WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, March 28, 2008

แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันเวทีเสวนาเลิกไม่เกินเที่ยงคืน

สำนักข่าวไทย 28 มี.ค.- “สมศักดิ์ โกศัยสุข” ยืนยันเวทีเสวนากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยืดเยื้อ เพราะไม่ใช่การชุมนุม ส่วนการเดินทางกลับประเทศไทยของ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่วิตก ต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวใน “ข่าวเช้าโมเดิร์นไนน์” ถึงเวทีเสวนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์วันนี้ (28 มี.ค.) ยืนยันว่า ไม่มีการยืดเยื้อ เพราะไม่ใช่การชุมนุม เป็นการเสวนาของกลุ่มพันธมิตรฯ และองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อพูดคุยถึงปัญหา รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะเริ่มเวลา 16.00 น. และคาดว่าเลิกไม่เกินเที่ยงคืน ยืนยันว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีการแตกคอกันเหมือนอย่างที่มีข่าวเกิดขึ้น เพราะไม่มีเหตุผล ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้มาชุมนุมวันนี้ เพราะติดภารกิจที่ต่างประเทศ โดยได้แจ้งให้ทราบแล้วก่อนหน้านี้

ต่อข้อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะนี้มองว่าทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นพฤติกรรมของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่แสดงออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งการดีเบตที่ ร.ต.อ.เฉลิมพูดถึง เป็นเรื่องในอนาคต

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศเร็วกว่าเดิม จะเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์ หรือวิตกอะไร การกลับมาเร็วถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามกระบวนการยุติธรรม.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-03-28 07:45:04

นายกรัฐมนตรีให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนในอินโดฯ

27 มี.ค.-ระหว่างเยือนอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนที่นั่น ต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทย ขณะที่อินโดนีเซียเสนอเป็นตัวกลางทำความเข้าใจประเทศมุสลิม ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาภาคใต้ของไทย โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน.-สำนักข่าวไทย

ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 20:29:14

“เหลิม-เทือก” มวยถูกคู่ [28 มี.ค. 51 - 02:52]


“พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่เคยทำ”

น้ำเสียงนิ่งๆของ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ปฏิเสธคำถามแหลมๆของนักข่าวที่ถามทะลุกลางปล้องเลยว่า มองหรือไม่ว่าการเมืองจะส่งผลกระทบต่อตัวเอง เพราะหลายคนสงสัยว่าท่านอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติที่ผ่านมา

จากปากตัวจริงเสียงจริง “ป๋าเปรม” ปัดเอี่ยวปฏิวัติยึดอำนาจ “ทักษิณ”

และเพื่อความมั่นใจ นักข่าวถามย้ำอีกครั้งว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร คราวนี้ “ป๋าเปรม” ตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มลึกกว่าเก่า

“คุณต้องรู้ว่าผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่ได้เกี่ยวข้องของเรื่องการเมืองและเรื่องใดๆที่เกี่ยวกับการเมือง”

ก่อนจะใช้รอยยิ้มแทนการปฏิเสธคำถามแหลมๆของนักข่าว

แต่แค่นี้ก็ได้น้ำได้เนื้อแล้ว สำหรับคนประหยัดคำพูดคำจาอย่าง “ป๋าเปรม” ที่ออกงานให้สัมภาษณ์การเมืองเป็นครั้งแรก หลังตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนๆว่าด้วยคิวแก้รัฐธรรมนูญและปมยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

มีการพาดพิงถึง “มือที่มองไม่เห็น” บ้างก็แฉ “ใบสั่งจากผู้ใหญ่”

“ป๋าเปรม” ออกมาบอกว่า ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกวัน แต่อยู่เงียบๆตามปกติ

ขณะที่อีกฝั˜งไม่ได้อยู่ประเทศไทย แต่ก็ยังติดมาดพ่อบ้าน “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี สวมบท “พระยาน้อยอินเตอร์” เดินชมตลาดเช้ากลางกรุงจาการ์ตา ระหว่างเดินทางเยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

สำรวจราคาพืช ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ แพงกว่าเมืองไทย

เหมือนจะบอกว่าไม่ได้ลืมปัญหาปากท้องของชาวบ้าน อย่างที่โดนฝ่ายตรงข้ามออกมาถล่มจ้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ตัวเองอย่างเดียว

ต่างฝ่ายต่างอยู่ในระยะคุมเชิงซึ่งกันและกัน

แต่ที่เปิดหน้าแลกหมัดกันมัน การระเบิดศึกมวยถูกคู่ระหว่างฝ่ายแดง “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยจริง กับฝ่ายน้ำเงิน “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ รมว.มหาดไทยเงา

เขี้ยวลากดินพอๆกัน

เดิมพันด้วยที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ธุรกิจครอบครัวเทือกสุบรรณ ในอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

แน่นอน โดยราคาต่อรองนาทีนี้ต้องเทไปที่ฝ่าย “สิงห์เหลิม” ขึ้นขี่อยู่นิดหน่อย ในฐานะที่กุมอำนาจรัฐในมือ พูดแล้วเสียงดัง ชี้ไม้เป็นนกชี้นกเป็นไม้

แถมได้ลูกเก๋า ลุยแบบมวยไม่มีอะไรจะเสีย ออกตัวสตาร์ตด้วยต้นทุนต่ำ ยอมรับสภาพตัวเองได้หมดไม่ว่าจะถูกมองเป็นสิงห์ แมว หรือหมา

ขณะที่ “เทพเทือก” เป็นมวยคางเปราะ โดยเฉพาะกับปมปัญหาเรื่องพัวพันๆกับที่ดิน ได้ยินแล้วก็สะท้อนกลับไปถึงกรณีอื้อฉาว สปก.4-01 จังหวัดภูเก็ต

แผลเป็นที่ลบไม่ออก

โดยเกมที่ตกเป็นฝ่ายตั้งรับเห็นได้จากทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาช่วยประคอง

ล่าสุดลูกพี่ใหญ่อย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็โดดออกมาคำรามใส่ “สิงห์เหลิม” ดักคอการหยิบยกเรื่องการบุกรุกที่ดินในหลายพื้นที่ที่เปิดเผยในเวลานี้

ขอเน้นว่า ถ้าใครผิดก็ว่าไปตามผิด อย่าเลือกปฏิบัติคอยกลั่นแกล้งกัน

แต่ก็เหมือนมวยย่ามใจซะแล้ว “สิงห์เหลิม” ประกาศลุยดะให้จับตาคิวต่อไปที่เกาะสมุย และอำเภอวังน้ำเขียว โคราช

“ตอนนี้คงร้อนๆ หนาวๆ ผมไม่ได้อาฆาตแค้นใคร แต่เมื่อมาทำหน้าที่ก็ต้องมาตรวจสอบอย่างจริงจัง”

แต่กำลังเดินหน้าไล่ทุบไล่ต้อนคู่อริกันแบบทีใครทีมัน ก็เป็นนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย ดันพาซื่อ เสนอกลางวงที่ประชุม ครม.นัดที่ผ่านมา

ให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วยกรมที่ดิน กรมทรัพยากรธรรมชาติฯ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อสางปัญหาการออกเอกสารสิทธิที่ดินทั้งระบบไปทีเดียว จะได้ไม่เกิดปัญหาลักลั่น

เอาปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้จ้องทุบใคร

โดยที่นายกฯสมัครก็เออออด้วยในหลักการ สั่ง 3 กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปศึกษาแนวทางร่วมกัน

งานนี้ “สิงห์เหลิม” ค้อนขวับเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


แขวะ ปชป.ทำอะไรก็ไม่ผิด [28 มี.ค. 51 - 03:42]






วานนี้ (27 มี.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวถึงการนัดชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ก็ให้ทำไปและไม่ได้สั่งให้บันทึกเทปปราศรัย เพราะของพวกนี้เข้าไปดูในเว็บไซต์ผู้จัดการก็ได้ อยากด่าก็ด่าไป แต่ถ้าตนทนไม่ได้ก็ด่ากลับ เพราะปากจัดเหมือนกัน ถ้ากล่าวหาพาดพิงก็แจ้งจับ แต่คิดว่าถ้าไม่ขนคนมา คนที่มาชุมนุมก็ไม่น่าจะเยอะเท่าใด เพราะคนพวกนี้มีใครพูดน่าฟังบ้าง พูดแล้วคนกลับบ้านหมด น่าจะเอามาสลายม็อบ เมื่อถามว่าพรรคพลังประชาชนเคยโจมตีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปร่วมกับพันธมิตรเคลื่อนไหวนอกสภา ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า มันไม่เหมือนกัน ส.ส.พรรคพลังประชาชนไม่ได้ไปรวมกลุ่มมาด่าพรรค การเมืองอื่น แต่พุ่งเป้าไปที่พันธมิตรฯ ไม่เหมือนกรณีนายสมเกียรติที่ไปร่วมกับคนที่ไม่ใช่พรรคการเมือง

“แต่ผมไม่ว่าหรอก พรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรไม่ผิดอยู่แล้ว เอาที่ดิน สปก.ไปแจกให้เศรษฐีภูเก็ตจนกระทั่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ สปก.ไปแจกคนไม่มีสิทธิ์ไม่ได้ ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ ทั้งที่ควรจะลงโทษตัวเองบ้าง อย่างนายสุเทพ (เทือกสุบรรณ) นายชวน (หลีกภัย) ควรเลิกเล่นการเมืองไปได้แล้ว เพราะนายชวนบอกเองว่าเรื่องที่ดิน สปก.ก็เหมือนแจกทุนการศึกษาให้ลูกคนจน คนรวยก็ต้องได้เหมือนกัน แต่พอมาวันนี้รับผิดชอบอะไรบ้าง ผมไม่แปลกใจ เพราะไม่เคยให้ความเชื่อถือมานานแล้ว พวกนี้รู้สลึงคุยบาท” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

หยัน “สุเทพ” คิดได้แค่นี้เก่งแล้ว

อีกเรื่องวันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่บ้านบางบอน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการขอเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินของ บ.ศรีสุบรรณฟาร์ม อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานีว่า เรื่องนี้ยืนยันว่าดำเนินการถูกต้อง ไม่ใช่อยู่ๆมาพูดเพราะดีเอสไอทำเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้ คงไม่ไปเรียกร้องความรับผิดชอบหรือจริยธรรมทางการเมืองอะไรจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และไม่อยากต่อล้อต่อเถียง นายสุเทพคงตกใจไม่ได้ดูกฎหมายและไม่เข้าใจ คิดว่าจะไปเอาผิดกับการไปประมูลซื้อที่ดินจากรมบังคับคดี แต่นายสุเทพไม่ได้เรียนกฎหมาย คิดได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว ทั้งนี้ ได้สั่งการอธิบดีกรมการปกครองไปตรวจสอบเรื่องที่ดินที่สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะในเกาะสมุย มีเรื่องร้องเรียนมาเยอะมาก เพราะพวกนี้กล้ามากเอาทรัพย์ของแผ่นดินไปขายให้พวกต่างชาติ จะดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่การตีเมืองขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ตนไม่ได้เป็นรัฐบาลมา 10 ปี ก็อยู่ดีไม่ได้เดือดร้อนอะไร

มท.3 ชี้ยังไม่เพิกถอนสิทธิที่ดิน

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กรมที่ดิน นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการบุกรุกที่ดินซึ่งมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ว่า เรื่องบุกรุกที่ กรมที่ดินไม่มีที่ดินให้บุกรุก เป็นที่ดินของรัฐทั่วประเทศเป็นที่ อุทยานแห่งชาติ ที่ป่าสงวน ที่ทหาร และอื่นๆอีก กรมที่ดินเป็นหน่วยงานที่ออกเอกสารสิทธิ หรือ นส. 3 ก. เท่านั้น ส่วนเรื่องที่ดินที่มีปัญหาที่ จ.นครราชสีมา ต้องให้ สปก.เป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ระบุว่าได้สั่งการให้กรมที่ดินเพิกถอนสิทธิการถือครองที่ดินที่ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานีกว่า 2,000 ไร่ ของบริษัทศรีสุบรรณฟาร์มนั้น ยังไม่ได้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว เพราะอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบ

ป้อง “เทือก” ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

ทางด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย กล่าวหาบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ของครอบครัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ครองที่ดิน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 2,000 ไร่ ได้มาโดยมิชอบ ว่า ต้องไปดูว่าการวินิจฉัยของกระทรวงมหาดไทยว่าอย่างไร แต่จริงๆแล้วไม่มีเรื่องอะไร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเลขาธิการพรรคว่าไปทำอะไรผิด อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูว่าตอนออกเอกสารสิทธิ์ออกมาได้อย่างไร ส่วนจะเพิกถอนอะไรนั้น ก็ต้องต่อสู้กันไปตามกระบวนการของศาล เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายในกรณีนี้

“เทือก” ท้าสอบที่ดินศรีสุบรรณเต็มที่

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบกรณีบริษัทศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด ของครอบครัวเทือกสุบรรณถือครองที่ดิน อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 2,000 ไร่ ว่า ให้ ร.ต.อ.เฉลิมพูดไป ตนจะไม่ไปต่อความยาวสาวความยืด เพราะสังเกตดูว่า ร.ต.อ.เฉลิมพยายามที่จะสร้างเรื่องอื่นๆ และประเด็นอื่นให้เป็นที่สนใจของสังคมเพื่อกลบเกลื่อนความไร้ประสิทธิภาพของ ร.ต.อ.เฉลิมที่ทำอยู่ ทั้งนี้ยินดี ให้ตรวจสอบทุกอย่าง และต้องการให้ส่งเอกสารอะไร หรือร่วมมืออะไรก็ยินดีทั้งนั้น มั่นใจว่าการซื้อที่ดินที่กรมบังคับคดี เป็นการครอบครองที่ดินโดยสุจริตไม่มีอะไรผิดกฎหมาย เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่ไปประมูลซื้อทรัพย์สินของกรมบังคับคดี ไม่ใช่มีเฉพาะตน และไม่ควรจะเป็นความผิด

