บิ๊กโบ๊ต (แทน)
กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ
อย่างน้อยที่สุดก็ชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่จากหลายภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเนื้อหาหมกเม็ด เป็นโทษต่อการพัฒนาบ้านเมืองทั้งในวันนี้และในวันข้างหน้า สมควรที่จะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
แม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้างในรูปแบบการแก้ไข การรณรงค์ การเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ยังเห็นต่างกันอยู่บ้างว่า ควรแก้ไขมาตราใดบ้าง
แต่อย่างน้อยสำหรับประชาชนชาวบ้านร้านตลาดก็ดูจะสบายใจได้ว่า การเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในขณะนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำไปเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน
เพราะการที่กลุ่มคนซึ่งออกมาเคลื่อนไหว มีที่มาจากต่างกลุ่มต่างขั้ว แต่มีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมหมาย
ถึงการมาด้วยใจ ไม่ได้มีใครหลอกลวง ชักจูง หรือแม้แต่จ้างวานแน่
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่ในอดีตเคยมีบทบาทร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ถึงวันนี้ก็มีจุดยืนชัดว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่
พร้อมกับการประสานงานกับเครือข่ายในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อจัดเวทีให้ความรู้กับเพื่อนนิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชน ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
ซึ่งจะมีการประเดิมเวทีแรกกันที่ ม.รามคำแหง และขยับขยายไปในภาคต่างๆ
ทั้งภาคอีสานที่ ม.ขอนแก่น ภาคเหนือที่ ม.นเรศวร และภาคใต้ที่ ม.สงขลานครินทร์
หรือจะเป็นองค์กรภาคประชาชน 8 กลุ่ม 35 องค์กร ที่รวมตัวกันใหม่ ภายใต้ชื่อ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปร.)
ก็ถือเป็นการรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายอันหนึ่งอันเดียว
เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ทั้ง 35 องค์กรดังกล่าวจะมีแนวคิด และมีภารกิจหลักที่แตกต่างกันออกไป มีพื้นที่ มีเวทีในการขับเคลื่อนผิดแผกแตกต่างกันอกไป
แต่ในยามที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่ต่างแนวคิด ต่างอุดมการณ์ ก็สามารถรวมพลังกันได้อย่างกลมกลืน
และกำลังจะเกิดกิจกรรมตามมามากมาย อย่างเช่น การเดินสายเพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึง
เพื่อนำเอามาประมวลเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตามแนวทางที่วางเอาไว้เบื้องต้นว่า จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทุกมาตรา โดยนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ หลังจากมีการแก้ไขในบางมาตราแล้ว
เป็นการดำเนินการภายใต้ธง “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ”
เช่นเดียวกับกลุ่มนักวิชาการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาอันเดียวกัน
และกำลังทยอยเปิดเวทีแสดงความคิดความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง อย่างเช่น เวที “แก้รัฐธรรมนูญ 50 เพื่อใคร ประชาชนจะได้อะไร” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายนนี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถ.วิภาวดีรังสิต
มีวิทยากรน่าสนใจทั้ง ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ จาก ม.สยาม รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดี ม.รามคำแหง ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
รวมไปถึงเวทีวิชาการอีกหลายเวที ที่กำลังจะมีการจัดตามมาอย่างต่อเนื่อง
ยังไม่รวมถึงฝ่ายการเมือง ที่มติวิปพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นตรงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะต้องดำเนินการแก้ไขในมาตราใด อย่างไรบ้าง
เหลืออยู่เพียงขั้นตอนการบรรจุเป็นวาระการประชุม แล้วก็ไปพูดจากันต่อในกระบวนการของรัฐสภาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในส่วนของประชาชนเอง ก่อนหน้านี้ผลการสำรวจความคิดเห็นของเอแบคโพล ก็ชี้ชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลักๆ ว่าอยากเห็นความเป็นธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง
เพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นการยืนยันได้ว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจและเป็นที่กังวลของคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย อย่างเห็นได้ชัดเจน
เป็นประเด็นปัญหาของบ้านเมืองที่หลายฝ่ายไม่สบายใจ และอยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดขึ้น
จะมีก็แต่พวกเชื้อชั่วเผด็จการ พวกสมุนรับใช้เผด็จการ และพวกสนองตัณหาอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น ที่ออกมาหลับหูหลับตาขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝา ไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาคิดอ่านกันอย่างไร
คนพวกนี้สมควรให้ตายไปพร้อมกับ รธน.50 จริงๆ...!!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 3, 2008
เชื้อชั่วเผด็จการขวางแก้ รธน.
แก้ไขดีกว่าฉีกทิ้ง
เอกฉัตร
ใครที่ติดตามข่าวสารการบ้านการเมืองในห้วงเวลานี้ คงจะสับสนกับการแสดงความคิดเห็นของนักการเมือง นักวิชาการ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ที่มีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหามากมาย
เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายระบบพรรคการเมือง เพราะวันนี้มีพรรคการเมือง 3 พรรคที่เข้าคิวขึ้นเขียงให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค คือ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน
มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวเท่านั้น ที่แสดงความคิดเห็นในทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งใช้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแก้ไข และมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นการดิ้นรนเพื่อตัวเอง เพราะพรรคจะถูกยุบ
ทำเอา นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่เคยรับบทโฆษกให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ตอนนี้เริ่มเห็นทางธรรมและรู้แจ้งเห็นจริงแล้วกับพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายบรรหารยอมสลัดความรู้สึกที่เจ็บปวด เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านในอดีตเป็นไปด้วยความราบรื่น กรณีกระดาษแผ่นเดียวที่ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ควักออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนนายบรรหารมึน ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดที่ จ.สุพรรณบุรี หรือที่เมืองจีนกันแน่
แต่...วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเห็นใจและเข้าใจนักการเมืองใกล้ฝั่ง แต่กำลังจะสูญเสียพรรคการเมืองที่หวังจะฝากผีฝากไข้ โดยให้ลูกสาวลูกชายรับมรดก
กลับแสดงอาการแล้งน้ำใจ ไม่สนับสนุนก็น่าจะวางเฉย ไม่ใช่ดาหน้ากันออกมาคัดค้าน ใครเป็นนายบรรหารวันนี้ก็ย่อมเจ็บกระดองใจ
