เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 28, 2008
จักรภพ ยืนยัน พลังประชาชนไม่เคลื่อนไหวเผชิญหน้าพันธมิตร
ชูศักดิ์ ไม่สน สมัคร เดินหน้าแก้ รธน.มาตรา 309
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ส.ส.ภาคอีสาน พรรคพลังประชาชน บางส่วนไม่เห็นด้วยกับการเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ในการประชุมพรรคที่ผ่านมา ไม่เห็นมีใครว่าอะไร เรื่องนี้พรรคมีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น การที่ออกมาพูดว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คงไม่ใช่เรื่องจริง ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พรรคพลังประชาชนต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายใน 3 เดือน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่ทัน เพราะต้องมีการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติม และบรรจุเข้าระเบียบวาระประชุมสภาฯ เรื่องนี้ไม่ได้มีการตั้งธงไว้ เพียงแต่เป็นเรื่องที่พรรคเห็นสมควรว่าจะต้องมีการแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญมีเรื่องของความไม่เป็นธรรม และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค ต่อกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 309 (การรับรองรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2549 นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่านายสมัครคิดอย่างไร เนื่องจากนายสมัครมีภารกิจมาก อาจจะไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้ ก็จะต้องชี้แจงให้ทราบว่าจะต้องเดินหน้าต่อไป “อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด การแก้มาตราดังกล่าว มันไม่ใช่เรื่องการเสียศักดิ์ศรี หรือไปอายอะไรที่อยากจะแก้มาตรานี้ เพราะเขาไปเขียนไว้ว่า ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถ้าเรายกเลิกมาตรานี้ ประกาศที่เราใช้อยู่ก็ยังคงเป็นประกาศอยู่ แต่ผู้ที่เสียหายเขามีสิทธินำมาต่อสู้ได้ว่า ประกาศนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย” นายชูศักดิ์ กล่าว ส่วนเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายกับกลุ่มคนที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายชูศักดิ์ไม่เชื่อว่าจะมีความวุ่นวายขนาดนั้น โพลที่ออกมาก็เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกพรรคการเมืองก็บอกเหมือนกันหมดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ต้องการแก้ไข เพียงแต่อาจจะเห็นแตกต่างกันว่า จะแก้ประเด็นไหน แต่ที่เห็นตรงกันก็มีเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีการขอเปิดสภาฯ สมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องหารือกันก่อนว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนมากมาย. - สำนักข่าวไทย
ทำเนียบฯ 28 มี.ค. - “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ไม่สนใจ “สมัคร สุนทรเวช” เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ชี้ “สมัคร” อาจไม่รู้รายละเอียด หรือเข้าใจผิด เตรียมเข้าชี้แจง พร้อมยืนยันต้องแก้ไข
อัพเดตเมื่อ 2008-03-28 17:05:22
สมัคร ไม่สนใจ พปช.เสียงแตก แก้ รธน.
ทำเนียบฯ 28 มี.ค.-“สมัคร” ไม่สนใจที่สมาชิก พปช. มีความเห็นเรื่องแก้ไข รธน.ไม่ตรงกัน ระบุเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคมีความเป็นประชาธิปไตย และเรื่องนี้ยังมีเวลาอีกนาน แต่ย้ำแก้ รธน.จะดูทั้งฉบับ ยืนยันแก้ ม.237 ไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวสมาชิกพรรคพลังประชาชนเกิดความแตกแยกเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ความเห็นไม่ตรงกัน ไม่น่าจะมีปัญหา ยังมีเวลาอีกมากที่จะจัดการเรื่องนี้ และว่าเมื่อก่อนใครบอกว่า พรรคนี้เป็นเผด็จการ คราวนี้หัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรคส่วนหนึ่งเห็นไม่ตรงกัน แสดงว่าเป็นประชาธิปไตยดี
