รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การปกป้องคนผิดให้อยู่เหนือกฏหมายแต่ต้องการแก้กรณียุบพรรคไม่ให้เหมาเข่ง
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ยังมีความเห็นแตกต่างในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ บางส่วนต้องการให้แก้ไขทั้งระบบ บางส่วนให้แก้บางมาตรา ส่วนความเห็นของวิป
รัฐบาลเมื่อวานนี้ แม้จะมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา 237 แต่ก็คงต้องรอฟังความคิดเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย ดังนั้นจึงได้มีการสั่งการให้เลขานุการของวิปรัฐบาล สอบถามความคิดเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค รวมทั้ง ส.ส. ภายในพรรค ว่ามีความเห็นอย่างไร ขณะที่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย ์หากมีความสนใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็สามารถร่วมลงชื่อเพื่อขอยื่นญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรได้
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทุกพรรคได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว และไม่เคยมีแนวคิดที่จะไม่ให้ผู้กระทำผิดอยู่เหนือกฎหมาย เพราะความผิดก็ยังคงมีอยู่ แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการยุบพรรคแบบเหมาเข่ง เพราะไม่เป็นธรรม ซึ่งจุดนี้ถือเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลต้องการแก้ไข ส่วนจะสามารถเสนอญัตติให้ทันก่อนการปิดสมัยประชุมสภาฯ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเด็นการแก้ไขว่ามีจำนวนเท่าไร (25/03/51)
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 25, 2008
มือกม.รัฐบาลย้ำแก้ รธน.ไม่ใช่ปกป้องคนผิดอยู่เหนือกม.
จักรภพ ชงตั้งกรรมการสอบ อสมท.ขาดทุน
รมต.ประจำสำนักนายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการขาดทุน ของ อสมท.ขณะเดียวกันเตรียมเสนอแบบบริหารชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่าให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาสอบสวนการบริหารงานของบอร์ด อสมท. ภายหลังจากที่ขาดทุนเป็นมูลค่า 27 ล้านบาทในรอบ 7 ปี และพบการทุจริตไม่โปร่งใส เช่น การคิดค่าหัวคิวรายการ ขณะเดียวกันก็เตรียมที่จะเสนอรายชื่อของบอร์ดบริหารชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า พร้อมทั้งไม่ยืนยันว่าจะมีชื่อของนายแพทย์เหวง โตจิราการและนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ไปดำรงตำแหน่งเป็นบอร์ดบริหารชุดใหม่หรือไม่ แต่ยืนยันว่า บอร์ดบริหารชุดใหม่ของ อสมท.จะไม่มีคนในบ้านเลขที่ 111 อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่จะมีการปลดนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือไม่งั้นก็ต้องพิจารณาดูอีกครั้งประมาณเดือน เม.ย. หรือเดือน พ.ค. เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลการสอบสวนของคณะกรรมการออกมาพอดี ทั้งนี้ยืนยันการตรวจสอบการบริหารงานของบอร์ด อสมท.นั้นไม่ใช่การจัดระเบียบสื่อ แต่เป็นการจัดระบบสื่อ
อย่างไรก็ตามยังกล่าวถึงการนำคลื่นวิทยุ 5 คลื่นกลับคืนสู่กรมประชาสัมพันธ์ว่า เป็นการนำคลื่นวิทยุมาปรับปรุงให้มีคุณภาพ พร้อมทั้งปฏิเสธว่าการนำคลื่นวิทยุกลับมาในครั้งนี้ไม่ได้กลับมาเพื่อแบ่งเค้กให้คนในรัฐบาล (25/03/51)
'ยุบพรรค'บ่อนทำลายประชาธิปไตย
"..... เวลานี้ อีกไม่กี่วันจะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับศาลอย่างอื่นที่ไม่ใช่ศาลปกครอง กล่าวคือศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยเรื่องของขั้วอำนาจ เรื่องของการที่จะเป็นพรรคการเมือง ท่านก็พูดไม่ได้เพราะท่านไม่เกี่ยว แต่ว่าพรรคการเมืองเกี่ยวข้องกับการปกครองโดยตรงเหมือนกัน ถ้าท่านไม่มีอำนาจ แต่ว่าข้าพเจ้าจะพูดถึงพรรคการเมืองที่จะมีหรือไม่มี ที่จะตั้งหรือไม่ตั้งที่จะล้มหรือไม่ล้มนั้น ก็พูดไม่ได้ แต่ว่าถึงบอกว่าเดือดร้อน เดือดร้อนที่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านได้มอบเสื้อครุยศาลปกครองมาให้ก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย ตามที่จะใส่เสื้อครุยหรือไม่ใส่เสื้อครุยก็ไม่มีอำนาจ เช่นเดียวกับท่านเองก็ไม่มีอำนาจ แต่ว่าถ้านึกถึงว่าจะมีการตัดสินเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง จะเป็นการตัดสินที่สำคัญมาก ที่ท่านเองก็จะเดือดร้อน