จนถึงวันนี้ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะออกอาการมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลก็มีเสียงเพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
เพียงแต่เสียดายแทนพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้โอกาสเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ฟอกตัวให้ประชาชนเห็นว่า ในรอบหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้เออออห่อหมกรับใช้เผด็จการตามที่ถูกกล่าวหา
ไม่ทราบว่ามีอะไรบังตา พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่พยายามที่จะฟอกตัวให้พ้นข้อกล่าวหา
กลับสนับสนุนเผด็จการอย่างออกหน้าออกตา จนลืมแสดงความมีน้ำใจกับนายบรรหารที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมา
ที่ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนเผด็จการ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นมาภายหลังการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากที่จะปฏิเสธว่าไม่ได้เขียนขึ้นมาจากการบงการของเผด็จการ เพราะหลายมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำลายระบบพรรคการเมือง มุ่งหวังล้างเผ่าพันธุ์พรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกนี้จะยุบพรรคการเมืองง่ายเหมือนกับรื้อเพิงหมาแหงนริมถนน
นอกจากนั้น พฤติกรรมของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ร่วมกันสุมเศียรร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยใจอคติ และไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของนายทหารที่ร่วมกันทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ปี 2540 ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
และ...ที่น่าเป็นห่วงคือ การแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทำนองข่มขู่ว่า ระวังประเทศจะเกิดวิกฤติ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ
มันอะไรกันนักหนา เพียงแค่แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเชียวหรือ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เขียนขึ้นมาจากคน ดังนั้นคนก็ควรจะมีสิทธิ์แก้ไขได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
หรือว่าผู้ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญแทนการแก้ไข กระนั้นหรือ
สวน‘พันธมิตร’ อาชญากรปชต.ตัวจริง * ‘ม็อบไข่ป๋า’ ต้นเหตุทำสภาป่วน
ท่ามกลางกระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าจะต้องเร่งดำเนินการ ก่อนจะเกิดความเสียหายตามมามากมาย โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับการเมืองและการบริหารบ้านเมือง โดยหลายกลุ่มได้มีการผนึกกำลัง และกำหนดการเคลื่อนไหว พร้อมทั้งกิจกรรมกันต่างๆ เอาไว้อย่างต่อเนื่อง นั้น ถาม “พันธมิตร”เจ็บปวดอะไรนักหนา พวกคัดค้านเป็นพวกอำมาตยาธิปไตย แก้รธน.สร้างความเป็นธรรมให้สังคม “สมชาย”ห่วงแก้รธน.เป็นชนวนแตกแยก สุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสิน “เฉลิม” ย้ำแก้ ม.309 ไม่ใช่ปกป้องทักษิณ เริ่มถกแก้รธน.ได้ปลายเดือนเมษา วิปรัฐบาลยันม.291มีสิทธิยื่นแก้รธน. “ม็อบไข่ป๋า”ชนวนทำสภาปั่นป่วน
สวนกลับแถลงการณ์ “พันธมิตร” ใครกันแน่ที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตย ร่วมกันเปิดประตูให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ จนบ้านเมืองต้องอยู่ในบรรยากาศเผด็จการนานนับปี แถมเนื้อหาในแถลงการณ์ยังพาดพิงเบื้องสูงจนส่อว่าอาจถึงขั้นถอนประกันตัว “เจ๊กลิ้ม” ซัดพวกที่ออกมาขวางล้วนเป็นพวก “อำมาตยาธิปไตย” ขณะที่วิปรัฐบาลเดินหน้าแก้ไข รธน. คาดเริ่มพิจารณาได้ปลายเดือนนี้ ขณะที่ญัตติกรณี “สมเกียรติ” ร่วมวงพันธมิตรฯ จุดชนวนความขัดแย้งในสภา
ขณะเดียวกันทางฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ค้านหัวชนฝาทุกเรื่องที่เป็นความคิดความเห็นของรัฐบาล ก็ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 5 ระบุหัวเรื่องว่า “พร้อมต่อต้านอาชญากรประชาธิปไตยล้มล้างรัฐธรรมนูญฟอกความผิดให้ตัวเอง”
โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ได้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 และมาตรา 309 ทั้งยังคงอ้างถึงคำว่า “ระบอบทักษิณ” และคำว่า “ทุนนิยมสามานย์” ทั้งที่ก่อนหน้านี้นักวิชาการหลายต่อหลายคนเคยอกมาท้วงติงไปแล้วว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่จริงและไม่มีความหมาย
พร้อมกันนี้กลุ่มพันธมิตรยังประกาศว่าจะขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบ และจะยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว หรือยื่นให้เกิดยุบพรรคการเมือง
พร้อมกับประกาศล่า 2 หมื่นรายชื่อ ยื่นถอดถอน ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่เคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญ และขู่ว่าจะปลุกประชาชนเข้าร่วมการต่อต้านทุกรูปแบบ
ย้อนพันธมิตรอาชญากรปชต.ตัวจริง
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คปร. กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการประดิษฐ์วาทกรรมขึ้นมาใหม่อีก ออกมากล่าวหาว่ารัฐบาลพรรคพลังประชาชนเป็นอาชญากรประชาธิปไตย แต่ดกูดีๆ ว่าใครกันแน่นเป็นอาชญากรประชาธิปไตย ที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วร่วมล่มประชาธิปไตยด้วยการเปิดประตูให้ทหารเข้ามา เพราะฉะนั้นคนที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตยที่แท้จริง และทำมาเรื่อยๆ ก็คือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นอาชญากรประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นกลุ่มคนที่ออกมาทำลายระบอบประชาธิปไตย
“การกล่าวหาว่ารัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ก็ต้องกลับไปถามว่าใครกันแน่ที่ออกมาเคื่อนไหวจนเกิดการสืบอำนาจเผด็จการ คนพวกนี้และพันธมิตรฯ ต่างหากที่มองเห็นแต่ประโยชน์ตัวเองชัดเจนยิ่งกว่า และคนพวกนี้แหละที่เป็นอาชญากรทางประชาธิปไตย เป็นมือสังหารประชาธิปไตย”
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อสรุปมาตั้งนานแล้วว่าการที่รัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรจะต้องออกมาขวาง ออกมาต่อต้านอย่างยิ่ง ทั้งนี้ไม่อาจทราบได้ว่าไปสร้งความทรมานใจอะไรให้กลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งไม่เข้าใจว่าการแก้รัฐธรรมนูญที่จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมืองไปสร้างความเจ็บปวดอะไรให้
“ไม่ทราบว่าการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน สร้างความปวดแสบปวดร้อนอะไรนักหนากับกลุ่มพันธมิตร”
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับรํฐธรรมนูญแม้ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนหรือเป็นหุ้นส่วนข้างน้อย ย่อมเป็นธรรมดากับการที่หุ้นส่วนข้างมากจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่าหุ้นส่วนที่เป็นเผด็จการ
การที่นายสนธิบอกว่าการพยายามแก้รัฐธรรมนูญอาจนำไปสู่การสูญสิ้นอำนาจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อยู่ในคำแถลงการณ์ฉบับที่ 5 นั้นเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ซึ่งคำพูดที่นายสนธิ พูดนั้นเป็นประเด็นที่ศาลได้เคยระบุไว้ในคำอนุญาตให้พิพากษาไม่ลงอาญา หรือคำพูดนี้จะนำไปสู่การเพิกถอนอนุญาติให้ประกันตัวหรือไม่
