ถ้ารัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำลังเป็น “รัฐธรรมนูญเจ้าปัญหา” บัญญัติไว้ในมาตรา 291 ให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ได้ในทุกมาตราที่ต้องการ ภายในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็แปลว่า...การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย!!แปลว่า แก้ไขได้ถ้ามีความจำเป็น...ผมจึงเชื่อว่า..จากนี้ไม่นาน จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตรา (ไม่ใช่มาตราเดียว)โดยคณะรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลส่วน ประชาธิปัตย์ จะร่วมหอลงโรงด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของคนในพรรคนี้จะปรึกษาหารือกัน
สำหรับคนไทยทั่วไป สิ่งที่ควรพิจารณาและขบปัญหาให้แตกมีว่า รัฐธรรมนูญนี้มี “วาระซ่อนเร้น” แฝงอยู่หรือไม่??ใครเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้??ใครเป็นคนสั่งแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญอีกที ใช่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติหรือไม่??และ..หรือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความคิด มีเถยจิตอย่างไรกับการมองการเมืองไทย มองนักการเมือง
ชอบหรือชัง...??ถ้าเราไม่โอนเอนตาม กระแสการเมืองคนไทยทั่วไปก็พอรู้สึกได้ว่า รัฐธรรมนูญนี้เขียนกันขึ้นมาอย่าง พิกลพิการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบแก้ไข ก่อนที่มันจะส่งผลให้บ้านเมืองวุ่นวายพินาศยับเยินมากกว่านี้คุณโคทม อารียา อดีต กกต. แสดงความเห็นชัดเจนว่า โทษยุบพรรคที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 237 นั้น มันหนักเกินไปจะเรียกว่า..หนักเกินเหตุก็ไม่น่าผิด!!
คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 บอกว่า เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญใน มาตรา 237 เพราะหากข้อกฎหมายข้อนี้ ทำให้เกิดทางตันทางการเมืองก็สมควรจะแก้ผมเชื่อว่า...ในที่สุดแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลคงต้องร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญแน่นอน!!เพราะไฟกำลังจะไหม้บ้าน...!!คุณสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ยืนยันหลังการประชุมที่มีตัวแทน 6 พรรคร่วมรัฐบาล และตัวแทนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ที่มี คุณชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น
ทุกพรรคเห็นพ้องต้องกันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะไม่แก้ไขทั้งฉบับ
มีมาตราหลักๆ ที่จะแก้ 3 มาตรา คือ...มาตรา 237, 266 และ 309
แต่ที่คนให้ความสนใจมาก คือ มาตรา 237 ซึ่งเปรียบเสมือน “เต๋าถ่วง” ที่เจ้ามือไฮโลสร้างขึ้นมา เพื่อ โกงคนเล่นรอบวง เป็นการเฉพาะ!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 28, 2008
เต๋าถ่วง
ทิ้งทำไม
ภาพรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครนับร้อยๆ คัน ที่จอดทิ้งร้างเอาไว้บริเวณลานกว้างของ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ทุกวันนี้ช่างบาดตาและทำร้ายอารมณ์ของคนไทยผู้เสียภาษียิ่งนัก!!!
ไม่เพียงแดด ลม และพายุฝนที่รุมกระหน่ำซ้ำเติมรถดับเพลิงเหล่านี้ หากแต่ “ไอทะเล” บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง ก็ยิ่งจะทำให้มูลค่าของรถดับเพลิง “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน หดหายไปเรื่อยๆแม้ว่าเพิ่งจะส่งตรงมาจากออสเตรียได้เพียงปีเศษก็ตามว่ากันว่า “ล็อตแรก” ที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้จำนวน 176 คัน และได้จอดทิ้งไว้ในโกดังเช่าของเอกชนรายหนึ่งย่านบางบัวทองนานกว่า 2 ปีนั้นแม้จะมีหลังคาคลุมกันแดดและฝน แถมไม่ต้องผจญกับ “ไอทะเล” เหมือนล็อตหลัง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการจอดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ไม่ใช่เล่นๆ
เท่าที่ “บางกอกทูเดย์” กวาดสายตาดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยางรถยนต์, แบตเตอรี่, ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ, สายยาง หรือระบบคอมพิวเตอร์สำหรับรถขนาดใหญ่ ฯลฯ ทุกอย่างล้วนแต่เสื่อมสภาพเฉพาะรถเล็ก 4 ล้อ ยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราดา 72 คัน แค่ยางอะไหล่เส้นเดียวก็มีราคาเฉลี่ยต่อเส้นไม่น้อยกว่า 5,000-6,000 บาทแล้วที่แพงเพราะต้องแบกรับน้ำหนักรถ บวกกับอุปกรณ์ดับเพลิงและปริมาณน้ำในถังกักเก็บหมายความว่า...เฉพาะยางรถยนต์ที่จะต้องเปลี่ยนสำหรับรถเล็ก 4 ล้อ รวมทั้งสิ้น 288 เส้นๆ ละ 5,000-6,000 บาท
กทม. ในฐานะเจ้าของโครงการฯ ต้องเสียเงินเพื่อการนี้ราวๆ 1.44–1.72 ล้านบาทหากนับรวมยางรถยนต์ของ 6 ล้อและ 10 ล้อ ที่มีขนาดใหญ่กว่าและราคาแพงกว่าไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อเส้น รวมกันอีก 233 คันแล้วค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ คงมีไม่น้อยกว่า 16.5 ล้านบาทเฉพาะแค่ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์อย่างเดียว รวมกันทุกขนาดก็ปาเข้าไป 17-18 ล้านบาทแล้วนี่ยังไม่รวมค่าเสื่อมของแบตเตอรี่ ปั๊มน้ำ หัวฉีดน้ำ ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมืออื่นๆ ซึ่งว่ากันว่า...รวมๆ กันนับเป็นร้อยๆ ล้านบาททีเดียว!!!ขึ้นชื่อว่า...รถ
ทุกอย่างมันก็ย่อมจะต้องลดค่า ลดราคาลง เหมือนกับชื่อที่พ้องเสียงนั่นแหละเมื่อ กทม. นำไปจอดทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการนำออกมาใช้งานเพื่อการดับเพลิง ราคาค่างวดของมันก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงไปเท่าที่ “บางกอกทูเดย์” รู้มานั้น...บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรีย คู่สัญญาของ กทม. ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนรายหนึ่งของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเขาเพื่อให้ “บริการหลังการขาย”แต่บริษัทที่ว่านี้...ไม่มีโอกาสแม้จะให้บริการ เนื่องจากยังไม่มีการนำรถดับเพลิงขนาดต่างๆ ไปใช้งานแต่อย่างใด
การรับประกันอันเป็น “บริการหลังการขาย” ของคู่สัญญาของ กทม. จะครบกำหนด 3 ปีของ “ล็อตแรก” จำนวน 176 คัน ในช่วง 26 มกราคม 2552 ที่จะถึงนี้นั่นก็หมายความว่า...ตอนนี้ กทม. เหลือเวลาอีกเพียง 10 เดือนเท่านั้น ที่จะได้รับสิทธิ “บริการหลังการขาย” จากบริษัทสไตเออร์เกินกว่านี้...ก็จบกัน!!!ส่วน “ล็อตหลัง” จำนวน 133 คัน ดูท่าว่า...อาการจะสาหัสมากกว่า “ล็อตแรก” มากนัก เพราะต้องทนกับสภาพตากแดด ตากลม ตากฝน และยังต้องผจญกับ “ไอทะเล” อีกด้วยหากไม่รีบใช้ “บริการหลังการขาย” ตามเงื่อนไขแห่งสัญญาแล้ว
เมื่อครบกำหนด...เมืองไทยและ กทม. ก็จะไม่ได้อะไรเลยซื้อแพง...แต่ได้นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ยังพอทำใจได้แต่นี่...ซื้อแพงแล้วยังจะเก็บทิ้งไว้เฉยๆ จนสภาพรถดับเพลิงทั้งประเภท 4 ล้อ, 6 ล้อ และ 10 ล้อ เสื่อมสภาพและไร้ราคามากขึ้นๆ ทุกวันนี่หรือ คือ หลักการบริหารของ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินเอาล่ะ! จะโทษ กทม. อย่างเดียวคงไม่ถูก เพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ถึง 3 กลุ่ม (อ่านล้อมกรอบประกอบ)
อีกทั้ง เรื่องนี้ก็ถูกส่งต่อจากชั้นสอบสวนของดีเอสไอไปจนถึง ป.ป.ช. ต่อเนื่องไปจนถึง คตส. ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว...หลายคนนายสมัคร สุนทรเวช ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม.นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คนปัจจุบันคุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม.นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์นายราเชนท์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
โดยเฉพาะ 2 คนหลังนี้ เกี่ยวพันในฐานะที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ก.ม.ฮั้ว) และกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่ว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร? ใครจะเป็นคนผิด? และใครจะต้องรับผิดในคดีนี้?ก็ไม่น่าที่ กทม. จะกลัวความผิด เสียจนไม่ยอมนำเอารถดับเพลิงมูลค่าเกือบๆ 8,000 ล้านบาทออกมาใช้
จนคนกรุงเทพฯ และเมืองไทย ต้องเสียหายซ้ำซ้อน...ซ้ำซาก!!!