รอปรึกษาทนายฟ้องกลับ “เฉลิม”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่า ซื้อที่ดินอาจจะถูก แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ ดังนั้นอาจจะไปเรียกโฉนดคืน นายสุเทพตอบว่า ไม่เป็นไร ก็ให้ ดำเนินการไป ประชาชนก็จะเห็นเอง เมื่อถามว่า มีการอ้างประชาชนที่ไปอยู่ในพื้นที่ด้วย นายสุเทพตอบว่า ไม่เป็นปัญหาเขาจะอ้างอะไรกี่อย่าง ก็ทำให้เต็มที่แล้วกัน มีอำนาจอยู่แล้ว ก็ดำเนินการไป เราเป็นประชาชน เราได้รับการกระทำก็ต้องต่อสู้ตามสิทธิอันชอบธรรม ตามกระบวนการทางกฎหมาย ต่อข้อถามว่าคิดว่าสามารถจะฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิมได้หรือไม่ นายสุเทพตอบว่ายังไม่ได้ พบทนายเลย เพราะไม่มีเวลา แต่พยายามที่จะรีบ เผื่อว่าถ้าฟ้องได้ ร.ต.อ.เฉลิมจะได้ไม่ต้องรอนาน “อย่าไปสนใจคุณเฉลิมมากเกินไป เรื่องพรรค์อย่างนี้ คุณเฉลิมพยายามกลบเกลื่อนอะไรบางอย่างอยู่ ผมกำลังติดตาม”

“ชวน” กรีด “เหลิม” อย่าเลือกปฏิบัติ

ส่วนนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว. มหาดไทย เปิดเผยข้อมูลกรณีนางอัญชลี วาณิช เทพบุตร อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ครอบครองที่ดิน สปก. สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล และระบุว่าคนผิดยังลอยนวลอยู่ว่า ไม่มีการบุกรุก ตนไม่ถือสา ร.ต.อ.เฉลิมที่พูดไปวันๆ หาจุดยืนไม่ได้ ต้องเข้าใจว่าที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รุกที่แต่เป็นเพราะที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดมาจากปู่ ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ไปขอ สปก. ดังนั้น การพูดเรื่องดังกล่าวควรพูดถึงความเป็นจริงว่าเรื่องอะไร ไม่ควรกล่าวหากันลอยๆและควรให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม การหยิบยกเรื่องการบุกรุกที่ดินในหลายพื้นที่เปิดเผยในเวลานี้ ตนขอเน้นว่า ถ้าใครผิดก็ว่าไปตามผิด อย่าเลือกปฏิบัติคอยกลั่นแกล้งกัน

เต๋าถ่วง

ถ้ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำลังเป็น “รัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา” บัญญัติไว้ในมาตรา 291 ให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ได้ในทุกมาตราที่ต้องการ ภายในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็แปลว่า...การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย!!แปลว่า แก้ไขได้ถ้ามีความจำเป็น...ผมจึงเชื่อว่า..จากนี้ไม่นาน จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา (ไม่ใช่มาตราเดียว)โดยคณะรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลส่วน ประชาธิปัตย์ จะร่วมหอลงโรงด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของคนในพรรคนี้จะปรึกษาหารือกัน

สำหรับคนไทยทั่วไป สิ่งที่ควรพิจารณาและขบปัญหาให้แตกมีว่า รัฐธรรมนูญนี้มี “วาระซ่อนเร้น” แฝงอยู่หรือไม่??ใครเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้??ใครเป็นคนสั่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอีกที ใช่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือไม่??และ..หรือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิด มีเถยจิตอย่างไรกับการมองการเมืองไทย มองนักการเมือง

ชอบหรือชัง...??ถ้าเราไม่โอนเอนตาม กระแสการเมืองคนไทยทั่วไปก็พอรู้สึกได้ว่า รัฐธรรมนูญนี้เขียนกันขึ้นมาอย่าง พิกลพิการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบแก้ไข ก่อนที่มันจะส่งผลให้บ้านเมืองวุ่นวายพินาศยับเยินมากกว่านี้คุณโคทม อารียา อดีต กกต. แสดงความเห็นชัดเจนว่า โทษยุบพรรคที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 237 นั้น มันหนักเกินไปจะเรียกว่า..หนักเกินเหตุก็ไม่น่าผิด!!

คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 บอกว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญใน มาตรา 237 เพราะหากข้อกฎหมายข้อนี้ ทำให้เกิดทางตันทางการเมืองก็สมควรจะแก้ผมเชื่อว่า...ในที่สุดแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลคงต้องร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญแน่นอน!!เพราะไฟกำลังจะไหม้บ้าน...!!คุณสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ยืนยันหลังการประชุมที่มีตัวแทน 6 พรรคร่วมรัฐบาล และตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ที่มี คุณชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น
ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่แก้ไขทั้งฉบับ
มีมาตราหลักๆ ที่จะแก้ 3 มาตรา คือ...มาตรา 237, 266 และ 309
แต่ที่คนให้ความสนใจมาก คือ มาตรา 237 ซึ่งเปรียบเสมือน “เต๋าถ่วง” ที่เจ้ามือไฮโลสร้างขึ้นมา เพื่อ โกงคนเล่นรอบวง เป็นการเฉพาะ!!

● สองคม ●

ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด - ผลัดกันเขียน เวียนกันคิด

ทิ้งทำไม

ภาพรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครนับร้อยๆ คัน ที่จอดทิ้งร้างเอาไว้บริเวณลานกว้างของ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทุกวันนี้ช่างบาดตาและทำร้ายอารมณ์ของคนไทยผู้เสียภาษียิ่งนัก!!!

ไม่เพียงแดด ลม และพายุฝนที่รุมกระหน่ำซ้ำเติมรถดับเพลิงเหล่านี้ หากแต่ “ไอทะเล” บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ก็ยิ่งจะทำให้มูลค่าของรถดับเพลิง “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน หดหายไปเรื่อยๆแม้ว่าเพิ่งจะส่งตรงมาจากออสเตรียได้เพียงปีเศษก็ตามว่ากันว่า “ล็อตแรก” ที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้จำนวน 176 คัน และได้จอดทิ้งไว้ในโกดังเช่าของเอกชนรายหนึ่งย่านบางบัวทองนานกว่า 2 ปีนั้นแม้จะมีหลังคาคลุมกันแดดและฝน แถมไม่ต้องผจญกับ “ไอทะเล” เหมือนล็อตหลัง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ไม่ใช่เล่นๆ

เท่าที่ “บางกอกทูเดย์” กวาดสายตาดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์, แบตเตอรี่, ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ, สายยาง หรือระบบคอมพิวเตอร์สำหรับรถขนาดใหญ่ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนแต่เสื่อมสภาพเฉพาะรถเล็ก 4 ล้อ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราดา 72 คัน แค่ยางอะไหล่เส้นเดียวก็มีราคาเฉลี่ยต่อเส้นไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 บาทแล้วที่แพงเพราะต้องแบกรับน้ำหนักรถ บวกกับอุปกรณ์ดับเพลิงและปริมาณน้ำในถังกักเก็บหมายความว่า...เฉพาะยางรถยนต์ที่จะต้องเปลี่ยนสำหรับรถเล็ก 4 ล้อ รวมทั้งสิ้น 288 เส้นๆ ละ 5,000-6,000 บาท

