WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 1, 2008

อย่าดึงฟ้าต่ำ-อย่าโหนสถาบัน

เป็นที่รู้กันดีว่านับตั้งแต่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาทำงานบริหารบ้านเมือง ก็มีคนบางกลุ่มบางพวกตั้งหน้าตั้งตาคัดค้านการทำงานของรัฐบาลเสียทุกเรื่องทุกราว

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เป็นคนเคลื่อนไหวส่งลูกให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

หรือจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ที่เชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ดังจะเห็นได้จากภาพเก่าที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นำทีมไปคารวะนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถึงบ้านพระอาทิตย์

อีกทั้งในช่วงการเลือกตั้งยังมีข่าวออกมาว่าฝ่ายทหารมีเอกสารชัดแจ้งสั่งกำลังพลให้สกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ขณะเดียวกันในทางลับก็ยังมีการออกปากให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะที่มีหลักฐานเป็นวีซีดีที่เขตดุสิต

และเมื่อมาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ตามพันธสัญญาที่พรรคพลังประชาชนและหลายพรรคการเมืองมีต่อประชาชนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง

คนเหล่านี้ก็กระโดดออกมาคัดค้านตามเคย ตามมาด้วยกลุ่ม สสร.50 ที่ถูกแต่งตั้งโดย คมช. เป็นกลุ่มคนที่มีที่มาจากเผด็จการชัดแจ้งเป็นที่สุด

และในประดาคนกลุ่มนั้นก็ยังหมายถึงการมี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่มีสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ร่วมอยู่ในนั้น และยังมีคนในชายคา “เครือผู้จัดการ” มีนายทหารที่มีสายสัมพันธ์กับพวกปฏิวัติรวมอยู่มากมาย

อย่างไรก็ดีการคัดค้านของกลุ่มคนเหล่านี้ต้องถือว่าได้รับการตอบรับเพียงวงแคบ และแม้ในช่วงเริ่มต้นจะเสมือนมีคนหลายหมู่เหล่า แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็สามารถเชื่อมโยงได้ว่าผู้คนที่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งหลายล้วนเป็นคนที่มาจาก “รากเหง้า” อันเดียวกัน

ในขณะที่กระแสสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กลับขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จากฝ่ายการเมือง สู่ภาคประชาชน ไปจนถึงขบวนการนิสิต นักศึกษา และนักวิชาการ

แม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ และพวกพ้องจะพยายามงัดกลยุทธ์ออกมามากมาย ทั้งการออกแถลงการณ์ฉบับแล้วฉบับเล่า ด้วยภาษาที่มุ่ง “ชวนเชื่อ” ให้ประชาชนตื่นตระหนกคิดว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในบ้านเมือง

แต่ก็ไม่เป็นผล นัยว่าประชาชนจะเริ่มรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเหล่านี้มากขึ้น และประชาชนคงตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยามบ้านเมืองอยู่ในห้วงเผด็จการ

ถึงแม้ความพยายามต่อมาจะพยายามระดมคนออกมาเคลื่อนไหว ด้วยการเปิดเวที “ยามเฝ้าแผ่นดิน” บังหน้า โดยความเอื้อเฟื้อให้เช่าใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แต่ความก็มาแตก เมื่อมีการแฉเรื่องการจ้างคนมาร่วมชุมนุมเสียก่อน

ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงให้คนที่มาร่วมรับฟังที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บางตา มีเพียงคนที่นั่งในห้องประชุมจำนวนหนึ่ง กับคนที่ออกมาเดินเพ่นพ่านโดยรอบอีกจำนวนหนึ่ง และไม่ได้มีคนเรือนหมื่นอย่างราคาคุยที่บอกเอาไว้ล่วงหน้า

ยิ่งเมื่อการจัดเวทียามฯ เป็นหนที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ยิ่งเห็นได้ชัดผ่านการถ่ายทอดของ ASTV เอง ว่าผู้คนบางตาลงไปมากทีเดียว

