รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเรียกผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมาพบบ่ายนี้ ขู่ถ้ายังไม่แจ้งความอดีตนายตำรวจครองที่ดิน สปก.ผิดกฏหมายเตรียมสั่งย้าย ขณะเดียวกัน เตรียมลุยบุกรุกที่ดินวังน้ำเขียวมาดามพีเค และที่ดิน อ.คีรีรัตน์นิคม จ.สุราษฏร์ธานี แต่ยังไม่ยืนยันเกี่ยวพันเลขาธิการ ปชป. หรือไม่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าบ่ายวันนี้ได้เรียกนาย สุธี มากบุญ ผู้ว่าราชการ จ.นครราชสีมา และรองอธิบดีกรมที่ดินมาเข้าพบ เพื่อให้เร่งดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษอดีตนายตำรวจใหญ่ที่ครอบครองที่ดิน สปก.โดยผิดกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อาจจะยังไม่แม่นในข้อกฎหมาย แต่ตนทราบดีแล้ว หากยังไม่กล้าดำเนินการอดีตนายตำรวจคนดังกล่าว ก็ขอให้บอกมา ตนจะเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯคนใหม่ไปดำเนินการแทน นอกจากนี้จะเข้าไปตรวจสอบที่ดินในพื้นที่ วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ของมาดามพีเค ตามที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ตรวจสอบด้วย โดยยืนยันตราบใดที่ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะไม่ปล่อยให้มีใครบุกรุกที่ดินอย่างผิดกฎหมายแน่นอน หากพบมีการกระทำความผิดก็จะแจ้งความดำเนินคดีเช่นเดียวกันทุกจังหวัด ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา จะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องalert ไม่เช่นนั้นตนจะเอาผู้ตรวจไปทำแทน เพราะมีคนอยากไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดกันเยอะ
ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า มีการบุกรุกที่ดินใน อ.คีรีรัตน์นิคม จ.สุราษฏร์ธานี จำนวน 2000 ไร่ ซึ่งพบว่ามีขบวนการที่จะเข้าไปยึดครองที่ดิน โดยให้ชาวบ้านทยอยเข้าไปจับจองที่ดินเพื่อครอบครอง จากนั้นจึงนำไปขายให้กับนักธุรกิจ และมีการนำไปจำนองกับธนาคารกรุงไทย จนกระทั่งล่าสุดมีบริษัทแห่งหนึ่งเข้ามารับซื้อ (24/03/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, March 24, 2008
มท.1 ขู่ลุยรุกที่ดินวังน้ำเขียว และรุกที่ดิน จ.สุราษฏร์ธานี
พปช ยัน แก้รธน.ไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียืนยันการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้มุ่งหวังทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เพราะรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะเร่งพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพราะว่ามีการใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองทำให้
รัฐบาลทำงานลำบาก ขณะที่ประชาชนก็ไม่สบายใจและต้องการให้แก้ไข โดยยืนยันว่าการเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อจะไปให้มีผลกับคดียุบพรรค แต่เพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ ทั้งนี้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอเวลาไปอีก 1-2 ปี ตามที่ฝ่ายค้านเสนอ ส่วนจะต้องทำประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนหรือไม่นั้น นายจักรภพ ชี้แจงว่า รัฐบาลมีวิธีสอบถามความเห็นจากประชาชนหลายแนวทาง ทางหนึ่งคือการยกระดับสายด่วน 1111 ของทำเนียบรัฐบาลให้เป็นการสำรวจประชามติภายในของรัฐบาลเอง ขณะเดียวกันก็เปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มนักวิชาการและฝ่ายต่าง ๆ ด้วย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เสนอให้เลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลหารือถึงแนวทางการแก้ไขรธน.ร่วมกันก่อนว่าจะเสนอแก้เพียงมาตราเดียวก่อนหรือจะแก้หลายมาตราไปพร้อมๆ กัน เพราะในที่สุดแล้วการดำเนินการในเรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานในสภาฯ โดยในส่วนของพรรคพลังประชาชนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมพรรควันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่าควรแก้ไขในประเด็นของมาตรการ 237 ที่กำหนดไว้ว่า ความผิดของบุคคลถือเป็นความผิดของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การยุบพรรคก่อน เพราะไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยเนื่องจากการยุบพรรคง่ายขัดต่อวิถีทางทางการเมือง พร้อมกับย้ำว่าการก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะยังไม่เชื่อมโยงไปถึงการนิรโทษกรรมอดีตกรรมการบริหารพรรค 111 คน (24/03/51)
‘พล.ต.สนั่น'หนุนแก้รธน.-แฉ‘อีแอบ'โทรศัพท์สั่งการยุบพรรค
พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เห็นด้วยกับแนวความคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะในบางมาตรา ที่เป็นข้อจำกัดแก่พรรคการเมือง ทำให้ไม่สามารถขยับขยายได้ และจะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงในอนาคต ส่วนวิธีการแก้รัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าควรแก้ไขในภาพรวม โดยมีกรรมการบริหารของแต่ละพรรคมาร่วมดำเนินการ ไม่ต้องมีการลงประชามติ แต่ควรเปิดช่องทางให้ประชาชนได้คัดค้าน ส่วนการที่หลายฝ่าย ยังไม่เห็นด้วยนั้น ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อผู้ร่างกับผู้ใช้รัฐธรรมนูญคิดแตกต่างกัน