กทม. ในฐานะเจ้าของโครงการฯ ต้องเสียเงินเพื่อการนี้ราวๆ 1.44–1.72 ล้านบาทหากนับรวมยางรถยนต์ของ 6 ล้อและ 10 ล้อ ที่มีขนาดใหญ่กว่าและราคาแพงกว่าไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเส้น รวมกันอีก 233 คันแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ คงมีไม่น้อยกว่า 16.5 ล้านบาทเฉพาะแค่ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์อย่างเดียว รวมกันทุกขนาดก็ปาเข้าไป 17-18 ล้านบาทแล้วนี่ยังไม่รวมค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ซึ่งว่ากันว่า...รวมๆ กันนับเป็นร้อยๆ ล้านบาททีเดียว!!!ขึ้นชื่อว่า...รถ

ทุกอย่างมันก็ย่อมจะต้องลดค่า ลดราคาลง เหมือนกับชื่อที่พ้องเสียงนั่นแหละเมื่อ กทม. นำไปจอดทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการนำออกมาใช้งานเพื่อการดับเพลิง ราคาค่างวดของมันก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงไปเท่าที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มานั้น...บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรีย คู่สัญญาของ กทม. ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเขาเพื่อให้ “บริการหลังการขาย”แต่บริษัทที่ว่านี้...ไม่มีโอกาสแม้จะให้บริการ เนื่องจากยังไม่มีการนำรถดับเพลิงขนาดต่างๆ ไปใช้งานแต่อย่างใด

การรับประกันอันเป็น “บริการหลังการขาย” ของคู่สัญญาของ กทม. จะครบกำหนด 3 ปีของ “ล็อตแรก” จำนวน 176 คัน ในช่วง 26 มกราคม 2552 ที่จะถึงนี้นั่นก็หมายความว่า...ตอนนี้ กทม. เหลือเวลาอีกเพียง 10 เดือนเท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิ “บริการหลังการขาย” จากบริษัทสไตเออร์เกินกว่านี้...ก็จบกัน!!!ส่วน “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน ดูท่าว่า...อาการจะสาหัสมากกว่า “ล็อตแรก” มากนัก เพราะต้องทนกับสภาพตากแดด ตากลม ตากฝน และยังต้องผจญกับ “ไอทะเล” อีกด้วยหากไม่รีบใช้ “บริการหลังการขาย” ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาแล้ว

เมื่อครบกำหนด...เมืองไทยและ กทม. ก็จะไม่ได้อะไรเลยซื้อแพง...แต่ได้นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ยังพอทำใจได้แต่นี่...ซื้อแพงแล้วยังจะเก็บทิ้งไว้เฉยๆ จนสภาพรถดับเพลิงทั้งประเภท 4 ล้อ, 6 ล้อ และ 10 ล้อ เสื่อมสภาพและไร้ราคามากขึ้นๆ ทุกวันนี่หรือ คือ หลักการบริหารของ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินเอาล่ะ! จะโทษ กทม. อย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ถึง 3 กลุ่ม (อ่านล้อมกรอบประกอบ)

อีกทั้ง เรื่องนี้ก็ถูกส่งต่อจากชั้นสอบสวนของดีเอสไอไปจนถึง ป.ป.ช. ต่อเนื่องไปจนถึง คตส. ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว...หลายคนนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม.นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์นายราเชนท์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

โดยเฉพาะ 2 คนหลังนี้ เกี่ยวพันในฐานะที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ก.ม.ฮั้ว) และกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร? ใครจะเป็นคนผิด? และใครจะต้องรับผิดในคดีนี้?ก็ไม่น่าที่ กทม. จะกลัวความผิด เสียจนไม่ยอมนำเอารถดับเพลิงมูลค่าเกือบๆ 8,000 ล้านบาทออกมาใช้

จนคนกรุงเทพฯ และเมืองไทย ต้องเสียหายซ้ำซ้อน...ซ้ำซาก!!!
ถึงบรรทัดฐานนี้...กระบวนการเอาผิดตามกฎหมายกับ “คนผิด” ที่ปล่อยให้สัญญาจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ในมูลค่าที่แพงมหาศาลและเกินจริงไปเกือบครึ่งต่อครึ่ง ยังจะต้องเดินหน้าต่อไปใครผิดก็นำตัวไปลงโทษแต่เรื่องของผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะการไม่นำรถดับเพลิงไปใช้ประโยชน์ โดยปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นคุณต่อฝ่ายใด

ยกเว้น...บริษัทฝรั่ง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินค่าดูแลซึ่งเป็น “บริการหลังการขาย” สักสตางค์แดงเดียวถึงตอนนี้ ฝ่ายไทยโดย กทม. ได้จัดส่งค่างวดมาแล้ว 3 งวดๆ ละ 700 ล้านบาทเศษเหลืออีก 6 งวดที่จะต้องทยอยส่งตามเงื่อนเวลาแห่งแอลซี ที่ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไปทำเอาไว้กับ บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรียแล้วอย่างนี้ จะปล่อยทิ้งรถดับเพลิงกันไปทำไม???

"สมัคร"ไม่เห็นด้วยแก้ไขรธน.309ระบุไม่มีผลย้อนหลัง

“สมัคร”ค้าน แก้รธน.มาตรา 309 ที่ให้มีการนิรโทษกรรม คมช.ทั้งก่อนหน้าและหลัง เหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 อ้างย้อนหลังไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์ แต่ต้องไปหารือกันในพรรคพลังประชาชนก่อน ชี้ต้องฉวยโอกาสให้เกิดประชาธิปไตย ย้ำ รัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะเกลียดชัง “ทักษิณ”

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ที่รับรองการกระทำตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ดังนั้น จะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ หากไม่ฉวยโอกาสทำในตอนนี้ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนพูดไว้ชัดเจนว่าต้องการให้รัฐบาลอ่อนแอ โดยเอาความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่รู้ว่ายกร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้อย่างไร ทำให้เกิดความเสียหาย ยุ่งยาก คนที่มีความคิด เขาไม่ทำกันแบบนี้
“ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขมาตรา 309 เพราะไม่สามารถย้อนหลังได้ ซึ่ง กกต.ก็หัวเราะ มันขายหน้า ไปแก้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับเราเลย ซึ่งจะเอาเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมพรรคอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าพรรคมีการประชุมหารือ แต่ผมไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม ดังนั้น ก็จะกลับไปพูดคุยในประเด็นดังกล่าว” นายสมัครกล่าว
ส่วนกรณีที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด พรรคต้องรับผิดไปด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ห่วงกับเรื่องดังกล่าว แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดเขตเลือกตั้งของ ส.ส. ซึ่งการใช้เขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดีอยู่แล้ว แต่มาเปลี่ยนใหม่ทำให้เกิดความสับสนยุ่งยาก


เสียงจาก ร.ร.ธรรมวิทยามูลนิธิ ทำไมกล่าวหาว่าสอนเด็กเป็นโจร


ถนนสิโรรสย่านชุมชนตลาดเก่า เป็นถนนสายหลักยะลา-ปัตตานี ที่มีการสัญจรคับคั่งตลอดทั้งวันและทั้งคืน ริมถนนบนทางหลวงสาย 410 กิโลเมตรที่ 1 เป็นที่ตั้งของ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ยะลา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในโรงเรียนที่ในอดีตมีบุคลากรและนักเรียนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบเป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้สถานศึกษาที่เป็นแหล่งเรียนรู้ของกลุ่มชน กลับกลายเป็นโรงเรียนที่สังคมภายนอกไม่เข้าใจ และตัดสินว่าเป็นสถานที่บ่มเพาะสอนให้เด็ก เยาวชน กลายเป็นกลุ่มแนวร่วมการก่อความไม่สงบในชายแดนใต้…

โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ยะลา มีเนื้อที่ 11 ไร่เศษ เปิดการเรียนการสอน 2 ภาควิชา คือ ภาควิชาสามัญ ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และภาควิชาศาสนา ตั้งแต่ชั้นอิสลามศึกษาปีที่ 1-10 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 5,200 คน บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 494 คน โดยมี นายรอซี เบ็ญสุหลง นักบริหารชุดใหม่และเป็นครูใหญ่คนปัจจุบัน

“ตอนนี้สภาพจิตใจของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนดีขึ้นมาก เพราะนับตั้งแต่ปี 2550 ยังไม่เคยมีเด็กนักเรียนในโรงเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบเลย โดยส่วนใหญ่ผู้ก่อความไม่สงบที่จับได้จะเป็นศิษย์เก่า ซึ่งทางโรงเรียนจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะถือว่าพ้นสภาพการเป็นนักเรียนแล้ว” นางแวรอเมาะ เจะดาแม ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ เล่าถึงสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นางแวรอเมาะ ผู้ช่วยครูใหญ่ทีมบริหารชุดเก่าและชุดใหม่ เป็นผู้ที่ทราบเรื่องราวมากที่สุด ย้อนอดีตให้ฟังถึงชนวนหลักที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิเข้าสู่วงจรเป็นโรงเรียนที่มีส่วนร่วมการก่อความไม่สงบในพื้นที่ว่า จากเหตุการณ์ที่กรือเซะ ปลายปี 2547 ได้มีเยาวชนของโรงเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หลังจากนั้นไม่นานครูใหญ่ฝ่ายบริหาร 5 คน ถูกออกหมายจับว่าเป็นแกนนำก่อความไม่สงบ รวมถึงอุสตาซเข้าไปมีส่วนด้วย โดยมีผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำประมาณร้อยละ 70

“สถานการณ์ตอนนั้นต้องยอมรับว่าจำนวนบุคลากรทั้งหมดของโรงเรียนทำงานด้วยใจ แต่ก็อยู่บนความกลัว กลัวว่าจะถูกจับในข้อหาการมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งครูสอนศาสนาจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และอยู่ในลักษณะการเหวี่ยงแห เช่น มีฝ่ายความมั่นคงไปเยี่ยม และเชิญตัวไปสอบถามบ่อยครั้ง”

เมื่อโรงเรียนได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่มาแทนชุดเก่า จึงแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คอยประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำบุคลกรที่ทางการแจ้งชื่อมาไปให้ด้วยตนเอง

“ครูบางคนโดนเอาตัวไป 15-30 วัน บางคน 4 เดือน จึงกลายเป็นปัญหาว่าครู 1 คนที่รับผิดชอบเด็ก 10 ห้องๆ หนึ่ง 45 คน เท่ากับว่าเด็ก 450 คน ไม่ได้เรียนเลยวันนั้น ทางโรงเรียนจึงแสดงความรับผิดชอบ คือ เมื่อทางราชการสงสัยใคร ต้องการใคร เราก็จะพาตัวไปให้ ซึ่งทุกคนจะได้รับการปล่อยตัวทุกครั้ง แต่คนที่มีส่วนร่วมจริงๆ ทางโรงเรียนก็จะไม่ปกป้อง ปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมายไป ตรงนี้จึงเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าทำไมในขณะที่สถานการณ์เลวร้ายมาก เด็กเราไม่หาย ครูก็ยังอยู่” ผู้ช่วยครูใหญ่กล่าว

เธอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปลายปี 2548 มีครูถูกยิงเดือนละหนึ่งคน ตอนนี้รวมแล้ว 8 คนที่เสียชีวิต ถือว่ามากที่สุดในจำนวนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าในขณะที่โรงเรียนถูกมองว่าเป็นแหล่งสอนให้เบี่ยงเบน ผิดเพี้ยน แต่บุคลากรของโรงเรียนก็ยังถูกยิงเสียชีวิต และยังไม่นับรวมถึงอีก 40-50 คนที่โดนหมายจับหรือถูกเชิญตัวไป

“ถ้าวันนี้ครูถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียน พรุ่งนี้ก็เปิดสอนตามปกติ ไม่เคยแม้สักครั้งที่จะประกาศปิดตามสถานการณ์ แต่ก็ทำให้คนนอกที่ไม่เข้าใจมองว่า ใช่สิก็โรงเรียนเป็นแหล่งคนทำ จะกลัวอะไร กลายเป็นว่าโรงเรียนเป็นทั้งผู้ถูกกระทำสารพัด อยากบอกว่า 2 ปีที่ผ่านมาทุกคนจึงอยู่ด้วยใจจริงๆ

ครูไม่ได้จะโทษสังคมที่มองมาทั้งหมด เพราะเราเองก็ยอมรับในความบกพร่องในการรับบุคลากรเข้าทำงาน ไม่ได้มานั่งศึกษาภูมิหลังแต่ละคน เพราะไม่ใช่ผู้ที่จะไปสอบสวนใคร เราเพียงแค่ดูวุฒิการศึกษาว่าคุณจบอะไรมา ตรงตามที่เราต้องการหรือไม่ เท่านั้นเอง ส่วนนักเรียนแต่ละปีเพิ่มขึ้นมาก เราเลยไม่ได้เข้มงวดกวดขันเหมือนอย่างที่ผ่านมา อีกอย่างเป็นโรงเรียนเอกชน ฉะนั้นการมีนักเรียนจำนวนมาก ก็เท่ากับความอยู่รอดของโรงเรียน”

ครูแวรอเมาะ ยังบอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุปี 2547 เด็กต่างจังหวัดมีอยู่ 300-400 คน ปี 2548 ลดเหลือแค่ 10 คน ปีนี้แม้จะมีคนเริ่มทยอยเข้ามาเรียน แต่ก็ถือว่าลดลงมาก ซึ่งเด็กบางคนที่มาเรียนเพราะผู้ปกครองเคยเป็นศิษย์เก่า เชื่อมั่นต่อระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน เขาจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่าโรงเรียนให้อะไรแก่เขาไปบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่โรงเรียนถูกมองสารพัดนั้น จริงหรือไม่จริงเขาสามารถตอบได้ จึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังมีเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียน

“ยอมรับว่าเด็กมีความหวาดระแวง กลัวถูกหว่านแหไปด้วย จึงเป็นเหตุให้เด็กต่างจังหวัดลดลง แต่ถ้าเทียบสถิติยังนับว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับหนึ่ง คือจบไปอย่างน้อยร้อยละ 90 เด็กสอบเอ็นทรานส์ได้หมด จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กต่างจังหวัดกล้าที่จะลงมาเรียน”

ผลของการไม่ค่อยเปิดตัวและเชิญบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ทำให้ครูและโรงเรียนถูกสังคมภายนอกมองมาอย่างไม่เข้าใจ