ถึงบรรทัดฐานนี้...กระบวนการเอาผิดตามกฎหมายกับ “คนผิด” ที่ปล่อยให้สัญญาจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ในมูลค่าที่แพงมหาศาลและเกินจริงไปเกือบครึ่งต่อครึ่ง ยังจะต้องเดินหน้าต่อไปใครผิดก็นำตัวไปลงโทษแต่เรื่องของผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะการไม่นำรถดับเพลิงไปใช้ประโยชน์ โดยปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เช่นนี้ไม่น่าจะเป็นคุณต่อฝ่ายใด
ยกเว้น...บริษัทฝรั่ง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินค่าดูแลซึ่งเป็น “บริการหลังการขาย” สักสตางค์แดงเดียวถึงตอนนี้ ฝ่ายไทยโดย กทม. ได้จัดส่งค่างวดมาแล้ว 3 งวดๆ ละ 700 ล้านบาทเศษเหลืออีก 6 งวดที่จะต้องทยอยส่งตามเงื่อนเวลาแห่งแอลซี ที่ กทม. ยุคของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ไปทำเอาไว้กับ บริษัทสไตเออร์แห่งออสเตรียแล้วอย่างนี้ จะปล่อยทิ้งรถดับเพลิงกันไปทำไม???
"สมัคร"ไม่เห็นด้วยแก้ไขรธน.309ระบุไม่มีผลย้อนหลัง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการถึงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ที่รับรองการกระทำตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2549 ดังนั้น จะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมพรรคพลังประชาชนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ หากไม่ฉวยโอกาสทำในตอนนี้ก็จะเป็นปัญหาในอนาคต เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนพูดไว้ชัดเจนว่าต้องการให้รัฐบาลอ่อนแอ โดยเอาความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่รู้ว่ายกร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ได้อย่างไร ทำให้เกิดความเสียหาย ยุ่งยาก คนที่มีความคิด เขาไม่ทำกันแบบนี้
“สมัคร”ค้าน แก้รธน.มาตรา 309 ที่ให้มีการนิรโทษกรรม คมช.ทั้งก่อนหน้าและหลัง เหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 อ้างย้อนหลังไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์ แต่ต้องไปหารือกันในพรรคพลังประชาชนก่อน ชี้ต้องฉวยโอกาสให้เกิดประชาธิปไตย ย้ำ รัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะเกลียดชัง “ทักษิณ”
“ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขมาตรา 309 เพราะไม่สามารถย้อนหลังได้ ซึ่ง กกต.ก็หัวเราะ มันขายหน้า ไปแก้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กับเราเลย ซึ่งจะเอาเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมพรรคอีกครั้ง ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าพรรคมีการประชุมหารือ แต่ผมไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุม ดังนั้น ก็จะกลับไปพูดคุยในประเด็นดังกล่าว” นายสมัครกล่าว
ส่วนกรณีที่ปรึกษากฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคกระทำความผิด พรรคต้องรับผิดไปด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ห่วงกับเรื่องดังกล่าว แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องของการกำหนดเขตเลือกตั้งของ ส.ส. ซึ่งการใช้เขตเดียวเบอร์เดียวเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ดีอยู่แล้ว แต่มาเปลี่ยนใหม่ทำให้เกิดความสับสนยุ่งยาก
เสียงจาก ร.ร.ธรรมวิทยามูลนิธิ ทำไมกล่าวหาว่าสอนเด็กเป็นโจร
โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ ยะลา มีเนื้อที่ 11 ไร่เศษ เปิดการเรียนการสอน 2 ภาควิชา คือ ภาควิชาสามัญ ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1-6 และภาควิชาศาสนา ตั้งแต่ชั้นอิสลามศึกษาปีที่ 1-10 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 5,200 คน บุคลากรทางการศึกษาจำนวน 494 คน โดยมี นายรอซี เบ็ญสุหลง นักบริหารชุดใหม่และเป็นครูใหญ่คนปัจจุบัน
“ตอนนี้สภาพจิตใจของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนดีขึ้นมาก เพราะนับตั้งแต่ปี 2550 ยังไม่เคยมีเด็กนักเรียนในโรงเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุความไม่สงบเลย โดยส่วนใหญ่ผู้ก่อความไม่สงบที่จับได้จะเป็นศิษย์เก่า ซึ่งทางโรงเรียนจะไม่เข้าไปยุ่ง เพราะถือว่าพ้นสภาพการเป็นนักเรียนแล้ว” นางแวรอเมาะ เจะดาแม ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ เล่าถึงสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นางแวรอเมาะ ผู้ช่วยครูใหญ่ทีมบริหารชุดเก่าและชุดใหม่ เป็นผู้ที่ทราบเรื่องราวมากที่สุด ย้อนอดีตให้ฟังถึงชนวนหลักที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิเข้าสู่วงจรเป็นโรงเรียนที่มีส่วนร่วมการก่อความไม่สงบในพื้นที่ว่า จากเหตุการณ์ที่กรือเซะ ปลายปี 2547 ได้มีเยาวชนของโรงเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หลังจากนั้นไม่นานครูใหญ่ฝ่ายบริหาร 5 คน ถูกออกหมายจับว่าเป็นแกนนำก่อความไม่สงบ รวมถึงอุสตาซเข้าไปมีส่วนด้วย โดยมีผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำประมาณร้อยละ 70
“สถานการณ์ตอนนั้นต้องยอมรับว่าจำนวนบุคลากรทั้งหมดของโรงเรียนทำงานด้วยใจ แต่ก็อยู่บนความกลัว กลัวว่าจะถูกจับในข้อหาการมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งครูสอนศาสนาจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ และอยู่ในลักษณะการเหวี่ยงแห เช่น มีฝ่ายความมั่นคงไปเยี่ยม และเชิญตัวไปสอบถามบ่อยครั้ง”
เมื่อโรงเรียนได้คณะกรรมการบริหารชุดใหม่มาแทนชุดเก่า จึงแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คอยประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง เพื่อนำบุคลกรที่ทางการแจ้งชื่อมาไปให้ด้วยตนเอง
“ครูบางคนโดนเอาตัวไป 15-30 วัน บางคน 4 เดือน จึงกลายเป็นปัญหาว่าครู 1 คนที่รับผิดชอบเด็ก 10 ห้องๆ หนึ่ง 45 คน เท่ากับว่าเด็ก 450 คน ไม่ได้เรียนเลยวันนั้น ทางโรงเรียนจึงแสดงความรับผิดชอบ คือ เมื่อทางราชการสงสัยใคร ต้องการใคร เราก็จะพาตัวไปให้ ซึ่งทุกคนจะได้รับการปล่อยตัวทุกครั้ง แต่คนที่มีส่วนร่วมจริงๆ ทางโรงเรียนก็จะไม่ปกป้อง ปล่อยให้เป็นเรื่องของกฎหมายไป ตรงนี้จึงเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าทำไมในขณะที่สถานการณ์เลวร้ายมาก เด็กเราไม่หาย ครูก็ยังอยู่” ผู้ช่วยครูใหญ่กล่าว
เธอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ปลายปี 2548 มีครูถูกยิงเดือนละหนึ่งคน ตอนนี้รวมแล้ว 8 คนที่เสียชีวิต ถือว่ามากที่สุดในจำนวนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าในขณะที่โรงเรียนถูกมองว่าเป็นแหล่งสอนให้เบี่ยงเบน ผิดเพี้ยน แต่บุคลากรของโรงเรียนก็ยังถูกยิงเสียชีวิต และยังไม่นับรวมถึงอีก 40-50 คนที่โดนหมายจับหรือถูกเชิญตัวไป
“ถ้าวันนี้ครูถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียน พรุ่งนี้ก็เปิดสอนตามปกติ ไม่เคยแม้สักครั้งที่จะประกาศปิดตามสถานการณ์ แต่ก็ทำให้คนนอกที่ไม่เข้าใจมองว่า ใช่สิก็โรงเรียนเป็นแหล่งคนทำ จะกลัวอะไร กลายเป็นว่าโรงเรียนเป็นทั้งผู้ถูกกระทำสารพัด อยากบอกว่า 2 ปีที่ผ่านมาทุกคนจึงอยู่ด้วยใจจริงๆ
