สาระสำคัญแก้ รธน. ตามมติวิปรัฐบาล
กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ถูกก่อตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะในฝ่ายการเมือง ที่มติวิปรัฐบาลเห็นควรให้มีการแก้ไขก่อนในบางส่วนคือ มาตรา 237, 266, 309 และมาตรา 190 เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ฉุดรั้งการดำเนินกิจกรรมในทางการเมือง และการทำงานของฝ่ายบริหาร ในการทำงานเพื่อประเทศชาติ เท่านั้น
แต่กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ที่สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ชี้ชัดว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากอยากได้กฎหมายที่มีความเป็นธรรม
หรือในกลุ่มนักวิชาการ ก็มีการหยิบไปเป็นประเด็นอภิปราย และเสวนา อย่างกว้างขวางหลายเวที มีเนื้อหาสาระแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด แต่ก็มีแก่นอันเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีรากมาจากเผด็จการ มุ่งสืบทอดอำนาจ และมีการซ่อนสาระอันตรายเอาไว้
รวมทั้งในภาคประชาชนก็ทยอยกันออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก อย่างเช่น กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ลุกมาเคลื่อนไหวยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา
ด้านสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกมาสนับสนุนรัฐบาลทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าแม้จะต้องเสียงเงินในการดำเนินการ ก็ยังถือว่าคุ้มค่าหากสามารถทำลายอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายการเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ลงได้
ส่วนกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ ก็ออกมาชี้ชัดๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย แต่เป็นผลผลิตของ คมช. ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเนื้อหาของมาตรา 237 ที่นำไปสู่การยุบพรรคการเมือง
ในขณะที่ ชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำจดหมายถึงทุกพรรคการเมือง รวมถึงฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์ ให้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะเล็งเห็นว่านอกจากจะไม้เป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังวางกับดักให้ประชาธิปไตยตกหลุมพรางได้ง่ายอีกด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่กำลังเตรียมที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน อย่างเช่น สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่จะมีแถลงการณ์ออกมาเร็วๆนี้
และเชื่อแน่ว่ากระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสกัดกั้นการสืบทอดอำมาตยาธิปไตย จะขยายตัวเป็นวงกว้างมายิ่งขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้นี้...!!
โพลชี้ประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เอแบคโพล เผยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ยกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยผลจาการสำรวจเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น
ในกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง
ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ช่วงเวลาอาจยังไม่เหมาะเพราะประชาชนเกินครึ่งที่อยากให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมๆ ไปกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และคนไทยยังเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะไม่ลุกลามบานปลาย
มติวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้ง 6 พรรคเห็นพ้องกันว่าควรให้มีการแก้ไขใน 4 ประเด็น รวม 5 มาตรา ด้วยกัน ดังนี้
1. มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค เป็นประเด็นที่มีการพูดจากันมากที่สุดเพราะการที่
ยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย และการนำความผิดเฉพาะบุคคลลงโทษคนทั้งพรรคเป็นความไม่ยุติธรรม และจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับการเมืองได้อย่างไม่หยุดหย่อน
2. มาตรา 265-266 เป็นประเด็นที่ถูกวางยาไง้ไม่ให้ ส.ส. เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษา
หรือเลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นกรรมาธิการ เป็นผลให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่า
3. มาตรา 309 ที่ให้กระทำการต่างๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นประเด็นที่นักกฎหมายมองว่าขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะเป็นกฎหมายที่ให้มีผลย้อนหลัง และยังทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับความเสียหายทุกประการที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ คมช.
