ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.40 น. วันนี้ (9 เม.ย.) ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) นำโดย นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา เลขาธิการ สนนท. ได้ยื่นหนังสือต่อ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณายกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจาก สนนท.มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.กันยายน 2549 จึงขอเรียกร้องต่อสภาฯ ให้ยกเลิก แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นต้นร่าง เพื่อแก้ไขวิกฤติทางการเมืองอย่างเร่งด่วน รวมทั้งขอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) และขอให้สภาฯ สนับสนุนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย โดยจัดให้มีการเลือกตั้งทุกระบบ พร้อมทั้งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาปรับแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด แต่ยอมรับว่าบางจุดยังมีข้อบกพร่อง ก็ควรนำส่วนดีของปี 2550 มาปรับใช้พ่วงกับรัฐธรรมนูญปี 2540
รัฐสภา 9 เม.ย.- สนนท.ยื่นหนังสือให้สภาฯ ยกเลิก รธน.ปี 50 แล้วนำ รธน.ปี 40 มาเป็นต้นร่างปรับแก้ เพื่อแก้วิกฤติการเมือง พร้อมเสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งของ คปค.ด้วย
ส่วนญัตติที่ขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาปัญหารัฐธรรมนูญที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนเสนอมานั้น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ต้องให้คณะกรรมการประสานงาน (วิป) ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลประสานมา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ และมีผลกระทบต่อประชาชน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 14:59:52
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, April 9, 2008
สนนท.ยื่นหนังสือให้สภาฯ ยกเลิก รธน.ปี 50 พร้อมคำสั่ง คปค.
นายกฯ สั่งปลด ผบ.ตร.ออกจากราชการไว้ก่อน
มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 733/2551 ลงวันที่ 8 เมษายน ให้ปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงใน 3 เรื่อง คือ โครงการเช่ารถ ซึ่งมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้ให้เช่ารถ รวมถึงสั่งการโดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน และแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในกองบังคับการต่าง ๆ โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และกฎระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รับแจ้ง หรือรับทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์. -สำนักข่าวไทย
กทม. 9 เม.ย. - นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งปลดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน
อัพเดตเมื่อ 2008-04-09 01:07:54
Tuesday, April 8, 2008
จรรยาบรรณหมอดู [8 เม.ย. 51 - 14:13]
หมอเทวดาสมัยสามก๊ก ชื่อฮูโต๋...เก่งในการรักษาจนถูกเรียกว่าหมอเทวดา แต่ไม่เก่งในการ...รู้จัก รู้ใจคน ตอนไปรักษาโรคปวดหัวให้โจโฉ เสนอวิธีผ่ากะโหลก
โจโฉโกรธ ว่ารับแผนคู่แค้นทางการเมืองมาฆ่า สั่งจับไปขังคุกมืดไว้...จนตาย
เป็นอันว่า โจโฉไม่ศรัทธาหมอรักษาคน...แต่ไพล่ไปศรัทธา... หมอดู
หมอดูเอกสมัยสามก๊ก เป็นลูกประมุขชนเผ่าลังยา...ชื่อกวนลอ นิสัยชอบสุรา พอๆกับชอบดูดาว ศึกษาดาราศาสตร์แตกฉาน ก็ไล่เรียงไปศึกษาโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ วิปัสสนา อุตุนิยมวิทยา มนุษยลักษณวิทยา ฯลฯ
เรียนรู้เจนจบ จนได้ฉายาว่า...ขงเบ้ง ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า
แต่ขงเบ้งคนนี้ ไม่โด่งดังเปรี้ยงปร้างเท่าขงเบ้ง...จูกัดเหลียง กุนซือเล่าปี่
กระนั้น ชื่อเสียงกวนลอก็โด่งดังไปเข้าหูตันสูจุ้น เจ้าเมืองเปงหงวน ตันสูจุ้น เชิญกวนลอเข้าจวน ประลองปัญหาด้านดาราศาสตร์ กวนลอเอาชนะตันสูจุ้นได้ ชื่อเสียงก็เลื่องลือยิ่งขึ้น
สังข์ พัธโนทัย เขียนไว้ใน พิชัยสงครามสามก๊ก กวนลอแสดงวิชาช่วยชีวิตคนไว้มากมาย เจอเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี รู้ว่าจะตายในสามวัน
เมื่อถูกขอร้องให้ช่วย กวนลอแนะวิธีให้เอาเครื่องเซ่น ไปสังเวยสองเทวทูต เทวทูตกินสินบนแล้วก็จำใจช่วย แก้ตัวเลขอายุเด็กหนุ่มจาก 19 ปี เป็น 99 ปี...ไม่เพียงรอดตาย ยังอายุยืนจนแก่เฒ่า
นับแต่นั้น กวนลอก็ไม่ยอมทำนายเรื่องตายให้ใคร อ้างว่า การเอาความลับของมฤตยูมาเปิดเผย
ผิดจรรยาบรรณหมอดู
ดังขนาดนี้ ไม่ช้า...ท่านสมุหนายกโจโฉก็เรียกตัวเข้าไปให้ช่วยทำนายชะตาบ้านเมือง
“หมูป่าจะรบกับเสือโคร่ง...” กวนลอทำนาย “ถ้าท่านยกทัพไปภาคใต้ จะเสียแขนข้างหนึ่ง”
โจโฉถามถึงอนาคตตัวเอง กวนลอทำนายว่า “ท่านจะเป็นราชสีห์อยู่ในวัง ลูกหลานท่านจะมีเกียรติสูงยิ่ง” เมื่อถูกขอให้ทำนายรูปลักษณ์ “คนมีบุญญาธิการขนาดท่าน ยังจะปรารถนาอะไรยิ่งไปกว่านี้อีก”
โจโฉถามว่า “อันเมืองกังตั๋ง (ก๊กซุนกวน) กับเสฉวน (ก๊กเล่าปี่) จะเป็นศัตรูกับข้าพเจ้าหรือไม่” กวนลอบอกว่า “เวลานี้กังตั๋งเสียแม่ทัพ ส่วนเสฉวนกำลังยกทัพมาโจมตีท่าน”
ไม่ช้า...ม้าเร็วก็รายงาน “โลซกแม่ทัพกังตั๋งตาย เล่าปี่ เตียวหุย (ก๊กเล่าปี่) ยกทัพมายึดช่องเขาใกล้เมืองฮันต๋ง” โจโฉก็เพิ่มความ เลื่อมใสกวนลอ ถามคำถามสุดท้าย สงครามคราวนี้จะชนะหรือแพ้
กวนลอบอกว่า ถ้าท่านยกทัพไป ไฟจะไหม้ใหญ่ในพระนครหลวง...
ไม่นาน เรื่องราวก็เป็นไปตามที่กวนลอทำนาย โจโฉตั้งให้เป็นโหรประจำราชสำนัก กวนลอปฏิเสธ จัดเงินทองให้ กวนลอก็ไม่รับ อ้างว่าเป็นหมอดูเพื่อประชาชน
ว่าแล้ว กวนลอก็ลาโจโฉ สัญจรเร่ร่อนไปช่วยประชาชน
อ่านสามก๊กถึงตอนนี้ พอได้ข้อสรุปว่า บทเรียนจากหมอฮูโต๋ ทำให้กวนลอรู้แจ้งว่า นายนิสัยแบบโจโฉ ขืนภักดีรับใช้ นอกจากอนาคตจะไม่รุ่งแล้ว ไม่แน่ว่า...ตัวก็อาจจะตาย
หมอดูสมัยสามก๊กนอกจากทายแม่นแล้ว ยังรู้จักเหลี่ยมคูการ เมือง...รู้ดีว่า หากการเมืองพลิกด้าน...ตัวเองก็พลอยไม่รอด
ไม่เหมือนหมอดูสมัยใหม่...สมัยไหนก็ไม่รู้ ทายผิดแล้ว ก็ยังหน้าด้านทายผิดต่อไปอีก.
