อดีตประธานสภา"ยงยุทธ ติยะไพรัช"ยันข้อมูลมีการประสาน "ผู้ใหญ่" ที่ไม่ใช่ "พล.อ.เปรม" เข้าเป็น "คนกลาง"แก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมือง สังคมขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม นายยงยุทธ กล่าวต่ออีกด้วยว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ผู้เคยเป็นคนนำ คู่กรณีความขัดแย้งสมัย พฤษภาทมิฬ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทั่งสถานการณ์สงบลงได้ถูกดึงเข้ามาสู่สนามแห่งความขัดแย้งด้วยในวันนี้ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้หลักผู้ใหญ่ท่านอื่นเป็นคนประสานความขัดแย้งเรื่องดังกล่าวแทน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, May 3, 2008
ยงยุทธยันผู้ใหญ่คนกลางแก้วิกฤติชาติไม่ใช่'ป๋าเปรม'
น้ำผึ้งหยดเดียว
เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าอะไรที่ไม่สมควรจะนำมาเป็น ประเด็นสาธารณะ กลับถูกจับมาปลุกระดมจะให้เกิดชนวนวิกฤติบ้านเมืองให้ได้ ต่อมา บุคคลชั้นสูงถูกจับจ้องเป็นพิเศษ อะไรนิดอะไรหน่อย มีกระบวนการที่นำมาขยายความให้เป็นเรื่องใหญ่โต
กลายเป็นสังคมแห่งความหวาดระแวง
ถ้ายังจำกันได้ผมเคยเกริ่นเอาไว้ว่า ระวังสงครามสื่อ ให้ดี สื่อ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจุดชนวนวิกฤติรอบใหม่ขึ้นมา ยกตัวอย่าง เรื่องของประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เข้าโรงพยาบาลก็เป็นข่าวว่าเครียดกับเรื่องที่ถูกโจมตีอย่างหนักถึงกับล้มในห้องน้ำ ในขณะที่คนใกล้ชิดก็ต้องรีบออกมายืนยันว่าเป็นการตรวจร่างกายตามปกติ
ก่อนหน้านี้ก็มีใบปลิว วีซีดี และข้อความในอินเตอร์เน็ต ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอและให้ร้ายประธานองคมนตรีอย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งโดยปกติสถาบันองคมนตรีก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องอยู่แล้ว
หนักข้อเรื่องถูกโยงไปถึงขบวนการล้มเจ้าจนได้
ก็พอดีมีข่าวออกมาจากสื่ออีกนั่นแหละ ว่าการแข่งขันสโมสรฟุตบอลอังกฤษ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธาน มีคนเอาธงชาติไทย ไปผูกไว้ โดยที่ธงผืนดังกล่าวมีการปักชื่อทักษิณหราอยู่ด้วย
โหมกระพือกันสนุก
ผมเคยได้ยินมาว่า กระบวนการบางกระบวนการ ที่มีคนชั้นสูงร่วมอยู่ด้วย พยายามจะทำอย่างที่คิดเองเออเองไปแอบอ้างเบื้องสูงว่าต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ วันดีคืนดีโทรศัพท์ไปคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง บอกว่า ที่บ้านเมืองวิกฤติอย่างนี้จะหาทางออกอย่างไร พอได้รับคำแนะนำว่าต้องทำให้เด็ดขาด ก็เอาเทปที่แอบบันทึกในขณะสนทนาทางโทรศัพท์ไปให้ผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งฟัง จนผู้ใหญ่ทั้งสองคนต้องผิดใจกัน
บ้านเมืองเรามีมือที่มองไม่เห็นเยอะไปหมด
ถึงได้วุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญนี่ก็เถอะ คอยจับตา พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินให้ดี ย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนการเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินเป็นอย่างไร แล้วจะเข้าใจสถานะของชาติไทยและเพื่อแผ่นดินในตอนนี้
ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลธรรมดาๆ
วิบากกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กลายเป็นแค่หมากตัวหนึ่ง ก็คงไม่จบอยู่แค่คดีความเท่านั้น ในขณะคนที่เป็นผู้นำประเทศ คุณสมัคร สุนทรเวช หรือผู้นำกองทัพอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็กำลังตกที่นั่งเดียวกัน
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
คลื่นใต้น้ำ กระบวนการบางกระบวนการ ทิฐิและอคติ บุญคุณความแค้น รวมกันก่อตัวเป็นวิกฤติ รอจังหวะ รอโอกาส รอความเหมาะสม รอเวลาที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการแตกหัก
ยิ่งนานก็ยิ่งลึก ยิ่งลึกก็ยิ่งแรง.