4. มาตรา 261 การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขให้หมายรวมถึง กรรมการในองค์กรอิสระ ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้นำทางการทหารด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 28, 2008
รวมพลังแก้ไข รธน.50
นักศึกษาตื่นแล้ว! ประกาศไม่สังฆกรรมกับพันธมิตร
ทั้งนี้ การที่ สนนท.ไม่เข้าร่วมและปฏิเสธการเคลื่อไหวของพันธมิตรดังกล่าวนั้น เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหาร จากการสมัชญาใหญ่ประจำปี 2550 ของ สนนท. ด้วยว่าแนวทางการเคลื่อไหวของพันธมิตรฯที่ผ่านมาเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งของการเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้ระบบการเมือง ตามแนวทางประชาธิปไตยหยุดนิ่งไปและนำพาสังคมไทยให้ก้าวถอยหลังลงไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ด้วยการนำเสนอมาตรา 7 ซึ่งตรงกันข้ามและขัดแย้งกับแนวประชาธิปไตยที่ สนนท. ยึดมั่นมาโดยตลอด สนนท.มีความเป็นอิสระในการทำกิจกรรม มีแนวทางการเคลื่อนไหวที่อิงกับพลังบริสุทธิ์ของนิสิตนักศึกษาที่แท้จริง โดยสภาพทางสังคม การเมือง สุดท้าย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย( สนนท. ) ขอเน้นย้ำถึง จุดยืนและเจตนารมณ์ในการพิทักษ์และร่วมสร้างประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งยืนยันที่จะเคียงข้างพ่อแม่พี่น้องประชาชนและร่วมต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตยเพื่อชีวิตและสังคมที่ดีกว่า ซึ่งเราตระหนักดีว่า มีเพียงการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้นที่เป็นจริง สมบูรณ์และจักนำมาซึ่งฐูรณภาพแห่งชีวิตและสังคมที่เท่าเทียม เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นองค์กรนิสิตนักศึกษาองค์กรหนึ่ง ที่มีเครือข่ายและการเลือกตั้งมาจากสมาชิกทั่วประเทศโดยมีวาระ 1 ปีแล้วเลือกตั้งใหม่
สนนท.ก่อตั้งและเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 บทบาทสำคัญในเวลานั้นคือการ “เรียกร้องให้พลเอกเปรมลาออก เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ” และมีส่วนร่วมในขบวนการต่อสู้กับเผด็จการมาเกือบทุกยุคทุกสมัย
ประวัติศาสตร์สนนท.ในอดีตช่วงการเคลื่อนไหวของหมู่พันธมาร สนนท.รุ่นนั้นเคยพลัดหลงจมปลักอยู่กับพันธมิตร
วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า สนนท.รุ่นปัจจุบันได้ทบทวนอดีตจากรุ่นก่อน และกล้าหาญที่ออกมาประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร ท่ามกลางแรงกดดัน และป้ายสีจากคนในขบวนการพันธมิตรที่อ้างว่าตัวเองเป็นนักกิจกรรม เป็นอดีตสนนท. และสื่อชั่วลิ่วล้อของหัวหน้าแกงค์ ให้ร้ายป้ายสีสนนท.ต่างๆ นาๆ
ความกล้าหาญ และจุดยืนที่ชัดเจนของสนนท.ปัจจุบัน จึงควรได้รับการเผยแพร่ และ มีที่อยู่ที่ยืนในพื้นที่ประชาธิปไตยอีกครั้ง ขอต้อนรับสนนท. กลับสู่อ้อมแขนของฝ่ายประชาธิปไตย
และขอนำแถลงการณ์มาเผยแพร่ความดังนี้
“แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
จากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กำหนดการเคลื่อไหวขึ้นใน วันที่ 28 มีนาคม 2551 ที่จะถึงนี้ และได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในเนื้อหาของแถลงการณ์ฉับับดังกล่าว ได้มีทั้งการแสดงจุดยืนกำหนดการเคลื่อไหวของกลุ่มและการประกาศรายนามองค์กรเครือข่ายด้วย จนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปและกระทั่งนำมาไปสู่การวัดพลังขั้วอำนาจโดยสื่อบางฉบับ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย ความเข้าใจผิดและเพื่อทำความเข้าใจกับคนในสังคมให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงขอชี้แจงพร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ ดังนี้
1.สนนท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับพันธมิตรฯและไม่ได้เป็นองค์กรเครือข่ายฯตามที่สังคมเข้าใจ
2.สนนท.เห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวเป็นสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมตามวิถีทางประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้โดยชอบธรรม
ในปัจจุบันและเงื่อนไขต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปต่างจาก 2-3 ปีที่ผ่านไป ขณะนี้ประชาธิปไตยพึ่งกลับมาสู่สังคมไทยภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่ามกลางข้อกังขาและความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้น ระบอบประชาธิปไตยควรก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาไปพร้อมกับการตรวจ ถ่วงดุล จากองค์กรรัฐและองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีความเห็น ข้อเสนอ ต่อสถานการณ์ทาง สังคมการเมืองในขณะนี้ ที่รัฐบาลควรและสมควรที่จะดำเนินการเป็นภาวะเร่งด่วนคือ