พร้อมทั้งแสดงความเชื่อด้วยว่าใครก็ตามที่พยายามจะขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ย่อมมีความเป็นเผด็จการหรืออยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย
อย่างไรก็ตามตนยังยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญมาตราใดใตราหนึ่ง แต่ควารแก้ทั้งฉบับ ทั้งนี้อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับประชาธิไตยฉบับสมบูรณ์ อีกทั้งการแก้มาตราใดมาตราหนึ่งอาจทำให้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหาได้
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อเป็นการนำหลักนิติศาสตร์-นิติรัฐ กลับคืนมาและเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการขององค์กรที่แต่งตั้ง โดยคณะรัฐประหาร ฟ้องร้องต่อสู้คดีได้ โดยไม่ได้เป้นการแก้ไขเพื่อไม่ให้มีการยุบพรรคหรือเพื่อตนเอง ขณะเดียวกันได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังเน้นว่า การออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักวิชาการนั้นถือว่าเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ
ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ยอมรับ เป็นห่วงความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังมีหลายฝ่ายออกมาแสดงท่าทีคัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่บานปลาย หากทุกฝ่ายยึดมั่นในกรอบกติกา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลนั้นถือเป็นความชอบธรรมตามกรอบกฎหมาย
ส่วนกรณีชมรม ส.ส.ร.50 ออกมาระบุ จะยื่นถอดถอนหาก ส.ส.แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ของตนเองว่า ขณะนี้ฝ่ายที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ ก็อ้างต้องการทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ กำหนดทั้งช่องทางและวิธีการ ซึ่งมีการระบุไว้ชัดว่าต้องทำอย่างไร เช่นเดียวกับผู้ที่อ้างจะถอดถอน ส.ส.ก็เป็นการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้เห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของรัฐสภา ซึ่งถือเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าที่สุดแล้วประชาชนทั้ง 63 ล้านคน จะเป็นผู้ตัดสิน
สำหรับความเหมาะสมของเวลา และประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องแก้ไขให้เสร็จก่อนการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองหรือไม่ นายสมชาย เห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลจะดำเนินการ
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กรณีที่หลายฝ่าย รวมทั้ง พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ว่าฝ่ายค้านวิจารณ์และไม่เห็นด้วย ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องตื่นเต้นตกใจ แต่เห็นว่า การที่อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) บางส่วนออกมาเคลื่อนไหว รณรงค์ให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติ เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม ขอยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ และรัฐบาลไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้น จะต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว ที่ประชุมรัฐสภาจะมีความเห็นอย่างไร
ต่อกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เป็นการทำเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นคดีที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีการออกรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว นิรโทษกรรมความผิดในการปฏิวัติรัฐประหารเรียบร้อยไปแล้ว แล้วเหตุใดรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร จึงยังมีมาตรา 309 อีก
ท้าปชป.ออกมาการันตีมาตรา309
นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในส่วนของ คตส. ก็ยังมีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 กำหนดว่า ถ้า คตส.ทำงานไม่เสร็จ ก็ให้ส่งเรื่องต่อให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อ เรื่องก็จบ และเดือนมิถุนายนนี้ คตส. ก็ต้องยุบตัวเองตามกฎหมายกำหนด แต่เวลานี้ คตส.ทำไมยังอ้อยอิ่งอยู่ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 309
“หากพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับมาตรา 309 ก็ออกมายืนยันกับสังคม ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับจุดยืน พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ที่นั่งเยอะ แต่พรรคพลังประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเยอะแล้ว คุณยังเอามาใส่ไว้ในฉบับถาวรอีก ในอดีตที่ทำไว้แล้วไม่ผิด แต่ยังแปลความว่า ในอนาคตยังจะคุ้มครองอีก ผมไม่มีวันเห็นด้วย ส่วนเหตุผลเอาไว้พูดในสภาฯ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคดีอยู่ที่ศาลฎีกาแล้ว” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ขณะที่การประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือ วิปรัฐบาล วันเดียวกันนี้ ได้นำผลการหารือของที่ประชุมแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าหารือเพื่อสรุปเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเสนอร่วมกัน ในนาม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล
นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้มี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ลงชื่อกว่า 200 คน เพื่อเตรียมยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแล้ว และจะมี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลร่วมลงรายชื่อด้วย โดยจะยื่นรายชื่อพร้อมกันต่อประธานรัฐสภา ในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะสามารถบรรจุให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาในวาระแรกได้ประมาณปลายเดือนเมษายน และพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ระหว่างที่รัฐสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552
ทั้งนี้ นายสุขุมพงศ์ ยืนยันว่า การเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการกระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 โดยยืนยันว่า ส.ส.สามารถเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้โดยชอบธรรม ไม่ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่ถูกกต้อง หรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และย้ำว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 122 (ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์)
ทั้งนี้ การเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามมาตรา 291 ที่เปิดโอกาสให้ ส.ส.สามารถเข้าชื่อเพื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้เสียง 96 เสียง ในวาระแรก และการขอความเห็นชอบในวาระ 3 ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา จึงจะผ่านความเห็นชอบ
ชมรม ส.ว.เปิดเวทีถกแก้รธน.