หมัดเหล็ก

พลาดอย่างแรง
นี่คือข้อควรระวังสำหรับชาวบ้านทั่วไป แต่สำหรับคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ถูกจ้องโจมตี ยิ่งต้องระมัดระวังการเคลื่อนไหวทั้งไตรทวาร!! เพราะถ้ากลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อไหร่ ก็อ่วมอรไททุกที กรณีล่าสุดที่กลายเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม คือ การที่มีคนเอาธงชาติไทยไปแขวนไว้ในสนามฟุตบอลแมนฯซิตี้ และมีชื่อ “ทักษิณ” เป็นภาษาอังกฤษติดไว้บนผืนธง การทำอย่างนี้ฝรั่งไม่ถือ แต่คนไทยถืออย่างแรง!! เพราะธงไตรรงค์เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย การที่มีชื่อคนติดอยู่บนผืนธงจึงไม่เหมาะสม หมิ่นเหม่ ไม่สบายตา ไม่สบายใจ ถึงเป็นเรื่องที่แฟนบอลทำกันเอง “ทักษิณ” ก็ต้องกระเทือนซาง เข้าตำราไม่มีเหาก็ยังมีคนเอาไข่เหาไปใส่หัวนั่นแหละโยม ล่าสุด ได้มีการกำชับเจ้าหน้าที่สนามให้ กวดขันอย่าให้เกิดเหตุซ้ำรอย รัฐบาลไทยได้มีหนังสือประท้วงไปถึงสโมสรแมนฯซิตี้ อย่างเป็นทางการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประชุมพิจารณากรณีนี้ว่ามีความผิดตามกฎหมายข้อใด?? สรุปว่า กรณีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมาตรา 118 ตามประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวไม่มีเจตนาที่จะเหยียดหยามประเทศไทย แต่เข้าข่ายความผิดมาตรา 53 ของ “พ.ร.บ. ธง” ที่ห้ามประดิษฐ์รูปภาพหรือตัวอักษรบนผืนธง ปัญหาคือ พ.ร.บ.ธง กำหนดความผิดเฉพาะ ในราชอาณาจักรอย่างเดียว แต่เมื่อมีผู้กล่าวโทษกรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะรวบรวมข้อเท็จจริงเสนออัยการสูงสุดให้พิจารณา สรุปว่า วิบากกรรมของ “ทักษิณ” มีสารพัดเรื่อง สารพัดประเด็น เหมือนคนเป็นฝีประคำร้อยเรื้อรัง ถ้าจะตัดวิบากกรรมให้หมดก็ต้องลาบวช ตลอดชีวิตสถานเดียว!! “แม่ลูกจันทร์” ในฐานะคอฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเข้ากระดูกดำ ยอมรับว่าการเข้ามาของ “ประธานสโมสรคนใหม่” ทำให้ทีมเรือใบ สีฟ้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว จากที่เคยห้อยต่องแต่งอยู่ท้ายตารางก็พุ่งขึ้นมาอยู่ในอันดับท็อปเทน น่าเสียดาย “ทักษิณ” กำลังตัดสินใจพลาดอย่างจั๋งหนับที่จะปลด “สเวน โกรัน อีริกส์สัน” ออกจากผู้จัดการทีม ทั้งที่ยังมีสัญญา อีก 2 ปี เพราะ “สเวน” เป็นยอดโค้ชระดับโลกที่วงการฟุตบอลยอมรับฝีมือ การที่ “ทักษิณ” คว้าตัว “สเวน” มาทำทีมถือว่าเลือกถูกคน!! “สเวน” เป็นคนสุภาพนุ่มนวล เหมาะที่จะทำงานกับ “ทักษิณ” ที่เป็นนักบริหารอำนาจ นิยม การเปลี่ยนผู้จัดการทีมที่มีนักเตะหนุน หลัง และเป็นขวัญใจกองเชียร์ จะทำให้ “ทักษิณ” เสียรังวัดเอง!! เข้าตำราไม่มีเรื่องก็หาเรื่องใส่ตัว ขอย้ำว่าไม่มีใครเหมาะกับงานนี้เท่า “สเวน” ถ้าขืนไปเอา “มูรินโญ่” หรือ “สโคลารี่” ซึ่งเป็นคนหัวแข็ง