รัฐมนตรียุติธรรม สั่งดีเอสไอ ยกระดับงานสืบสวนสอบสวนให้เชี่ยวชาญเทียบเท่าตุลาการ เพื่อให้การทำงานมีความเที่ยงธรรม
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, April 3, 2008
ยุติธรรมสั่งDSIยกระดับงานสืบสวนสอบสวนเทียบเท่าตุลาการ
ส.ส.พปช.เตรียมพร้อมสถานที่รับทักษิณ
ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.พะเยา ประสาน สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เตรียมสถานที่รองรับ อดีตนายกฯทักษิณ ทำพิธีสืบชะตาที่วัดพระเจ้าตนหลวงพรุ่งนี้
ขณะที่ นายวิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยาได้รับการประสานงานจาก น.ส.อรุณี ชำนาญยา และ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา ในการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิน ซึ่งการมาพะเยาครั้งนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาด้วยเหตุผลเดียว คือ ต้องการทำบุญตามจารีตประเพณีทางล้านนา โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้ถึงช่วงสงกรานต์ คนล้านนาเชื่อว่าจะย่างเข้าสู่ปีใหม่แล้ว การทำบุญสืบชะตาจะทำให้เป็นการเสริมบุญบารมีให้กับชีวิตมีความสุข
ทั้งนี้ แต่เดิมกำหนดการการเดินทางมาจังหวัดพะเยา ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น.เพื่อเข้าพิธีสืบชะตาในเวลา 10.30 น.ปรากฏว่า ติดปัญหาเรื่องเวลาของเครื่องบิน ลงที่จังหวัดเชียงรายช้ากว่ากำหนด จึงต้องเลื่อนเวลาออกไปทำพิธีสืบชะตาในช่วงบ่าย ประมาณ 13.30 น.อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภายในวิหารวัดศรีโคมคำ เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเครื่องใช้ในพิธีสืบชะตาพร้อมกับการโยงด้านสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับพิธีกรรมในวันพรุ่งนี้ (3 เมย.)
ทีมทนาย พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเอกสารแจงคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่าเสร็จแล้ว
กทม. 2 เม.ย. - นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง และพวกพ้อง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ทำเอกสารชี้แจงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูก คตส.ชี้มูลความผิด ในคดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้กับทางการพม่า และได้จัดส่งให้ทีมโฆษกของ พ.ท.ต.ทักษิณ รับทราบ เพื่อนำไปใช้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนแล้ว.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-04-02 17:56:49 
เดิมพันกับหมอ
ปลายเมษายน..จะเกิดจลาจลรัฐประหารครั้งใหญ่ นองเลือด คนตายเป็นเบือ
ปลายพฤษภาคม..จะเกิดแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์จะขึ้นฝั่งจากอันดามันอีกครั้งปลายมิถุนายน..คนสำคัญของแผ่นดินจะเจ็บไข้ได้ป่วย อาการจะรุนแรงอย่างคาดไม่ถึงและอาจสูญเสียชีวิตนั่นคือคำทำนายของ..คนที่ถูกเรียกว่านอสตราดามุส..หมอดูที่ชื่อโสรัจจะ นวลอยู่
ดวงดาวบนฟากฟ้า..จะให้ภาพเด่นชัดแจ่มใสเหมือน..จอทีวีอย่างนั้นเลยหรือ..สวนตำรา..พยากรณ์..กันไว้ตรงนี้ปลายเมษายน..จะเกิดจราจลรัฐประหาร..มองจากต้นเมษายน..จากนี้ไปประเทศไทยจะอยู่ในช่วงวันมหาสงกรานต์..ที่จะติดพันยาวนานไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน..คงจะไม่มีใครอุตริประชุมกำลังเรียกทหารจากงานรื่นเริง มาใส่ชุดสนามขับรถถังออกมายึดเมือง..
นักรัฐประหาร..อาจจะจู่โจมไปอุ้มตัว ทักษิณ ชินวัตร..จากงานรดน้ำดำหัวเอาตัวมาควบคุมไว้ แต่มันจะได้อะไร..วันนี้ ทักษิณ ชินวัตร..ก็คืออดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีคดีเป็นผู้ต้องหา..ครั้งจะไปอุ้ม สมัคร สุนทรเวช จากกลางตลาด..มันก็เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้..ท่านมาทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..เพราะคนที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น..เขายืนยันจะไม่เล่นการเมืองอุ้มสมัครวันนี้ พรุ่งนี้หมอเลี้ยบหรือผู้พิพากษาสมชาย..ท่านก็เป็นแทน
ยิ่งทำนายว่า..จะนองเลือดยิ่งไปกันใหญ่..มันจะไปเอาเลือดที่ไหนมานอง..ทุกครั้ง..ประชาชนก็หลีกให้กับกองทัพ และแล้วกองทัพก็หลีกให้กับประชาชน..หรือจะทำนายว่าทหารกับทหารจะฆ่ากัน..นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้..ถืออาวุธระดับเปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นกองขยะได้..คำสั่งย้ายก็คือคำสั่งย้าย..ยังไม่เห็นใครกดปุ่มเปิดสงครามซะที..ยิ่งวันนี้เวลานี้ยิ่งไม่มีทาง..อินโดจีนแผ่นดินไหว..มันไม่ใช่เรื่องแปลก..แผ่นดินไหวตรงนั้น..มันจำเจซ้ำซากจนนอนตาหลับ..ทายว่าจะเกิดสึนามิเกยฝั่ง..ย้อนหลังไป 200 ปี..ประเทศไทยเคยมีครั้งเดียว..แต่นี่ 4 ปีจะมี 2 ครั้ง..เอามาแสนแลกล้านจะพนันกันไหมคุณหมอ
ปลายมิถุนายน..คนสำคัญของแผ่นดินจะป่วยตาย..งานนี้ทายง่ายทายอย่างไรก็ไม่ผิด..คนสำคัญของแผ่นดินต้องเป็นคนแก่..และแผ่นดินก็มีคนสำคัญมากมาย..ที่ต้องแก่แล้วตายก็เป็นปรกติเหมือนน้ำขึ้นน้ำลง..ทายว่า..พรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก..มันจะทายผิดได้อย่างไร ทายแบบนี้เมื่อไหร่มันก็แม่น ปฏิวัติรัฐประหารนั้น..“เมื่อผมยืนยันว่าไม่มี ผมก็รับผิดชอบอยู่แล้ว”..หมอรู้ไหมใครพูด..พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา..ผู้บัญชาการทหารบก..
แก้ รธน.50 ประชาชนไม่โง่ แล้วใครโง่?
หากยังพอจำช่วงของการรณรงค์ทั้งฝ่ายรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กันได้
จะเห็นว่า เหตุผลของฝ่าย “ไม่รับ” นอกจากมุ่งเป้าไปที่ “เนื้อหา” แล้ว
ยังพยายามสื่อสารให้เห็นช่องทาง “ลดเลี้ยว” หรือ “กับดัก” “หลุมพราง” ที่ถูกขุดไว้อย่างแยบยลนั้นด้วย
เช่น ประเด็นการแก้ไข...