ครูไม่ได้จะโทษสังคมที่มองมาทั้งหมด เพราะเราเองก็ยอมรับในความบกพร่องในการรับบุคลากรเข้าทำงาน ไม่ได้มานั่งศึกษาภูมิหลังแต่ละคน เพราะไม่ใช่ผู้ที่จะไปสอบสวนใคร เราเพียงแค่ดูวุฒิการศึกษาว่าคุณจบอะไรมา ตรงตามที่เราต้องการหรือไม่ เท่านั้นเอง ส่วนนักเรียนแต่ละปีเพิ่มขึ้นมาก เราเลยไม่ได้เข้มงวดกวดขันเหมือนอย่างที่ผ่านมา อีกอย่างเป็นโรงเรียนเอกชน ฉะนั้นการมีนักเรียนจำนวนมาก ก็เท่ากับความอยู่รอดของโรงเรียน”
ครูแวรอเมาะ ยังบอกอีกว่า ก่อนเกิดเหตุปี 2547 เด็กต่างจังหวัดมีอยู่ 300-400 คน ปี 2548 ลดเหลือแค่ 10 คน ปีนี้แม้จะมีคนเริ่มทยอยเข้ามาเรียน แต่ก็ถือว่าลดลงมาก ซึ่งเด็กบางคนที่มาเรียนเพราะผู้ปกครองเคยเป็นศิษย์เก่า เชื่อมั่นต่อระบบการเรียนการสอนของโรงเรียน เขาจะมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้วว่าโรงเรียนให้อะไรแก่เขาไปบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่โรงเรียนถูกมองสารพัดนั้น จริงหรือไม่จริงเขาสามารถตอบได้ จึงกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังมีเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียน
“ยอมรับว่าเด็กมีความหวาดระแวง กลัวถูกหว่านแหไปด้วย จึงเป็นเหตุให้เด็กต่างจังหวัดลดลง แต่ถ้าเทียบสถิติยังนับว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นอันดับหนึ่ง คือจบไปอย่างน้อยร้อยละ 90 เด็กสอบเอ็นทรานส์ได้หมด จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เด็กต่างจังหวัดกล้าที่จะลงมาเรียน”
ผลของการไม่ค่อยเปิดตัวและเชิญบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ทำให้ครูและโรงเรียนถูกสังคมภายนอกมองมาอย่างไม่เข้าใจ
“ในกิจกรรมกีฬาสี ปัจฉิมนิเทศ หรือเข้าค่าย ก็จะเชิญแค่ผู้นำชุมชน โดยมีครูใหญ่เป็นคนเปิด ทำให้สังคมภายนอกไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำกิจกรรมอะไรกันอยู่ หรือมีคำถามว่า ทำไมต้องมีภาคกลางคืนด้วย รวมตัวทำอะไรกันหรือเปล่า
เมื่อสังคมภายนอกไม่เข้าใจกัน ตอนหลังจึงได้เปลี่ยนรูปแบบด้วยการเชิญผู้ว่าฯ หรือปลัดมาเป็นประธานเปิดงาน เป็นการเปิดตัวเอง ซึ่งทำให้ภาพพจน์ของโรงเรียนดีขึ้นมาก”
จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อในปัจจุบัน ทำให้สังคมภายนอกมองว่าเป็นโรงเรียนที่สอนให้นักเรียนเป็นโจรเสียส่วนใหญ่ ผู้ช่วยครูใหญ่บอกว่า เรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิ์คิด มันเกินความสามารถที่จะไปปรามความรู้สึกเหล่านั้นได้ ซึ่งครูทุกคนในโรงเรียนทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ร้อยทั้งร้อยไม่มีครูคนไหนที่อยากจะให้ลูกศิษย์ตัวเองเป็นคนไม่ดี
“มีบ่อยครั้งเมื่อไปติดต่อสถานที่ราชการ จะได้รับความอคติจากเจ้าหน้าที่ หรือบางทีไปสัมมนา มีคนมาถามว่าสอนอย่างไรให้เด็กเป็นโจร ฟังแล้วรู้สึกน้อยใจนะ เพราะ 52 ปีที่ก่อตั้งโรงเรียนมา ผลิตนักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยยึดมั่นต่อวิชาชีพครู และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เด็กที่เรียนปอเนาะมีความรู้เท่าทันสังคม อ่านออกและเขียนหนังสือได้ ซึ่งนอกจากเราจะเสริมความรู้ด้านศาสนาแล้ว นอกเหนือกว่านั้นคือ เขาสามารถที่จะเอาความรู้ไปประกอบอาชีพได้
ในคนจำนวนหมู่มาก ย่อมหนีปัญหานี้ไม่พ้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทุกหน่วยงานย่อมมีคนที่ออกนอกลู่นอกทาง ตอนนี้เราจึงมีระบบดูแลนักเรียนเพิ่มด้วยการส่งเสริมนักเรียนที่เรียนดีอยู่แล้วให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น และแก้ไขนักเรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มาสายบ่อย ก้าวร้าว ด้วยการเอามาคุยถึงปัญหาที่มีคืออะไร วิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก” ครูแวรอเมาะ กล่าวเสมือนระบายความรู้สึกและกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ปัจจุบันครูโรงเรียนธรรมฯ ต้องดำเนินวิชาชีพครูเป็นสองเท่า คือทำอย่างไรให้หน้าที่ของตัวเองที่ดีอยู่แล้วให้ดีต่อไป ยกระดับนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ และประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน จึงอยากให้สังคมดูผลงานด้านการศึกษา มากกว่าไปตัดสินกับการกระทำของกลุ่มแค่ส่วนน้อยที่ไม่ถึง 2% เพราะวิสัยทัศน์ของโรงเรียนดูแล้วไม่มีสักข้อใดที่บ่งบอกว่าทุกคนจะต้องนำมาซึ่งเอกราชของรัฐมลายู”
“ครูหญิง” หรือ น.ส.จิรภา แซ่จู ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ย้ำถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนครูมุสลิมด้วยกันว่า แม้จะดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ครูทุกคนก็อยู่ด้วยความเข้าใจ ช่วยเหลือกัน ไม่มีปัญหาอะไร และทุกครั้งที่ออกจากบ้านจะมาสอนหนังสือก็รู้สึกปกติ ไม่ได้หวาดระแวงมากมาย ยิ่งเห็นครูโรงเรียนด้วยกันโดนทำร้าย ยิ่งไม่คิดจะย้ายออก เพราะว่าสอนมากว่า 10 ปี เกิดความผูกพัน จึงตั้งใจที่จะยังคงทำหน้าที่ครูที่นี่ต่อไป
“สื่อมีส่วนนะที่นำเสนอว่าเป็นเด็กโรงเรียนธรรมฯ ก่อเหตุ เพราะคนที่ไม่รู้ความจริงเมื่อเขาดูข่าว เขาก็จะเชื่อตรงนั้น แต่จริงๆ แล้วเป็นเด็กที่เรียนจบไปซะมากกว่า ปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวกับสถานศึกษาเลย ซึ่งครูสอนมา 11 ปีที่นี่รู้ดีว่าโรงเรียนไม่มีระบบสอนให้นักเรียนเป็นแนวร่วมแน่นอน” ครูจิรภา กล่าวย้ำ
ขณะที่ นายรุสกี เจ๊ะแอ หรือน้องรุสกี หนุ่มน้อยในพื้นที่ และเป็นนักเรียนที่ผ่านสอบการคัดเลือกเข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หาดใหญ่ กล่าวว่า ดีใจที่ร่วมเป็นหนึ่งในโครงการผลิตแพทย์เพื่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่สอบติดแพทย์ ซึ่งคาดหวังไว้ว่าเรียนจบแพทย์เมื่อไร ตั้งใจจะมาพัฒนาบ้านเกิดแน่นอน ส่วนที่สังคมภายนอกมองว่าที่นี่เป็นโรงเรียนสอนให้เด็กเป็นแนวร่วม มองว่านั่นเป็นแค่ส่วนน้อย แต่สำหรับตนแล้วนอกจากความสำเร็จที่เป็นตัววัดในวันนี้ เรื่องของหลักการศาสนาที่มุสลิมทุกคนจะต้องเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน คือสิ่งที่ตนได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่เป็นแหล่งที่สอนให้เด็กเป็นแนวร่วมอย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน
“ผมดีใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน และภูมิใจที่ทำความฝันของตัวเองเป็นจริง ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์ คนที่บ้านอยากให้ย้ายเหมือนกัน แต่ผมดึงดันที่จะเรียนที่นี่ให้ได้ เพราะผมเชื่อมั่นต่อสถานศึกษาว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา เสียใจเหมือนกันที่เขามองว่าเป็นโรงเรียนสอนให้เด็กเป็นโจร” น้องรุสกี พูดถึงความรู้สึกลึกๆ ซึ่งว่าที่นายแพทย์ในอนาคตยังกล่าวทิ้งท้ายให้สังคมภายนอกได้รับรู้อีกว่า
“ตั้งแต่เรียน ม.1-6 ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่ครูจะสอนให้มีแนวคิดที่ผิดเพี้ยน หากเป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็กเป็นโจรจริง ผมจะสอบติดแพทย์ได้อย่างไร? แล้วรุ่นพี่ที่จบไปตั้งมากมายต่างก็ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงานกันทุกคน จึงอยากให้สังคมภายนอกอย่าเพิ่งด่วนสรุปกับแค่ไม่กี่คนที่เขาหลงผิดไป”