เดี๋ยวก็ทะเลาะกันเปิง อย่าลืมว่าฟุตบอลต้องมีขาขึ้นขาลง ช่วงแรกทีมอาจฟอร์มแรง พอครึ่งซีซั่นหลังอาจฟอร์มฝืดก็เป็นเรื่องธรรมดา นักเตะบาดเจ็บก็มีผลต่อฟอร์มของทีม ข้อสำคัญ ปีแรกของ “สเวน” สามารถทำแต้มสูงสุดในรอบ 20 ปี!! การเอาชนะผีแดง “แมนฯยู” คู่อริร่วมเมือง (ไป-กลับ) ทั้งเหย้าทั้งเยือน ก็ทำให้แฟนบอลแมนฯซิตี้ มีความสุขหัวใจคับซี่โครง “แม่ลูกจันทร์” ถึงไม่ได้เป็นแฟนทีมตราเรือใบ แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ “ทักษิณ” จะปลดผู้จัดการทีม เงินซื้อความสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักเลือกคน. แม่ลูกจันทร์
ไม่มีเหาอย่าหาเหาใส่หัว ไม่มีเรื่องอย่าหาเรื่องใส่ตัว

'ปู่ชัย' ใบเสร็จสุดท้าย
ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นัดล่วงหน้า กับคิวที่นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใส่เสื้อกั๊กออกมาตั้งฉายาแสบๆคันๆ “รัฐบาลลูกกรอก” ล้อมสายสิญจน์เรียกกุมารทองคะนองปาก ปลุกกุมารทองคะนองอำนาจ ลากมา หมดทั้ง “รักเลี้ยบ” และ “ยมมิ่ง” ก่อนตบท้าย “ชคม.” นักการเมืองชั่วครองเมือง “ธีรยุทธ” รัวหมัดซัดอยู่ข้างเดียว บังเอิญว่า “ลุงหมัก” กำลังอยู่ในช่วงพักไมค์ ยกเลิกรายการ “บ่นไปด่าไป” กับนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ในอารมณ์น้อยอกน้อยใจถูกทักว่าพูดจาหยาบคาย แต่ “ขาประจำ” ออกมาปลุกผี แหย่แรงๆขนาดนี้ วันอาทิตย์ตอนเช้าๆในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ล้างหูรอฟังกันให้ดี และในสถานการณ์ที่ต่อเนื่องกันเลย นายธีรยุทธล้อมสายสิญจน์เรียกรัฐบาลลูกกรอก ปลุกกุมารทองคะนองปาก แหย่กุมารทองคะนองฤทธิ์อำนาจ เรียกมาหมดทั้ง “รักเลี้ยบ” กับ “ยมมิ่ง” ก็ไม่แน่ใจว่าลืมไปหรืออย่างไร กับคิวของ “ไอ้ห้อย” กับ “ไอ้โหน” ที่กำลังโชว์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่ทันถึง 24 ชั่วโมงด้วยซ้ำไป ภายหลังจากที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร มีชื่อคนใหม่ใส่โพยมาเลย เต็งหนึ่งนอนมา “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่ได้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างนายเนวิน ชิดชอบ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ ประคองปีก อุ้มขึ้นแคร่ หามเข้าประกวด ทุบโต๊ะต้องได้ และเบื้องหลังเลย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่นายยงยุทธตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ประธานสภาฯ เพราะเซ็งกับแรงเบียดของ “พ่อกับลูก” ที่เปิดเกมแซะเก้าอี้กันตั้งแต่วันแรกที่นายยงยุทธโดนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแจกใบแดง ก็มีลูกหาบ ส.ส.