ขณะที่วันเดียวกันนี้ ชมรม ส.ว.43-49 นำโดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตส.ว.สิงห์บุรี นายสามารถ รัตนประทีปพร อดีตส.ว.หนองบัวลำภู ร่วมกันแถลงว่า ชมรมฯ ร่วมกับสภาทนายความ สหภาพครูแห่งชาติ จะจัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “แก้รัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร ? ประชาชนได้อะไร ?” ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น.-16.00 น.ที่โรงแรมรามาการ์เดน
เพื่อเป็นเวทีกลางในการแสดงความเห็นและหาข้อสรุปร่วมกันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นที่ถกเถียงในสังคมมาก และมีการเผยแพร่ข่าวทำนองว่า การแก้รัฐธรรมนูญทำเพื่อตัวนักการเมือง มีเจตนาแฝงเร้น ชมรมฯ จึงจัดเวทีกลางเพื่อขจัดปัญหาข้อขัดแย้งทางความคิดว่าควรจะแก้แค่ 7 ประเด็นตามที่วิปรัฐบาลเสนอ หรือควรจะแก้ทั้งฉบับ
อดีตนายกสภาทนายหนุนแก้ม.237
ทั้งนี้จะมีวิทยากรได้แก่ นายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายคิม ไชยแสนสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดยนายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
นายคำนวณ กล่าวด้วยว่าส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาล กรณีที่พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237โดยไม่ควรเหมารวมคนที่ไม่ได้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง และควรจะลงโทษกรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิดเพียงคนเดียวจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ยังมีมาตรา 309 ยังเป็นการขัดต่อกระบวนการยุติธรรม ที่ยังไปคุ้มครององค์กรที่แต่งตั้งโดย คมช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบ่ายวันเดียวกันนี้ ในการประชุมสภาฯ ได้มีการพูดจากันถึงกรณีที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งมีสถานภาพเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมขึ้นเวทีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายสมเกียรติ ได้ใช้สิทธิพาดพิงออกมาพูดจาท้าทายกลางห้องประชุม ให้สมาชิกเข้าชื่อถอดถอนหากเห็นว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งท้าดวลนอกสภา
จนเป็นเหตุให้เมื่อ นายสมเกียรติ ได้เดินออกจากห้องประชุมมายังห้องรับรอง ส.ส.ชั้น 2 ตึกอาคารรัฐสภา 1 ได้เกิดการกระทบกระทั่งกับ นายการุณ โหสกุล ส.ส.เขตดอนเมือง พรรคพลังประชาชน ที่ไม่พอใจกับอาการท้าทายดังกล่าวขึ้น
อย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงตำหนินายการุณ จากฝ่ายพันธมิตรฯ กรณีแบบเดียวกันนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อ 2 พฤศจิกายน 2547 จากกรณีที่ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กรุงเทพมหานคร ซึ่งภายหลังเป็นหนึ่งในผู้ที่รวมเวทีพันธมิตรฯ ก่อนการรัฐประหาร ได้ปล่อยหมัดใส่นายอดุลย์ วันไชยธนวงศ์ ส.ว.แม่ฮ่องสอน จากความขัดแย้งในการอภิปรายในสภา
อดีตครม.ขิงแก่แนะฟังเสียงประชาชน
ด้านนายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึง การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฏหมายฉบับนี้ผ่านการลงประชามติ
ดังนั้น การจะทำอะไรกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องเคารพมติของประชาชน ไม่ใช่ว่าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ใช้อำนาจเข้ามาแก้ไข เพราะการบริหารประเทศ ไม่ได้สิ้นสุดแค่การเลือกตั้งเสมอไป ซึ่งรัฐบาลจะมาอ้างว่า ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แล้วคิดจะแก้ไขกฏหมายหรือทำอะไรก็ได้
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่งประกาศใช้ได้ไม่กี่เดือน ก็จะแก้เสียแล้ว บางมาตรายังไม่ได้ถูกหยิบยกมาใช้ด้วยซ้ำ หากจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็ควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ด้วย
‘ทักษิณ’ทำพิธีสืบชะตาวันนี้ รับนัด ‘ฮุนเซน’ดวลวงสวิง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มเดินทางไปทำบุญที่ภาคเหนือ โดยวันที่ 3 เมษายน เดินทางไปที่วัดศรีโคมคำ หรือ วัดพระเจ้าตนหลวง อ.เมืองพะเยา เพื่อสักการะพระเจ้าตนหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จ.พะเยา เพื่อความเป็นสิริมงคล
“ทักษิณ”นัดทำพิธีสืบชะตาตามประเพณีล้านนา 13.30 น.ที่วัดพระเจ้าตนหลวง จ.พะเยา วันนี้ ก่อนขึ้นเชียงรายทำบุญต่อ ขณะที่เจ้าตัวขอแวะทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยม “มติ แซ่อั้ง” ก่อน ด้าน “โฆษกส่วนตัว” เผยเตรียมดวลวงสวิงกับ “ฮุนเซน” ช่วงวันหยุดที่กัมพูชา นัดหารือนักธุรกิจบราซิล - ยุโรปที่จะมาลงทุนในไทยด้วย ขณะที่ ทีมทนายร่างคำชี้แจงข้อกล่าวหาปล่อยกู้พม่าเสร็จแล้ว
จากนั้นในวันที่ 4 เมษายน จะเดินทางไปยังโครงการปลูกป่าดอยตุง พร้อมกับไปไหว้พระธาตุดอยตุง จ.เชียงราย และจะไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ และเตรียมเดินทางไปออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ตามคำเชิญ ในวันที่ 5 - 6 เมษายนนี้ ที่ประเทศกัมพูชา
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยกำหนดการและภารกิจต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้เตรียมเดินทางไปออกรอบตีกอล์ฟกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา และภายหลังเดินทางกลับมาแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะร่วมหารือกับนักธุรกิจชาวบราซิลและยุโรป 2 คน ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย
ขณะเดียวกันยังไม่ได้รับแจ้งจากอดีตนายกรัฐมนตรีว่าจะมีการแถลงชี้แจงเกี่ยวกับคดีปล่อยเงินกู้ให้กับพม่าจำนวน 4 พันล้านบาท หลังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีมติแจ้งข้อกล่าวหาและเตรียมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดภายใน 14 วัน อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม และมั่นใจในพยานหลักฐานที่ทีมทนายความเตรียมพร้อมไว้แก่ต่างในชั้นศาล
