สมัคร เตรียมนั่งหัวโต๊ะ ประชุม ก.ต.ช. เพื่อเห็นชอบตำแหน่ง รองผบ.ตร. –ผช.ผบ.ตร. คาด ทั้ง2 ตำแหน่งรองรับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และพล.ต.ท.ชลอ กลับ หัลงโดน คมช.สั่งย้าย
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งการประชุม ก.ต.ช. จมีขึ้นในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 15.00 น. ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นประธานการประชุม โดยมีวาระการประชุมสำคัญเพื่อให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่ง รองผบ.ตร. 1 ตำแหน่งและผู้ช่วยผบ.ตร. 1 ตำแหน่ง ตามมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
นอกจากนี้ มีวาระการพิจารณาการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อแบ่งงานรองผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลและงานใหม่
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการเปิดตำแหน่ง รองผบ.ตร.และผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นการเพื่อรองรับการยื่นคำร้องสมัครใจขอโอนกลับเข้ารับราชการของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพล.ต.ท.ชลอ ชูวงศ์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคืนความชอบธรรมให้กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ พล.ต.ท.ชลอ ที่ถูกคำสั่ง คมช.ให้ไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ เมื่อที่ประชุมก.ต.ช.อนุมัติการเปิดตำแหน่งดังกล่าว จะมีการนำรายชื่อเข้าที่ประชุม ก.ตร.พิจารณาแต่งตั้งในวันที่ 2 เมษายน พร้อมมีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งใหญ่ในระดับผบช.- ผบก. ทั่วประเทศต่อไป
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 28, 2008
ประชุมเปิดตำแหน่งรับ “พล.ต.อ.เพีรยวพันธ์-พล.ต.ท.ชลอ” วันนี้
หมอเหวง เชื่อ ปชช.ไม่ร่วมสังฆกรรมพันธมิตรฯ
นพ. เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนและทางกลุ่มจะไม่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม
ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยเชื่อประชาชนไม่ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ ชี้ข้อกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป้นเรื่องเข้าในผิด เพราะคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาได้อยู่ในชั้นศาลแล้ว
ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงเย็นวันนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการยั่วยุ ส่วนเหตุผลของการชุมนุมนั้น ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า พิจารณาโดยลึกซึ้งแล้วไม่ตรงกับความจริง
เช่น การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 แต่ที่จริงรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาได้อยู่ในชั้นศาลแล้ว
ทั้งนี้นพ. เหวง เชื่อว่า ประชาชนจะสนับสนุนการชุมนุมน้อยกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว และการชุมนุมจะยุติลงไปเอง
อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เชิญชวน ส.ส. และ ส.ว. ระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันจันทร์หน้า
“ณัฐวุฒิ”ยุแฉหลักฐานกระชากหน้ากาก“ไอ้โม่ง”บงการโกงเลือกตั้ง
ข้อสังเกตของพรรคพลังประชาชนต่อการทุจริตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งบางเขตพบว่า คะแนนของผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชน กับผู้สมัครส.ส.ของอีกพรรคหนึ่งต่างกันมาก ล่าสุดหลังจากที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ (ผบก.ปม.) และเจ้าของค่ายมวยชื่อดัง ออกมาร้องทุกข์ต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานเรื่องการทุจริตฮั้วประมูลและทุจริตเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง
“ณัฐวุฒิ” ชี้ กกต.ทุจริตเลือกตั้งส.ส. มี “ไอ้โม่ง” บงการเบื้องหลัง วอนอดีตผู้สมัคร ส.ส. ทุกพรรคแจ้งเบาะแส เผยพยานหลักฐานมัดตัวคนผิดโดยเร็ว สวดยับทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย เตรียมหารือพรรคหาแนวทางดำเนินคดี
ในด้านของพรรคพลังประชาชน นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้อดีตผู้สมัครในพื้นที่โดยเฉพาะเขต กทม. รู้สึกคลางแคลงใจมาก อีกทั้งยังมี อดีตผู้สมัคร ส.ส.หลายคนก็พอจะรู้ถึงเบาะแสและรวบรวมพยานหลักฐานเก็บไว้ ส่วนตัวอยากขอให้อดีตผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ส. ซึ่งไม่ใช่แต่พลังประชาชนพรรคเดียว แต่รวมไปถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ได้ความเป็นธรรมหรือมีหลักฐานเงื่อนงำเบาะแสในเรื่องนี้ ควรเอาออกมาแสดงให้หลายคนได้รับรู้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ได้เสียหายกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นแสดงให้เห็นถึงความพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้ภาพลักษณ์ของการเลือกตั้งมัวหมอง
ทั้งนี้ ทางกกต.จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หากเรื่องนี้เป็นความจริง และเชื่อว่า การกระทำในเรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของ กกต. อย่างแน่นอน เพราะ กกต. ไม่น่าจะมีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ แต่อาจมีผู้ที่มีอิทธิพลต่อ กกต. บงการอยู่เบื้องหลัง เป็นความพยายามของกลุ่มอำนาจลึกลับที่พยายามจะหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มตัวเอง จึงได้ลงมือทำเรื่องแบบนี้
อย่างไรก็ดี คงต้องนำเรื่องนี้หารือกับทางพรรคก่อนเพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
“ยุทธพงศ์”บุกคตส.ให้การเชือด“อภิรักษ์” แฉ!คนปชป.จ้องล้มรัฐบาลไทยรักไทย
