5 อาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ค้านการยุบพรรค
คณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5 คน ออกแถลงการณ์ เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยระบุไม่เห็นด้วยกับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เพื่อยุบพรรคการเมือง เพราะเท่ากับความผิดของบุคคลคนเดียวนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวนมากซึ่งไม่ได้ทำผิด การเอาผิดกับบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง
นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ยังมีผลเสมือนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้
แถลงการณ์ระบุว่า กลไกดังกล่าวแม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่า การออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก
"คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกัน ในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมาย ให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง" แถลงการณ์ระบุ
ทั้งนี้ คณาจารย์ทั้ง 5 คน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล, อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล, อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีบทบาทให้ข้อคิดเห็นด้านกฎหมายหลายเรื่อง อาทิ
อาจารย์นิติ มธ. แถลงประณามการรัฐประหารและเรียกร้องให้กลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด
6 คณาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ปฏิเสธร่างฯ 50 ด้วยเหตุ 26 ประการพร้อม 4 ข้อเสนอหากมหาชนไม่รับร่างฯ
"คำวินิจฉัยกลาง" ของ 5 อาจารย์นิติฯ มธ. ต่อ "คำวินิจฉัยกรณียุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญ"
รายละเอียดแถลงการณ์ มีดังนี้
00000
แถลงการณ์
เรื่อง การตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ตามที่ปรากฏข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตีความกฎหมายอยู่ในขณะนี้ว่าในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง การกระทำของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นจะส่งผลให้ต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองดังกล่าวและต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคคนอื่นที่ไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้นด้วยหรือไม่นั้น คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายเห็นว่าโดยที่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้ จึงเห็นสมควรที่จะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายให้สาธารณชนได้รับทราบไว้ดังต่อไปนี้
๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๗ บัญญัติว่า "ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ถ้าการกระทำของบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง"
บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นได้รับการบัญญัติซ้ำไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง โดยมีถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน แต่มาตราดังกล่าวบัญญัติเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า "..ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง"
๒. พรรคการเมืองนับเป็นสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่สุดสถาบันหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน การรวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเสรีภาพอันจะขาดเสียมิได้ ตามหลักกฎหมายที่ยอมรับนับถือกันทั่วไปในนานาอารยะประเทศ การยุบพรรคการเมืองจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อเหตุอันจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าพรรคการเมืองนั้นไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปแล้วเท่านั้น เพราะการยุบพรรคการเมืองนอกจากจะทำลายสถาบันทางการเมืองลงแล้วยังมีผลเป็นการทำลายเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อสร้างเจตจำนงทางการเมืองของราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอีกด้วย การตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองจึงไม่สามารถทำได้โดยการอ่านกฎหมายแบบยึดติดกับถ้อยคำเท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงหลักการอันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตลอดสิทธิทางการเมืองของปัจเจกบุคคลประกอบด้วยเสมอ
๓. หากพิจารณาจากถ้อยคำที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญประกอบกับความเห็นของอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญบางท่านแล้ว กรณีอาจเห็นไปได้ว่าเมื่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนหนึ่งกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเท่ากับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองนั้น และเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกรณีนี้เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจสั่งยกเลิกการกระทำได้ เพราะการกระทำได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะต้องวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นทุกคนเป็นเวลาห้าปี มีปัญหาว่าความเข้าใจกฎหมายและการตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ซึ่งดูเหมือนจะเป็นความเข้าใจในหมู่ของบุคคลที่มีบทบาทชี้นำสังคม ทั้งที่เป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องหรือไม่
๔. ในทางนิติศาสตร์ การใช้และการตีความกฎหมายไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ่านถ้อยคำของกฎหมายหรือการสอบถามความเห็นของผู้ร่างกฎหมาย แล้วให้ความหมายของบทกฎหมายนั้นตามถ้อยคำหรือตามความต้องการของผู้ร่างกฎหมายเท่านั้น ถึงแม้ว่าถ้อยคำของบทกฎหมายจะเป็นปฐมบทของการตีความกฎหมายทุกครั้ง แต่การตีความกฎหมายก็ไม่ใช่การยอมตนตกเป็นทาสของถ้อยคำ ถึงแม้ว่าความเห็นของผู้ร่างกฎหมายจะเป็นสิ่งที่ต้องนำมาคำนึงประกอบในการค้นหาความหมายของบทกฎหมาย แต่ความเห็นของผู้ร่างกฎหมายก็ไม่ใช่เครื่องชี้ขาดความหมายของบทกฎหมายบทนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายได้ร่างกฎหมายขัดแย้งกันเองในกฎหมายฉบับเดียวกัน หรือกรณีที่ผู้ร่างกฎหมายไม่ได้คาดเห็นผลร้ายของการร่างกฎหมายเช่นนั้นขณะร่างกฎหมาย ในการตีความกฎหมาย นอกจากจะต้องพิจารณาถ้อยคำ บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมในขณะร่างกฎหมายนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันและในหลายกรณีอาจสำคัญยิ่งกว่า คือ การพิจารณาระบบกฎหมายทั้งระบบ พิจารณาหลักเกณฑ์อันเป็นเสาหลักที่ยึดโยงระบบกฎหมายนั้นไว้ ตลอดจนพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายบทนั้น (ratio legis) หลักเกณฑ์การตีความดังกล่าวมานี้เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้เกิดการตีความกฎหมายที่ส่งอันประหลาดและขัดกับสำนึกในเรื่องความยุติธรรม
๕. กล่าวเฉพาะการตีความกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกับการยุบพรรคการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น หากตีความตามถ้อยคำหรือตีความตามความประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญบางท่าน ก็เท่ากับว่าการกระทำความผิดของบุคคลเพียงคนเดียวย่อมนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบไปด้วยสมาชิกพรรคการเมืองจำนวนมากได้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีการยุบพรรคการเมืองแล้ว ก็จะต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้งหมด ถึงแม้บุคคลดังกล่าวจะไม่ได้มีส่วนผิดในการกระทำนั้น เท่ากับตีความกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง การตีความกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ย่อมฝืนต่อสามัญสำนึกของวิญญูชนทั่วไป และเท่ากับทำให้กฎเกณฑ์ทางกฎหมายในประเทศไทยย้อนยุคกลับไปเหมือนกับกฎเกณฑ์การประหารชีวิตญาติพี่น้องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นการฝืนพัฒนาการทางกฎหมายของโลกและจะทำให้สถานะทางกฎหมายของประเทศตกต่ำลงในสายตาของนานาอารยะประเทศด้วย หาใช่ความน่าภูมิใจดังที่มีบางท่านกล่าวอ้างไม่
๖. ประเด็นที่ผู้สนับสนุนการตีความกฎหมายเอาผิดกับกรรมการบริหารพรรคการเมืองทุกคนและการให้ยุบพรรคการเมือง แม้กรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นเพียงคนเดียวเป็นผู้กระทำความผิดอาจหยิบยกขึ้นอ้างก็คือ รัฐธรรมนูญบัญญัติ "ให้ถือว่า" พรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คำว่า "ให้ถือว่า" เท่ากับไม่เปิดช่องให้ผู้ใช้กฎหมายสามารถตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นได้ อันที่จริงแล้วการบัญญัติกฎหมายโดยใช้คำว่า "ให้ถือว่า" เท่ากับผู้ร่างกฎหมายทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเองแล้ว การบัญญัติกฎหมายโดยใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงต้องกระทำเท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งและต้องไม่ขัดต่อหลักเหตุผล เพราะมิฉะนั้นผู้ร่างกฎหมายก็สามารถบัญญัติกฎหมายอย่างไรก็ได้ โดยใช้คำว่า "ให้ถือว่า" เสียทั้งสิ้น บทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๙ เป็นตัวอย่างของความไร้เหตุผลในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติ "ให้ถือว่า" การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าการกระทำนั้นจริงๆ แล้วชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เท่ากับบัญญัติให้การกระทำในอนาคตพ้นไปจากเสียการตรวจสอบในทางตุลาการ ซึ่งขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอย่างเห็นได้ชัด
๗. เมื่อผู้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นโดยฝ่าฝืนกับหลักเหตุผลเช่นนี้ ในการตีความรัฐธรรมนูญตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ตีความจึงต้องตีความกฎหมายไปในทางแก้ไขให้สอดรับกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งบทบัญญัติที่เป็นคุณค่าพื้นฐานและบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียด บทบัญญัติที่เป็นหลักการสำคัญที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญย่อมได้แก่ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักราชอาณาจักรที่เป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งรัฐธรรมนูญเองก็ได้รับรองไว้ในมาตรา ๒๙๑ ห้ามมิให้เสนอญัตติขอแก้ไขเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญได้ยกคุณค่าของเรื่องดังกล่าวนี้ให้สูงกว่าบทบัญญัติอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในมาตรา ๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้บัญญัติให้ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และบทบัญญัติในมาตรา ๒๙ ก็บัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ การจำกัดตัดทอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญของสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ ซึ่งย่อมหมายว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลจะต้องกระทำตามหลักความพอสมควรแก่เหตุเท่านั้น
๘. เมื่อพิเคราะห์หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญ หากพิจารณาแต่เฉพาะถ้อยคำย่อมขัดกับคุณค่าพื้นฐานในตัวรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งหมายความว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามหลักการที่ตนเองได้ประกาศไว้ เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไม่ได้รู้เห็นกับการกระทำความผิด จะถือว่าเป็นการกระทำตามหลักนิติธรรมไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ถือว่าการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นรู้เห็นแล้วปล่อยปละละเลยเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้น เป็นการบัญญัติรัฐธรรมนูญจำกัดตัดทอนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรกว่าเหตุจึงขัดกับหลักประชาธิปไตยและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคล กรณีที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขัดกันเองเช่นนี้ องค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมายย่อมจะต้องตีความบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เป็นหลักการ โดยจำกัดผลการใช้บังคับของบทบัญญัติที่เป็นรายละเอียดลง โดยอาศัยเหตุผลตามหลักวิชาที่ได้แสดงให้เห็นโดยสังเขปข้างต้น