เพียงเท่านี้ก็เป็นการชี้วัดแล้วว่าความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงไหน
และอาจจะด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้หรือไม่ จึงทำให้เกิดความพยายามของบรรดาแกนนำผู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายคน ออกมาพูดด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ด้วยการพยายามหยิบเอาประเด็นหมิ่นเบื้องสูงมาเล่นงานผู้เรียกร้องแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เล่นงานรัฐบาล และพาลไปถึงการเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทั้งที่ข้อกล่าวอ้างของบรรดาผู้ที่ออกมากล่าวหา ไม่ได้มีหลักฐานยืนยันชัดแจ้ง เป็นเพียงแค่ความพยายามในการจับแพะชนแกะ และออกมาพูดเพียงเพื่อหวังให้ประชาชนที่เคารพเทิดทูนในสถาบันเบื้องสูงเกิดความไขว้เขว

เป็นการเปิดช่องให้เกิดความชอบธรรมในการที่ทหารจะนำกำลังเข้ายึดอำนาจในบ้านเมืองอีกครั้ง

และยังอาจหมายถึงการมุ่งหวังให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดแบบเดยวกับความรุนแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ที่มีการจุดชนวนด้วยข้ออ้างอันเดียวกัน

ขณะที่ความพยายามต่างๆ เหล่านี้ของกลุ่มพันธมิตรฯ และผองเพื่อน ที่ดึงฟ้าต่ำอย่างมิบังควร เพื่อสู้กับการแก้ รัฐธรรมนูญ 2550 เองต่างหากที่น่าจะเห็นชัดเจนกว่าว่าเป็นการกล่าวถึงสถาบันอย่างไม่เหมาะสม

อาจเหมือนกับกรณีที่คำพิพากษาในคดีหมิ่นประมาทของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีการระบุชัดว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำตัวแอบอิงกับสถาบัน หรือใช้เรื่องดังกล่าวทำลายคู่ต่อสู้ในทางการเมือง

หากกลุ่มพันธมิตรฯ และประดาแนวร่วมเล็งเห็นถึงประโยชน์ของ รัฐธรรมนูญ 2550 เล็งเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า

ทำไมจึงไม่เลือกที่จะออกมารณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นข้อดีกันไปเลยเป็นข้อๆ แบบที่อีกฝ่าย อีกแนวความคิดกำลังดำเนินการอยู่

ทำไมถึงได้จิตใจคับแคบมองว่าคนที่มีความคิดแตกต่างเป็นคนเลวร้าย และทำไมจึงเลือกที่จะโจมตีอีกฝ่ายด้วยเหตุผลอื่น ที่อยู่นอกเหนือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการที่ออกมากล่าวอ้างถึงสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทั้งประเทศ

นั่นเป็นเพราะถึงทางตัน อับจนหนทางต่อสู้ เพื่อล้มรัฐบาลตามใบสั่ง...อย่างนั้นหรือเปล่า...!!

บิ๊กโบ๊ต (แทน)


บทพิสูจน์สปิริต จารุวรรณ เมณฑกา

เปิดโปงขบวนการฮั้วประมูล งานจัดอบรมและสัมมนา มูลค่าหลายล้านบาท ภายในหน่วยงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ซึ่งมี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นั่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานนี้อยู่

มีการจ้างบริษัท ออดิตฯ ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีเล็กๆ เข้ามาเป็นคู่สัญญาในการจัดสัมมนาให้กับเจ้าหน้าที่ สตง. มาหลายปี ชนิดที่เรียกได้ว่าจะเป็นคู่สัญญาถาวร โดยเนื้อหาในการจัดอบรมสัมมนานั้นไม่ได้พิเศษพิสดารอะไรมากมายไปกว่าการเชิญบุคคลสำคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน มาให้ความรู้รายชั่วโมง และมีการเชิญวิทยากรมาพูดเรื่องการเมืองการปกครองประเทศด้วย

บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ นี้ มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ตึกแถวแห่งหนึ่งในถนนซอยจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกันกับ นายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีของคุณหญิงจารุวรรณ นั่นเอง!!!