วันที่ 27 มี.ค. 2551 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. โดยมีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นประธาน ทั้งนี้ที่ประชุมได้เชิญนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำในฐานะพยานคดีดังกล่าว ภายหลังการให้ถ้อยคำนานประมาณ 4 ชั่วโมง นายยุทธพงศ์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนได้สอบถามว่า ตนได้รับข้อมูลจากไหน ถึงได้นำมาร้องเรียน ตนได้ยืนยันว่า ติดตามข้อมูลมาตั้งแต่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังคงสังกัดอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นความผิดปกติ พยายามท้วงติงมาตลอด จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม.ในสมัยนั้น ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 โดยสัญญายังไม่สมบูรณ์ เพราะมีเงื่อนไข ในข้อ 9.1 ระบุไว้ว่า สัญญาจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่แอล/ซี ต่อมานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯกทม. จากนั้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2547 ตนและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอให้ผู้ว่าฯกทม.ยับยั้ง ไม่ให้มีการเปิดแอล/ซี และตนก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และได้ยื่นเรื่องต่อนายอภิรักษ์ ให้ระงับการเปิดแอล/ซี และขอให้เปรียบเทียบราคาสินค้าจากประเทศสเปน ที่อยู่ในมาตรฐานอียู เช่นเดียวกับออสเตรีย ซึ่งในขณะนั้น ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นตรงกัน ที่จะให้นายอภิรักษ์ ทบทวน และยุติการสั่งซื้อรถดับเพลิง เพราะการสั่งซื้อส่อเค้าว่าจะไม่โปร่งใส หากกทม.ซื้อต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภาครัฐ ซึ่งนายอภิรักษ์ ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดแอล/ซี นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า นายนาม ได้ถามว่า ถ้านายอภิรักษ์ไม่เปิดแอล/ซี จะโดนรมว.มหาดไทยปลดจะทำอย่างไร ตนตอบไปว่า เรื่องนี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะทำงานกฎหมายของพรรค เคยระบุว่า ถ้านายอภิรักษ์ถูกปลดจากเรื่องนี้ ก็เป็นการดี ถ้าปลด รัฐบาลทักษิณจะได้พัง เพราะนายอภิรักษ์ มาจากการเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงเป็นล้านคะแนน หากถูกปลดเพราะไม่เข้าไปร่วมกระบวนการทุจริต จะได้ฟ้องประชาชน ซึ่งทางพรรคก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
กก.บห.ปชป.บุกคตส. ให้การเป็นพยาน มัด “หล่อเล็ก” เปิดแอล/ซี ทำสัญญาซื้อดับเพลิงฉาวสมบูรณ์ เผยเคยทักท้วงแต่ไม่ฟัง แฉ!พีระพันธุ์ จ้องล้มรัฐบาลไทยรักไทย
“แต่ต่อมาก็มีการเปิดแอล/ซี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 โดยที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบ และเกิดปัญหาที่ส่อไปในทางทุจริตหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม อีก 1,300 ล้านบาท ที่กทม.ต้องเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเรือดับเพลิง และรถมิตซูบิชิ ที่เป็นของย้อมแมว ทำในไทย มาขายให้กทม. ซึ่งตัวผมเองได้ท้วงติง เรื่องดังกล่าวมาก่อน ที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ ผมก็เคยให้การต่อ ป.ป.ช. ดีเอสไอ และวันนี้ ก็มาให้การกับคณะอนุฯไต่สวนของคตส. ซึ่งเชื่อมั่นมาตั้งแต่เริ่มว่า เรื่องนี้มีการทุจริตอย่างแน่นอน ซึ่งนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวน ยืนยันว่า จะเรื่องทำเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อนหมดวาระ คตส. ในเดือนมิถุนายนนี้”นายยุทธพงศ์กล่าว
พปช.เปิดช่องทาง ปชช. คาด 2 สัปดาห์ ได้รายชื่อ 1 แสน แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคพลังประชาชนว่า แม้ช่องทางจะดำเนินการได้ 3 ช่องทาง คือ 1.โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เป็นผู้เสนอ 2. ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ และ 3. ประชาชนเป็นผู้เสนอ แต่จากการหารือในระดับแกนนำ เห็นตรงกันว่า เรื่องนี้ไม่ควรให้ ส.ส.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เพราะจะถูกมองว่าทำเพื่อตัวเอง
ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่ได้มีการวางไว้คือ บุคคลระดับแกนนำพรรค ได้สั่งการให้ ส.ส.ในพื้นที่รวบรวมรายชื่อประชาชน เพื่อขอเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่า จะได้รายชื่อประชาชนไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายชื่อแน่นอน
นอกจากนี้ ยังประเมินความคิดเห็นของประชาชน ผ่านการทำโพลล์ของสำนักต่างๆ พบว่า โดยผลสำรวจออกมาเป็นในแนวทางประชาชนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ และที่สำคัญเมื่อจำแนกความคิดเห็นของคนชั้นกลาง ก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านด้วย จึงยิ่งเป็นแกนหนุนให้มีการเร่งดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญ
กกต.ก้นร้อน!ตั้งกก.สอบฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว
ภายหลัง พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ (ผบก.ปม.) เข้าร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐานให้ตรวจสอบ กกต. เรื่องการดำเนินคดีการทุจริตฮั้วประมูลและทุจริตการเลือกตั้ง โดยกล่าวโทษ 2 ข้อคือ 1.กกต.มีพฤติกรรมไม่สุจริต 2.มีการฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง
ล่าสุดวันนี้ (28 มี.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กล่าวชี้แจงว่า กกต.ไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ และได้มีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ประกอบด้วย นายปกครอง สนุทรสุทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 และนายบุญเกียรติ์ รักชาติเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้ง ซึ่งการร้องครั้งนี้ถือว่ายังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังร้องเรียนได้ และอยู่ระหว่างที่ กกต. รอลงนามคำสั่งแต่งตั้ง หลังมีมติไปแล้ว
ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้กำหนดเวลาการสอบสวน และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรายงานไปที่ดีเอสไอ เพราะเห็นว่าต่างคนต่างควรทำหน้าที่ ส่วนจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่นั้น ตนไม่อยากคิด เพราะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนกระทำด้วยความสุจริตใจ ตัวเราก็ต้องโทษตัวเรา มายืนอยู่ตรงนี้ก็ต้องยอมให้ถูกด่าได้
พันธมิตรเสื่อม ตร.ประเมินแค่2พัน แฉ!แผนอุ้มกันเองป้ายสีรัฐบาล