อีสานออกมาปล่อยข่าว “ยงยุทธ” จะลาออก พวกจ้องไล่ที่กันอยู่ ก็ไม่แปลกเมื่อเก้าอี้ว่างลง ขบวนการแห่ “ปู่ชัย” ก็เริ่มงานได้ทันที กองเชียร์ไล่มาตั้งแต่ระดับรัฐมนตรีอย่างนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม สายตรงกลุ่มบุรีรัมย์ รีบออกมาตีปี๊บ นายชัยมีอาวุโสสูงสุด อยู่ในสภามานาน มีความแม่นยำในข้อบังคับสภา หากพรรคพลังประชาชนเสนอนายชัยเป็นประธานสภาฯ เชื่อว่านายชัยมีความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ รับมุกโดยลูกหาบกลุ่ม ส.ส.อีสานในปีกพ่อมดเขมร นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน ออกมายอวาที ในฐานะ วิปรัฐบาลได้ทำงานร่วมกับนายชัยมากว่า 3 เดือน เห็นว่านายชัยทำหน้าที่ประธานการประชุมได้ดี ทั้งในวิปรัฐบาลและที่ประชุมพรรคพลังประชาชน เชียร์สุดลิ่ม ถึงเวลาแล้วที่นายชัยจะต้องเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่ง ส.ส.อีสานของพรรคกว่า 90 คน ส่วนใหญ่เห็นว่า นายชัยมีความเหมาะสมมากที่สุด “ปู่ชัย” นอนมาโดยมีลูกชายนำหน้า แม้จะมีเสียง ส.ส.ภาคเหนือ กลุ่มผู้แทนฯภาคกลาง และทีม กทม.บางส่วน รวมไปถึง ส.ส.อีสานที่ไม่ได้ซุกปีกพ่อมดเขมร ออกมาท้วงเรื่องความเหมาะสม ห่วงกระแส “ขี้เหร่” แต่โดยความตั้งใจที่แน่วแน่ของลูกชายที่จะหามพ่อขึ้นสู่ฝัน อิทธิฤทธิ์ของมนต์ขแมร์ โอกาสเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ที่ “ปู่ชัย” จะคว้าเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นเกียรติประวัติของชีวิตคนแก่ที่เพิ่งอายุครบ 80 ขวบไปหยกๆ และทั้งหมดทั้งปวง นี่คือใบเสร็จใบสุดท้าย ปิดบัญชีค่าตอบแทนที่นายใหญ่จะจ่ายให้พ่อมดเขมรในฐานะขุนศึกนำทัพรบชนะ ออกมาทวงรางวัลกันไม่จบไม่สิ้น “ทักษิณ” ไม่เคยเป็นหนี้บุญคุณใคร. ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เจอกันวันอาทิตย์ตอนสายๆ

พปช.งัดภาพแจ้งความชื่อพันธมิตรบนธงชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับภาพ 2 ภาพ ที่นายภิรมย์ อ้างว่าไม่เหมาะสมนั้น ภาพแรกเป็นภาพธงชาติที่ถูกนำมาใช้เป็นฉากหลังเวทีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีข้อความระบุชื่อวิทยากรในการบรรยาย ประกอบด้วย นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เขียนทับอยู่ส่วนหนึ่งของธงชาติ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2549 ส่วนภาพที่ 2 เป็นภาพหญิงสาวที่เข้าร่วมชุมนุมใช้ผ้าพัน คอ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯนำมาแจกจ่ายให้กับผู้ชุมนุมมาเป็น ผ้าคาดหน้าอก แต่ผ้าดังกล่าวมีการตกแต่งทาสีเป็นรูปธงชาติ และมีข้อความว่า “ออกไป” นอกจากนี้ ในภาพดังกล่าว ยังปรากฏใบหน้าของ น.ส.วรรณพร ฉิมบรรจง หรือทราย ดาราสาวชื่อดังรวมอยู่ด้วย