นายสมัคร ยืนยันว่าหากจะแก้ไข ก็ตรวจดูทั้งฉบับ ที่พูดถึงมาตรา 309 (การรับรองรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2549 ไม่เอา เพราะเป็นมันเป็นผลไปแล้ว รัฐธรรมนูญออกมา เขาก็ได้ประโยชน์ไปเรียบร้อยแล้ว เวลานี้ไม่มีอะไรแล้ว หากทักท้วงก่อนออกก็มีประโยชน์ แต่ออกมาแล้วไม่มีประโยชน์ แต่สำหรับมาตรา 237 (เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และการยุบพรรค) 237 มีประโยชน์แน่ เพราะการเมืองยังเดินอยู่ในสภาฯ เลือกตั้งยังมีอยู่
“อย่างน้อยคนรัฐมนตรีต่างประเทศ กับนายกรัฐมนตรี เห็นเหมือนกันว่า มาตรา 309 ไม่จำเป็นต้องไปแก้ให้เป็นขี้ปากเขาเปล่า ๆ แต่มาตรา 237 มีประโยชน์ เพราะการเลือกตั้งซ่อมยังมี และผมเห็นว่า แก้มากก็ได้ประโยชน์ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตอนเขาร่างก็บอกแล้วว่า ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ เราไม่อยากเห็นรัฐบาลอ่อนแอ เราก็จัดการ เพื่อให้รัฐบาลวันข้างหน้า จะได้แข็งแรงขึ้นเท่านั้นเอง ผลที่ทำมาแล้วก็ไม่ใช่สำหรับเราเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีประโยชน์” นายสมัคร กล่าว
ต่อกรณีที่ให้ ส.ส.ภาคอีสาน รวบรวมรายชื่อประชาชน 3,000 – 5,000 คน เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หารือกันหรือยัง นายสมัคร กล่าวว่า รัฐบาลสามารถยื่นได้ไม่ต้องไปรบกวนประชาชนขนาดนั้น อย่าลืมว่ารัฐบาลประกอบด้วย 6 พรรคการเมือง ฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองทั้ง 6 เสนอมา รัฐบาลก็รับแล้วเอาไปยื่น
ส่วนที่นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น อ้างว่ามี ส.ส.ประมาณ 50 คน ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนดีกว่า นายสมัคร ย้ำว่าไม่เป็นปัญหา พร้อมย้อนถามว่า เห็นว่าเป็นปัญหาตรงไหน ความเห็นไม่ตรงกัน แล้วมันไม่เป็นประชาธิปไตยหรือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตัดสินใจครั้งสุดท้าย ว่าจะแก้มาตรา 309 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเสียงหัวหน้าพรรค หรือการคุยร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล นายสมัคร กล่าวว่า เวลาที่เสนอมาที่รัฐบาลก็อยู่ร่วมกัน 6 พรรค และย้ำว่าอะไรที่ทำให้รัฐธรรมนูญไม่ดี ทำให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่แข็งแรงก็จะพยายามแก้ไข
ต่อข้อถามว่า แก้มาตรา 237 เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองที่ต้องการไม่ให้เกิดการยุบพรรคใช่หรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า เวลานี้อย่างไรก็ยุบ แต่ทำไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีมาตรา 237 วรรคสอง ต่อไปใครผิดก็ปลิดทิ้งไป เวลานี้ใครผิดคนหนึ่งไม่ต้องฟังเลย ต้องถือว่าทั้งพรรคหมด เราก็แก้ไขตรงนี้เมื่อแก้ไขแล้วจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่ว่า
เมื่อถามว่า ประเมินสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้อย่างไร นายสมัคร กล่าวว่า ไม่ใช่นักวิชาการ เป็นนักการเมือง หากจะประเมินก็ประเมินในใจ ไม่ไปบอกใคร ส่วนที่นักวิชาการออกมาชี้ว่า อุณหภูมิทางการเมืองเริ่มร้อนขึ้น นายสมัคร กล่าวว่า จริงหรือ แถวไหน แต่ตนว่าไม่ อากาศเริ่มร้อน อุณหภูมิทางการเมืองยัง และว่า “อากาศร้อนขึ้นจริง แต่การเมือง ผมยืนยันว่า ไม่ร้อนและไม่ต้องประเมิน”.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-03-28 16:54:29
ประชุมเปิดตำแหน่งรับ “พล.ต.อ.เพีรยวพันธ์-พล.ต.ท.ชลอ” วันนี้
สมัคร เตรียมนั่งหัวโต๊ะ ประชุม ก.ต.ช. เพื่อเห็นชอบตำแหน่ง รองผบ.ตร. –ผช.ผบ.ตร. คาด ทั้ง2 ตำแหน่งรองรับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และพล.ต.ท.ชลอ กลับ หัลงโดน คมช.สั่งย้าย
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่า พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งการประชุม ก.ต.ช. จมีขึ้นในวันที่ 28 มี.ค. เวลา 15.00 น. ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นประธานการประชุม โดยมีวาระการประชุมสำคัญเพื่อให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่ง รองผบ.ตร. 1 ตำแหน่งและผู้ช่วยผบ.ตร. 1 ตำแหน่ง ตามมติเห็นชอบของที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
