WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 6, 2008

ผบ.ทหารสูงสุด เชื่อรัฐบาลจะรับฟังความเห็นจากหลายฝ่ายก่อนตัดสินใจเปิดกาสิโน

กรุงเทพฯ 6 มี.ค. - พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องการเปิดกาสิโน เพราะเกรงจะทำให้เกิดความสับสน เพราะเรื่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ต้องฟังจากหลายฝ่าย เมื่อถามว่า จำเป็นต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านคุณธรรมจริยธรรมหรือไม่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า ทุกเรื่องที่จะทำต้องคำนึงถึงเรื่องคุณธรรม แต่การเปิดกาสิโนจะส่งผลต่อเรื่องคุณธรรมหรือไม่ ต้องพิจารณากันอีกครั้ง


“ต้องดูว่าลงเอยแล้วอะไรดีกว่ากัน ในโลกของเรา สังคมเราไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ก็ต้องยอมรับความจริงหลาย ๆ อย่าง แต่ผมเชื่อว่า เขาต้องประเมินว่าจะเดินไปทางไหน ต้องรับฟังหลาย ๆ ฝ่าย ซึ่งทุกคนสามารถแสดงความเห็นเรื่องนี้ได้” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 15:05:08

ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมเดินหน้าทำประชาพิจารณ์เปิดกาสิโน

กรุงเทพฯ 6 มี.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (6 มี.ค.) ว่า ได้รับมอบหมายจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้มาตอบกระทู้ถามสดเรื่องนโยบายเปิดกาสิโน ร่วมกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และว่า ส่วนตัวเคยศึกษาวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว และเห็นว่า สำหรับสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยสังคมไทยค่อนข้างระมัดระวังเรื่องนี้ ส่วนที่ ครม.เงา ของพรรคประชาธิปัตย์ มีมติไม่เห็นด้วยกับการเปิดกาสิโน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ศึกษาแนวทางการทำกาสิโน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจะทำประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้รอบด้าน หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย รัฐบาลก็สามารถทำได้ทันที โดยการออกกฎหมาย ส่วนการบริหารจัดการ ถ้ารัฐบาลเห็นว่า การเปิดกาสิโนเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ดี อาจให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนดำเนินการ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 15:01:24

คณะกรรมการปรับย้ายทหารพอใจโผทุกเหล่าทัพ

กรุงเทพฯ 6 มี.ค.- “พล.อ.บุญสร้าง” เผยคณะกรรมการปรับย้ายทหารชั้นนายพลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พอใจโผที่ทุกเหล่าทัพเสนอ เชื่อไม่มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ-ยศ-ตำแหน่ง ยอมรับการพิจารณาโดยคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหม แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถือเป็นการวางพื้นฐานที่ดี

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหมครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และมีผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาบัญชีปรับย้ายนายทหารที่แต่ละเหล่าทัพดำเนินการ ซึ่งทุกฝ่ายเห็นชอบเรียบร้อย คงไม่มีการปรับเปลี่ยนรายชื่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การตรวจสอบความถูกต้องของชื่อ ยศ และตำแหน่ง ซึ่งการปรับย้ายกลางปีจะมีจำนวนไม่มาก ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ตำแหน่งทหารทุกตำแหน่งถือว่ามีความสำคัญเท่ากันหมด

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยระบุว่า จะพิจารณาในส่วนของนายทหารที่เคยได้รับความไม่เป็นธรรมจากการปรับย้ายที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของนายทหารเตรียมทหารรุ่น 10 นั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า การพิจารณาจะดูว่ามีตำแหน่งว่างลงแล้วมีใครที่เหมาะสม ไม่ควรจะต้องคำนึงว่าเป็นพวกใคร หรือรุ่นใด บางคนอาจจะอยู่ในตำแหน่งนั้น ๆ มานานแล้ว