1.เร่งแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดทั้ง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ผู้นำชุมชน(ศาสนา)และองค์กรภาคีอย่างแท้จริงและทุกภาคส่น ที่สำคัญภาตรัฐต้องยกระดับมาตรฐานการสอบสวนในกระบวนการดำเนินคดีให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยการ ยุติการซ้อมทรมานผู้ถูกจับกุม กุมขัง ดังที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด
2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในโดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภคจำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล ตรวจสอบตั้งแต่ ราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต,การกักตุนสินค้า,ผู้ประกอบกิจการที่จัดจำหน่ายและกระจายสัดส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกร,กสิกรกับบริษัททุนการค้าขนาดใหญ่ เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งกำไรที่เหมาะสมและราคาที่เป็นธรรม(ใช่เพียงการพยุงราคาสินค้าหรืออุ้มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้านเดียวเท่านั้น)
3.เร่งพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิก พรบ. ที่ออกโดยรัฐบาลแต่งตั้งมาจากการรัฐประหาร ที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและขัดต่อกระบวนการประชาธิปไตย อาทิเช่น พรบ.ความมั่นคงฯ,พรบ.,แรงงานฯ,พรบ.ม.นอกระบบฯ,พรบ.,สื่อฯ เป็นต้น
4.รัฐบาลควรดำเนินการ ปฏิรูปการเมือง โดยการเร่งแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 โดยเฉพาะ หมวด รัฐสภา(หมวดที่6) ในประเด็น การได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภาฯ(สว.),รูปแบบการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.),การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยมีการเลือกตั้งทุกระดับชั้น เช่น เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นต้น ฯลฯ
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา
เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”
พันธมิตรปลุกผีไม่ขึ้น
มีการประกาศออกมาล่วงหน้าว่าจะมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมเรือนหมื่น มีอัญชลี ไพรีรักษ์ ที่ประกาศลาออกจากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาลงเล่นเวทีข้างถนนเต็มตัว คุยโม้เอาไว้ว่าจะมีคนมาร่วมด้วยถึงราว 3 หมื่น
ทำเอาในช่วงต้นกระแสการชุมนุมคึกคักเอาเรื่อง ทำเอาฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผน จัดกำลังกันให้จ้าละหวั่น
ที่ไหนได้พอเอาเข้าจริงๆ ยิ่งใกล้วันเข้ามากระแสก็ยิ่งแผ่วลง แผ่วลง
ขนาดตำรวจเองยังออกมาประเมินว่าการชุมนุม อย่างเก่งที่สุดก็ไม่เกิน 2,500 คน แน่ๆ
หรือแม้แต่ราคาคุยของกลุ่มพันธมิตรฯ เองในวันที่ใกล้การนัดหมายเข้ามา ก็ยังกล้าประเมินแค่ 4-5 พันคน ไม่เห็นมีตัวเลขหลักหมื่น หลักแสน เหมือนอย่างตอนต้น
ทั้งที่รัฐบาลเอง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ก็ประกาศเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวก ไม่ต้องไปสกัดกั้นชาวบ้านที่จะเข้ามาเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่เห็นจะมีใครมาดังที่ว่า
ไม่เห็นมีกระแสคึกคัก เหมือนอย่างที่โอ้อวดว่าจะไประดมพีนธมิตรฯ ทั่วทั้งประเทศ
ก็ไม่รู้ว่าหมายถึงกลุ่มเดียวกับที่แกนนำชาวบ้าน 2-3 คน ในภาคใต้ ออกมาระบุโต้งๆ ว่ามีคนของนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ เที่ยวไปเดินแจกเงินหาคนมาร่วมการชุมนุมหรือเปล่า
หรือจะเป็นเพราะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศไม่รัยรู้รับเห็น กับเรื่องการจ้างคน บอกปัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เลยยิ่งทำให้เวทีพันธมิตรฯ หงอยไปถนัดตา
แต่อย่างไรเสียก็เชื่อว่าคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล คงไม่ละความพยายามเอาง่ายๆ และคงจะมีความพยายามที่จะปั่นกระแสให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตขึ้นมาอีก
ซึ่งก็คงจะต้องอาศัยเนื้อหาบนเวที และลีลาที่เร้าใจแม่ยก ไม่ว่าจะด้วยข้อมูลจริง ข้อมูลเท็จหรือเรื่องราวตลบแตลงอย่างไรก็ตาม
เรียกว่าบนเวที ยามฯ ในวันนี้ สนธิ จะต้องแหกปากเรียกร้องความสนใจให้ถึงที่สุด และจะต้องพยายามทำให้ประช่าชนคนฟังเกิดความคล้อยตามให้มาก ไม่ว่าจะเป็นเรือ่งตอหลดตอแหลแค่ไหน