เพราะว่าถ้าจะมีพรรคการเมืองหรือไม่มีพรรคการเมืองก็ตาม ท่านเดือดร้อนเพราะพรรคการเมืองต้องมี และก็ถ้าบอกว่ามีพรรคการเมือง ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจของท่าน ถ้าท่านเดือดร้อน ข้าพเจ้ายิ่งเดือดร้อน ฉะนั้นก็ต้องว่าท่านว่า ทำไมท่านต้องมาวันนี้ ซึ่งอีกไม่กี่วันจะมีปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านเป็นผู้ใหญ่ ถ้าท่านเป็นตุลาการมาหลายปีแล้ว และท่านต้องมีความรับผิดชอบที่จะตัดสิน ไม่ใช่ตัดสินบนบัลลังก์ แต่ตัดสินในใจว่า ผู้ที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ท่านได้ปฏิบัติหรือตัดสินถูกต้องหรือไม่ท่านเองท่านก็รับผิดชอบ และท่านก็มีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ข้าพเจ้าเองไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ซึ่งในใจก็ต้องรู้ได้ว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก ถ้าเขาทำไม่ถูก ตัดสินว่าจะเป็นพรรคการเมือง จะมีอยู่หรือไม่มีก็เดือดร้อนทั้งนั้น ข้าพเจ้าเองก็ในใจมีคำตัดสินอยู่ แต่บอกท่านไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิที่จะบอก ท่านเองก็ไม่มีสิทธิ แต่ท่านต้องมีการตัดสินในใจ ว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญเขาจะตัดสินถูกหรือไม่ ตรงนี้อยู่ในใจ แต่เขาจะตัดสินอย่างไรเดือดร้อนทั้งนั้น เสียหายทั้งนั้น คำตัดสินของเขาเดือดร้อน เสียหาย สำหรับท่านเองทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เดือดร้อน ไม่มีสิทธิที่จะมาบอกว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูก แต่รู้ในใจว่าเขาจะตัดสินอย่างไรก็ตาม รู้ในใจว่าเขาทำถูกหรือผิด ส่วนใหญ่ก็นึกว่าเขาทำผิดแน่
ถ้ารู้สึกว่าเขาทำผิด เรามีหน้าที่จะวิจารณ์ วิจารณ์ในใจ แต่ละท่านต้องวิจารณ์ที่เพื่อนศาลอื่นทำถูกหรือผิด ต้องวิจารณ์อย่างน้อยในใจของท่านมีความเห็นบ้าง เพราะหากว่าเขาตัดสินมาอย่างไร จะเสื่อมเสียแก่บ้านเมืองทั้งนั้น จะตัดสินทางไหนก็เป็นคำตัดสินที่จะผิดพลาดทั้งนั้น ฉะนั้นต้องมีการวิจารณ์และถ้าวิจารณ์เป็นทางการไม่ได้ ท่านต้องวิจารณ์เป็นส่วนตัว อาจจะไม่เปล่งออกมา
วันนี้ถึงบอกท่านว่าท่านเอาเสื้อครุยมาให้ เอาความเดือดร้อนมาให้ เพราะว่าเอาเสื้อครุยมาให้ก็หมายความว่าข้าพเจ้าก็มีหน้าที่ผู้พิพากษาศาลปกครองเหมือนกัน แต่ตัดสินอะไรพิพากษาอะไรไม่ได้ ท่านเองก็ตัดสินอะไรไม่ได้ เพราะท่านเองไม่ได้เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาอะไร แต่ว่าโดยที่ได้ชื่อว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิยุ่งหมด มีแต่ถ้าฟังวิทยุ ถ้าท่านก็คงต้องฟังวิทยุทั้งวันทั้งคืน 2 วัน 2 คืนนี้ มีการวิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวข้องกับศาล ท่านต้องคิดวิธีที่จะป้องกันตัวแทนเพื่อนผู้พิพากษาศาลต่าง ๆ ทั้งหมดแล้วทั้งหมดก็บอกแล้วว่า ศาลฎีกาไม่มีสิทธิ ศาลฎีกาซึ่งท่านก็เคยได้ดำรงหน้าที่ศาลฎีกาบ้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าศาลฎีกาไม่มีสิทธิ
ขอพูดอย่างนี้ ท่านไปตีความเอาเอง ผู้พิพากษาศาลอะไรก็ตาม ต้องตีความแล้วต้องตีความให้ถูก ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองพัง ก็เคยบอกกับท่านประธานว่า ครั้งก่อนที่มีเรื่องเกิดขึ้น ตอนที่ข้าพเจ้าพูดที่หัวหินเป็นเวลาปีกว่าแล้ว ก็เป็นความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น แล้วท่านก็เอาความรับผิดชอบใส่ในตัว แล้วความรับผิดชอบนั้น ก็ทำให้คนเอะอะขึ้นมา จนกระทั่งเกิดเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ ก็มีเหตุมีผล ก็มีเหตุแล้ว ก็มีผลขึ้นมา ยุ่งหมด อีกไม่กี่วันก็ยุ่งต่อไป
ท่านเตรียมตัวดีๆ ที่จะให้พร้อมที่จะมีการวิจารณ์บ้าง ไม่ใช่ในฐานะศาล ในฐานะส่วนตัว หรือในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้มีความรู้ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้บ้านเมืองล่มจมอย่างทุกครั้ง แล้วบอกว่าเราไม่ทำอะไร เราไม่พยายามแก้ไข จะล่มจม เราก็เกือบล่มจม ตอนนี้ก็เกือบจะล่มจมต่อไป ฉะนั้น ท่านมีความรับผิดชอบที่จะทำให้บ้านเมืองไม่ล่มจม หรือตักเตือนประชาชนที่มีความรู้ให้มีความรู้มากขึ้น และแม้แต่ประชาชนที่ไม่มีความรู้ให้เกิดความรู้ขึ้นมาว่าบ้านเมืองควรจะไปทางไหน ท่านทำได้ ท่านพูดได้ ท่านคิดได้ เพราะท่านมีความรู้ จึงขอร้องให้ท่านพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์ต่อไป เพราะว่าสถานการณ์ปีนี้ไม่ดีเลย........"