สำหรับสาวน้อยที่มาจาก จ.สงขลา น้องคาน่า หรือ น.ส.คารีน่า แหอุ มีความรู้สึกไม่ต่างกับน้องรุสกีเลย เธอเอ่ยให้ฟังว่า เสียใจที่ผู้คนภายนอกมองแบบนั้น เพราะว่าทุกคนยังคงใช้ชีวิตและทำหน้าที่ของตนเองตามปกติ จึงอยากให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตในโรงเรียน จะได้รู้ชัดแจ้งว่าเป็นอย่างไร และการที่คน 3 จังหวัดนี้สื่อสารภาษามลายู ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กลับดีใจที่เห็นเขายังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของตนไว้ได้
“ที่เลือกเรียนที่นี่เพราะมั่นใจว่าไม่มีอะไรแอบแฝง ยิ่งตลอด 6 ปีที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ และครู ทำให้น้องยิ่งภูมิใจมากว่าระบบการศึกษาที่นี่ เด็กจบไปแล้วสามารถสอบเอ็นทรานส์ติดหลากหลายคณะ ซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าโรงเรียนอื่นๆ เลย แม้สังคมภายนอกจะมองว่าเป็นโรงเรียนที่ไม่ค่อยดีก็ตาม”
เธอยังบอกอีกว่า หลังจากเรียนจบที่นี่แล้ว อยากจะสานฝันของตนเองต่อ ด้วยการสอบเข้า มอ.ปัตตานี คณะศึกษาศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ ซึ่งตนอยากขอบคุณครูทุกคนที่ทำให้ตนประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่งในวันนี้
หนึ่งในศิษย์เก่าที่ประสบผลสำเร็จในการประกอบธุรกิจส่วนตัว จำหน่ายเสื้อผ้ามลายูชาย-หญิง นางตียา หะยีเจ๊ะมิง วัย 46 ปี เจ้าของร้านตียาเราะห์ชื่อดังใน จ.ยะลา กับฮิญาบสีส้มบนศีรษะ ขับใบหน้าเธอให้ดูสว่างขึ้น พูดคุยด้วยรอยยิ้มเมื่อถามถึงความรู้สึกลึกๆ ที่สังคมเขามองโรงเรียนแห่งนี้ โดยเธอมองภาพรวมว่า การที่โรงเรียนเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยนั้น ความเป็นไปได้มีน้อยมาก เชื่อว่าเป็นแค่บางคนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากเป็นแหล่งสอนให้เด็กเป็นโจรจริง ชาวบ้านคงไม่ส่งลูกหลานตัวเองเรียนแน่นอน แต่เราจะโทษสังคมภายนอกก็ไม่ได้ เพราะภาพที่ออกมากลุ่มที่ก่อเหตุคือศิษย์เก่าของโรงเรียนจริงๆ
“อุสตาซและเด็กนักเรียนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในพื้นที่ ก๊ะไม่เชื่อหรอกนะว่าเป็นนโยบายของโรงเรียน เป็นที่ตัวบุคคลมากกว่า ถ้าเป็นนโยบายของโรงเรียน ป่านนี้คงถูกรัฐบาลสั่งปิดไปแล้ว
ก๊ะเป็นคนนครศรีธรรมราช มาเรียนยะลาปี 2518 ใช้ชีวิตอยู่ยะลา 23 ปีแล้ว ส่วนเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนจบไปต่างก็ประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน ยังไม่นับรวมถึงรุ่นน้องแต่ละรุ่นที่จบไปแล้วมีงานดีๆ ทำเช่นกัน ฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือการที่สังคมไปตัดสินว่าโรงเรียนนี้สอนเด็กให้เป็นแนวร่วม คนที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆ พลอยเดือดร้อนไปด้วย” เจ้าของร้านตียาเราะห์ กล่าวแสดงความเห็น
โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิจะยังคงก้าวต่อไป โดยกำลังของคนรุ่นใหม่ที่สานต่อกันไปไม่ขาดสาย เสมือนสายน้ำปัตตานีที่ทอดยาวต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่ดีของเยาวชนมุสลิม เป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ประเทศชาติ ที่จะร่วมพัฒนาการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า และอยู่คู่เมืองยะลาตราบนานเท่านาน...
แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
การแก้รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญ ก็คือกฎหมายอย่างหนึ่ง มีผลบังคับใช้เหมือนกับกฎหมายอื่นๆ แต่อาจจะไม่มีบทลงโทษ เป็นโทษจำคุกเหมือนกฎหมายอาญา
เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมจึงเป็นเรื่องที่จะกระทำได้ เมื่อกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศไทยในขณะนั้นๆ หากรัฐธรรมนูญเมื่อมีผลบังคับใช้ไป แต่ไปขัดกับหลักการปกครองของประเทศ ไปขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่สำคัญเข้า ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วขึ้น
ข่าวการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงเป็นข่าวคราวที่น่าสนใจ
การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ ยิ่งจะต้องแก้ไขให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก
เผด็จการร่างรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายประชาธิปไตยใช้ เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเห็นว่ารัฐธรรมนูญของเผด็จการไม่เหมาะสมตรงไหน มีข้อความในบทบัญญัติใดที่ขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแก้ไข มีสิทธิจะแก้ไขทุกมาตรา ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นของเผด็จการ เป็นของไม่ดี แล้วจะมัวมานอนกอดของที่ไม่ดีไว้ทำไม
ที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะได้มาจากการรัฐประหาร โดยเฉพาะรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตามกติกาที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดไว้
จึงยิ่งมีสิทธิที่จะแก้ไข หรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
หากเห็นว่าดี ก็ไม่ต้องแก้ไข ในบทบัญญัติที่เห็นว่าดี แต้ถ้าเห็นว่าไม่ดีบทบัญญัติใด ก็แก้ไขได้อย่างทันท่วงที
การปราศรัยหาเสียงของพรรคพลังประชาชนกับประชาชนไว้ ประเด็นหนึ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะต้องรักษาคำพูดนั้น นั่นก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ได้พูดจาปราศรัยไว้
การออกโรงมาคัดค้านของอดีต สสร. ปี 2550 ว่าไม่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพราะเพิ่งเริ่มใช้ ไม่มีเหตุผล และพ้นเวลาที่พวกเขาจะออกมาแสดงความคิดเห็นแล้ว
สสร. ปี 2550 เองนั่นแหละ จะต้องสำนึกบาป ที่ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วประชาชนเขาไม่ยอมรับ เพราะประชาชนไปเลือกพรรคที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาเป็นรัฐบาล สภาผู้แทนชุดต่อมา รัฐบาลชุดต่อมา เขาจะคิดอย่างไร สสร. ปี 2550 จึงไม่มีสิทธิ์จะมาคัดค้าน
การที่ สสร. ปี 2550 ได้ทำบาปกรรมไว้กับประเทศ ที่ผลักดันประเทศถอยหลังเข้าคลอง จึงเป็นบาปกรรมที่จะชดใช้ไม่หมดในตลอดชีวิตที่พวกเขาจะมีชิวิตอยู่ในโลกนี้ด้วยซ้ำไป
ประเด็นที่ขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีมากมายในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่จะต้องแก้ไข
การทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอก็ดี การจะตามล้างตามเช็ดยุบพรรคการเมืองก็ดี การตัดสิทธิทางการเมืองของประชาชนพลเมืองไทยก็ดี ที่มาของ ส.ว. ลากตั้งก็ดี การมีอำนาจมากกว่าอำนาจอื่นของอำนาจตุลการก็ดี บทเฉพาะกาลที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกรัฐประหารก็ดี ระบบการเลือกตั้งที่ล้าหลังเขตใหญ่ก็ดี การที่แต่ละจังหวัดเลือก ส.ว. ได้จังหวัดละคนโดยไม่คำนึงถึงจำนวนประชากรก็ดี
สิ่งเหล่านี้รัฐบาลแก้ไขได้หมด ไม่ต้องไปฟังเสียงของพวก “อำมาตย์” ที่ออกมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกตนอย่างเดียว
การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อร่างได้ก็แก้ได้
จะให้อิทธิพลของแนวคิดในรัฐธรรมนูญปี 2550 ของพวกเผด็จการมามีอิทธิพลครอบงำสังคมไทยที่เป็นสังคมประชาธิปไตยใช่ไหม?