กิเลน ประลองเชิง
ใช้ 28 ล้านพัฒนากลุ่มอาชีพ นำร่องสินค้า สหกรณ์ 4 ประเภท [3 เม.ย. 51 - 00:28]
นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2551 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 27,964,600 บาท ไว้ส่งเสริมพัฒนา กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรให้มีความยั่งยืนต่อเนื่อง อันเป็นการสร้างรายได้ ให้แก่สมาชิกและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในอนาคต โดยมีเป้าหมายในการต่อยอดกลุ่ม อาชีพเดิมให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นอีก 300 กลุ่ม เพื่อให้เป็นกลุ่มและผลิตภัณฑ์นำร่อง พร้อมจัดตั้ง กลุ่มอาชีพใหม่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริจำนวน 100 กลุ่ม เพื่อให้สมาชิกในโครงการมีโอกาส รับการสนับสนุน เพื่อให้สามารถผลิตสินค้า และพัฒนาศักยภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น
รมช.กระทรวงเกษตรฯกล่าวถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นำร่องว่า แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อาหารแปรรูปจากพืช อาหารแปรรูปจากสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากผ้า และเครื่องใช้ของที่ระลึก ของประดับตกแต่งประเภทจักสาน โดยเน้นให้กลุ่มอาชีพได้มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับของตลาด มีคุณภาพตรงความต้องการทั้งในด้านการเลือกใช้วัตถุดิบ ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น การพัฒนารูปแบบ สีสัน รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
ทั้งนี้ กลุ่มที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ จะเปิดให้นำผลิตภัณฑ์มาร่วมกันวางแผน กำหนดทิศทางการตลาดให้เหมาะสม ทำให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างยั่งยืน และสิ่งสำคัญการพัฒนากลุ่มอาชีพก็คือสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงด้านการผลิตการตลาดร่วมกัน โดยสหกรณ์เป็นแกนหลัก อย่างไรก็ตาม กรมยังได้เชิญตัวแทนกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้กลุ่มอาชีพต่างๆรับฟังเพื่อนำหลักไปพัฒนาสินค้าให้มีคุณ ภาพต่อไป.
ไทยรัฐ
'หมอลักษณ์'ฟันธงต้องเร่งแก้รธน.ให้เร็วสุด-เลี่ยงนองเลือด
(7 เม.ย.51) ที่ห้องบุษราคัม โรงแรมดิอิมเพอเรอ นายลักษณ์ เรขานิเทศ เลขาธิกาสถาบนพยากรณ์ศาสตร์ หรือ โหรฟันธง ได้เปิดแถลงข่าวในหัวข้อ "ปฏิวัติ นองเลือด วิกฤตชะตาเมืองกับทางออกของประเทศไทย" ว่า ตนเห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองถึงจุดที่มีภัย และยินยันเรื่องน้ไม่ใช่เรื่องตลก เพราะก่อนหน้านี้นก็เคยพูดเรื่องดวงเมือง รวมทั้งยังเคยฟันธงว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้นภายใน 1 ปีที่นายสมัครบริหารประเทศจะเกิดเหตุวุ่นวายและนำไปสู่การนองเลือด ซึ่งทั้งหมดนี้ตนมีเหตุและผลที่จะทำนาย โดยผ่านการศึกษาเกี่ยวกับด้านโหรศาสตร์มาเป็นอย่างดี อีกทั้งตนต้องออกมาพูด เนื่องจากที่ผ่านมานายกฯได้ออกมาด่าโหร ทำให้ตนซึ่งเป็นนักโหรศาสตร์ได้รับผลกระทบ ดังนั้นตนจึงต้องออกมาทำนายทายทัก
นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมก็รับรู้ว่า ตนนั้นสามารถทายถูกในหลายๆ เรื่อง ซึ่งทุกเรื่องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสาธารณะ ล้วนแต่ทายถูก เพราะหากทายไม่ถูก ตนคงเลิกเป็นโหรศาสตร์ไปแล้ว ดังนั้นตนจึงมีความชอบธรรมในการที่จะแนะนำเพื่อหาทางออกตามวิถีทางของโหร ซี่งตนได้นำตำรามาศึกษา โดยเฉพาะเอกสารสถิติเกี่ยวกับรัฐสภา 72 ปี ซึ่งที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องรายงานการบริหาร การปฏิวัติ และจากการศึกษาที่ผ่านมาจึงต้องชี้แจงต่อประชาชนให้ได้รับรู้ว่า ขณะนี้ถึงแม้บ้านเมืองมีรัฐบาลแล้ว ข้าวมีราคาดี น้ำมันถูกค้นพบ แต่ทำไมยังเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดี โดยเฉพาะกรณีที่มีกลุ่มบุคคลออกมาตีรวน จนทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ วันนี้ตนจึงจะมาแนะนำวิธีในการหาทางออกเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้า
โหรพันธง กล่าวต่อว่า ดังนั้นขอเชิญชวนพ่น้องประชาชนมีส่วนในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะดวงเมืองของประเทศไทย ตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2335 และดวงเมืองที่ตนกำลังจะทำนายไม่ได้ผูกกับการวิเคราะห์ แต่ดูจากดวงดาว และขณะนี้ดวงเมืองที่ผ่านมา 220 กว่าปี เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติและนองเลือดมาทุก 12 ปี
"คราวนี้ก็มาตรงกับบ้านเมืองในขณะนี้ที่ดาวพฤหัสตรงกับช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาตรงกับการโคจรดาวมรณะของดวงเมืองที่ตรงกับวันที่ 22 ต.ค.49 จนถึง 16 พ.ย.50 ซึ่งจะเห็นว่าตรงกับการร่างรัฐธรรมนูญพอดี และเมื่อรัฐธรรมนูญคลอดในช่วงนี้ถือเป็นดวงที่อับโชค ทำให้รัฐธรรมนูญมีปัญหา และส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นผมฟันธงได้เลยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นมรณะ และจะมีปัญหาต่อรัฐบาลชุดนี้และชุดต่อๆ ไป ดังนั้นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนญ ถ้าไม่แก้ไขสังคมจะความแตกแยกกันทางความคิด และเกิดการนองเลือดในช่วงเดือนสิงหาฯและกันยาฯ และหากใครที่เรียนทางด้านโหราศาสตร์มาเห็นต่างจากผมและเกิดเป็นจริงตามนั้นผมยินดีให้เลยล้านนึง ดังนั้นผมยังยืนยันว่าถ้าไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญไฟจะเกิดขึ้นกลางเมือง"นายลักษณ์ กล่าว อ.ลักษณ์ กล่าวอีกว่า ไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ ดังนั้นถ้าต้องการให้ประเทศก้าวไปขเงหน้าต้องมีการแก้รํฐธรรมนูญ ประชาชนต้องร่วม และยินยอม
นายลักษณ์ กล่าวต่อว่า พูดไปอย่างนี้ ต้องมีคำถามต่อไปว่าทำไม ประชาชถึงโหวตรัล่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งไม่ช่เป็นการโหวตที่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ แต่โหวตเพราต้องการมให้มีการเลือกตั้ง จะได้จบๆไป และการที่จะแก้ต้องมีมตราฐาน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา หรือเช่นการทำประชาวิจารณ์ หรือนำธงเหลืองมาติดหน้าบ้าน ดังนั้นทางออกไขประเทศไทย เราต้องแก้รัฐธรรมนูญ และบ้านเมืองกำลังไปได้ดี แต่มีคนบางกลุ่ม ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็มาสร้างให้เกิดความขัดแย้ง อยากถามว่าเก่งกาจนักหลอ ทำไมไม่ไปรวมกลุ่มตั้งพรรคการเมือง แต่มาคิดแทนรัฐบาล ตั้งกลุ่มประท้วง ไม่ให้รัฐบาลบรหรประเทศได้ ทำอะร็ถูกด่า เมื่อพ่ายแพ้ต้องรู้หลักการยอมแพ้ และท้าเกิดคนที่เลือรัฐบาลชุดนี้มา หรือยุคหน้าไม่พอใจกลมที่มาเป็นพันธมิตร แล้วยกมากระทืบจะว่าอย่างไร ก็จะตามาด้วยเหตุการนองเลือด สุดท้ายทหารก็ต้องออกมาปฏิวัติ มันก็เข้าสู่วงจร