"บรรทัดทอง" ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวการยุบพรรคการเมือง อย่างกระเหี้ยนกระหือรือโดย "มือที่มองไม่เห็น" ที่มีความพยายามจะยุบพรรคการเมือง ทั้งพรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน ผ่าน 5 เสือกกต. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้อดไม่ได้ที่จะน้อมนำ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บางช่วงบางตอนซึ่งทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการศาลปกครองและข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ที่เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายเสื้อครุยตุลาการศาลปกครอง เนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาเตือนสติกันอีกครั้ง
เป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ก่อนจะมีการพิจารณาตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ยุบพรรคการเมือง ในอีก 6 วันถัดมา คือวันที่ 30 พฤษภาคม 2550
การน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานแก่คนไทยทั้งชาติ ผ่านคณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาเตือนสติกันอีกครั้งนี้ บรรทัดทอง มิได้มีเจตนาที่จะตีความ หรือ อธิบายขยายความ พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่ประการใด
เพราะพระองค์ทรงเป็นมหาปราชญ์แห่งศาสตร์ทั้งปวง ของพวกเราชาวไทย จึงมิบังอาจที่จะตีความ หรือ อธิบาย ขยายความ กระทั่ง ตั้งข้อสังเกตใดๆ
เพียงแต่บรรทัดทอง ต้องการเขียนความคิด ขีดความอ่าน มาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านโดยขอวิพากษ์วิจารณ์ ความกระเหี้ยนกระหือรือมือที่มองไม่เห็น ที่ต้องการจะยุบ พรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน ซึ่งบรรทัดทอง มองว่าไม่น่าจะเป็นวิถีทางที่ถูกต้อง
เพราะการยุบพรรคการเมือง นอกจากจะไม่เป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแล้ว กลับยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอลง เหมือนที่นักวิชาการหลายฝ่ายออกมาตำหนิติง ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
โดยเฉพาะศาสตราจารย์ ดร.คณิน บุณสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เป็นตัวหนังสือ ใน "ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับคถช."(คถช. = คลุมถึงชน)
ขณะที่วาทตะวัน สุพรรณเภษัช ได้จำกัดนิยามร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ว่า "รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ"
การที่ "มือที่มองไม่เห็น" พยายามกระทำทุกวิถีทาง ในการยุบพรรคการเมือง โดย อาศัยเชื้อชั่วไม่มีวันตายที่ซ่อนเร้น แฝงกาย อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อันเป็นผลผลิตของเผด็จการ ที่ได้วางกับดักไว้ ในมาตรา 237
ซึ่งมาตรา 237 ระบุว่า "... ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด กระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิเป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าว มีกำหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง..."
บรรทัดทอง ไม่รู้ว่ามือที่มองไม่เห็น คิดแต่จ้องทำลาย คิดแต่อาฆาตพยาบาท โดยเฉพาะกับพรรคพลังประชาชน ที่คิดเอาเองว่า เป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนละเลยการน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใส่เกล้าฯ โดยไม่สนใจใยดีว่าหากมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น เหตุการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร
มือที่มองไม่เห็น เคยมองประเทศที่พัฒนาแล้ว บ้างหรือไม่ การที่ประเทศจะพัฒนาก้าวไกลไปได้นั้น เสถียรภาพทางการเมืองคือ ปัจจัยสำคัญ เพราะนักการเมืองและพรรคการเมือง คือผู้กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศว่าจะให้เดินไปในทิศทางใด หากการเมืองขาดความมั่นคง มีการยุบพรรคการเมืองกันเป็นว่าเล่น แล้วการเมืองจะเข้มแข็งได้อย่างไร แล้วนักการเมืองจะพัฒนาประเทศได้อย่างไร
การที่ทุกพรรคการเมืองมีความเห็นสอดคล้องกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และพรรคการเมือง บรรทัดทองขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ และอยากให้มีการแก้ไข ไม่ใช่เฉพาะมาตรการ 237 เท่านั้น แม้เผด็จการที่มาจากการรัฐประหารของคมช.จะจบสิ้นลงตามวาระไปแล้ว แต่รากเหง้าเผด็จการยังไม่หมด นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 อันเป็นผลผลิตของเผด็จการที่ยังลงเหลืออยู่
จริงอยู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 มุมหนึ่งอาจมองได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์แก่ตัวนักการเมืองเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เพื่อความเข้มแข็งของระบบการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะ....