เราจะต้องพร้อมกันกำจัดสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย ที่เป็นของเผด็จการออกไปทั้งหมด โดยขยายแนวคิดของฝ่ายประชาธิปไตยไปสู่ประชาชนมากที่สุด และเมื่อมีโอกาสเมื่อไร ก็ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วนเมื่อนั้น
จึงขอให้กำลังใจกับทุกฝ่าย ที่จะมีส่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ขับไล่วิญญาณของปีศาจคาบไปป์ออกไปให้เร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไร บ้านเมืองก็สูงขึ้นเท่านั้น...
ดร.อดิศร เพียงเกษ
“แดง...แก้ไขรัฐธรรมนูญ”
คุยเรื่องเศร้าๆ ของคนไทยกับอำนาจของตุลาการมาหลายวัน และก็เชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านคนคงมีอารมณ์แบบเดียวกับผม แต่ก็ขอให้นำความเศร้ามาเป็นพลังขับเคลื่อนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการต่อไป
ครับ...ที่นำความรู้สึกเศร้าของผมมากล่าว เพียงอยากให้เห็นว่า พวกเรากำลังต่อสู้กับอะไร และกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอะไรบ้างเท่านั้น...???
แล้วก็จริงอย่างที่ผมนึกคิด เมื่อครึ้มๆ แวะเวียนเข้าไปที่เว็บไซต์ของเสรีชน www.serichon.com สถานีวิทยุออนไลน์ ที่หาญกล้าออกมาต่อกรกับอำนาจอันไม่ชอบธรรม หลัง 19 กันยายน 2549 ซึ่งเดี๋ยวนี้คงเป็นชุมชนใหญ่ที่คอการเมืองเข้าไปร่วมเสวนา ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นทางการเมืองติดลำดับต้นๆ ไปแล้ว
ได้อ่านพบข้อเขียนในคอลัมน์ คุยกันจันทร์ถึงศุกร์ ในหัวเรื่องว่า ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก โดย “คุณปัญญา คนรากหญ้า”
เนื้อหาที่คุณปัญญานำมาเขียน ต้องบอกว่าทำให้ผมหวนนึกไปถึงวันเวลาแห่งการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการในห้วงเวลานั้นเช่นกัน คือ “แดง ไม่รับ” ช่วงรณรงค์ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งกำกับการร่างขึ้น โดยเผด็จการทหาร คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
และทั้งหมดที่คุณปัญญาเขียน คือความจริง เพราะผมเองก็เป็นตัวละครที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยคนหนึ่ง...!!!
แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ คุณปัญญาได้นำอดีตที่ยังผ่านพ้นไปไม่นานนักมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งบรรยากาศการร่วมรณรงค์ ความอดทนในการต่อสู้ และลงท้ายด้วยสร้อยเศร้าที่เสียงไม่รับร่างออกมาพ่ายแพ้ไปเพียงไม่มาก ที่ สังคมไทยหรือแม้แต่สังคมโลกก็ทราบดีว่า ประชามติรับร่างที่ผ่านมาได้นั้น มันไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ประชาชนถูกบล็อก ถูกสกัดการทำความเข้าใจต่อเงื่อนงำที่มีอยู่ใน กฎหมายโจร ฉบับนี้ ทั้งถูกข่มขู่ ถูกเบี่ยงเบนให้เข้าใจผิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะ ขอให้รับร่างไปก่อน แล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง ดีกว่าปล่อยให้เผด็จการครองเมือง หรือหากไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว จะไม่มีการเลือกตั้ง
คุณปัญญา เชื่อมโยงอดีตมายังความรู้สึก เศร้า ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แบบเดียวกับผม โดยคุณปัญญา บรรยายไว้ช่วงหนึ่งว่า...“10 วันแห่งความสุขและน่าสะพรึงกลัว (เราถูกข่มขู่ทุกวัน) กับการรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนได้มองเห็นถึงสิทธิและอำนาจที่แท้จริงของประชาชน ก็จบลงด้วยการพ่ายแพ้ในการลงประชามติ "รับ หรือ ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 เราต่างมองหน้ากันด้วยความเศร้าและหยดน้ำตาก็ไหลรินออกมา ความท้อแท้ห่อเหี่ยวเริ่มเกาะกุมความคิดเรา แต่...เสียงที่ไม่รับและไม่ออกเสียงนั้น กลับทำให้เรามีกำลังใจต่อสู้ต่อ แสงสว่างปลายอุโมงค์ยังรำไรให้เราเห็นและเราเชื่อว่าหนทางแห่งชัยชนะของประชาธิปไตยยังมีหวังอยู่”
“...วันนี้วันที่ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา กลับทำให้พวกเรายิ่งท้อแท้และสิ้นหวังเข้าไปอีก อำนาจที่ประชาชนมอบไปให้นั้น กลับไม่สามารถสนองตอบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและหลักการแห่งประชาธิปไตยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎอัยการศึกอีกหลายจังหวัดที่ยังไม่ยอมยกเลิก รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลผลิตของโจรกบฏก็กลับถูกนำมาใช้ในการบริหารบ้านเมืองอีก”
“เรารู้สึกสิ้นหวัง และเรารู้สึกว่าเห็นทีขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในนามภาคประชาชน คงต้องเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์เดียวคือ "การเรียกร้องให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทันที" และกฎหมายทุกฉบับที่มีที่มาจากพวกโจรกบฏ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนรีบดำเนินการทันที (โปรดฟังอีกครั้ง) รัฐธรรมนูญ 2550 ต้องยกเลิก”
ผมรู้จักกับคุณปัญญาที่สนามหลวง ต่างคนต่างมาเจอกันด้วยเป้าหมายทวงคืนประชาธิปไตยแบบเดียวกัน จนได้ร่วมงานรณรงค์ร่วมกัน แต่หลังๆ ก็ไม่ได้พบกันสักเท่าไร ต่างคนต่างก็กลับไปทำหน้าที่กันตามถนัด แต่ก็ให้นึกแปลกใจละคนกับความนึกคิดว่า ทำไมความรู้สึกจึงตรงกันได้
แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องคบคิดต่อด้วยว่า ส่วนหนึ่ง การแก้ไขกับการยกเลิก มันคือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า และระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ทิศทางไหนทำได้หรือไม่ได้มากน้อยกว่ากันตามภาวะการณ์ที่เหมาะสมได้เพียงใด ซึ่งยังเป็นเรื่องข้อกฎหมาย ตามที่ผมคิด
แต่อีกส่วนหนึ่งเห็นตรงกันคือ...ถึงเวลาอีกรอบแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างเราๆ จะต้องออกมาถามทวงรัฐบาลว่า ที่หาเสียงไว้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังจริงใจอยู่ใช่ไหม ซึ่งอาจต้องเดินไปทวงถามกันสัก 3-4 รอบ เป็นระยะๆ
...ถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ประชาชนอย่างผมๆ ท่านๆ ต้องออกมาให้กำลังใจรัฐบาลว่า หากดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่กลุ่มอันธพาลการเมืองกำลังก่อหวอดสกัดกั้นนั้น ไม่ต้องนึกเกรงกลัว เพราะประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาลยังใจจดใจจ่อต่อเรื่องนี้อย่างจริงจังและพร้อมเป็นพลังที่บริสุทธิ์หนุนเนืองอยู่ทุกขณะ
หรืออาจต้องถึงเวลาแล้วกระมั่งที่ผม คุณปัญญา และคนอื่นๆ อีก อาจต้องมาร่วมรณรงค์กันอีกรอบแล้วในแคมเปญ “แดง แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ฝากคิดด้วยครับ...