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายจึงมีความเห็นว่า ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคผู้หนึ่งกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยที่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย ย่อมถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของพรรคการเมืองนั้น และเมื่อถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของพรรคการเมืองเสียแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปวิถีทางตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และด้วยเหตุดังกล่าวจึงจะดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นไม่ได้ การใช้และการตีความกฎหมายเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับหลักเหตุผลและหลักการประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๙ กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะองค์กรที่ริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาได้ว่าการกระทำของบุคคลหรือของพรรคการเมืองนั้นถึงขนาดที่สมควรจะต้องดำเนินการยุบพรรคการเมืองหรือไม่ และหากเป็นกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ใช้ดุลพินิจริเริ่มกระบวนการยุบพรรคการเมืองแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีดุลพินิจในการวินิจฉัยในทำนองเดียวกัน
๙. อนึ่ง นอกเหนือจากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว หากพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วจะตีความกฎหมายให้ดำเนินการยุบพรรคการเมืองนั้นโดยอัตโนมัติ ผลในทางกฎหมายก็เสมือนกับว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีอำนาจยุบพรรคการเมืองนั้นเองในทางความเป็นจริง เพราะการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยศาลฎีกาได้ตีความรับรองไว้ว่าการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุดไม่อาจถูกตรวจสอบได้ (ซึ่งมีปัญหาอย่างยิ่งในทางทฤษฎี) หากยึดติดกับถ้อยคำตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กลไกการยุบพรรคการเมืองจะตามมาทันที และหากไม่ตีความรัฐธรรมนูญตามที่กล่าวมาแล้ว แม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะไม่มีดุลพินิจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงในทางการเมืองว่าใครบ้างที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในระยะเวลาอันใกล้นี้และกฎเกณฑ์การสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีความชอบธรรมหรือไม่
๑๐. กลไกทางกฎหมายที่ได้รับการออกแบบไว้โดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้แม้ว่าอาจจะเกิดจากความหวังดีของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและผู้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จะขจัดการทุจริตการเลือกตั้ง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดและรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุ การดำเนินการกับผู้ทุจริตการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ แต่ต้องดำเนินการกับบุคคลนั้น ไม่ใช่กับพรรคการเมืองหรือบุคคลอื่นที่ไม่ได้กระทำความผิดด้วย มิพักต้องกล่าวว่าการออกแบบกลไกในลักษณะเช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างมาก และเมื่อการใช้อำนาจดังกล่าวส่วนหนึ่งปราศจากการตรวจสอบในทางตุลาการ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ปัญหามาตรฐานของการวินิจฉัยและความเสมอภาคในการใช้กฎหมาย ตลอดจนความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนั้น กลไกดังกล่าวนี้จะเป็นกลไกที่กระทบกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างปัญหาทั้งทางการเมืองและกฎหมายให้กับประเทศ
๑๑. สมควรตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ด้วยว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับอยู่ปัจจุบันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ บรรดาบุคคลที่เข้าไปมีส่วนยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นแม้บางท่านจะมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่จากวิกฤติการเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมา ทำให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นฝักฝ่ายทางการเมืองทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักการที่ควรจะเป็นหลายมาตรา ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งฉบับจึงเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำโดยเร็ว
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้าย ขอเรียกร้องให้บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันในอันที่จะดำเนินการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักกฎหมายที่นานาอารยะประเทศนับถือ และไม่ควรจะจำกัดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นนี้เพียงประเด็นเดียว ยิ่งไปกว่านั้นขอยืนยันว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง
การกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการออกเสียงประชามติ จึงไม่ควรแก้ไขหรือยังไม่ควรแก้ไขนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่จงใจละเลยบริบทของการออกเสียงประชามติที่ประชาชนจำนวนมากถูกบีบบังคับโดยเทคนิคทางกฎหมายให้ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน เพื่อให้ประเทศพ้นจากสภาวะของรัฐบาลที่เป็นผลพวงจากการยึดอำนาจ และละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนออกเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้กว่าสิบล้านเสียง ขอเรียนด้วยว่าคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดังมีรายนามตอนท้ายไม่ประสงค์จะเป็นฝักฝ่ายทางการเมือง แต่การออกแถลงการณ์ฉบับนี้เป็นไปเพราะต้องการให้การปกครองประเทศเป็นไปตามหลักวิชา และมุ่งหวังให้การแก้ปัญหาทางการเมืองและกฎหมายดำเนินไปอย่างสันติและถูกต้องเป็นธรรมอย่างแท้จริง
รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รองศาสตราจารย์ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล
อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
คืนรัง Hi-thaksin
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 8, 2008
5 อาจารย์นิติ มธ. ออกแถลงการณ์ค้านการยุบพรรค
ก่อนด่าคุณการุณ