นอกจากนี้ มีวาระการพิจารณาการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อแบ่งงานรองผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลและงานใหม่
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในการเปิดตำแหน่ง รองผบ.ตร.และผู้ช่วยผบ.ตร.เป็นการเพื่อรองรับการยื่นคำร้องสมัครใจขอโอนกลับเข้ารับราชการของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพล.ต.ท.ชลอ ชูวงศ์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อคืนความชอบธรรมให้กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ และ พล.ต.ท.ชลอ ที่ถูกคำสั่ง คมช.ให้ไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหลังจากมีการปฏิวัติรัฐประหารรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ เมื่อที่ประชุมก.ต.ช.อนุมัติการเปิดตำแหน่งดังกล่าว จะมีการนำรายชื่อเข้าที่ประชุม ก.ตร.พิจารณาแต่งตั้งในวันที่ 2 เมษายน พร้อมมีการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งใหญ่ในระดับผบช.- ผบก. ทั่วประเทศต่อไป
หมอเหวง เชื่อ ปชช.ไม่ร่วมสังฆกรรมพันธมิตรฯ
นพ. เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนและทางกลุ่มจะไม่ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุม
ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยเชื่อประชาชนไม่ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ ชี้ข้อกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป้นเรื่องเข้าในผิด เพราะคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาได้อยู่ในชั้นศาลแล้ว
ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงเย็นวันนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดการยั่วยุ ส่วนเหตุผลของการชุมนุมนั้น ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า พิจารณาโดยลึกซึ้งแล้วไม่ตรงกับความจริง
เช่น การต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 แต่ที่จริงรัฐบาลต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาได้อยู่ในชั้นศาลแล้ว
ทั้งนี้นพ. เหวง เชื่อว่า ประชาชนจะสนับสนุนการชุมนุมน้อยกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว และการชุมนุมจะยุติลงไปเอง
อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้เชิญชวน ส.ส. และ ส.ว. ระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันจันทร์หน้า
“ณัฐวุฒิ”ยุแฉหลักฐานกระชากหน้ากาก“ไอ้โม่ง”บงการโกงเลือกตั้ง
ข้อสังเกตของพรรคพลังประชาชนต่อการทุจริตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งบางเขตพบว่า คะแนนของผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชน กับผู้สมัครส.ส.ของอีกพรรคหนึ่งต่างกันมาก ล่าสุดหลังจากที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ (ผบก.ปม.) และเจ้าของค่ายมวยชื่อดัง ออกมาร้องทุกข์ต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมยื่นเอกสารหลักฐานเรื่องการทุจริตฮั้วประมูลและทุจริตเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 5 คนซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง
“ณัฐวุฒิ” ชี้ กกต.ทุจริตเลือกตั้งส.ส. มี “ไอ้โม่ง” บงการเบื้องหลัง วอนอดีตผู้สมัคร ส.ส. ทุกพรรคแจ้งเบาะแส เผยพยานหลักฐานมัดตัวคนผิดโดยเร็ว สวดยับทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย เตรียมหารือพรรคหาแนวทางดำเนินคดี