ถามว่าจะมีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ เพราะมีเลขที่อยู่เกี่ยวพันกัน อันนี้คงจะเป็นประเด็นคำถามค้างคาใจ เพราะตึกแถวแห่งนี้ไม่ใช่อาคารสำนักงานที่มีรูปแบบการให้ผู้ประกอบการธุรกิจมาเช่า ใครจะเช่ากันอย่างไรก็ได้ คงไม่ใช่

บ้านคน กว่าจะมาตัดสินใจให้คนอื่นหรือบริษัทอื่นมาเช่านั้น เป็นเรื่องน่าลำบากใจ หากไม่รู้จักกันแบบสนิทชิดเชื้อจริงๆ ใช่ไม่ใช่?

แถมเช่าแล้วยังไม่มีคนอยู่ทำงานในเวลาทำการอีกด้วย น่าแปลกประหลาดเข้าไปใหญ่ ที่บริษัทบัญชีหรือตรวจสอบบัญชีตามปกติจะต้องมีคนอยู่ประจำ เพื่อติดต่อกับลูกค้า หรือรับงานจากลูกค้า แต่นี่ ตึกกลับปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่อาศัย

ถามคนบริเวณใกล้เคียงได้รับคำตอบเดียวกันว่า “ไม่มีคนอยู่หรอก นานทีจึงจะมีคนเข้ามาอยู่สักครั้งหนึ่ง” !!!

บริษัทตึกแถวแบบนี้หรือ ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐได้งบประมาณปีละหลายล้านบาท ติดต่อกัน 8 งวด มันพิลึกไหม?

การจัดอบรมสัมมนา โดยปกติหน่วยงานราชการสามารถจัดเองได้ โดยไม่ต้องเสียงบประมาณไปจ้างเอกชน ให้กินค่าเหนื่อยค่าหัวคิวกัน เพราะเจ้าหน้าที่ภาครัฐแค่โทรศัพท์ไปติดต่อสถานที่ ซึ่ง จริงๆ แล้ว สตง. มีห้องประชุมเยอะแยะ หากจะประหยัดงบประมาณสามารถใช้ห้องประชุมตัวเองในการสัมมนาได้ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องไปเช่าห้องโรงแรมเสียค่าใช้จ่ายบานตะไท แล้วออกจดหมายเชิญวิทยากร ซึ่งทุกคนพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว ในฐานะที่ สตง. เป็นหน่วยงานระดับชาติ ดังนั้นจึงไม่เกินขีดความสามารถของคนใน สตง. ที่จะจัดงานอบรมสัมมนา เรื่องกระจอกๆ แบบนี้ ไม่ใช่หรือ

เป็นตัวอย่างที่ดีกับส่วนราชการอื่นแล้วหรือ ในการนำงบประมาณชาติมาผลาญกันแบบนี้ ภาษีอากรที่มาจากประชาชนตาดำๆ ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เอามาละลายกับค่าโรงแรมหรูๆ อาหารแพงๆ ชุดน้ำชา กาแฟ แพงๆ เป็นคำถามที่ส่งตรงให้หน่วยงานนี้ช่วยตอบหน่อย!!!

ประเด็นปัญหาวันนี้คือ มีการยื่นเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้เสียภาษีตาดำๆ นี่แหละ ให้มีการสอบสวนทวนความหลังจากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ได้ตีพิมพ์เนื้อหาข่าว หลักฐาน และเอกสารต่างๆ อย่างละเอียด และ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ข่มขู่โดยประกาศจะดำเนินการตามกฎหมาย แต่เวลาล่วงเลยมานานกว่า 3 เดือนแล้ว

ถือเป็นเรื่องน่าเสียใจไม่น้อย ที่หน่วยงานที่จะไปตรวจสอบหน่วยงานอื่นในเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบ ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ยักยอกทรัพย์ อะไรตามนี้จะมีจิตสำนึกในการรักษามาตรฐาน ความโปร่งใส ธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้สื่อสารมวลชนตรวจสอบในระดับที่ผ่านมานี้

เทพยดามีตา ฟ้าดินมีใจ วันนี้มีประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ทนไม่ได้กับพฤติกรรมดังว่ามาทั้งหมด หาญกล้ายื่นเรื่องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และมีแนวโน้มว่า ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้มานั้นจะมีมูล และจะมีการชงเรื่องให้ คณะกรรมการดีเอสไอได้ดำเนินการรับไว้ในอ้อมกอด

อยากจะถามหาสปิริตของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และในฐานะผู้ว่าการสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ว่า ยังมีอยู่หรือไม่

เมื่อมีข้อคลางแคลงใจเกิดขึ้นแบบนี้ ทำไมท่านจึง ไม่พักงาน หรือลาออกจากตำแหน่ง เพื่อ เปิดทาง ให้มี การสืบสาวราวเรื่องอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงคนอื่นๆ ที่มีมาตรฐานรับรองเอาไว้

เตือนด้วยความหวังดี ระวังจะโดนสังคมเขานินทากล่าวหาว่า “นั่งทับขี้” แล้วจะหาว่าไม่เตือน!!!



กกต.ยื้อหลักฐานโกงบัตร แก้เกมสอบอำนาจดีเอสไอ

กกต. ดึงเรื่องคดีโกงเลือกตั้ง ไม่ส่งเอกสารจัดซื้อจัดจ้างให้ดีเอสไอตามร้องขอ อ้างสำนักกฎหมายชี้ไม่มีอำนาจสอบ ยันซ้ำในแต่ละสัญญามีมูลค่าไม่เกิน 100 ล้าน จวก“พ.ต.อ.สุชาติ” ให้ข่าวสื่อมั่ว ทำภาพลักษณ์เสียหาย เตรียมเชิญมาทำความเข้าใจกันใหม่ ระบุตอนนี้ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้าน “ธาริต” มั่นใจ ก.ม.ให้อำนาจเต็มที่

ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างในการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เพื่อไปประกอบการพิจารณาในคดีฮั้วประมูลบัตรเลือกตั้ง แต่จนถึงขณะนี้ ทาง กกต. ก็ยังไม่ได้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับคดีมาให้ทางดีเอสไอ แต่อย่างใด ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการประวิงเวลาการสอบสวน ส่งผลให้คดีดังกล่าวไม่คืบหน้า และยังไม่มีความชัดเจน

ขณะเดียวกัน นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าว ว่า กกต.มีมติให้สำนักงานดำเนินการ 2 แนวทาง คือ ในกรณีที่ดีเอสไอขอให้ส่งเอกสารสัญญาเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดการและเอกสารทุกประเภทให้ดีเอสไอนั้น กกต. มีมติให้สำนักกฎหมายและคดีตรวจสอบอำนาจหน้าที่ของ กกต. และดีเอสไอว่า มีอำนาจตรวจสอบคดีฮั้วจัดซื้อบัตรเลือกตั้งหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า แต่ละสัญญาของ กกต. มีมูลค่าไม่ถึง 100 ล้านบาท ดังนั้น เรื่องนี้จึงอยู่นอกเหนือการตรวจสอบของดีเอสไอ

อีกทั้ง จากที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ อ้างว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยละเว้นไม่ดำเนินการตรวจสอบการร้องคัดค้านทั้งที่ยื่นเข้ามาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 นั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากนั้น ฝ่ายสืบสวนสอบสวนฯ ของ กกต. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการแล้วถึง 4 ชุด

เลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ กกต. จะเชิญ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ของดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้ากรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว มาหารือเพื่อทำความเข้าใจ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.อ.สุชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนมีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จนทำให้ภาพลักษณ์ กกต. เสียหาย ประกอบกับ กกต. มีมติห้ามตอบโต้ ดังนั้น การเชิญมาครั้งนี้จึงจะทำให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น

“เราคงไม่ขอให้ดีเอสไอยุติการสืบสวนสอบสวน แต่จะทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน หากประชาชนเข้าใจผิดก็จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กกต. ที่ยากต่อการแก้ไข ขณะนี้ กกต.ถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นจำเลย และไม่เคยกลัวการตรวจสอบจากดีเอสไอ แต่อยากให้การสื่อสารข้อมูลถึงประชาชนเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง” เลขาธิการ กกต. กล่าว