ฝ่าย “รับ” หลายคน ที่แม้ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหา แต่ยังคงวางใจ “รับๆ ไปก่อน”
ขณะที่ฝ่าย “ไม่รับ” เตือนชัดว่า หากลงมติรับร่างกันเมื่อไร ก็อย่าหวังจะได้แก้ไขง่ายๆ
เพราะเหตุผลที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ “ผ่านการทำประชามติ” โดยเสียงประชาชนข้างมากมาแล้ว...จะถูกหยิบใช้มาเป็นยันต์คุ้มกันอย่างแน่นอน
ถ้าคุ้มกันจากสิ่งชั่วร้ายก็แล้วไป...
แต่คุ้มกันสิ่งที่บิดเบือน บกพร่อง ให้ไม่อาจดำเนินการแก้ไขได้...นี่ต่างหากคือ “อันตราย” ที่ฝ่ายไม่รับเคยพยายามนำเสนอ
แล้วก็เป็นจริงดังว่า...
เพราะ “คาถา” ที่ฝ่ายซึ่งเคยเป็นทั้ง “ผู้ร่าง” “ผู้รับ” “ผู้สนับสนุน” รัฐธรรมนูญ 2550 นำมาใช้ ไม่พ้นไปจากที่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ยุ่ง
เช่น คนล่าสุดที่ออกโรงมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายวรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ
นายวรากรณ์ กล่าวว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านการลงประชามติจากประชาชน และตนเชื่อว่าคนที่มาลงประชามติไม่ใช่คนโง่ ดังนั้น การจะทำอะไรกับกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะต้องเคารพมติของประชาชน”
“ไม่ใช่ว่าได้รับการเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ใช้อำนาจเข้ามาแก้ไข รัฐบาลจะมาอ้างว่าได้รับคะแนนเสียงข้างมาก แล้วคิดจะแก้ไขกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ไม่ได้” (ผู้จัดการออนไลน์ 2 เม.ย. 2550)
คำพูดตลบตะแลงย้อนแย้งกันเองอย่างน่าขัน
ประโยคหนึ่งบอกว่า รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติจากประชาชน จะแก้ไขก็ต้องเคารพประชาชน
แต่อีกประโยคกลับบอกว่า รัฐบาลที่เข้ามาด้วยเสียงประชาชน...จะมาอ้างเสียงข้างมากไม่ได้
สรุปแล้ว ไม่รู้ว่าอดีตรัฐมนตรีขิงแก่ ให้ความสำคัญหรือไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชาชนกันแน่
และทั้งที่รัฐบาลนี้ก่อนเข้ามาก็ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย ให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น...
ถ้านายวรากรณ์เชื่อว่าประชาชนไม่ได้โง่จริงตามอย่างที่ปากพูด ก็ต้องยอมรับด้วยว่าประชาชนไม่ได้โง่ที่เลือกพรรคพลังประชาชนเข้ามา
และยิ่งไม่โง่ถึงกับไม่รู้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญคือหนึ่งในเป้าหมาย
การที่ไม่โง่ รู้ และเลือก จึงเท่ากับเป็นการเห็นพ้องต้องกันว่ามันสมควรแก้ไข...อนุญาตให้แก้ไข...
เว้นเสียแต่นายวรากรณ์จะคิดไปอีกอย่าง คือ คิดว่าประชาชนที่ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้โง่...
แต่ประชาชนที่ “เลือก” รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เข้ามาให้แก้รัฐธรรมนูญนี้ต่างหากที่โง่...
เช่นนั้นหรือเปล่าหนอ
“กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย”
ดร.วรพล พรหมิกบุตร กล่าวถึงประเด็นในวันนี้เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรค ที่เป็นเพียงปัญหาแค่ส่วนหนึ่งของประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่มันเริ่มใหญ่โตในปัจจุบัน เป็นปัญหาของ “กลุ่มอำนาจ” ที่พยายามทำตัวออกนอกระบบประชาธิปไตย เพื่อเข้ามายึดอำนาจโดยผ่านทางรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบกัน ที่เรารู้จักกันในนาม “กลุ่มอำมาตยาธิปไตย” ที่เรานิยามกันมา “สั่งยุบพรรคไทยรักไทย... “ยุบพรรคไร้ความโปร่งใส “กฎยุบพรรคล้าหลัง “มือที่มองไม่เห็นจัดฉากล้มพลังประชาชน” “กฎหมาย คมช. มุ่งหักพรรคการเมือง”
การสัมมนาวิชาการเรื่อง “กฎหมายและอำนาจยุบพรรคการเมือง: พัฒนาหรือวิบากกรรมสังคมไทย” จัดโดย คณะนักวิชาการการเมืองเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี (คปส.) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา
มีผู้เข้าร่วมสัมมนา อาทิ อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี นายกมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและนักกฎหมาย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2 และ อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ โดยมี ดร.วรพล พรหมิกบุตร ดำเนินรายการ
ซึ่งไม่ได้เข้ามาแข่งขันกันในรูปแบบพรรคการเมือง แต่ต้องการเข้ามามีอำนาจในระบบการเมืองไทย โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้อาจแต่งตั้งบุคคลเข้ามามีบทบาท เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นต้น
จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เข้ามากดอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนให้อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยใช้อำนาจควบคุมนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญรวมกับ กกต. ในการสั่งยุบพรรค หรือควบคุมผ่านกลไกวุฒิสภา ในการถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ในประเด็นที่เราจะพูดคุยกันในวันนี้จึงเป็นเรื่องของการยุบพรรค รวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
มีแต่ข้อสงสัย ไร้การติดตามหลักฐาน”
อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี
การยุบพรรคไทยรักไทย ในแง่ของความชอบธรรมและในแง่ของกฎหมายนั้นไม่น่าที่จะเกิดเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคได้ แต่สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยอ้างจากหนังสือของ อ.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วิจารณ์คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการยุบพรรคว่ามีความน่าเชื่อถือสูง ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วย ก็อยากที่จะให้ทุกท่านได้เข้าใจร่วมกัน ถึงสิ่งที่ อ.อมร ได้เขียนไว้ ผมเข้าใจว่าท่านเกิดความสับสนเหมือนกับคนไทยบางกลุ่ม ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมายังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มีแต่เพียงการกล่าวหาทั้งนั้น
ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาว่า ผู้นำพรรคไทยรักไทยมีความขัดแย้งภายในพรรคหรือการกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ร่วมกับต่างชาติที่นำไปสู่กระบวนการยุบพรรคนั้น เป็นเพียงเหตุผลที่กล่าวอ้างที่ไม่ได้มีการพิสูจน์ว่า “ข้อกล่าวหาจะเป็นจริงหรือไม่ นั้นต้องเป็นกระบวนการของการพิสูจน์และหาหลักฐาน”