“ต้องดูว่าใครลงไปแล้วทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ดีที่สุด บางคนสมมติว่าถูกดอง แล้วเขาเป็นคนดีที่สุดในขณะนี้สามารถทำงานให้บ้านเมืองได้ ก็เอามา คนถูกดองที่ไม่ใช่คนดีที่สุดก็ไม่เอามา บางคนสมมติว่าไม่ดีก็เอาออกไป แล้วถ้ามีคนที่ดีกว่าก็ไม่ควรจะเอากลับมา ต้องพิจารณาว่าบ้านเมืองจะได้คนไหนที่มีประโยชน์ที่สุดก็เอาคนนั้น โดยจะต้องพิจารณาเรื่องของประสิทธิภาพ การทำงาน และคุณธรรม ความดี เรื่องรุ่นเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น แต่ถ้าจะคิดว่าคนนี้ถูกย้ายออกไปแล้วต้องเอาเขากลับมาที่เดิม คงไม่ใช่วิธีคิดที่ดี ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องของการใช้อารมณ์ การล้างแค้น ไม่ใช่เรื่องที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทำ ทั้งนี้ การพิจารณาโดยคณะกรรมการในลักษณะนี้ แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการวางพื้นฐานที่ดีของ พ.ร.บ.ฉบับนี้” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าว.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 14:31:00

สมัคร ไม่พูดเรื่องเรียก ผบ.เหล่าทัพเข้าพบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (6 มี.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางจากทำเนียบรัฐบาล มาร่วมประชุมสภาฯ แต่ปฏิเสธที่จะตอบข้อถามกรณีที่ช่วงเช้าได้เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพ และปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าพบ โดยกล่าวว่า มาเพื่อเข้าร่วมประชุมสภาฯ เท่านั้น .-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 14:11:51



พ.ต.ท.ทักษิณ เผยหลังขึ้นศาลเรียบร้อยแล้วจะขอเดินทางไปอังกฤษ

กทม. 6 มี.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ จะขอเดินทางไปอังกฤษ ในวันที่ 13 มีนาคม หลังจากขึ้นศาลในวันที่ 12 มี.ค. เรียบร้อยแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง และจะหาโอกาสไปเข้าพบประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

ขณะเดียวกันขอไม่แสดงความเห็นกรณีกลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 14:04:38



จักรภพ แนะ ขรก.คุยกับรัฐบาลก่อนตั้งสหภาพ

ทำเนียบฯ 6 มี.ค. - “จักรภพ เพ็ญแข” ไม่พูดชัดรัฐบาลเปิดทางข้าราชการตั้งสหภาพหรือไม่ แต่แนะให้มีการพูดคุยกันก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภาพที่ไม่ดีระหว่างกัน จนการทำงานร่วมกันมีปัญหา

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยจะตั้งสหภาพ ว่า หลักการคือ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกควบคุมโดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอยู่แล้ว ดังนั้น ความสัมพันธ์ใด ๆ ที่รัฐบาลจะมีกับข้าราชการประจำก็ถูกตรวจสอบ วัด และประเมินผลได้

นายจักรภพ กล่าวว่า การจะสร้างกลไกเพิ่มเติม ถึงแม้จะทำมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ต้องคิดว่ามีความจำเป็นหรือไม่ รัฐบาลไม่มีปัญหาในการที่ประชาชนกลุ่มใดก็ตามจะใช้สิทธิ และเสรีภาพของตัวเองตามระบอบประชาธิปไตย แต่อยากให้คำนึงถึงความจริงว่า รัฐบาลชุดนี้มาจากประชาธิปไตย ดังนั้น การตรวจสอบในทางสังคม ในทางการเมือง และในทางกฎหมาย มีอยู่แล้วเต็มที่

“โดยความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าข้าราชการประจำไม่ต้องตั้งการ์ดสูงขนาดนั้นก็ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้น อาจจะทำให้ความรู้สึกระหว่างกันไม่ดี และการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วน อาจจะได้รับผลกระทบ” นายจักรภพ กล่าว