ส่วนที่ดีเอสไอได้ตั้ง นายโคทม อารียา และ นายยุวรัตน์ กมลเวช อดีต กกต. มาร่วมเป็นที่ปรึกษาอนุกรรมการของดีเอสไอ ถือเป็นเรื่องดี เพราะทั้ง 2 คนเป็นอดีต กกต.ที่เป็นผู้วางระบบภายในสำนักงาน กกต. ซึ่งการจัดการภายในสำนักงานหลายๆ อย่างของกกต.ชุดนี้ก็เดินตามแนวทางของ กกต.ชุดแรก

ในขณะที่ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้รับผิดชอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์โต้ในเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้ก็คงต้องให้ทาง กกต. ดำเนินการไป คงไม่สามารถไปห้ามได้ แต่ทางดีเอสไอมั่นใจว่า มีอำนาจสามารถดำเนินการเรื่องได้อยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่มีกรอบระบุไว้ชัดเจน

ก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ดีเอสไอมีอำนาจในการตรวจสอบ กกต. อาศัย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 รวมทั้งอาศัยอำนาจของประกาศ และระเบียบของดีเอสไอ ที่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้

รองอธิบดีดีเอสไอ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนในคดีนี้ว่า หลังจากได้เชิญนายโคทมและนายยุวรัตน์ มาเป็นที่ปรึกษาในคดีนี้นั้น ทำให้ดีเอสไอเข้าใจระเบียบข้อบังคับแนวทางปฏิบัติในหลายประเด็นที่ กกต.กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อนำมาพิจารณาตรวจสอบว่าตรงกับข้อเท็จจริงในสิ่งที่ กกต. ชุดปัจจุบันทำนั้นถูกต้องหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน หรือการเปิดให้บริษัทเข้ามาประมูลงานพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งทางดีเอสไอกำลังดำเนินการ ในส่วนของ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมที่จะตรวจพิสูจน์ในเรื่องของบัตรเลือกตั้งที่รั่วไหลออกมาว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังรอให้ กกต. ส่งเอกสารหลักฐานที่ร้องขอไปมาให้ดีเอสไอตรวจสอบ หาก กกต.ไม่รีบส่งมาก็จะเรียกติดตามต่อไป


“จักรภพ” เซง มรดกเผด็จการ จุดพลุรื้อกฎหมาย กทช.

เผย สนช.ในยุคเผด็จการ อาจปัดสวะ ผ่านกฎหมายออกมาโดยไม่ครบองค์ประชุม เตรียมหาช่องทางแก้ไขใหม่

นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการสัมมนา “สื่อ...ความหวังของเด็ก เยาวชน และครอบครัว” ตอนนหนึ่งว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กทช.) 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็น พ.ร.บ. ที่ออกมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเชื่อว่าอาจไม่ครบองค์ประชุม แต่ประเด็นคือ รัฐบาลนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ออกนอกกฎกติกาที่เกิดขึ้นใหม่ดังกล่าว ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามทั้งที่ไม่เห็นด้วย ฉะนั้นในทรรศนะส่วนตัวคิดว่า คนที่คิดกฎหมายกับคนคิดกรอบรัฐธรรมนูญในตอนแรก กับคนที่คิดกฎหมายนี้ในตอนหลัง เป็นคนที่มีมุมมองกันคนละโลกโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นในฐานะที่ตนดูแล ถ้ายกเลิกกฎหมายนี้จะง่ายกว่า แต่ถ้ายกเลิกไม่ได้ก็จะแก้ไขโดยที่ทุกท่านต้องมาช่วยกันคิดว่า ของใหม่ต้องการอะไร

“อันดับแรกจะดูว่า กฎหมายนี้มีปัญหากับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกหรือไม่ นั่นคือไม่ครบองค์ประชุม สนช. ถ้ามีปัญหานั้นก็แก้ง่าย ด้วยการมานั่งร่างกฎหมายใหม่ แต่ถ้าบังคับใช้สมบูรณ์ก็จะมาพูดในเรื่องของการแก้กฎหมาย” นายจักรภพ กล่าว


DSI ตอกกลับกกต.มีสิทธิ์สอบฮั้วพิมพ์บัตรลต.โชว์เอกสารจัดจ้างวงเงินกว่า 130 ล้าน!