ในด้านของพรรคพลังประชาชน นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้อดีตผู้สมัครในพื้นที่โดยเฉพาะเขต กทม. รู้สึกคลางแคลงใจมาก อีกทั้งยังมี อดีตผู้สมัคร ส.ส.หลายคนก็พอจะรู้ถึงเบาะแสและรวบรวมพยานหลักฐานเก็บไว้ ส่วนตัวอยากขอให้อดีตผู้สมัคร ส.ส. และ ส.ส. ซึ่งไม่ใช่แต่พลังประชาชนพรรคเดียว แต่รวมไปถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ได้ความเป็นธรรมหรือมีหลักฐานเงื่อนงำเบาะแสในเรื่องนี้ ควรเอาออกมาแสดงให้หลายคนได้รับรู้ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ได้เสียหายกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นแสดงให้เห็นถึงความพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้ภาพลักษณ์ของการเลือกตั้งมัวหมอง
ทั้งนี้ ทางกกต.จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หากเรื่องนี้เป็นความจริง และเชื่อว่า การกระทำในเรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของ กกต. อย่างแน่นอน เพราะ กกต. ไม่น่าจะมีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ แต่อาจมีผู้ที่มีอิทธิพลต่อ กกต. บงการอยู่เบื้องหลัง เป็นความพยายามของกลุ่มอำนาจลึกลับที่พยายามจะหาผลประโยชน์เข้ากลุ่มตัวเอง จึงได้ลงมือทำเรื่องแบบนี้
อย่างไรก็ดี คงต้องนำเรื่องนี้หารือกับทางพรรคก่อนเพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
“ยุทธพงศ์”บุกคตส.ให้การเชือด“อภิรักษ์” แฉ!คนปชป.จ้องล้มรัฐบาลไทยรักไทย
วันที่ 27 มี.ค. 2551 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. โดยมีนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นประธาน ทั้งนี้ที่ประชุมได้เชิญนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำในฐานะพยานคดีดังกล่าว ภายหลังการให้ถ้อยคำนานประมาณ 4 ชั่วโมง นายยุทธพงศ์ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนได้สอบถามว่า ตนได้รับข้อมูลจากไหน ถึงได้นำมาร้องเรียน ตนได้ยืนยันว่า ติดตามข้อมูลมาตั้งแต่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังคงสังกัดอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นความผิดปกติ พยายามท้วงติงมาตลอด จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯกทม.ในสมัยนั้น ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2547 โดยสัญญายังไม่สมบูรณ์ เพราะมีเงื่อนไข ในข้อ 9.1 ระบุไว้ว่า สัญญาจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่แอล/ซี ต่อมานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าฯกทม. จากนั้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2547 ตนและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ขอให้ผู้ว่าฯกทม.ยับยั้ง ไม่ให้มีการเปิดแอล/ซี และตนก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และได้ยื่นเรื่องต่อนายอภิรักษ์ ให้ระงับการเปิดแอล/ซี และขอให้เปรียบเทียบราคาสินค้าจากประเทศสเปน ที่อยู่ในมาตรฐานอียู เช่นเดียวกับออสเตรีย ซึ่งในขณะนั้น ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นตรงกัน ที่จะให้นายอภิรักษ์ ทบทวน และยุติการสั่งซื้อรถดับเพลิง เพราะการสั่งซื้อส่อเค้าว่าจะไม่โปร่งใส หากกทม.ซื้อต่อไปจะส่งผลกระทบต่อภาครัฐ ซึ่งนายอภิรักษ์ ยืนยันว่าจะไม่มีการเปิดแอล/ซี นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า นายนาม ได้ถามว่า ถ้านายอภิรักษ์ไม่เปิดแอล/ซี จะโดนรมว.มหาดไทยปลดจะทำอย่างไร ตนตอบไปว่า เรื่องนี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะทำงานกฎหมายของพรรค เคยระบุว่า ถ้านายอภิรักษ์ถูกปลดจากเรื่องนี้ ก็เป็นการดี ถ้าปลด รัฐบาลทักษิณจะได้พัง เพราะนายอภิรักษ์ มาจากการเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงเป็นล้านคะแนน หากถูกปลดเพราะไม่เข้าไปร่วมกระบวนการทุจริต จะได้ฟ้องประชาชน ซึ่งทางพรรคก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
กก.บห.ปชป.บุกคตส. ให้การเป็นพยาน มัด “หล่อเล็ก” เปิดแอล/ซี ทำสัญญาซื้อดับเพลิงฉาวสมบูรณ์ เผยเคยทักท้วงแต่ไม่ฟัง แฉ!พีระพันธุ์ จ้องล้มรัฐบาลไทยรักไทย
