โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่เหมือนที่ใช้กันในอารยประเทศ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการซื้อเสียง มีไว้เพื่อทำลายพรรคการเมืองบางพรรค และเพื่อให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นระบบที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เมื่อมีการนำกฎหมายนี้มาใช้ จะนำไปสู่วิกฤตการทางการเมืองที่หนักหนาสาหัส เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศ และจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอีกก้าวใหญ่
ในอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีเรื่องยุบพรรคน้อยมาก เหตุผลในการยุบพรรคที่เคยเกิดขึ้นคือ การที่พรรคการเมืองนั้นมีนโยบายและการกระทำที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เช่น กรณีของพรรคนาซีเยอรมัน เป็นต้น
กติกาเกี่ยวกับการยุบพรรคของประเทศ มีปัญหาตั้งแต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้บังคับอยู่แล้ว ระบบกฎหมายในขณะนั้นเปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้โดยไม่ยากเย็นนัก เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เป็นผลิตผลของการรัฐประหารก็ได้ใช้ช่องทางของระบบกฎหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตัดสินยุบพรรคการเมืองบางพรรคโดยไม่ต้องพิสูจน์การกระทำผิด หากแต่อาศัยตรรกะการใช้เหตุผลแบบ "ฟังได้ว่า" หรือ "เชื่อว่า" เป็นทอดๆ ชนิดที่เต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาอย่างมาก และไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมที่ดี
และระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคถูกทำให้เลวร้ายลงไปอีกจากคณะรัฐประหาร ด้วยการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ที่ระบุว่า "...ในกรณีที่พรรคการเมืองถูกยุบ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคนั้นเป็นเวลา 5 ปี"
ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ทำให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคมีปัญหายิ่งขึ้น คือ ได้คงสิ่งที่มีปัญหามาแต่เดิมไว้และได้เพิ่มเหตุของการยุบพรรค ที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก ขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในมาตรา 237 ระบุว่า "ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่งปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง"
แปลว่าเพียงปรากฏหลักฐาน "อันควรเชื่อได้ว่า" กรรมการบริหารพรรคคนเดียวมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งแล้วมิได้ยับยั้งแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พรรคนั้นทั้งพรรคก็ถูกยุบแล้ว
ยิ่งถ้า "เชื่อว่า" กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทำการทุจริตฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งเสียเอง ก็ยิ่งเข้าข่ายมาตรา 237 นี้ คือ ถือว่าทุจริตทั้งพรรคและต้องยุบพรรคนั้นเสีย
กติกาอย่างนี้ขัดต่อหลักนิติธรรม
เหมือนครูคนหนึ่งทำความผิด ให้ลงโทษครูทั้งโรงเรียนและให้ยุบโรงเรียนนั้นเสีย
พระปาราชิก 1 รูป ให้สึกพระทั้งวัดและให้ยุบวัดนั้นเสีย
กรรมการบริษัทคนหนึ่งทำผิด ให้ลงโทษกรรมการบริษัททุกคนและยุบบริษัทนั้นเสีย
หรือเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วเหมือนกับการที่มีชาวบ้านทำร้ายทหารนาซีแล้วกองทัพนาซีฆ่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน และเผาหมู่บ้านนั้นทิ้ง
หลักกฎหมายทำนองนี้ ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นได้ และยังจะทำให้เกิดความไม่เชื่อถือต่อระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมอย่างยากที่จะประสานให้เกิดความปรองดองกันได้
หลักกฎหมายเช่นนี้ ในความเป็นจริง(ยัง)ไม่ได้ใช้กับโรงเรียน วัด หรือบริษัทต่างๆ แต่ใช้กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากผู้ออกแบบระบบกฎหมายนี้ ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองมีความสำคัญหรือเป็นประโยชน์อะไร ทำให้อ่อนแอหรือทำลายเสียได้ยิ่งดี
ระบบกฎหมายนี้ ไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกพรรค ไม่สนใจไยดีว่าสมาชิกพรรคจำนวนมากที่มารวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องเสียโอกาสไป ระบบพรรคการเมืองที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบรัฐสภาย่อมจะอ่อนแอลง
หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตยนั้นเป็นของคู่กัน
การมีกฎหมายสำคัญที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ย่อมแสดงให้เห็นว่า บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่หากลำดับภาพเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเร็วๆ นี้ จะยิ่งเห็นว่าระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงเพียงใด
เมื่อ "เชื่อว่า" กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งทุจริตผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ยุบพรรคนั้นเสียและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทุกคนเป็นเวลา 5 ปี