"ดีเอสไอ" โชว์เอกสารจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งวงเงินกว่า 130 ล้าน ที่มีการแยกสัญญาแบ่งซื้อแบ่งจ้างให้วงเงินน้อยลง วอน กกต.ให้ความร่วมมือ หลังจากนี้หากโยกโย้ไม่ให้ข้อมูลจะดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันดีเอสไอไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อกลั่นแกล้ง

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวชี้แจงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาโต้แย้งเรื่องอำนาจสอบสวนในคดีฮั้วประมูลการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ว่า ภายหลังดีเอสไอเข้าตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตพิมพ์บัตรเลือกตั้ง การพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินเป็นจำนวนมาก และการจัดการเลือกตั้งโดยทุจริต ดีเอสไอได้ขอความร่วมมือจากสำนักงาน กกต.ให้ช่วยจัดส่งเอกสารต่างๆมาให้ดีเอสไอตรวจสอบ แต่ปรากฏว่าผู้บริหารระดับสูงของ กกต.กลับให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวนคดี เพราะวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างในการพิมพ์บัตรเลือกตั้งต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งการให้ข่าวดังกล่าวทำให้สาธารณชนเกิดความสับสน และส่งผลเสียหายต่อการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ตนจึงจำเป็นต้องแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้ร้องเรียนให้ดีเอสไอตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.หลายเรื่อง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอให้น่าเชื่อว่ามีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยให้โรงพิมพ์ของเอกชนพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้กกต.นั้น เป็นการดำเนินการในคราวเดียว มีการใช้งบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท แต่ได้มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง แยกทำสัญญาให้วงเงินต่ำกว่า 100 ล้านบาท เป็นผลให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความผิด ดีเอสไอต้องถือเอาวงเงินรวมที่เจตนาจัดซื้อจัดจ้างในคราวเดียวเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการฮั้วประมูลอื่นๆ ที่ดีเอสไอรับผิดชอบอยู่เป็นจำนวนมาก จึงขอยืนยันว่ากรณีการกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้งเป็นคดีพิเศษที่ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนตามพ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ

ทั้งนี้อยากขอความร่วมมือจากกกต.ให้ยุติการโต้แย้งเรื่องอำนาจหน้าที่ และหันมาร่วมมือกับดีเอสไอ ด้วยการจัดส่งเอกสารหลักฐานและเข้าให้ข้อมูลตามที่ดีเอสไอร้องขอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ อย่างไรก็ตาม หากกกต.ไม่ให้ความร่วมมือตามคำร้องขอของดีเอสไอ ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ออกหมายเตือนให้ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานสอบสวน

“กกต.เป็นองค์กรอิสระและมีเกียรติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่อยากให้เข้าใจด้วยว่า ดีเอสไอมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบด้านการตรวจสอบ ผมจึงอยากขอร้องให้ผู้ใหญ่ของกกต.ให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ เพื่อพิสูจน์ความจริงให้สาธารณชนได้รับทราบ และขอยืนยันอีกครั้งว่าดีเอสไอไม่ได้เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดเพื่อการกลั่นแกล้ง”รองอธิบดีดีเอสไอกล่าว