นายจักรภพ เห็นว่า ทางที่ดีที่สุดคือ ถ้าข้าราชการประจำมีความหวาดระแวงใด ๆ ในข้าราชการการเมือง ก็มานั่งคุยกัน ปัญหาทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการเข้ามาของรัฐบาลนี้ แต่เกิดจากปัญหาที่สั่งสมมาจากรัฐบาลที่ผ่านมา และรัฐบาลชุดนี้ต้องเข้ามาแก้ไข และว่า “ปัญหาไม่ได้เริ่มต้นที่การโยกย้ายข้าราชการประจำ แต่เริ่มต้นจากที่มีการใช้ระบบข้าราชการประจำในช่วงที่ผ่านมาจนเกินเลย และกลายเป็นการบ่อนทำลายประชาธิปไตย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะออก พ.ร.ฎ.จัดตั้งสหภาพ ควรจะได้พุดคุยกับรัฐบาลก่อนหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความริเริ่มของฝ่ายข้าราชการพลเรือน ถ้าหากว่ามีความไม่สบายใจ ก็คงต้องเป็นคนริเริ่มที่จะเข้ามาคุยกัน ถ้าไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร จะคุยกับตนก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องการจะไปยุ่งกับทุกเรื่อง แต่ไม่ต้องการเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกลุกลามใหญ่โต กลายเป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันลำบาก

ต่อข้อถามว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เปิดช่องให้ข้าราชการทำได้ แต่รัฐบาลกลับไม่เห็นด้วย จะกลายเป็นรัฐบาลขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า รัฐบาลก็เป็นประชาชนเหมือนกัน มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย คำว่าไม่เห็นด้วย ไม่ได้แปลว่าจะห้ามทำ ขณะนี้เพียงแต่ขอร้องกันว่าให้มานั่งคุยกัน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความรู้สึก ซึ่งเป็นความละเอียดอ่อน ดังนั้น เราก็แก้ไขแบบคนด้วยกัน นั่งพูดคุยกัน ความคิดเห็นก็เป็นส่วนของความคิดเห็น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอยู่แล้ว” นายจักรภพ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า หากข้าราชการยังยืนยันจุดเดิม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนหรือไม่ โดยกล่าวว่า รัฐมนตรีที่ดูแลงาน ก.พ. และ ก.พ.ร. น่าจะเป็นผู้ไปพูดคุย โดยยินดีจะเป็นผู้ประสานงานให้

ส่วนจะแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างไร เพื่อไม่ให้ข้าราชการเกิดความหวาดระแวงนักการเมืองเช่นนี้อีก นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่มีทางที่เราจะบริหารงานในระดับประเทศ โดยที่ไม่มีความหวั่นเกรง หวาดวิตกอยู่ในใจ รัฐบาลทุกชุดต้องนำความทุกข์ของประชาชนมาเป็นหลัก ก็แปลว่าเราต้องเริ่มต้นจากการมองโลกในแง่ร้ายอยู่พอสมควร ว่ามีปัญหาอยู่ แล้วจะต้องแก้ไขตรงไหน

“การที่จะบอกว่าให้ทุกคนอยู่กันอย่างปลอดโปร่งใจ สัญญากันว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นโลกในอุดมคติ เป็นจริงไม่ได้ ดังนั้น ทางดีที่สุดที่เราทำได้ คือ ทำให้การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามมีเหตุผล และเปิดช่องให้รู้ว่า เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นมาแล้ว จะคุยกันได้ตรงไหน ซึ่งเป็นวิธีการที่สมเหตุสมผลมากที่สุด” นายจักรภพ กล่าว. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 13:51:43

“นพดล” ยันไม่มีอารมณ์ค้าง คิดย้ายทูตตามอำเภอใจ [6 มี.ค. 51 - 07:26]

นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าววันนี้ (6 มี.ค.) ถึงข่าวมีเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ จะย้ายไปสังกัดในหน่วยงานอื่น ว่า นายกฤษณ์ กาญจนกุญชร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี จะไปรับตำแหน่งรองราชเลขาธิการในพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องมีข้าราชการไปแทน

“ผมไม่ได้มีอารมณ์ค้างจะย้ายทูตตามอำเภอใจ กระทรวงการต่างประเทศมีมืออาชีพ มีข้าราชการมือดีๆ เยอะ จะไปทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ การย้ายของผม เป็นการย้ายโดยความจำเป็น” รมว.ต่างประเทศ กล่าว และว่า ตนมีหลักเกณฑ์ โดยดูที่ความสามารถ อาวุโส ได้ซี 9 เมื่อไหร่ ได้ซี 10 เมื่อไหร่ ได้ซี 10 ครั้งแรกแล้วไปเป็นเอกอัครราชทูตในประเทศใหญ่โตหรือไม่ กระทรวงการต่างประเทศมีธรรมเนียมอยู่ ที่วอชิงตัน ดีซี จะเป็นทูตที่ดีที่สุด อาวุโสที่สุดของเรา ก่อนที่จะกลับมาเป็นปลัดกระทรวง เป็นต้น ส่วนทูตญี่ปุ่น ปารีส ลอนดอน ต้องอาวุโส ฉะนั้น คนที่ออกไปเป็นทูตครั้งแรก ไปอยู่ประเทศใหญ่ ๆ ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการโยกย้ายเอกอัครราชทูตไทยในอังกฤษ และมอสโควตามที่มีข่าวลือหนาหูในขณะนี้หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ยืนยันที่มอสโควไม่มี ที่ลอนดอนยังไม่ได้มีการพิจารณา ส่วนจะมีที่ไหนบ้าง ขอรอดูสักประมาณ 2 สัปดาห์ ตนจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวว่า ย้ายเพราะเหตุใด อธิบายให้ประชาชนได้

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีย้ายเอกอัครราชทูตในลักษณะไม่เหมาะสมหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า มี แต่ตนจะดูว่า หากไปแล้วมีความสามารถทำงานได้ แม้ตอนแรกอาจจะไม่เหมาะสม ก็จะไม่ไปแตะต้อง หากไม่เหมาะสม ก็สามารถปรับได้ การย้ายข้าราชการเป็นเรื่องปกติของข้าราชการฝ่ายการเมือง ที่ต้องปรับคนให้เหมาะสมกับภารกิจ

นายนพดล กล่าวอีกว่า การย้ายข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ ต้องมีการขอความยินยอมจากประเทศที่จะไปก่อน และประเทศนั้น ๆ มีสิทธิ์ที่จะไม่รับด้วย แต่ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิเสธจากประเทศที่ขอไป ทั้งนี้ ระดับซี 10 ต้องผ่านมติครม.ก่อน ถึงวันนี้การปรับย้ายเอกอัครราชทูตมีประมาณ 4-5 คน

“ข้าราชการบางคนฝักใฝ่เผด็จการ ทำทุกอย่างตอบสนองการยึดอำนาจ เป็นต้น ข้าราชการมีหลายแสนคน รัฐบาลนี้ย้ายไป 4 คน คิดว่าเป็นจำนวนไม่มาก ยกตัวอย่าง นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ผมไม่มีแนวคิดย้ายท่านเลย แม้จะเป็นกระบอกเสียงให้ช่วงยึดอำนาจก็ตาม แต่ท่านก็ทำตามหน้าที่ ที่ถูกฝ่ายการเมืองให้ทำ ผมไม่มีความรู้สึกไม่ดี แต่ข้าราชการคนใดทำเกินเลย ไม่บริการประชาชน ฝักใฝ่เผด็จการ มีความลำเอียงอย่างออกนอกหน้า ทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองการยึดอำนาจ เราต้องยอมรับว่า รับไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