แต่ สนธิ ก็ต้องไม่ลืม แม้ว่าจะทำตัว “หัวหมอ” ทำหนังสือหารือไปถึงศาลเชียงราย ที่แพ้คดีหมิ่นประมาทต่อเนื่องเป็นคดีที่ 3 ว่าสามารถขึ้นเสวนาบนเวทีครั้งนี้ได้หรือไม่
ศาลท่านกรุณาพิจารณาว่าสามารถทำได้ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ แต่ก็จะต้องไม่ไปให้ร้าย หรือหมิ่นประมาทใคร
เมื่อข้อจำกัดของ สนธิ มีดังนี้ จึงน่าเป็นห่วงว่าการปลุกระดมบนเวที สนธิ จะกล้าพูดจามากน้อยแค่ไหน เพราะหากมัวแต่ระแวดระวังก็มีหวังไม่เร้าใจคนดู มีหวังปลุกกระแสไม่ขึ้นแน่ๆ
และที่สำคัญคำตัดสินของศาลในกรณีหมิ่นประมาททั้ง 3 คดี ที่เกิดขึ้นจากการปราศัยบนเวที ต่างกรรมต่างวาระของสนธิ ก็สะท้อนว่าหลายเรื่องหลายราวในการปราศัย ที่มีคนจำนวนหนึ่งถูกใจและหลงเชื่อ เป็นการให้ร้ายผู้อื่นโดยไร้ความรับผิดชอบ
หาก สนธิ คาดหวังจะได้รับความสนใจ หวังจะให้คนเห็นคล้อยตาม ก็อาจต้องหยิบเอาเรื่องเท็จมาเล่าให้เมามัน กล่าวหาพาดพิงบุคคลที่ 3 ไว้ให้มากๆ
และอาจจะต้องหมายถึงการมีลีลาท่าทีดุเดือดยิ่งกว่าครั้งทั่ผ่านๆมา ด้วยซ้ำไป เพราะทุกวันนี้กระแสพันธมิตรฯ เสื่อมถุอย หดหายไปมาก ชนิดที่เรียกว่าหากไม่มีทีเด็ดจริงๆ แล้วก็คงหาคนชายตาแลยาก
หากจะมีบ้างก็อาจจะเป็นคนที่อยู่ว่างๆ เหงาๆ หรือคนที่ถูกเอาเงินไปจ้าง
ซึ่งกรณีหลังก็ว่ากันว่าเป็นไปได้ยากอีก เพราะมีข่าวนินทาหนาหูว่าการชุมนุมเมื่อคราวก่อนรัฐประกหาร มีการตกลงกันมา 200 แต่พอเปิดกล่องข้าวออกมา ไหงเหลือแค่ 100 เดียว
ก็ไม่รู้ว่าใครอมใคร แต่ถูกโกงกันซึ่งหน้าแบบนี้เป็นใครก็เข็ดกันทั้งนั้น
ผมดีใจที่ ประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาประชาชน ร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ถอนตัวยกเลิกเวทีคู่ขนานที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ได้ทัน ไม่คิดเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ
เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะไปให้เครดิตความสำคัญมากมายขนาดนั้น
ถ้าเป็นผมจะนั่งจับตาลีลาการเสวนาของ สนธิ บนเวที เผื่อจะมีเรื่องราวพาดพิง ให้ร้ายไปถึงใครๆ ตามสไตล์ถนัด และอาจจะถูกฟ้องหมิ่นประมาทอีกคดี จนอาจเป็นเหตุให้ต้องถูกถอนประกันตัวในคดีเก่าๆ
ถึงตอนนั้นได้นั่งดูข่าว สนธิ ลิ้มทองกุล เดินคอตกเข้าไปนอนในคุก..มีความสุขกว่ากันเยอะ...!!
บิ๊กโบ๊ต
คำสั่ง เสรีพิศุทธ์ ทำวุ่นเลื่อนยศตำรวจชะงัก
ปัญหาคำสั่ง โยกย้าย ตำรวจ ของ เสรีพิศุทธ์ ทำวุ่นหนัก เลื่อนตำแหน่งรองสารวัตรยันชั้นประทวน ติดกึก โฆษก ตร.ยัน คำสั่งตั้งฝ่ายปฏิบัติการ บช.ก. ผิดกฎหมาย คาด ก.ตร.ชี้ขาดต้นเดือนเมษา
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบและแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย 26 คำสั่ง ว่า วันที่ 28 มีนาคมนี้ เวลา 09.30 น.คณะทำงานตรวจสอบและพิจารณาแก้ไขคำสั่ง ที่มี พล.ต.อ.ชาญวุฒิ วัชรพุกก์ รองผบ.ตร. เป็นประธานได้เรียกประชุมเพื่อสรุปแนวทางแก้ปัญหาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะนำเข้า ก.ตร. พิจารณาชี้ขาดต้นเดือนเมษายน
ทั้งนี้ การประชุมของคณะทำงาน 2 ครั้ง ที่ผ่านมา พบว่า การแต่งตั้งลงในตำแหน่งฝ่ายปฏิบัติการ 1-10 และการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ในกองบังคับการทะเบียน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งอำนาจในการสอบสวน ประสบปัญหาเชิงบริหาร ขณะที่กองทะเบียนที่เปลี่ยนมาดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีการแก้ในกฎหมาย ทำให้ไม่มีอำนาจสืบสวน
“การแก้ปัญหาในเชิงบริหารเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ คงจะต้องมีการแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายด้วย เพราะไม่สามารถคงให้เป็นตามคำสั่งเดิมได้ เรื่องนี้คณะทำงานมอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นต้นเรื่องไปหาแนวทางแก้ไข จะได้ข้อสรุปสุดท้ายในวันพรุ่งนี้”
อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ สตช.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เช่น เรื่อง 26 คำสั่งที่มีปัญหาดังกล่าว ส่งผลทำให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองสารวัตร และชั้นประทวนประจำปี 2550 ยังไม่สามารถดำเนินการได้ขณะนี้
ส่วนกรณีที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผบ.ตร.ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เคยออกคำสั่งให้กองบังคับการ (บก.)ใน บช.ก.งดรับคดีและให้รอเพียงคำสั่งจาก สตช. นั้น พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษก สตช. ชี้แจงว่า ความจริงหน้าที่ของสอบสวนกลางคือทำคดีที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องหลายท้องที่เท่านั้น ที่ผ่านมา มีคำสั่งเช่นนี้เพราะหลาย บก.จะไปทำคดีเล็กๆ ของท้องที่ ซึ่งไม่ถูกต้อง จากนี้ไปก็ให้ยึดนโยบาย ทำตามตามอำนาจหน้าที่ โดย บก.ในสังกัดอย่างกองปราบปรามสามารถรับคดีได้และต้องเป็นไปตามลักษณะที่กำหนดไว้ในหน้าที่คือคดีใหญ่ สำคัญเกี่ยวพันหลายท้องที่