โหรฟันธง กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคนไทยอดทน ปล่อยไปให้มีการเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งก็แล้ว และวิเคราะห์จากดวงนายสมัคร ซึ่งเป็นคนราศี มังกร เกิด 13 มิถุนายน ป็นคนดวงใหญ่ มีความสมารถ และมีบารมี ประกอบกับเป็นคนที่มีความเที่ยงตรงตามราศีตราชัง ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องทุจริต เพราะไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง สามารถที่จะพูดให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติได้ แต่มีบุคคลิกที่รัดกุม กล้าพูด กล้าได้ กล้าเสีย แต่เสียอย่างเดียวคือ "ปากเสีย" แต่ก็สามารถที่จะบริหารประเทศได้
"นายกที่ผ่านมาทุกคนมีความรู้ความสามารถ แต่นายกที่มีบารมีหากเกิดเหตุเพศภัยทีกระทบต่อประทศชาติ นายกที่มีบารมีสามารถที่จะสั่งฟ้า ฝนได้ เพราะคนที่มีบารมีจะทำคุณเพื่อตอบสนองประเทศชาติ แต่นายกก็มีดวงเสียต่อราศีเกิด เพราะเป็นคนที่โผงผาง ไม่สามารถเก็บความลับของประเทศได้ บางครั้งไปเปิดเผยความลับของประเทศทำให้คนวิจารณ์และนำมาต่อต้าน ทำให้ความลับไม่เป็นความลับ ดังนั้นนายสมัครต้องเปลี่ยนใหม่คือหากไม่พอใจเรื่องใดก็ไม่สมควรพูด ไม่ต้องตอบ"นายลักษณ์ กล่าว และว่า ช่วงนี้นายสมัครมีเคราะห์ มีอาการป่วยและทางที่จะแก้ไขคือการพักผ่อนรวมทั้งต้องพูดน้อย และหลังจากพ้นเคราะห์ไปแล้วหากพูดน้อยและตั้งสติให้ดี ปัญหาหาต่างๆก็จะคลี่คลายทั้งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงหากตั้งใจดีแม้แต่ปัญหาภาคใต้ 2 ปี ปัญหาจะหมดไป ตรงนี้สามารถฟันธงได้ "ฟันธง"
"นางสงกรานต์ปีนี้นอนบนหลังครุฑ มีนาคให้น้ำถึง 4 ตัว แสดงว่าข้าวน้ำจะบริบูรณ์ ประเทศจะมีเศรษฐกิจที่ดี จะมีอุบัตเหตุน้อยแต่หลังจากวันที่ 17 เม.ย. เป็นวันพฤหัสซึ่งถือเป็นวันโลกาวินาศ ทิศทางของบ้านเมืองจะเป็นไปในทางที่ไม่ดี จะเกิดปัญหา ผู้ใหญ่ไม่เป็นผู้ใหญ่ เหตุการณ์ในสภาอาจจะเกิดอีกครั้ง ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันแก้ไขและก็มีแค่ทางเดียว คือการแก้แม่บทของรัฐธรรมนูญ"นายลักษณ์ กล่าวว่า
นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในวันที่ 17 เม.ย.เวลา 18.30 น.จะเป็นวันที่ทุกคนในประเทศจะฮือฮา 18 ปีจะมีครั้งนึง ที่เรียกว่าตำแหน่งมหาจักร จะเป็นวันที่ตำแหน่งราหูยกเป็นตำแหน่งที่รุนแรงมาก เชื่อว่าทั่วประเทศจะต้องมีการสวดมนต์ครั้งใหญ่ เป็นบทบูชาราหู เพื่อนำพระพุทธศาสนาข่มราหู และหลังจากนั้นในวันที่ 21 เม.ย.ที่เป็นดวงเมืองของประเทศไทยและเป็นช่วงที่บ้านเมืองจะเริ่มต้นเกิดเหตุเพศภัยและจะตามมาด้วยเหตุการณ์นองเลือด จึงขอเชิญชวนคนทั้งประเทศทำบุญ เพราะเราทำบาปมาเยอะมีการปราบปรามยาเสพติดโดยการฆ่าตัดตอนในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายก มีการฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าวัว-ควาย เป็นการฆ่าที่ไม่ได้นำเป็นอาหาร แต่เป็นการฆ่าเพราะไม่ต้องการให้เป็นโรคทำให้เกิดชะตาเคราะห์ของประเทศ ดังนั้นเราต้องร่วมกันทำบุญเพื่อให้บ้านเมืองพ้นเคราะห์และอยู่เย็นเป็นสุข เพราะหากไม่ทำเมื่อถึงเดือนส.ค.จะเข้าหลักวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะจะเกิดภัยร้าย เนื่องจากนักวิชาการ นักการเมืองแตกความสามัคคี ดังนั้นเราจึงควรนำหลักศาสนาเข้ามาแก้ไขเพื่อให้ประชาชนสามัคคีกันด้วยการทำบุญเสียก่อน
นายลักษณ์ กล่าวว่า เราเองก็อยากได้นายกและนักการเมืองที่บริสุทธิ์ แต่ที่ผ่านมาในอดีตเราได้นายกที่เป็นคนดี อาทิ นายธานินท์ ไกรวิเชียร นายสัญญา ธรรมศักดิ์ และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ล้วนแล้วแต่เป็นคนดีแต่ไม่สามารถที่จแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้เคลื่อนตัวไปได้ ดังนั้นเราจึงเอาคนดีไม่ดีปะปนเพื่อให้บริหารประเทศและบ้านเมืองไปได้ ซึ่งเห็นว่า ณ เวลานี้คนไทยเลือกพรรคพลังประชาชนเขาจึงมีสิทธิ์บริหารประเทศไปอีก 4 ปี ซึ่งเมื่อครบ 4 ปีหรือมีการยุบสภา แล้วให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นเราต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศใหม่ แต่ต้องไม่มีเหตุการณ์ที่ฝ่ายแพ้มาชุมนุมเพื่อชวนตี อย่างนั้นบ้านเมืองจะพัง ทั้งนี้ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งหมั่นไส้บ้านเมืองฉิบหายเลยดังนั้นคนที่ไม่ชอบรัฐบาลเพราะไม่ได้เลือกเขา ในชุดนี้หรือชุดต่อไป คนที่แพ้ต้องข่มใจให้ครบ 4 ปี ตามกติกาแล้วมาเลือกตั้งใหม่ ปัญหานองเลือดจะได้ไม่เกิด เพราะวันนี้บ้านเมืองล่อแหลมเหลือเกินมีทั้งปฏิวัติ ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ
"ดวงเมืองที่เกิดรัฐธรรมนูญต้องแก้ไข เพราะมีจุดที่น่าเป็นห่วง คือเรื่องชาติมีปัญหา เนื่องจากคนไทยนับถือศาสนาพุทธ ที่ขณะนี่กำลังถึงจุดเสื่อม ผมจึงอยากเสนอกลุ่มองค์กรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากแก้ไขควรบรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และสนับสนุนศาสนาอื่นประชาชนมีสิทธิ์เลือกศาสนานับถือได้"นายลักษณ์ กล่าว
นายลักษณ์ กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตนไม่ได้เกลียดพรรคประชาธัตย์และพลังประชาชน แต่ปชป.คนที่เป็นหัวหน้าพรรคได้ดีคือคนที่ชื่อนายชวน หลีกภัย ที่เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่ปี 41 - 43 เนื่องจากคุณชวนได้ทำคุณงามความดีต่อพุทธศาสนาและประเทศชาติโดยการสังคยานา ในการเป็นประธานสังคายนาพระไตรปิฎกและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับหมาจุฬา และนายสมัครก็เช่นเดียวกันเพราะต้องแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกก็ได้รับปากว่าจะสร้างพระมหามลฑบ เพื่อประเดิษฐานพระทองคำที่สร้างในสมัยสุโขทัย ในช่วงที่คณะพระวัดไตรมิตรฯ และพระสงฆ์ได้เจริญพระพุทธมนต์ที่บ้านในวันรับตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นมหากุศลอย่างยิ่งำให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลง
ผู้สื่อข่าวถามว่านอกจากดวงเมืองที่ต้องจะแก้ไขด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วยังต้องมีการปรับครม.ใช่หรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวฟันธงอีกว่า ในช่วงส.ค.ตั้งแต่วันที่ 1-17 สิงหาคม จะเกิดเหตุเพศภัยที่เรียกว่าเกิดฆาต จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่รับบาลชุดนี้น่าจะมีการปรับครม.ประมาณ 90%
