แทบจะไม่ต้องตีความ..สำหรับ..การยุบพรรคการเมือง หากว่าพบความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือพฤติกรรมอื่นๆในระบอบประชาธิปไตยนั้น..พรรคมีความสำคัญสูงสุด เพราะพรรค คือ ที่รวมหมู่คนเข้ามาเป็นฝักเป็นฝ่าย..และพรรคการเมือง คือ การรวมคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันมารวมกัน
เมื่อพรรค คือ ฐานรากของระบอบประชาธิปไตย พรรคจะต้องเป็นสิ่งที่แตกทำลายได้ยาก..ไม่ใช่..แค่คำตัดสินของคนไม่กี่คน..ที่สามารถโค่นล้มพรรคของคนนับสิบนับล้านได้..และยิ่งการชี้ผิดนั้น..ไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงความเป็นจริงที่ว่า..เพียงคนๆ เดียวหรือคนหมู่เดียว ที่ทะเลาะหรือกลั่นแกล้งกัน หรือคนที่รับอามิสสินจ้างเพื่อสร้างเหตุให้เจือสม..ก็สามารถล้มพรรคการเมืองทั้งพรรคได้..จากการ..ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอันต้องห้ามอื่นๆ
ทั้งๆที่เป็นฝ่ายค้าน..หากมีการเลือกตั้งซ่อมเกิดขึ้นมา..คนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค ก็จะต้องออกไปช่วยกันหาเสียง ไปกิน ไปนอน ไปพูด ในแต่ละจังหวัดที่มีการเลือกตั้ง..และหากกรรมการการเลือกตั้งพบความผิดของผู้รับสมัครท่านนั้น..ถึงแม้ว่าผู้สมัครท่านนั้นจะแพ้การเลือกตั้ง..ก็ต้องนับว่าทำผิดกฎหมายอยู่ดี..และประดาผู้คนร่วมพรรคที่ต้องไปช่วยหาเสียงจะเถียงได้หรือว่า..พรรคไม่ได้ร่วมอยู่ในการทำผิดกฎหมาย
ยกตัวอย่างขึ้นมา..เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า..ใครก็ตามที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง..เขาก็คือผู้กำหนดประเทศไทย..หากเขาเป็นฝ่ายรัฐบาล..จะยุบฝ่ายค้านเมื่อใดก็ได้..ในทำนองเดียวกัน..ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะมีมือในสภามากเท่าไหร่..เขาก็สามารถทำลายได้ในการเลือกตั้งซ่อมเพียงครั้งเดียวยกตัวอย่างขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า..มีประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น ที่มีรัฐธรรมนูญแบบนี้..เราร่ำร้องและเพรียกหากันเหลือหลาย..อยากจะได้อยากจะเป็นชาติประชาธิปไตย..แต่กับ..รัฐธรรมนูญแบบนี้..ประชาธิปไตยมันจะเกิดและอาศัยอยู่ได้หรือ
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ถูกแก้ไข..ในอนาคตข้างหน้า..ประธานวุฒิสภาที่มีเสียงสนับสนุนเกินกึ่ง..จะเป็นผู้ปกครองประเทศ..เมื่อเขาสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระได้ทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่..หรือมีเสียงในกรรมการการเลือกตั้งมากกว่า 2 เสียงชะตากรรมของพรรคไทยรักไทย..เป็นตัวอย่างในอดีต..พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย..คือ ปัจจุบัน และพลังประชาชน คือ อนาคต..กลับไปสู่กลียุคกันอีกครั้ง..เพื่อเขียนรัฐธรรมนูญกันด้วยเลือดอีกฉบับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 26, 2008
เขียนด้วยเลือด
แกล้งจน ทำรวย
การเมือง…อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นใครที่ดูเหมือนจะ “โคตรรวย” ทำตัวดุจเป็น “กระเป๋าเงิน” ของพรรคการเมือง แต่พอเอาเข้าจริงกลับจน...จนน่าสงสัยว่าการเข้ามาทำหน้าที่ “เสนาบดี” ในครั้งนี้ จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่???
ก็ขนาดหนี้สิน ยังมี “บานเบอะ” ออกปานนั้นแล้วจะเอาความสำเร็จอะไรมาเป็นหลักประกันว่า...จะปฏิบัติภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลได้กลับกัน ฝ่ายที่เหมือนจะเป็น “คนจน” กาแฟสักถ้วย...ก็ไม่เคยเลี้ยงใครแต่ยามที่ต้อง “เปิดกระเป๋า” ให้สาธารณชนได้ดูกันทั่ว แปลกแฮะ!!! ไม่ได้จนเลยนี่หว่า???