หากพรรคการเมืองนั้นเป็นรัฐบาลอยู่ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปตามนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ส.ส.หลายสิบคนหมดสมาชิกภาพ ต้องเลือกตั้งซ่อมหลายสิบเขต ส.ส.ที่เหลืออยู่ต้องหาพรรคสังกัดให้ได้ภายในเวลา 60 วัน
ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใดจะเป็นรัฐบาล และรัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรไม่มีใครทราบได้
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้แสดงไว้ในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แต่อย่างใดทั้งสิ้น
รวมความว่า จากการที่คนประมาณ 14 คน คือ กกต. 5 คน และศาลรัฐธรรมนูญอีก 9 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง "เชื่อว่า" มีนักการเมืองคนหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แม้เพียงในเขตเลือกตั้งเขตเดียวหรือหน่วยเดียว คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียง 14 คน ก็สามารถปลดและเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนพรรคการเมืองของ ส.ส.จำนวนมาก และเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองต่างไปจากที่ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมกันกำหนดไว้
คนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเพียง 14 คน มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศ
นี่คือความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งของระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองในปัจจุบัน
เมื่อกฎหมายไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เป็นธรรม คนที่ไม่ได้กระทำผิดก็อาจถูกลงโทษถึงขั้นร้ายแรง ในขณะที่คนซื้อเสียงอีกจำนวนมากไม่ถูกลงโทษ กฎหมายนี้จึงไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงหรือการทุจริตในการเลือกตั้งได้เลย
หากเกิดการใช้ระบบกฎหมายนี้ดังกล่าวเป็นจริง สิ่งที่จะตามมาคือ วิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ จะเกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้หนักหนาเลวร้ายยิ่งขึ้น ผู้คนหมดความเชื่อถือในระบบการปกครองและกติกาของประเทศ จะเกิดความแตกแยกในสังคมอย่างยากจะแก้ไขเยียวยา โดยไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบใด
ที่แน่ๆ จะเป็นการ "ถอยหลัง" ก้าวใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10985
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 7, 2008
ยุบพรรค กติกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ชี้ผลผลิตข้าวเอเชียเพิ่ม-ปินส์ตั้งเป้า2ปีพึ่งตนเอง
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ทำนาย ผลผลิตข้าวในทุกประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของเอเชียจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดข้าวโลกจะยังคงเผชิญกับสภาวะความผันผวนในระยะสั้น ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมาย พึ่งพาผลผลิตข้าวในประเทศเกือบทั้งหมดภาย ใน 2 ปี
รายงานของเอฟเอโอระบุว่า ผลผลิตข้าวทั่วโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 12 ล้านตัน หรือร้อยละ 1.8 จากปีที่แล้ว ถ้าสภาพอากาศปกติ หรือไม่มีความแปรปรวนรุนแรง โดยผลผลิตข้าวในกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ทุกประเทศในเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงอินเดีย จีน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอุปทานตึงตัวในขณะนี้ นอกจากนี้ผลผลิตข้าวในภูมิภาคแอฟริกา ลาตินอเมริกา และยุโรปจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลผลิตในญี่ปุ่น ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาจะลดลง
อย่างไรก็ตาม ปีนี้อาจเป็นปีที่สองติดต่อกัน ที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเพิ่มของจำนวนประชากรโลก นอกจากนั้น ปริมาณการค้าข้าวในตลาดโลกปีนี้ คาดว่าจะลดลงเหลือ 29.9 ล้านตัน น้อยกว่าปีที่แล้วราว 1.1 ล้านตัน เนื่องจากหลายประเทศออกระเบียบจำกัดการส่งออก เพื่อเก็บสต๊อกข้าวไว้บริโภคภายในประเทศ
ที่กรุงมะนิลา เจ้าหน้าที่สำนักงานอาหาร แห่งชาติฟิลิปปินส์เผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าพึ่งพาผลผลิตข้าวในประเทศ ให้ได้ร้อยละ 92 ในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 98 ภายในปี 2553 จากแผนการปรับปรุงภาคเกษตรกรรมขนานใหญ่มูลค่าหลายพันล้านเปโซ ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูระบบชลประทาน และดูแลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว
อย่างไรก็ดี แม้จะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น แต่ฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าวอยู่ดี เพราะการลงทุนปลูกข้าวในประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ต้นทุนสูงกว่าประเทศที่มีที่ราบขนาดใหญ่อย่างไทยและเวียดนาม ปีที่แล้วฟิลิปปินส์นำเข้าข้าว 1.871 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากเวียดนาม ที่เหลือ ส่วนน้อยจากไทย ก่อนหน้านี้ทางการประกาศจะนำเข้าข้าว 1.5 ล้านตันในปีนี้ และอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านตันหากจำเป็น.