พร ภัทร (แทน)
ลับ ลวง (โลก) พรางหลุมศพตัวเอง
สายน้ำจันทน์
ปลุกผี…อีกครั้ง!
ชื่อของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
เกือบจางหายสาบสูญไปจากห้วงความทรงจำ...
ภายหลังจากที่ประชาชนลงคะแนนความไว้วางใจให้ “พลังประชาชน” มาเป็นรัฐบาล ให้บุรุษชื่อ “สมัคร สุนทรเวช” มาเป็นผู้นำปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย
ห้วงความทรงจำเดียวกันได้ฝังลืม “บุรุษหนึ่ง” ผู้ถูกระบุนั่งหัวโต๊ะ “บงการ” ก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
วันนี้ “พวกท่าน” ยังนั่งกระหยิ่ม...ยิ้มได้อย่างสบายใจ กันดีอยู่หรือ?
หากเป็น ผู้ที่ทำคุณูประโยชน์นานัปการ ควรค่าแก่การระลึกถึงจดจำเสียแล้ว การปรากฏตัวในวันหนึ่ง ย่อมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้ยินเสียงปรบมืออันกึกก้อง
เสมือนในภาพของ “ความดีงาม” ยังเป็นที่จดจำไม่เสื่อมคลาย
แต่เมื่อการณ์กลับในทางตรงกันข้าม...หากเป็น ผู้ที่กระทำการอัน “ฉิบหาย” ให้แก่บ้านเมือง สร้าง “ตราบาป” ให้กับคนในชาติด้วยกันเองเสียแล้ว
การปรากฏตัว “เป็นๆ” หรือเพียงแค่เอ่ย “นาม” ปรากฎขึ้นในวันนี้ ก็ย่อมเป็นผลสะท้อนตีกลับไปยังห้วงเวลาของ “ความเจ็บปวด” ที่ยังกัดกร่อนหัวใจของคนไทยทั้งประเทศอยู่ทุกวันนี้
มิน่าจดจำ แต่ก็ยากแก่การลืมเลือน...
ถ้อยความของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผ่านหนังสือ “ลับ ลวง พราง : ปฏิวัติปราสาททราย” น่าสนใจยิ่งนัก
เป็นสาระน่าสนใจในคำคล้ายสารภาพ “ผมกับป็อก คิดกันแค่สองคนเท่านั้น”…
นั่นหมายถึง “พล.อ.สนธิ” คิดอ่านวางแผนปฏิวัติรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 กับ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ณ เวลานั้นเป็น แม่ทัพภาค 1
เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น!!
การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ถือว่า “ล้มเหลว” และ “พ่ายแพ้”
เพราะไม่เพียงแค่ กลุ่มอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มอำนาจ แต่ก้ได้ชัยชนะในเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แล้วกลับมายืนอยู่เบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาล
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังส่งผลให้ “คณะทหารที่ก่อการปฏิวัติ” ในนาม “คมช.” แตกแยกกันเองด้วย
ภาพหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่าง “พล.อ.สนธิ” กับ “พล.อ.อนุพงษ์”
และอีกภาพหนึ่งในความสัมพันธ์ของ “พี่น้องรบพิเศษ” ที่แสนยาวนาน ระหว่าง “พล.อ.สนธิ” กับ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” อดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ต้องขาดสะบั้นลง จนแทบจะทำให้ลูกผู้ชายที่ชื่อ “พล.อ.สนธิ” เกือบต้องหลั่งน้ำตา
เกริ่นอารมณ์คนอ่านมาขนาดนี้ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย” - คัมภีร์ปฏิวัติ เบื้องหลัง 19 ก.ย.2549 กำเนิด - อวสาน คมช. กำลังถูกมองเป็น “คู่มือเช็กบิล” คมช.
ในขณะเดียวกัน ได้แฝงรอยเป็น “คัมภีร์ปฏิวัติ” ในตัว
“ถ้าผมไม่ปฏิวัติ ก็ยังไม่รู้เลยว่า วันนี้ ชาติบ้านเมือง และสถาบันของเราจะเป็นอย่างไร จะยังมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่หรือไม่”
ความประโยคหนึ่งจากลมปากของ “บังธิ”...หนึ่งในสองผู้คิดการใหญ่ในอดีต
หากแต่ ผู้เขียน ยังเผยบทบาทของ “พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร” ถึงการเป็นกองหนุน “กรุยทาง” ปูกระแสปฏิวัติ ด้วยการหา “ฝ่ายสนับสนุน”
โดยเฉพาะความสัมพันธ์แนบแน่นกับ “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ผสมโรงกับการทำ “สงครามน้ำลาย” กับรัฐบาล
รวมไปถึงการเตรียม “กำลัง” พร้อมปฏิวัติ ที่ทำให้ เพื่อนทหาร ตท.10 ใน กองทัพภาค 3 ล่วงรู้แผนการล่วงหน้า ก่อนจะนำมาซึ่งการปฏิวัติ ในอีก 7 เดือนต่อมา
ผู้เขียนยัง ระบุว่า การรวมตัวกันของ คปค. (คณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เริ่มจากความ “ไม่เป็นเอกภาพ”
อีกในตอนหนึ่ง ยังระบุว่า “ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจ นั้นมี 9 คน แต่ไม่เปิดเผยชื่อ ทว่าค่อยๆปรากฏตัวออกมาทีละคนๆ ไปแล้ว ทั้งยังมีบทบาทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรอง ผอ.รมน. (อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน) เป็นหนึ่งในคืนก่อนวันก่อการนั้นด้วย
“คนที่อยู่เบื้องหลัง มีหลายคน ถ้าเปิดเผยออกมา ก็ร้องอ๋อกันทั้งนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผย” เขาว่าเช่นนั้น
แต่อย่างไรก็ดี “พล.อ.สนธิ” ปฏิเสธ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ
แต่กลับยอมรับ ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติได้มีการเข้าพบ พล.อ.เปรม เรื่อยมา สัปดาห์ละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย เพื่อเล่าสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง...
และเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ขั้วอำนาจเปลี่ยน เช่นนั้นแล้ว บรรดาแกนนำ คมช. ต่างก็พากันแยกย้ายกันเอาตัวรอด เพราะกลัวการถูก “เช็กบิล” ภายใต้ข้ออ้างที่เรียกว่า “สมานฉันท์ หรือ ฮั้ว เพื่อชาติ”
“พล.อ.อนุพงษ์” คีย์แมนสำคัญเสี่ยงชีวิตด้วยกันมา แต่ที่สุดก็กลับขัดแย้งกันเอง จึงอาศัยสายสัมพันธ์ เพื่อน ตท.10 สมานฉันท์ กับ “พ.ต.ท.ทักษิณ”
ขณะที่ “พล.อ.สนธิ” แสร้ง “ลับ ลวง พราง” อีกครั้ง ด้วยการยอมโทรคุยกับ “พ.ต.ท.ทักษิณ” ที่ทำให้ถูกก่นด่าอย่างหนัก เพื่อสร้างความ “ตายใจ”
อีกนัยหนึ่ง พล.อ.สนธิ ยังมีความเคลื่อนไหวอยู่เงียบๆ ขณะที่ก้หวั่นเกรงความไม่ปลอดภัย จึงย้ายไปอยู่ บ้านพักทบ.ใน ร.11รอ.