หันมาดูที่ซีก “คนแกล้งจน” กันก่อน โดยเฉพาะในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง “ลมเปลี่ยนทิศ” แห่ง นสพ.ไทยรัฐ ได้เขียนถึงเอาไว้ว่า..“ที่น่าเซอร์ไพรส์ก็คือ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ใครๆ ก็คิดว่ายากจนกว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน แต่ผลกลับปรากฏว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ล้วนแต่รํ่ารวยกันถ้วนหน้า ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่รวยอันดับ 1 ในสภา ส.ส. 163 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 13,524 ล้านบาท
รวยที่สุดในพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ กรณ์ จาติกวณิช รวยกว่า 929 ล้านบาท รองลงมา คือ สาคร เกี่ยวข้อง รวยกว่า 865 ล้านบาท ตามด้วย สุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ รวยกว่า 782 ล้านบาท”สำหรับหัวหน้าพรรคฯ อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะมีทรัพย์สินส่วนตัวไม่มากนัก แค่ 36 ล้านบาทเศษ เมื่อรวมกับของภรรยาอีกกว่า 14 ล้านบาท50 ล้านบาท ก็ไม่ถือว่าน้อยยิ่งตัวเลขาฯ พรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้ว แม้จะมีหนี้สิน 64.3 ล้านบาท แต่ก็มีทรัพย์สินที่มากถึง 103 ล้านบาท ไม่ธรรมดามากๆ
ไม่ธรรมดา เพราะคนของพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นนี้ ไม่เคยโพทะนาเลยว่า...ตัวเองร่ำรวยขนาดมี ส.ส. รวมกันทั้งพรรคฯ มากถึง 1.35 หมื่นล้านบาทรวยมากสุดเป็นอันดับ 1ทั้งๆ ที่มีจำนวน ส.ส. เป็นอันดับ 2 ห่างจากพรรคพลังประชาชนเกือบ 70 คน แต่กลับมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่า 2.3 พันล้านบาทโอกาสที่คนภายนอกจะเห็น ส.ส. ไม่ว่าจะในระดับธรรมดาหรือกรรมการบริหารพรรคฯ นั่นรถเบนซ์คันหรูหรือยี่ห้ออภิมหาโคตรแพงแล้ว
ยากมากอย่างเก่ง...ก็แค่รถตู้ยี่ห้อโฟล์ค สนนราคาแค่ 4 ล้านบาทเศษ ไปไหนมาไหนแบบ “มาไป” กันเป็นกลุ่มโหนกันไปภาพลักษณ์ภายนอกจึงดูไม่ออกว่า ฟากพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคนที่ร่ำรวยมหาศาลถึงปานนั้นแหม! หลายคนเล่นการเมืองมากกว่าทำธุรกิจ แล้วเหตุใด...ก็รวยได้ถึงปานฉะนี้???ใครที่ได้เห็น ผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายหาเสียง
ยกมือท่วมหัวแล้วบอกกับชาวบ้านทำนองว่า...“ผมมาขอคะแนนเสียง ไม่มีเงินทองมาแจกจ่ายเหมือนกับหลายพรรค มีแต่หัวใจและความดีเท่านั้น” แหม! ใครยินอย่างนี้โดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้ ก็ต้องเทใจให้คะแนนกันจมกระเบื้องอย่างที่รู้ๆ กันผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องใช้เงินผิดประเภท สำหรับพื้นที่หาเสียงในจังหวัดภาคใต้คนใต้และส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ ก็เลยหลงเชื่อว่า...คนจากพรรคการเมืองนี้...จนจริง!!!
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า...เมื่อเห็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำการเปิดกระเป๋าของนักการเมืองพรรคนี้ออกมาแล้วจะรู้สึกกันอย่างไร???รวยจริง แต่แกล้งจนนี่หว่า!!!ก็ว่ากันไป...หันไปสำรวจกับซีกของทำเหมือนดูเป็นโคตรพญามหาเศรษฐี อย่าง...พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำของรัฐบาล ชุดที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีกันบ้างอย่างนี้...น่าจะเรียกว่า...แกล้งจน!!ทีนี้มาถึงเรื่อง “ทำรวย” กันบ้าง...เป็นความจริงอย่างหนึ่ง...
ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนแจ้งทรัพย์สินความความเป็นจริง ต้องมีกั๊ก มีเม้ม มีซุกเป็นธรรมดาแจงทรัพย์สินครั้งนี้ มีรัฐมนตรีหลายคน “ยากจนกว่าความเป็นจริง” เริ่มต้นจาก สมัคร สุนทรเวช มีทรัพย์สิน 9,082,771 บาท สภากาแฟฟังแล้วเครียด!!ลงระดับนายกรัฐมนตรีมีเงินแค่นี้ ชาวบ้านธรรมดาที่ถูกเรียก “รากหญ้า” จะมีสักคนละกี่สลึงเฟื้อง??หันมามองรองนายกรัฐมนตรี “หมอเลี้ยบ” น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุมการเงินการคลังของประเทศ แต่มีทรัพย์สินติดตัวอยู่เพียง 27 ล้านเศษๆแต่ยังดีที่ไม่มีหนี้สิน!!
อีกคนที่แฟนคลับผิดหวังแกมกังวล คือ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ที่ถือกันว่าเป็นกระทรวงใหญ่ที่สุด มีผลประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ กระทรวงคมนาคมสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นใครมาจากไหนไม่รู้ จู่ๆ มานั่ง “ว่าการ” กระทรวงขุมทรัพย์ ก็ต้องมีคนจ้อง “เอ็กซเรย์” กันเป็นพิเศษผลปรากฏออกมาว่า...เจ้าสัวสันติแจ้งทรัพย์สินแบบ “คนที่ไม่รวยจริง” มีเงินในบัญชีแค่ 7,583,115 บาท น้อยกว่าเซลส์แมนขาย “ชาเขียวโออิชิ”
แถม...น่าช็อกตาย ก็คือตัวเลขที่เป็นหนี้มีถึง 121,416,983 บาท!!