“ในกิจกรรมกีฬาสี ปัจฉิมนิเทศ หรือเข้าค่าย ก็จะเชิญแค่ผู้นำชุมชน โดยมีครูใหญ่เป็นคนเปิด ทำให้สังคมภายนอกไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำกิจกรรมอะไรกันอยู่ หรือมีคำถามว่า ทำไมต้องมีภาคกลางคืนด้วย รวมตัวทำอะไรกันหรือเปล่า

เมื่อสังคมภายนอกไม่เข้าใจกัน ตอนหลังจึงได้เปลี่ยนรูปแบบด้วยการเชิญผู้ว่าฯ หรือปลัดมาเป็นประธานเปิดงาน เป็นการเปิดตัวเอง ซึ่งทำให้ภาพพจน์ของโรงเรียนดีขึ้นมาก”

จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อในปัจจุบัน ทำให้สังคมภายนอกมองว่าเป็นโรงเรียนที่สอนให้นักเรียนเป็นโจรเสียส่วนใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่บอกว่า เรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์คิด มันเกินความสามารถที่จะไปปรามความรู้สึกเหล่านั้นได้ ซึ่งครูทุกคนในโรงเรียนทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ร้อยทั้งร้อยไม่มีครูคนไหนที่อยากจะให้ลูกศิษย์ตัวเองเป็นคนไม่ดี

“มีบ่อยครั้งเมื่อไปติดต่อสถานที่ราชการ จะได้รับความอคติจากเจ้าหน้าที่ หรือบางทีไปสัมมนา มีคนมาถามว่าสอนอย่างไรให้เด็กเป็นโจร ฟังแล้วรู้สึกน้อยใจนะ เพราะ 52 ปีที่ก่อตั้งโรงเรียนมา ผลิตนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยยึดมั่นต่อวิชาชีพครู และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เด็กที่เรียนปอเนาะมีความรู้เท่าทันสังคม อ่านออกและเขียนหนังสือได้ ซึ่งนอกจากเราจะเสริมความรู้ด้านศาสนาแล้ว นอกเหนือกว่านั้นคือ เขาสามารถที่จะเอาความรู้ไปประกอบอาชีพได้

ในคนจำนวนหมู่มาก ย่อมหนีปัญหานี้ไม่พ้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกหน่วยงานย่อมมีคนที่ออกนอกลู่นอกทาง ตอนนี้เราจึงมีระบบดูแลนักเรียนเพิ่มด้วยการส่งเสริมนักเรียนที่เรียนดีอยู่แล้วให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น และแก้ไขนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มาสายบ่อย ก้าวร้าว ด้วยการเอามาคุยถึงปัญหาที่มีคืออะไร วิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก” ครูแวรอเมาะ กล่าวเสมือนระบายความรู้สึกและกล่าวทิ้งท้ายว่า

“ปัจจุบันครูโรงเรียนธรรมฯ ต้องดำเนินวิชาชีพครูเป็นสองเท่า คือทำอย่างไรให้หน้าที่ของตัวเองที่ดีอยู่แล้วให้ดีต่อไป ยกระดับนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ และประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน จึงอยากให้สังคมดูผลงานด้านการศึกษา มากกว่าไปตัดสินกับการกระทำของกลุ่มแค่ส่วนน้อยที่ไม่ถึง 2% เพราะวิสัยทัศน์ของโรงเรียนดูแล้วไม่มีสักข้อใดที่บ่งบอกว่าทุกคนจะต้องนำมาซึ่งเอกราชของรัฐมลายู”

“ครูหญิง” หรือ น.ส.จิรภา แซ่จู ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ย้ำถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนครูมุสลิมด้วยกันว่า แม้จะดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ครูทุกคนก็อยู่ด้วยความเข้าใจ ช่วยเหลือกัน ไม่มีปัญหาอะไร และทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะมาสอนหนังสือก็รู้สึกปกติ ไม่ได้หวาดระแวงมากมาย ยิ่งเห็นครูโรงเรียนด้วยกันโดนทำร้าย ยิ่งไม่คิดจะย้ายออก เพราะว่าสอนมากว่า 10 ปี เกิดความผูกพัน จึงตั้งใจที่จะยังคงทำหน้าที่ครูที่นี่ต่อไป

“สื่อมีส่วนนะที่นำเสนอว่าเป็นเด็กโรงเรียนธรรมฯ ก่อเหตุ เพราะคนที่ไม่รู้ความจริงเมื่อเขาดูข่าว เขาก็จะเชื่อตรงนั้น แต่จริงๆ แล้วเป็นเด็กที่เรียนจบไปซะมากกว่า ปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวกับสถานศึกษาเลย ซึ่งครูสอนมา 11 ปีที่นี่รู้ดีว่าโรงเรียนไม่มีระบบสอนให้นักเรียนเป็นแนวร่วมแน่นอน” ครูจิรภา กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายรุสกี เจ๊ะแอ หรือน้องรุสกี หนุ่มน้อยในพื้นที่ และเป็นนักเรียนที่ผ่านสอบการคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หาดใหญ่ กล่าวว่า ดีใจที่ร่วมเป็นหนึ่งในโครงการผลิตแพทย์เพื่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่สอบติดแพทย์ ซึ่งคาดหวังไว้ว่าเรียนจบแพทย์เมื่อไร ตั้งใจจะมาพัฒนาบ้านเกิดแน่นอน ส่วนที่สังคมภายนอกมองว่าที่นี่เป็นโรงเรียนสอนให้เด็กเป็นแนวร่วม มองว่านั่นเป็นแค่ส่วนน้อย แต่สำหรับตนแล้วนอกจากความสำเร็จที่เป็นตัววัดในวันนี้ เรื่องของหลักการศาสนาที่มุสลิมทุกคนจะต้องเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน คือสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่เป็นแหล่งที่สอนให้เด็กเป็นแนวร่วมอย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน

“ผมดีใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน และภูมิใจที่ทำความฝันของตัวเองเป็นจริง ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์ คนที่บ้านอยากให้ย้ายเหมือนกัน แต่ผมดึงดันที่จะเรียนที่นี่ให้ได้ เพราะผมเชื่อมั่นต่อสถานศึกษาว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา เสียใจเหมือนกันที่เขามองว่าเป็นโรงเรียนสอนให้เด็กเป็นโจร” น้องรุสกี พูดถึงความรู้สึกลึกๆ ซึ่งว่าที่นายแพทย์ในอนาคตยังกล่าวทิ้งท้ายให้สังคมภายนอกได้รับรู้อีกว่า

“ตั้งแต่เรียน ม.1-6 ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่ครูจะสอนให้มีแนวคิดที่ผิดเพี้ยน หากเป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กเป็นโจรจริง ผมจะสอบติดแพทย์ได้อย่างไร? แล้วรุ่นพี่ที่จบไปตั้งมากมายต่างก็ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานกันทุกคน จึงอยากให้สังคมภายนอกอย่าเพิ่งด่วนสรุปกับแค่ไม่กี่คนที่เขาหลงผิดไป”

สำหรับสาวน้อยที่มาจาก จ.สงขลา น้องคาน่า หรือ น.ส.คารีน่า แหอุ มีความรู้สึกไม่ต่างกับน้องรุสกีเลย เธอเอ่ยให้ฟังว่า เสียใจที่ผู้คนภายนอกมองแบบนั้น เพราะว่าทุกคนยังคงใช้ชีวิตและทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ จึงอยากให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตในโรงเรียน จะได้รู้ชัดแจ้งว่าเป็นอย่างไร และการที่คน 3 จังหวัดนี้สื่อสารภาษามลายู ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กลับดีใจที่เห็นเขายังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตนไว้ได้