เมื่อถามว่า ควรแก้รัฐธรรมนูญก่อนเดิอนสิงหาคมหรือไม่ โหรฟันธง กล่าวว่า ใช่ ควรนับหนึ่งตั้งแต่วันเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญและต้องเริ่มแก้ไขเร็วๆ นี้และควรแก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นข้อแรก เพราะก่อนหน้านี้พระทั่วประเทศได้สวดสาปส่ง มากกว่าสวดให้พรคนทั้งประเทศ ดังนั้นต้องเริ่มต้นและประกาศแก้ ณ แต่บัดนี้ เพราะหากไม่แก้และให้ล่วงเลยเข้าเดิอนสิงหาฯ-กันยาฯ ตนอาจต้องเอามือปิดตา และเอาตาข้างเดียวดู เหตุการณ์นองเลือดในบ้านเมืองเรา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ดวงของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะสนับสนุนให้ดวงเมืองเดืนหน้าหรือถอยหลังหรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศวางมือการเมืองไปแล้ว จึงขอให้คุณทักษิณทำอย่างที่พูด เพราะคำพูดนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมาคุณทักษิณโชคดีที่ได้กลับประเทศ และได้มาแก้ตัว แก้ต่างตามกฎหมาย และถือว่าโชคดีของทักษิณ เพราะที่ผ่านมาอดีตนายกฯหลายคน เมื่อเกิดปฏิวัติแล้วไม่ได้กลับมา หรือไม่ก็กลับมาตาย ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ควรที่จะเดินหน้าทำการกุศลหรือทำมูลนิธิจะดีกว่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง
"ดังนั้นผมขอให้คุณทักษิณยึดมั่น ทั้งกาย วาจา ใจ ว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก เพราะหากทักษิณเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาล้วงลูกข้างหลัง โดยเฉพาะช่วงเดือนตุลาคมที่จะมีการโยกย้ายข้าราชการทหาร อยากขอร้องว่า ให้ทักษิณไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทั้งปาก และใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพราะไม่เช่นนั้น ไม่อย่างนั้นไม่มีแผ่นดินอยู่แน่ หากมายุ่งกับการเมืองจะทำให้เกิดเรื่องร้าย และเป็นชนวนทำให้เกิดความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะดวงชะตาของคุณทักษิณเป็นอริต่อดวงเมืองของไทย ดังนั้นคุณทักษิณต้องเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิต แล้วชีวิตจะมีความสุขสวัสดี ถ้ามายุ่งเกี่ยวชีวิตบรรลัยแน่" โหรฟันธง กล่าวและว่า ตัวอย่างที่ดีคือนายสมัครที่ไม่เข้าไปล้วงลูกนายทหารที่ผ่านมา อีกทั้งนายสมัครก็น่าสงสาร เพราะอยู่โดดเดี่ยว เนื่องจากไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินให้กับส.ส.ทั้งที่จริงแล้ว ส.ส.นอกจากรับเงินภาษีประชาชน และยังรับเงินเดือนจากพรรคการเมืองอีกทาง ทำให้นายสมัครไม่มีอำนาจและกำลังที่จะสั่งคน หรือปราบส.ส.ในพรรคให้อยู่ในกรอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามที่โหรทำนายหรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อไรที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้ ทหารมักจะออกมา แต่ขณะนี้โลกเราเดินไปข้างหน้าแล้ว ถ้าในวันพรุ่งนี้ทหารออกมาและเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากระบบที่ไม่มาจากประชาธิปไตย บ้านเมืองจะเกิดความฉิบหาย และต่อไปนี้นายทหารคนใดมาเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มาจากการปฏิวัติและอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความแตกแยก จะทำให้บ้านเมืองพัง ดังนั้นตนเชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ เข้าใจในระบบกติกาเป็นอย่างดี และคงไม่ออกมาปฏิวัติ
เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะอยู่ครบวาระ 4 ปีหรือไม่ หมอลักษณ์ กล่าวฟันธงว่า หากดูจากดวงดาวแล้วคุณสมัครสามารถบริหารประเทศ หากอยู่ได้ 2 ปีโดยที่ไม่สั่นคลอนก็ถือว่าเก่งมากแล้ว เมื่อถามว่าปชป.และนายอภิสิทธิ์จะขึ้นเป็นนายกได้หรือไม่ นายลักษณ์ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้บริหารประเทศได้ 2 ปี และหลังจากวันที่ 10 ส.ค.2552 ปชป.จะเริ่มสว่างและเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาของปชป. อย่างไรก็ตามหากเกิดสะดุดก่อนช่อง 2 ปีที่กล่าวมานั้นปชป.ก็ไม่มีหวัง แต่หากพ้น 2 ปีไปแล้วปชป.ต้องไปลุ้นดวงชะตากับพรรคชาติไทยและรวมใจไทยฯ ซึ่งไม่รู้ว่าเขาจะรวมกันหรือไม่ต้องติดตามดู เพราะเนื่องจากดวงของนายบรรหาร ศิลปอาชาและนายสุวัจน์ ลิปตภัลลภ ก็สว่างสดใสเช่นกันช่วงนั้น อย่างไรก็ตามหลังจากปี 53-55 ดวงของปชป.เด่นมาก
Hi-thaksin
'พปช' จองกฐินรื้อม.309 แม้ถอยแก้รธน.50 ทั้งฉบับ
<
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าววันนี้ (7 เม.ย.) ว่า จะเสนอให้ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนทบทวนมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามที่มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ซึ่งหากพรรคพลังประชาชน มีมติจะนำไปหารือกันในการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเป็นมติร่วมกันอีกครั้ง
ที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงมาตรา 309 ที่มีเนื้อหาคุ้มครองการกระทำที่ผ่านมา ขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า จะไม่ตัดมาตรานี้ออก แต่จะเพิ่มถ้อยคำในวรรค 2 ของมาตรา 309 แทน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบนำไปเป็นประเด็นต่อสู้กับคำสั่ง หรือ การกระทำที่ขัดกับสิทธิเสรีภาพ และหลักนิติธรรมที่ได้รับการคุ้มครองตามาตรา 309 ในชั้นศาลได้
วันเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ในฐานะโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า หากพรรคพลังประชาชนจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ จริงควรทำในรูปคณะกรรมการสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเปิดโอกาสให้มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 8 เดือน และท้ายที่สุดจะต้องลงประชามติในขั้นตอนสุดท้ายเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่รับ ยกเว้นเพียงรัฐบาลต้องการ แก้ไขทั้งฉบับเพื่อต้องการแก้ไขเพียง 2 มาตรา คือ มาตรา 237 และ 309 ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ยังจะหารือเพื่อกำหนด ยุทธศาสตร์ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 เม.ย.นี้ และหากรัฐบาลยังทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง จะเริ่มต้นล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
![]() |
กรุงเทพโพลล์เผยปชช.ปลื้มรายการ‘สนทนาประสาสมัคร'
(7เม.ย.51) ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครที่ระบุว่าเคยรับฟังและรับชมรายการ "สนทนาประสาสมัคร" จำนวน 1,036 คนว่า คิดอย่างไรกับรายการดังกล่าว ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 46.4 ระบุว่า รับชมหรือรับฟังจากรายการอื่นที่นำบางส่วนมาออกอากาศ รองลงมา คือ ร้อยละ 42.4 ระบุว่า รับชม/รับฟังจากรายการโดยตรงเป็นครั้งคราว มีเพียงร้อยละ 11.2 ที่ระบุว่า รับชม/รับฟังจากรายการโดยตรงเป็นประจำ
สำหรับความเหมาะสมของเนื้อหาของรายการ ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.7 ระบุว่าค่อนข้างเหมาะสม ร้อยละ 13.5 ระบุว่าเหมาะสมมาก ร้อยละ 23.1 ระบุว่าไม่ค่อยเหมาะสม และร้อยละ 5.7 ระบุว่าไม่เหมาะสมเลย ตามลำดับ โดยร้อยละ 52.8 ระบุว่าค่อนข้างได้ประโยชน์จากรายการดังกล่าว