แปลว่า...สันติมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินบานตะเกียง!! เข้าข่ายมีหนี้สินล้นพ้นตัว ก็ไม่รู้ว่านายกฯ สมัคร ไปพลาดท่าตั้งเสี่ยสันติขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ในกระทรวงที่เป็น “ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” ได้อย่างไร??บางคนพูดวิจารณ์แบบคนปากมาก รู้มาก!! ประมาณว่าสันติเป็น “นอมินี” ของ “เสี่ยเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มี “ความหลังฝังใจ” กับกระทรวงนี้มาก
พงษ์ศักดิ์จึงลุ้นให้สันติเป็น รมว.คมนาคม โดยการรับรู้และอนุมัติของ “แม้ว”สันติไม่ได้เป็น “คนหน้าใหม่” ของกระทรวงคมนาคม แต่เขาเคยนั่งอยู่ “หน้าห้อง” ของ พิเชษฐ สถิรชวาล ในสมัยคุณพิเชษฐเป็น รมช.กระทรวงนี้ และก่อนหน้านี้ก็นั่งอยู่เป็นที่ปรึกษา รมช.พิเชษฐ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม
ดังนั้น คนที่รู้กำพืดและรู้อะไรที่ลึกๆ (ที่สุด) ของคุณสันติ จึงน่าจะเป็น “พิเชษฐ” มากกว่าคนอื่น (ไม่เชื่อก็ลองให้คุณพิเชษฐเล่าให้ฟัง)
แต่ตอนนี้....คุณสันติกับคุณพิเชษฐห่างกันนานแล้ว นานขนาดถ้าใครโทรหาใคร อีกฝ่ายก็ไม่รับสาย!!ทีนี้ลองมาฟัง สันติ พร้อมพัฒน์ พูดถึงตัวเองดูมั่งมีหลายคนสงสัย ทำไมถึงได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม?? สันติพูดเต็มเสียงว่า...“ผมอาวุโสในพรรคค่อนข้างสูง เพราะพรรคพลังประชาชนตั้งขึ้นใหม่ บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในพรรคไทยรักไทยเดิมอยู่บ้านเลขที่ 111 เป็นส่วนใหญ่ หลังต่อสู้ชนะเลือกตั้งจึงได้เข้ามาทำงาน”
“อีกอย่าง คนเห็นว่าตั้งแต่ปี 38 ผมได้ทำงานที่กระทรวงคมนาคมหลายครั้ง เช่น สมัยอยู่พรรคความหวังใหม่ เป็นที่ปรึกษาของอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เคยอยู่กระทรวงพาณิชย์ สมัยท่านชูชีพ (นายชูชีพ หาญสวัสดิ์) ไปอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย สมัย นายมนตรี ด่านไพบูลย์ เคยเป็นเลขานุการ รมว.แรงงาน” “จากนั้นย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทย แล้วมาเป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม สมัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี เป็น รมช.คมนาคม ผมก็มาเป็นที่ปรึกษา จึงถือว่ามีความรู้ความสามารถและเข้าใจงานกระทรวงคมนาคม”
ถึงตอนนี้...เขาก็เลี่ยงที่จะพูดถึงหรือเอ่ยชื่อ “พิเชษฐ สถิรชวาล” ที่เขาเคยนั่งเป็นที่ปรึกษามา 2 กระทรวงเหมือนกับที่เขา “เล่าข้าม” ถึงความมั่งคั่งที่เขา (เคย) มีทรัพย์สินมากมายมหาศาล ตั้งแต่อาคารศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็นอาคารศูนย์การค้าแถวถนนรัชดา ที่ขายให้เจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี ไปหลายร้อยล้าน และเพิ่งถูกโดนอัคคีภัยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ไม่พูดถึง “อู่รถแท็กซี่” ที่มีเป็นพันๆ คน“สันติ” เป็นรัฐมนตรีโนเนมที่ก้าวเข้ารับตำแหน่งใหญ่ “รมว.คมนาคม” เก้าอี้กระทรวงเกรดเอ อันเป็นที่หมายปองของนักการเมืองระดับแกนนำชื่อของเขาติดโผเหนียวหนึบมาตั้งแต่แรก แม้จะมีข่าวว่านายกฯ สมัคร สุนทรเวช พยายามแซะแต่ไม่เป็นผล เพราะ “นายใหญ่” สั่งล็อกสเปกไว้เอง!!บทบาทในพรรคพลังประชาชน นอกจากเป็น ส.ส.สัดส่วนกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง ยังคือ นายทุนพรรคตัวจริงเป็นท่อน้ำเลี้ยงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แทน เฮียเพ้ง-พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล คนสนิทอดีตนายกฯ ที่โดนตัดสิทธิเขาเล่ากันอีกแหละว่า...พื้นที่แถวภาคกลางตอนบนและอีสานบางส่วนเลยชุ่มชื่น
เย็นฉ่ำ เพราะความใจป้ำจ่ายหนักไม่เคยปริปากของ “สันติ” จนเก้าอี้ รมว.คมนาคม หล่นใส่ เพราะการแจ้งทรัพย์สินว่ามีแต่หนี้ มีเงินแค่ 7 ล้าน มันก็ค้านกับกับข่าวจากสนามเลือกตั้งที่ออกมาว่า...เป็นนายทุนพรรคตัวจริงสันติตอบประเด็นนี้ เหมือนทำท่าจะถ่อมตน?? “ต้องขอบคุณสื่อที่ให้เกียรติ ผมคงไม่มีศักยภาพขนาดนั้น ถ้ามีศักยภาพและมีเงินขนาดนั้น ป่านนี้ชื่อของผมคงปรากฏไปนานแล้ว ปิดบังนักข่าวไม่ได้...”