คำว่า "ถ่อย" "อันธพาล" "ทางเสือ-ทางหมา" หลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ พฤติกรรมของคุณการุณจึงสมควรถูกตำหนิในความใจร้อน จนฝ่ายตรงข้ามเขาฉวยไปใช้ในงานโฆษณาชวนเชื่อของเขาได้อย่างสบาย ในช่วงเวลาที่ออกจะล่อแหลมอย่างนี้
เมื่อคุณการุณ โหสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรคพลังประชาชน ตัดสินใจเปิดศึกด้วยวาจาและในที่สุดก็กระโดด "ถีบ" สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์คือคุณสมเกียรติ พงศ์ไพบูลย์ จนเป็นศึกเรื้อรังและกลายเป็นคดีความขึ้นมานั้น สังคมก็รุมประณามคุณการุณกันเป็นการใหญ่
คำว่า "ถ่อย" "อันธพาล" "ทางเสือ-ทางหมา" หลุดออกมาจากริมฝีปากของผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ
สมใจของผู้ที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตยยิ่งนัก เพราะทุกวันนี้ก็ลากสังขารเอาไว้ทำลายรากฐานของระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่โดยเฉพาะกันอยู่แล้ว ไม่ได้มีคุณค่าอะไรที่ควรจะมีชีวิตอยู่อีกเลย
พฤติกรรมของคุณการุณจึงสมควรถูกตำหนิในความใจร้อน จนฝ่ายตรงข้ามเขาฉวยไปใช้ในงานโฆษณาชวนเชื่อของเขาได้อย่างสบาย ในช่วงเวลาที่ออกจะล่อแหลมอย่างนี้
อย่าลืมนะครับว่าเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ กำลังเกิดรอบสองอยู่ในขณะนี้
ตัวละครทั้งใหม่และเก่ามากันครบ แถมยังใช้บทละครฉบับเดิม เพียงแค่เปลี่ยนปี พ.ศ. และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเท่านั้นอีกด้วย
การเคลื่อนไหวที่สนามหลวงและในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนชัยชนะในการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ไม่ได้กระเทือนผิวของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบประชาธิปไตยเลย
ไม่รู้สึกรู้สมและไม่ยอมรับนับถือในเสียงที่ชัดเจนของมหาประชาชน
นั่งด้านอยู่อย่างนั้นเอง
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับพฤติกรรมการ "ถีบ" ของคุณการุณ แต่ต้องยอมรับว่าออกจะเข้าใจและเห็นใจอยู่ครามครันว่าคุณการุณเดินเข้าไปถีบคุณสมเกียรติของพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำไม
ก็เหลืออดเหลือทนกับท่าทียียวนและความไม่ยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้ประชาชนเขาเป็นใหญ่อย่างไรล่ะครับ
คิดอย่างนี้ก็อยากจะทำอย่างเดียวกับคุณการุณอีกหลายครั้งและกับอีกหลายคน
เหมือนกับที่เห็นมีดสปาร์ต้าสับลงไปบนหัวทนายความของพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พลางนึกถึงภาพตำรวจทำร้ายประชาชนที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วก็เกิดเข้าใจมือมีดสปาร์ต้าขึ้นมาเฉยๆ นั่นแหละครับ
โมโหอย่างเดียวว่าไปทำทนายความเขาทำไม เขาเป็นเพียงแต่ตัวแทนของท่านอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น การจะฟันกบาลใครก็ควรพิจารณาถึงความสมควรด้วย
บ้านเมืองของเราดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ
ผมรู้สึกเองว่าอาการ "ถีบ" ของคุณการุณ กับการตัดสินใจแบบเลือดพล่านของมือมีดสปาร์ต้ามีอะไรที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่
ไม่ใช่ในแง่ของเบื้องหลังปฏิบัติการ แต่คือความขัดเคืองที่คนบางคนไม่ยอมรับเสียทีว่าประชาชนเขาก็มีศักดิ์ศรีคล้ายๆกับตนเหมือนกัน
ตัวมีนายกรัฐมนตรีที่ชอบและสนับสนุน ประชาชนเขาก็มีของเขา
ตัวตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาประกันความอยู่รอดของสมาชิกในครอบครัวของตัว ประชาชนเขาก็มีพรรคการเมืองที่เขารักเขาชอบ และเขาก็เลือก
ยังจะดึงดันเอาพรรคที่เป็นทาสในเรือนเบี้ยของตัวเองและนายกรัฐมนตรีประเภททำอะไรไม่เป็น เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศชาติจะไม่เปลี่ยนแปลงอยู่นั่นเอง
น่าเวทนาแท้ๆทีเดียว
คิดอย่างนี้แล้วอยากจะไปนวดเท้าให้คุณการุณเหลือเกิน
//////////////////////////////////////////
คอลัมน์: เลือกคบไม่เลือกข้าง...จากหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ วันที่ 7/04/2551
![]() |
จาก Hi-thaksin
หมาเห่าใบตองแห้ง
ใบตองสดนั้น มันจะชูใบต้านกระแสลม ก้านแต่ละก้านจะส่งใบออกไปคนละทิศละทาง..ลมพัดใส่มันก็ไร้เสียงไม่เสียดสีกัน
ครั้นใบตองสิ้นอายุ..ก้านไร้พลัง ทั้งก้านทั้งใบก็จะ..ลู่ลงมาเคียงกันอยู่ข้างลำต้น..ใบตองแห้งเหล่านี้เมื่อโดนลมพัดต้อง มันก็จะเสียดสีกันให้เสียงแปลกประหลาด แสงแดดต้องใบให้เงาลงไปที่พื้นดินข้างใต้..จินตนาการได้เป็นรูปร่างต่างๆ นานา
ตอนลมพัดต้องใบตองแห้งนี่แหละ..ที่หมาจะพากันเห่าใส่ เพราะสำคัญผิดทั้งที่เห็นและได้ยิน..
ธรรมชาติของหมานั้น..จะมีจมูกเป็นอวัยวะสำคัญที่สุด..แต่มีตาที่บอดสี..เพราะตาบอดสี หมาจึงแยกแยะไม่ได้ระหว่างใบตองแห้งสีน้ำตาลและใบตองสดสีเขียว
หมาจึงเห่ากันกรูเกรียวเพราะแยกแยะไม่ได้ จะพึ่งจมูกก็ไม่ใช่ธุระของจมูก
ว่ากันไปแล้วก็เหมือนกับ..สภาผู้แทนแห่งนี้..ผู้ชนะฟากรัฐบาลก็เหมือนใบตองเขียว มีพลังอำนาจสามารถโบกสะบัดส่งใบออกไปในทุกทิศทุกทาง ฟากผู้แพ้..ก็เหมือนพรรคฝ่ายค้าน ต้องลดก้านทิ้งใบไร้น้ำแห่งอำนาจหล่อเลี้ยง กลายเป็นใบตองแห้ง
ครั้นลมแห่งเหตุพัดใส่ ก็ส่งเสียงแกรกกรากไปตามประสา..
ไม่ว่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญหรือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน..รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดจะต้องปฏิบัติอย่างไหนและให้หนทางปฏิบัติไว้ชัดเจน แต่เพราะตาบอดสี..จึงแยกแยะไม่ได้..
จึงต้องเห่าหอนโวยวาย..กลายเป็นหมาเห่าใบตองแห้ง
เห่าเพราะต้องเห่า เห่าแบบไม่หวังผล
แต่เขาลืมไปว่า..พลังแห่งเสียงเห่านั้น มันมีผล หากเป็นเวลากลางวัน มันก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คน..ในยามวิกาล มันก็ปลุกผู้คนให้แตกตื่น..และในที่สุด..หมาเองนั่นแหละที่จะถูกดุด่า ถูกขว้างปา
หมาเห่าใบตองแห้ง..จึงไม่มีประโยชน์ใดๆ และก็จะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้..
ยิ่งในประเทศที่ประชาชน..มีความตื่นตัวสูง และเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอย่างถ่องแท้ด้วยแล้ว..ยิ่งเปลืองแรงเห่า..
สู้กันไปตามกติกา..ประชาชนเบื่อรัฐบาล หนุนฝ่ายค้านกลับขึ้นมา จะแก้จะเปลี่ยนกันอย่างไร..นั่นคือกติกา..นั่นคือประชาธิปไตย
ฝ่ายค้านวันนี้ไม่ได้แพ้อะไรมากมาย พลังประชาชนซะอีกเป็นฝ่ายแพ้ มีคะแนนไม่ถึงกึ่ง ไม่ถึงเส้นแบ่งครึ่ง..แต่เพราะรัฐธรรมนูญ 50 นั่นแหละ..ประชาธิปัตย์ถึงต้องรัฐบาลไม่ได้..