“แต่ต่อมาก็มีการเปิดแอล/ซี เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 โดยที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบ และเกิดปัญหาที่ส่อไปในทางทุจริตหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่ม อีก 1,300 ล้านบาท ที่กทม.ต้องเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเรือดับเพลิง และรถมิตซูบิชิ ที่เป็นของย้อมแมว ทำในไทย มาขายให้กทม. ซึ่งตัวผมเองได้ท้วงติง เรื่องดังกล่าวมาก่อน ที่ปัญหาจะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เรื่องนี้ ผมก็เคยให้การต่อ ป.ป.ช. ดีเอสไอ และวันนี้ ก็มาให้การกับคณะอนุฯไต่สวนของคตส. ซึ่งเชื่อมั่นมาตั้งแต่เริ่มว่า เรื่องนี้มีการทุจริตอย่างแน่นอน ซึ่งนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานอนุกรรมการไต่สวน ยืนยันว่า จะเรื่องทำเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จก่อนหมดวาระ คตส. ในเดือนมิถุนายนนี้”นายยุทธพงศ์กล่าว
พปช.เปิดช่องทาง ปชช. คาด 2 สัปดาห์ ได้รายชื่อ 1 แสน แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากพรรคพลังประชาชนว่า แม้ช่องทางจะดำเนินการได้ 3 ช่องทาง คือ 1.โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เป็นผู้เสนอ 2. ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้เสนอ และ 3. ประชาชนเป็นผู้เสนอ แต่จากการหารือในระดับแกนนำ เห็นตรงกันว่า เรื่องนี้ไม่ควรให้ ส.ส.เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เพราะจะถูกมองว่าทำเพื่อตัวเอง
ดังนั้น แนวทางหนึ่งที่ได้มีการวางไว้คือ บุคคลระดับแกนนำพรรค ได้สั่งการให้ ส.ส.ในพื้นที่รวบรวมรายชื่อประชาชน เพื่อขอเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่า จะได้รายชื่อประชาชนไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายชื่อแน่นอน
นอกจากนี้ ยังประเมินความคิดเห็นของประชาชน ผ่านการทำโพลล์ของสำนักต่างๆ พบว่า โดยผลสำรวจออกมาเป็นในแนวทางประชาชนอยากให้แก้รัฐธรรมนูญ และที่สำคัญเมื่อจำแนกความคิดเห็นของคนชั้นกลาง ก็ไม่ได้มีท่าทีต่อต้านด้วย จึงยิ่งเป็นแกนหนุนให้มีการเร่งดำเนินการแก้รัฐธรรมนูญ
กกต.ก้นร้อน!ตั้งกก.สอบฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้งแล้ว
ภายหลัง พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ (ผบก.ปม.) เข้าร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยื่นเอกสารพร้อมหลักฐานให้ตรวจสอบ กกต. เรื่องการดำเนินคดีการทุจริตฮั้วประมูลและทุจริตการเลือกตั้ง โดยกล่าวโทษ 2 ข้อคือ 1.กกต.มีพฤติกรรมไม่สุจริต 2.มีการฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง
ล่าสุดวันนี้ (28 มี.ค.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน กล่าวชี้แจงว่า กกต.ไม่ได้ละเลยเรื่องนี้ และได้มีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว ประกอบด้วย นายปกครอง สนุทรสุทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ นายภูมิพิทักษ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย 1 และนายบุญเกียรติ์ รักชาติเจริญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้ง ซึ่งการร้องครั้งนี้ถือว่ายังอยู่ในช่วงเวลาที่ยังร้องเรียนได้ และอยู่ระหว่างที่ กกต. รอลงนามคำสั่งแต่งตั้ง หลังมีมติไปแล้ว
ทั้งนี้ กกต.ไม่ได้กำหนดเวลาการสอบสวน และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรายงานไปที่ดีเอสไอ เพราะเห็นว่าต่างคนต่างควรทำหน้าที่ ส่วนจะเป็นเกมการเมืองหรือไม่นั้น ตนไม่อยากคิด เพราะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าทุกคนกระทำด้วยความสุจริตใจ ตัวเราก็ต้องโทษตัวเรา มายืนอยู่ตรงนี้ก็ต้องยอมให้ถูกด่าได้
พันธมิตรเสื่อม ตร.ประเมินแค่2พัน แฉ!แผนอุ้มกันเองป้ายสีรัฐบาล
"สุเทพ" แก้ต่างแทนพันธมิตรฯ ปชป.ไม่ห้าม "สมเกียรติ" ขึ้นเวที ตำรวจประเมินแค่ 2พันกว่าคน กทม.พร้อมดูแลทุกฝ่าย
การเปิดเวทีเสวนา "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประขาธิปไตย ที่จะมีขึ้นในวันนี้ (28 มี.ค.) ออกอาการกร่อยอย่างเห็นได้ชัดจากหลายวันที่ผ่านมาแทบไม่มีการพูดถึง และจากการสำรวจ โพลก็ยังชี้ว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและไม่คิดจะออกมาร่วมการชุมนุม