สรุปว่า...ในฟาก ส.ส.-รัฐมนตรี หรือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล มีแต่คน “ทำรวย” มีหนี้แล้วบอกว่า “ใจถึง” หรือเป็นไปได้อย่างไรที่คนเป็นนักการเมืองมาร่วม 40 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี-รองนายกฯ-รัฐมนตรีหลายกระทรวง รวมทั้งเป็นผู้ว่าราชการ กทม. อย่าง สมัคร สุนทรเวช...
จะมีทรัพย์สินติดตัวติดธนาคารอยู่แค่ 9,082,771 บาท (กับแมวแก่ๆ อีกสองตัว)!!และนี่น่าจะเป็นที่มาของการจั่วหัววันนี้ที่ว่า...“แกล้งจน-ทำรวย”
ใครแกล้งจน?? ประชาธิปัตย์หรือพลังประชาชน แล้วใครพรรคไหนที่ “ทำรวย” ทั้งที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว??
ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (1) : จับโกหกคนรับร่างฯ
“รับๆ ไปก่อน อะไรไม่ดีแล้วค่อยมาแก้...”
หากยังพอจำกันได้ ข้างต้นนั้นคือประโยคสุดคลาสสิกของฝ่ายสนับสนุนการ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ขณะนั้นยังรอการทำประชามติ ในวันที่ 19 สิงหาคม 2550
ในห้วงยามนั้นที่ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย และละเหี่ยใจกับการบริหารประเทศของรัฐบาลแต่งตั้ง ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ เบื่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีประธานชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หลายฝ่ายที่รู้และเข้าใจภาวะความรู้สึกของประชาชนแบบนี้ ได้หยิบฉวยวิกฤติมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการใช้ “การเลือกตั้ง” มาเป็นตัวประกัน
นั่นคือการเดินเกมต่อรองกับประชาชนว่า ถ้าต้องการให้รัฐบาลขิงแก่ออกไปเร็วๆ ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งไวๆ อยากให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยด่วน...
ก็จง “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญซะ!!!
ส่วนมาตราไหนที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่ชอบใจ ก็อยากให้ปิดตาข้างเดียวเพื่อกากบาทรับๆ มันไปก่อน...แล้วค่อยดำเนินการแก้ไขในภายหลัง
ส่วนหนึ่งของคนที่ออกมาพูดเช่นนี้ ก็คือ คนที่อยู่ในขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาทั้งสิ้น และยังใช้ประโยคดังกล่าวในการโฆษณาหาเสียงให้คนไปรับร่างฯ เสียด้วยอีก
เช่น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ขณะนั้นสวมหมวกประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้ให้สัมภาษณ์แก่คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2550 ว่า
“...ถ้านึกถึงว่าควรมีการเลือกตั้งก็ควรต้องให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ อาจทำได้อีกอย่างคือ เมื่อมีคนชอบหรือไม่ชอบบางส่วน ทั้ง สสร. หรือประชาชน ถ้าไปเขียนเพิ่มอีกมาตราหนึ่งว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จ มีรัฐบาลใหม่เสร็จเรียบร้อย ภายใน 90 วัน ให้สภาตั้งกรรมาธิการ หรือดำเนินการเพื่อศึกษารัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร”
“นั่นจะทำให้ทุกคนเห็นความหวังว่า รับไปก่อน ส่วนอะไรที่ผิดพลาดก็ค่อยไปแก้ คงช่วยผ่อนปรนไปได้...”
หรือที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “ตัวจริง ชัดเจน” ทางสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ว่า
“...ร่างรัฐธรรมนูญถ้าเรารับไปก่อนแล้วค่อยแก้จะทำได้ง่าย แต่การที่ไม่รับเลยแล้วเราจะเอาอะไรไปแก้ แล้วเราจะเลือกตั้งกันตอนไหน...”
ทำนองเดียวกันกับคำกล่าวของ นายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเวทีสาธารณะเพื่อการประชันความคิด (ดีเบต) จุดเด่น จุดด้อย ของร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จัดโดยมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550
“...แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด แต่ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการกลับคืนมาของอำนาจประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน แน่นอน และทำให้ คมช. สิ้นสุดสภาพลงไปด้วย จึงอยากให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญไว้ก่อน จากนั้นค่อยมาแก้ไขทีหลังในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย...”
หรือ นายวิชา มหาคุณ รองกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ได้กล่าวไว้ในการอภิปรายเรื่อง “แนวคิดและทิศทางในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย เมื่อ 4 พฤษภาคม 2550
“...อยากถามว่า ประชาชนจะเลือกอะไร ระหว่างรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับ สสร. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย หรือจะรอให้ คมช. ข่มขืนเอารัฐธรรมนูญออกมา..."
“...ขอให้ประชาชนลองดูโฉมหน้ารัฐธรรมนูญก่อนว่าดีหรือไม่ เหมือนการตัดสินใจแต่งงาน บางทีรูปร่างไม่สวยไปบ้างเพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ขอให้ดูที่จิตใจว่าจิตใจดีหรือไม่ ถ้ามองว่าดีก็ให้แต่งไปก่อน แล้วส่วนที่ยังบกพร่องก็ค่อยไปปรับปรุงเอาภายหลัง...”