"สุเทพ" แก้ต่างแทนพันธมิตรฯ ปชป.ไม่ห้าม "สมเกียรติ" ขึ้นเวที ตำรวจประเมินแค่ 2พันกว่าคน กทม.พร้อมดูแลทุกฝ่าย
การเปิดเวทีเสวนา "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประขาธิปไตย ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (28 มี.ค.) ออกอาการกร่อยอย่างเห็นได้ชัดจากหลายวันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพูดถึง และจากการสำรวจ โพลก็ยังชี้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและไม่คิดจะออกมาร่วมการชุมนุม
โดยที่ช่วงแรกนั้นมีการประกาศว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน แต่พอถึงใกล้วันเข้ามาก็มีการประเมินกันเองว่าน่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 4-5 พันคน ขณะที่ฝ่ายตำรวจประเมินตัวเลขได้เพียง 2 พันคนเศษ เท่านั้น
อย่างไรก็ดีสืบเนื่องจากความเสื่อมศรัทธาและเสื่อมความนิยมนี้เอง มีข่าวอ้างว่าจากกรณีที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าไปยืนยันการชุมนุมอย่างสงบนั้น ได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยโดยอ้างว่าถูกปองร้าย
อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวพนักงานสอบสวนระบุว่าจากการติดตามกลุ่มพันธมิตรฯ มาระยะหนึ่ง มีข้อมูลว่าการปองร้ายที่นายสุริยะใส กล่าวอ้าง อาจจะเป็นการกระทำโดยคนที่รู้จักกัน ซึ่งเป็นคนที่ชอบขว้างระเบิดใส่รถและบ้านตัวเอง โดยอาจมุ่งหวังใส่ร้ายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจยิ่งเพิ่มการดูแลใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงขยับตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ไม่กี่จังหวัด โดยมีข่าวว่า กลุ่มเครือข่ายเครือข่ายพันธมิตรฯสงขลาและเครือข่ายพันธมิตรฯสตูล จะสมทบกับเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ เข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในที่ 28มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีทั้งการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัว รถบัส และรถไฟ ซึ่งในส่วนของจังหวัดสงขลา และสตูลนั้นเบื้องต้นที่ได้รับตัวเลขยืนยันอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าเกินมีคนมาชุมนุมถึงกว่าหนึ่งร้อยคน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเรียกร้องกระบวนการยุติธรรมผนึกกำลังกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ว่า คิดว่า ต้องว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งไม่ทราบเจตนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า มีตรงไหนที่ทำให้กระบวนการสั้นลงได้ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาในเรื่องของความยุติธรรมต้องคำนึงถึงความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เพราะหากปล่อยให้ล่าช้าอาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมก็ได้
ส่วนความพยายามผลักดันเร่งด่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ จะเป็นการเติมเชื้อให้กลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนส่วนใหญ่ในประเทศรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามดิ้นรนให้พ้นผิดมากกว่า ดังนั้น พันธมิตรคงไม่เห็นด้วยและไม่พอใจอยู่แล้ว อย่างแน่นอน
เมื่อถามว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนออกมาเดินประท้วงในท้องถนนอีกรอบหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แล้วแต่ความรู้สึกของประชาชน ถ้าคนส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนั้นมากๆ ก็อาจเป็นสาเหตุได้
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้า ปชป. ว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายที่จะส่ง ส.ส.เข้าฟังการสัมมนาในครั้งนี้ และในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาก็ไม่มีการหยิบยกประเด็นขึ้นขึ้นมา โดยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นสิทธิที่กระทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ส่วนกรณีของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเคยเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ คงไปร่วมงานด้วย ซึ่งทางพรรคไม่ได้ห้ามและไม่ได้สนับสนุน
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษก ปชป. กล่าวว่า พรรคไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องหรือสนับสนุนให้ใครในพรรคไปร่วมการสัมมนากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะพรรคไม่ได้อยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังใคร ส่วนกรณีของนายสมเกียรติ คงต้องโทร.ถามเอาเอง เพราะไม่ทราบว่าจะไปร่วมงานหรือไม่
มท.1 เชื่อคนร่วมหร็อมแหร็ม
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่รู้สึกกังวลว่าผู้คัดค้านรัฐบาลจะขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์การยึดอำนาจเกิดขึ้นเหมือนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯไม่มาก ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย ยืนยันไม่ใช่เรื่องที่พรรคพลังประชาชนเห็นด้วย แต่คงเป็นเพราะความรู้สึกหมั่นไส้กลุ่มพันธมิตรฯ
"ไม่ได้มีการสั่งให้บันทึกเทปปราศรัยแต่อย่างใด เพราะเข้าไปดูในเว็บไซต์ผู้จัดการก็ได้ อยากด่าก็ด่าไป แต่ถ้าตนทนไม่ได้ ก็ด่ากลับ เพราะตนก็ปากจัดเหมือนกัน และถ้ากล่าวหาพาดพิง ก็แจ้งจับ แต่คิดว่าถ้าไม่ขนคนมา คนที่มาชุมนุมก็ไม่น่าจะมากเท่าใด เพราะคนพวกนี้มีใครพูดน่าฟังบ้าง พูดแล้วคนกลับบ้านหมด น่าจะเอามาสลายม็อบมากกว่า จริงๆ แล้วตนอยากให้ไปตั้งพรรคการเมือง เพื่อที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีกับเขาบ้าง" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
นอกจากนี้ รมว.มหาดไทย ยังกล่าวฝากถามถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า เคยทำอะไรให้ประชาชนบ้าง เพราะการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเท็จทั้งหมด และไม่กังวลว่าจะมีมือที่ 3 มาทำให้เหตุการณ์บานปลาย แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องแจ้งจับ