ส่วนข้อกล่าวหาที่ทำให้เกิดการยุบพรรคนั้น ต่างก็มีข้อเคลือบแคลงสงสัย เมื่อความคิดในเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดความผิดพลาดขึ้น เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร จากที่ได้มีการนำเสนอการทำนิรโทษกรรมนั้น เป็นการตัดสินใจที่ผิด เพราะถ้าเราทำนิรโทษกรรมแสดงว่า เรายอมรับว่าการตัดสินที่ผ่านมาถูกต้อง ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการทำนิรโทษกรรมกับกรณีการยุบพรรคในครั้งที่แล้ว และไม่เห็นด้วยกับการบรรเทาโทษ เพราะว่าไม่มีความผิด เมื่อไม่มีความผิดก็ไม่จำเป็นต้องบรรเทาโทษ ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือการให้อภัยกับ คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) และหลักที่ผมจะนำเสนอคือ “บรรเทาความเสียหาย หยุดโทษที่จะเกิดขึ้น”
โดยตอนนี้ปัญหาที่ดูจะเลอะเลือนมาก คือการที่ให้คนตีความเป็นพวกเดียวกับคนร่างกฎหมายทั้งๆ ที่หลักสากลนั้นจะต้องเป็นกลุ่มคนคนละพวกกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะหาข้อยุติกับปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมได้อย่างไร
แฉเบื้องหลังมีส่วนได้เสีย”
กมล บันไดเพชร ตัวแทนพรรคพลังประชาชนและอดีตนักกฎหมาย
ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บอกว่าถ้าผู้สมัครคนใดได้ใบแดง ที่ไม่มีการตัดสินเหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะว่าไม่ได้บอกว่า จะนำไปสู่การยุบพรรค ซึ่งเจตนารมณ์เดิมของ รัฐธรรมนูญ 2540 คือการป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ส่วนการพิจารณาคดีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มาจากคำสั่ง คปค. เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คนกลุ่มนี้มาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองที่มารับรองด้วยรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549
ซึ่งคดีใดก็ตามที่ค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีต่อไป ต่อมาก็ออกมาประกาศ ฉบับที่ 29 กรณีการตัดสินคณะกรรมการบริหารพรรคไม่ให้เข้ารับการมีสิทธิในการรับเลือกตั้ง ซึ่งแท้จริงแล้วผู้ที่มีอำนาจในการสั่งเป็นของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีสิทธิในเรื่องดังกล่าว ผมจึงเห็นว่านี้เป็นเรื่องที่ผิดหลักการทางกฎหมายอย่างชัดเจน
หรือแม้แต่การสอบพยานก็ล้วนแล้วแต่เป็นพยานของฝ่ายผู้กล่าวหาทั้งสิน โดยไม่ได้เรียกให้อีกฝ่ายได้เข้ามาชี้แจ้ง โดยตุลาการรัฐธรรมนูญกล่าวอ้างว่า การยุบพรรคเป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่คณะกรรมการทำการสอบสวนไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่กำหนดว่าการสอบสวนต้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้ามาชี้แจ้ง ผมทราบว่าในการสอบครั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้สอบสวนพยานแล้วว่า ถือเอาคำสอบสวนนั้นเป็นการสอบสวนของคณะอนุกรรมการที่เป็นฝ่ายกระทำ
ส่วนในเรื่องของการชั่งน้ำหนัก นายสุขสันต์ ชัยเทศ ในขณะนั้นเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ อ้างตัวเองเป็นกรรมการพรรคพัฒนาชาติไทย จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าพยานปากนี้ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เพราะว่ามีส่วนได้เสียกับพรรคประชาธิปัตย์ ในรายละเอียดปลีกย่อย จะเห็นว่าการสอบพยานนั้น เป็นการเชื่อคำกล่าวหาทั้งหมด และคนที่ประชาชนเลือกมาต้องมาถูกตัดสิทธิทางการเมืองแค่คน 5 คนที่เป็น กกต. และ 9 คนที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุการณ์เช่นนี้กำลังจะเวียนกลับมาให้เห็นอีก
ให้คนไม่กี่คนมีอำนาจบริหารประเทศ”
จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตคณะกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
ระบบกฎหมายกติกาว่าด้วยการยุบพรรคในปัจจุบัน เป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่เห็นความสำคัญของพรรคการเมือง เป็นกฎหมายที่ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอ และส่งผลให้ประชาชนเกิดความอ่อนแอด้วย เพราะไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการซื้อเสียงตามที่กล่าวอ้าง และตอนนี้ สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองไปสู่สถานการณ์วิกฤตก็เพราะกลุ่มคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ที่ผมสรุปให้เห็นแบบนี้ เพราะว่าระบบกฎหมายว่าด้วยการยุบพรรคไม่ได้เพิ่งมาเริ่มมีปัญหาในตอนนี้ แต่มีปัญหามาตั้งนานแล้ว ซึ่งกระบวนการที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคอาศัย กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผลมาจากการเพิ่ม มาตรา 237 ที่ถูกใส่ไปในรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดวิกฤติการเมืองที่บ้านเมืองตกอยู่ในเงื้อมมือของคนที่มาจากการแต่งตั้งเพียงไม่กี่คน รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้กฎของการยุบพรรคเกิดความเลวร้ายมากที่สุด
คนเพียงไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง 14 คนก็สามารถเปลี่ยนแปลงนาย ก. เปลี่ยนแปลงนโยบายอุดมการณ์ของ ส.ส. ที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้ ถ้าอย่าง นาย ก.ไปสังกัดพรรคใหม่ แต่ออกมาประกาศใช้นโยบายเดิมก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “นอมินี” อีก การยุบพรรคไม่ใช่เป็นการลงโทษแต่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่การยุบพรรคเป็นการลงโทษประชาชนด้วย เป็นการทำลายสิทธิของประชาชน เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย และส่งผลให้ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ซึ่งการกระทำแบบนี้มันร้ายแรงยิ่งกว่า เด็กหนึ่งคนทำแจกันแตกแล้วโดนตีทั้งห้อง แต่หลังจากโดนตีแล้วโรงเรียนก็ถูกปิดไปเลย แล้วเด็กนักเรียนห้องอื่นที่ไม่รู้เห็นด้วย มันเป็นการกระทำที่ยุติธรรมแล้วหรือ
ในตอนนี้จะยุบพรรคไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคนทั้ง 14 คนนี้แล้ว ฉะนั้น บ้านเมืองในตอนนี้ถือว่าไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของประชาธิปไตย แต่อยู่ภายใต้เงื้อมมือของคนไม่กี่คนที่มาจากการแต่งตั้ง ต้นตอก็มาจากคณะยึดอำนาจ ถึงแม้ว่าจะมีการต่อสู้กันตามเกณฑ์ และถึงแม้ว่าในตอนนี้ประชาชนจะเป็นผู้ชนะ แต่อย่าลืมว่าใครเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ ถ้าเราจะไปดูคดีของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่จะเกิดการยุบพรรค เห็นท่าว่าจะรอดยาก ถ้าว่ากันตามกฎหมาย เพราะว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับที่ล้าหลังไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นภัยร้ายแรงต่อการพัฒนาและฟื้นฟูประชาธิปไตยต่อไปในอนาคต
ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ 2
จากที่คุณจาตุรนต์ได้กล่าวในตอนท้ายไว้ว่า ถ้าพระหนึ่งรูปปาราชิก แสดงว่าพระทั้งวัดก็ต้องปาราชิกทั้งหมด แล้วก็เผาวัดทิ้งไปเลย แล้วทำไมวันนี้พรรคที่มีเจตนาอย่างชัดเจนอย่างประชาธิปัตย์ที่เรียกร้องมาตรา 7 และวันที่ 24 มีนาคม 2549 ที่ตั้งเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง คุณอภิสิทธิ์บอกอย่างชัดเจนว่าอยากให้มีนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 แสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ต้องการล้มรัฐธรรมนูญ 2540
เราจะเห็นว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกพันธมิตรที่ออกมาทำการเคลื่อนไหวจนกระทั่งวันเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ก็จะเห็นแกนนำพันธมิตรเป็นจำนวนมากที่มาอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในนั้นคือ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ตรรกะข้อใดมาอธิบายว่า พรรคไทยรักไทยล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนมาถึงพรรคพลังประชาชนที่ได้มีกระบวนการตั้งธงว่า เมื่อมีการฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ก็จะทำลายระบบคุณทักษิณทั้งมือซ้ายมือขวาให้หมดสิ้น
จนมาถึงเรื่องของคุณยงยุทธ (ติยะไพรัช) ที่ไม่ได้เป็นคนในบ้านเลขที่ 111 จึงตกเป็นเป้าหมาย ซึ่ง “ผู้การ ท.” และ “พันตำรวจโท ส.” “พลเอก ส.” สั่งการให้ “ผู้การ ท.” ไปดูคดีที่ จ.เชียงรายว่าสามารถเอาผิดได้บ้าง แต่ปรากฏว่าไม่มี เอาผิดไม่ได้ ท่านเสรีพิศุทธ์ (เตมียาเวส) จึงสั่งย้าย ผู้การ ท.ไปที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส การจัดฉากที่เกิดขึ้นมาจากการเกิดรัฐประหารที่คิดว่า คุณทักษิณหรือพรรคไทยรักไทยเป็นตัวปัญหา จึงเป็นอุปสรรคมากที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้การสนับสนุนให้อีกพรรคหนึ่งมาบริหารประเทศ แต่เป็นเรื่องที่ยากมาก และไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น จึงได้ทำการดังกล่าวขึ้นมา
ถ้าคุณยงยุทธเป็น กุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการยุบพรรคพลังประชาชน การจัดฉากต่างๆ มีตั้งแต่คำสั่งของ คมช. แล้ว มีคำสั่งของมือที่มองไม่เห็นที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์มาบริหารประเทศ
ณ วันนี้กฎหมายในเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นการบังคับแค่คนกลุ่มหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สืบอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ถ้าเรายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ รับรองว่าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ภาคประชาชนต้องรวบรวมรายชื่อให้ได้ 50,000 คนและรีบยื่นให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าเป็น “ทางรอด” แค่ทางเดียว
อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นักวิชาการ
แนวโน้มของกฎหมายที่ใช้ในการยุบพรรค มีคำสั่ง คปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 เอามาใส่ในมาตรา 68 กำหนดให้มีการเพิกถอนการเลือกตั้งย้อนหลัง เกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายว่าจะใช้กฎหมายไปเพิกถอนในภายหลังได้หรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ที่เอาคำสั่งของ คมช. มาใส่ใน รัฐธรรมนูญ จากการที่ศึกษาเห็นว่าให้ยกเลิกการประหารชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิพลเมือง ฉะนั้น ต่อไปจะมีการออกกฎหมายย้อนหลังได้อย่างนั้นหรือ เพราะว่ามันไม่ใช่กฎหมายอาญา ถ้าต่อไปถือเอาคดียุบพรรคนำมาเป็นบรรทัดฐาน ก็จะมีคนใช้กฎหมายย้อนหลังนำมาเล่นงานกัน ซึ่งในอนาคตต่อไปอาจมีเพิ่มมากขึ้น เพราะว่า “มันเนียน” กว่าการเกิดรัฐประหาร
ในมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่มีอยู่ในหมวดคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าเหมือนเป็นการให้อำนาจกับ กกต. มากเกินไป คล้ายกับมาตรา 68 เหมือนกันในแง่ของการกล่าวต่อท้ายด้วยคำว่า “ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ตอนร่าง สสร.บอกว่าใช้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้น แต่พอมีคดีเอกสารลับของ คมช. ก็เอามาตรา 309 ปิดปากเงียบ ส่วนในมาตรา 103 กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งให้เสนอการยุบพรรคให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการของพรรคนั้น และให้มีการดำเนินคดีทางอาญากับผู้นั้น
จะเห็นว่ารุนแรงมาก ถ้าสังเกตดีๆ มีต่อท้ายประโยคว่า “ผู้นั้น” แสดงว่าไม่เกี่ยวกับ “ผู้อื่น” แต่ตอนเพิกถอนไม่มีคำว่า “ผู้นั้น” แต่ใช้คำว่า “พรรคนั้น” แสดงว่า เหมารวมทั้งหมด และในมาตรา 237 และมาตรา 68 ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้แสดงความบริสุทธิ์ จะเห็นว่าคณะรัฐประหารมุ่งใช้กฎหมายไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง
ถ้ารัฐบาลยอมพ่ายแพ้ต่ออำมาตยาธิปไตย ก็จะมีแนวโน้มการกอบโกยอำนาจกลับมารุ่งเรืองอีก แต่ถ้ารัฐบาลลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจอำมาตยาธิปไตย จะต้องอาศัยพลังมวลชนทั่วประเทศออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน ร่วมมือกันสนับสนุนรัฐบาลและพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรม เพื่อรักษาอำนาจประชาธิปไตยไว้
ทิศทางการเมืองของเอ็นจีโอพันธมิตร
เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม บนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนักพัฒนาขององค์การเอกชน ที่นิยมเรียกว่า เอ็นจีโอ จากคำย่อในภาษาอังกฤษ non–governmental organization หลายคน เช่น บรรจง นะแส สุริยัน ทองหนูเอียด ขึ้นไปแสดงตัว และได้ยินประกาศชื่อ บำรุง คะโยธา วีรพล โสภา กึ่งผู้นำเกษตรกรกึ่งเอ็นจีโอ อีกด้วย นี่ไม่รวม พิภพ ธงไชย สุริยะใส กตะศิลา