สำหรับกรณีการพิจารณายุบพรรคชาติไทยของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. พลตรีสนั่น กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยกันในพรรค แต่ควรดำเนินการให้เป็นไปตามมติของ กกต. ไม่ใช่ 1 ใน 5 เพราะการดำเนินการขณะนี้มีการโทรศัพท์สั่งการอยู่เบื้องหลัง
'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 4
มาแล้วครับ กับเรื่องราวของในมุมมืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำจิตวิญญาณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คราวนี้ผมได้คัดลอกเนื้อหาในหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" มาให้ท่านผู้อ่านได้ทำความรู้จัก พฤติกรรมด้านมืดของเขาว่าเป็นอย่างไร
วันนี้ ผมขอหยิบเนื้อหาของหนังสือในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสนธิ ลิ้มทองกุล ที่อาศัยตลาดหุ้น เป็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ ใช้วิธีเงินต่อเงิน ร่วมขบวนกับเสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์ สร้างราคา ปั่นหุ้นแมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จนราคาเกินจริง สูบเงินจำนวนมหาศาลออกไปจากตลาดหุ้นด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน
ในตอนนี้ ได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมของ สนธิ ลิ้มทองกุล ในการใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถี เพื่อไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง โดยดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว เพียงเพื่อจะสนองตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ อันบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน
ซึ่งเป้าหมายที่สนธิ หวังครอบครองคือ การแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย และในที่สุด สนธิก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
/////////////////////////////////////////////////////////
ฝันล่ม-อาณาจักรสลาย
โมกุลดับชีพ
ระหว่างปี 2531 - 2537 เป็น 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ คนหนึ่งในวงการหนังสือพิมพ์เมืองไทย ที่ถีบทะยานตัวเองขึ้นเป็นนักธุรกิจสื่อสารมวลชน ระดับภูมิภาค และระดับโลก ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของเพื่อนๆ ในวงการหนังสือพิมพ์ ว่าสนธิ ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เขาเจอกล่องมหัศจรรย์ หรือไปเจอประตูทะลุมิติ หรืออย่างไร จึงไปไกลถึงระดับโลก ทั้งๆ ที่ เพื่อนร่วมวงการจำนวนมาก อย่างดีก็ยังแค่เลื่องชื่อในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น
ในขณะเดียวกันนักธุรกิจสื่อสารมวลชนระดับโลก ต่างก็พากันให้ความสนใจกับ ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุล ว่านักธุรกิจไทยคนนี้เป็นใคร อยู่ดีๆ ก็พรวดพราดขึ้นมาท้าทายอิทธิพลของสื่อตะวัน ตกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่ท้าทายธรรมดา แต่ยังกล่าวหาสื่อตะวันตกอย่างตรงไปตรงมาว่าเข้ามาครอบงำวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมเอเซีย
เท่านั้นไม่พอ สนธิ ลิ้มทองกุล ยังสถาปนาตัวเองเป็น โมกุลสื่อแห่งเอเซีย ที่ประกาศศักดายกพาพวกไปสู้รบ ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนตะวันตก ไกลถึงฝั่งอเมริกา และยุโรป ด้วย
การขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อสารมวลชนของสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินไปอย่างดุดันและก้าวร้าว ซึ่งบ่งบอกถึงความทะเยอทะยาน และเป้าหมายที่เขาหวังครอบครอง คือการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งของนักธุรกิจสื่อสารมวลชนของโลก
รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ผู้ครอบครองตำแหน่งราชันย์แห่งสื่อของโลก คือ เจ้าของตำแหน่งที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเป้าจะช่วงชิง
กล่าวกันว่า กุญแจดอกแรกที่เปิดกล่องมหัศจรรย์ หรือ ประตูทะลุมิติให้แก่สนธิ ก็คือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาดหุ้น นั่นเอง
ส่วนต่างของราคาหุ้นแมเนเจอร์มีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ที่เรียกชื่อในวงการนักเลงหุ้นว่า MGR ที่ถูก "ปั่น" ถูกสร้างขึ้นไปจนเกินราคาจริงหลายเท่าตัว คือกำปั่นวิเศษของสนธิ ที่มีเงินไหลเข้ามา อย่างมากมายมหาศาล
ว่ากันว่า สนธิ ได้เงินจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งในขณะนั้นมีสภาพไม่แตกต่างจากบ่อนพนันขนาดใหญ่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา นับพันล้านบาท จากหุ้นราคาพาร์ 10 บาท ถูกสร้างราคาให้ขึ้นไปมากกว่า 300 บาท ด้วยทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็ก
เงินที่ได้มาจากการนำหุ้น MGR เข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ทำให้แมวอย่างสนธิกลายเป็นเสือที่ใครๆ ก็ต้องระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ เพราะเขามีทั้งอำนาจเงิน และอำนาจปากกา ที่จะยกย่องให้ใครเป็นคนดี ก็เพียงแค่กระพริบตา ทำให้ใครเป็นคนชั่ว ก็เพียงแค่ขยับปาก โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น และโบรกเกอร์ ในสมัยนั้น ต่างต้องพึ่งพาสนธิ และสื่อในเครือผู้จัดการ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์บริษัทที่ดี ผู้บริหารที่เก่ง กันอย่างถ้วนหน้า
นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน ในยุคนั้น ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดมีห้องนักข่าวส่วนตัว ที่ตึกสินธร ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการของตลาดหุ้น ในขณะที่นักข่าวจากหนังสือพิมพ์อื่นๆ ต้องไปแออัดรวมกันอยู่ในห้องสื่อมวลชนรวมที่ตลาดหลักทรัพย์ จัดไว้ให้
ข้อมูล ข่าวตลาดหุ้น และการวิเคราะห์หุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในห้วงเวลานั้น แม่นยำยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ใดๆ เชียร์ 5 ตัว ต้องมีเข้าเป้าถึง 4 ตัว อย่างน้อยๆ หรือเลวๆ ก็ต้องไม่น้อยกว่า 3 ตัว ส่งผลให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เป็นหนังสือพิมพ์อันดับหนึ่งของนักเลงหุ้น ในสมัยนั้น เพราะ อ่านแล้วรวย
แต่มีข้อพึงสังเกตประการหนึ่ง ก็คือ หุ้นหลายๆ ตัว ที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน เชียร์ กว่าครึ่งเป็นหุ้นเก็งกำไร หรือที่เรียกขานกันในแวดวงว่าหุ้นปั่น ซึ่งหุ้นเหล่านั้น ขณะนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในหมวดรีแฮปโก้ หรือ หุ้นที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ เช่นเดียวกับหุ้น MGR ของสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง
ไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ สาวไปถึงว่าสนธิ กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีส่วนกับการทำราคาหุ้น หรือปั่นหุ้น ตัวใดตัวหนึ่ง ถึงขนาดที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่เป็นรับทราบกันในวงการว่า สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ อดีตเจ้าพ่อตลาดหุ้นเมืองไทย ซึ่งเคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้น คบหากันด้วยสัมพันธ์ลักษณะ น้ำ กับ เรือ เสือ กับ ป่า ที่ต้องพึ่งพาอัชฌาสัย ในฐานะ นักลงทุนที่มีอิทธิพลส่วนตัวในการชี้นำราคาหุ้น กับสื่อหนังสือพิมพ์ ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ข่าวสาร และการตัดสินใจของลักเล่นหุ้น ได้
ข่าวหลายข่าว ข้อมูลหลายชิ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ได้รับการยอมรับและชวนติดตามในหมู่นักเลงหุ้นรายย่อย ที่ด้อยโอกาสเข้าถึงข้อมูลอินไซด์ ก็เพราะความสัมพันธ์แบบน้ำ กับ เรือ เสือกับ ป่า ระหว่าง สนธิ ลิ้มทองกุล กับ สอง วัชรศรีโรจน์ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ระดับ มือเซียน อย่างสนธิ กับ ระดับเจ้าพ่อตลาดหุ้น อย่างสอง ย่อมรู้ดีว่าการคบหากันในลักษณะเปิดเผย ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐนัก จักแต่ชักนำเภทภัยร้ายแรงมาให้เท่านั้น ทั้งสองคนจึงพึงพอใจความสัมพันธ์ในลักษณะต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวพันร้อยรัดกันไว้เพียงผลประโยชน์ ที่ผ่านสื่อบุคคลคือ นักข่าวสายตลาดหุ้นของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน บางคน
กล่าวได้ว่า ทั้ง สนธิ กับ สอง จัดอยู่ในชั้นเซียน เหยียบหิมะไร้ร่องรอย จริงๆ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน สักชิ้นเดียวว่าทั้งสองเกี่ยวพันกัน คงมีแต่คำร่ำลือในวงการหุ้นว่า ถ้า ผู้จัดการรายวัน ชี้หุ้นตัวไหน นั่นหมายถึงว่า สอง จะเข้าแล้ว (เข้า แปลว่าเข้าทำราคา)
โดยเฉพาะสนธิ นั้น เขามีประสบการณ์ในเรื่องตลาดหุ้นดี ตั้งแต่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของตึกดำ ที่รวบรวมนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม เข้ามาเขย่าวงการธุรกิจ และวงการหุ้นไทย โดยมีสื่อสิ่งพิมพ์ ในมือพร สิทธิอำนวย เป็นเครื่องมือในเชิงกลยุทธ์ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ก่อนที่อาณาจักร ตึกดำ จะล่มสลายไป โดยทิ้งหนี้สินไว้ให้กับประชาชนผู้เล่นหุ้นรายย่อย ที่ถูกเรียกขานเป็นแมลงเม่า สิ้นเนื้อประดาตัว กันไปเป็นจำนวนมาก
วีรกรรมของคนตึกดำในยุคนั้น ถูกเล่าขานกันไม่รู้จบจวบจนถึงวันนี้ เป็นบาดแผลหนึ่งของระบบธุรกิจไทย เป็นรอยด่างดำรอยหนึ่งของวงการหุ้นไทย
ย้อนกลับมาถึงเงินจำนวนมหาศาลที่สนธิ สูบออกไปจากตลาดหุ้น ทั้งจากหุ้น MGR และหุ้นอื่นๆ อีกหลายตัว ด้วยชั้นเชิงแบบมือเซียน เขานำเงินจำนวนดังกล่าวไปทำธุรกิจแบบเงินต่อเงิน ซื้อบริษัทที่ง่อยเปลี้ยเสียขา เข้ามาอยู่ในมือ แล้วก็ปัดฝุ่นตบแต่งหน้าตา ประแป้ง แต่งบัญชีให้น่าดู น่าชม และน่าเชื่อ แล้วก็เพิ่มทุนเข้าไป ตีข่าวใหญ่ๆ ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ของตัวเอง เพื่อสร้างราคาให้กับหุ้นบริษัทนั้นๆ
เพียงแค่เท่านี้ หุ้นของบริษัทที่เคยง่อยเปลี้ยเสียขา ก็กลายเป็นหุ้นชั้นดี มีพี่เลี้ยงชั้นเยี่ยม ปล่อยเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ก็ไม่มีใครยั้งราคาอยู่ เพราะมีเครือข่ายการทำราคาครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่ง กลุ่มนักเลงหุ้นที่พร้อมเข้าทำ กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่พร้อมจะชี้ เชียร์ ให้เชื่อ และซื้อ
หุ้นตัวอย่างที่ สนธิ ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงบ่อยๆ ก็คือหุ้น IEC ซึ่งเขาซื้อมาถูกๆ จากเครือปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็เอามาแต่งเนื้อแต่งตัวกันยกใหญ่ แล้วก็สร้างข่าวจนทำให้เป็นหุ้นที่ดี มีอนาคตไกล ดูดเงินจากนักเล่นหุ้นไปได้หลายพันล้านบาท แล้วก็จบลงด้วยการล่มสลาย