ชูศักดิ์ ยืนยันการโยกย้ายข้าราชการรัฐมนตรีแต่ละคนมีเหตุผล

กรุงเทพฯ 6 มี.ค.-"ชูศักดิ์" รมต.สำนักนายกฯ ย้ำการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ คำนึงถึงหลักคุณธรรม ระบุเป็นดุลพินิจของผู้เกี่ยวข้องว่าเหมาะสมหรือไม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวใน “ข่าวเช้า โมเดิร์นไนน์” ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ว่า มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินว่ารัฐมนตรีมีอำนาจในการโยกย้ายใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่ให้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายต้องคำนึงถึงหลักคุณธรรม ธรรมาภิบาล และสิ่งที่ได้ชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องดุลยพินิจของผู้ที่เกี่ยวข้องว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

“การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) ก็พูดทำนองว่า ถ้าเราดูไปว่าการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในรัฐบาลยุคก่อน พล.อ.โกวิท วัฒนะ ก็ถูกนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นโยกย้าย เหมือนกับสมัยนี้ที่โยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีเหตุผลชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า การโยกย้ายเป็นเรื่องการปฏิบัติงานที่เหมาะสม ดังนั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาที่ต้องแสดงต่อสาธารณชน เป็นเหตุผลในเชิงการใช้อำนาจ ผู้ถูกแต่งตั้งโยกย้ายเห็นว่าไม่ถูกต้องก็สามารถต่อสู้ได้” นายชูศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า การโยกย้ายที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องแสดงเหตุผลให้สาธารณชนได้รับทราบว่ามีเหตุผลอะไร ซึ่งเหตุผลบางทีเป็นเรื่องเชิงบริหารงานของรัฐมนตรีที่เข้ามา ในยุค 1 ปีที่ผ่านมามีการแต่งตั้งโยกย้ายหลายคน แต่ไม่มีใครวิจารณ์กันมาก เพราะไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพของประชาชนเงียบ ๆ เมื่อรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนสามารถวิจารณ์ได้

ส่วนการตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อเป็นตัวแทนปกป้องข้าราชการนั้น นายชูศักดิ์ เห็นว่า เป็นช่องทางที่จะเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐมนตรีได้ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวกับการบังคับบัญชา แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-06 07:39:00

ความต่างย้าย 2 ผบ.ตร.

แม้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะบอกว่า “พอได้แล้ว” แต่ควันหลงยังมีการพูดคุยกันในวงสนทนา และปรากฏเป็นข่าวและบทความทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

อย่างเมื่อวันวาน มีการตั้งวงสนทนากัน 2 วง ที่มีเนื้อหาการสนทนากันคนละฝั่ง เห็นด้วยกับคัดค้าน หนังสือพิมพ์ก็ให้ความสำคัญแตกต่างกันด้วย

กลุ่มแรก บรรดาคณาจารย์ของคณะรัฐประศาสนศาตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม โดยระบุความไม่เป็นธรรม 2 ประการ คือ

1.การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นไปตามหลักการบริหารคนที่ดี ทำให้กระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการโดยรวม

2.ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการบริหารงานของข้าราชการประจำ ทำให้สูญเสียความเป็นกลางทางการเมือง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลตระหนักถึงคุณธรรมในการบริหารคนให้มากกว่าการใช้อำนาจตามตัวบทกฎหมายอย่างเดียว

อีกวงเป็นของสมาพันธ์ประชาธิปไตย จัดอภิปรายเรื่อง โยกย้ายบิ๊กข้าราชการชอบธรรมหรือชำระแค้น มี พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรอง ผบ.ตร. ซึ่งคนในแวดวงสีกากีทราบกันดีว่า เป็นคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดีในเกือบทุกแง่ทุกมุม เป็นคนชูโรง ทำให้การอภิปรายเมื่อวันวานได้รับความสนใจจากนักข่าวพอสมควร

เนื่องจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช เป็นนายตำรวจคนแรกที่ออกอาการ หลังจากที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศลาออกจากราชการ

ในวงอภิปรายนี้ เห็นด้วยกับการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยกว่าที่ควรจะเป็นด้วยซ้ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการย้ายข้าราชการระดับสูงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เมื่อเข้ามายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่ละคนที่ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือย้ายไปอยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่า ไม่ได้มีความผิดอะไร ไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

เพียงแต่มีความใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 และนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 เท่านั้น และที่โดดเด่นคงจะเป็น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มีผลงานพิสูจน์ได้ แต่ถูกย้ายออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพียงเพราะเป็นพี่ชายของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทำให้เสียโอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพราะก่อนที่จะถูกย้ายนั้น กำลังจ่อคิวขยับขึ้น ในฐานะอาวุโสอันดับหนึ่ง อาวุโสกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ด้วยซ้ำ

ต่อมาเมื่อรัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาจาก คมช. ที่เรียกกันว่า รัฐบาลขิงแก่ มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำงานไปได้ประมาณเดือนสองเดือน ก็เริ่มหวั่นไหวกับการที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการโหมกระหน่ำโจมตี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. ยังคงรับใช้อำนาจเก่า ในทำนองว่าเหมือนกับจะรู้อะไร จึงเดินทางไปราชการที่ภาคใต้ เมื่อเกิดระเบิดขึ้น 9 จุดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แทนที่จะรีบขึ้นมาตรวจที่เกิดเหตุ สั่งการเร่งรัดให้ตำรวจจับกุมตัวคนร้ายให้
เพราะตอนนั้นมีการตั้งธงกันไว้ว่าเป็นฝีมือของสมุนอำนาจเก่า

ทั้งๆ ที่ในห้วงเวลาปีเศษที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ไปเรียกหาเผด็จการ ชุมนุมขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร นั้น พล.ต.อ.โกวิท ได้วางตัวเป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด

แต่บังเอิญว่าหลังจากมีการทำรัฐประหาร พล.ต.อ.โกวิท เร่งรีบรับ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เพื่อนร่วมรุ่น นรต.26 ของอดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นตำรวจ หลังจากลาออกจากผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และบังเอิญพนักงานสอบสวนคดีต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถูกแจ้งความกล่าวหา ได้สรุปสำนวน จึงกล่าวหาว่า พล.ต.อ.โกวิท เป็นผู้เร่งให้สรุปสำนวน

ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขีดเส้นตายให้ พล.ต.อ.โกวิท จับกุมตัวมือวางระเบิดให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในเมื่อผู้ลอบวางระเบิดเป็นมืออาชีพ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้เลย และที่ยากขึ้นอีกหลายเท่าก็เมื่อผู้มีอำนาจบางคนชี้นำรูปคดีไว้ล่วงหน้า

พล.ต.อ.โกวิท จึงถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีความผิดอะไรเลย

ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ถูกย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นคำสั่งที่ออกหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน จะผิดจะถูกก็ต้องรอผลการสอบสวน แต่นั่นหมายความว่ามีข้อกล่าวหา

แต่...ด้วยความดัดจริต กองเชียร์ออกมาโวยวายกล่าวหาว่าเป็นการรังแกข้าราชการประจำ ที พล.ต.อ.โกวิท ไม่มีความผิด แต่กระหน่ำโจมตีกันเป็นลูกระนาด

นี่คือความต่างที่เห็นได้ชัด


รัฐฯดับชนวน 'กาสิโน'ช่างใจ 1 ปี

'รมว.คลัง' ขอเวลา 1 ปี พิจารณาเรื่องเปิดกาสิโน หลังนายกฯมีนโยบาย เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องรอบคอบ