การยุบพรรค เป็นตัวการบ่อนทำลายระบบสถาบันการเมือง อันเป็นรากฐานที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย
การยุบพรรค ยังเป็นตัวการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือระบบการเมืองไทยในสายตาของสังคมโลก
การยุบพรรค ยังนำไปสู่การทำลายระบบเศรษฐกิจในทางอ้อม เพราะทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทย และไม่กล้าที่จะนำเงินมาลงทุน
การยุบพรรค ยังเป็นการบ่อนทำลายสิทธิอันชอบธรรม และละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง
การยุบพรรค ยังทำลายศรัทธาของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองเข้ามาเป็นตัวแทนของประชาชนในสภา
ถึงเวลาแล้วที่จะพิสูจน์ใจ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ นายประพันธ์ นัยโกวิท นางสดศรี สัตยธรรม นายสมชัย จึงประเสริฐ นายสุเมธ อุปนิสากร 5 เสือ กกต. ว่าควรน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาท แก่คณะตุลาการศาลปกครอง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 4550 มาใส่เกล้าฯ หรือว่าจะให้มือที่มองไม่เห็นมีอำนาจบงการเหนือความเป็นอิสระของกกต.
จาก hi-thaksin
'สนธิ'คนบาปในคราบนักบุญ
เปิดกรุความชั่วไร้ที่ติ นายสนธิ คราบนักบุญคนบาป ตอนที่1 ไม่รู้คนมันทำเวรกรรมอะไรมากมายน้ำลดตอพุด วันวันไม่อยากตามหาล่าความจริง แต่เจอภูเขาน้ำแข็งอีกลูกเลยต้องผ่องถ่ายบทความดีๆๆชั่วๆๆ มาลอกคราบนักบุญคนบาปหน้าเดิม คนกู้ชาติกู้ผ่อนกู้หนี้ยืมสินล้นพ้นตัว อาศัยร่มเงาประกาศสงครามแย่งชิง ‘ความจงรักภักดี' ยืมมือที่มองไม่เห็นบวกเท้าที่มองไม่เห็น ก่อนจมน้ำตายทางธุรกรรมหาคนช่วยทีตะโกนลั่นเมืองขึ้นเครือข่ายพันธมิตร ก่อนทันทีวาทะ 'ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง' ผูกเดินเรื่องความชั่วไร้ที่ติ ซึ่งมีมิตรรักแฟน Hi-thaksin ได้นำมาโพสต์ไว้ในกระทู้โดยใช้นามแฝงว่า Guest_sss ซึ่งเห็นว่ามีสาระที่น่าสนใจ จึงขอนำมาขยายความ เพื่อให้ท่านได้ติดตามอ่านที่มาที่เป็นไปของนายสนธิ
***วาทะ "ตายเป็นตาย" ของนายสนธิ***
หากเอ่ยชื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ณ วันนี้ คนไทยทุกหมู่เหล่าต่างรู้จักมักคุ้น ทั้งที่ในวงการสื่อสารมวลชนและวงการนักธุรกิจการเมืองต่างรู้จักบุคคลคนนี้ดีอย่างยิ่ง ว่าเขาเคยได้รับการเกื้อหนุนอย่างดีจากคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่กับสาธารณชนรู้จักเขาในฐานะสื่อมวลชนคนหนึ่งเท่านั้น
เขาเป็นใครมาจากไหน ใยถึงมาออกรายการด่ารายวันรายสัปดาห์ จนถึงขั้นหวังโค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วขยี้ซ้ำแบบไม่เผาผีเช่นนี้ เรามาย้อนอดีตและเปิดกรุธุรกรรมของ เขาดูหน่อยบ้างเป็นไร
***ชื่อเดิม นายตั๊บ แซ่ลิ้ม***
นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีชื่อจีนว่า "ตั้บ แซ่ลิ้ม" เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2490 ระหว่างศึกษาอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อนฝูงมักเรียกนายสนธิว่า "SONDY" ภายหลังสำเร็จการศึกษา นายสนธิ เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อปี 2516 และแต่งงานกับผู้ช่วยศาสตราจารย์จาก มศว.ประสานมิตร "แต่ปัจจุบันแยกกันอยู่ จะพบปะกันบ้างเป็นบางโอกาส เช่น เมื่อบุตรชายของทั้งคู่ ซึ่งขณะนี้กำลังเรียนอยู่สหรัฐฯ เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน"
นายสนธิเข้าทำงานเป็นบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย เมื่ออายุเพียง 27 ปี นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ นายพล สิทธิอำนวย ตั้งบริษัท Advance Media ในเครือพีเอส กรุ๊ป ออกนิตยสารดิฉัน แต่ประสบกับภาวะขาดทุน จึงขายให้กับ นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา แต่แล้วนายสนธิก็กลับมาโดดเด่นอีกครั้งด้วยการตั้ง บริษัท ตะวันออกแมกกาซีน ออกหนังสือผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2526 และผู้จัดการรายสัปดาห์ จากความสำเร็จในการเป็นหนังสือแนวธุรกิจชั้นนำของผู้จัดการรายเดือนและรายสัปดาห์ ทำให้นายสนธินำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2533 พร้อมกับออกหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันตามมา
***ผูกขาดขาย Nokia แต่เพียงผู้เดียว***
ต่อมานายสนธิสามารถเข้าเทคโอเวอร์บริษัทลูกของปูนซีเมนต์ไทย ก็คือ บริษัท เอสซีทีคอมพิวเตอร์ จำกัด บริษัทไมโครเนติก จำกัด และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง (ไออีซี) จำกัด ซึ่งต่อมาบริษัท ไออีซี เป็นบริษัทที่ทำกำไรให้กับนายสนธิอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก บริษัท ไออีซี เป็นบริษัทผูกขาดการขายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ระบบเซลลูล่า 900 แต่เพียงผู้เดียว
***ลงทุนดาวเทียมลาวสตาร์ในลาว***
นายสนธิไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแต่การทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ในประเทศเท่านั้น เขายังได้ขยายตัวออกไปลงทุนทำหนังสือพิมพ์ "เอเชียไทม์" โดยตั้งฐานผลิตที่ฮ่องกงอีกด้วย พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท แมเนเจอร์มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็ม กรุ๊ป เมื่อ 22 พ.ย. 2537 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานบริษัทในเครือ จากนั้นเริ่มขยายไปสู่วงการโทรคมนาคมในต่างประเทศ เข้าไปลงทุนในโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ ชื่อบริษัท ABCN ที่เป็นบริษัทในเครือ ซึ่งได้รับสัมปทานจากประเทศลาว พร้อมๆ กับเริ่มรุกทำกิจการโรงแรมในลาว และร้านอาหารในจีน
จากการขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง การพยากรณ์ธุรกิจอย่างผิดพลาด นำมาสู่สภาพธุรกิจที่ตกต่ำ นับตั้งแต่ปลายปี 2539 ทำให้นายสนธิต้องขายธุรกิจในเครือ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ รวมทั้งโครงการดาวเทียมลาวสตาร์ที่ขายให้กับกลุ่มยูคอม แต่นายสนธิยังมีหนี้สินอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อ พ.ย. 2542 ธนาคารนครหลวงไทย ได้ยื่นฟ้องนายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป ให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะไม่สามารถชำระหนี้ให้กับธนาคารได้จำนวน 150 ล้านบาท จนกระทั่งศาลได้มีคำสั่งให้นายสนธิ และบริษัท เอ็ม กรุ๊ป เป็นบุคคลล้มละลายไปในที่สุด
ต่อมา นายสนธิยังคงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือที่เหลือเพียง 3 ฉบับ คือ ผู้จัดการรายเดือน ผู้จัดการรายสัปดาห์ และผู้จัดการรายวัน ซึ่งนายสนธิถือว่าเป็นหัวใจหลักที่จะต้องคงไว้และดำเนินการต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งใดๆ แล้ว นายสนธิมีเครือข่ายความสนิทสนมกับบุคคลในกลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ นักวิชาการ และข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ นายศิรินทร์ฯ และนายธารินทร์ฯ โดยนายสนธิได้รับความช่วยเหลือด้านเงินกู้จากธนาคารกรุงไทย เพื่อมาพยุงฐานะธุรกิจตลอดเวลาในช่วงที่นายศิรินทร์เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเมื่อ พ.ย. 2542 บริษัท Price water house Coopers ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารกรุงไทยว่าจ้างมาปรับปรุงโครงการตรวจสอบภายใน ระบุว่า บจ.เอ็ม กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำนวน 2,123 ล้านบาท เป็นหนี้เสีย (NPL) เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ทั้งที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆ มาค้ำประกัน
***เปลือยธารินทร์***
ไม่นานนัก นายสนธิจึงได้เขียนบทความต่างๆ รวมทั้งออกหนังสือชื่อ "เปลือยธารินทร์" โจมตีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรื่องส่วนตัวของนายธารินทร์ฯ อยู่โดยตลอดมา จนเป็นข้อสงสัยต่อสาธารณชน อาจจะเป็นเรื่องไม่พอใจที่นายธารินทร์ไม่ยอมช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้