ถ้าใช้รัฐธรรมนูญ 40 วันนี้..นายกรัฐมนตรี ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..
พญาไม้
////////////////////////
คอลัมน์: พญาไม้ทูเดย์...จากหนังสือพิมพ์ -บางกอกทูเดย์ วันที่ 8 เม.ย. 2551
![]() |
จาก Hi-thaksin
Monday, April 7, 2008
'พล.ต.ท.ชลอ'ให้ข้อมูลคดี'เพชรซาอุฯ'
4 เมษายน พ.ศ. 2551
|
'พิมล'แนะทำมาสเตอร์แพลน รับวิกฤติข้าว-ฟื้นภาคเกษตร
7 เมษายน พ.ศ. 2551 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : สถานการณ์ข้าวที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวก็ประสบปัญหาขาดน้ำ อันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนนั้น ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ นักวิชาการอิสระ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวของไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องศึกษางานวิชาการเพื่อให้ทราบถึงสภาวการณ์โลกร้อน และฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีผลต่อสภาวะห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะข้าว ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เมื่ออยู่บนสมมติฐานโลกร้อนต่อไปในระยะยาว ต้องพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย ด้วยการวิจัยพันธุ์ข้าวที่รองรับกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องรู้จักฉวยโอกาส หรือแปรวิกฤติให้เป็นโอกาส กล่าวคือ กระทรวงเกษตรฯ ต้องประสานกับเกษตรกรเพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าว และต้องจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอ จะทำให้ไทยเรามีปริมาณข้าวมากขึ้น เพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศ และส่งออกเพื่อเลี้ยงประชากรโลก ส่วนกระทรวงพาณิชย์ ต้องประสานกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อที่จะได้ทราบว่าผลผลิตข้าวแต่ละปีมีปริมาณเท่าไหร่ สามารถส่งออกจำหน่ายได้เท่าไหร่ จะเพิ่มตลาดส่งออกที่ไหน ตรงนี้เป็นหน้าที่กระทรวงค้าขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาข้าวที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก 3 วันก็เปลี่ยนแล้ว แต่ชาวนาตามไม่ทัน เป็นช่องว่างของเวลาทำให้โรงสีได้เปรียบ เพราะเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่าชาวนาในตำบลที่อยู่ห่างไกล เมื่อราคาเปลี่ยนโรงสี รู้แต่ชาวนานึกว่าเป็นราคาเมื่อ 3 วันที่แล้ว โรงสีจะกินส่วนต่างนี้ทันที กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลข้อมูลข่าวสารให้ถึงชาวนา ต้องตระหนักและเข้มงวดในการกระจายข้อมูลให้ถึงทุกจุดของประเทศ "นี่คือมาสเตอร์แพลนข้าว ซึ่งจะต้องร่วมมือกันทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ชาวนาไทยได้ประโยชน์จากราคาข้าวที่สูงขึ้น" ผศ.พิมล เสนอมาตรการแก้ปัญหาด้วยว่า ต้องสร้างยุ้งฉางที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นสต็อกข้าว เพราะถ้าไม่มีสต็อก เมื่อผลผลิตออกมาก็ต้องนำไปขายทันที ซึ่งทำให้ข้าวมีความชื้นขายไม่ได้ราคา แต่หากสามารถเก็บไว้เพื่อรอขาย ไม่ได้โดนเวลาบีบ ตรงนี้ชาวนาจะได้ประโยชน์ สำหรับงบประมาณก่อสร้าง ใช้จากโครงการเอสเอ็มแอลได้ "ตอนนี้รัฐบาลต้องแปรวิกฤติเป็นโอกาส เพราะในอดีตนั้น ผู้คนหนีจากภาคเกษตร เพราะรายได้น้อยหันเข้าหาภาคอุตสาหกรรมในเมือง เป็นคนงานก่อสร้าง เมื่อราคาข้าวสูงขึ้น ก็ต้องส่งเสริมภาคเกษตร ให้กลับมาฟื้น เพราะเรามีโนว์ฮาว มันเป็นรากฐานของเราอยู่แล้ว ข้าวนี่แหละที่จะทำให้ภาคเกษตรกรรมของเราฟื้น และกลไกตลาดก็เอื้ออำนวยด้วย" อย่างไรก็ตาม การประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม เพราะกระทรวงพาณิชย์จะรู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร ส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะรู้ว่าผลผลิตมีเท่าไหร่ ทั้งสองกระทรวงต้องเชื่อมกัน แต่ในสายตา ผลการเชื่อมโยงของรัฐมนตรีในกลุ่มเศรษฐกิจยังไม่ดีพอ ผศ.