สำหรับประเด็นที่อยากให้นายกรัฐมนตรีพูดในรายการมากที่สุด ส่วนใหญ่ร้อยละ 35.9 ระบุว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ รองลงมา คือ ร้อยละ 33.5 เป็นเรื่องแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาล และร้อยละ 14.6 ระบุว่าการแก้ปัญหาสังคม การศึกษา ตามลำดับ โดยสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ชอบมากที่สุดจากรายการดังกล่าว คือ การกล้าพูด เป็นตัวของตัวเอง ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุด คือ ใช้ถ้อยคำรุนแรง เสียดสี หยาบคาย และ ร้อยละ 53.2 ระบุว่า จะติดตามชม/ฟังรายการต่อไป มีเพียงร้อยละ 9.9 เท่านั้นที่ระบุว่า จะเลิกชม/ฟังรายการ ส่วนที่เหลือไม่แน่ใจ-
้hi-thaksin
'เลี้ยบ' โรดโชว์พ่วงชี้แจงแก้ รธน. [8 เม.ย. 51 - 04:17]
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนจะประชุม ส.ส.ของพรรคในวันที่ 8 เม.ย. เวลา 13.30 น. เพื่อพิจารณาว่าจะแก้ไขกันอย่างไร เพราะที่ผ่านมายังมีความคิดเห็นที่หลากหลาย เมื่อได้ข้อสรุปตนและแกนนำพรรคจะได้นำไปหารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะมีการนำไปชี้แจงต่อนักลงทุนสหรัฐฯและอังกฤษระหว่าง ที่จะเดินทางไปโรดโชว์วันที่ 11-16 เม.ย.นี้ด้วย เพื่อแสดงว่า เรามีทิศทางในการพัฒนาประชาธิปไตยที่ชัดเจน และสิ่งที่ห่วงกันว่าจะเป็นวิกฤติของรัฐบาล เราก็พยายามคลี่คลายไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤติได้ จะช่วยทำให้ต่างชาติมีความเชื่อถือ และมั่นใจในสถานการณ์ทางการเมืองของเรามากขึ้น ต่อข้อถามว่า เรื่องกรอบเวลาที่จะแก้ไขจะต้องเร่งให้เสร็จทันก่อนการวินิจฉัยคดียุบพรรคหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า การแก้ไขทั้งระบบย่อมต้องใช้เวลานานกว่า จะทันหรือไม่ทันกับคดียุบพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนที่ยังมาไม่ถึง หรือพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา
ลั่นยำใหญ่ขจัดผลิตผลเผด็จการ
เมื่อถามว่า แสดงว่ามีแนวโน้มที่จะกลับลำมาเป็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ส.ส.ที่เราต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ ครั้งแรกที่หยิบยกการแก้ไข ม.237 ขึ้น เพราะตอนนั้นมี กกต.คนหนึ่งออกมาให้ความเห็นว่า กกต.ไม่สามารถมีทางเลือกอื่น เพราะรัฐธรรมนูญมัดคอไว้ ทำให้ต้องตัดสินใจยุบพรรค จึงเป็นเหตุให้หยิบยกว่าจะแก้ไข ม.237 มาเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ถ้า กกต.ไม่สบายใจที่จะต้องตัดสินยุบพรรคทั้งๆที่ควรตัดสินใจเป็นอย่างอื่น
เลขาธิการพรรคพลังประชาชนกล่าวถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เกิดความขัดแย้งกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ จนมีแผนที่จะโค่นล้มนายสมัครว่า กระแสข่าวมีความพยายามที่จะโค่นล้มหัวหน้าพรรคพลังประชาชนไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง เพราะในพรรคทุกคนรู้ดีว่า หัวหน้าพรรคได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่อพรรคมาตั้งแต่ต้น เท่าที่ได้ทำงานร่วมกับท่านมา ท่านเป็นคนจริงใจเปิดเผย ไม่นิยมการวางหมากหลายชั้นหรือสร้างภาพ และโดยข้อเท็จจริงแล้ว พ.ต.ท. ทักษิณก็ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือการบริหารงานในพรรคแต่อย่างใด
“ชูศักดิ์” ย้อนปูมหลังอำมาตยาธิปไตย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคการเมืองไม่ได้ร่วมร่าง คนร่างคือ ส.ส.ร.ที่ต้องไม่เคยดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองมาไม่น้อยกว่า 2 ปี มาจากองค์กรอิสระ ข้าราชการและศาล มาอยู่ในกลไกของ คมช. จึงเรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย ที่ไม่ต้องการพรรคการ เมืองเข้มแข็งให้ยุบได้ง่าย เป็นครั้งแรกที่ระบุว่า การทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ผิดกฎระเบียบ กกต.เป็นเหตุยุบพรรคได้ และเขียนเพื่อให้กลไกของ คมช.สืบทอดอำนาจต่อไป เพราะให้องค์กรอิสระที่ตั้งโดย คมช.อยู่ต่อจนครบวาระ 7 ปี หรือ 9 ปี ทั้งที่ปกติให้อยู่แค่ 1 หรือ 2 ปี แล้วต้องสรรหาใหม่ นอกจากนี้ ยังลดอำนาจของวุฒิสภา มีหน้าที่เพียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ฝากชะตาของประเทศไว้กับคนแค่ 5 คน และกรณีที่เขียนนิรโทษกรรมในการปฏิวัติแต่ละยุคตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2502 จนถึง 2534 จะเขียนไว้เพียงว่า “ให้ชอบด้วยกฎหมาย” เฉพาะการกระทำที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ ไม่เคยเขียนให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต
เล็งแก้ รธน.ทั้งฉบับภายใน 6 เดือน
นายชูศักดิ์กล่าวว่า การหารือกันในพรรคแนวโน้มน่าจะเป็นการแก้ไขกันทั้งฉบับ เนื่องจากฟังเสียง ส.ส.พรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่บอกว่า ไหนๆจะแก้กันแล้วก็อยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อประเทศเราได้รัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้งพรรคพลังประชาชนก็มีทีมวิชาการได้ศึกษาประเด็นที่สมควรแก้ไขไว้แล้ว เช่น ระบบเลือกตั้ง การให้ ส.ส.ต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน แต่องค์กรอิสระไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน เป็นต้น ทางคณะอนุกรรมการฯก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งหรือมีข้อจำกัดว่าควรจะแก้ไขเพียง 7 ประเด็น ตามที่เสนอไปก่อนหน้านี้ เพราะอนุกรรมการฯเรามีหน้าที่เพียงยกร่างให้เมื่อเขามีการชี้ประเด็นมาให้ หากตัดสินใจที่จะแก้ไขกันทั้งฉบับก็แน่นอนว่า คงต้องใช้เวลาบ้างพอสมควร เป็นไปได้ที่อาจจะใช้เวลาดำเนินการ 180 วัน หรือ 5-6 เดือน อย่างที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเคยเสนอไว้
ยอมถอยอีกไม่ตัดทิ้งมาตรา 309
เมื่อถามว่าแต่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เห็นควรให้ไปใช้ญัตติที่ยื่นค้างไว้ในสภาฯ และให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการแก้รัฐธรรมนูญ นายชูศักดิ์ตอบว่า ถ้าอย่างนั้นต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาอีกมาก แต่แนวทางของเรามีการศึกษากันไว้แล้ว รวมทั้งในช่วงที่ ส.ส.ร.ยุคปัจจุบันก็เคยเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญปี 40 กับ 50 เอาไว้แล้ว ก็สมควรนำมาเดินหน้าได้เลย ส่วนจะเสร็จได้ทันการพิจารณาตัดสินคดียุบพรรคหรือไม่ ไม่เกี่ยวกัน ถือเป็นเรื่องอนาคต ทั้งนี้ใน ม. 237 ก็ไม่มีการแก้ไขให้คนผิดพ้นผิด ใครทำผิดยังต้องรับโทษต่อไป และยุบพรรคได้ถ้าพิสูจน์ได้ว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคส่วนใหญ่รู้เห็นหรือเป็นผู้กระทำผิด และ ม. 309 ก็ไม่ได้ตัดทิ้งแค่เขียนเพิ่มเติมวรรคสอง ให้ข้อความในวรรคหนึ่ง ใช้บังคับในกรณีที่การกระทำนั้น ต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพ และหลักนิติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อสู้ได้ ไม่มีผลไปยุบ คตส. หรือยกเลิกประกาศ คปค.ใดๆ