***ลงทุนทำโรงแรมที่ลาวร่วมกับบัญญัติ บรรทัดฐาน***
กระนั้น นายสนธิก็ยังมีความสัมพันธ์กับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เนื่องจากอดีตภรรยาของนายสนธิเป็นญาติของนายบัญญัติ ทั้งนายสนธิกับนายบัญญัติเคยลงทุนทำธุรกิจโรงแรมด้วยกันที่ประเทศลาว มีการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเป็นประจำระหว่างช่วงสมัยรัฐบาลชวน ๒ นายสนธิมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายธารินทร์มาก่อน ตอนแรกก็ดีกัน แต่ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างกันอย่างรุนแรง โดยนายสนธิอ้างว่าเป็นความขัดแย้งกันทางความคิดในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ จากนั้นจึงพุ่งเป้าโจมตีนายธารินทร์อย่างรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง ๒ ปีหลังของรัฐบาลชวน ๒ ทั้งผ่านทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ในเครือผู้จัดการ โดยใช้ชื่อว่า พายัพ พนาสุวรรณ มีการทำเทปออกขาย ปรากฏความตอนหนึ่งว่า นายสนธิกล่าวหานายธารินทร์ว่า กระทำการอันเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ทำให้นายธารินทร์ต้องฟ้องร้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นประมาท เรื่องยังอยู่ในศาลจนถึงปัจจุบันนี้
***เกาะรัฐบาลทักษิณ ๑***
ขณะที่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ๑ เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกนั้น ก็ได้ดึงเอานายสนธิมาร่วมงานด้วย เพราะเขารู้จักกับคนในรัฐบาลหลายคน ต่อมาในช่วงรัฐบาลทักษิณ ๒ เกิดการขัดแย้งระหว่างนายสนธิกับรัฐบาลอย่างรุนแรง สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบว่าด้วยเรื่องอะไร แต่บางคนอ้างว่า เพราะนายสนธิลงทุนไปซื้ออุปกรณ์ในการทำโทรทัศน์เสรีมาแล้วเป็นพันล้านบาท แต่กลับไม่ได้ช่องมาทำ ก็เลยหันมาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ในแบบเดียวกันกับที่เคยโจมตีนายธารินทร์สำเร็จมาแล้ว
***ฟอกเงินที่หมู่เกาะเวอร์จินไอส์แลนด์***
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อสงสัยประการสำคัญที่มีต่อนายสนธิกับหมู่เกาะในสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นชื่อในประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นหมู่เกาะของนักฟอกเงิน นั่นคือ หมู่เกาะ The British Virgin Island
มีหลายฝ่ายต่างแฉข้อมูลของนายสนธิ จนกลายเป็นข้อกล่าวหาที่สาธารชนจะต้องนำมาเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาด้วยเช่นกัน ประเด็นกล่าวหานายสนธิมีอยู่ว่า ไปจดทะเบียนบริษัท Manager International Holding Company Limited ที่หมู่เกาะ The British Virgin Island นี้ ด้วยเงินเพียงแค่ 1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลับนำมาขายให้ บริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ซึ่งเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ด้วยเงินถึง 7,228,000 เหรียญสหรัฐ ประเด็นก็คือ ส่วนต่าง 200 ล้านบาทนี้ หายไปอยู่กระเป๋าใคร
***เงิน ๗๐๐ ล้านหายไปไหน***
นอกจากนั้น เงินที่ บริษัทเมเนเจอร์ให้บริษัทนี้ยืมไปอีก 700 ล้านบาท หายไปไหน
ข้อสงสัยจนกลายเป็นข้อกล่าวหาต่อมา คือทำไมมีการเปิดบริษัทส่วนตัว ที่ชื่อ เวิลด์ไวด์ มีเดีย ซึ่งก็ตั้งอยู่บนถนนพระอาทิตย์ เพื่อรับเงินค่าโฆษณาแทนบริษัทมหาชน และทำไมบริษัทนี้ไม่ยอมจ่ายเงินคืนให้บริษัทซึ่งเป็นของมหาชน ทั้งที่รับเงินมา 2-3 ปีแล้ว ข้อกล่าวหาอีกประเด็นหนึ่งคือ ทำไมบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย (มหาชน) ถึงยังให้บริษัทนี้หาโฆษณา และรับเงินแทนอยู่ ทั้งที่ก็รู้ว่าบริษัทนี้ยังไม่โอนเงินเข้าบริษัท เมเนเจอร์ฯ มาเป็นปีแล้ว
นอกจากนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า ทำไมบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย ถึงนับยอดรายได้โฆษณาที่น่าจะได้จากบริษัท เวิลด์ไวด์ มีเดีย เป็นหนี้ที่สงสัยจะสูญในทันที จนมีผลทำให้ผลประกอบการรวมของบริษัท เมเนเจอร์ มีเดีย ซึ่งควรจะเป็นกำไร กลายเป็นขาดทุน จนเป็นที่มาของข้อสงสัยกรณีผู้ตรวจสอบบัญชีที่บริษัท เมเนเจอร์ มีเดียจ้างเอง ไม่ยอมเซ็นรับรองบริษัทเมเนเจอร์ มีเดีย หลายไตรมาสติดต่อกัน
***เจิมศักดิ์แฉลดหนี้จาก ๒๐,๐๐๐ ล้านเหลือ ๖,๐๐๐ ล้าน***
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยตลอดมา คือประเด็นหลังจากที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และกลุ่มเนชั่นออกมาปูดข่าวว่า รัฐบาลทักษิณช่วยลดหนี้ของกลุ่มผู้จัดการ จาก 20,000 ล้านบาท เหลือแค่ 6,000 ล้านบาท ในปี 2545 แล้วนายสนธิและกลุ่มผู้จัดการได้รับการลดหนี้จากสถาบันการเงินของรัฐอีกกี่ครั้ง ต่อมานายสนธิออกมาปฏิเสธว่า กลุ่มผู้จัดการมีหนี้อยู่ในขณะนั้น 8,000 กว่าล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทตามที่นายเจิมศักดิ์กล่าวหา