เดลินิวส์
แบงก์ไทยเครดิต ปิ๊งเพชรพลอยค้ำกู้
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสาร ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมปล่อยกู้โดยให้ลูกค้ารายย่อยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า ธุรกิจห้องแถว สามารถนำอัญมณี เช่น เพชร พลอย มาค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารได้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องรอให้ภาครัฐผ่านกฎหมายและตีความว่า อัญมณีเหล่านี้เป็นทรัพย์สินสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ได้ ก็เริ่มดำเนินการได้ทันที จากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารได้เริ่มโครงการนำทองคำมาค้ำประกันไปแล้ว ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวได้รับความนิยมจากลูกค้าของธนาคารจำนวนมาก
“หากภาครัฐได้ผ่านกฎหมายหลัก ประกันทางธุรกิจ และตีความว่าเป็นสิ่งที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ นั้นก็หมายความว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชน พ่อค้า แม่ขายราย เล็ก ๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนการนำเพชร พลอยมาค้ำประกัน และกังวลว่าในอนาคตราคาอาจเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนราคาทองคำนั้น ตรงนี้ธนาคารไม่เป็นห่วง เพราะก่อนที่จะดำเนินการต้องมีการประเมินราคา รู้ราคากลาง ในรายละเอียดเหล่านี้ธนาคารได้เตรียมการไว้แล้ว”
อย่างไรก็ตามสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมอัญมณีไทย จะยื่นหนังสือต่อภาครัฐเพื่อให้ผลักดันกฎหมายพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ หากกฎหมาย ดังกล่าวประกาศใช้แล้ว จะช่วยให้เอกชน ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก เข้าถึงสถาบันการเงิน และหาแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ธนาคารยังมีเป้าหมายขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มภายใน 5 ปีนี้ จะขยายสาขาให้ครบ 50 แห่ง นอกเหนือจากนั้นจะใช้พื้นที่สาขาของบริษัทไทยประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคาร ที่มีกว่า 250 แห่งทั่วประเทศในการให้บริการลูกค้า โดยลูกค้าหลักของธนาคารคือกลุ่มลูกค้ารายย่อย ที่กระจายในตลาด ชุมชน หรือหมู่บ้านต่าง ๆ เพราะธนาคารมีบริการให้ทั้งเงินฝาก สินเชื่อ ทั้งกู้เงินไปลงทุน สินเชื่อที่อยู่อาศัย กู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด โดยใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว สามารถที่จะขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้.