เย้ย “เทพไท” เสี้ยมเขาปั่นราคาตัวเอง
นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แตกคอกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จริงตามที่โหร คมช.ทำนาย ว่านายเทพไทต้องการยกตัวเองขึ้นไปเทียบชั้นกับนายกฯ การเสี้ยมให้คนทะเลาะกัน ไม่ควรเป็นวิถีทางของนักการเมืองยุคนี้แล้ว นายเทพไท ก็เป็นคนรุ่นใหม่ สมควรจะช่วยพรรคประชาธิปัตย์ปรับปรุงการทำงานแบบใหม่ มากกว่าจะย้อนยุคไปเอาวิธีการเก่าสุดขุดขึ้นมาใช้ในปัจจุบัน สำหรับนายสมัครนั้นมองจากคนวงในต้องบอกว่าตอนที่เราเชิญท่านมา และท่านกรุณารับมาเป็นหัวหน้าพรรค เราก็ยอมรับว่าท่านมีความโดดเด่นหลากหลายในความสามารถ ท่านถือเป็นจอมยุทธ์ทางการเมืองรู้จังหวะจะโคนและอารมณ์ทางการเมือง แบบที่นักการเมืองรุ่นหลังหลายคนไม่รู้ ความคิดเห็นบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน เป็นส่วนที่ท่านมาเติมเต็มให้สมบูรณ์ ไม่ได้ เป็นความขัดแย้งอะไรกัน เพราะทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณและนายสมัครล้วนเป็นผู้ใหญ่กันทั้งคู่ ก่อนที่พรรคพลังประชาชน จะเชิญนายสมัครมา ทั้งนายสมัครและ พ.ต.ท.ทักษิณได้ผ่านการถามใจตัวเองมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ปชป.เตือนอย่าใช้พวกมากลากไป
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ขึ้น โดยต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ประกาศใช้ด้วยการลงประชามติของประชาชน แต่พรรค ไม่เห็นด้วย ถ้าจะใช้เสียงข้างมากลากไป แก้รัฐธรรมนูญให้พ้นผิดจากสิ่งที่ทำผิดหรือหนีการถูกยุบพรรค
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากเรียนว่าการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 นั้น เพราะเห็นว่าเป็นการเสนอแนวคิดให้แก้ไข เพราะหวังผลประโยชน์ของตัวเอง มากกว่าประโยชน์ของส่วนรวม และที่สำคัญพรรคเห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีการแก้ไขมาตรานี้ โดยเฉพาะการพิจารณาคดี ที่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง ที่นำไปสู่การยุบพรรคควรเป็นไปตามครรลองของการพิจารณา การพิจารณายุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญคงจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง โดยหากมี การยุบพรรคการเมืองจริง ช่วงเวลานั้นจะทำให้ ส.ส.ในพรรค สามารถย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ หรือตั้งพรรคการเมืองสำรองได้ภายใน 60 วัน
ระบุแก้รัฐธรรมนูญเพื่อหนียุบพรรค
นายองอาจกล่าวอีกว่า หลายคนก็ทราบกันดีว่ามีหลายพรรคที่เตรียมไปจัดตั้งพรรคการเมืองสำรองเอาไว้แล้ว เพื่อให้ ส.ส.จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ไปสังกัดพรรคการเมืองนั้น ดังนั้น บุคคลที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินยุบพรรค ก็จะมีกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีส่วนหนึ่งและ ส.ส.ส่วนหนึ่ง ประมาณ 60 กว่าคน จะเห็นได้ว่าจำนวนนี้จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ แทนคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ถ้าดูแนวโน้มการเลือกตั้งรอบใหม่ที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดเจนว่า ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลมักจะได้รับเลือกกลับเข้ามาอีก ด้วยเหตุนี้โครงสร้างของรัฐบาลและ ส.ส.ที่สนับสนุนรัฐบาล จึงไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก และพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังสามารถเป็นรัฐบาลต่อไปได้เหมือนเดิม โดยมีเสียง ส.ส.สนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฏร พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ไม่ได้ประโยชน์ว่าเราจะกลับมาเป็นรัฐบาล แต่เราเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ และเพื่อมาช่วยแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการยุบพรรค ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ รัฐบาลต้องชัดเจนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการพิจารณาตัดสินว่าจะยุบพรรคหรือไม่
ควรรับฟังความคิดเห็นคนอื่นบ้าง
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามข้อกล่าวหาและข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ประโยชน์โดยกลับมาเป็นรัฐบาล จึงออกมาคัดค้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นความจริง แต่เราคัดค้านเพราะต้องการเห็นหลักการที่ถูกต้องเกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่ต้องการเห็นการใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง การที่นายกฯไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใหญ่ ในบ้านเมือง เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่านายกฯควรรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แล้วนำมาใช้ปรับปรุงในการทำงาน ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือตัวรัฐบาลและประชาชน แต่ถ้ารัฐบาลไม่สนใจเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ โดยมองว่าเป็นเสียงที่น่ารำคาญ น่าเบื่อหน่าย รัฐบาลก็จะเดินไปสู่การทำงานที่ไม่ถูกต้อง และผลกระทบก็ตกอยู่ที่ประชาชนและประเทศ
ส.ว.43 จัดสัมมนาถกแก้ รธน.
วันเดียวกัน ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ชมรม ส.ว. 43-49 ได้จัดสัมมนาเรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 เพื่อใคร? ประชาชนได้อะไร?” โดยมีอดีต ส.ว.ปี 2543 เข้าร่วมประมาณ 20 คน อาทิ นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา และมีประชาชนเข้าร่วมประมาณ 150 คน โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีทีด้วย โดยนายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวดำเนินรายการว่า หลายคนพยายามทำตัวเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญ พูดกันไปมาว่ารัฐธรรมนูญแตะหรือแก้ไม่ได้ แต่ถ้าฉีกยอม หรือให้เก็บไม่ต้องใช้ จึงต้องมีการเปิดเวทีสาธารณะให้สังคมได้ถกเถียง
นายสุชนกล่าวว่า เราใช้รัฐธรรมนูญ 50 มา 5 เดือนเศษ จนวันนี้มีการพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แถมคนบางกลุ่มบางพวกก็แย่งกันเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญเพียงคนเดียวกลุ่มเดียว ชมรม ส.ว.43 จึงจัดเวทีสาธารณะให้ได้แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เพราะทุกคนก็พูดว่ารักประชาธิปไตย แต่ก็ไปคนละทาง พูดคนละทีสองที แต่ประชาชนผู้ใช้อำนาจอธิปไตยจริงกลับไม่มีเสียงพูด
ตอก ส.ส.ร.อย่าคิดเป็นเจ้าของ รธน.
