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 ก.พ.51 โดยเครื่องบินเจ็ตขณะที่ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษก สตช. ระบุยังไม่ได้รับการประสานงานอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับกำหนดวันเดินทางกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าทีมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นอันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทยแน่และตลอดระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ พำนักอยู่ในเมืองไทยโรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นแหล่งที่“ใครหลายคน” อยากไปนั่นเอง
ฟาดเคราะห์ไป [27 ก.พ. 51 - 16:28]
เวลากินไม่ค่อยได้กิน เวลานอนไม่ค่อยได้นอน
เพราะเค้าเป็นคนบ้างานหักโหมทำงานหนักเกินไป
รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ก็เลยเกิดอาการ “วูบ” กลางเวทีโพสต์ฟอรั่มขณะปาฐกถาเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ท่ามกลางแขกเหรื่อฝรั่งไทยนั่งฟังกันเต็มห้องประชุม
เป็นการประเดิมทำงานวันแรกที่สาหัสพอสมควร
ถึงขั้นล้มหมดสติ ความดันลดฮวบ ชีพจรหยุดเต้นชั่วคราว
แถมยังได้แผลแตกที่หน้าผากเพราะโพเดียมล้มทับตัวเอง!!
เคราะห์ดีมีคณะแพทย์ช่วยพยาบาลฉุกเฉินถูกที่ถูกเวลา
ไม่งั้นอาจจะหนักกว่านี้แน่นอน??
เอาเถอะถือว่า...ฟาดเคราะห์ไป!!
“แม่ลูกจันทร์” ให้กำลังใจ รองนายกฯ มิ่งขวัญ ให้เร่งพักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงโดยเร็ว
เมื่อมีสุขภาพดีก็จะมีพลังทำงานแก้ ปัญหาของชาติบ้านเมือง
ที่น่าเป็นห่วงคือ “มิ่งขวัญ” มีประวัติเคยวูบหมดสติมาแล้วครั้งหนึ่ง สมัยยังเป็น ผอ.อสมท
วูบไปครั้งนั้นทำให้ “มิ่งขวัญ” ต้อง “เสียขวัญ” ไปหลายเดือน!!
ฉะนั้น ถ้ารู้ว่าสังขารไม่ไหวอย่าฝืนทำงานต่อไป นอนพักซัก 3 ชั่วโมง ก็จะเริ่มสดชื่นอย่างเดิม
แต่ปัญหาของ “มิ่งขวัญ” ก็คือแกเป็นหนุ่มไฟแรง มีความตั้งใจล้นปรี่ที่จะทุ่มเททำงานให้ได้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
วันๆแกก็จะคิดแต่งานๆๆๆๆ เวลาที่จะพักผ่อนจึงไม่เพียงพอ และในที่สุดโรควูบก็จะตามมา
การได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ จึงเป็นทุกขลาภของคนบ้างาน!!
เนื่องจากต้องแบกรับปัญหาเร่งด่วน ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนครบวงจร
“มิ่งขวัญ” จึงเป็นรัฐมนตรีที่ต้องทำงานหนักที่สุดใน ครม.!!
โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าแพง ค่า ครองชีพพุ่งกระฉูด เพราะได้รับแรงกระแทกจากวิกฤติพลังงาน เป็นปัญหาที่โคตรแก้ยาก ต้องใช้ความทุ่มเทสุดลิ่มทิ่มประตู
เอาแค่ปัญหาราคาหมูแพงเรื่องเดียวก็เหนื่อยตายชักแล้วโยม
ล่าสุด ก่อนจะเกิดอาการวูบ “มิ่งขวัญ” เพิ่งประชุมใหญ่แก้ปัญหาสินค้าขึ้นราคากับผู้ผลิต 250 ราย
แถมแต่ละรายก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดิน
การจะขอร้องให้ตรึงราคาสินค้าเพื่อเห็น แก่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร
“แม่ลูกจันทร์” หวังว่า “มิ่งขวัญ” จะไม่ถอดใจกลางคัน
เพราะยังมีปัญหาใหม่ที่ท้าทายโรควูบ ที่จะเกิดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างแรง!!
นั่นคือปัญหาข้าวสารแพง
เนื่องจากพ่อค้าคนกลางกักตุนข้าวเก็งกำไร
คือปีนี้ ตลาดข้าวส่งออกของไทยกำลังถูกลูกค้าต่างประเทศแย่งกันสั่งซื้อมากเป็นประวัติการณ์
ต้นเหตุ เพราะประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น เวียดนาม อินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งแย่งตลาดข้าวไทย เกิดภัยธรรมชาติผลิตข้าวได้น้อยลง
เมื่อดีมานด์สูงกว่าซัพพลาย ราคาข้าวก็แพงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ตลาดต่างประเทศก็รุมทึ้งแย่งซื้อข้าวไทยตั้งแต่ต้นปี
เมื่อตลาดนอกข้าวราคาดี ก็ฉุดราคาข้าวในประเทศสูงพรวดตาม
วันนี้ ข้าวสารที่ขายเป็นถุง (5 กก.) ขึ้นราคาอีกถุงละ 20 บาททันที และมีแนวโน้มว่าราคาข้าวสารจะขยับขึ้นต่อไป
ฝ่ายพ่อค้าคนกลางก็ฉวยโอกาสกักตุนข้าวรอฟันกำไรก้อนโต
สุดท้ายคนไทยก็เดือดร้อนต้องกินข้าวแพง!!
“มิ่งขวัญ” เอ๊ยย์...อย่าเพิ่งวูบอีกนะตัวเอง.
“แม่ลูกจันทร์”
คอลัมน์ สำนักข่าวหัวเขียว