ในขณะเดียวกัน นายวิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า ตนและเจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ได้รับการประสานงานจาก น.ส.อรุณี ชำนาญยา และ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา แจ้งว่าในวันที่ 3 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาทำพิธีสืบชะตา ณ วิหารวัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา
ทั้งนี้ ทางคณะได้จัดเตรียมงานพิธีกรรม อาราธนานิมนต์พระธรรมวิมลโมลี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ พร้อมพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด ทั้งหมดจำนวน 9 รูป สวดมนต์ทำพิธีสืบชะตา จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธี พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางต่อไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อทำบุญเช่นกัน
ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ระบุว่า การมาพะเยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้จากการประสานงานของ ส.ส.ในพื้นที่แล้ว ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มาด้วยเหตุผลเดียว คือ ต้องการทำบุญตามจารีตประเพณีทางล้านนา โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้ถึงช่วงสงกรานต์ คนล้านนาเชื่อว่าจะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว การทำบุญสืบชะตาจะทำให้เป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุข
ปธ.สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา กล่าวต่อว่า แต่เดิมกำหนดการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น.เพื่อเข้าพิธีสืบชะตาในเวลา 10.30 น.ปรากฏว่า ติดปัญหาเรื่องเวลาของเครื่องบินลงที่จังหวัดเชียงรายช้ากว่ากำหนด จึงต้องเลื่อนเวลาออกไปทำพิธีสืบชะตาในช่วงบ่าย วันนี้ (3 เม.ย.) ประมาณ 13.30 น. ขณะนี้ภายในวิหารวัดศรีโคมคำ เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเครื่องใช้ในพิธีสืบชะตาพร้อมกับการโยงด้านสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับพิธีกรรมดังกล่าว
สำหรับการเดินทางมาครั้งนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเรื่องการเมือง เป็นเพียงการทำทำบุญตามประเพณีทางเหนือเพื่อให้เกิดความสบายใจเท่านั้น
ทั้งนี้ มีรายงานว่า เมื่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางถึง จ.เชียงราย แล้วจะเดินทางไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อรสเยี่ยมของ นางมติ แซ่อั้ง แฟนคลับตัวยง ก่อนเดินทางไปทำพิธีสืบชะตาที่พะเยา จากนั้นจะย้อนกลับไปทำบุญที่พระธาตุดอยตุงอีกครั้งหนึ่งในวันเดียวกัน
มีรายงานว่า ขณะเดียวกันนั้น นายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน พักผ่อนอยู่ที่บ้านใน จ.เชียงราย ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้พบกับนายยงยุทธ เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองต่างๆ รวมถึงเรื่องทั่วไปในฐานะที่มีความสนิทสนมกันด้วย
ส่วนความคืบหน้ากรณีที่ คตส.กล่าวหาเกี่ยวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลสหภาพพม่า 4 พันล้านบาท นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ร่างคำชี้แจงกรณีดังกล่าวแล้ว และจะมอบให้โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แถลงต่อสื่อมวลชนต่อไป
ในส่วนของข้อสังเกตของ คตส. เกี่ยวกับคำนำหน้าชื่อ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาที่ปรากฏในเอกสารที่ยื่นต่อ คตส.ไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งอาจเป็นการทำเอกสารย้อนหลังนั้น นายฉัตรทิพย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ตามคุ้ยหญิงเป็ด ให้คู่สัญญา สตง. เช่าตึกผัวตัวเอง
เมื่อตอนสายวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอรัปชั่น พร้อมสมาชิกจำนวนกว่า 20 คน ได้นำหนังสือเข้าร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีการจัดจ้างให้มีการอบรมสัมมนาข้าราชการของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่
กลุ่มติดตามปฏิรูปการเมือง บุกร้อง “ดีเอสไอ–รมว.ยุติธรรม” ตามคุ้ยกรณี “หญิงเป็ด” ให้บริษัทคู่สัญญา สตง. เช่าอาคารพาณิชย์ผัวตัวเองทำสำนักงาน ทั้งที่ไม่มีเจ้าหน้าที่และไม่มีการขึ้นป้าย แถมบริษัทเดียวกันยังผูกขาดจัดอบรมต่อเนื่อง 5 ครั้งรวด แบบไม่มีคู่แข่ง ขวนให้สงสัยอาจเป็นการทุจริตใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ หรืออาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน
เนื่องจากก่อนหน้านี้ ได้ว่าจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งมี นางพิไล เปี่ยมพงศ์สานต์ และ น.ส.ชนิดาภา สุขสะอาด เป็นผู้บริหาร ให้มาดูแลจัดการอบรมสัมมนาเจ้าหน้าที่ สตง. (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน) จำนวนถึง 5 รุ่น ผูกขาดเพียงบริษัทเดียว
ทั้งนี้ ส่อเจตนาว่า คุณหญิงจารุวรรณ อาจจะได้รับผลประโยชน์ในทางมิชอบด้วยกฎหมายและอาจมีการยักย้ายถ่ายโอนเงินที่เข้าข่ายการฟอกเงินและผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีสำนักงานใหญ่ที่เช่าอาคารพาณิชย์ ที่มี นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของ คุณหญิงจารุวรรณ เป็นเจ้าของ จึงเป็นที่น่าสงสัยถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงและผลประโยชน์ที่ซับซ้อนระหว่าง คุณหญิงจารุวรรณ กับบริษัท ออดิตฯ ดังกล่าว และเชื่อว่า การเช่าอาคารดังกล่าวอาจมีการทำนิติกรรมอำพรางเพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาษี
นอกจากนี้ นายวันชัย ยังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวต่อ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ที่เดินทางเข้ามอบนโยบายต่อดีเอสไอด้วย
ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันได้เคยนำเสนอข่าวไปแล้ว และพยายามติดต่อขอทราบรายละเอียดจากคุณหญิงจารุวรรณ แต่ได้รับการบ่ายเบี่ยงโดยตลอด แม้แต่เมื่อมีการนัดหมายกันแล้วที่ สตง. เมื่อถึงเวลานัดหมายคุณหญิงจารุวรรณ ก็ยังไม่ลงมาตามนัด
ขณะเดียวกันคุณหญิงจารุวรรณ ก็ได้ไปให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางฉบับในทำนองว่ามีการเสนอข่าวที่จงใจให้ร้ายและกำลังให้ทนายความรวบรวมหลักฐานฟ้องร้อง แต่เวลาผ่านมานานหลายเดือนแล้วก็ปรากฎว่าเรื่องยังคงเงียบอยู่