และท้ายที่สุดอาจกลับมาเล่นการเมือง โดยมี “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ที่เขาร่วมก่อตั้ง และช่วยเหลือให้ทหารช่วยเลือกตั้งมารองรับ “บทบาท” ใหม่...ของ “เขา” อีกครั้ง
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว “ป่าช้า” คงแตกกระเจิง...
ย้อนรอยรัฐธรรมนูญ 50 (3) : ทวงสัญญาพรรคการเมือง
และแม้ไม่มีทีท่าประกาศจุดยืนชัดเจนจากพรรคอื่นๆ แต่เมื่อย้อนไปค้นหาคำพูดของนักการเมืองรายท่าน รายบุคคล
ก็จะพบว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ สร้างความไม่สบายใจให้บรรดานักการเมืองจากพรรคต่างๆ อยู่ไม่ใช่น้อย
เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยกล่าวไว้อย่างน่าฟัง เมื่อครั้งมีการเสวนาทางวิชาการ "นานาทรรศนะ วิพากษ์รัฐธรรมนูญ 2550" เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ณ ห้องประชุมสถาบันปรีดี พนมยงค์ ว่า
“...รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดีกว่าฉบับเดิมยาก เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญบนบรรยากาศของความระแวง และรังเกียจนักการเมือง
กีดกันตั้งแต่การเข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างเสร็จก็ไม่สอบถามความเห็นของพรรคการเมือง จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย”
"เมื่อมีพื้นฐานว่านักการเมืองไม่ดี จึงเขียนเอาไว้ว่าไม่ให้อำนาจ แต่ลืมไปว่า นักการเมืองทำหน้าที่แทนประชาชน
ถ้านักการเมืองไม่มีอำนาจ ก็หมายความว่าประชาชนไม่มีอำนาจ และการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไปกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เช่น กลัวว่ารัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่ไม่กลัวว่ารัฐบาลจะใช้อำนาจเกินขอบเขต
ประเด็นกลัวรัฐบาลเข้มแข็งเป็นคนละประเด็นกับการใช้อำนาจเกินขอบเขต..."
สิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูดไว้ มีความชัดเจนอย่างมากที่สุด
“ถ้านักการเมือง ไม่มีอำนาจ ก็หมายความว่าประชาชนไม่มีอำนาจ”
การที่นักการเมือง พรรคการเมือง ออกมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ส่วนหนึ่งคือเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันพรรคการเมืองเอง
แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็ปฏิเสธผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับไปไม่ได้
คนที่ไม่ต้องการให้แก้ไข ...
คนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตยจนสุดชีวิต ...
จึงต้องตอบหรือกล้ายอมรับให้ได้ว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนในประเทศนี้ได้ประโยชน์ใช่หรือไม่
ไม่ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ใช่หรือไม่
กลุ่มคนที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างขาดใจชนิดแตะต้องสักนิดก็ไม่ได้ เช่น อดีต สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน หรือกลุ่มพันธมิตรฯนั้น ไม่ได้แบกภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือมีพันธะสัญญากับประชาชนโดยตรง เพราะประชาชนไม่ได้เลือก
แต่กับพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่ว่าจะพรรคใดก็ตาม ล้วนปฏิเสธภาระผูกพันที่มีกับประชาชนไม่ได้ทั้งสิ้น
ยิ่งเมื่อมองเห็นและเคยพูดไว้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 (ในหลายๆ มาตรา) มันกระทบกระเทือนฐานรากอันมั่นคงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ก็ยิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นตัวแทนที่จะต้องลุกมาปกป้องแก้ไข
อย่าติดว่านี่เป็นเพียงเรื่องการเมือง
อย่าติดว่าเมื่อแก้ไขไปแล้ว พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้ประโยชน์กว่าอีกพรรคใดพรรคหนึ่ง
เพราะเมื่อจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองแล้ว ล้วนแต่ต้องได้รับผลกระทบโดยตรงเหมือนกัน ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันไหน
และที่สำคัญ อย่างที่นายอภิสิทธิ์กล่าวไว้นั่นแหละถูกต้องที่สุด
“ถ้านักการเมืองไม่มีอำนาจ ประชาชนก็ไม่มีอำนาจ”
“เพราะนักการเมือง ทำหน้าที่แทน ประชาชน”
รายงานพิเศษ 28 มีนาคม 2551
รวมพลังแก้ไข รธน.50
สาระสำคัญแก้ รธน. ตามมติวิปรัฐบาล
กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ถูกก่อตัวขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเฉพาะในฝ่ายการเมือง ที่มติวิปรัฐบาลเห็นควรให้มีการแก้ไขก่อนในบางส่วนคือ มาตรา 237, 266, 309 และมาตรา 190 เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ฉุดรั้งการดำเนินกิจกรรมในทางการเมือง และการทำงานของฝ่ายบริหาร ในการทำงานเพื่อประเทศชาติ เท่านั้น
แต่กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศ ที่สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็น ชี้ชัดว่าอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากอยากได้กฎหมายที่มีความเป็นธรรม
หรือในกลุ่มนักวิชาการ ก็มีการหยิบไปเป็นประเด็นอภิปราย และเสวนา อย่างกว้างขวางหลายเวที มีเนื้อหาสาระแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด แต่ก็มีแก่นอันเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีรากมาจากเผด็จการ มุ่งสืบทอดอำนาจ และมีการซ่อนสาระอันตรายเอาไว้
รวมทั้งในภาคประชาชนก็ทยอยกันออกมาเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก อย่างเช่น กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรประชาธิปไตย นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ลุกมาเคลื่อนไหวยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมบางมาตรา
ด้านสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกมาสนับสนุนรัฐบาลทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าแม้จะต้องเสียงเงินในการดำเนินการ ก็ยังถือว่าคุ้มค่าหากสามารถทำลายอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายการเมืองไทยอยู่ในขณะนี้ลงได้
ส่วนกลุ่มพลเมืองภิวัตน์ ก็ออกมาชี้ชัดๆ ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย แต่เป็นผลผลิตของ คมช. ที่กำลังส่งผลทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตย อยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะเนื้อหาของมาตรา 237 ที่นำไปสู่การยุบพรรคการเมือง
ในขณะที่ ชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำจดหมายถึงทุกพรรคการเมือง รวมถึงฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์ ให้ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะเล็งเห็นว่านอกจากจะไม้เป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังวางกับดักให้ประชาธิปไตยตกหลุมพรางได้ง่ายอีกด้วย
นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มต่างๆ ที่กำลังเตรียมที่จะออกมาร่วมเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน อย่างเช่น สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่จะมีแถลงการณ์ออกมาเร็วๆนี้
และเชื่อแน่ว่ากระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสกัดกั้นการสืบทอดอำมาตยาธิปไตย จะขยายตัวเป็นวงกว้างมายิ่งขึ้นไปอีกในอนาคตอันใกล้นี้...!!
โพลชี้ประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เอแบคโพล เผยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ยกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
โดยผลจาการสำรวจเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดของประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 3,425 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-25 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.3 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความสงบสุข และการเมืองเข้มแข็งขึ้น
ในกลุ่มประชาชนที่ต้องการให้แก้ไขประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 49.1 ต้องการให้แก้ไขทุกมาตรายกเว้นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ร้อยละ 40.4 ต้องการให้แก้ไขที่เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง
ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ช่วงเวลาอาจยังไม่เหมาะเพราะประชาชนเกินครึ่งที่อยากให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจก่อน ในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมๆ ไปกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และคนไทยยังเชื่อว่าความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้จะไม่ลุกลามบานปลาย
มติวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมา ทั้ง 6 พรรคเห็นพ้องกันว่าควรให้มีการแก้ไขใน 4 ประเด็น รวม 5 มาตรา ด้วยกัน ดังนี้
1. มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค เป็นประเด็นที่มีการพูดจากันมากที่สุดเพราะการที่
ยุบพรรคการเมืองได้โดยง่าย และการนำความผิดเฉพาะบุคคลลงโทษคนทั้งพรรคเป็นความไม่ยุติธรรม และจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับการเมืองได้อย่างไม่หยุดหย่อน
2. มาตรา 265-266 เป็นประเด็นที่ถูกวางยาไง้ไม่ให้ ส.ส. เข้ามาทำงานเป็นที่ปรึกษา
หรือเลขานุการรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นกรรมาธิการ เป็นผลให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรบุคคลได้อย่างคุ้มค่า
3. มาตรา 309 ที่ให้กระทำการต่างๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าการนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เป็นประเด็นที่นักกฎหมายมองว่าขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะเป็นกฎหมายที่ให้มีผลย้อนหลัง และยังทำให้ไม่สามารถเอาผิดกับความเสียหายทุกประการที่เกิดขึ้นจากการกระทำของ คมช.