" ขอถามว่า นายสนธิเคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติบ้าง ยกตัวอย่างมาสิ ถึงผมจะชั่วดีถี่ห่าง แต่ก็ยังจับโจรผู้ร้ายมาตลอดชีวิต นายสนธิที่ออกมาพูดปาวๆ ได้ทำประโยชน์อะไรที่เป็นคุณูปการให้กับประเทศชาติบ้าง ที่กล่าวหาท่านทักษิณไว้ก็เท็จหมด ผมสงสารนายปานเทพ วงศ์พัวพัน ที่เมื่อก่อนมากินน้ำพริกปลาทูบ้านผมบ่อย แต่ไปโดนเสน่ห์นายสนธิที่ตรงไหน ถึงสร้างศัตรูไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อก่อนเรียกอาเหลิมๆ แต่วันนี้ด่าอาเหลิมแล้ว " ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว และว่า
"ผมไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทำอะไรก็ผิดอยู่แล้ว ตั้งแต่เรื่องแจกที่ดิน สปก.ให้เศรษฐีภูเก็ต ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ พรรคการเมืองพรรคนี้ ปกติมันต้องลงโทษตัวเองได้แล้ว อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชวน หลีกภัย ควรหยุดเล่นการเมืองได้แล้ว นายสุเทพ และนายชวน มีความรับผิดชอบบ้างหรือไม่ สังคมยังเชื่อถือ ผมไม่แปลกใจกับคนเหล่านี้ เพราะผมไม่ให้ความเชื่อถือมานานแล้ว" รมว.มหาดไทยกล่าว
สำหรับด้านการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวภายหลังการประชุมเตรียมการ ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ รักษาราชการแทน ผบตร. ได้สั่งกำชับดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งได้รับการยืนยันจาก ผบช.น.ว่า ทุกอย่างเรียบร้อยมีการเตรียมกำลังความพร้อมไว้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรน่าห่วง เนื่องจากการนัดรวมพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชุมนุม แต่เป็นการจัดในรูปแบบการสัมมนาและใช้พื้นที่เฉพาะในห้องประชุม ทำให้ง่ายต่อการดูแลความปลอดภัย โดยมีการประเมินว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาดังกล่าวจะมีอยู่จำนวนประมาณ 2,500 คน ตามความจุของหอประชุม
นอกจากนี้ จากการสอบสวนหาข่าวเชิงรุก ยังไม่พบว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น โดยขอให้เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งหากมีการละเมิดกฎหมายจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ส่วนการดูแลกลุ่มนายประชา ประสพดี สส.พรรคพลังประชาชน จ.สมุทรปราการนัดรวมพลกลุ่มประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชา ธิปไตยตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ในส่วนนี้ได้กำชับกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่โดยรอบโรงแรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน โดยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ บก.น.1 และตำรวจจราจร จาก บก.จร. ตั้งด่านตรวจบริเวณแยกผ่านพิภพลีลา ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์ และประตูทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งท้องสนามหลวง เน้นตรวจสอบรถจักรยานยนต์ที่อาจจะไม่หวังดีเข้ามาก่อความวุ่นวาย รวมถึงตรวจค้นอาวุธต่างๆ ด้วย และจัดกำลังปราบจลาจล จาก บก.ตปพ. อีกจำนวน 150 นายเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันเดียวกันนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ สส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และรองหัวหน้าพรรค เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ก่อนเข้าประชุมซึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับการดูแลความเรียบร้อยการเสวนา "กลุ่มพันธมิตรฯ" และ "กลุ่มมหาประชานฯ" ในที่ห้องประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และโรงแรมรัตนโกสินทร์ ก่อนเดินทางกลับด้วยรถเบ็นซ์ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ฉล 5555 กทม. โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
มหาประชาชนฯ ยกเลิกเสวนา
ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย นายประชา ประสพดี ตัวแทนกลุ่มฯ แถลงข่าวเลื่อนการจัดเสวนาเรื่องประชาธิปไตย ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ แม้จะมีประชาชนตอบรับที่จะเข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนมาก เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาบานปลายหากประชาชนที่มาเข้าร่วมเสวนาเกิดไปปะทะกับประชาชนที่เข้าร่วมงานสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกันที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อย่างไรก็ดี กลุ่มมหาประชาชนฯ จะส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์การจัดสัมมนาภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร และมีผู้เข้าร่วมงานมากน้อยเพียงใด และอีกประมาณ 7 วันจะออกมาเปิดข้อมูลสำคัญ
นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รักษาการผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้หารือร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบ.ชน.) ถึงการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยกลุ่มแรกจัดชุมนุมที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกกลุ่มจัดที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยในส่วนกทม.ได้จัดรถสุขาเคลื่อนที่จำนวน 6 คัน ไว้ที่ถนนมหาราช ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม พร้อมทั้งได้จัดเตรียมรถน้ำ รถไฟฟ้าส่องสว่างไว้คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ จะไม่ให้กลุ่มพ่อค้าหาบเร่แผงลอยนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจำหน่ายในบริเวณที่จัดการชุมนุม สนามหลวง และพื้นที่ใกล้เคียงโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ หากมีผู้มาชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯล้นจนเกินออกมา กทม.จะจัดพื้นที่ของท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือไว้ให้กับผู้ชุมนุมเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร รวมถึงจัดเตรียมสถานที่จอดรถไว้ทางด้านทิศเหนือของสนามหลวงเช่นกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
พวกบ้า!หมิ่นรากหญ้าขวางแก้รธน.