เดลินิวส์
รายได้ครัวเรือนพุ่ง 18,660 บาท
ธุรกิจทรุดมนุษย์เงินเดือนเสาหลัก รุบะหนี้บานฉ่ำค่าใช้จ่ายเพิ่ม 3 พันบาท
รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ในปี 2550 ที่จัดเก็บจาก กลุ่มตัว อย่าง 5,200 ครัวเรือน ทั่วประเทศพบว่า รายได้โดยเฉลี่ยของครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ 18,660 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการทำงานมากถึง 71.6% โดยมาจากค่าจ้างเงินเดือน 39.9% การทำธุรกิจ 20.8% และทำการเกษตร 10.9% และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอกครัวเรือนหรือภาครัฐ 9.9% รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ย 2% และมีรายได้ในรูปสวัสดิการสินค้าและบริการประมาณ 14.5%
ทั้งนี้รายได้ของครัวเรือนพบว่า ครัวเรือนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานวิชาชีพ, นักวิชาการ, นักบริหารมีรายได้เฉลี่ยสูงสุดถึง 42,863 บาท รองลงมาได้แก่ครัวเรือนของผู้ดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เกษตร เช่น เสมียน พนักงานมีรายได้เฉลี่ย 25,208 บาท ผู้ให้บริการมีรายได้ 19,311 บาทและผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตมีรายได้ 14,095 บาท ส่วนรายได้ต่ำสุด คือ ครัวเรือนของผู้ทำประมง, ป่าไม้, ล่าสัตว์ และหาของป่ามีรายได้ 9,185 บาท
ส่วนรายได้ประจำต่อคนต่อเดือน โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 5,494 บาท ขณะที่ในปี 49 มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,245 บาท และเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม คือ ครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด มีรายได้ประจำต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 16,905 บาท จากที่ในปี 49 มีรายได้ประจำเฉลี่ยต่อคน ต่อเดือน 16,574 บาท ส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำสุด มีรายได้ประจำต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้นจาก 1,111 บาท เป็น 1,310 บาท
ก่อนหน้านี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ครม.ได้รับทราบผลการสำรวจว่าในปี 50 พบว่าครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ยปีละ 116,681 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 49 ที่มีหนี้สิน 116,585 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค มากถึง 33.3% ใกล้เคียงกับการนำไปใช้เพื่อซื้อบ้านหรือที่ดิน ซึ่งมีสัดส่วน 31.3%
“ภาพรวมครัวเรือนที่มีหนี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 41-47 จาก 55.1% เป็น 66.4% แต่ลดเหลือ 64.4% ในปี 49 และเหลือ 63.3% ในปี 50 โดยจำนวนหนี้เพิ่มจาก 82,485 บาทในปี 45 เป็น 116,585 บาท ในปี 49 และเริ่มชะลอตัวลงในปี 50 และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ ค่าใช้จ่าย และหนี้สินต่อรายได้ พบว่าครัวเรือนทั่วประเทศตั้งแต่ปี 41-50 มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการยังชีพ โดยรายได้เพิ่มขึ้นจาก 13,736 บาท ในปี 45 เป็น 18,660 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มจาก 10,889 บาท เป็น 14,500 บาท”.
"แม้ว"กลับจากตีกอล์ฟกัมพูชาถึงไทยแล้ว
วันนี้ (6 เม.ย.) เมื่อเวลา 15.30 น.ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา โดยสื่อมวลชนได้สอบถามถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชน ซึ่งพบว่าวัยรุ่นจำนวน ร้อยละ 50 ต้องการรดน้ำดำหัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยอดีตนายกรัฐมนตรีตอบเพียงสั้น ๆ ว่า ขอบคุณ และปฏิเสธที่จะตอบคำถามอื่น ๆ
ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดที่จะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11-13 เมษายน โดยมีภารกิจทำบุญให้แก่บรรพบุรุษ และรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ตามประเพณีพื้นเมือง ต่อข้อถามที่ว่า จะไปรดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ยังไม่ทราบและไม่รู้ว่าประธานองคมนตรีจะเปิดบ้านวันไหน แต่ในช่วงเวลาเทศกาลสงกรานต์ จะยังคงอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ตลอด
นอกจากนี้ นายพงศ์เทพ ยังกล่าวถึงการเดินทางไปประเทศกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ร่วมตีกอล์ฟกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาตามคำเชิญในฐานะเพื่อนเก่า โดยไม่ได้หารือเรื่องการลงทุนธุรกิจในเกาะกง รวมถึงไม่มีการหารือเรื่องเขาพระวิหารด้วย.