โดยที่ช่วงแรกนั้นมีการประกาศว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคน แต่พอถึงใกล้วันเข้ามาก็มีการประเมินกันเองว่าน่าจะมีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 4-5 พันคน ขณะที่ฝ่ายตำรวจประเมินตัวเลขได้เพียง 2 พันคนเศษ เท่านั้น
อย่างไรก็ดีสืบเนื่องจากความเสื่อมศรัทธาและเสื่อมความนิยมนี้เอง มีข่าวอ้างว่าจากกรณีที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ เดินทางไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าไปยืนยันการชุมนุมอย่างสงบนั้น ได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรักษาความปลอดภัยโดยอ้างว่าถูกปองร้าย
อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวพนักงานสอบสวนระบุว่าจากการติดตามกลุ่มพันธมิตรฯ มาระยะหนึ่ง มีข้อมูลว่าการปองร้ายที่นายสุริยะใส กล่าวอ้าง อาจจะเป็นการกระทำโดยคนที่รู้จักกัน ซึ่งเป็นคนที่ชอบขว้างระเบิดใส่รถและบ้านตัวเอง โดยอาจมุ่งหวังใส่ร้ายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจยิ่งเพิ่มการดูแลใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น
สำหรับความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงขยับตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ไม่กี่จังหวัด โดยมีข่าวว่า กลุ่มเครือข่ายเครือข่ายพันธมิตรฯสงขลาและเครือข่ายพันธมิตรฯสตูล จะสมทบกับเครือข่ายในพื้นที่ภาคใต้ เข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในที่ 28มี.ค.นี้ ซึ่งจะมีทั้งการเดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัว รถบัส และรถไฟ ซึ่งในส่วนของจังหวัดสงขลา และสตูลนั้นเบื้องต้นที่ได้รับตัวเลขยืนยันอย่างไม่เป็นทางการคาดว่าเกินมีคนมาชุมนุมถึงกว่าหนึ่งร้อยคน
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเรียกร้องกระบวนการยุติธรรมผนึกกำลังกันเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ว่า คิดว่า ต้องว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งไม่ทราบเจตนาของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า มีตรงไหนที่ทำให้กระบวนการสั้นลงได้ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาในเรื่องของความยุติธรรมต้องคำนึงถึงความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เพราะหากปล่อยให้ล่าช้าอาจจะทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมก็ได้
ส่วนความพยายามผลักดันเร่งด่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ จะเป็นการเติมเชื้อให้กลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนส่วนใหญ่ในประเทศรู้สึกว่ารัฐบาลพยายามดิ้นรนให้พ้นผิดมากกว่า ดังนั้น พันธมิตรคงไม่เห็นด้วยและไม่พอใจอยู่แล้ว อย่างแน่นอน
เมื่อถามว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ประชาชนออกมาเดินประท้วงในท้องถนนอีกรอบหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แล้วแต่ความรู้สึกของประชาชน ถ้าคนส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนั้นมากๆ ก็อาจเป็นสาเหตุได้
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้า ปชป. ว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายที่จะส่ง ส.ส.เข้าฟังการสัมมนาในครั้งนี้ และในการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาก็ไม่มีการหยิบยกประเด็นขึ้นขึ้นมา โดยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯถือเป็นสิทธิที่กระทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ส่วนกรณีของนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ชัดเจนอยู่แล้ว เพราะเคยเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ คงไปร่วมงานด้วย ซึ่งทางพรรคไม่ได้ห้ามและไม่ได้สนับสนุน