ในยุคหนึ่งขณะที่นายวิโรจน์ นวลแข ทำงานที่ธนาคารกรุงไทย มีข้อกล่าวหาว่า ทำไมนายสนธิถึงได้รับการลดหนี้ที่เคยลดมาแล้วอีก จาก 1,421.73 ล้านบาท เหลือเพียงแค่ 259 ล้านบาท และทำไมธนาคารกรุงไทยถึงขนาดยอมให้นายสนธิไม่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด โดยยอมกระทั่งให้ใช้คืนเป็นค่าโฆษณาราคาแพง จนเราได้เห็นโฆษณาชุดผู้ใหญ่ลีที่มีค่าแอร์ไทม์ครั้งละหลายแสนบาท อย่างถี่ยิบ จนเป็นคำถามว่า ธนาคารของรัฐอย่างธนาคารกรุงไทย มีความจำเป็นต้องโฆษณาตัวเองกับสื่อของนายสนธิแค่ที่เดียว เป็นร้อยๆ ล้านบาทเลยหรือ (จากข้อมูลที่กลุ่มผู้จัดการทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2547 ดูข้อมูลได้ที่ตลาดหลักทรัพย์)
***ปลุกระดมมวลชนเพื่อแก้วิกฤตการเงินของตัวเอง***
ด้วยข้อสงสัยและข้อกล่าวหาหลายประการ จึงนำมาสู่ประเด็นที่ว่า การที่นายสนธิออกมาปลุกระดมมวลชนอย่างเอาเป็นเอาตาย สาเหตุเบื้องต้น เกิดจากกลุ่มผู้จัดการกำลังเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งถ้าไม่ได้อำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนเข้าช่วยเหลือ อาจถึงขั้นปิดตัวเองเลยใช่หรือไม่ และอะไรที่ทำให้นายสนธิ อุทานว่า
"ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง"
ประเด็นที่เป็นเงื่อนตาย ที่ยากจะปลดล็อกคือ กรณีคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกกฎมานานแล้วว่า จะถอดถอนบริษัทซึ่งอยู่ในหมวดฟื้นฟูของตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ภายในเดือนมีนาคม 2549 และประเด็น ศาลล้มละลายกลาง ได้ยินยอมขยายเวลาแผนฟื้นฟูของบริษัทเมเนเจอร์มีเดียออกไปจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 26 กรกฏาคม 2548 กลายเป็นสิ้นสุดวันที่ 3 สิงหาคม 2549 เพื่อให้บริษัทเมเนเจอร์มีเดียหาผู้ร่วมทุนใหม่มูลค่า 350 ล้านบาทให้ได้ทันตามกำหนด
ถ้ากลุ่มผู้จัดการหาเงินเพิ่มทุน 350 ล้านบาทไม่ได้ภายในเดือนมีนาคม หรือไม่มีอินไซเดอร์ใน ก.ล.ต.ให้เปลี่ยนแปลงหรือผ่อนผันกฎ บริษัทเมเนเจอร์มีเดียมีสิทธิจะโดนถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์
ถ้ายังไม่ได้เงินก่อนเดือนสิงหาคม 2549 และศาลไม่ยินยอมให้ขยายเวลาแผนฟื้นฟูบริษัทอีก บริษัท เมเนเจอร์ก็อาจจะต้องปิดตัวเองลงภายในปี 2549
....จึงเป็นที่มาของคำว่า "ตายเป็นตาย" ของนายสนธิ
คืนรัง
จาก hi-thaksin
สื่อเทศประโคมข่าว‘ทักษิณ'นำทีม‘เรือใบสีฟ้า'ทัวร์เอเชีย
หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ของสิงคโปร์ฉบับวันนี้รายงานว่า ทีมแมนฯซิตี้ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานสโมสร คาดว่าจะได้ฟาดแข้งกับทีมชาติสิงคโปร์ในระหว่างวันที่ 14-20 พ.ค.นี้ ขณะที่ก่อนหน้านี้ทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ ทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็น 2 ทีมล่าสุดของพรีเมียร์ลีกที่เดินสายไปสิงคโปร์ในปี 2001
"พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางมากับทีม โดยท่านหวังว่าการเดินสายครั้งนี้จะทำให้ชาวเอเชียมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนักเตะของทีมแมนฯซิตี้" นายทวีศักดิ์ ศรีสัมฤทธิ์ บอร์ดบริหารแมนฯซิตี้กล่าว
แมนฯซิตี้เปิดเผยว่า จะนำนักเตะตัวจริงแบบครบทีมร่วมเดินสายทัวร์เอเชียในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงฮ่องกง, มาเก๊า, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยคาดว่า ทีมแมนฯซิตี้ จะประกาศยืนยันรายละเอียดการเดินสายภายในปลายสัปดาห์นี้
ชูศักดิ์ ยันแก้ รธน.ทุกพรรคได้ประโยชน์เท่ากัน
รมต.ประจำสำนักนายกฯ"ชูศักดิ์ ศิรินิล" เผย ที่ประชุม ครม. วันนี้ เตรียมหารือประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แนะควรแก้บางมาตรา เร็วกว่าแก้ทั้งฉบับ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ทุกพรรคได้รับประโยชน์เท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพรรคพลังประชาชนเพียงพรรคเดียว และไม่เคยมีแนวคิดที่จะไม่ให้ผู้กระทำผิดอยู่เหนือกฎหมาย ส่วนจะสามารถเสนอญัตติให้ทันก่อนการปิดสมัยประชุมสภาฯ ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับประเด็นการแก้ไขว่ามีจำนวนเท่าไร