ซึ่งเป็นแกนนำของพันธมิตรฯ แสดงให้เห็นว่า เอ็นจีโอเหล่านี้ ยังร่วมหัวจมท้ายกับขบวนการทางการเมืองที่เปิดประตูให้ทหารก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ล้มเลิกระบอบประชาธิปไตย แล้วสถาปนาระบอบเผด็จการทหารขึ้นมาอีก หลังจากนั้น ขบวนการนี้กลายเป็นสมุนเผด็จการ และเผยแพร่ความคิดทฤษฎีอุดมการณ์อนุรักษนิยม ทิศทางของเอ็นจีโอพันธมิตรจึงน่าเป็นห่วง
ผมเขียนถึงพวกเขาในฐานะที่เคยเป็นเอ็นจีโอ และเป็นพี่เป็นเพื่อนมากว่า 10 ปี เมื่อขบวนการ สนธิ ลิ้มทองกุล ก่อตัวขึ้น ผมได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังว่า เอ็นจีโอจำนวนหนึ่งๆ กำลังตัดสินใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กับขบวนการนี้ แล้วก็เริ่มเข้าร่วมตั้งแต่การชุมนุม 4 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมา ไม่เพียงเอ็นจีโอส่วนใหญ่ คนเดือนตุลา หรืออดีตฝ่ายซ้ายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ก็เข้าร่วม ทั้งๆ ที่ขบวนการสนธิ ซึ่งขยายตัวเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชูคำขวัญที่พวกเขาเคยวิพากษ์มาเสมอ
ความจริงเป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะเอ็นจีโอเติบโตมาจากการต่อต้านรัฐ ต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ และฝ่ายซ้ายเคยผ่านการต่อสู้ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารก่อนกรณี 14 ตุลาคม 2516 มาถึงกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกา และเข้าร่วมขบวนการปฏิวัติที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงเกลียดเผด็จการ รักชาติ และคัดค้านทุนนิยม และที่สำคัญ เอ็นจีโอกลุ่มนี้ไม่ชอบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่เดือนแรกๆ และได้ต่อสู้คัดค้านรัฐบาลนี้มากว่า 5 ปี
เวลานั้นผมยังไม่รู้สึกอะไร ด้วยเห็นว่าเป็นเสรีภาพทางความคิดเห็นและความเชื่อ การเข้าร่วมชุมนุม ก็เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน พวกเขาส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นไปในทางเห็นด้วยทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เช่น ไม่มีทางออก เป็นสิ่งจำเป็น พวกเขาส่วนใหญ่พยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐประหาร
โดยพูดว่า ระบอบเผด็จการทหารดีกว่าระบอบทักษิณ แล้วมีไม่น้อยร่วมวิจารณ์โจมตีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร โจมตีฝ่ายต่อต้านเผด็จการว่าเป็นลิ่วล้อทักษิณ เป็นพวกอำนาจเก่า บางคนถึงกับเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลปราบปรามประชาชนฝ่ายต่อต้านเผด็จการ พวกเขามีท่าทีดีต่อ คมช. สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และเข้าร่วมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จุดยืนและความคิดทางการเมืองเสื่อมทรามลง จากเป็นนักประชาธิปไตยมาเป็นฝ่ายเผด็จการ
เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เอ็นจีโอกลุ่มนี้ไม่ได้สรุป ไม่ได้เรียนรู้อะไร ยังท่องคาถาสนธิ คาถาหมอประเวศ ร้องเพลงเก่า “ระบอบทักษิณ” “เผด็จการรัฐสภา” “ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว” “พรรคการเมืองไม่ดี นักการเมืองเลว” “ประชาชนไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร เสียงของประชาชนไม่มีคุณภาพ”
ทั้งๆ ที่พวกเขาเอ่ยถึงประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ว่าประชาชนเป็นเป้าหมายและเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ผมคิดว่า จนกระทั่งวันนี้ เอ็นจีโอกลุ่มนี้ก็เหมือนกับปัญญาชนคนชั้นกลางฝ่ายพันธมิตรฯ คงยังไม่รู้ว่าทำไมประชาชน 10 กว่าล้านไปออกเสียงลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และทำไมจึงไปลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนอย่างท่วมท้น จนได้เป็นรัฐบาล เอ็นจีโอพันธมิตรจึงไม่ใช่เพื่อนของประชาชนอย่างแท้จริง
ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงเป็นการต่อสู้ทางความคิดการเมืองระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและเผด็จการ การไปยืนอยู่กับพันธมิตรฯ ที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะคัดค้านกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ ยิ่งแสดงออกอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า เอ็นจีโอกลุ่มนี้
ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการจัดทำอย่างแข็งขัน สนับสนุนรัฐธรรมนูญของ คมช. ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากเป็นอำมาตยาธิปไตยมากกว่า พวกเขายืนอยู่กับฝ่ายนิยมเผด็จการ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นกองหน้าของอำมาตยาธิปไตย และกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารอีก อันจะเป็นการทำร้ายประชาชน ทำร้ายประเทศชาติซ้ำสอง
รีบถอนตัวเถอะ อย่าถลำลึกจมปลักเผด็จการอีกต่อไป!
จรัล ดิษฐาอภิชัย
จดหมายเปิดผนึกจาก ดร.วรพล พรหมิกบุตร กรณีสื่อเทียม (จบ)
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ข.กรณีรายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ออกอากาศทางเอเอสทีวี
ผู้ดำเนินรายการชายและหญิงสนทนาในรายการอย่างเออออสอดรับราบรื่นกันดี ฝ่ายหนึ่งเปิดประเด็น อีกฝ่ายหนึ่งเสริมประเด็นให้ผู้ชมเห็นจนได้ว่า นายวรพล มี “ที่มาที่ไปแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่ายังไง” (ข้อสังเกตของคุณจินดารัตน์) หลังจากนั้นผู้ดำเนินรายการอีกท่านหนึ่งก็กล่าวเสริมสอดรับอีกหลายประโยคถัดมาว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ (คำสอดรับจากคุณปานเทพ)
ข้าพเจ้าศึกษาสาระข้อความจากผู้ดำเนินรายการชายหญิง 2 ท่านนี้แล้ว ทำให้นึกคิดเทียบเคียงกับการดำเนินรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” และ “ไม่สัญจร” ของพิธีกรคู่ขวัญชายหญิงอีกคณะหนึ่ง ในสังกัดสถานีเอเอสทีวีและเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ว่าสามารถดำเนินรายการสนทนาเออออสอดรับทำนองนี้กันได้เหมาะเจาะกัน
จนกระทั่งผู้ดำเนินรายการฝ่ายชายซึ่งเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุกโดยไม่รอการลงโทษไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยคำพิพากษาตอนหนึ่งสื่อความหมายชัดเจนว่า ผู้ดำเนินรายการฝ่ายชายท่านนั้นกระทำการใส่ความผู้อื่นโดยเปิดประเด็นใหม่ๆ ในการใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มุ่งจะให้มีการพิสูจน์