ทั้งนี้ การนำเสนอข่าวของประชาทรรศน์ในครั้งนั้นได้นำเสนอเอกสารทางการเงินของบริษัทฯ ออดิตฯ ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงรับงานจาก สตง. และยังมีภาพถ่ายอาคารพาณิชย์ของนายทรงเกียรติ ที่ระบุว่าเป็นสำนักงานของบริษัทออดิตฯ ที่เช่าในราคาประมาณเดือนละ 50,000 บาท แต่กลับไม่พบว่ามีคนทำงาน และไม่พบว่ามีการติดป้ายบริษัทตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด
รวมทั้งกรณีดังกล่าวยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงความสัมพันธ์ของคุณหญิงจารุวรรณ กับเจ้าของบริษัทดังกล่าวด้วย โดยมีการเทียบเคียงกับกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณ นำเอาลูกตัวเองมาเป็นเลขาฯ กินเงินเดือนของ สตง. ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่ามีลูกอยู่ใกล้ๆ จะได้ไม่เกิดข้อครหาเชิงชู้สาว
ขีดเส้นตาย 6 เดือน ลุยปราบยาเสพติด ยันไม่มีฆ่าตัดตอน
เมื่อตอนสายวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดปฏิบัติการ "รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด" ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ศอ.ปส.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกิตติ ลิ้มไชยกิจ เลขาธิการปปส. พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ ร่วมงานอย่างคับคั่ง “ไม่ใช่นโยบายการฆ่าตัดตอนอะไร การทำความผิดเรื่องยาเสพติดเป็นเรื่องของการทำผิดพรบ.ยาเสพติด เพราะฉะนั้นทางที่ดีคือดำเนินคดีกับทุกคน ที่ผิดตามพรบ.นี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไปฆ่าใคร แล้วก็ตำรวจหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องไม่ไปฆ่าหรือทำร้ายประชาชน เว้นแต่เรื่องที่ว่าเท่าเทียมตามกฎหมายคือป้องกันตัวของเขา ซึ่งต้องไปขึ้นศาล รวมทั้งวิสามัญก็ต้องไปขึ้นศาล และตำรวจต้องระมัดระวังไม่ให้เขาฆ่ากันเอง ถ้าใครฆ่ากันต้องจับมาดำเนินคดีทันที จะได้รู้ว่าใครเป็นคนร้าย”นายสมชาย กล่าว
รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง ภายใต้ปฏิบัติการ "รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด" ขีดเส้น 6 เดือนก่อนประเมินผลความสำเร็จ พร้อมกับเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อไม่ให้เกิดผู้เสพหน้าใหม่ “สมชาย” ยืนยันไม่มีการฆ่าตัดตอนอย่างที่มีคนพยายายมกล่าวหาแน่
นายสมชาย กล่าวมอบนโยบายว่าท่านนายกรัฐมนตรีป่วยกระทันหันไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่ถ้าเลื่อนกำหนดการไปวันเวลาก็ไม่รอคอยยาเสพติดก็เพิ่มทุกวัน ท่านจึงมอบหมายให้มาทำหน้าที่แทน ทั้งนี้นโยบายการปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลชุดนี้จะเริ่มเอาจริงเอาจังและมีการประเมินความสำเร็จตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 30 ก.ย. ภายใต้กลยุทธ์ที่มีสโลแกนว่า “3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น”
นายมชาย กล่าวตอนหนึ่งว่า นโยบายปราบปรามยาเสพติดอยู่ในทุกรัฐบาล และรัฐบาลนี้แถลงต่อสภาว่ามุ่งมั่นจะปราบปรามซึ่งเป็นสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ อย่างไรก็ตามการปราบปรามนั้นขึ้นอยู่เพียงว่าในยุคใดสมัยใดที่มีความเข้มเข้นเน้นหนักเอาจริงเอาจังเอาจังแค่ไหน ซึ่งบางรัฐบาลที่ผ่านมาก็เอาจริงเอาจัง เด็ดขาดและยาเสพติดลดปริมาณจำนวนมาก แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นซึ่งเป็นการบั่นทอนความรู้สึกและความตั้งใจของผู้ปฏิบัติที่ดำเนินการ แต่สุดท้ายตนเชื่อว่ารัฐบาลที่มานั่งทำงานจะต้องมองถึงปัญหาและมองสวัสดิภาพและความสุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง
พร้อมกันนี้ยังได้อธิบายถึงปัญหาฆ่าตัดตอนว่า ยาเสพเป็นเรื่องของการทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ที่ว่าผู้ใดมีไว้หรือผู้ใดค้าก็มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเมื่อก่อนเป็นการประกาศสงครามกับยาเสพติดก็ทำให้มุมมองกลายเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนจะไปฆ่าฟันทำลาย ทำร้ายร่างกายประชาชน ทั้งที่คิดง่ายๆว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีหน้าที่ต้องดูแลและปราบปราม
“คนทำผิดกฎหมายทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าทหาร ตำรวจหรือคนที่มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลก็ต้องดำเนินการทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผู้มียาเสพติด ผู้ค้ายาเสพติดต้องถูกดำเนินคดี จริงๆแล้วผมคิดว่าถ้าพูดง่ายๆก็พูดว่าการเน้นในการดำเนินคดีกับผู้มีความผิดตามกฎหมาย แต่พอพูดเป็นเรื่องสงคราม ทำให้มุมมองแตกต่างไป”
นายสมชาย กล่าวอีกว่า สำหรับรัฐบาลชุดนี้เพื่อไม่ให้ไขว้เขวกับความรู้สึกไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม อยากะจะเรียนว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการเอาจริงเอาจังกับการดำเนินการจับกุมหรือดำเนินการทางการเงินกับผู้ค้ายา ผู้ทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจึงเป็นที่มาของการรวมพลังประชาไทยพ้นภัยยาเสพติด
“เพื่อความเข้าใจกัน ไม่ใช่นโยบายที่ต้องการให้ทำร้ายร่างกายหรือฆ่าใคร เดี๋ยวจะเบนเป็นประเด็นเรื่องของการฆ่าตัดตอนกันอีก และอยากเรียนว่าผู้ค้ายาหรือผู้มีครอบครองมีความผิดทางกฎหมายจะต้องถูกจับกุมและทำดำเนินคดีโดยผู้มีหน้าที่โดยตรง”
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่จะไปฆ่าใคร แต่การที่มีคนตายโดยเจ้าหน้าที่นั้นมีกฎหมายรองรับและประมวลกฎหมายอาญามีชัดเจน “ผู้ใดกระทำเพื่อป้องกันภยันตราย ที่จะมาถึงแล้วป้องกันไปตามสมควรแก่เหตุ” ตรงนี้เห็นชัดเจนว่าไม่มีเรื่องที่จะฆ่าคน ไม่มีเรื่องที่จะทำร้ายคน แต่ถ้าเขาฆ่ากันเองก็ดำเนินคดี จะได้ตัดปัญหาที่ว่านโยบายฆ่าตัดตอน ซึ่งนโยบายนี้ไม่มีและท่านนายกเน้นย้ำมาแน่นอน เพราะรัฐบาลเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการดำเนินการเรื่องนี้รวมทั้งที่ผ่านมาก็ตาม