เดลินิวส์ใช่จะไม่มีเชื้อซะเลย [7 เม.ย. 51 - 04:24]

“แล้วที่ทำนายออกมาแล้วผิดแบบนี้อายหรือไม่”
ไม่สบอารมณ์โก๋อย่างแรง “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ใช้จังหวะช่วงต่อเวลาพิเศษ ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
เกินโควตาเกือบสิบนาที
ตั้งหน้าตั้งตา “จวก” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือ “อาจารย์วารินทร์” เจ้าสำนัก สุขิโตผู้โด่งดัง เจ้าของคำทำนายร้อนๆ
รัฐบาลที่นำโดยนายกฯสมัคร จะไปไม่รอด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทยรอบที่สามจะเกิดเหตุวุ่นวาย ภายในเดือนพฤษภาคมนี้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยทหาร
“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
“อยากให้คนที่เป็นหมอดูลองนั่งคิดดูก่อนว่า ที่พูดมานั้นมีเป้าหมายอะไร พูดออกมาทำไม หน้าที่ของหมอดูต้องเป็นแบบนี้ หมอดูคนอื่นยังหุบปากอยู่เฉยๆ ทำไมหมอดูคนนี้ต้องเคลื่อนไหว กำหนดให้คนโน้นคนนี้ ออกข่าวทำพิธีต่อชะตาให้แบบนี้ เพราะพรุ่งนี้ (7 เม.ย.) เขาจะทำพิธีกัน ประชาชนบางคนบอกไม่ไป
ก่อนหน้านี้หมอดูคนนี้ก็เคยมีการยืนยันว่า ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมัครไม่มีทางได้เป็น แล้วสุดท้ายผลออกมาเป็นอย่างไร แล้วที่ออกมาทำนายใหม่นี้ต้องการอะไร”
นี่ขนาดบอกว่า ยกผลประโยชน์ให้ไปก่อน “ลุงหมัก” ยังใส่ซะไฟแลบ
โดยกระบวนท่าที่สะท้อนออกมา ถ้าจะบอกว่านายกฯไม่หวั่นไหวไปกับคำทำนายของ “โหร คมช.” เลย มันก็ใช่ที่
ไม่ผวาแต่ระแวงก็แล้วกัน
เพราะแม้โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า หมอดูมีตาทิพย์เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้จริงหรือไม่
แต่โดยตรรกะ “อาจารย์วารินทร์” ได้รับฉายาว่าเป็น “โหร คมช.” มีลูกศิษย์ลูกหา ล้วนแต่นายทหารระดับบิ๊กเบิ้มในกองทัพ
ตรงนี้ต่างหากที่ต้องตามแกะรอยให้ดี
วงในอาจารย์กับลูกศิษย์มีการกระซิบกระซาบ ส่งซิกอะไรกันหรือไม่
และแม้คนพูดจะไม่ใช่ตัวละครที่มีน้ำหนัก แต่ประเด็นก็แหลมน่าสนใจ กับมุมที่ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ย้อนอดีตเทียบเหตุการณ์ การให้โหรออกมาชี้นำให้ปฏิวัติ เป็นแผนเดิมที่เคยใช้มาแล้วก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549
ที่แน่ๆ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย รีบดักคอเลยว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่านำเอาเรื่องความวุ่นวายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาอ้างเป็นเหตุผลทำการยึดอำนาจอีก
เพราะถ้ามีการรัฐประหารอีกครั้ง บ้านเมืองวิบัติแน่นอน
วนไปวนมา เงื่อนไขก็มาผูกโยงไว้ที่ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทุกฝ่ายแม้แต่รัฐบาลเองก็กำลังเสียวว่า จะเป็นหัวเชื้อเร่งปฏิกิริยาหักดิบ
ลำพังพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตกอยู่ในไฟต์บังคับ เข้ามุมอับขยับหนีไม่ออก ยังไงก็ต้องรื้อรัฐธรรมนูญเพื่อหนีตาย
แต่ที่กำลังกระอักกระอ่วนใจก็คือ คิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่ใช่ผู้ร่วมชะตา
จะโดดร่วมวงกับพรรคร่วมรัฐบาลชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบไปไหนไปกัน ก็หวั่นชะตากรรมคงจะไม่หนีไปจากพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย
ถูกขึ้นบัญชีดำสั่งตาย
ไอ้ครั้นจะอิดออด ดึงเกมแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นที่ถูกใจขั้วอำนาจฝ่ายต้านเครือข่าย “ทักษิณ”
ก็มีหวังโดนอัปเปหิออกจากพรรคร่วมรัฐบาล
ยิ่งโดยสภาพทุกวันนี้ทีมพรรคเพื่อแผ่นดินก็เหมือนข้าวนอกนาในรัฐบาล นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกฯและ รมว.อุตสาหกรรม ถูกเพื่อนรัฐมนตรีเขม่น ในฐานะคนที่ขยันแสดงความคิดเห็นมากที่สุดในที่ประชุม ครม. ขณะที่นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย พอขยับจะทำงานใหญ่ สางปัญหาที่ดินทั้งระบบ ก็โดน “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย แหย่ทีเล่นทีจริงจะขอให้พรรคเพื่อแผ่นดินเปลี่ยนตัว
ขยับล้ำหน้าเป็นเจอข้อหาหมั่นไส้
พวกจ้องไล่อยู่แล้ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
โหรฟันธงตรวจชะตาเมือง ชี้ชาติบอบช้ำปฏิวัติอีกไม่ได้ [7 เม.ย. 51 - 06:31]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก วันนี้ (7 เม.ย.) นายลักษณ์ เรขานิเทศ โหรชื่อดังมีกำหนดจัดเสวนาชะตาบ้านชะตาเมือง ในหัวข้อ "ปฏิวัติ นองเลือด วิกฤติชะตาบ้านเมือง กับทางออกของประเทศไทย" เพื่อทำนายสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้
ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกรณีมีความพยายามของคนบางกลุ่มสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองในขณะนี้ ว่า เป็นการกระทำของกลุ่มคนที่แพ้แต่ไม่ยอมแพ้ ทั้งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมาจากการเลือกตั้ง แต่ยังคงเดินหน้าล้มล้างรัฐบาลที่ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามา อย่างไรก็ตาม เห็นว่า ประเทศไทยกำลังบอบช้ำไม่อาจมีการยึดอำนาจได้อีก สิ่งเดียวที่ต้องทำคือทุกฝ่ายต้องช่วยกันทำงานแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน
'นพดล'สั่งทูตทั่วโลกแจงไทยเตรียมแก้ รธน.