IEC ง่อยเปลี้ยเสียขา เหมือนเมื่อวันที่ได้มา เมื่อ IEC ถูก ก.ล.ต. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตรวจพบว่าปลอมมติผู้ถือหุ้น ไปค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ IEC ซึ่งเป็นฐานบัญชาการธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสนธิ
การค้ำประกันดังกล่าว ทำให้ IEC ต้องรับภาระหนี้เงินกู้ของเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มากกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่จนทุกวันนี้ โดยผู้อยู่เบื้องหลังการปลอมมติผู้ถือหุ้นของ IEC ไปค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด ก็คือ สนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง และคดีนี้สนธิ ก็ตกเป็นผู้ต้องหาด้วยเช่นกัน
ในวันที่รุ่งเรือง เฟื่องฟู สนธิ ลิ้มทองกุล ใช้เงินที่สูบออกจากกระเป๋าประชาชนทุกวิถีทาง ทั้งจากกลไกของตลาดหลักทรัพย์ ผ่านการซื้อขายหุ้น และกลไกสถาบันการเงิน ด้วยการกู้เงินจากบริษัทเงินทุน และธนาคาร ตลอดจนกองทุนต่างๆ ด้วยการนำใบหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไปสร้างอาณาจักรธุรกิจของตัวเอง และใช้จ่ายอย่างเกินตัว เพียงเพื่อจะสนอง ตอบต่อเป้าหมายและความฝันของตัวเองให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากว่าความฝันของเขาไม่บรรลุเป้าหมาย
อาณาจักรทางธุรกิจที่สนธิ สร้างขึ้น เต็มไปด้วยเครือข่ายโยงใยสลับซับซ้อนอย่างมาก เชื่อกันว่ามีเพียงสนธิ คนเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ของทุกธุรกิจ ได้ และหากใครได้ฟังแล้ว ก็จะตกอยู่ในอาการเหมือนถูกมนต์สะกด เทใจเชื่อแบบหมดเนื้อหมดตัว เหมือนที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายใหญ่ของสนธิ เชื่อ จนเป็นที่มาของหนี้เน่า หนี้เสียหลายพันล้านบาท ที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังแก้ไขอยู่จนถึงทุกวันนี้ และ บริษัทเงินหลักทรัพย์ศรีมิตร (CMIC) ที่หลงเชื่อสนธิ และเป็นเจ้าหนี้เงินกู้รายใหญ่ของสนธิ จวบจนวันสุดท้ายของการดำเนินกิจการ ก็ยังคงเชื่อไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นอวสานที่น่าสมเพชยิ่งนัก
เฉพาะเครือข่ายอาณาจักรที่สังกัดอยู่ในเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด จำนวน 11 บริษัท ที่ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ มีเงินทุนจดทะเบียนนับหมื่นล้านบาท เมื่อนับไปถึงเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้สำหรับการดำเนินธุรกิจ ประมาณการได้ว่าต้องมีไม่น้อยกว่าหลักหมื่นล้านบาท
ยังไม่นับบริษัทอื่นๆ ที่สนธิ ทำในนามส่วนตัวอีกหลายสิบบริษัท ทั้งที่อยู่ในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดย เฉพาะในลาว และ จีน ซึ่งเป็นฐานหลักทางธุรกิจของสนธิ ในเวลานั้น เพราะ สองประเทศนี้ ระบบการตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินยังล้าสมัยมาก และยังรวมไปถึง เวอร์จิ้น ไอส์แลนด์ หรือ เกาะเคย์แมน แดนสวรรค์ ของนักฟอกเงิน
ประมาณการณ์คร่าวๆ เงินทุนที่สนธิ ลิ้มทองกุล ลงทุนและใช้ผ่านมือในห้วงเวลานั้น ต้องมีไม่น้อยกว่าสี่ถึงห้าหมื่นล้านบาท ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่กล้าคิดแย่งชิงตำแหน่งเจ้าพ่อสื่อของโลก มาจากรูเพิร์ต เมอร์ด็อก อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดยุทธภูมิ "เอเซียไทม์" และ "ลาวสตาร์" รวมทั้งฝันจะไปจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดแนสแดค ของอเมริกา
ในห้วงเวลานั้น ประเทศไทย เล็กเกินไปแล้วสำหรับ สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีอะไรท้าทายความ สามารถของเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาต้องการแล้วยังไม่ได้ ทั้ง อำนาจ เงินตรา บริวาร และ นารี
สนธิ ใช้เงินที่ได้มาด้วยวิธีการแบบของเขา ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้ง ธุรกิจ บริวาร อำนาจการเมือง และ นารี
ในวันที่รองเรืองด้วยทรัพย์สินเงินทอง สนธิ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเคยให้เงินพรรคการเมืองหนึ่งไปถึง 300 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง แต่ต่อมาในภายหลังต้องผิดใจกัน เพราะหัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ไม่เชื่อฟังเขา ไม่ยอมถอนตัวออกจากรัฐบาล ตามที่เขาสั่ง
ในวันที่เรืองอำนาจ สนธิ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ด้วยการเสนอให้ใช้บ้านพีเค วิลล่า ถนนสุโขทัย ของเขา เป็นที่จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อนายบรรหาร ศิลปอาชา ไปถึงบ้านพีเค วิลล่า ปรากฏว่าแกนนำพรรคการเมือง ที่คาดว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้มารออยู่พร้อมหน้าแล้ว นายบรรหาร จึงได้แต่เล่นไปตามเกมที่มีการขีดเขียนบทไว้ล่วงหน้าแล้ว และแน่นอนว่าหนึ่งในผู้เขียนบท ย่อมต้องมีชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย ในฐานะเจ้าของบ้าน เจ้าของสถานที่จัดตั้งรัฐบาล