นายธาริต กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีทุจริตการเลือกตั้งจากการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเป็นจำนวนมากนั้น ดีเอสไอได้สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องบางส่วนแล้ว เช่น โรงพิมพ์ของเอกชน บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) และพยานบุคคลอีกหลายปาก เพื่อรวบรวมข้อมูลว่าบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินถูกนำออกไปนอกหน่วยเลือกตั้งได้อย่างไร นอกจากนี้ในการประชุมร่วมระหว่างพนักงานสอบสวนกับนายยุวรัตน์ กมลเวชช และนายโคทม อารียา อดีตกกต. ในฐานะที่ปรึกษาคดีพิเศษ ได้ให้คำแนะนำว่า ก่อหน้านี้กกต.เคยพิมพ์บัตรพอดีกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพิมพ์เกินเล็กน้อย กรณีที่การพิมพ์บัตรเกินจำนวนมากควรรับฟังเหตุผลของกกต.ชุดปัจจุบันว่า มีเจตนา เหตุผลอย่างไร โดยพยานแวดล้อมจะมีความสำคัญมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รองอธิบดีดีเอสไอได้นำประกาศสำนักงานกกต.เรื่องการประกวดราคาจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 ซึ่งลงนามโดยนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. มาประกอบการแถลงข่าวด้วย โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารชิ้นหนึ่งที่ดีเอสไอขอให้กกต.จัดส่งมาให้ตรวจสอบ แต่กกต.ไม่ยินยอมส่งเอกสารตามคำร้องขอ ซึ่งเนื้อหาของประกาศดังกล่าวระบุว่า กกต.มีความประสงค์จะประกาดราคาพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 4 รายการ ได้แก่ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 50,270,000 ฉบับ บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วน จำนวน 55,170,000 ฉบับ ตัวอย่างบัตรเลือกตั้งจำนวน 5 ล้านฉบับ และบัตรทาบบัตรเลือกตั้งสำหรับผู้พิการทางสายตา จำนวน 177,000 แผ่น รวมวงเงินทั้งสิ้น 130,736,000 บาท

ต่อมานายวัฒนา เซ่งไพเราะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม.เขต 8 พรรคพลังประชาชน ได้เข้าพบรองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ตรวจสอบการทำงานของกกต. กรณีที่นายวัฒนาเข้าร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา

เนื่องจากพบหลักฐานการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งของผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ การติดป้ายหาเสียงก่อนกกต.ประกาศพื้นที่สำหรับติดป้ายหาเสียง การติดป้ายหาเสียงในหมู่บ้านจัดสรรซึ่งเป็นสถานที่ของเอกชน และการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์มีเนื้อหาใส่ความไม่ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้เวลาผ่านมานาน 4 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งที่กฎหมายเลือกตั้งเป็นกฎหมายพิเศษ ซึ่งจะต้องตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน


สมชาย หนุนแนวคิดให้คนกลางไกล่เกลี่ยสถานการณ์การเมือง

กรุงเทพฯ 1 พ.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน สนับสนุนข้อเสนอของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ให้คนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงทางการเมืองในขณะนี้ แม้จะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย จนต้องมีใครคนใดคนหนึ่งเข้ามาเชื่อม เพราะถึงจะไม่มีคนกลางเข้ามาเชื่อม ก็ควรหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุผล และมุ่งประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แต่เท่าที่ฟังจากข่าว คิดว่าเป็นเจตนาที่ดีต่อบ้านเมือง นอกจากนี้ ยังไม่เชื่อว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อย่างที่หลายคนวิตกกังวลอยู่ในขณะนี้

“ถ้าเรายึดถือเหตุผล กติกาของบ้านเมือง เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรรุนแรง เพราะความรุนแรงไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ ขอให้มองประชาชนเป็นหลัก ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาทุกอย่าง นายกรัฐมนตรีได้ย้ำให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อย และทำตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว สิ่งเหล่านี้จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปได้ เพราะสุดท้ายคนที่ใหญ่ที่สุดก็คือประชาชน” นายสมชาย กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:22:25


ชูศักดิ์ เชื่อการสรรหาประธานสภาฯ คนใหม่ไม่กระทบร่าง รธน.

ทำเนียบฯ 1 พ.ค. - “ชูศักดิ์ ศิรินิล” เชื่อการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ แทน “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ไม่ทำให้ร่าง รธน.สะดุด คาดพรรคหารือเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า ยืนยันไม่มีใบสั่งจาก “พ.ต.ท.ทักษิณ” ตั้งประธานสภาฯ คนใหม่

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการสรรหาคนมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังนายยงยุทธ ติยะไพรัช ลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า เป็นเรื่องของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แกนนำ และคณะผู้บริหารพรรค ที่จะหารือกัน และคาดว่าพรรคจะหารือเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้า