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สถานทูตไทย กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา ตรวจสอบการทำสัญญาว่าจ้างบริษัทลอบบี้ยิสต์ของรัฐบาลไทยในช่วงที่มีการยึดอำนาจ หากสัญญาว่าจ้างใดที่ไม่มีความจำเป็นก็จะยกเลิกทั้งหมด ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการแก้แค้น แต่เท่าที่ตนดูแล้ว หลายสัญญาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียเงินหลายแสนบาทว่าจ้างบริษัทเหล่านั้นต่อไป พร้อมกันนี้จะขอให้สถานทูต และกงสุลไทยทั่วโลก ชี้แจงทำความเข้าใจกรณีการเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญของไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักลงทุนที่ยังมีความกังวลกับสถานการการเมืองภายในประเทศ
ซึ่งอุปสรรคหนึ่งในการบริหารขับเคลื่อนประเทศคือรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องปลดล็อค รัฐบาลไม่มีความกังวล ในเรื่องความขัดแย้งเพราะเป็นการทำตามสัญญาประชาคมที่หาเสียงไว้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนขึ้นจากการยึดอำนาจ ส่วนคนที่จะแก้มาจากการเลือกตั้งซึ่งถือว่ามีความชอบธรรม ดังนั้นจะเดินหน้าแก้ไขต่อไป ภายใน 2-3 วันนี้ จะมีความชัดเจนว่าจะแก้ใหญ่หรือเล็ก แต่เท่าที่ฟังคาดว่าจะเป็นการแก้ใหญ่ทั้งฉบับโดยอาศัยรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นแบบทั้งหมด ทั่งนี้รัฐบาลมั่นใจว่าจะสมารถชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจได้ สำหรับม.237 ไม่มีประเทศใด ที่เป็นประชาธิปไตยเขียนกฎหมายในลักษณะนี้ ถ้าใช้คำพูดแรงเรียกว่า 'เป็นกาละกินีทางนิติศาสตร์ ทำผิดคนเดียวแล้วยุบทั้งพรรคต้องขจัดทิ้งโดยเร็ว'
นายนพดล ยังปฏิเสธกรณีที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนี่งเสนอข่าวว่าสั่งการให้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ในกัมพูชาดูแลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี เป็นพิเศษในการเดินทางไปตีกอล์ฟกับสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะไม่เคยสั่งการใดๆ พ.ต.ท.ทักษิณไปในนามส่วนตัว แต่เป็นเรื่องปกติที่อดีตนายกฯไปประเทศใดทูตและเจ้าหน้าที่สถานทูตก็ต้องมีอัธยาศัยไมตรีในการไปต้อนรับ อย่างไรก็ตาม สื่อฉบับดังกล่าวมีการเสนอข่าวผิดๆอย่างต่อเนื่องตลอดมาก่อนหน้านี้ก็เสนอข่าวว่าตนจะเดินทางไปจีน เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวเรื่องต่างๆให้พ.ต.ท.ทักษิณทราบ ทั้งที่ความจริงแล้วการที่ตนเดินทางไปเยือนจีน 14-15 เม.ย. ี้เนื่องจากได้รับเชิญจากทางการจีนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต่างประเทศถามถึงกระแสข่าวรัฐประหารจะให้ทูตชี้แจงอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า เวลานี้ไม่มีเงื่อนใดๆที่จะนำไปสู่การยึดอำนาจ และต่างชาติไม่เชื่อคำทำนายของโหรอยู่แล้ว จากที่ตนได้ทำงาน ร่วมกับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ท่านยืนยันมาตลอดว่าจะไม่มีการยึดอำนาจ ผบ.