พิมล กล่าวว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รัฐมนตรีต้องมองไปข้างหน้า ถ้าไม่รู้จักฉวยโอกาส การที่เราหวังว่าจะพลิก คู่แข่งอาจจะพลิกก่อนเรา ซึ่งทำให้เราพลาดได้ ดังนั้น เมื่อเรามีศักยภาพเป็นทุนอยู่แล้ว หากเราพลิกตรงนี้ได้ รากหญ้าฟื้นได้เลย ไม่ต้องรอประชานิยม 'มิ่งขวัญ'เล็งชะลอส่งออก ขณะที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ปีนี้รัฐบาลตั้งเป้าส่งออกข้าว 8.5 ล้านตัน แต่พบว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกข้าวไปแล้ว 3 ล้านตัน ดังนั้น รัฐจะนำมาตรการชะลอการส่งออกมาใช้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ข้าวฤดูกาลใหม่ที่จะออกมาว่ามีจำนวนเท่าใด "หากยังมีการส่งออกมากเกินไป เราก็จะสั่งชะลอไม่ให้มีการส่งออก เพื่อที่คนในประเทศจะมีข้าวกินอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเราจะดูว่าข้าวนาปรังที่คาดว่าจะออกมา 4.2 ล้านตันนั้น เป็นไปตามที่คาดหรือไม่ ก่อนตัดสินใจว่าจะออกมาตรการนี้หรือไม่ และยืนยันว่าเราติดตามสถานการณ์ข้าวทุกวัน" แจงข้าวหนึ่งอิ่มไม่ถึง 70 สตางค์ นายมิ่งขวัญกล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาข้าวที่เพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่เพิ่มเป็น 3 หมื่นบาทต่อตัน นั้น ส่งผลให้ผู้บริโภคซื้อข้าวแพงขึ้นจากเดิมมื้อละไม่ถึง 70 สตางค์ โดยหากเป็นข้าวหอมมะลิจะมีราคา 3 บาทต่อมื้อ หรือคิดเป็น 9 บาทต่อวัน ส่วนข้าวขาว 5% จะมีราคาอยู่ที่ 2.74 บาทต่อมื้อ หรือคิดเป็น 7.40 บาทต่อวัน ถือว่าน่าจะเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวถุงขาดตลาดนั้น ได้มอบหมายให้นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เรียกประชุมห้างค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรด ในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ปัญหา เช่น ระบบการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะระบบการจ่ายเงิน เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าได้รับการร้องเรียนจากซัพพลายเออร์ว่าเมื่อส่งข้าวให้ห้างแล้ว ห้างจะจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ช้ามาก พร้อมทั้งมั่นใจว่าราคาข้าวในปีนี้จะอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากเกิดความปั่นป่วนในการผลิตข้าวของหลายประเทศ และเป็นวิกฤติที่ไม่เคยเกิดมาก่อน "วันนี้ระบบการค้าข้าวของไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เพราะชาวนาจะมีอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จากอดีตที่ต้องยอมให้โรงสีหรือพ่อค้าคนกลางกดราคาข้าว และระบบที่ชาวนามีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นนี้จะดำรงอยู่ไปอีกนาน" นายกฯยันคนไทยมีข้าวกินตลอดปี วันเดียวกันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ว่า ราชวงศ์จักรี สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสนพระทัยเรื่องข้าว ให้นำพันธุ์ข้าวมาดู ให้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และที่มีข่าวเพลี้ยกระโดดเพราะปลูกข้าวสายพันธุ์เดียว ปีที่ผ่านมาได้พัฒนาพันธุ์ข้าวให้ต้านทานต่อเพลี้ยและโรคที่เกิดขึ้น เรื่องข้าว ยังผลิตได้และไม่ถูกเพลี้ยทำลาย ข้าวไทยผลิตเป็นข้าวเปลือกปีละ 30 ล้านตัน สีเป็นข้าวสารได้ 20 ล้านตัน เก็บไว้ 2.2 ล้านตัน กระสอบละประมาณ 1,100 บาท ถุงละประมาณ 55 บาทสต็อกเก็บไว้ ปีสองปีก็เก่า ข้าวมีวงจร ทุกๆ 4 เดือน ข้าวนาปรังก็จะออก และขายกินธรรมดา เวลานี้ข้าวตลาดโลกแพงพอสมควรแก่เหตุ ความตื่นเต้นเอิกเกริก ไปซูเปอร์มาร์เก็ตเอาข้าวมาวางสูงเป็นตั้ง จากที่เคยซื้อ 2 ซื้อ 10 แม่ค้าขายข้าวแกงเดิมทีซื้อละกระสอบก็ซื้อเป็นสิบ มีเท่าไหร่ก็หมด แต่ข้าวจะไม่แพงกว่านี้ โดยเฉลี่ยข้าว 1 ถุง จะแพงขึ้น 15 บาท ถ้าให้เข้าตามระบบ ชาวนาจะขายได้ราคาดีบ้าง ให้หมุนเวียนตามธรรมชาติ ไม่มีวันหมด ไม่มีวันอด ไม่ปล่อยให้ส่งออกจนหมด
นักวิชาการแนะรัฐบาลรับมือสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว ชี้ต้องวิจัยพันธุ์ข้าวไทยสู้โลกร้อน ใช้งบเอสเอ็มแอลสร้างยุ้งฉางเก็บข้าวไว้รอขายไม่ต้องโดนบีบ จี้ รมว.เกษตรฯ รมว.พาณิชย์ ทำงานเป็นทีม จะช่วยฟื้นรากหญ้า ไม่ต้องรอประชานิยม
62ปีประชาธิปัตย์ 'อภิสิทธิ์' ประกาศให้คำสัญญา ค้านอย่างสร้างสรรค์
''แม้...เป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคเดียว ก็จะมุ่งหน้าทำงานตรวจสอบ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างสร้างสรรค์ เห็นได้จากการจัดตั้งรัฐบาลเงา...น่าเสียดาย รัฐบาล กลับหมกมุ่นอยู่กับปัญหาของตัวเองและพวกพ้อง นำเสนอแต่ประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคม ... ''
....