สมชาย พร้อมให้ปชป.ร่วมออกความเห็นแก้รัฐธรรมนูญ
รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการ พร้อมให้พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่วันนี้พรรคพลังประชาชน เตรียมหารือนอกรอบ
รัฐธรรมนูญ คงไม่ต้องมีการลงมติของสมาชิกพรรคว่า จะแก้ไขทั้งฉบับ หรือ แก้ไขเฉพาะมาตรา 231 ซึ่งเป็นปัญหา อย่างไรนั้นในการแก้ไขจะเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งวิธีการและช่องทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติอนุญาตไว้ พร้อมเห็นว่า เหมาะสมที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมในการหารือด้วย เนื่องจาก ปัญหาที่เกิดขึ้น หากทุกพรรคการเมืองได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
จะคลี่คลายและราบรื่นขึ้นได้ ซึ่งในการประชุมพรรคพลังประชาชน วันนี้ จะเป็นการหารือนอกรอบ เพื่อฟังความคิดเห็นจากสมาชิก
ทั้งนี้ นายสมชาย ระบุว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่า พรรคร่วมรัฐบาล ได้ตกลงกันว่า จะลงสัตยาบรรณร่วมกันหรือไม่ ตัดสินที่ตกลงผลึกแล้ว คือ ความเห็นชอบที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน
ชูศักดิ์ ระบุการแก้ไข รธน. ไม่ใช่เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรค แต่จะทำให้การยุบพรรคยากขึ้น
ทำเนียบฯ 25 มี.ค.- การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้มีความเห็นของรัฐมนตรีในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ติดตามจากคุณอณัญญา ตั้งใจตรง รายงานสดจากทำเนียบรัฐบาล
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 10:22:14
บัญญัติเชื่อรัฐบาลมุ่งแก้รัฐธรรมนูญหนียุบพรรค
บัญญัติ บันทัดฐาน เชื่อการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเพื่อหลีกหนีคดียุบพรรค เผยทั้ง3พรรคได้เตรียมชื่อพรรคใหม่ไว้แล้ว
กรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า กระบวนการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนั้นจะทำให้เกิดวิกฤติในบ้านเมือง เพราะมุ่งชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขเพื่อหลีกหนีการยุบพรรค และชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองสมคบการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งการจะยุบพรรคหรือไม่นั้น เป็นขั้นตอนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเวลาอีกมาก ทั้งนี้หากมีการยุบพรรคการเมืองจริง รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็มีทางออกอยู่แล้ว โดยให้ส.ส.ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค มีเวลา 60 วัน ในการย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น ซึ่งทราบว่าขณะนี้ทุกพรรคก็เตรียมชื่อหัวพรรคใหม่เอาไว้แล้วด้วย และมีข่าวว่าจะมีการรวมพรรคให้ใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ
จักรภพ เดินหน้าจัดระบบสื่อภาครัฐ
กรุงเทพฯ 24 มี.ค.-รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเดินหน้าจัดระบบสื่อภาครัฐ ตั้งเป้าจัดระบบ อสมท ต่อจากสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11
ในงานพบปะสังสรรค์พันธมิตรและสื่อมวลชน ที่หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมน ตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายจัดระบบสื่อมวลชนว่า หลังปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ให้เป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเข้าไปจัดระบบ อสมท โดยจะประเมินความสำเร็จทั้งในแง่ของผลประกอบการ และการทำหน้าที่สื่อสาธารณะว่าดีหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้จะเข้าไปดูในภาพกว้างของการลงทุนว่ารัฐบาลจะสนับสนุนในด้านใดได้บ้าง หรืออาจต้องมีการปรับเปลี่ยนในส่วนใด โดยไม่ส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้น สำหรับในส่วนของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ในระยะนี้จะยังไม่เข้าไปดูแลหรือปรับเปลี่ยนใด ๆ เพราะมีกฎหมายรองรับชัดเจน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 01:08:44