ทบ.บอกว่าสมัยนี้เอาปืนยิง หัวตัวเองดีกว่าจะไปยึดอำนาจ เพราะคนที่จะยึดอำนาจเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย ส่วนตัวคิดว่าหากจะเกิดการ เปลี่ยนแปลงใดๆก็ให้เกิดจากภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างการยุบสภาดีกว่า แต่เวลานี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะทำ นายกฯก็ยังทำงานได้ ส่วนรัฐมนตรีก็พยายามทำงานกันอยู่
เมื่อถามว่าประมินความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านจะส่งกระทบต่อรัฐบาลแค่ไหน นายนพดล กล่าวว่า เป็นกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกันของคนที่ไม่ยอมรับกติกาและไม่ยอมแพ้ ประเทศไทยยังมีน้ำใจ นักกีฬาน้อยไป ยังมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่คิดว่าตัวเองมีเสียงมากกว่าชาวบ้าน ซึ่งผลกระทบก็คงจะทำให้รัฐบาล เสียเวลา คอยเฝ้า ติดตามความเคลื่อนไหว เท่าที่ทราบมีบางพรรคการเมืองจ่ายเงินสนับสนุนการชุมนุมที่สวนลุมพินี ซึ่งกำลังติดตามว่าใครเป็นคนทำ แต่ตนเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย ประชาชนจะไม่ยอมสนับสนุน เท่าที่ดูฝ่ายพันธมิตรจุดไฟไม่ค่อยติด
![]() |
'ไมกาห์-เอลลาโน-เปตรอฟ'นำทัพแมนฯ ซิตี้เยือนไทยพ.ค.น
แมนฯ ซิตี้ ขนผู้เล่นชุดใหญ่มาเยือนเต็มสูบ “ไมกาห์-เอลลาโน-เปตรอฟ” นำทัพ นัดดวลแข้ง “ทีมชาติไทย” ก่อนวางโปรแกรมเที่ยวพักผ่อนชายทะเล
"ปลาบู่” รัศมี พัดเปรม ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท ฮาวคัมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ซึ่งมี นายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นประธานฯ เผยว่า ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ นักเตะพลพรรค “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ
ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานสโมสร จะเดินทางมาแข่งขันแมตช์พิเศษกับนักเตะทีมชาติไทย ส่วนวันเวลาที่แน่นอนนั้นยังไม่กำหนดอย่างแน่ชัด ต้องพิจารณาความสะดวก และความเหมาะสมอีกครั้ง
สำหรับกำหนดการเบื้องต้นของมาไทยนำทัพโดย สเวน ยอแรน อิริคสัน กุนซือคนเก่ง พร้อมด้วยนักเตะชุดใหญ่ อาทิ ไมกาห์ ริชาร์ดส์, เอลลาโน, มาร์ติน เปตรอฟ, ริชาร์ด ดันน์, โจ ฮาร์ท, ซุน จี ไห, สตีเฟน ไอร์แลนด์, ดาริอุส วาสเซลล์, เบนจานี เอมวารูวารี, โจวานนี และมีกำหนดอยู่เมืองไทยประมาณ 7 วัน โดยนอกจากจะมาดวลแข้งนัดพิเศษกับทีมชาติไทยแล้ว โปรแกรมส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะพักผ่อน โดยมีแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวชายทะเลไทยด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเลือกสถานที่ว่าจะเป็นที่ใด
![]() |
'สมัคร' ออกโรงจวกหมอดู เดาแบบนี้ต้องการอะไร