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สนธิ ลิ้มทองกุล สนใจ และใฝ่หาอำนาจการเมือง มานานแล้ว เพราะระดับเซียนอย่างสนธิ ที่ใช้อำนาจเป็น ย่อมรู้ดีว่าการมีอำนาจการเมืองอยู่ในมือ จะสามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งที่เขาปรารถนา นั่นจึงทำให้สนธิ ว่ายเวียนอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ล้ำเข้ามาในแดนการเมืองอยู่ตลอด เวลา นับแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้
ในวันที่เงินทองห้อมล้อมตัว สนธิ เคยเซ็นเช็คลงจำนวนเงิน 30 ล้านบาทให้กับดาราสาวคนหนึ่ง เพียงเพราะเขาต้องการได้เธอมาเป็นคู่นอนแบบชั่วคราว
การรุกทางธุรกิจอย่างดุดัน ก้าวร้าว และใช้เงินเป็นหัวหอกในการรบของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปรียบประหนึ่งจักพรรดิเจงกีสข่าน ยกไพร่พลและม้ารบ กรีฑาทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ทั่วแว่นแคว้นในเอเซีย และข้ามไปยังยุโรป ซึ่งเป็นการประเมินสถานการณ์ ประมาณการกำลังแห่งตนเองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง จึงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับและดับชีพในสมรภูมิ ที่ตัวเองสร้างขึ้นนั่นเอง
เฉกเช่นเดียวกับสนธิ ลิ้มทองกุล เขายกทัพบุกตะลุยเข้าไปในเกือบทุกประเทศของเอเซีย เท่านั้นไม่พอ ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่เป็นพื้นฐานอันแท้แห่งจิตใจของเขา กำหนดให้เขามุ่งหน้าสู่ยุโรป และอเมริกา แล้วเขาก็มีสภาพไม่แตกต่างจากจักพรรดิเจงกีสข่าน คือ พ่ายแพ้ และตายคาสนามรบ เนื่องจากเป็น เขาเป็นโมกุลเทียม ที่สถาปนาตัวเอง มิใช่ โมกุลแท้ ที่ชาวโลกยกย่อง
ความไม่พร้อมของสนธิ ในขณะนั้น ถูกเปิดเผยขึ้นมาเมื่อเขาพ่ายแพ้สงคราม ประกอบด้วย ความไม่พร้อมด้านทุน เนื่องเพราะทุนที่สนธิ อวดอ้างว่ามีเยอะ มีมหาศาล เพียงพอต่อการรบพุ่งในสมรภูมิสื่อระดับโลก นั้น แท้จริงแล้ว เป็นทุนที่ระดมมาจากการเก็งกำไร และเงินกู้ระยะสั้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และความไม่พร้อมด้านเนื้อหา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจสื่อ สนธิ มีเกินพอสำหรับการทำสื่อในประเทศ แต่ยังมีไม่เพียงพอ สำหรับการทำสื่อระดับโลก
การพ่ายแพ้ของสนธิ ทำให้เขากลายเป็นอดีตไทคูน อดีตโมกุล ที่ถูกลบชื่อออกจากทำเนียบนักธุรกิจสื่อที่มีสีวัน น่าตื่นเต้นเร้าใจ ไปอย่างรวดเร็ว และต้องหวนกลับคืนสู่รากเหง้าที่แท้จริงของตัวเอง นั่นคือ การทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เพื่อเป็นฐานอำนาจ และเป็นหัวเชื้อเรียกหาความยิ่งใหญ่ในอดีตของตัวเองกลับคืนมาอีกครั้ง
ในห้วงเวลา 7 ปีทองของสนธิ ลิ้มทองกุล เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศไทย เนื่องเพราะความเชื่อในทฤษฎีโลกานุวัตร ที่ตัวเองสร้างขึ้น และพาให้ผู้คนทั้งประเทศหลงเชื่อตามไปด้วย จนได้รับบาดเจ็บเจียนตาย ทั้งเจ้าทฤษฎีและผู้ปฏิบัติตาม พากันเป็นหนี้สินรุงรัง กระทั่งมาหูตาสว่าง เมื่อได้รับฟังพระราชดำรัส "เศรษฐกิจพอเพียง" เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540
วิญญาณเสือตัวที่ 5 จึงถูกสะบัดออกจากร่างของสนธิ ลิ้มทองกุล ให้กลับกลายมาเป็นแมวไทยอีกครั้งหนึ่ง
สนธิ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมที่เกิดจากความผิดพลาดของเขาเอง โดยมีทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นทางลง และคำอธิบายให้แก่ผู้คนทั้งหลายว่า เขาเปลี่ยนตัวเอง เพราะเขาคิดผิดทั้งหมด
"มันเป็นอดีต ตอนนี้ไม่ต้องการเลย เสียใจที่เคยคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราทำความใหญ่ พิเศษในเรื่องเล็กๆ ได้ดีที่สุด สิ่งที่ทำไม่จำเป็นต้องใหญ่ ถึงมันจะเล็กขอให้มันใหญ่ในตัวมัน ใหญ่ในแง่คุณภาพมันก็ใหญ่" คือคำตอบของสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อถูกถามว่าเขากำลังทวงความยิ่งใหญ่ในอดีต กลับคืนมาหรือไม่ ในการขับเคลื่อนทัพ ชนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนี้
ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง
/////////////////////////////////////////////////////////
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเนื้อหาในตอน "ฝันล่ม อาณาจักร สลาย โมกุลดับชีพ" จากหนังสือ "ล้มแล้วรวย อีกด้านหนึ่งของสนธิ เล่ม 2" อ่านแล้วคงได้รู้กำพืดของสนธิ ลิ้มทองกุล ดียิ่งขึ้น
แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ ว่า ".....ถึงแม้ สนธิ จะยอมรับแล้วว่า ฝันของเขาได้สลายไปแล้ว อาณาจักรธุรกิจเดอะเอ็มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พังทลายลงแล้ว และโมกุลแห่งเอเซีย ได้ดับสิ้นไปแล้ว
แต่กลับมีการเกิดขึ้นของ อาณาจักรไทยเดย์ดอทคอม ขึ้นมาแทน และเขากำลังจะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ด้วยการออกตัวจากจุดสตาร์ท ในประเทศ อีกครั้งหนึ่ง
สนธิ คาดหวังที่จะมีผลงานการล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นประกาศนียบัตร เป็นใบเบิกทางการกลับคืนสู่วงการธุรกิจ ของเขา อีกครั้งหนึ่ง..."
ซึ่งประโยคที่ผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นปริศนา สำหรับผมแล้ว คิดว่าผู้เขียนน่าจะแปลความได้ว่า "เชื้อชั่วไม่มีวันตาย"
แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับ คิดว่าน่าจะแปลความหมายว่าอย่างไร......?
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 3 'แค้นสั่งฟ้า' คลิ๊กที่นี่
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 2 คลิ๊กที่นี่