“ที่เลือกเรียนที่นี่เพราะมั่นใจว่าไม่มีอะไรแอบแฝง ยิ่งตลอด 6 ปีที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ และครู ทำให้น้องยิ่งภูมิใจมากว่าระบบการศึกษาที่นี่ เด็กจบไปแล้วสามารถสอบเอ็นทรานส์ติดหลากหลายคณะ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงเรียนอื่นๆ เลย แม้สังคมภายนอกจะมองว่าเป็นโรงเรียนที่ไม่ค่อยดีก็ตาม”

เธอยังบอกอีกว่า หลังจากเรียนจบที่นี่แล้ว อยากจะสานฝันของตนเองต่อ ด้วยการสอบเข้า มอ.ปัตตานี คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ซึ่งตนอยากขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ตนประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งในวันนี้

หนึ่งในศิษย์เก่าที่ประสบผลสำเร็จในการประกอบธุรกิจส่วนตัว จำหน่ายเสื้อผ้ามลายูชาย-หญิง นางตียา หะยีเจ๊ะมิง วัย 46 ปี เจ้าของร้านตียาเราะห์ชื่อดังใน จ.ยะลา กับฮิญาบสีส้มบนศีรษะ ขับใบหน้าเธอให้ดูสว่างขึ้น พูดคุยด้วยรอยยิ้มเมื่อถามถึงความรู้สึกลึกๆ ที่สังคมเขามองโรงเรียนแห่งนี้ โดยเธอมองภาพรวมว่า การที่โรงเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนั้น ความเป็นไปได้มีน้อยมาก เชื่อว่าเป็นแค่บางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากเป็นแหล่งสอนให้เด็กเป็นโจรจริง ชาวบ้านคงไม่ส่งลูกหลานตัวเองเรียนแน่นอน แต่เราจะโทษสังคมภายนอกก็ไม่ได้ เพราะภาพที่ออกมากลุ่มที่ก่อเหตุคือศิษย์เก่าของโรงเรียนจริงๆ

“อุสตาซและเด็กนักเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่ ก๊ะไม่เชื่อหรอกนะว่าเป็นนโยบายของโรงเรียน เป็นที่ตัวบุคคลมากกว่า ถ้าเป็นนโยบายของโรงเรียน ป่านนี้คงถูกรัฐบาลสั่งปิดไปแล้ว

ก๊ะเป็นคนนครศรีธรรมราช มาเรียนยะลาปี 2518 ใช้ชีวิตอยู่ยะลา 23 ปีแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนจบไปต่างก็ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน ยังไม่นับรวมถึงรุ่นน้องแต่ละรุ่นที่จบไปแล้วมีงานดีๆ ทำเช่นกัน ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือการที่สังคมไปตัดสินว่าโรงเรียนนี้สอนเด็กให้เป็นแนวร่วม คนที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย” เจ้าของร้านตียาเราะห์ กล่าวแสดงความเห็น

โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิจะยังคงก้าวต่อไป โดยกำลังของคนรุ่นใหม่ที่สานต่อกันไปไม่ขาดสาย เสมือนสายน้ำปัตตานีที่ทอดยาวต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่ดีของเยาวชนมุสลิม เป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ประเทศชาติ ที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า และอยู่คู่เมืองยะลาตราบนานเท่านาน...

แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา


การแก้รัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญ ก็คือกฎหมายอย่างหนึ่ง มีผลบังคับใช้เหมือนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อาจจะไม่มีบทลงโทษ เป็นโทษจำคุกเหมือนกฎหมายอาญา

เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องที่จะกระทำได้ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศไทยในขณะนั้นๆ หากรัฐธรรมนูญเมื่อมีผลบังคับใช้ไป แต่ไปขัดกับหลักการปกครองของประเทศ ไปขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่สำคัญเข้า ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วขึ้น

ข่าวการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเป็นข่าวคราวที่น่าสนใจ

การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก
เผด็จการร่างรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายประชาธิปไตยใช้ เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเห็นว่ารัฐธรรมนูญของเผด็จการไม่เหมาะสมตรงไหน มีข้อความในบทบัญญัติใดที่ขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแก้ไข มีสิทธิจะแก้ไขทุกมาตรา ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นของเผด็จการ เป็นของไม่ดี แล้วจะมัวมานอนกอดของที่ไม่ดีไว้ทำไม

ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะได้มาจากการรัฐประหาร โดยเฉพาะรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตามกติกาที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้

จึงยิ่งมีสิทธิที่จะแก้ไข หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

หากเห็นว่าดี ก็ไม่ต้องแก้ไข ในบทบัญญัติที่เห็นว่าดี แต้ถ้าเห็นว่าไม่ดีบทบัญญัติใด ก็แก้ไขได้อย่างทันท่วงที

การปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนกับประชาชนไว้ ประเด็นหนึ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะต้องรักษาคำพูดนั้น นั่นก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้พูดจาปราศรัยไว้

การออกโรงมาคัดค้านของอดีต สสร. ปี 2550 ว่าไม่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเพิ่งเริ่มใช้ ไม่มีเหตุผล และพ้นเวลาที่พวกเขาจะออกมาแสดงความคิดเห็นแล้ว

สสร. ปี 2550 เองนั่นแหละ จะต้องสำนึกบาป ที่ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วประชาชนเขาไม่ยอมรับ เพราะประชาชนไปเลือกพรรคที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นรัฐบาล สภาผู้แทนชุดต่อมา รัฐบาลชุดต่อมา เขาจะคิดอย่างไร สสร. ปี 2550 จึงไม่มีสิทธิ์จะมาคัดค้าน

การที่ สสร. ปี 2550 ได้ทำบาปกรรมไว้กับประเทศ ที่ผลักดันประเทศถอยหลังเข้าคลอง จึงเป็นบาปกรรมที่จะชดใช้ไม่หมดในตลอดชีวิตที่พวกเขาจะมีชิวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำไป

ประเด็นที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีมากมายในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่จะต้องแก้ไข

การทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอก็ดี การจะตามล้างตามเช็ดยุบพรรคการเมืองก็ดี การตัดสิทธิทางการเมืองของประชาชนพลเมืองไทยก็ดี ที่มาของ ส.ว. ลากตั้งก็ดี การมีอำนาจมากกว่าอำนาจอื่นของอำนาจตุลการก็ดี บทเฉพาะกาลที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกรัฐประหารก็ดี ระบบการเลือกตั้งที่ล้าหลังเขตใหญ่ก็ดี การที่แต่ละจังหวัดเลือก ส.ว. ได้จังหวัดละคนโดยไม่คำนึงถึงจำนวนประชากรก็ดี

สิ่งเหล่านี้รัฐบาลแก้ไขได้หมด ไม่ต้องไปฟังเสียงของพวก “อำมาตย์” ที่ออกมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตนอย่างเดียว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อร่างได้ก็แก้ได้

จะให้อิทธิพลของแนวคิดในรัฐธรรมนูญปี 2550 ของพวกเผด็จการมามีอิทธิพลครอบงำสังคมไทยที่เป็นสังคมประชาธิปไตยใช่ไหม?