ท่ามกลางกระแสการแก้ไขรัฐธรมนูญ 2550 ฉบับเจ้าปัญหา ที่หลายฝ่ายทั้งฝ่ายการเมือง นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา ประชาชน ตลอดจนองค์กรภาคประชาชน ต่างมีความเห็นพ้องกันว่าสมควรแก้ไข เพราะเป็นกฎหมายที่ร่างขึ้นในบรรยากาศเผด็จการ และมีสาระสำคัญสืบทอดอำนาจอำมาตยาธิปไตย เป็นการสกัดกั้นการดำเนินงานในทางการเมือง และจะเป็นผลกระทบต่อการเมืองไทยรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในวันข้างหน้า นั้น
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในส่วนของพรรคพลังประชาชนเห็นควรเพิ่มกรอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มากขึ้น ซึ่งหากถามความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ก็อยากให้แก้ จะเห็นได้จากช่วงที่มีการลงประชามติและเป็นช่วงที่มีการทำรัฐประหาร ประชาชนกว่า 10 ล้านคนก็ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และหากทำในช่วงที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเข้าใจว่าจะมีคนกล้าตัดสินใจ หรือแสดงความเห็นมากขึ้น และจะหาเสียงสนับสนุนได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีวิธีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนได้หลายด้าน ทั้งจากสื่อมวลชนและรูปแบบอื่นๆ
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะอธิบายอย่างไรว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง นายจักรภพ กล่าวว่า หากขยายวงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ถูกละเมิด ประชาชนก็จะเกิดความชัดเจนว่าไม่ได้ต้องการช่วยเหลือพรรคพวกตัวเอง
นอกจากนี้ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่การล้างมลทินให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และพวกพ้อง การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพูดชี้นำอย่างนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อนำประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ มองไปที่ระบอบการปกครองประเทศอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้ประชาชนทุกคน ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกัน และเรื่องนี้ไม่ควรเล่นเกมมวลชน แต่ควรปล่อยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามขั้นตอน ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเต็มที่ก่อนตัดสินใจ
เมื่อถามว่าประชาชนห่วงจะเป็นไฟไหม้ฟาง นายจักรภพ กล่าวว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เคยเป็นไฟไหม้ฟาง และขอยืนยันว่าจะต้องทำแน่อน แต่จะทำมากน้อย ทำเมื่อไร อย่างไร เป็นประเด็นที่เรากำลังอภิปรายกันอยู่
ส่วนกรณีที่กลุ่มองค์กรต่างๆ อาทิ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาคัดค้าน เคลื่อนไหวจะทำให้การชุมนุมขยายวงกว้างออกไปหรือไม่นั้น นายจักรภพ กล่าวว่า ถ้าใครว่างงานมากก็ควรจะรวมกลุ่มกันเพื่อจะหาจุดยืนของตนเองว่าจะไปทำอะไรต่อไปในชีวิต ถือเป็นสิทธิส่วนตัวแต่ละบุคคล แต่ขอให้แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะต้องไม่ได้สิทธิที่มากกว่าคนอื่น
ขณะเดียวกันนายจักรภพ ก็ย้ำด้วยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องทำได้อย่างแน่นอน เพราะบางมาตราเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล ทำให้การแก้ปัญหาให้กับประชาชนทำได้ยาก เชื่อว่าจะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ เพราะจะเป็นการนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และจะสั่งการให้สื่อของรัฐเร่งให้ความรู้ และข้อมูลกับประชาชน เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่
ทางด้านนายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงความเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เนื่องจากโทษหนักเกินไป แค่การกระทำผิดของคนๆ เดียวไม่น่าจะรวมไปถึงพรรคการเมืองทั้งพรรค และมองว่าโดยหลักการแล้วไม่ชอบ เพราะเหมือนทำผิดน้อย แต่ได้รับโทษมหาศาล
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 แสดงความเห็นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหากข้อกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดทางตันทางการเมือง ก็สมควรจะแก้ ส่วนหากมีการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ถามว่าควรทำประชามติหรือไม่นั้น ตนคิดว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญจริง ควรจะร่างใหม่โดยนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาต่อยอดแล้วให้ประชาชนลงประชามติ หากมีการแก้เพียงไม่กี่มาตราก็ไม่ควรทำประชามติ เนื่องจากการทำประชามติในแต่ละครั้งจะเสียงบประมาณจำนวนมาก และประชาชนก็ต้องเสียเวลา
"การจะยุบพรรคอยากให้คำนึงถึงการตัดสินของประชาชนด้วย จะเขียนกติกาอะไรก็แล้วแต่ ในเมื่อให้ประชาชนไปเลือกตั้งแล้ว ขณะที่ กกต. ก็มีอำนาจเต็มมือแล้วในที่สุดประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคนี้เข้ามา ก็ต้องยอมรับกันบ้าง แล้วเมื่อรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถนำพาบ้านเมืองให้รอดไปจากวิกฤตตรงนี้ไปได้ เนื่องจากติดขัดที่ตัวบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไม่แก้เหรอ" นายคณินกล่าว