จะเห็นว่า ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง ทั้งการบอกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อาจนำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ ที่ไม่ใช่ฉบับ 2540 มาใช้...ล้วนถูกนำมาใช้เป็นข้อข่มขู่ประชาชนให้เดินออกไปรับร่างฯ ทั้งสิ้น
และแม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ตกหลุมพราง หนำซ้ำยังตะโกนถามกลับไปยังคนที่ออกมาพูดเช่นนั้นว่า ถ้ารู้ว่าต้องแก้ไขแล้ว เหตุใดไม่ร่างให้ดีๆ มาตั้งแต่ต้น
แต่ก็ยังมีประชาชนอีกไม่น้อยเช่นกันที่ “รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก” เพราะเบื่อหน่ายสภาพการเมืองสังคมในเวลานั้นเต็มทน และหวังว่าการเลือกตั้งจะช่วยฉุดรั้งหรือนำทางให้เห็นความหวังอันเลือนรางขึ้นมาได้บ้างก็ยังดี...
แต่ ณ วันนี้ ที่การริเริ่มความคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกจุดประเด็นขึ้นมาด้วยผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง บรรดาคนผู้เคยสนับสนุนก็ดาหน้าออกมาปกป้องผลงานตัวเองอย่างขาดใจไม่แพ้กัน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พวกตนนี่แหละที่เคยหยอดคำหวานไว้ว่า รับไปก่อน แล้วค่อยแก้ก็ได้...
จะว่าไป คนที่เคยยืนหยัดไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น ก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงลมปาก ที่ถ้าหากเตะเนื้อชิ้นนี้เข้าปากสุนัขไปแล้ว จะง้างเขี้ยวออกมาปรุงกันใหม่ก็เห็นจะเลือดตาแทบกระเด็น
จะมีก็แต่คนที่ยอมรับๆ กันไปด้วยเชื่อใจว่าจะแก้ไขได้ภายหลังนั้น ไม่รู้ป่านนี้จะตาสว่างและเห็นธาตุแท้คนเหล่านั้นกันบ้างหรือไม่...
และที่สำคัญ ซาบซึ้งใจกันบ้างไหมที่เคยกากบาทรับร่างรัฐธรรมนูญที่เต็มไปด้วยปัญหาที่สุดฉบับนี้
กระตุกต่อมจริยธรรม
การคัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฎผลเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว 4 ตำแหน่งนั้น เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลใจของนักกฎหมายและหลายๆ ฝ่าย อันเนื่องจากคณะกรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประชุมทั้ง 5 คน เพราะนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร พักการทำหน้าที่เป็นการชั่วคราว ทำให้ถูกมองว่าการดึงดันพิจารณาโดยกรรมการเพียง 4 คน จะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ และอาจจะถึงขั้นทำให้ผลการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะได้
และยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏว่า นางทีปสุปรางค์ ภักดีธนากุล ภริยาของนายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในผู้ที่ได้รับการเลือกสรร ถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืนกรณีที่ดินใน จ.สงขลา ตามที่โจทย์ระบุในคำฟ้องว่าได้ลงนามในกระดาษเปล่าให้จำเลยไปด้วยความไว้ใจ ส่วนหนึ่งมากจากความคุ้นเคย และอีกส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นภริยาตุลาการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อให้ดำเนินการรวมโฉนดที่ดิน 51 แปลง แต่จำเลยกลับนำไปใช้โอนที่ดินเป็นของตนเอง ซึ่งในปี 2547 ที่ผ่าน ศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรม และให้โอนที่ดินดังกล่าวคืน
ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นเรื่องมัวหมอง ที่ทำให้นายจรัญ ไม่สมควรที่จะเข้ามารับตำแหน่งสำคัญดังกล่าว
จรัญ ภักดีธนากุล
ถอดรหัส... ตุลาการศาลรธน.ล้วนแต่...คนคุ้นเคย
หลังจากที่การประชุมคณะการสรรหาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีนายวิรัช ลิ้มวิชัย ประธานศาลฎีกา นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เพื่อลงมติเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้กลายเป็นกระแสวิพาษ์ในวงกว้าง เนื่องเพราะผู้ดำรงตำแหน่ง ทั้ง 4 คน ล้วนมีข้อครหาว่ามีแนวคิดและอาจหมายรวมถึงพฤตอิกรรมเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลที่มีจากระบอบประชาธิปไตย
บุคคลทั้ง4 คือคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิทางรัฐศาสตร์ มีทั้ง นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 4 นายสุพจน์ ไข่มุกด์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอเซอร์ สาธารณรัฐโปแลนด์ และอดีตเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และบุคคลสุดท้ายคือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ อดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
หากจำแนกเป็นคะแนน นายวสันต์ ได้ 4 คะแนน นายจรัญ ได้ 3 คะแนน นายสุพจน์ ได้ 4 คะแนน ขณะที่ เฉลิมพล ได้ 3 คะแนน จากคณะกรรมการผุ้ทรงคุณวุฒิ และวัยวุฒิ ทั้ง 4 ท่าน โดยปราศจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานรัฐสภา อย่างเป็นที่ชวน “กังขา” ถึงการผิดต่อเจตนารมณ์อันแท้จริง เพราะ การลงมติเลือกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ต้อง มีคณะกรรมการ 5 ท่าน และต้องมีมติการสรรหา 3 ใน 5 เสียง
เรียกง่ายๆว่า “ดื้อด้าน” ทำกันทั้งที่ ไม่ครบองค์ประชุม..