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษก ปชป. กล่าวว่า พรรคไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องหรือสนับสนุนให้ใครในพรรคไปร่วมการสัมมนากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะพรรคไม่ได้อยู่เบื้องหน้าหรือเบื้องหลังใคร ส่วนกรณีของนายสมเกียรติ คงต้องโทร.ถามเอาเอง เพราะไม่ทราบว่าจะไปร่วมงานหรือไม่
มท.1 เชื่อคนร่วมหร็อมแหร็ม
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่รู้สึกกังวลว่าผู้คัดค้านรัฐบาลจะขยายวงกว้างมากขึ้น เพราะเชื่อว่าประชาชนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์การยึดอำนาจเกิดขึ้นเหมือนเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อว่าจะมีคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯไม่มาก ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตย ยืนยันไม่ใช่เรื่องที่พรรคพลังประชาชนเห็นด้วย แต่คงเป็นเพราะความรู้สึกหมั่นไส้กลุ่มพันธมิตรฯ
"ไม่ได้มีการสั่งให้บันทึกเทปปราศรัยแต่อย่างใด เพราะเข้าไปดูในเว็บไซต์ผู้จัดการก็ได้ อยากด่าก็ด่าไป แต่ถ้าตนทนไม่ได้ ก็ด่ากลับ เพราะตนก็ปากจัดเหมือนกัน และถ้ากล่าวหาพาดพิง ก็แจ้งจับ แต่คิดว่าถ้าไม่ขนคนมา คนที่มาชุมนุมก็ไม่น่าจะมากเท่าใด เพราะคนพวกนี้มีใครพูดน่าฟังบ้าง พูดแล้วคนกลับบ้านหมด น่าจะเอามาสลายม็อบมากกว่า จริงๆ แล้วตนอยากให้ไปตั้งพรรคการเมือง เพื่อที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีกับเขาบ้าง" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
นอกจากนี้ รมว.มหาดไทย ยังกล่าวฝากถามถึงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า เคยทำอะไรให้ประชาชนบ้าง เพราะการกล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเท็จทั้งหมด และไม่กังวลว่าจะมีมือที่ 3 มาทำให้เหตุการณ์บานปลาย แต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องแจ้งจับ
" ขอถามว่า นายสนธิเคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติบ้าง ยกตัวอย่างมาสิ ถึงผมจะชั่วดีถี่ห่าง แต่ก็ยังจับโจรผู้ร้ายมาตลอดชีวิต นายสนธิที่ออกมาพูดปาวๆ ได้ทำประโยชน์อะไรที่เป็นคุณูปการให้กับประเทศชาติบ้าง ที่กล่าวหาท่านทักษิณไว้ก็เท็จหมด ผมสงสารนายปานเทพ วงศ์พัวพัน ที่เมื่อก่อนมากินน้ำพริกปลาทูบ้านผมบ่อย แต่ไปโดนเสน่ห์นายสนธิที่ตรงไหน ถึงสร้างศัตรูไว้ทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อก่อนเรียกอาเหลิมๆ แต่วันนี้ด่าอาเหลิมแล้ว " ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว และว่า
"ผมไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทำอะไรก็ผิดอยู่แล้ว ตั้งแต่เรื่องแจกที่ดิน สปก.ให้เศรษฐีภูเก็ต ก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ พรรคการเมืองพรรคนี้ ปกติมันต้องลงโทษตัวเองได้แล้ว อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายชวน หลีกภัย ควรหยุดเล่นการเมืองได้แล้ว นายสุเทพ และนายชวน มีความรับผิดชอบบ้างหรือไม่ สังคมยังเชื่อถือ ผมไม่แปลกใจกับคนเหล่านี้ เพราะผมไม่ให้ความเชื่อถือมานานแล้ว" รมว.มหาดไทยกล่าว
สำหรับด้านการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ฝ่ายกิจการพิเศษ กล่าวภายหลังการประชุมเตรียมการ ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ รักษาราชการแทน ผบตร. ได้สั่งกำชับดูแลการชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งได้รับการยืนยันจาก ผบช.น.ว่า ทุกอย่างเรียบร้อยมีการเตรียมกำลังความพร้อมไว้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรน่าห่วง เนื่องจากการนัดรวมพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชุมนุม แต่เป็นการจัดในรูปแบบการสัมมนาและใช้พื้นที่เฉพาะในห้องประชุม ทำให้ง่ายต่อการดูแลความปลอดภัย โดยมีการประเมินว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาดังกล่าวจะมีอยู่จำนวนประมาณ 2,500 คน ตามความจุของหอประชุม