นโยบายจะสวยอย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ไม่ทำงาน ไม่สนใจ รวมทั้งหากรัฐบาลก็ไม่สามารถก็ไม่สามารถสื่อสารกับผู้ปฏิบัติ ไม่สามารถทำความเข้าใจหรือไม่มีความเห็นอกเห็นใจกับผู้ปฏิบัติ ทุกอย่างก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นตั้งแต่สวัสดิการหรือการดูแลเราก็ต้องเข้าอกเข้าใจผู้ปฏิบัติ ดังนั้นจะต้องเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นจะล้มเหลว
นายสมชาย กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการป้องกันยาเสพติดท่านนายกได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งทุกฝ่ายไม่ว่าราชการ ตำรวจ กองทัพ ฝ่ายปกครองและประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง นอกจากนี้ต้องมีการให้ความรู้กับเยาวชนชองชาติที่อาจจะเป็นผู้เสพรายใหม่ว่าการเสพยาไม่ได้โก้ไม่ได้เก๋ ดังนั้นต้องให้นโยบายว่าต้องเสียสละเวลาในวิชาต่างๆในการสร้างความเข้าใจกับเด็กในเรื่องพิษภัยของยาเสพติดเพื่อไม่ให้เข้าไปอยู่ในวงจรอุบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังพิธีนายสมชาย ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงระยะเวลาที่มีการกำหนดระหว่างวันที่ 1 เม.ย.-30 ก.ย.ว่า การปราบปรามทำตลอดทุกปีแต่อยู่ที่ว่าใครจะทำจริงหรือไม่จริง แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเข้มข้นและเน้นย้ำ เพราะเป็นรัฐบาลใหม่ ต้องการทำจริงจัง และไม่ใช่ว่าจะครบกำหนด 30 ก.ย.แล้วจะหยุดดำเนินการ จะต้องประเมินจุดดีจุดเด่นจุดด้อยว่าอยู่ตรงไหน
'อนุพงษ์'กำชับกำลังพลห้ามใช้อำนาจบาตรใหญ่
'จุดวิกฤตที่เป็นห่วงคือ การสื่อสารข้อมูลตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาลงไปถึงผู้ปฎิบัติ ข้างล่างต้องมีความสอดคล้อง กัน และต้องไม่หลงจากมาตรการที่เราวางไว้เช่น เราใช้แนวทางสันติ แต่ต้องให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ เขาต้องไม่ใช้มาตรการอื่นนอกเหนือกฎหมาย เพราะจะนำผลเสียมาสู่ยุทธศาสตร์ของเราโดยรวม แม้แต่การวางตัวผู้ใต้บังคับบัญชาคือ ต้องไม่ถืออำนาจบาตรใหญ่กับคนในพื้นที่' พล.อ.อนุพงษ์กล่าว พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการข่าวสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์ภายหลัง พล.อ.อนุพงษ์พร้อมคณะประชุมกับ พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบสถานการณ์ในพื้นที่ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ว่า ปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือ การเสียชีวิตของนายยะผา กาเซ็ง อีหม่ามบ้านกอตอ ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ที่เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่โดย พล.อ.อนุพงษ์สั่งการเน้นย้ำว่า ให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และย้ำเตือนอีกว่าจะต้องไม่มีการกระทำผิดเช่นนี้อีกในอนาคต 'สถิติในการก่อเหตุร้ายของกลุ่มก่อความไม่สงบในห้วงที่ผ่านมาพบว่าลดลง แต่ประสิทธิภาพ ในการทำลายสูงขึ้น ผู้ก่อความไม่สงบขณะนี้ประสบปัญหาทางด้านเสรีภาพในการก่อเหตุ ดังนั้น การก่อเหตุแต่ละครั้งจึงหวังผลการโฆษณา เพื่อทำให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของความเดือดร้อน เหตุร้าย ความไม่สงบสุขของประชาชน' พ.อ.อัครกล่าว ด้านนายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา กล่าวว่า ภายหลังเปิดศูนย์ยะลาสันติสุข มีผู้มามอบตัวร่วมเสริมสร้างสันติสุข ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันแล้ว 210 คน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน ก่อนนำคณะประกอบด้วย พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาค ที่ 1 พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาค ที่ 2 และ พล.ท.สำเริง ศิวาดำรงค์ แม่ทัพภาค ที่ 3 เดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไปติดตามและ ประเมินการ ปฏิบัติงานว่า มาตรการที่วางไว้เป็นไปในทางที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับ ผลงานที่ออกมา และสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงจะปรับแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างไร
‘พปช.'จี้กกต.ตรวจสอบพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินมโหฬาร
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ กกต.สั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งออกมามากกว่าจำนวนผู้มีใช้สิทธิอย่างมาก ว่า จำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมี 45 ล้านคน แต่ กกต.สั่งให้พิมพ์บัตรในระบบสัดส่วนกว่า 55 ล้านใบ และในระบบเขตอีกกว่า 50 ล้านใบ ซึ่งต่างกันประมาณ 5 ล้านใบ ต่อมาได้สั่งพิมพ์เพิ่มในระบบเขตอีก 3 ล้านใบ เมื่อถึงวันเลือกตั้งปรากฏว่ามีผู้มาลงคะแนนกว่า 32 ล้านคน ซึ่งเมื่อหักจาก 55 ล้านใบแล้ว ทำให้เหลือบัตรถึง 20 ล้านกว่าใบ จึงอยากถามถึงความจำเป็นว่าเหตุใดจึงต้องให้เหลือมากมายเช่นนี้
นายณัฐวุฒิ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีการประมูล แต่เป็นรูปแบบพิเศษด้วย ซึ่งตนเองจะส่งเอกสารไปให้ กกต.ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่ และจะส่งให้ทางดีเอสไอ ที่กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ด้วย ทั้งนี้นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า ตนได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กกต.บางคนที่มีความอึดอัดใจ จึงได้มาแถลงเพื่อตั้งข้อสังเกต
จาก hi-thaksin
รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด 300คนชุมนุมหนุน