เมื่อกลับไปมองบรรดาคณะกรรมการ ทั้ง 3 คือ นายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไร้ซึ่งข้อสงสัยในบัดดล!!
ในขณะที่บทบาทและตำแหน่งหน้าที่ การทำงานของผู้ได้รับการคัดเลือก ทั้ง 4 คน ล้วนมีความโดดเด่นอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นยุคประชาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตยเรืองอำนาจ
โดยนาย จรัญ ภักดีธนากุล จบการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต( เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มเป็นที่รู้จัก เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการประธานศาลฎีกา จากนั้นเมื่อ 3 ศาล ร่วมแก้ไขวิกฤติการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่ง พรรคไทยรักไทย ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นพรรคเดียวให้เป็น “โมฆะ”
เหตุนี้เองตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม จึงได้มาจากการสนองอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เข้ายึดอำนาจรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมทั้งหน้าที่สำคัญในการเป็น รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับเจ้าปัญหา
จากนั้นเมื่อพรรคพลังประชาชน ได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล หลายต่อหลายครั้งที่นายจรัญโต้ตอบการทำงานของรัฐผ่านสื่อ
อย่างเมื่อเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมาได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมอภิปรายเสวนา หัวข้อ “คิดเพื่ออนาคต ถอดโจทย์ประเทศไทย” ผ่านสถานีวิทยุอสมท.เอฟเอ็ม 96.5 มีประโยคสะท้อนชัดคือ
“ประชาชนต้องการเห็นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด อย่าเพิ่งมุ่งคิดบัญชีล้างแค้น ลด ละ เลิก พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหน รวมถึงระบบราชการ ซึ่งเป็นผู้คุมอำนาจ เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ อย่าเหลิงอำนาจ หลงยึดติด จนลืมความชอบธรรม หากรัฐบาลทำได้ จะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ด้วยดี ลดปัญหาความแตก แยก สร้างความสามัคคีในชาติ และท้ายที่สุดประชาชนจะค่อยๆ ให้การยอมรับ”
ด้านนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ก็เคยเป็นพยานจำเลยในคดีที่ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ตกเป็นจำเลยข้อหาหมิ่นประมาท ในคดีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยื่นฟ้อง สืบเนื่องจาก น.ต.ประสงค์ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วิจารณ์การตัดสินคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อมาศาลยกฟ้อง เนื่องจากนายวสันต์ เป็นเพื่อนกับนายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
ขณะที่นายสุพจน์ ไข่มุกด์ คืออดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 50 นอากจากนี้ยังมีกระแสเรื่องการดันน.ต.ประสงค์นั่งเก้าอี้ปรธานกรรมาธิการยกร่างรธน. โดยมีนายทหารระดับสูงในคมช. เดินเกมผ่านทางนายสุพจน์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปรอ.4111
บุคคลท้ายสุดคือ นายเฉลิมพล เอกอุรุ แม้บุคคลนี้จะไม่มีบทบาททางการเมืองที่ชัดเจนเช่นเดียวกับ 3 คนแรก แต่การได้มาซึ่งหน้าที่ในครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นข้อครหาถึงการได้มาของตำแหน่งว่ามีกระบวนเกี่ยวพันถึงใครหรือไม่??
ดังที่กล่าวมาการสรรหาคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงต้องมีการกระบวนการขั้นต่อไป และคงต้องวิพากษ์วิจารณ์กันอีกหลายหน
เพราะดูยังไงก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงอำมาตยาธิปไตย…!
กลียุค-กาลีบ้าน-กาลีเมือง
เมื่อวานได้ไปนั่งฟังการเสวนาเรื่อง “ทุนนิยมสามานย์กับรัฐตำรวจ” วาดผีหรือเป็นจริง? โดยกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 ร่วมกับ นสพ.ประชาทรรศน์ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการจัดเสวนาเพื่อเสริมความรู้ให้กับผู้สนใจ ได้จัดขึ้นสัปดาห์เว้นสัปดาห์ หัวข้อที่จัดเสวนาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในห้วงเวลานั้นๆ
อย่างเมื่อวันวานได้นำเรื่องที่มีการพูดถึงกันมากในสังคมเวลานี้ว่า ประเทศไทยตกอยู่ในระบบทุนสามานย์ และรัฐบาลชุดนี้กำลังจะรื้อฟื้นรัฐตำรวจขึ้นมา
เพื่อให้เกิดความกระจ่าง จึงได้เชิญ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นประธานชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด เพราะตลอดระยะเวลาที่รับราชการตำรวจ นี่คือ ตำรวจอาชีพตัวจริงเสียงจริง
ผมคลุกคลีอยู่กับตำรวจมาทั้งชีวิต การทำงานสามารถเขียนไปโดยไม่เขินมือเลยว่า หากจะจัดอันดับตำรวจตงฉินสัก 10 อันดับ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ต้องติดอยู่ในจำนวน 10 คนนั้นแน่นอน
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ จึงเป็นอาจารย์ที่ตำรวจให้ความเคารพนับถือทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนมีการกล่าวติดตลกกันว่า การเป็นตำรวจควรเอาแบบอย่าง พล.ต.อ.อชิรวิทย์ แต่อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
นั่นหมายความว่า ควรเอาแบบอย่างในการทำงาน แต่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างในการปฏิเสธผลประโยชน์ที่ตำรวจโดยทั่วๆ ไปพึงมีพึงได้ ทั้งตามน้ำและทวนน้ำ
ด้วยเหตุนี้แหละครับ ทำให้การพูดของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ มีน้ำหนัก น่าเชื่อถือ เพราะท่านไม่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนของผลประโยชน์ใดๆ ทำให้ไม่มีแผลใดๆ ให้ใครเปิดโปง
รัฐตำรวจที่ผมเขียนไปเมื่อวาน ก็ได้ฟังจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ว่าไม่มีหรอกรัฐตำรวจ เป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผล
และ...ที่ต้องย้ำกันไว้ตรงนี้ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกปลุกระดมว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงองค์กรตำรวจและรังแกตำรวจ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ระบุว่า หลังจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี หลังจากที่มีการเด้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี แล้วตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นมารักษาราชการแทน มีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจกันอุตลุดมากกว่า 7 พันนาย
สาเหตุที่ พล.อ.สุรยุทธ์ อ้างเพื่อให้สังคมมองว่าเป็นความชอบธรรม นั่นคือ ตำรวจไม่สามารถคลี่คลายคดีรอบวางระเบิด 9 จุดในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
วันนี้ พล.ต.อ.โกวิท ได้เกษียณอายุราชการแล้ว คดีระเบิด 9 จุดก็ยังไม่สามารถจับใครได้ และ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศยุติการสะสางคดีไปเรียบร้อยแล้ว
ผมก็ได้แต่รอว่าเมื่อไร พล.อ.สุรยุทธ์ จะลงมาจากเขายายเที่ยง มาขอโทษ พล.ต.อ.โกวิท สักครั้งก่อนตายจากกัน เพราะขนาดผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ท่านยังกล่าวคำขอโทษได้เลย
นับประสาอะไรกับตำรวจน้ำดีจากการประพฤติปฏิบัติตนมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ไม่มีการสร้างภาพ ทำไมจะขอโทษไม่ได้ ที่ย้ายไปโดยไม่มีความผิด เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของบางคนบางกลุ่มเท่านั้น
นอกจากนั้น พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ยังเปิดเผยว่า หลังจากที่มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศเรียบร้อยแล้ว ได้มีการย้ายผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย และบุรีรัมย์ และผลักดันให้ พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ตำรวจที่เดินตามหลัง นายสนธิ ลิ้มทองกุล มาตั้งแต่เป็นผู้ช่วยนายเวรของ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ
ผมเลยถึงบางอ้อ เมื่อทราบชื่อของผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงราย คือ พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ น้องใหญ่ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ทันทีถึงที่มาใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ในเมื่อผู้บังคับการและรองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ที่เป็นหัวขบวนการสอบสวนการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย เป็นน้องรักของหัวขบวนการของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
มิน่า เมื่อน้องรักคนหนึ่งให้มาช่วยราชการ อีกคนให้กลับไปทำงานที่เดิมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คนเป็นพี่จึงต้องระดมพล ออกแถลงการณ์ให้ดูน่ากลัวว่าบ้านเมืองจะเกิดกลียุค เมื่อมีการรื้อฟื้นรัฐตำรวจ
ผมจึงขออนุญาตนำคำพูดของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ซึ่งพูดไว้ได้ถูกใจผมที่สุดในการเสวนาเมื่อวันวานที่ว่า
“บ้านเมืองจะกลียุคก็มาจากกาลีบ้านกาลีเมือง”
พลเมืองภิวัฒน์ ยื่นหนังสือ จี้สอบ สส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง
นายภูมิวัฒน์ นุกิจ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ www.nocoup.net เปิดเผยว่าในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2551 เวลา 11 .00 น. หน้ารัฐสภา ถ.อู่ทองใน จะเดินทางไปยื่นหนังสื่อสอบสส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา จึงขอเรียนเชิญประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้ไปร่วมกันยื่นหนังสือดังกล่าวด้วย
สำหรับข้อความในหนังสือมีว่า........