อ่าน'สนธิ' คนที่คุณไม่รู้จัก ตอนที่ 1 คลิ๊กที่นี่
จักรภพ ย้ำ จำเป็นต้องเร่งแก้ไข รธน.
ทำเนียบฯ 24 มี.ค.- “จักรภพ เพ็ญแข” ย้ำ จำเป็นต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบุ มีการใช้ช่องว่างรัฐธรรมนูญ มาเคลื่อนไหวทางการเมือง ยืนยัน ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องยุบพรรค แนะให้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เริ่มเดินเกม ขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้เป็นความริเริ่มจากฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่ รัฐบาลจะสนับสนุน โดยการให้ความรู้ประชาชน
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนแนวคิดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร่งด่วน เพราะมีคนจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ขอระบุ ใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ มาเป็นประโยชน์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ การบริหารประเทศของรัฐบาลเป็นไปด้วยความลำบาก ประชาชนไม่สบายใจ และเห็นด้วยกับแนวทางที่จะใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 มาเป็นธง และเอารัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาเทียบ เพราะเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“ขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับปัญหาที่เกิดขึ้น จุดยืนของรัฐบาลย้ำว่า เมื่อมีปัญหากรอบสำคัญ ต้องทำโดยเร่งด่วน ข้อเสนอให้ปล่อยเวลา 1 – 2 ปี แล้วค่อยแก้ไข คงไม่ใช่เหตุผล เพราะแก้เร็วที่สุดเท่าไร ยิ่งดี” นายจักรภพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีเคยประกาศว่า จะใช้เวลา 3 เดือนสุดท้ายของรัฐบาลมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้มีคดียุบพรรค จึงทำให้รัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการยุบพรรคเป็นเรื่องส่วนตัวของพรรคพลังประชาชน แม้จะกระทบกับสมาชิก 10 ล้านคนก็ตาม แต่ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อได้ ก็จำเป็นต้องทำ
“ที่บอกไม่รีบร้อนในระยะแรก เพราะคิดว่าจะมีการปรับตัวเข้าหากัน เจ้าของโยบายสมานฉันท์จะสมานฉันท์จริง แต่ปากพูดไปอย่าง แต่เท้าระราน ไม่ใช่มีมือที่มองไม่เห็น แต่มีเท้าที่มองไม่เห็นเยอะ ทำให้เราคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องผลักดันโดยเร็ว” นายจักรภพ กล่าว และว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องเร่งให้เสร็จ ก่อนที่ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง จะพิจารณาคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน
นายจักรภพ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง แต่เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า และเห็นว่า ส.ส.ของพลังประชาชนควรเป็นผู้เริ่มเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่น เพื่อให้เป็นความริเริ่มจากฝ่ายนิติบัญญัติ โดยรัฐบาลจะใช้เวทีของรัฐในการให้ความรู้ประชาชน ว่าทำไมต้องแก้ไข ส่วนการสอบถามความเห็นของประชาชน ในฐานะที่ดูแลสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะยกระดับศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน 1111 มาใช้สำรวจประชามติ เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะทำให้รัฐบาลทราบว่าประชาชนสนับสนุนหรือไม่ พร้อมกับสำรวจความคิดเห็นของนักวิชาการ สื่อมวลชน เพื่อเป็นข่อมูลในการจัดสินใจ.- สำนักข่าวไทย
พงศ์เทพปัดข่าวทักษิณส่งสัญญาณยุบพรรค [24 มี.ค. 51 - 12:37]
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (24 มี.ค.) ถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ พยายามส่งสัญญาณให้มีการยุบสภาว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง ซึ่งการยุบสภาไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย และไม่ทำให้คดีเกี่ยวกับการยุบพรรคสิ้นสุดลง ฉะนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับพรรคการเมือง
นิติฯมธ.เสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย'ยุบพรรค'


อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงข้างน้อยในคณะ ประกอบไปด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร ได้ออกแถลงการณ์กรณีการยุบพรรคการเมือง ซึ่งกำลังเป็นที่สับสนในสังคมวงกว้างขณะนี้ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญเขียนข้อความที่ขัดกันเอง ในเรื่องพรรคการเมือง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย และ การยุบพรรคการเมือง ซึ่งนานาอารยะประเทศจะไม่ทำกัน และมีการใช้ถ้อยคำที่เสมือนเป็นคำพิพากษา เอาไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ รวมทั้งข้อเสนอที่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แถลงการณ์
เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตีความกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่าในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวและต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่นั้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายเห็นว่าโดยที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้ จึงเห็นสมควรที่จะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายให้สาธารณชนได้รับทราบไว้ดังต่อไปนี้
๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๗ บัญญัติว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาถ้าการกระทำของบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”
บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้รับการบัญญัติซ้ำไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง โดยมีถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มาตราดังกล่าวบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า “..ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”
๒. พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย การตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองจึงไม่สามารถทำได้โดยการอ่านกฎหมายแบบยึดติดกับถ้อยคำเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดสิทธิทางการเมืองของปัจเจกบุคคลประกอบด้วยเสมอ
๓. หากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเห็นไปได้ว่าเมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่งกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี มีปัญหาว่าความเข้าใจกฎหมายและการตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่
๔. ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมายหรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่างกฎหมายเท่านั้น ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายไม่ได้คาดเห็นผลร้ายของการร่างกฎหมายเช่นนั้นขณะร่างกฎหมาย ในการตีความกฎหมาย นอกจากจะต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมในขณะร่างกฎหมายนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและในหลายกรณีอาจสำคัญยิ่งกว่า คือ การพิจารณาระบบกฎหมายทั้งระบบ พิจารณาหลักเกณฑ์อันเป็นเสาหลักที่ยึดโยงระบบกฎหมายนั้นไว้ ตลอดจนพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายบทนั้น (ratio legis) หลักเกณฑ์การตีความดังกล่าวมานี้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดการตีความกฎหมายที่ส่งอันประหลาดและขัดกับสำนึกในเรื่องความยุติธรรม
๕. กล่าวเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมฝืนต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไป และเท่ากับทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายในประเทศไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนกับกฎเกณฑ์การประหารชีวิตญาติพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นการฝืนพัฒนาการทางกฎหมายของโลกและจะทำให้สถานะทางกฎหมายของประเทศตกต่ำลงในสายตาของนานาอารยะประเทศด้วย หาใช่ความน่าภูมิใจดังที่มีบางท่านกล่าวอ้างไม่
๖. ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยกขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ อันที่จริงแล้วการบัญญัติกฎหมายโดยใช้คำว่า “ให้ถือว่า” เท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งและต้องไม่ขัดต่อหลักเหตุผล เพราะมิฉะนั้นผู้ร่างกฎหมายก็สามารถบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ได้ โดยใช้คำว่า “ให้ถือว่า” เสียทั้งสิ้น บทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๙ เป็นตัวอย่างของความไร้เหตุผลในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติ “ให้ถือว่า” การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำนั้นจริงๆแล้วชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่ากับบัญญัติให้การกระทำในอนาคตพ้นไปจากเสียการตรวจสอบในทางตุลาการ ซึ่งขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างเห็นได้ชัด
๗. เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา ๒๙๑ ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา ๒๙ ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ซึ่งย่อมหมายว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำตามหลักความพอสมควรแก่เหตุเท่านั้น
๘. เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ถือว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นรู้เห็นแล้วปล่อยปละละเลยเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญจำกัดตัดทอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรกว่าเหตุจึงขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กรณีที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขัดกันเองเช่นนี้ องค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายย่อมจะต้องตีความบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เป็นหลักการ โดยจำกัดผลการใช้บังคับของบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดลง โดยอาศัยเหตุผลตามหลักวิชาที่ได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปข้างต้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายจึงมีความเห็นว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น และเมื่อถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองเสียแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปวิถีทางตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุดังกล่าวจึงจะดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ การใช้และการตีความกฎหมายเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับหลักเหตุผลและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรที่ริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำของบุคคลหรือของพรรคการเมืองนั้นถึงขนาดที่สมควรจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ และหากเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ใช้ดุลพินิจริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีดุลพินิจในการวินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