ที่ทำเนียบรัฐบาล ได้มีพิธีเปิดปฏิบัติการ'รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด' โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ที่ป่วยเป็นไข้หวัด นอกจากนี้ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด เข้าร่วมงาน ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ 400 คน นายสมพงษ์ กล่าวรายงานว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งมีผลกระทบและเป็นภัย ต่อความมั่นคง ของประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อยุติสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด และนำความสงบสุขกลับสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการในปีแรก ในการเร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติด และปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยยึดหลักการ 'ผู้เสพ' คือ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา ส่วนผู้ค้า คือ ผู้ที่ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงได้ให้ความเห็นชอบให้มีการปฏิบัติการ 'รวมพลังประชาไทย พ้นภัยยาเสพติด' ระยะเวลา 1 เม.ย.-30 ก.ย.2551 มีจุดมุ่งเน้นสำคัญและเร่งด่วน ต่อการมุ่งลดปัญหาแพร่ระบาด ขจัดความเดือดร้อนประชาชน ภายใต้กลยุทธ์ 3 ลด 3 เพิ่ม 3 เน้น เพื่อลดระดับปัญหายาเสพติด ทั้งการผลิต นำเข้า ค้าและแพร่ระบาด และสร้างความพึงพอใจของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาในทุกระดับให้สูงขึ้น จากนั้นนายสมชาย กล่าวตอนหนึ่งว่า ผู้ค้ายามีความผิดที่จะต้องถูกจับกุมอย่างเฉียบขาด แต่ไม่ต้องห่วงว่าเจ้าหน้าที่จะฆ่าใครหรือทำร้ายใครเพราะมีกฎหมายรองรับ เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่ไปฆ่าใคร แต่ต้องดูแลไม่ให้มีการฆ่ากันเอง จะได้ไม่มีข้อครหาเรื่องฆ่าตัดตอน ทั้งนี้ต้องมีการให้ความรู้เรื่องยาเสพติดแก่เยาวชน ตั้งแต่วัยเด็ก ให้รู้ว่าค่านิยมการใช้ยาเสพติดเป็นสิ่งที่ผิด ตนจะไปมอบเป็นนโยบายให้กับกระทรวงศึกษาต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเริ่มงาน ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้าม ก.พ.ได้มีเครือข่ายองค์กร ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดภาคประชาชน หรือศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดภาคประชาชน (ศตส.ภาคประชาชน) จำนวนกว่า 300 คน ได้เดินทางมายื่นข้อเรียกร้องกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เพื่อให้ดำเนินการ กับปัญหายาเสพติดให้หมดสิ้น โดย ร.ต.อ.เฉลิม ออกมารับหนังสือด้วยตนเอง เมื่อรับหนังสือเสร็จ ร.ต.อ.เฉลิม ได้โบกไม้โบกมือและส่งจูบให้กับกลุ่มผู้มายื่นหนังสือด้วย
รัฐบาลเรียกปปส.-ผู้ว่าทุกจังหวัดเข้ารับนโยบายปราปรามยาเสพติด 'สมชาย' อ้างอย่าห่วงไม่ให้มีฆ่าตัดตอน กลุ่มประชาชน300คนยื่นหนุน 'เฉลิม'ยิ้มร่ารับสนอง
อย่าท้ารวมพล
///////////////////////////// คอลัมน์: เลือกคบ ไม่เลือกข้าง... จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 2/04/2551
ถ้าหากยุบพรรคไป หมายความว่าที่ยืนหรือแม้แต่ห่วงชูชีพที่จะเกาะเอาไว้เพื่อพยุงตนเองไม่ให้จมของคนเหล่านี้จะหมดไปในทันที พร้อมกับสิทธิทางการเมืองของคนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย
การเมืองทั้งระบบในขณะนี้ดูจะย่นย่อมารวมศูนย์อยู่ที่การหยุดพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือไม่เป็นสำคัญ
โดยเฉพาะในกรณีของพรรคพลังประชาชนนั้นออกจะเป็นความเข้มข้นอย่างเอกอุชนิดที่ทุกคนในประเทศและหลายประเทศทั่วโลกกำลังจับตามองด้วยใจเต้นระทึก
ขณะนี้ต้องวิเคราะห์สถานการณ์กันว่าการจะยุบพรรคหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่าถ้าเดินหน้ายุบพรรคกันต่อไปตามใบสั่งของมือที่มองไม่เห็นกันจริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองนี้
ที่จะวิเคราะห์ต่อไปนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะขู่เข็ญกัน แต่เป็นการบอกว่าเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมันครบวงจรคือ เกิดการโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นำไปสู่บรรยากาศและเงื่อนไขของการรัฐประหาร มีรัฐบาลที่มาจากการแต่งตั้ง มีรัฐสภาที่มาจากคณะรัฐประหาร และมีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ก็คือ ความถดถอยตกต่ำของประเทศชาติในช่วงเวลาทั้งหมดนั้น
เมื่อทุกคนบอกว่าพอคือพอ และเดินหน้ามาถึงขั้นที่ฟื้นพรรคเดิมที่เขารักกลับคืนมาใหม่ จนพรรคดังกล่าวได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เขาก็มีความคาดหวังว่าการครบวงจรนี้จะทำให้มือที่มองไม่เห็นหรือเท้าที่เข้ามายุ่งทั้งหลายนั้นค่อยรามือหรือว่าราข้อไป เพราะยอมรับว่าประชาชนก็มีความแน่วแน่มั่นคงไม่แพ้กัน
แต่เมื่อยังเดินหน้ากันไป อ้างกฎหมายและข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และจะบดขยี้ถึงขั้นรุกฆาตกันให้ได้อย่างนี้ ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากของประเทศมีความรู้สึกว่าในเมื่อไม่สามารถจะพึ่งพาอาศัยกันได้ ก็รื้อมันทั้งหมดก็แล้วกัน
ความคิดอย่างนี้กำลังแผ่ซ่านไปทั่วประเทศอย่างน่าสนใจ ชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ซึ่งวันๆก็เจอแต่พวกตัวเองในชนชั้นเดียวกัน อย่านึกว่าตัวมีมากนะครับ เมื่อเทียบกับประชาชนทั่วประเทศแล้วก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้นเอง
ถ้าจะระดมพลกันจริงๆแล้วก็ขอให้คิดอยู่บนฐานของความจริงสักทีว่า พลังของใครจะสามารถครอบงำประเทศนี้ได้
ภาษาแบบนี้คนไทยไม่ค่อยได้พูดกัน เพราะมีความรู้สึกว่าเราเจรจากันได้ เราคุยนอกรอบกันได้ เราใช้ภาษามิตรภาพกันได้ แต่มาถึงบัดนี้ดูเหมือนว่าหลายคนพร้อมจะใช้ภาษาดังกล่าวนั้นเพราะมันสื่อความในใจได้ดีกว่า
น่าแปลกใจเหลือเกินว่าเรายอมให้ประเทศชาติมาถึงจุดอับจนนี้ได้อย่างไรกัน
การยุบพรรคหรือไม่ในขณะนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ถ้าหากไม่ยุบพรรค ข้อกล่าวหาต่างๆต่อตัวบุคคลอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตย ก็ยังเดินหน้าต่อไปถึงโรงศาล ไม่ได้หมดสภาพไปเมื่อไหร่
แต่ถ้าหากยุบพรรคไป หมายความว่าที่ยืนหรือแม้แต่ห่วงชูชีพที่จะเกาะเอาไว้เพื่อพยุงตนเองไม่ให้จมของคนเหล่านี้จะหมดไปในทันที พร้อมกับสิทธิทางการเมืองของคนหลายสิบล้านคนทั่วประเทศด้วย
ไม่มีใครจะน่ากลัวยิ่งไปกว่าคนที่จนตรอกและหมดทางสู้ ก็ถูกรุกเข้าซอกเข้าซอยอย่างไม่ควรจะเป็น
เอาล่ะครับเวลายังพอมี ตั้งสติรวบรวมความกล้าหาญของตนเอง และผลักส่วนที่ผิดพลาดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง และย้อนกลับมาใช้ครรลองประชาธิปไตยโดยตรงจะดีกว่า
พูดมาอย่างนี้ก็ถือว่าชัดพอแล้วนะครับ หวังว่าจะสื่อความกันได้บ้างในยามที่อวิชชากำลังมารอจ่ออยู่หน้าบ้านอย่างนี้
สงสารประเทศชาติครับ.