ผมขอเรียนว่าช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่เราต้องหนักแน่ 2 ด้าน คือ
1.ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกในสังคม เรามีหน้าที่ต้องช่วยกันประคับประคองให้เกิดความสมานฉันท์ และสามัคคี ความแตกต่างทางความคิดควรได้รับการแก้ไขด้วยหลักเหตุผลหลักประชาธิปไตย ผมขอย้ำว่าไม่ว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ในตำแหน่ง หรือสถานะใด ก็ล้วนมีหน้าที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ
2.เราจะต้องรักษาความถูกต้องในบ้านเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักการประชาธิปัตย์ ทุกฝ่ายต้องมีและใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ประเทศเดินหน้า และพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเพื่อถ่วงดุลไม่ให้สังคมไขว้เขว
หมายเหตุ - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานทำบุญครบรอบ 62 ปี ก่อตั้งพรรค ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน
มติชน
ยุบพรรค กติกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่เหมือนที่ใช้กันในอารยประเทศ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการซื้อเสียง มีไว้เพื่อทำลายพรรคการเมืองบางพรรค และเพื่อให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นระบบที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เมื่อมีการนำกฎหมายนี้มาใช้ จะนำไปสู่วิกฤตการทางการเมืองที่หนักหนาสาหัส เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศ และจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอีกก้าวใหญ่
ในอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีเรื่องยุบพรรคน้อยมาก เหตุผลในการยุบพรรคที่เคยเกิดขึ้นคือ การที่พรรคการเมืองนั้นมีนโยบายและการกระทำที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เช่น กรณีของพรรคนาซีเยอรมัน เป็นต้น
กติกาเกี่ยวกับการยุบพรรคของประเทศ มีปัญหาตั้งแต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้บังคับอยู่แล้ว ระบบกฎหมายในขณะนั้นเปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้โดยไม่ยากเย็นนัก เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เป็นผลิตผลของการรัฐประหารก็ได้ใช้ช่องทางของระบบกฎหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตัดสินยุบพรรคการเมืองบางพรรคโดยไม่ต้องพิสูจน์การกระทำผิด หากแต่อาศัยตรรกะการใช้เหตุผลแบบ "ฟังได้ว่า" หรือ "เชื่อว่า" เป็นทอดๆ ชนิดที่เต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาอย่างมาก และไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมที่ดี
และระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคถูกทำให้เลวร้ายลงไปอีกจากคณะรัฐประหาร ด้วยการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ที่ระบุว่า "...ในกรณีที่พรรคการเมืองถูกยุบ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคนั้นเป็นเวลา 5 ปี"
ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ทำให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคมีปัญหายิ่งขึ้น คือ ได้คงสิ่งที่มีปัญหามาแต่เดิมไว้และได้เพิ่มเหตุของการยุบพรรค ที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก ขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง
รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในมาตรา 237 ระบุว่า "ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่งปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง"
แปลว่าเพียงปรากฏหลักฐาน "อันควรเชื่อได้ว่า" กรรมการบริหารพรรคคนเดียวมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งแล้วมิได้ยับยั้งแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พรรคนั้นทั้งพรรคก็ถูกยุบแล้ว
ยิ่งถ้า "เชื่อว่า" กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทำการทุจริตฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งเสียเอง ก็ยิ่งเข้าข่ายมาตรา 237 นี้ คือ ถือว่าทุจริตทั้งพรรคและต้องยุบพรรคนั้นเสีย
กติกาอย่างนี้ขัดต่อหลักนิติธรรม
เหมือนครูคนหนึ่งทำความผิด ให้ลงโทษครูทั้งโรงเรียนและให้ยุบโรงเรียนนั้นเสีย
พระปาราชิก 1 รูป ให้สึกพระทั้งวัดและให้ยุบวัดนั้นเสีย
กรรมการบริษัทคนหนึ่งทำผิด ให้ลงโทษกรรมการบริษัททุกคนและยุบบริษัทนั้นเสีย
หรือเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วเหมือนกับการที่มีชาวบ้านทำร้ายทหารนาซีแล้วกองทัพนาซีฆ่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน และเผาหมู่บ้านนั้นทิ้ง
หลักกฎหมายทำนองนี้ ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นได้ และยังจะทำให้เกิดความไม่เชื่อถือต่อระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมอย่างยากที่จะประสานให้เกิดความปรองดองกันได้
หลักกฎหมายเช่นนี้ ในความเป็นจริง(ยัง)ไม่ได้ใช้กับโรงเรียน วัด หรือบริษัทต่างๆ แต่ใช้กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากผู้ออกแบบระบบกฎหมายนี้ ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองมีความสำคัญหรือเป็นประโยชน์อะไร ทำให้อ่อนแอหรือทำลายเสียได้ยิ่งดี
ระบบกฎหมายนี้ ไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกพรรค ไม่สนใจไยดีว่าสมาชิกพรรคจำนวนมากที่มารวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องเสียโอกาสไป ระบบพรรคการเมืองที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบรัฐสภาย่อมจะอ่อนแอลง
หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตยนั้นเป็นของคู่กัน
การมีกฎหมายสำคัญที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ย่อมแสดงให้เห็นว่า บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่หากลำดับภาพเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเร็วๆ นี้ จะยิ่งเห็นว่าระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงเพียงใด
เมื่อ "เชื่อว่า" กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งทุจริตผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ยุบพรรคนั้นเสียและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทุกคนเป็นเวลา 5 ปี
หากพรรคการเมืองนั้นเป็นรัฐบาลอยู่ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปตามนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ส.ส.หลายสิบคนหมดสมาชิกภาพ ต้องเลือกตั้งซ่อมหลายสิบเขต ส.ส.ที่เหลืออยู่ต้องหาพรรคสังกัดให้ได้ภายในเวลา 60 วัน
ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใดจะเป็นรัฐบาล และรัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรไม่มีใครทราบได้
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้แสดงไว้ในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แต่อย่างใดทั้งสิ้น