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เรียน ฯพณฯ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานรัฐสภาคนที่ ๑
เรื่อง ตรวจสอบบทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา กรณีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
สิ่งที่แนบมาด้วย เนื้อหาข่าว และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
๑. บทความ “การปลุกระดม ลัทธิภาคนิยม”
๒. รายละเอียดและหัวข้อข่าว 'เย้ยได้ประธานรัฐสภามีตำหนิ อดีตพันธมิตรฯเชื่อเป็น นอมินี'
๓. แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 1/2551
เรื่อง คำเตือนก่อนเกิดกลียุค
๔. แถลงการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 2/2551
เรื่อง กลียุคมาแล้ว
๕. แถลงการณ์ฉบับที่ 3/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อง “เคลื่อนไหวครั้งที่ 1 : ต้านเผด็จการทุนนิยมสามานย์และรัฐตำรวจ”
ตามที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ได้ออกมาเคลื่อนไหว คัดค้าน ต่อต้าน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และได้เข้าร่วมเป็นแกนนำใน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย อันมีบทบาทสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ซึ่งได้ทำลายพัฒนาการประชาธิปไตยไทยลงไป และสั่นคลอนหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างชัดเจน ดังเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ฉบับอำมาตยาธิปไตย นอกจากนี้ปรากฏว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ออกมาแสดงบทบาทและสิทธิของตนเอง ซึ่งอาจนอกเหนือระเบียบวาระข้อบังคับของรัฐสภา และมารยาททางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือ
๑. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ สามารถ ยื่นกระทู้ ยื่นญัตติ วิพากษ์ วิจารณ์ โดยสุจริต ในรัฐสภา เพื่อร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาได้
๒. กรณีนี้ปรากฏว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มุ่งหวังเพียงเพื่อจะขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ โดยสร้างวาทกรรมสำนวน กล่าวหาว่า “รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นระบอบทักษิณ เป็นรัฐบาลนอมินี(ตัวแทน) เป็นรัฐบาลศรีธนณชัย เป็นรัฐตำรวจ เป็นรัฐทุนนิยมสามานย์ ”
๓. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ร่วมกับพวกออกแถลงการณ์และนัดชุมนุมในรูปแบบงานสัมมนา ซึ่งจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๖.๐๐ น. ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ได้ เดินสายโฆษณา ชักชวน พี่น้องประชาชนตามที่ต่างๆ และได้ กล่าวปราศรัยระหว่างการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่อำเภอเชียรใหญ่ มีข้อความ ตอนหนึ่งว่า 'พันธมิตรต้องการล้มระบอบทักษิณที่รักของคนอีสาน คนภาคเหนือ และภาคกลางบางกลุ่ม และเป็นที่น่ารังเกียจของคนภาคใต้ อยากให้ทุกคนพร้อมกันไปล้มระบอบทักษิณอีกรอบ ยินดีต้อนรับนักรบศรีวิชัย พันธมิตรลุ่มน้ำปากพนัง เราจะร่วมกันล้มผู้ชักใยและระบอบหุ่นเชิด' (ตามเอกสารที่แนบมา) ซึ่งปรากฏชัดเจนว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ มีแนวคิดแบ่งแยกประเทศไทย ให้ออกเป็นภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างความเกียจชัง และเหมารวม สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นเป็นฝัก เป็นฝ่าย ในสังคม
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ จึงมีความเห็นว่า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อันมาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น กำลังมีส่วนสำคัญในการทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ด้วยการที่ตนเองมีบทบาทหน้าที่ เป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ แต่กับไม่เคารพต่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
จึงเรียนมายัง ท่านรองประธานรัฐสภาคนที่ ๑ ให้ตรวจสอบบทบาท หน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราฏร์ผู้นี้ และขอให้นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ชี้แจงให้ชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ของตน ที่ต้องรับผิดชอบ ต่อระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้เกิดขึ้น แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร์ และสมาชิกวุฒิสภา ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๔๔ และ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๔๔
ด้วยความนับถือ
( นายภูมิวัฒน์ นุกิจ )
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ www.nocoup.net
Tuesday, March 25, 2008
ชาติไทยสับสนข้อกฎหมาย กกต.ยุบพรรค
ผู้ประสานงาน กกต. พรรคชาติไทย เรียกร้อง กกต.สร้างหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนกรณีให้ใบแดง ชี้ พรรคสับสนใช้กฎหมาย 2 ฉบับวินิจฉัยยุบพรรค
อย่างไรก็ตาม นายอนุรักษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากกกต.ไม่รับฟังข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการยุบพรรคชาติไทย ซึ่งไม่ทราบว่ากกต.จะตั้งอนุกรรมการดังกล่าวขึ้นมาเพื่ออะไร
บรรหาร จวก อภิสิทธิ์ ขวางแก้รัฐธรรมนูญ
หัวหน้าพรรคชาติไทย สนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นยุบพรรค ไม่แก้ทั้งฉบับ โต้ “อภิสิทธิ์” อะไรไม่เจอกับตัวเอง ไม่รู้สึก
ส่วนกรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น หัวหน้าพรรคชาติไทย ปฎิเสธที่จะแสดงความเห็น แต่กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “อะไรไม่เจอกับตัวเอง ก็ไม่รู้สึก” ส่วนคดีเรื่องยุบพรรคนั้น เชื่อว่าคงใช้เวลา ไม่ได้สรุปกันอย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องต้องส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ
ด้านนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะได้รับมอบหมายจากพรรคให้ติดตามความคืบหน้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ใบแดง น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา พรรคชาติไทย ว่าขณะนี้สมาชิกพรรคส่วนหนึ่งสับสน และมีการหยิบยกเข้าหารือในที่ประชุมพรรค ถึงข้อกฎหมายและขั้นตอน กกต.จะพิจารณายุบพรรคชาติไทย เนื่องจากที่ผ่านมา ยังมีความสับสน และไม่ชัดเจน ว่า กกต.ใช้กฎหมายการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. หรือกฎหมายพรรคการเมือง ในการดำเนินการ พรรคเห็นว่า กกต.ควรจะต้องหยิบยกกรณี สำนวนยุบพรรคไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ในอดีต ขึ้นมาประกอบการพิจารณา
สกู๊ป : นายกเยือนอินโด
25 มี.ค.-ขณะนี้นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน.
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-25 20:19:35