“เป็นเรื่องปกติ เมื่อมีการลาออกต้องมีการสรรหาตามข้อบังคับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปถ่วงเวลาไว้ ส่วนจะเป็นใครนั้น ขอให้เป็นเรื่องของพรรคที่จะตัดสินใจ ทุกคนในพรรคมีความเหมาะสมทั้งนั้น เพราะมีวุฒิภาวะ มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งการตัดสินใจต้องพิจารณารอบด้าน ทั้งในแง่ของคุณสมบัติ การเมือง และการทำหน้าที่ และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้การร่างรัฐธรรมนูญสะดุด” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ ยืนยันว่า การลาออกของนายยงยุทธ และการสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งต่าง ๆ จะมีกระแสข่าวเกิดขึ้นทุกครั้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วน ขอยืนยันว่า พรรคหารือกันทุกครั้งว่าใครมีความเหมาะสมกับตำแหน่งอะไร

เมื่อถามว่า คิดว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลที่จะหารือกัน ซึ่งทราบว่ามีการนัดกันเรียบร้อยแล้ว หากเห็นพ้องกันก็สามารถนำเสนอสภาฯ ได้ในสมัยประชุมนี้ และเท่าที่ได้รับฟังมา คงไม่มีใครขัดข้อง เพียงแต่ต้องหารือกันถึงรูปแบบและวิธีการว่าจะดำเนินการอย่าไร

ต่อกรณีขณะนี้พรรคพลังประชาชนมีปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ รวมทั้งหัวหน้าพรรคไม่สามารถจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นธรรมชาติของพรรคการเมือง ส.ส.แต่ละคนย่อมมีความเห็นของตัวเอง แต่เมื่อมีการประชุมหารือกันแล้ว ควรจะมีข้อยุติ

“ส่วนความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรค กับนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ ก็อยากให้ทั้ง 2 ท่านไปหาสำนักพระพุทธศาสนา จะได้สงบสติอารมณ์กันบ้าง จะได้สบาย ๆ” นายชูศักดิ์ กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:17:51

สมชาย ยืนยันไม่มีใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หาประธานสภาฯ คนใหม่


กรุงเทพฯ 1 พ.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธกระแสข่าวที่ระบุว่า มีใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้หาประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ พร้อมขอร้องให้เลิกคิดเรื่องเช่นนี้ ยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งใด ๆ เมื่อครั้งที่พรรคพลังประชาชนเลือกนายยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นประธานสภาฯ ก็เป็นมติพรรค ไม่มีใครจะมามีใบสั่งได้

“ผมยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนดัง และมีคนสนใจ แต่ไม่อยากให้มีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกแล้วว่าจะไม่ยุ่งเรื่องการเมือง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาสั่งอะไร เห็นกันอยู่ชัดเจนแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ต้องการเข้ามายุ่งเรื่องการเมือง และให้เกียรติพรรค ให้เกียรติ ส.ส.” นายสมชาย กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 16:12:20

ภารกิจนายกรัฐมนตรีเยือนมาเลเซีย

25 เม.ย. - ภารกิจนายกรัฐมนตรีในการเยือนมาเลเซีย เมื่อวานนี้ ไทยและมาเลเซียตกลงความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

โดยย้ำความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมืออันใกล้ชิดด้านความมั่นคง

ติดตามรายละเอียดจาก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-04-25 20:35:19

มท.1 เสนอปรับปรุงชายทะเลบางขุนเทียนเป็นที่พักผ่อนคนกรุงฯ

กรุงเทพฯ 1 พ.ค.- เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (1 พ.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมแรงงานสู่อาชีพชุมชน ครั้งที่ 1” จัดโดยสภาวัฒนธรรม สำนักงานเขตบางขุนเทียน และ กศน.บางขุนเทียน ณ คาร์ฟูร์ พระราม 2

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า มีแนวคิดตั้งแต่สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า จะทำให้ชายทะเลบางขุนเทียนเป็นสถานที่พักผ่อนของคน กทม. ที่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที เหมือนกับเกาะฮาวาย มีเรือเฟอร์รี่วิ่ง และเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองพัทยา ระยอง จันทบุรี ตราด ซึ่งตอนนี้ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงอยากทำเรื่องนี้ต่อ แต่ตอนนี้พื้นที่บริเวณดังกล่าวมีคนอาศัยอยู่มาก หากจะดำเนินการต้องทำประชาพิจารณ์ ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-01 14:09:53