ข้าพเจ้าวิเคราะห์สาระข้อความที่ผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินกล่าวถึงเหตุการณ์และบุคคลต่างๆ หลายคน รวมทั้งถึงข้าพเจ้า ก็เห็นมีการเปิดประเด็นใหม่ๆ โดยการกล่าวถึงข้อเท็จจริงบางส่วนผสมปนเปกับคำกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความจริง แต่สื่อความหมายไปในทางทำลายความน่าเชื่อถือของข้าพเจ้า และความเที่ยงตรงสุจริตในการทำงานทางวิชาการและงานการเมืองภาคประชาชนของข้าพเจ้า เช่น คุณจินดารัตน์กล่าวอ้างว่า “ดูไปดูมารายชื่อของนักวิชาการที่ไปร่วมยื่นหนังสือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไปร้องกองปราบฯ ให้แจ้งความดำเนินคดีกลับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
คำกล่าวอ้างของคุณจินดารัตน์เป็นเท็จ เพราะในรายการชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงนามยื่นหนังสือมอบให้ ดร.ชูศักดิ์ ศิรินิล ที่ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2551 ไม่มีรายชื่อนักวิชาการคนใดปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กองบังคับการกองปราบปรามฯ ตามที่คุณจินดารัตน์และทีมงานนักสื่อสารมวลชนผู้จัดทำรายการยามเฝ้าแผ่นดินกล่าวอ้างเลย
แต่คำพูดของคุณจินดารัตน์เผยแพร่สู่สาธารณชนทั้งภายในและภายนอกประเทศไปเรียบร้อยแล้ว การตรวจสอบพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้อาจกระทำได้โดยง่าย ด้วยการขอตรวจดูสำเนาหนังสือราชการ 2 ส่วนประกอบ คือ สำเนาหนังสือบักทึกที่คณะวิชาการยื่นต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสำเนาบันทึกประจำวันกองปราบปรามฯ
ซึ่งสื่อมวลชนหลายสำนักได้รับสำเนาไปบางส่วนแล้ว คุณจินดารัตน์กล่าวอ้าง “แถมยังพบว่า นายวรพล พรหมิกบุตร ที่ถูกทาบทามให้เข้ามาดูแลสถานีโทรทัศน์ MV 26 ซึ่งเป็นของพรรคการเมืองของรัฐบาล ฝั่งอำนาจเก่า” คำกล่าวอ้างข้อนี้สอดรับกับคำกล่าวอ้างเสริมของคุณปานเทพในรายการยามเฝ้าแผ่นดินครั้งเดียวกันว่า “2 ตุลาคม มีแนวคิดดำเนินรายการของ MV 26 นะครับ ที่ตอนนั้น MV 26 ค่อนข้างเข้าข้างไปทางคุณทักษิณ”
คำกล่าวอ้างของคุณจินดารัตน์สอดรับกับคำกล่าวอ้างของคุณปานเทพข้างต้น ไม่ตรงกับความจริง แต่ได้เผยแพร่สู่ผู้ชมรายการจำนวนมากเสมือนหนึ่งเป็นความจริง
ข้าพเจ้าได้รับการทาบทามจากคณะทำงานสถานีเคเบิลทีวี MV 26 ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักกับบุคคลเหล่านี้เป็นส่วนตัวมาก่อน โดยคณะผู้ทาบทาม 3 คน (ชาย 1 คนและหญิง 2 คน) ทาบทามข้าพเจ้าภายหลังการอภิปรายที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ให้ข้าพเจ้าร่วมทำงานนอกเวลาราชการ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ “ทางออกภายในประเทศไทย” ไม่ใช่ทาบทามข้าพเจ้าไปเป็น “ผู้ดูแลโทรทัศน์ MV 26”
ในขณะที่มีการทาบทามข้าพเจ้าก็ไม่เคยรู้จักสถานีโทรทัศน์ของ “พรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ฝั่งอำนาจเก่า” ตามที่คุณจินดารัตน์เปิดประเด็นกล่าวอ้างในรายการยามเฝ้าแผ่นดินหรือไม่
ข้าพเจ้าดำเนินรายการ “ทางออกประเทศไทย” รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง ได้รับค่าตอบแทนโดยสุจริตทั้งสิ้น 45,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมาย และไม่เคยเรียกรับผลประโยชน์อื่นใดจากสถานีโทรทัศน์ หรือจากพรรคการเมืองใด หรือจากบุคคลใดที่ได้รับเชิญมาร่วมรายการ ข้าพเจ้ายุติการดำเนินรายการดังกล่าว เพราะเป็นงานที่ต้องใช้เวลาถ่ายทอดสด วันจันทร์-ศุกร์ ซึ่งข้าพเจ้าเหนื่อยจากงานบริหารทางวิชาการต่อองค์กรประชาธิปไตยส่วนอื่นๆ อยู่แล้ว จึงตัดสินใจลดภาระงานและลดรายได้ของตนจากการดำเนินรายการ “ทางออกประเทศไทย” ลง เพื่อมีเวลามากขึ้นในการทำงานวิชาการบริการประชาชนโดยไม่จำเป็นต้องเรียกรับรายได้เช่นที่กระทำวันนี้
คุณจินดารัตน์ตั้งข้อสังเกตในรายการยามเฝ้าแผ่นดินโดยกล่าวพาดพิงถึง “นายวรพล” ว่า “อ๋อ ที่มาที่ไปแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร” และคุณปานเทพกล่าวเสริมเป็นการแจกแจง “รอยประวัติของคนอย่าง อ.วรพล พรหมิกบุตร” เพื่อกล่าวสรุปต่อมาว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ”
ข้าพเจ้าจึงขอแจกแจง “รอยประวัติของคนอย่าง อ.วรพล พรหมิกบุตร” เพิ่มเติมให้ทราบโดยบันทึกแนบท้ายให้เห็นนอกจากนายวลพลจะมี “ความสัมพันธ์กับ นปก. จริง” แล้ว นายวรพลยังมีความสัมพันธ์โยงใยกับใครในการเมืองไทยอีกบ้างตลอดชีวิตการทำงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อพิจารณารอยประวัตินายวรพลเพิ่มเติมจากบันทึกแนบท้ายนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอย้อนกลับมาตอบคำถามของคุณจินดารัตน์ข้างต้นว่า “อ้อ ที่มาที่ไปเป็นแบบนี้นี่เอง แล้วจะให้เข้าใจว่าอย่างไร” โดยมีคำตอบให้คณะทำงานรายการยามเฝ้าแผ่นดินและสื่อมวลชนสำนักอื่นๆ พิจารณาเลือกใช้ดุลพินิจ 2 ประการคือ (1) ให้เข้าใจตามหลักวิชาการสังคมวิทยาสื่อสารมวลชนได้ว่า “สื่อบิดเบือน” คือ สื่อมวลชนที่เผยแพร่ความเท็จ หรือ (2) ให้เข้าใจตามที่ผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินใช้ความพยายามจะให้ผู้ชมเข้าใจได้ว่า นายวรพลเป็นคนที่ควรถูก “นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ” ตามที่คุณจินดารัตน์แนะนำว่าไม่บริสุทธิ์เช่นนั้นหรือไม่
คุณปานเทพอภิปรายย้อนรอยประวัติศาสตร์การทำงานของข้าพเจ้าประมาณ 9 ประเด็น ข้าพเจ้าจะช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายดังนี้
วันที่ 20 มิถุนายน 2550 นายวรพล ขึ้นเวทีปราศรัย นปก. ท้องสนามหลวง และปราศรัยช่วยกันบริจาคเงินในการต่อสู้กับเผด็จการ
เรื่องนี้จริงเป็นอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย นปก. ท้องสนามหลวง เพื่อร่วมกับประชาชนในการต่อสู้กับเผด็จการ คมช. และข้าพเจ้าร่วมบริจาคเงินสมทบในวันนั้นด้วยจำนวน 3,000 บาทถ้วน เป็นเงินจากรายได้ประจำในอาชีพวิชาการ
นอกจากนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะอภิปรายสนับสนุนเวทีปราศรัยของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เลยแม้จะมีความสัมพันธ์ด้านการงานกับแกนนำพันธมิตรฯ หลายคน เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า ชื่อจัดตั้งของคนกลุ่มนี้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งหน้าตั้งตาโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคพลังประชาชน
วันที่ 20 กรกฎาคม 2550 นายวรพลเรียกร้องให้ปล่อยแกนนำ นปก.