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในเรื่องของการเปิดคาสิโนหรือ Entertainment Complex เป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพราะถือว่าเป็นสิ่งละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจว่าหากมีการเปิดขึ้นแล้ว จะมีผลกระทบอย่างไร
' จะต้องดูรูปแบบให้มีความสอดคล้องกับสังคมไทย และป้องกันเยาวชนได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลยังมีเวลาในการศึกษาอีกนาน โดยมองว่าอาจจะใช้ระยะเวลา 1 ปี ในการเรียนรู้จากประเทศอื่น และรวบรวมข้อมูลให้มีความเข้าใจถ่องแท้จริงก่อน' รมว. คลัง

"เฉลิม" ขอรูดซิปปากกรณีบ่อนคาสิโน โต้"จำลอง"ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ด้าน “บรรหาร” นิ่งขอดูข้อมูลก่อนวิจารณ์ มท.1 เย้ยขรก.ตั้งสหภาพสู้ ไม่อาจห้ามคำสั่งโยกย้ายขรก.รายวันได้
วันนี้ (5 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงนโยบายเปิดบ่อนคาสิโนว่า จากนี้ไปจะไม่ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องการเปิดบ่อนถูกกฎหมาย หรือคาสิโนอีกแล้ว และไม่ต้องการให้มองว่ารัฐบาลไม่สนใจในการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่จะนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปในรูปแบบต่าง ๆ อีกทั้งขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ก็ยังไม่ได้ประสานมาที่ตน ส่วนกรณีที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยระบุว่าอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติของ พล.ต.จำลอง เป็นเหตุผลของท่าน เพราะคนอย่างพล.ต.จำลอง ไม่ชอบอบายมุขทั้งปวง ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ถือศีลปฏิบัติธรรม จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกที่พล.ต.จำลองจะมาคัดค้านเรื่องแบบนี้ มันเป็นมุมมองของท่าน ตนไม่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงหรือบานปลาย เพราะสุดท้ายหากมีเหตุผลที่ดี ท่านก็ต้องเข้าใจและเห็นด้วย
ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ยังไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนี้ ขอศึกษาข้อมูลก่อนว่าเป็นอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่าควรต้องทำประชาพิจารณ์ก่อนเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนและต้องดูข้อมูลด้วยว่า กรอบของแนวคิดดังกล่าวเมื่อทำออกมาแล้วจะประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้เท่าไหร่ แนวคิดดังกล่าวมี 2 แนวทาง อย่างที่สิงคโปร์ก็ทำมานานแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองกันว่า การทำประชาพิจารณ์ต้องใช้เวลานาน อาจทำให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเสร็จไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ นายบรรหาร กล่าวว่า ยังมีเวลาอีกมาก น่าจะทำ เพราะเห็นนายกฯบอกจะอยู่ 4 ปี
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนวินัย กระทรวงมหาดไทย มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ไล่ออก นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ อธิบดีกรมที่ดิน เมื่อครั้งเป็นประธานกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่มีการจัดซื้อมิเตอร์ไฟฟ้าโดยมิชอบว่า เรื่องนี้ไม่มีการปกป้องหรืออุ้มอธิบดีกรมที่ดินแต่อย่างใด แต่สำนวนที่นำมาพิจารณาในที่ประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ อ.ก.พ. เป็นการสรุปสำนวนจากคณะกรรมการเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีเอกสารประกอบคำแก้ข้อกล่าวหาของอธิบดีกรมที่ดินแนบมาด้วย จึงเห็นควรที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย การพิจารณาจะต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดว่าไปตามผิด ไม่มีการปกป้องหรืออุ้มอธิบดีกรมที่ดินอย่างแน่นอน ยืนยันว่าจะไม่มีการโยกย้ายอธิบดีกรมที่ดินไปก่อน จนกว่าการพิจารณาจะได้ข้อยุติ
ส่วนกรณีที่สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย จะก่อตั้งสหภาพข้าราชการเพื่อป้องกันการโยกย้ายข้าราชการจากฝ่ายการเมืองนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สามารถดำเนินการจัดตั้งได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการโยกย้ายได้ เพราะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่หากเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถฟ้องศาลปกครองได้