รวมความว่า จากการที่คนประมาณ 14 คน คือ กกต. 5 คน และศาลรัฐธรรมนูญอีก 9 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง "เชื่อว่า" มีนักการเมืองคนหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แม้เพียงในเขตเลือกตั้งเขตเดียวหรือหน่วยเดียว คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียง 14 คน ก็สามารถปลดและเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนพรรคการเมืองของ ส.ส.จำนวนมาก และเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองต่างไปจากที่ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมกันกำหนดไว้
คนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเพียง 14 คน มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศ
นี่คือความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งของระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองในปัจจุบัน
เมื่อกฎหมายไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เป็นธรรม คนที่ไม่ได้กระทำผิดก็อาจถูกลงโทษถึงขั้นร้ายแรง ในขณะที่คนซื้อเสียงอีกจำนวนมากไม่ถูกลงโทษ กฎหมายนี้จึงไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงหรือการทุจริตในการเลือกตั้งได้เลย
หากเกิดการใช้ระบบกฎหมายนี้ดังกล่าวเป็นจริง สิ่งที่จะตามมาคือ วิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ จะเกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้หนักหนาเลวร้ายยิ่งขึ้น ผู้คนหมดความเชื่อถือในระบบการปกครองและกติกาของประเทศ จะเกิดความแตกแยกในสังคมอย่างยากจะแก้ไขเยียวยา โดยไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบใด
ที่แน่ๆ จะเป็นการ "ถอยหลัง" ก้าวใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 07 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10985
ชี้ผลผลิตข้าวเอเชียเพิ่ม-ปินส์ตั้งเป้า2ปีพึ่งตนเอง
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ทำนาย ผลผลิตข้าวในทุกประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของเอเชียจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดข้าวโลกจะยังคงเผชิญกับสภาวะความผันผวนในระยะสั้น ฟิลิปปินส์ตั้งเป้าหมาย พึ่งพาผลผลิตข้าวในประเทศเกือบทั้งหมดภาย ใน 2 ปี
รายงานของเอฟเอโอระบุว่า ผลผลิตข้าวทั่วโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นราว 12 ล้านตัน หรือร้อยละ 1.8 จากปีที่แล้ว ถ้าสภาพอากาศปกติ หรือไม่มีความแปรปรวนรุนแรง โดยผลผลิตข้าวในกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ทุกประเทศในเอเชียจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงอินเดีย จีน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาอุปทานตึงตัวในขณะนี้ นอกจากนี้ผลผลิตข้าวในภูมิภาคแอฟริกา ลาตินอเมริกา และยุโรปจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลผลิตในญี่ปุ่น ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาจะลดลง
อย่างไรก็ตาม ปีนี้อาจเป็นปีที่สองติดต่อกัน ที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้นน้อยกว่าการเพิ่มของจำนวนประชากรโลก นอกจากนั้น ปริมาณการค้าข้าวในตลาดโลกปีนี้ คาดว่าจะลดลงเหลือ 29.9 ล้านตัน น้อยกว่าปีที่แล้วราว 1.1 ล้านตัน เนื่องจากหลายประเทศออกระเบียบจำกัดการส่งออก เพื่อเก็บสต๊อกข้าวไว้บริโภคภายในประเทศ
ที่กรุงมะนิลา เจ้าหน้าที่สำนักงานอาหาร แห่งชาติฟิลิปปินส์เผยว่า รัฐบาลตั้งเป้าพึ่งพาผลผลิตข้าวในประเทศ ให้ได้ร้อยละ 92 ในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 98 ภายในปี 2553 จากแผนการปรับปรุงภาคเกษตรกรรมขนานใหญ่มูลค่าหลายพันล้านเปโซ ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูระบบชลประทาน และดูแลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว
อย่างไรก็ดี แม้จะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น แต่ฟิลิปปินส์ยังต้องนำเข้าข้าวอยู่ดี เพราะการลงทุนปลูกข้าวในประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ต้นทุนสูงกว่าประเทศที่มีที่ราบขนาดใหญ่อย่างไทยและเวียดนาม ปีที่แล้วฟิลิปปินส์นำเข้าข้าว 1.871 ล้านตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากเวียดนาม ที่เหลือ ส่วนน้อยจากไทย ก่อนหน้านี้ทางการประกาศจะนำเข้าข้าว 1.5 ล้านตันในปีนี้ และอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้านตันหากจำเป็น.
เดลินิวส์
แบงก์ไทยเครดิต ปิ๊งเพชรพลอยค้ำกู้
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสาร ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมปล่อยกู้โดยให้ลูกค้ารายย่อยที่เป็นพ่อค้าแม่ค้า ธุรกิจห้องแถว สามารถนำอัญมณี เช่น เพชร พลอย มาค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารได้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องรอให้ภาครัฐผ่านกฎหมายและตีความว่า อัญมณีเหล่านี้เป็นทรัพย์สินสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ได้ ก็เริ่มดำเนินการได้ทันที จากที่ก่อนหน้านี้ธนาคารได้เริ่มโครงการนำทองคำมาค้ำประกันไปแล้ว ซึ่งสินเชื่อดังกล่าวได้รับความนิยมจากลูกค้าของธนาคารจำนวนมาก
“หากภาครัฐได้ผ่านกฎหมายหลัก ประกันทางธุรกิจ และตีความว่าเป็นสิ่งที่นำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ นั้นก็หมายความว่าจะเปิดโอกาสให้เอกชน พ่อค้า แม่ขายราย เล็ก ๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนการนำเพชร พลอยมาค้ำประกัน และกังวลว่าในอนาคตราคาอาจเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนราคาทองคำนั้น ตรงนี้ธนาคารไม่เป็นห่วง เพราะก่อนที่จะดำเนินการต้องมีการประเมินราคา รู้ราคากลาง ในรายละเอียดเหล่านี้ธนาคารได้เตรียมการไว้แล้ว”
อย่างไรก็ตามสมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าไทย และสมาคมอัญมณีไทย จะยื่นหนังสือต่อภาครัฐเพื่อให้ผลักดันกฎหมายพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ หากกฎหมาย ดังกล่าวประกาศใช้แล้ว จะช่วยให้เอกชน ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็ก เข้าถึงสถาบันการเงิน และหาแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ธนาคารยังมีเป้าหมายขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มภายใน 5 ปีนี้ จะขยายสาขาให้ครบ 50 แห่ง นอกเหนือจากนั้นจะใช้พื้นที่สาขาของบริษัทไทยประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของธนาคาร ที่มีกว่า 250 แห่งทั่วประเทศในการให้บริการลูกค้า โดยลูกค้าหลักของธนาคารคือกลุ่มลูกค้ารายย่อย ที่กระจายในตลาด ชุมชน หรือหมู่บ้านต่าง ๆ เพราะธนาคารมีบริการให้ทั้งเงินฝาก สินเชื่อ ทั้งกู้เงินไปลงทุน สินเชื่อที่อยู่อาศัย กู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด โดยใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงอย่างเดียว สามารถที่จะขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้.
เดลินิวส์