เรื่องนี้จริงเป็นอย่างยิ่ง สืบเนื่องจากตัวข้าพเจ้าเองถูกเจ้าหน้าที่ที่ใช้แก๊สน้ำตา โล่ และกระบอง ขับไล่ผลักดันด้วยการใช้อำนาจรุนแรงต่อประชาชน บนถนนหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ในคืนวันเกิดเหตุ และข้าพเจ้ายังได้เสนอตัวเป็นพยานฝ่าย นปก. โดยให้ถ้อยคำเป็นพยานฝ่าย นปก. โดยให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อพนักงานสอบสวนแล้ว
นายวรพลบอกว่าขณะนี้ประชาธิปไตยไทยมีความเปราะบาง อาจนำไปสู่ความรุนแรง
เรื่องนี้เป็นความเห็นจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์หลายส่วนประกอบกัน รวมทั้งข้อมูลความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ
วันที่ 19 กันยายน 2550 นายวรพลและกลุ่มคนเดือนตุลาฯ ไม่เอาเผด็จการ แถลงเรียกร้องให้ลบชื่อ อ.ธีรยุทธ บุญมี ออกจากทำเนียบนักวิชาการและทำเนียบวีรชนประชาธิปไตยด้วย
เรื่องนี้เป็นความจริง
วันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายวรพลขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ลานคนเมืองกรุงเทพ
เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง และเป็นความภูมิใจในประวัติการทำงานอย่างยิ่งที่นักวิชาการไร้อันดับอย่างข้าพเจ้ามีโอกาสอภิปรายแลกเปลี่ยนข้อมูลและโลกทัศน์กับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ได้รับความเชื่อถือสูงทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น คุณปองพล อดิเรกสาร คุณอดิศร เพียงเกษ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง และ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ เป็นต้น
กรณีกล่าวอ้างว่านายวรพลรับการทาบทามเป็นผู้ดูแลสถานีโทรทัศน์ MV 26 ข้าพเจ้าขอให้ข้อมูลแล้วว่าเป็นการกล่าวอ้างขัดกับความจริง
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 นายวรพลให้ความเห็นว่าตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งคณะต้องลาออก
เรื่องนี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง และในวันที่ 30 มีนาคม ศกนี้ ข้าพเจ้าจะนำเสนอบทวิเคราะห์คำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญ (เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550) ฉบับสมบูรณ์ให้สื่อมวลชนและสาธารณชนรับทราบอีกครั้ง ว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เหมาะสมถูกต้องตามหลักนิติธรรมหรือไม่เพียงใด
วันที่ 10 มีนาคม นายวรพลพร้อมด้วย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯ มีการแค่ประชุมออกแถลงการณ์
เรื่องนี้ นายวรพล อ.พิชิต และ อ.วสันต์ มีชื่อปรากฏในแถลงการณ์ตำหนิติติงกลุ่มพันธมิตรฯ และแนะนำประชาชนให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันการปะทะรุนแรงระหว่างองค์กรภาคประชาชน
รศ.ดร.พิชิต มีภาระการงานและไม่ได้เดินทางไปร่วมแจ้งความกล่าวโทษ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพวกที่กองปราบปรามฯ หรือที่อื่นใดมาก่อน
ส่วนแถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ มีข้อความที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา ประชาชนจึงร่วมกันแจ้งความให้ตำรวจพิจารณาดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไปแล้ว โดยมีการประสานงานระหว่างกองปราบปรามฯ กับสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ
คุณปานเทพกล่าวถึง “อาจารย์คนนี้” (เข้าใจว่า คือนายวรพล) และ “วิธีการของคนคนนี้” โดยกล่าวว่า “แต่ว่าเอาล่ะ เมื่อเราเข้าใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้ คือ คนกลุ่มทำนองเดียวกัน คิดคล้ายๆ กัน ทำอะไรเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดียวกันของรัฐบาลชุดนี้และพรรคพลังประชาชน”
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งยวดของคุณปานเทพ และ “อาจารย์คนนี้” สามารถยืนยันว่า การทำงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของ “อาจารย์คนนี้” และของบุคคลจำนวนมากใน “คนกลุ่มทำนองเดียวกัน” เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่หากพรรคพลังประชาชนและบุคคลต่างๆ ในรัฐบาลชุดนี้มีความเห็นสอดคล้องกัน ทำนองเดียวกันว่ามีการบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็ถือได้ว่าเป็นความสอดคล้องที่น่ายินดีสำหรับประชาชนส่วนรวมของประเทศ แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะดำเนินการเคลื่อนไหวขัดขวางหรือไม่ ก็เป็นไปตามสภาพการณ์สังคมไทย
คุณจินดารัตน์ตั้งชื่อเรียก “คนกลุ่มนี้” ว่า “กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ” แล้วคุณปานเทพกล่าวเออออสอดรับกระหนุงกระหนิงว่า “เออ กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ ชัดๆ ไปเลยครับ อย่าไปอายครับ ทำอะไรให้ชัดเจน ประชาชนเขาจะไม่สับสนครับ”
ข้าพเจ้าคิดว่าหากเรียกชื่อนักวิชาการกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มอาจารย์นับถือนายกรัฐมนตรีทักษิณ” จะฟังได้ชัดเจนกว่าชื่อ “กลุ่มอาจารย์รักทักษิณ” และผมยินดีหากจะถูกเรียกว่าเป็น “อาจารย์นับถือนายกรัฐมนตรีทักษิณ” โดยไม่มีอะไรให้อายครับ ชัดเจน ไม่มีความสับสนต่อประชาชนเลย
ส่วนชื่อกลุ่ม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่นายจ้างผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินใช้เรียกกลุ่มจัดตั้งของตนจนถึงทุกวันนี้ ควรถูกพิจารณาเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องตรงกับรูปธรรม การดำเนินงานของกลุ่มด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนสับสนกันไปยิ่งกว่าทุกวันนี้
คุณปานเทพกล่าวว่า “ถ้าไม่มีใครมาล้วงประวัติเนี่ย ก็นึกว่าเป็นความบริสุทธิ์จากนักวิชาการ”
ข้าพเจ้าจึงขอช่วยแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ครบถ้วนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับ “เบื้องหลังความสัมพันธ์ของ รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร ทางการเมือง” เพื่อสื่อมวลชนสำนักอื่นๆ ช่วยตรวจสอบทั้งนายวรพลและนายปานเทพด้วยว่า มีความบริสุทธิ์เชิงวิชาชีพเพียงใดหรือไม่
นายวรพล พรหมิกบุตร
เชื้อชั่วเผด็จการขวางแก้ รธน.
บิ๊กโบ๊ต (แทน)
กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะ
อย่างน้อยที่สุดก็ชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่จากหลายภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีเนื้อหาหมกเม็ด เป็นโทษต่อการพัฒนาบ้านเมืองทั้งในวันนี้และในวันข้างหน้า สมควรที่จะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
แม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้างในรูปแบบการแก้ไข การรณรงค์ การเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ตัวเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ยังเห็นต่างกันอยู่บ้างว่า ควรแก้ไขมาตราใดบ้าง
แต่อย่างน้อยสำหรับประชาชนชาวบ้านร้านตลาดก็ดูจะสบายใจได้ว่า การเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในขณะนี้ ไม่ใช่เป็นการกระทำไปเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน
เพราะการที่กลุ่มคนซึ่งออกมาเคลื่อนไหว มีที่มาจากต่างกลุ่มต่างขั้ว แต่มีความคิดเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมหมาย
ถึงการมาด้วยใจ ไม่ได้มีใครหลอกลวง ชักจูง หรือแม้แต่จ้างวานแน่
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษา ที่นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่ในอดีตเคยมีบทบาทร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ถึงวันนี้ก็มีจุดยืนชัดว่าจะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่
พร้อมกับการประสานงานกับเครือข่ายในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อจัดเวทีให้ความรู้กับเพื่อนนิสิตนักศึกษา รวมทั้งประชาชน ถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
ซึ่งจะมีการประเดิมเวทีแรกกันที่ ม.รามคำแหง และขยับขยายไปในภาคต่างๆ
ทั้งภาคอีสานที่ ม.ขอนแก่น ภาคเหนือที่ ม.นเรศวร และภาคใต้ที่ ม.สงขลานครินทร์
หรือจะเป็นองค์กรภาคประชาชน 8 กลุ่ม 35 องค์กร ที่รวมตัวกันใหม่ ภายใต้ชื่อ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปร.)