มั่นใจที่ดิน 'เทพ' ผิดกม. ถูกถอนเอกสารสิทธิ์แน่
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบที่ดินบริษัท ศรีสุบรรณ ฟาร์ม อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคงไม่เรียกร้อง ให้นายสุเทพ แสดงความรับผิดชอบ ไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียง นายสุเทพคงตกใจแล้ว คงไม่ได้ดูกฎหมาย จึงเข้าใจผิด คิดว่าจะเอาเรื่องตอนซื้อทอดตลาดจากกรมบังคับคดี นายสุเทพไม่ได้เรียนกฎหมาย คิดได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว ในความเป็นจริงพูดถึงว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย เป็นคนดูแล เมื่อมีการร้องเรียน ขึ้นมา ก็เข้าไปดูว่าออกเอกสารสิทธิ์ได้อย่างไร เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ เมื่อที่ดินไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ ก็ไม่สามารถซื้อขายที่ดินได้ และเมื่อกรมบังคับคดีขายทอดตลาด นายสุเทพไปซื้อเอาไว้ เมื่อที่ดินถูกถอนเอกสารสิทธิ์ ก็ต้องไปไล่เอากับกรมบังคับคดี ซึ่งเป็นคนละเรื่อง
ร.ต.อ.เฉลิม มั่นใจว่าที่ดินดังกล่าวจะถูกถอนเอกสารสิทธิ์แน่นอน เพราะมีการตรวจสอบแล้ว และมีการดำเนินคดี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว แต่ไม่มีใครพูด อย่างไรก็ตาม เรื่องลักษณะนี้ยังมีอีกมาก
'คอยดูที่เกาะสมุย และวังน้ำเขียว บ้านแตกสาแหรกขาด เพราะขายฝรั่งไปเยอะ คนพวกนี้กล้าจริงๆ ทรัพย์ของแผ่นดินเอามาได้อย่างไร เหมือนกับที่ปากช่อง มีคนบอกว่าผมไปแกล้ง จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะที่ดิน สปก.ยังไม่ได้มอบให้ใคร เศรษฐี นายพลยศใหญ่ๆ เข้าไปอยู่ได้อย่างไร ตอนนี้คงร้อนๆ หนาวๆ ผมไม่ได้อาฆาตแค้นใคร แต่เมื่อมาทำหน้าที่ก็ต้องมาตรวจสอบอย่างจริงจัง' ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยของกระทรวงมหาดไทยว่าจะออกมาอย่างไร ยืนยันว่านายสุเทพไม่ได้กระทำผิด ต้องไปตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์ว่าได้มาอย่างไร จากนั้นหากมีการเพิกถอนต้องไปต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรม ของศาล และนายสุเทพ ก็ไม่มีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย ดังนั้น หากทำผิดก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้
ขณะที่นายสุเทพ กล่าวว่า ยืนยันว่าการถือครองที่ดินดังกล่าวได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการซื้อมาจากกรมบังคับคดี ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของราชการ ไม่หวั่นหากจะถูก ร.ต.อ.เฉลิม เดินหน้าตรวจสอบ จนทำให้ต้องยุติบทบาทการเมือง แต่ตนจะอยู่รอดู ร.ต.อ.เฉลิม ถึงวาระสุดท้าย และหากจะมีการตรวจสอบที่ดิน ทั่วประเทศที่ซื้อมาจากกรมบังคับคดี ก็ขอให้ตรวจสอบเฉพาะตนเอง เพราะการตรวจสอบทั้งประเทศจะกระทบ ต่อการลงทุน และเจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ก็ซื้อที่ดินมาจากกรมบังคับคดีทั้งสิ้น
ส่วนการที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะนำคณะสื่อมวลชนไปตรวจสอบที่ดินในพื้นที่นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ขอเชิญไปตรวจสอบด้วยตนเอง จะได้พบกับข้อเท็จจริง ตนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบ เอกสารหลักฐานต่าง ๆ และยอมที่จะเดินหน้าสู้ตามกระบวนการยุติธรรม หาก ร.ต.อ.เฉลิม ลงพื้นที่ ตนคงไม่ไปต้อนรับ เพราะไม่ใช่ราชสีห์ แต่เป็นแมวเท่านั้น
'การเป็นประชาชนคนหนึ่งในสมัยที่มีรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นคนลักษณะแบบนี้ จะต้องทำใจ' นายสุเทพ กล่าว และเชื่อว่าการพุ่งเป้ามาเล่นงานตน เหมือนเป็นการดิสเครดิตพรรคประชาธิปัตย์ จึงให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีช่องทางที่จะดำเนินการกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็จะดำเนินคดีทันที
‘มหาประชาชนฯ'หวั่นเหตุวุ่นวายเลี่ยงปะทะ ‘พันธมิตรฯ'