๙. อนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้ (ซึ่งมีปัญหาอย่างยิ่งในทางทฤษฎี) หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงในทางการเมืองว่าใครบ้างที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในระยะเวลาอันใกล้นี้และกฎเกณฑ์การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีความชอบธรรมหรือไม่
๑๐. กลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่าการออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก และเมื่อการใช้อำนาจดังกล่าวส่วนหนึ่งปราศจากการตรวจสอบในทางตุลาการ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปัญหามาตรฐานของการวินิจฉัยและความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ตลอดจนความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนั้น กลไกดังกล่าวนี้จะเป็นกลไกที่กระทบกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างปัญหาทั้งทางการเมืองและกฎหมายให้กับประเทศ
๑๑. สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บรรดาบุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง ขอเรียนด้วยว่าคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายไม่ประสงค์จะเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง แต่การออกแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นไปเพราะต้องการให้การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักวิชา และมุ่งหวังให้การแก้ปัญหาทางการเมืองและกฎหมายดำเนินไปอย่างสันติและถูกต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง
รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ
กทม.24 มี.ค. - นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ ออกเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก นายสุธา ชันแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะ เดินทางไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือด้านต่างๆ
อัพเดตเมื่อ 2008-03-24 09:36:49
“ชุมพล” แนะให้ตั้งสติ จุดพลุแก้รธน.มาตรา237 [24 มี.ค. 51 - 09:17]
นายชุมพล ศิลปอาชา อดีตสมาชิกวุฒิสภา กทม.ปี 254343 กล่าววันนี้ (24 มี.ค.) ถึงความพยายามในแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่า ประเด็นของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมา พุ่งเป้าไปจัดการคนหนึ่งคน แต่กระทบคนจำนวน 65 ล้านคน แทนที่การพัฒนาประชาธิปไตยจะเดินหน้า ต่อยอดขึ้นไป กลับกลายเป็นถอยกลับสู่อดีต ซึ่งไม่ควร โดยเฉพาะวุฒิสภา โครงสร้างปี 2540 คิดกันมานาน กว่าจะยุติ ดีพอแล้ว แต่พฤติกรรมของคน ที่ไปอยู่ในโครงสร้างต้องแก้ไขกันไป ไม่ใช่รื้อทิ้งหมด แล้วไปเอาลูกผสมมาใช้ ไม่น่าจะถูก แถมห้ามลูกห้ามเมีย เอาภาพพฤติกรรมไปเขียนรัฐธรรมนูญ กีดกันนักการเมืองบางคน
“จำนวนส.ว.ยุคผม 200 คน ถือว่ามากแล้ว แต่ลดเหลือ 150 คน ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งแยกเป็น 2 ระบบ ผมว่า ทำให้จำนวนมีปัญหาต่อไป ยิ่งกว่ารุ่นผม ขณะที่ ส.ส.ตอนนี้ยังไม่ออกฤทธิ์ออกเดช ลงมติได้โดยอิสระทุกเรื่อง ไม่ต้องฟังมติพรรค เขียนเปิดช่อง” นายชุมพล กล่าว และว่า ควรตั้งสติ แยกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกจากการยุบพรรค
อดีต ส.ว.กทม. กล่าวอีกว่า การที่เราจะแก้ไขอะไร ไม่มีปัญหา จะไม่ทำกัน แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นหาแนวร่วม อย่าไปแก้เพื่อ มาตรา 237 เท่านั้น ไม่ใช่ มาตรา 237 แค่เป็นจุดเริ่มต้นให้เราแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ตอนนี้อย่างไปนึกว่า มีคนจุดพลุขึ้นมา แล้วบางคนอาจพูดเข้มไปว่า จะแก้มาตราเดียวให้จบไปเร็ว ๆ ทำอย่างนั้นไม่ได้ กฎหมายเวลานี้มีอยู่อย่างไร ต้องเคารพก่อน ดุลยพินิจของ กกต.มีอย่างไร ต้องเคารพก่อน เดินไปตามระบบ ปัญหา 237 เป็นปัญหาดุลยพินิจ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องของกฎหมาย
“มาตรา 237 เขียนถูกแล้ว โดยเฉพาะวรรค 1 ลงโทษตัวผู้สมัคร วรรค 2 ลงโทษพรรคที่มีส่วนรู้เห็น ซึ่งเป็นดุลยพินิจ ที่กกต.ใช้นั้น ไม่ถูก เมื่อเป็นอำนาจของเขา เราทำอะไรไม่ได้” นายชุมพล กล่าว และว่า การแก้มาตรา 237 เป็นแค่ประเด็นหนึ่ง ทั้งนี้ พรรคการเมือง ในต่างประเทศเขาไม่ยุบกัน การยุบพรรคการเมืองง่าย ๆ แบบนี้ไม่มี หากก้าวไปไกลกว่านี้ มาตรานี้ตัดได้ตัดไป แล้วมาลงโทษคนกระทำความผิดเท่านั้น อย่าลงโทษพรรค พรรคพูดไม่ได้
นายกฯ ควง ผบ.ทบ. เยือนเวียดนาม
นายกฯ ควง ผบ.ทบ. เดินทางไปเยือนเวียดนาม โดยปฏิเสธให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ขณะ รมว. พัฒนาสังคมฯ พร้อมให้ตรวจสอบวุฒิการศึกษา