นายสุชนกล่าวว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใดบอกว่าห้ามแก้ และรัฐธรรมนูญให้อำนาจผู้แทนปวงชนเป็นผู้แก้ไข วันนี้รัฐธรรมนูญควรยกร่างใหม่เกือบทั้งฉบับ เหลือไว้แต่หมวดพระมหากษัตริย์ ส่วนกรณีที่ กกต.เตรียมพิจารณาคดียุบพรรค ในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ตนก็มีพรายกระซิบว่าคงไม่น่าเร็ว น่าจะรอให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ก่อน แต่ไม่ขอก้าวก่ายการพิจารณาของ กกต. เพราะทราบว่ามี กกต.คนหนึ่งไปอยู่ที่เชียงใหม่ด้วย สำหรับสาระการสัมมนาในวันนี้ ทางชมรมฯจะเสนอต่อรัฐสภา และองค์กรประชาชนทั่วไป แต่ตรงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะคนมีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญคือสมาชิกรัฐสภาทั้ง 630 คน ถึงวันนี้ไม่น่าจะมีเสียงค้านแล้ว เพราะบางคนก็ค้านทั้งที่ยังไม่ได้อ่านรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งชี้แจงประชาชนว่า ไม่ได้แก้เพื่อพวกพ้องตัวเอง และการแก้รัฐธรรมนูญจะทำได้เร็ว ทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ต้องเป็นเจ้าภาพ เพราะหากตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาอาจมีข้อครหาอีก ดังนั้น พรรคการเมืองต้องร่วมมือกัน ต้องไม่คิดว่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล โดยนำฉบับ 40 และ 50 มาปรับปรุง เชื่อว่าภายใน 3 เดือนก็เสร็จ
องค์ประกอบ รธน.ทายาทเผด็จการ
นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 ทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยน้อยลงมาก ที่ผู้ทำรัฐประหารบอกว่าจะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเป็นการพูดอย่างทำอย่าง เพราะถ้าดูจากเนื้อหาพบว่าเป็นการกดขี่อำนาจปวงชนมากสุดฉบับหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะการจัดแบ่งและถ่วงดุลของ 3 อำนาจอธิปไตยนั้นปรากฏว่าอำนาจ 2 ใน 3 ส่วน ประชาชนถูกแย่งเอาไปใช้โดยกลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอำนาจนิติบัญญัติในส่วนของ ส.ว. มีการออกแบบให้ ส.ว.ส่วนหนึ่งมาจากการสรรหา ถือว่ายึดโยงอำนาจจากผู้ทำรัฐประหาร ซึ่งผู้ที่ได้รับการสรรหาได้รับสิทธิพิเศษจากที่เผด็จการจัดอำนาจไว้ให้ และแต่งตั้งคนของตัวเข้าไปเป็น ส.ว. ดังนั้น ส.ว.ส่วนนี้เข้ามาโดยการแย่งอำนาจจากประชาชน และคนกลุ่มนี้จะเป็นฝ่ายค้านตลอดเวลา จึงเหมือนอำนาจของประชาชนถูกปล้นไปด้วยกฎหมาย ส่วนอำนาจตุลาการ ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้กำลังสรรหากันอยู่ ก็ยึดโยงมาจากอำนาจเผด็จการรัฐประหาร ตุลาการชุดก่อนหน้านี้ก็ไปยุบพรรคแบบดูแล้วขัดหลักนิติธรรม ตุลาการภิวัตน์ที่พูดกัน น่าจะหมายถึงการดึงเอาคนอาชีพตุลาการ ศาลยุติธรรม มาใช้อำนาจเผด็จการมากกว่า
เปิดศึกอัด “ธีรยุทธ” ลิ่วล้อเผด็จการ
“นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งการทำงานของนายธีรยุทธ เป็นการเคลื่อนตัวทางการเมือง เพราะท่านมีข้อมูลวงใน หรือที่เรียกว่าอินไซเดอร์ คอยปั่นหุ้นที่เป็นหุ้นทางการเมือง ท่านรู้มาก่อนจะเกิดเหตุ 19 กันยาฯ 49 รู้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรเพื่อเป็นเหตุนำไปสู่การปฏิวัติ จึงมีการผลักดันโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อ เพื่อสยบจิตวิทยามวลชนให้ยอมรับ แต่นายธีรยุทธ ก็ยอมรับว่าวิเคราะห์ผิดพลาด และคาดไม่ถึงว่าหลังคดียุบพรรคไทยรักไทยแล้ว แกนนำไทยรักไทยกลับไม่แตกกระสานซ่านเซ็นอย่างที่ท่านวิเคราะห์ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อใหม่ การวิเคราะห์ผิดเพราะท่านเข้าใจสังคมไทยและคนชนบทผิดพลาด ความรู้เกี่ยวกับประชาชนของท่านจำกัดมาก มาถึงวันนี้ออกมาแถลง เพราะก๊กดังกล่าวตั้งเป้าว่าจะให้ตุลาการภิวัตน์เพื่อให้ยุบพรรคอีก ท่านคงได้ข้อมูลวงในตรงนี้จึงออกมาแถลงให้ประชาชนยอมรับกันไว้ก่อน ดังนั้น ฝ่ายที่ตั้งรับตอนนี้อาจต้องเป็นฝ่ายรุกก่อน” นายวรพลกล่าว
อาจารย์จุฬาฯออกโรงหนุนแก้ รธน.