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ 'สนทนาประสาสมัคร' ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ในวันนี้ (6 เม.ย.) ถึงเรื่องที่มีการเสนอข่าวนำเอาตัวเองไปพัวพันกับทหาร และการที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าสำนักสุขิโต ทำนายว่ากรรมของชาติบ้านเมืองยังไม่จบสิ้น จะเกิดความวุ่นวายจากฝ่ายรัฐบาลและผู้สูญเสียผลประโยชน์ ทำให้เกิดการปฏิรูปการปกครองโดยฝ่ายทหาร แผ่นดินจะเดือดร้อนจะวุ่นวายคนจะประหัตประหารกัน
โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีโอกาสได้ขึ้นเป็นนายกฯ ว่า เรื่องนี้ตนคงไม่เอามาพูดใน รายการ เพราะมีคนอื่นพูดมากแล้ว แต่เรื่องนี้คนพูดต้องคิดบ้างว่า การเอาชื่อนายกรัฐมนตรีไปพัวพันกับทหาร บอกว่าจะปฏิวัติตัวเอง คนนั้นคนนี้จะกลายมาเป็นนายกกรัฐมนตรี คนที่เป็นหมอดูมาดูเรื่องนี้ ควรจะคิดบ้างว่า รุกล้ำเกินคนอื่นไปหรือๆ ไม่ เพราะตนเองเสียหาย ที่มีว่ากันแบบนี้แต่ครั้งนี้จะยกผลประโยชน์ให้ไปก่อน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อยากให้คนที่เป็นหมอดูลองนั่งคิดดูก่อนว่า ที่พูดมานั้นมาเป้าหมายอะไร พูดออกมาทำไม หน้าที่ของหมอดูต้องเป็นแบบนี้ หมอดูคนอื่นยังหุบปากอยู่เฉยๆ ทำไมหมอดูคนนี้ต้องเคลื่อนไหว กำหนดให้คนโน้นคนนี้ ออกข่าวทำพิธีต่อชะตาให้แบบนี้ เพราะพรุ่งนี้ (7 เม.ย.) เขาจะทำพิธีกัน ประชาชนบางคนบอกไม่ไป ตนคิดว่าหมอดูคนนี้ประหลาดจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้หมอดูคนนี้ก็เคยมีการยืนยันว่า ตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมัครไม่มีทางได้เป็น แล้วสุดท้ายผลออกมาเป็นอย่างไร แล้วที่ออกมาทำนายใหม่นี้ต้องการอะไร
นายสมัคร กล่าวอีกว่า ตนมองว่า เรื่องดังกล่าวนี้นี้ไม่เข้าท่า ทางด้านหนังสือพิมพ์ก็ประโคมข่าวนี้ใหญ่เลยว่า เก่งกาจ ยกย่องสรรเสริม ทั้งๆ ที่หมอดูทายผิดชัดๆ เรื่องแบบนี้ทำไม่ต้องเอาคนอื่นมาพัวพัน ไม่ว่าจะเป็น ผู้บัญชาการทหารบก หรือตัวนายกรัฐมนตรี ที่ออกข่าวนายกรัฐมนตรีไปพัวพันกับ ผบ.ทบ. ว่าเขาจะได้เป็นนายก วันข้างหน้า ทำไมต้องทำเอิกเกริกขนาดนั้น เขาต้องการอะไรถึงได้ทำแบบนี้ ผมไปทำอะไรให้ แล้วที่ทำนายออกมาแล้วผิดแบบนี้อายหรือไม่
'เรื่องทั้งหมดนี้ตนเองไม่อยากจะว่าอะไร แต่ถ้าไม่พูดในรายการนี้ ก็จะดูไม่ใช่รายการสนนทนาประสาสมัคร เพราะรายการนี้ต้องพูดแบบนี้ แสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้เกิดความชัดเจน คนที่มาพูดก็ไม่ได้ส่องกระจกดูตัวเองเลย เป็นการอวดศักดาเปล่าๆ ไม่ได้ช่วยเหลือบ้านเมืองตรงไหน รายการในวันนี้เอาเวลาไปถวายให้เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินเนื่องในวันจักรีไปหมดแล้ว ก็อยากจะบอกแค่ว่า ประชาชนอย่าไปทุกข์ร้อนคิดว่า นายสมัครต้องไปเที่ยวอาละวาด หรือไปฟาดฟันกับใครๆ โดยที่อยากจะบอกกับประชาชนก็ คือ เวลานี้บ้านเมืองกำลังเข้าที่เข้าทางแล้ว และตนก็จะทำหน้าที่ต่อไป' นายกรัฐมนตรี กล่าว
![]() |