นายคณิน กล่าวด้วยว่าถึงแม้พรรคพลังประชาชนจะพ้นจากการเป็นรัฐบาลไป แล้วพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีแต่กับระเบิดทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามันไปวางไว้ตรงไหนบ้างก็ไม่รู้ คือว่าความคิดของอมาตยาธิปไตยคนที่ไปนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างนะ มองนักการเมืองชั่ว มองนักการเมืองเลว แล้วก็มองดูถูกประชาชนคนระดับรากหญ้า หาว่าโลภเห็นแก่เงินซื้อเสียง 100-200บาท พวกนี้ไม่เคยมองความเป็นจริงของประเทศไทย
อย่างน้อยๆ ก็มีคนประมาณ 40-50 % ที่อยู่ในระดับรากหญ้า ถามว่าคนจนใช่หรือไม่ที่ปลูกข้าวให้เรากิน คนจนใช้หรือไม่ที่สร้างบ้านให้เราอยู่ แลัวไม่ใช้คนจนหรือที่ต้องทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัว ไปลำบากในต่างแดนเพื่อที่จะส่งเงินมาเพื่อเอาไปช่วยประเทศ
"พอถึงเวลาที่มีการเลือกตั้งก็ให้ประชาชนไปเลือกตั้ง แต่พอเลือกมาแล้วหาว่าประชาชนเลือกไม่เป็น บอกว่าพวกนี้เห็นแก่เงิน มันบ้าไปแล้วสังคมแบบนี้ เชื่อผมเดี๋ยวมันก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำให้สังคมอยู่ได้มัยก็ต้องยอมรับความจริงกัน ในที่สุดก็ต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ถ้ายังไม่ยอมรับประชาชน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่จะเป็นคนจนที่อยู่ในระดับรากหญ้า ในที่สุดบ้านเมืองก็พังแล้วก็มีให้เห็นมากหลายประเทศแล้ว"
ขณะเดียวกันในตอนสายวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายสามารถ แก้วมีชัย คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อขอเชิญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมส่งตัวแทนเข้าร่วมในการระดมความคิดเรื่อง "แก้รัฐธรรมนูญ 2550" ในวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่โรงแรมเดอะแกรนด์ รัชดา ถ.รัชดาภิเษก
โดยนายแพทย์เหวง กล่าวว่า เนื่องด้วยรัฐธรรมนูญปี 50 ยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร ซึ่งไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ดังนั้น องค์กรภาคประชาชน จึงร่วมกับนักวิชาการ อดีต ส.ส.ร.ปี40 และผู้รักประชาธิปไตย จัดเสวนาระดมความคิดเห็น พร้อมจะเชิญ ส.ว.ชุดปัจจุบันเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ในการเสวนา สมาพันธ์ประชาธิปไตย เห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อย่าไประบุเพียงแค่มาตรา 237 เพียงเรื่องเดียว
เช่นเดียวกับ นายคารม พลทะกลาง ตัวแทนชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์
โดยนายคารม กล่าวว่าได้ยื่นให้กับทุกพรรคสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยเฉพาะมาตรา 237 และ 309 ซึ่งทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง โดยจะเสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเป็นต้นร่างในการแก้ไข
ขณะเดียวกันก็มี ส.ส.อีสาน พรรคพลังปรัชาชนบางส่วนที่เห็นแตกต่าง โดยมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเชื่อว่าการยุบพรรคคงจะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ อีกทั้งไม่ต้องการเห็นสังคมมองว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองเอง และอยากให้รอดูผลคดียุบพรรคชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตยก่อน
ส่วนที่ก่อนหน้านี้เอแบคโพล ได้สำรวจความคิดเห๋นประชาชนใน 18 จังหวัดกระจายไปทุกภูมิภาค โดยมีกลุ่มตัวอย่างกว่า 3 พันคน ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น
ผลการสำรวจดังกล่าวทำเอาพรรคประชาธิปัตย์รับไม่ได้ จนนายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคถึงกับออกอาการ ย้อนถามเอแบคโพล ว่าไปถามคนกลุ่มไหน ถามเบี่ยงเบนหรือไม่ พร้อมทั้งประกาศด้วยว่าจะขวางแก้ ม.237 เต็มที่
'สมัคร'แฉอำนาจเก่าจ้องปฏิวัติรอบสอง
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างการพบปะกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้รับเอกสารลับที่แทรกมากับเอกสารการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเขียนด้วยลายมือ แจ้งเตือนว่ามีขบวนการจ้องล้มล้างทำลายรัฐบาล โดยมีการประชุมกันเพื่อเตรียมปฏิวัติอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามยังหาเหตุผลในการทำปฏิวัติไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีไม่พูดชัดว่าจะสามารถนำมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนได้หรือไม่ เนื่องจากเกี่ยวพันกับคนหลายกลุ่ม และยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อป้องปรามคนบางกลุ่ม และคิดว่าคนของพรรคพลังประชาชน คนไม่ใช้วิธีการเช่นนี้