ที่รัฐสภา นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย แถลงข่าวเลื่อนการจัดการชุมนุมของกลุ่มที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าจะไม่สามารถที่จะควบคุมประชาชนที่จะเข้ามาร่วมกว่า 10,000 คนได้ นอกจากนั้น ตนทราบข่าวจากหน่วยข่าวว่าจะมีกระบวนการก่อเหตุความวุ่นวายในเขตทหาร หรือที่สนามหลวง และด้วยการประเมินของกลุ่มพบว่ามีประชาชนที่จะเข้ามาร่วมกว่า 1 หมื่นคนนั้น ร้อยละ 50 เป็นกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นอกจากนั้นยังมีผลสำรวจว่าประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยที่กลุ่มมหาประชาชนจะออกมาเคลื่อนไหว นอกจากนั้นก่อนหน้านี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ท้วงติง และกังวลว่ากลุ่มมหาประชาชนฯจะตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตามการเลื่อนการชุมนุมครั้งนี้ไม่ได้มีใบคำสั่งมาจากผู้ใหญ่ภายในพรรคพลังประชาชน
"ผมยืนยันว่ากลุ่มมหาประชาชนจะมีการจัดกิจกรรมต่อไปซึ่งขอให้ติดตามจากนี้อีก 7 วัน จะมีการจัด กิจกรรมในรูปแบบใหม่ที่ยิ่งใหญ่ ที่อาจจะทำควบคู่กันไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตนคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน" นายประชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่มีการยุติการเคลื่อนไหวครั้งนี้เพราะเกรงว่าจะเป็นชนวนให้เกิดการปฏิวัติหรือไม่ นายประชา กล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นอย่างนั้น แต่ตนเกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมประชาชนทีมมาเข้าร่วมได้ อีกทั้งกังวลว่าจะมีมือที่สามเข้ามาวุ่นวาย ดังนั้นจึงไม่ประมาทดีกว่า และยืนยันว่าไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคสั่งเบรก
ถามต่อว่าเกรงหรือไม่ว่าจะถูกปรามาสว่าแพ้กลุ่มพันธมิตรฯ นายประชา กล่าวว่า ไม่มี เราไม่ได้แพ้ และไม่ได้ยุติ เพียงแต่ขอเลื่อนไปก่อน และทางกลุ่มก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรต่อไป ถ้าพบว่าพันธมิตรเอาข้อมูลไม่จริงมาพูด ผมจะจัดเวทีเพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องต่อประชาชน นอกจากนั้นกลุ่มมหาประชาชนฯ ที่อยู่ตามต่างจังหวัด อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ ก็ยังจะมีการจัดกิจกรรมตามเดิม
‘เปรม' ร้อนตัว!ปัดอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการ "สานใจไทยสู่ใจใต้" รุ่นที่ 8 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี ถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ขอตอบ เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนที่ผ่านมาหลายคนเป็นห่วง ว่าพล.อ.เปรม หายไปไหน พล.อ.เปรม กล่าวว่า ไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ทุกวัน แต่อยู่เงียบ ๆ ตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ที่การเมืองเปลี่ยนขั้ว และอาจเกิดผลกระทบต่อตัวเอง เพราะถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหาร พล.อ.เปรม กล่าวว่า "พวกคุณคิดกันไปเอง ผมไม่ได้ไปทำอะไร" เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัฐประหารใช่หรือไม่ พล.อ.เปรม กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวน่าจะรู้ดีว่า ตนไม่เกี่ยวข้อง ทุกคนต้องรู้อย่างนั้น ว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้อง
"ผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง หรือเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง" พล.อ.เปรม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด และถูกเช็คบิลภายหลัง พล.อ.เปรม ได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบคำถาม จากนั้นก็ไม่ยอมตอบคำถามอื่น ๆ ของผู้สื่อข่าวอีก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
จาก hi-thaksin
เผด็จการที่เพิ่งเผยตัวตน
สงสารคนไทยจริงๆ ...สงสารทั้งที่ผมเองก็เป็นคนไทย...แต่ก็เชื่อว่ายังมีคนไทยบางกลุ่มบางพวก ที่มองความสงสารอย่างที่ผมจะกล่าวไม่ออก หรืออาจอนุมานได้เลยว่า ไม่เคยมีความสงสารใดๆ เกิดขึ้นเลยในมโนสำนึกเสียด้วยซ้ำในกลุ่มคนพวกนี้...!!! ที่เชื่อเช่นนั้นเพราะว่า พฤติกรรมที่แสดงออกมาให้เห็น สะท้อนอย่างชัดเจนว่า กลุ่มคนที่ขาดมโนสำนึกที่กล่าวเหล่านี้ รู้พอ.. รู้พอที่ว่า...เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ จะถึงทางตัน ส่อไปถึงขั้นรุนแรงได้ในท้ายสุด หากพวกเขาจะดึงดัน จะดันทุรัง ไปสู่เป้าหมายในสิ่งที่ตัวเองเพียงต้องการเท่านั้น ไม่สน... ไม่อยู่ในความรับผิดชอบใดๆ แม้บ้านเมืองจะเสียหายอย่างมหาศาล... แม้สังคมจะปั่นป่วน และแม้มันจะทำให้บ้านเมืองถอยหลังไม่ทันนานาประเทศอื่นๆ ก็ตาม หรือแม้แต่จะทำให้คนไทยอาจต้องออกมาฆ่ากันเองก็ตาม เพราะพวกเขาเหล่านั้น มั่นใจว่า ตัวเองและพวกพ้องเครือญาติไม่ลำบาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นชัดก็คือ บรรดาคณะนายทหารที่ลุแก่อำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ใช้กองกำลังอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ประชาชนยอมเสียภาษีให้ไว้ป้องกันประเทศ ออกมาข่มขืนใจประชาชน ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เป็นกติกาที่ทุกภาคส่วนของสังคมไทยยอมรับทิ้ง และยังถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างสูงสุด แต่วันนี้ พวกเขาเหล่านั้นหาทุกข์ร้อน... เดือดร้อน อย่างใดไม่ มิพักต้องพูดถึงโทษทัณฑ์ที่ต้องรับจากการกระทำผิดอย่างใหญ่หลวงต่อบ้านเมืองแต่อย่างใดเลย เพราะอาจกลายเป็นเป็นเรื่องชวนหัวเราะไปอย่างง่ายดายสำหรับคนเหล่านี้ และนั่นก็คือพฤติกรรมของบรรดาเหล่าผู้นำทหารไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่า หาญกล้ากระทำการปฏิวัติรัฐประหารเรื่อยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 75 ปี นับแต่ 2475 ที่องค์พระบาทสมเด็จปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงยอมสละพระราชอำนาจให้กับปวงชนชาวไทย กล่าวได้ว่า ประชาชนคนไทย รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต้องต่อสู้กับเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน ถือเป็นปฏิปักษ์ที่เด่นชัด เพราะฝ่ายหนึ่งใช้แนวทางสันติ แต่อีกฝ่ายใช้แนวทางเผด็จการทางทหาร จึงคิดง่าย ทำง่าย เพราะมีอาวุธอยู่ในมือ มีกองกำลังอยู่ในคำสั่ง...!!! แต่กระนั้นก็ตาม กาลเวลาของการต่อสู้ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับผู้นำทางทหารที่เป็นเผด็จการ ได้สอนให้แต่ละฝ่ายเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง...??? เพราะเมื่อใดมีกลุ่มนายทหารแสดงตน ใช้อำนาจบาตรใหญ่ยึดครองประเทศด้วยกำลังอาวุธ ก็มักจะมีทหารที่ยังรักประชาธิปไตยออกมาร่วมต่อสู้ ออกมาร่วมคัดค้านกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาธิปไตย ไม่ได้สงผลดีเฉพาะแต่ประชาชนที่ไม่อยู่ในเครื่องแบบเท่านั้น แต่องค์รวมของประชาธิปไตย สามารถแผ่ขยายไปได้อย่างไม่สิ้นสุดในทุกกลุ่มสังคม ไปถึงอย่างบริสุทธิ์... ไปถึงอย่างไม่ต้องปิดบัง... ไปถึงยังพ่อแม่พี่น้องของเหล่าทหารหาญที่ได้ประโยชน์ไปด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย จึงไม่ผิดหากจะบอกว่า วันนี้ ทหารไทย รับรู้ดีว่าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย... แต่เพราะคำสั่งที่ต้องเป็นไปย่างเคร่งครัดตามวินัยของทหาร ทั้งหมดจึงเป็นการฉวยโอกาสของผู้นำทหารที่เป็นเผด็จการ นำมาใช้อย่างเสียหาย นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนเพียงไม่กี่คน ที่มีโอกาสแล้ว สังคมไทยน่าจะนำเรื่องนี้หยิบยกขึ้นมาทำให้เกิดความกระจ่างต่อการรับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้เสียที แต่ถึงวันนี้ ... คาบเวลานี้ คนไทยยิ่งน่าสงสารทวีคูณขึ้นไปอีก น่าสงสารเมื่อมองเห็นว่า ขวากหนามที่ต้องฝ่าฟันในวันนี้ มีเผด็จการที่ใช้อำนาจกดหัวคนไทยอยู่ถึง 2 พวก...??? พวกหนึ่งคือเผด็จการในเครื่องแบบทหาร อีกพวกเพิ่งโผล่ เพิ่งสำแดงตัวออกมาให้เห็น และดูจะเป็นพวกที่เรียกตัวเองว่า "ใช้อำนาจเพื่อความยุติธรรม" การดาหน้าออกมาขานรับแผนกำจัดประชาธิปไตยของกลุ่มตุลาการ กลุ่มผู้พิพากษา ที่ใช้เกียรติและอำนาจที่ประชาชนไว้วางใจมอบให้ กลับมากดหัวคนไทย จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่เพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ กับกลุ่มเผด็จการที่แฝงเร้นซ้อนกายมาอย่างยาวนานเบื้องหลังเสื้อครุย วันนี้ สังคมไทยจึงไม่เพียงต้องต่อสู้กับเผด็จการที่ใช้กำลังอาวุธเท่านั้น แต่ยังต้องต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบกับผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายอีกด้วย กฎหมายที่พร้อมจะสามารถถูกตะแบง ถูกตีความไปอย่างข้างๆ คูๆ เพื่อเอาผิดกับคนที่ไม่เห็นด้วย กฎหมายที่อาจใช้ปิดปากไม่ให้ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้...!!! วันนี้ จึงมองเห็นภาระอันหนักอึ้งของประชาชนคนไทยที่ต้องออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะรอบกายมองไปก็เห็นแต่หลุมดำของอำนาจที่ไม่ชอบธรรม ทั้งอำนาจอาวุธ ทั้งอำนาจทางกฎหมาย แล้วจะไม่ให้สงสารตัวเอง... สงสารคนไทย... สงสารสังคมไทยมากขึ้นกว่าเดิม ได้อย่างไร...??? แต่กระนั้นก็ตาม ทุกอย่างต้องแปรเปลี่ยนให้เป็นพลัง เพราะความอยุติธรรมย่อมพ่ายแพ้ต่อความยุติธรรม และความไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแปลเปลี่ยนเป็นความถูกต้องได้ วันนี้จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 7 มาเผยแพร่ให้กลุ่มบุคคลใดที่คิดทำลายประชาชนได้ตระหนักให้ดีอีกครั้ง "ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฏรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฏร์" โดย : พร ภัทร
Thursday, March 27, 2008
กกต.เตรียมนำคดียุบพรรค ชท.-มฌ.พิจารณา 2 เม.ย.