เราจะต้องพร้อมกันกำจัดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย ที่เป็นของเผด็จการออกไปทั้งหมด โดยขยายแนวคิดของฝ่ายประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนมากที่สุด และเมื่อมีโอกาสเมื่อไร ก็ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนเมื่อนั้น

จึงขอให้กำลังใจกับทุกฝ่าย ที่จะมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ขับไล่วิญญาณของปีศาจคาบไปป์ออกไปให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไร บ้านเมืองก็สูงขึ้นเท่านั้น...

ดร.อดิศร เพียงเกษ



“แดง...แก้ไขรัฐธรรมนูญ”

คุยเรื่องเศร้าๆ ของคนไทยกับอำนาจของตุลาการมาหลายวัน และก็เชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านคนคงมีอารมณ์แบบเดียวกับผม แต่ก็ขอให้นำความเศร้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการต่อไป

ครับ...ที่นำความรู้สึกเศร้าของผมมากล่าว เพียงอยากให้เห็นว่า พวกเรากำลังต่อสู้กับอะไร และกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรบ้างเท่านั้น...???

แล้วก็จริงอย่างที่ผมนึกคิด เมื่อครึ้มๆ แวะเวียนเข้าไปที่เว็บไซต์ของเสรีชน www.serichon.com สถานีวิทยุออนไลน์ ที่หาญกล้าออกมาต่อกรกับอำนาจอันไม่ชอบธรรม หลัง 19 กันยายน 2549 ซึ่งเดี๋ยวนี้คงเป็นชุมชนใหญ่ที่คอการเมืองเข้าไปร่วมเสวนา ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นทางการเมืองติดลำดับต้นๆ ไปแล้ว

ได้อ่านพบข้อเขียนในคอลัมน์ คุยกันจันทร์ถึงศุกร์ ในหัวเรื่องว่า ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก โดย “คุณปัญญา คนรากหญ้า”

เนื้อหาที่คุณปัญญานำมาเขียน ต้องบอกว่าทำให้ผมหวนนึกไปถึงวันเวลาแห่งการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในห้วงเวลานั้นเช่นกัน คือ “แดง ไม่รับ” ช่วงรณรงค์ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำกับการร่างขึ้น โดยเผด็จการทหาร คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

และทั้งหมดที่คุณปัญญาเขียน คือความจริง เพราะผมเองก็เป็นตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยคนหนึ่ง...!!!

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ คุณปัญญาได้นำอดีตที่ยังผ่านพ้นไปไม่นานนักมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งบรรยากาศการร่วมรณรงค์ ความอดทนในการต่อสู้ และลงท้ายด้วยสร้อยเศร้าที่เสียงไม่รับร่างออกมาพ่ายแพ้ไปเพียงไม่มาก ที่ สังคมไทยหรือแม้แต่สังคมโลกก็ทราบดีว่า ประชามติรับร่างที่ผ่านมาได้นั้น มันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ประชาชนถูกบล็อก ถูกสกัดการทำความเข้าใจต่อเงื่อนงำที่มีอยู่ใน กฎหมายโจร ฉบับนี้ ทั้งถูกข่มขู่ ถูกเบี่ยงเบนให้เข้าใจผิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะ ขอให้รับร่างไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง ดีกว่าปล่อยให้เผด็จการครองเมือง หรือหากไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว จะไม่มีการเลือกตั้ง

คุณปัญญา เชื่อมโยงอดีตมายังความรู้สึก เศร้า ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แบบเดียวกับผม โดยคุณปัญญา บรรยายไว้ช่วงหนึ่งว่า...“10 วันแห่งความสุขและน่าสะพรึงกลัว (เราถูกข่มขู่ทุกวัน) กับการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้มองเห็นถึงสิทธิและอำนาจที่แท้จริงของประชาชน ก็จบลงด้วยการพ่ายแพ้ในการลงประชามติ "รับ หรือ ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เราต่างมองหน้ากันด้วยความเศร้าและหยดน้ำตาก็ไหลรินออกมา ความท้อแท้ห่อเหี่ยวเริ่มเกาะกุมความคิดเรา แต่...เสียงที่ไม่รับและไม่ออกเสียงนั้น กลับทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ต่อ แสงสว่างปลายอุโมงค์ยังรำไรให้เราเห็นและเราเชื่อว่าหนทางแห่งชัยชนะของประชาธิปไตยยังมีหวังอยู่”

“...วันนี้วันที่ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา กลับทำให้พวกเรายิ่งท้อแท้และสิ้นหวังเข้าไปอีก อำนาจที่ประชาชนมอบไปให้นั้น กลับไม่สามารถสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและหลักการแห่งประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎอัยการศึกอีกหลายจังหวัดที่ยังไม่ยอมยกเลิก รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลผลิตของโจรกบฏก็กลับถูกนำมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองอีก”

“เรารู้สึกสิ้นหวัง และเรารู้สึกว่าเห็นทีขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามภาคประชาชน คงต้องเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ "การเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทันที" และกฎหมายทุกฉบับที่มีที่มาจากพวกโจรกบฏ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนรีบดำเนินการทันที (โปรดฟังอีกครั้ง) รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก”

ผมรู้จักกับคุณปัญญาที่สนามหลวง ต่างคนต่างมาเจอกันด้วยเป้าหมายทวงคืนประชาธิปไตยแบบเดียวกัน จนได้ร่วมงานรณรงค์ร่วมกัน แต่หลังๆ ก็ไม่ได้พบกันสักเท่าไร ต่างคนต่างก็กลับไปทำหน้าที่กันตามถนัด แต่ก็ให้นึกแปลกใจละคนกับความนึกคิดว่า ทำไมความรู้สึกจึงตรงกันได้

แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องคบคิดต่อด้วยว่า ส่วนหนึ่ง การแก้ไขกับการยกเลิก มันคือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า และระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ทิศทางไหนทำได้หรือไม่ได้มากน้อยกว่ากันตามภาวะการณ์ที่เหมาะสมได้เพียงใด ซึ่งยังเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ตามที่ผมคิด

แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นตรงกันคือ...ถึงเวลาอีกรอบแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างเราๆ จะต้องออกมาถามทวงรัฐบาลว่า ที่หาเสียงไว้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังจริงใจอยู่ใช่ไหม ซึ่งอาจต้องเดินไปทวงถามกันสัก 3-4 รอบ เป็นระยะๆ

...ถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างผมๆ ท่านๆ ต้องออกมาให้กำลังใจรัฐบาลว่า หากดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่กลุ่มอันธพาลการเมืองกำลังก่อหวอดสกัดกั้นนั้น ไม่ต้องนึกเกรงกลัว เพราะประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลยังใจจดใจจ่อต่อเรื่องนี้อย่างจริงจังและพร้อมเป็นพลังที่บริสุทธิ์หนุนเนืองอยู่ทุกขณะ

หรืออาจต้องถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ผม คุณปัญญา และคนอื่นๆ อีก อาจต้องมาร่วมรณรงค์กันอีกรอบแล้วในแคมเปญ “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฝากคิดด้วยครับ...

พร ภัทร (แทน)