ก็ถือเป็นการรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายอันหนึ่งอันเดียว
เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ทั้ง 35 องค์กรดังกล่าวจะมีแนวคิด และมีภารกิจหลักที่แตกต่างกันออกไป มีพื้นที่ มีเวทีในการขับเคลื่อนผิดแผกแตกต่างกันอกไป
แต่ในยามที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่ต่างแนวคิด ต่างอุดมการณ์ ก็สามารถรวมพลังกันได้อย่างกลมกลืน
และกำลังจะเกิดกิจกรรมตามมามากมาย อย่างเช่น การเดินสายเพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึง
เพื่อนำเอามาประมวลเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ตามแนวทางที่วางเอาไว้เบื้องต้นว่า จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ทุกมาตรา โดยนำเอารัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ใหม่ หลังจากมีการแก้ไขในบางมาตราแล้ว
เป็นการดำเนินการภายใต้ธง “ปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอำนาจนอกระบบ”
เช่นเดียวกับกลุ่มนักวิชาการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาอันเดียวกัน
และกำลังทยอยเปิดเวทีแสดงความคิดความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง อย่างเช่น เวที “แก้รัฐธรรมนูญ 50 เพื่อใคร ประชาชนจะได้อะไร” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 7 เมษายนนี้ ที่โรงแรมรามาการ์เด้น ถ.วิภาวดีรังสิต
มีวิทยากรน่าสนใจทั้ง ศ.ดร.กระมล ทองธรรมชาติ จาก ม.สยาม รศ.คิม ไชยแสนสุข อธิการบดี ม.รามคำแหง ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
รวมไปถึงเวทีวิชาการอีกหลายเวที ที่กำลังจะมีการจัดตามมาอย่างต่อเนื่อง
ยังไม่รวมถึงฝ่ายการเมือง ที่มติวิปพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นตรงกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า จะต้องดำเนินการแก้ไขในมาตราใด อย่างไรบ้าง
เหลืออยู่เพียงขั้นตอนการบรรจุเป็นวาระการประชุม แล้วก็ไปพูดจากันต่อในกระบวนการของรัฐสภาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ในส่วนของประชาชนเอง ก่อนหน้านี้ผลการสำรวจความคิดเห็นของเอแบคโพล ก็ชี้ชัดว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลักๆ ว่าอยากเห็นความเป็นธรรมเกิดขึ้นในบ้านเมือง
เพียงเท่านี้ก็พอจะเป็นการยืนยันได้ว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ เป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจและเป็นที่กังวลของคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย อย่างเห็นได้ชัดเจน
เป็นประเด็นปัญหาของบ้านเมืองที่หลายฝ่ายไม่สบายใจ และอยากจะเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เกิดขึ้น
จะมีก็แต่พวกเชื้อชั่วเผด็จการ พวกสมุนรับใช้เผด็จการ และพวกสนองตัณหาอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น ที่ออกมาหลับหูหลับตาขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบหัวชนฝา ไม่สนใจว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาคิดอ่านกันอย่างไร
คนพวกนี้สมควรให้ตายไปพร้อมกับ รธน.50 จริงๆ...!!!
แก้ไขดีกว่าฉีกทิ้ง
เอกฉัตร
ใครที่ติดตามข่าวสารการบ้านการเมืองในห้วงเวลานี้ คงจะสับสนกับการแสดงความคิดเห็นของนักการเมือง นักวิชาการ และสื่อมวลชน โดยเฉพาะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 ของ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล ที่มีความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหามากมาย
เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นมาเพื่อทำลายระบบพรรคการเมือง เพราะวันนี้มีพรรคการเมือง 3 พรรคที่เข้าคิวขึ้นเขียงให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค คือ พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคพลังประชาชน
มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวเท่านั้น ที่แสดงความคิดเห็นในทำนองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งใช้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบแก้ไข และมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นการดิ้นรนเพื่อตัวเอง เพราะพรรคจะถูกยุบ
ทำเอา นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ที่เคยรับบทโฆษกให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ตอนนี้เริ่มเห็นทางธรรมและรู้แจ้งเห็นจริงแล้วกับพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายบรรหารยอมสลัดความรู้สึกที่เจ็บปวด เพื่อให้ความสัมพันธ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้านในอดีตเป็นไปด้วยความราบรื่น กรณีกระดาษแผ่นเดียวที่ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ควักออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จนนายบรรหารมึน ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดที่ จ.สุพรรณบุรี หรือที่เมืองจีนกันแน่
แต่...วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเห็นใจและเข้าใจนักการเมืองใกล้ฝั่ง แต่กำลังจะสูญเสียพรรคการเมืองที่หวังจะฝากผีฝากไข้ โดยให้ลูกสาวลูกชายรับมรดก
กลับแสดงอาการแล้งน้ำใจ ไม่สนับสนุนก็น่าจะวางเฉย ไม่ใช่ดาหน้ากันออกมาคัดค้าน ใครเป็นนายบรรหารวันนี้ก็ย่อมเจ็บกระดองใจ
จนถึงวันนี้ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะออกอาการมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลก็มีเสียงเพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
เพียงแต่เสียดายแทนพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้โอกาสเปิดให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ฟอกตัวให้ประชาชนเห็นว่า ในรอบหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้เออออห่อหมกรับใช้เผด็จการตามที่ถูกกล่าวหา
ไม่ทราบว่ามีอะไรบังตา พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่พยายามที่จะฟอกตัวให้พ้นข้อกล่าวหา
กลับสนับสนุนเผด็จการอย่างออกหน้าออกตา จนลืมแสดงความมีน้ำใจกับนายบรรหารที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมา
ที่ผมบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนเผด็จการ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นมาภายหลังการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากที่จะปฏิเสธว่าไม่ได้เขียนขึ้นมาจากการบงการของเผด็จการ เพราะหลายมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำลายระบบพรรคการเมือง มุ่งหวังล้างเผ่าพันธุ์พรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกนี้จะยุบพรรคการเมืองง่ายเหมือนกับรื้อเพิงหมาแหงนริมถนน
นอกจากนั้น พฤติกรรมของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ร่วมกันสุมเศียรร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาด้วยใจอคติ และไปสอดคล้องกับการแสดงความคิดเห็นของนายทหารที่ร่วมกันทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน ปี 2540 ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
และ...ที่น่าเป็นห่วงคือ การแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทำนองข่มขู่ว่า ระวังประเทศจะเกิดวิกฤติ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ
มันอะไรกันนักหนา เพียงแค่แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเชียวหรือ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เขียนขึ้นมาจากคน ดังนั้นคนก็ควรจะมีสิทธิ์แก้ไขได้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
หรือว่าผู้ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญแทนการแก้ไข กระนั้นหรือ