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 มีปัญหาตั้งแต่ที่มาของ ส.ส.ร. มีปัญหาล็อบบี้วุ่นวาย และคมช.ก็ส่งคนของตนเองเข้ามา เมื่อหันดูเนื้อหาพบว่ามีปัญหา เช่น ส.ว.เป็นระบบครึ่งผีครึ่งคน เพราะระบบสรรหาก็มีคนไม่กี่คนสรรหา ส่วนที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องไปมีผลต่อคดียุบพรรคก็มีปัญหา หลายคนมีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญตอนนี้ ฝ่ายการเมืองกลัวการยุบพรรค แต่ตนมองว่ายังใช้เวลาอีกพอสมควร มากกว่า 6 เดือนแน่ เพราะคดีนายยงยุทธ ติยะ-ไพรัช ต้องให้ศาลฎีกาพิจารณาแล้วคดียุบพรรคจึงค่อยมาในส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ที่จะแก้รัฐธรรมนูญบางประเด็นในตอนนี้ใช้เวลา 3 เดือนก็เกินพอ และก็ควรแก้เพราะรัฐธรรมนูญ 50 ทำให้การเมืองอ่อนแอ ต้องการกันสภาผัวเมีย แต่ได้สภาพี่น้องมาแทน
ยุแจ้งจับโหร คมช.ส่งเสริมปฏิวัติ
จากนั้นได้มีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้แสดงความเห็น ส่วนใหญ่แสดงความเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนางประทีป อึ้งทรงธรรม ส.ว.43 และอดีตแกนนำ นปก.รุ่น 2 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 มีที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย มาจากปลายกระบอกปืน เป็นอมาตยาธิปไตย ให้คนคนเดียวสวมหมวก 5 ใบ เช่น เป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดิน เป็น คตส. เป็นกรรมการสรรหา ส.ว. ซึ่งทุกคนรู้อยู่ว่าเป็นใคร แต่ก็รณรงค์กันให้รับไปก่อนแล้วแก้ภายหลังจนผ่านประชามติ แต่เนื้อหามีข้อบกพร่องมาก กันประชาชนออกจากระบบการปกครอง
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีต ส.ว.สิงห์บุรี กล่าวว่า บ้านเมืองต้องเชื่อวิชาธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เชื่อโหราศาสตร์ภาคเผด็จการ การออกมาพูดแบบนี้ ต้องแจ้งตำรวจจับเพราะเป็นการยุยงส่งเสริมให้คนปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญต้องสนับสนุน เพราะมีหลายมาตราที่บกพร่อง อย่างมาตรา 309 ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ห้ามรัฐประหาร และมีโทษ รวมถึงโทษตามกฎหมายอาญาที่ให้ประหารชีวิต แต่พวกที่ปฏิวัติกลัวมากจนต้องบัญญัติการนิรโทษกรรมไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมออกกฎหมาย พวกนักกฎหมายก็ช่วย ขอเรียกว่าเป็นนักกฎหมายขายวิญญาณ สำหรับเรื่องตุลาการภิวัตน์ วันนี้ต้องรื้อ เพราะตุลาการไม่ใช่ภิวัตน์ แต่ดิ่งลงเหว
ที่มา ไทยรัฐ
เชื่อโหรไหนก็เสียว! [8 เม.ย. 51 - 03:16]

เชื่อโหรไหนก็เสียว! [8 เม.ย. 51 - 03:16]
แน่ ไม่แน่ ดูเอาเองก็แล้วกัน
ยืนยันด้วยภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชน คนหนึ่งก็คือ “ป้าหล้า” นางปิยะดา บุญยรัตกลิน ภรรยา “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อีกคนก็คือ “เจ๊สด” นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใส่ชุดขาว นั่งอยู่ในซุ้มทำพิธีสืบชะตา
ยังไม่นับนายทหารระดับสูงเช่น พล.อ.ท.คำรบ ลียะวานิช ผบ.สถาบันวิชาการทหารอากาศชั้นสูง พล.ท.ชวลิต จารุจินดา รอง ผบ.หน่วยทหารพัฒนา พล.ต.จเรศักดิ์ อานุภาพ รอง ผบ.หน่วยสงครามพิเศษ พล.อ.ท.อภิสิทธิ์ จุลโมกข์ รองเสนาธิการทหารอากาศ พล.ต.วรรณทิพย์ ว่องไว รองแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ภูวดล ไวทยากุล รองเจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก พล.ท.อำพล ชูประทุม ผบ.หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ
บิ๊กทหารตบเท้าพรึบพรับ
ยอมรับเป็นลูกศิษย์ของ “อาจารย์วารินทร์” นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ “โหร คมช.”
ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 “อาจารย์วารินทร์” ได้จัดพิธีไหว้ครู และทอดผ้าป่า ณ วิหารหลวงปู่เกวลัน สำนักสุขิโต จังหวัดเชียงใหม่
ก็มีแขกระดับบิ๊กเมืองไทย ทั้ง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ อดีตรักษาการประธาน คมช. พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี บินไปร่วมในพิธี
การันตีได้ในเรื่องของความปึ้ก
ศิษย์เอกของ “อาจารย์วารินทร์” เปิดหน้าโชว์ตัวให้รู้เลยว่าใครเป็นใคร ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงฮึ่มๆของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่บ่นไป ด่าไป ออกอากาศสดๆในรายการ “สนทนาประสาสมัคร”
ไม่สบอารมณ์โก๋อย่างแรง
เฮี้ยวถึงขนาดย้อนถาม “โหร คมช.” ที่ออกมาเปิดคำทำนายร้อนๆ รัฐบาลจะไปไม่รอด เดือนพฤษภาคมจะมีเหตุวุ่นวายทางการเมือง จะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายสมัคร เป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
รับจ้างใครมาปั่นกระแสหรือไม่
เย้ยอายบ้างหรือเปล่าที่เคยทายว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายก็เป็นชื่อนายสมัคร
ท้าให้ไปผูกคอตายถ้าทายผิด
“ลุงหมัก” ตั้งหน้าตั้งตาทุบเครดิต ไม่ให้ราคา “โหร คมช.”
แต่อย่างที่เห็นหลังจาก “ลุงหมัก” ถล่ม “อาจารย์วารินทร์” แบบไฟแลบ วันรุ่งขึ้นก็มีระดับบิ๊กอย่าง พล.อ.อ.ชลิต พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บินตรงไปร่วมงานไหว้ครูที่สำนักสุขิโต
ไม่สนว่าจะโดนเขม่น
เห็นหรือยังว่า บารมี “อาจารย์วารินทร์” ไม่ธรรมดา และมันก็บ่งบอกไปถึงว่า สัญญาณที่ส่งออกมาผ่านคำทำนายเสียวๆ
ละสายตามองข้ามไม่ได้
จากคิวของ “โหร คมช.” ก็มาถึง “หมอลักษณ์ฟันธง” นายลักษณ์ เรขานิเทศ หมอดูชื่อดังซึ่งเป็นคนเดียวที่ทำนายว่า นายสมัครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี
มีผลงานการันตีความแม่น
ล่าสุด “หมอลักษณ์” ออกมาฟันธงว่า บ้านเมืองมีเกณฑ์จะเกิดเหตุนองเลือดคล้ายเหตุการณ์ 6 ตุลาหรือ 14 ตุลา
แนะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดแรงเผชิญหน้า
ทำนายเข้าทางแบบนี้ ไม่แน่ใจ “ลุงหมัก” จะเชื่อ “หมอลักษณ์” หรือไม่
โดยเฉพาะกับช็อตแถม “หมอลักษณ์” ทักดวงของนายสมัคร ดาวพฤหัสอยู่ในตำแหน่งตราชั่ง หมายถึงความยุติธรรม มีบารมี มีความจงรักภักดี มีความรู้ความสามารถ เทวดาทั่วประเทศเกื้อกูล
ข้อเสียควรระวังเรื่องอารมณ์ที่มักจะเกรี้ยวกราด
บังเอิญว่า ล่าสุดศูนย์วิจัยกรุงเทพโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเขตกรุงเทพฯ คิดอย่างไรกับรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 57.7 ระบุว่าค่อนข้างเหมาะสม โดยสิ่งที่ กลุ่มตัวอย่างระบุว่าชอบมากที่สุดจากรายการดังกล่าว คือ การกล้าพูด เป็นตัวของตัวเอง
ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบมากที่สุด คือ ใช้ถ้อยคำรุนแรง เสียดสี หยาบคาย
สรุปยี่ห้อ “สมัคร” จุดไฟดับไฟได้ด้วยปาก.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ที่มา ไทยรัฐ
อดีตปธ.ศาลรธน.ชี้รธน.50ไม่เป็นประชาธิปไตย
อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ 'กมล ทองธรรมชาติ' ระบุ รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตย แนะ ศึกษาทั้งฉบับก่อนแก้ไข ขณะ อาจารย์ธรรมศาสตร์ ชี้ 'ธีรยุทธ' วิจารณ์เหมือนปั่นหุ้น
ในการสัมมนาแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อใคร ประชาชนได้อะไร ศ.ดร.กมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีจุดบกพร่อง เนื่องจากไม่เป็น ประชาธิปไตยควรมีการศึกษาโดยภาพรวมทั้งฉบับก่อน ที่จะมีการพิจารณาว่าจะแก้ไขในมาตราใดบ้าง
ขณะที่ นายสุชน ชาลีเครือ ประธานชมรมสมาชิกวุฒิสภา 2543-2549 ระบุรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่มีฉบับใด ห้ามแก้ไขแต่การแก้ไขต้องอาศัยอำนาจของรัฐสภา โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ควรจะต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
นายวรพล พรหมมิกบุตร อาจารย์คณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 กดขี่ประชาชนมากที่สุดโดยอำนาจส่วนหนึ่งที่ได้จากประชาชน ถูกนำไปใช้โดยกลุ่มคนที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังไม่วิจารณ์ นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ร่วมสถาบันว่า การดำเนินการทางการเมืองของ นายธีรยุทธ ทำโดยมีวัตถุประสงค์ล่วงหน้า เหมือนกับการปั่นหุ้น
![]() |
็Hi-thaksin