4. มาตรา 261 การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขให้หมายรวมถึง กรรมการในองค์กรอิสระ ผู้บริหารส่วนราชการ และผู้นำทางการทหารด้วย
นักศึกษาตื่นแล้ว! ประกาศไม่สังฆกรรมกับพันธมิตร
ทั้งนี้ การที่ สนนท.ไม่เข้าร่วมและปฏิเสธการเคลื่อไหวของพันธมิตรดังกล่าวนั้น เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริหาร จากการสมัชญาใหญ่ประจำปี 2550 ของ สนนท. ด้วยว่าแนวทางการเคลื่อไหวของพันธมิตรฯที่ผ่านมาเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งของการเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งทำให้ระบบการเมือง ตามแนวทางประชาธิปไตยหยุดนิ่งไปและนำพาสังคมไทยให้ก้าวถอยหลังลงไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย ด้วยการนำเสนอมาตรา 7 ซึ่งตรงกันข้ามและขัดแย้งกับแนวประชาธิปไตยที่ สนนท. ยึดมั่นมาโดยตลอด สนนท.มีความเป็นอิสระในการทำกิจกรรม มีแนวทางการเคลื่อนไหวที่อิงกับพลังบริสุทธิ์ของนิสิตนักศึกษาที่แท้จริง โดยสภาพทางสังคม การเมือง สุดท้าย สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย( สนนท. ) ขอเน้นย้ำถึง จุดยืนและเจตนารมณ์ในการพิทักษ์และร่วมสร้างประชาธิปไตยประชาชนที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมทั้งยืนยันที่จะเคียงข้างพ่อแม่พี่น้องประชาชนและร่วมต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตยเพื่อชีวิตและสังคมที่ดีกว่า ซึ่งเราตระหนักดีว่า มีเพียงการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้นที่เป็นจริง สมบูรณ์และจักนำมาซึ่งฐูรณภาพแห่งชีวิตและสังคมที่เท่าเทียม เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เป็นองค์กรนิสิตนักศึกษาองค์กรหนึ่ง ที่มีเครือข่ายและการเลือกตั้งมาจากสมาชิกทั่วประเทศโดยมีวาระ 1 ปีแล้วเลือกตั้งใหม่
สนนท.ก่อตั้งและเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและประชาชนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2527 บทบาทสำคัญในเวลานั้นคือการ “เรียกร้องให้พลเอกเปรมลาออก เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ” และมีส่วนร่วมในขบวนการต่อสู้กับเผด็จการมาเกือบทุกยุคทุกสมัย
ประวัติศาสตร์สนนท.ในอดีตช่วงการเคลื่อนไหวของหมู่พันธมาร สนนท.รุ่นนั้นเคยพลัดหลงจมปลักอยู่กับพันธมิตร
วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า สนนท.รุ่นปัจจุบันได้ทบทวนอดีตจากรุ่นก่อน และกล้าหาญที่ออกมาประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร ท่ามกลางแรงกดดัน และป้ายสีจากคนในขบวนการพันธมิตรที่อ้างว่าตัวเองเป็นนักกิจกรรม เป็นอดีตสนนท. และสื่อชั่วลิ่วล้อของหัวหน้าแกงค์ ให้ร้ายป้ายสีสนนท.ต่างๆ นาๆ
ความกล้าหาญ และจุดยืนที่ชัดเจนของสนนท.ปัจจุบัน จึงควรได้รับการเผยแพร่ และ มีที่อยู่ที่ยืนในพื้นที่ประชาธิปไตยอีกครั้ง ขอต้อนรับสนนท. กลับสู่อ้อมแขนของฝ่ายประชาธิปไตย
และขอนำแถลงการณ์มาเผยแพร่ความดังนี้
“แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
จากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กำหนดการเคลื่อไหวขึ้นใน วันที่ 28 มีนาคม 2551 ที่จะถึงนี้ และได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ต่อสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ในเนื้อหาของแถลงการณ์ฉับับดังกล่าว ได้มีทั้งการแสดงจุดยืนกำหนดการเคลื่อไหวของกลุ่มและการประกาศรายนามองค์กรเครือข่ายด้วย จนเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปและกระทั่งนำมาไปสู่การวัดพลังขั้วอำนาจโดยสื่อบางฉบับ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย ความเข้าใจผิดและเพื่อทำความเข้าใจกับคนในสังคมให้ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ทางสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงขอชี้แจงพร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ ดังนี้
1.สนนท.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้นกับพันธมิตรฯและไม่ได้เป็นองค์กรเครือข่ายฯตามที่สังคมเข้าใจ
2.สนนท.เห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่อนไหวเป็นสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญและเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมตามวิถีทางประชาธิปไตยที่พึงกระทำได้โดยชอบธรรม
ในปัจจุบันและเงื่อนไขต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปต่างจาก 2-3 ปีที่ผ่านไป ขณะนี้ประชาธิปไตยพึ่งกลับมาสู่สังคมไทยภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งท่ามกลางข้อกังขาและความขัดแย้งที่ยังดำรงอยู่ ทั้งนี้และทั้งนั้น ระบอบประชาธิปไตยควรก้าวไปข้างหน้าและพัฒนาไปพร้อมกับการตรวจ ถ่วงดุล จากองค์กรรัฐและองค์กรประชาธิปไตยภาคประชาชน
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) มีความเห็น ข้อเสนอ ต่อสถานการณ์ทาง สังคมการเมืองในขณะนี้ ที่รัฐบาลควรและสมควรที่จะดำเนินการเป็นภาวะเร่งด่วนคือ
1.เร่งแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ตลอดทั้ง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ผู้นำชุมชน(ศาสนา)และองค์กรภาคีอย่างแท้จริงและทุกภาคส่น ที่สำคัญภาตรัฐต้องยกระดับมาตรฐานการสอบสวนในกระบวนการดำเนินคดีให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ด้วยการ ยุติการซ้อมทรมานผู้ถูกจับกุม กุมขัง ดังที่ปรากฏให้เห็นมาโดยตลอด
2.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในโดยเฉพาะสินค้าอุปโภค บริโภคจำเป็นขั้นพื้นฐาน โดยรัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล ตรวจสอบตั้งแต่ ราคาวัตถุดิบและต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต,การกักตุนสินค้า,ผู้ประกอบกิจการที่จัดจำหน่ายและกระจายสัดส่วนการผลิตระหว่างเกษตรกร,กสิกรกับบริษัททุนการค้าขนาดใหญ่ เพื่อนำไปสู่การได้มาซึ่งกำไรที่เหมาะสมและราคาที่เป็นธรรม(ใช่เพียงการพยุงราคาสินค้าหรืออุ้มผู้ประกอบการขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้านเดียวเท่านั้น)
3.เร่งพิจารณาแก้ไขหรือยกเลิก พรบ. ที่ออกโดยรัฐบาลแต่งตั้งมาจากการรัฐประหาร ที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและขัดต่อกระบวนการประชาธิปไตย อาทิเช่น พรบ.ความมั่นคงฯ,พรบ.,แรงงานฯ,พรบ.ม.นอกระบบฯ,พรบ.,สื่อฯ เป็นต้น
4.รัฐบาลควรดำเนินการ ปฏิรูปการเมือง โดยการเร่งแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 โดยเฉพาะ หมวด รัฐสภา(หมวดที่6) ในประเด็น การได้มาซึ่ง สมาชิกวุฒิสภาฯ(สว.),รูปแบบการเลือกตั้งและการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.),การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยมีการเลือกตั้งทุกระดับชั้น เช่น เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เป็นต้น ฯลฯ
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา
เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย”