สำนักงาน กกต. 27 มี.ค. - “สุเมธ อุปนิสากร” เผยจะนำคดียุบพรรคชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย เข้าที่ประชุม กกต. 2 เม.ย.นี้ คาดคงไม่ได้ข้อสรุป เพราะอาจมี กกต.บางคนนำเรื่องกลับไปพิจารณาก่อนลงมติ
นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงกรณีที่คณะที่ปรึกษากฎหมายชงเรื่องให้ กกต.ส่งกรณีที่กรรมการบริหารพรรคกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ว่า คงนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม กกต. วันพุธที่ 2 เม.ย.นี้ พร้อมผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่มีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธานฯ และเอกสารที่ พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย รองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ส่งมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม มาพิจารณาว่าเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่า กกต.คงยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะอาจจะมี กกต.บางคนคงต้องนำเรื่องต่าง ๆ กลับไปดูก่อนที่จะมีการลงมติ
“เรื่องดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นมติเอกฉันท์ เพียงใช้เสียงข้างมาก สามารถส่งให้ตุลาการรัฐธรรมนูญได้แล้ว โดยส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการภายใน 30 วัน หากอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ควรส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมาตั้งคณะกรรมการร่วมกันพิจารณา ถ้ายังเห็นว่าไม่ส่งอีก ท้ายที่สุดก็อยู่ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะเป็นผู้ตัดสินใจ” นายสุเมธ กล่าว
เมื่อถามว่า คณะกรรมการฯ ทั้ง 2 คณะ มีความเห็นแตกต่างกัน จะทำให้ กกต.ลำบากในการพิจารณาหรือไม่ นายสุเมธ กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่ลำบาก เพราะผลสรุปของนายบุญทัน เป็นการแสดงความคิดเห็นด้านข้อเท็จจริง ส่วนของนายสุพล ให้แง่คิดในด้านของข้อกฎหมาย ซึ่งไม่มีปัญหาอะไรที่ขัดกัน แต่ กกต.ก็ต้องดูทั้ง 2 ส่วน ส่วนตัวจะยึดข้อกฎหมายเป็นหลัก. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 16:29:45
ชวน ชี้แก้ รธน.ควรดูภาพรวม ไม่ใช่แก้มาตราเดียว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
27 มี.ค. - นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เห็นใจพรรคการเมืองที่ต้องประสบปัญหา แต่ต้องยอมรับความจริง พรรคประชาธิปัตย์ได้กำชับสมาชิกก่อนการเลือกตั้งไม่ให้ทำผิด จึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่คนบางกลุ่มไม่กลัว ต้องการเอาชนะ และค่อยมาวิ่งเต้นภายหลัง จึงเป็นผลพวงของกฎหมายโดยตรง ถ้าใครทำผิดก็ต้องยอมรับผิด ถ้าพยายามทำผิดให้เป็นถูก บ้านเมืองจะมีปัญหา
“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาในอดีต มีปัญหาเรื่องการซื้อเสียง โกงเลือกตั้ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ดังนั้น หากจะมีการแก้ไขในมาตราที่เกี่ยวข้อง จะป้องกันการซื้อเสียง หรือมีมาตรการใดที่ดีกว่านี้จะต้องพิจารณาด้วย แต่เบื้องต้นผมเห็นว่า ควรเคารพกฎหมาย ไม่เช่นนั้นปัญหาบ้านเมืองจะไม่จบ เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายจะต้องหารือร่วมกัน” นายชวน กล่าว
นอกจากนี้ นายชวน ยังเชื่อว่าหากมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจริง ก็จะมีทางออก เพราะรัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากเปลี่ยนตัวบุคคล การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำในภาพรวม ไม่ใช่แก้เพียงมาตราเดียวเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-27 15:46:06