นอกจากนี้ จากการสอบสวนหาข่าวเชิงรุก ยังไม่พบว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น โดยขอให้เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งหากมีการละเมิดกฎหมายจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ส่วนการดูแลกลุ่มนายประชา ประสพดี สส.พรรคพลังประชาชน จ.สมุทรปราการนัดรวมพลกลุ่มประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชา ธิปไตยตอบโต้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ในส่วนนี้ได้กำชับกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่โดยรอบโรงแรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน โดยได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ บก.น.1 และตำรวจจราจร จาก บก.จร. ตั้งด่านตรวจบริเวณแยกผ่านพิภพลีลา ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์ และประตูทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งท้องสนามหลวง เน้นตรวจสอบรถจักรยานยนต์ที่อาจจะไม่หวังดีเข้ามาก่อความวุ่นวาย รวมถึงตรวจค้นอาวุธต่างๆ ด้วย และจัดกำลังปราบจลาจล จาก บก.ตปพ. อีกจำนวน 150 นายเตรียมพร้อม ณ ที่ตั้งหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันเดียวกันนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ สส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน และรองหัวหน้าพรรค เดินทางเข้าพบพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ก่อนเข้าประชุมซึ่งเป็นการหารือเกี่ยวกับการดูแลความเรียบร้อยการเสวนา "กลุ่มพันธมิตรฯ" และ "กลุ่มมหาประชานฯ" ในที่ห้องประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และโรงแรมรัตนโกสินทร์ ก่อนเดินทางกลับด้วยรถเบ็นซ์ สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ฉล 5555 กทม. โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
มหาประชาชนฯ ยกเลิกเสวนา
ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย นายประชา ประสพดี ตัวแทนกลุ่มฯ แถลงข่าวเลื่อนการจัดเสวนาเรื่องประชาธิปไตย ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ แม้จะมีประชาชนตอบรับที่จะเข้าร่วมฟังเสวนาจำนวนมาก เนื่องจากเกรงจะเกิดปัญหาบานปลายหากประชาชนที่มาเข้าร่วมเสวนาเกิดไปปะทะกับประชาชนที่เข้าร่วมงานสัมมนาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเดียวกันที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อย่างไรก็ดี กลุ่มมหาประชาชนฯ จะส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์การจัดสัมมนาภาคประชาชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีเนื้อหาสาระอย่างไร และมีผู้เข้าร่วมงานมากน้อยเพียงใด และอีกประมาณ 7 วันจะออกมาเปิดข้อมูลสำคัญ
นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) รักษาการผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้หารือร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบ.ชน.) ถึงการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย โดยกลุ่มแรกจัดชุมนุมที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอีกกลุ่มจัดที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ โดยในส่วนกทม.ได้จัดรถสุขาเคลื่อนที่จำนวน 6 คัน ไว้ที่ถนนมหาราช ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริเวณพระแม่ธรณีบีบมวยผม พร้อมทั้งได้จัดเตรียมรถน้ำ รถไฟฟ้าส่องสว่างไว้คอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายอย่างทั่วถึง
ทั้งนี้ จะไม่ให้กลุ่มพ่อค้าหาบเร่แผงลอยนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาจำหน่ายในบริเวณที่จัดการชุมนุม สนามหลวง และพื้นที่ใกล้เคียงโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ หากมีผู้มาชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯล้นจนเกินออกมา กทม.จะจัดพื้นที่ของท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือไว้ให้กับผู้ชุมนุมเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร รวมถึงจัดเตรียมสถานที่จอดรถไว้ทางด้านทิศเหนือของสนามหลวงเช่นกัน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น