"ขณะนี้ยังมีคนบางกลุ่มพยายามวิ่งเต้นเคลื่อนไหว เพราะคิดว่ายังสามารถทำให้เกิดการปฏิวัติได้ ผมก็คงจะไม่ตอบโต้ เพราะเชื่อว่าไม่สามารถปฏิวัติได้ ในที่สุดคนกลุ่มนี้ก็จะเลิกแนวคิดนี้ไปเอง" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี ไม่ขอตอบว่าคนกลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมือที่มองไม่เห็น ทหาร หรือแม่ทัพภาคที่ 1 หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่กลัวที่จะถูกปฏิวัติ โดยจะมีความพยายามจับจ้องเล่นงานรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงหนังสือเรื่อง "ลับ ลวง พราง ปฏิวัติปราสาททราย" ว่าเป็นแค่การเขียนหนังสือแบบหนึ่งที่ผู้แต่งไม่ใช่ผู้เขียน และมีผู้ที่รู้สึกอึดอัดจากหนังสือเล่มนี้หลายคน โดยได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่มีชื่ออยู่ในหนังสือดังกล่าวแล้ว และมีความเข้าใจกันดี
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเย็นวันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้สึกเป็นกังวล แต่ไม่ขอประเมินเพราะไม่ใช่นักวิชาการ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนั้น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องฟังเสียงของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ไม่เป็นปัญหา ส่วนตัวย้ำว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309
นอกจากนี้ยังไม่มีปัญหาที่ ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพรรคกว่า 50 คน ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไข ส่วนหากแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทันแล้วจะต้องมีการยุบพรรคเกิดขึ้นคงช่วยไม่ได้ และยังไม่มีแนวคิดการนิรโทษกรรม เพราะแค่คิดก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์แล้ว
henghengจาก hi-thaksin
อํานาจ!!!ไม่เข้าใครออกใคร
ตื่นเช้ามาสอดรู้สอดเห็นโผล่มา เสพข่าวสารบ้านเมืองต้องหยุดแปรงฟันล้างหน้าตัวเองเจอตัวจริงเสียงจริงบนจอทีวีช่องหนึ่ง เชิญนักข่าวสาวสายทหาร จากค่ายหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ‘ วาสนา นาน่วม ' ผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ที่มาของการรวบรวมประมวลที่เขียนมาทั้งหมด และทัศนะที่น่ารับฟังว่าทุกอณูจิตใต้สำนึกของทหารเรื่องปฎิวัติมันฝังหัวไม่มีวันดับมอดม้วยอย่างเด็ดขาด เชื้อปะทุระเบิดก้อนนี้มันจุดติดตลอดเวลาในสังคมไทย ซึ่งทหารเองเขาคิดเสมอว่าเขามีส่วนพิทักษ์รักษาชาติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แก้ไขยาก ทัศนะผู้เขียนหนังสือลับลวงพราง ชัดเจนที่สุดว่าการเมืองกับทหารแยกออกจากกันไม่ได้ การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น ฉะนั้นมีหนทางเดียวที่ทหารต้องเลิกคิดการปฎิวัติเสีย โดยคำนึงทั่วโลกเขาไม่คบค้ารับรองรัฐบาลที่มาจากปลายกระบอกปืนโดยเด็ดขาด ประเทศชาติเสียหายมากกว่าได้...นี่คือข้อสรุปตรงไปตรงมา อยากเปรียบเทียบประเด็นทหารกับการเมืองที่ถูกมองข้าม ประเด็นดังกล่าวหลายคนในรัฐบาล คมช.รวมทั้งนักวิชาการหลายท่าน ให้ความเห็นว่าการที่ พล.อ.สนธิ จะเล่นหรือไม่เล่นการเมืองเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิทธิทางการเมืองโดยทั่วไปของคนไทยที่พึงจะกระทาได้ (หากไม่ถูกเพิกถอนทางการเมืองเสียก่อนตามแผน 4 ขั้น) และในเมื่อ พล.อ.สนธิ เป็นทหาร เมื่อปลดประจําการก็เป็นข้าราชการเกษียณอายุที่พึงมีสิทธิ์ในการดำเนินการทางการเมืองตามระรอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในอดีตก็มีนายทหารไม่ว่าจะเป็น บิ๊กซัน หรือ บิ๊กจิ๋ว ดำเนินการทางการเมืองภายหลังเกษียณจากกองทัพ ดังนั้นการลงเล่นการเมืองของประธานคมช. จึงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด มันแปลกครับ...มันเป็นความแปลกบนความไม่แปลก ที่เกิดขึ้นบนมิติของความแตกต่างในที่มาแห่งอำนาจ แปลกแรกคือ ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก และ พล.องชวลิต ยงใจยทธ ไม่เคยกระทำการโค่นล้มรัฐบาลหรือปฎิวัติรัฐประหาร... แปลกที่สองคือ บทบาทผู้นำของทั้ง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิต มาจากการต่อต้านการยึดอำนาจและเป็นผู้ปราบกบฏ... แปลกที่สามคือ ก่อนเข้าสู่การเมือง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิต ไม่เคยดํารงตําแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือตำแหน่งในลักษณะเดียวกัน อันมาจากการยึดอำนาจ... ทั้งหมดล้วนเป็นคุณสมบัติที่ทั้ง พล.อ.อาทิตย์ และ พล.อ.ชวลิติ มี แต่ พล.อ.สนธิ ไม่มี ในเมื่อที่มาแห่งอำนาจแตกต่างกัน ดังนั้นตรรกะในการเลือกที่จะเข้าสู่เส้นทางแห่งอำนาจทางการเมืองก็ย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตัวของผู้เข้าสู่อำนาจคือพล.อ.สนธิ เองจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะมองเห็นความชัดเจนในตรรกะดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด สิ่งที่น่าเห็นใจคือมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ศักยภาพดังกล่าวในตัวมนุษย์อาจจะถูกบดบังด้วยอำนาจหอมหวนแห่งอำนาจ เป็นอำนาจที่มีในปัจจุบัน... เป็นอำนาจที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว... ขณะเดียวกันก็เป็นอำนาจที่พยายามจะรักษาไว้ในอนาคต... ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความหอมหวนของอำนาจที่อาจจะรักษาไว้ได้ด้วยการกระโจนเข้าสู่หลุมดำ ตามคําเตือนของคุณหมอประเวศ วะสี สืบย้อนถึงประเด็นที่มาเรื่องดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีที่มาจากทฤษฎีการโยนหินถามทางของคนหน้าเดิมในรัฐบาล เป็นหินก้อนเดียวกันจากการโยนของคนเดียวกัน ที่เปิดประเด็นเรื่อง เขตปกครองพิเศษภาคใต้ และต่อมาภายหลังต้องกลับลำ กับคําพูดของตนเองแบบเกือบหมดสภาพเป็นหินที่ถูกโยน โดยมุ่งหวังจะดูแรงกระเพื่อมของน้ำจะขยายวงกว้างขนาดไหน อันที่จริงแล้วไม่มีความจำเป็นอันใดเลย ที่จะต้องโยนหินถามทาง ให้เปลืองแรง เนื่องจากประเด็น เรื่องการลงเลือกตั้งหรือไม่ของ พล.อ.สนธิ นั้น ผู้ที่จะตอบได้ดีที่สุดคือตัว พล.อ.สนธิ เอง หากพยายามทำความเข้าใจ และประยุกต์ใช้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ดี 3 ห่วง 2 เงื่อนไขตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความมีเหตุผล ความพอประมาณ การมีภูมิคุ้มกัน การใช้ความรู้และคุณธรรม ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจการดารงชีวิตในระดับปัจเจกบุคคลได้เป็นอย่างดี พล.อ.สนธิ ควรตอบตนเองให้ได้เสียก่อนว่า การที่จะตัดสินใจเข้าสุ่สนามเลือกตั้งนั้นมีเหตุผลหรือไม่...เมื่อเทียบกับสถานะปัจจุบันของตนเอง ซึ่งมีที่มาจากการใช้กำลังยึดอำนาจจากรัฐบาลประชาธิปไตย สถานะของประธาน คมช. ยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ยึดติดอำนาจ รวมไปถึงความชอบธรรมในการยึดอำนาจที่ พล.อ.สนธิ จะต้องสูญเสียไป โดยในที่สุดประชาชนจะมองว่า เป็นการยึดอำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง... มีความพอประมาณหรือไม่...กับสถานะของการเป็นประธาน คมช. ที่หากมองแล้ว ควรจะต้องเป็นกลางในการสร้างความสมานฉัทน์และความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศ ถึงแม้จะอ้างว่าสถานะของความเป็นประธาน คมช. ของ พล.อ.สนธิ จะหมดไปพร้อมวาระของ คมช. เมื่อมีการเลือกตั้ง ดังนั้นการเข้าสู่การเมืองจะไม่เกี่ยวกับสถานะของปราน คมช. ซึ่งจะต้องหมดไปแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานะมันหมดไปจริงหรือไม่ อย่าลืมว่าปรากฎการณ์ในโลกมนุษย์มีหลายสิ่งที่ไม่สามารถแยกความจริงกับความไม่จริงออกจากกันได้ หากแต่สิ่งใดที่ประชาชนเห็นว่าเป็นความสําคัญ นั่นก็คือความจริงสําหรับประชาชน ภูมิคุ้มกัน...ดูจะเป็นเหตุผลที่ใกล้เคียงที่สุดที่ พล.อ.สนธิ อาจใช้อ้างในการตัดสินใจลงเล่นการเมืองได้ นั่นคือ เพื่อหาภูมิคุ้มกันอำนาจให้กับตนเองภายหลังเกษียณอายุราชการ เพื่อป้องกันการเอาคืนจากกลุ่มอำนาจเก่า ความรู้...ทักษะของการเป็นทหารสายอาชีพ กับทักษะการเป็นนักการเมืองข้อนี้ อดีตผู้นากองทัพ เช่นนายกฯสุรยุทธ์ ได้ให้ความเห็นสั้นๆแล้วว่า ไม่เหมือนกัน และไม่ง่าย คุณธรรม...ที่ผ่านมา พล.อ.สนธิ ให้การยึดมั่นกับคุณธรรมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความกตัญญู การรักษาคําพูด การไม่แบ่งแยกฝ่าย และการให้อภัย เมื่อประมวลสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน พล.อ.สนธิ น่าจะมีคาตอบสุดท้ายสำหรับการตัดสินใจดังกล่าวของตนเองจานาไปสู่ความยั่งยืนในภาคการเมืองหรือไม่อย่างไรและบทบาทของ พล.อ..สนธิ ถูกสังคมจับตามองในมุมมองอีกมิติหนึ่ง เป็นรูปแบบที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นครั้งก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นมิติที่หลุดพ้นจากสถานะของปัจเจกบุคคลที่ พล.อ.สนธิ คือ พล.อ.สนธิ แต่เป็นมิติในบทบาทของสถาบันที่ พล.อ.สนธิ คือ กองทัพ และกองทัพคือ พล.อ.สนธิ การเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ถึงแม้จะเป็นการลงสมัครรับเลือกตั้งตามสิทธิ์โดยชอบธรรม แต่เป็นการยากที่จะสลัดภาพของการสืบทอดอำนาจจากกองทัพ เรายังพอจํากันได้กับเหตุการณ์เมื่อ 9 เดือนก่อน ภายหลังการปฎิวัติที่ประธาน คมช. ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันกับประชาชนมาโดยตลอดว่า ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองแต่อย่างใด และสมาชิกใน คมช.เอง ก็ไม่เห็นมีใครแสดงท่าทีการสืบทอดอำนาจหรือสนใจทางการเมืองแต่อย่างใด หลายๆ คน ยังคงพอจํากันได้ กับคําให้สัมภาษณ์ที่หนักแน่นและเข็มแข็งแบบชายชาติทหารของประธาน คมช. เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการสืบทอดอำนาจในอนาคต โดยประธาน คมช. กล่าวย้ำ พร้อมทั้งชี้นิ้วไปที่อกตนเองอย่างสง่าผ่าเผย ด้วยคําพูดที่ว่า ‘ นั่นไม่ใช่ตัวผม ไม่ใช่ พล.อ.สนธิ ' พวกเรายังจํากันได้ และ พล.อ.สนธิ เอง ก็ย่อมจําได้ ฤาว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ ไม่ใช่ตัวตนของ พล.อ.สนธิ ตอนนั้น คืนรัง
กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ติอต่อกันหลายวัน กับการตัดสินใจจะล่นการเมืองหรือไม่ของ พล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเจ้าตำรับ แผนพิฆาต 4 ขั้นตอน ที่ได้กระทำการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทิ้ง เมื่อสองขวบปีที่ผ่านมา