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 2 พ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม นายภิรมย์ พลวิเศษ อายุ 43 ปี ส.ส.เขต 5 จ.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ตำรวจกองปราบฯ ตรวจสอบภาพธงชาติที่ดูไม่เหมาะสม 2 ภาพ ที่มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง ว่า เป็นการกระทำที่ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 118 หรือไม่ นายภิรมย์กล่าวว่า พบภาพทั้งสองถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ไม่ได้ระบุหัวข้อว่าเป็นเรื่องอะไร และไม่ทราบว่ามีการนำภาพมาลงที่เว็บนี้นานเท่าใด แต่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม จึง อยากให้มีการระงับการเผยแพร่ภาพดังกล่าว และช่วยตรวจ สอบด้วยว่า การนำธงชาติไทยมาเขียนข้อความในภาพทั้งสองเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 รวมทั้งเป็นความผิดอาญาด้วยหรือไม่ ขณะที่ พ.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.บุญเลิศ กัลยาณมิตร พงส. (สบ 2) รับเรื่องไว้ตรวจสอบ หากพบว่า เข้าข่ายกระทำความผิดก็จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ยำคนไทยเละ หลังคนอังกฤษรู้ข่าวเรื่องธงไทยในสนามแมนฯซิตี้
2 พฤษภาคม 2551
คุณ Krieng_MCFC จากเว็บบอร์ดพันทิป ดอตคอม ได้กรุณาแปลข้อความที่แฟนคลับชาวอังกฤษจากสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง (ไม่ระบุ เพื่อกันการโจมตีกลับ)
ความคิดเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีผู้โพสต์ข่าวจากสำนักข่าวซินหัวของจีน เรื่องที่มีผู้แจ้งความกับตำรวจ เมื่อธงชาติไทยในสนามแมนฯซิตี้มีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปรากฏอยู่ด้วย(ดูลิงค์)
ต่อไปนี้คือความคิดเห็นของแฟนฟุตบอลชาวอังกฤษ
come on, whos flag was it!?!?!?
ถามว่าธงของใครเอ่ยยอมรับมาซะ
FFS! Some people really take themselves seriously don't they!
Have they got nothing better to worry about?
คนบางพวกเค้าเอาเรื่องนี้มาจริงจังด้วยหรือ
ไม่มีเรื่องอื่นให้ห่วงกันหรือไง
yeah but I would have a giggle if all 3,000 fans at Anfield on Sunday all took Thai flags with Thaksin on them :-)
ใช่...แต่ผมนึกสนุกอยู่ว่าถ้าแฟนซิตี้ทั้ง 3 พันที่ไปดูนัดเยือนที่สนามแอนฟิลด์นัดวันอาทิตย์นี้(ที่ซิตี้เจอหงษ์)น่าจะเอาธงไทยที่มีชื่อทักษิณไปด้วย
Strange country.
ประเทศประหลาด
Also like to say for all this 'Eastern business methods'. Yes your economys are growing, but you are still light years behind us. It is far easier with some muscle behind you to become as rich as Thaskin Shinawater in Thailand than it is
here.
ถึงประเทศจะเติบโตในทางธุรกิจแต่ดูจะล้าหลังอยู่หลายปีแสง
Some Thai politician look Strange. They alway discredit and attack his rival (Frank and other) in every case even flag. If another name on flag they don't
care
นักการเมืองไทยนี่ก็พิกล พวกเขาชอบดิสเครดิตคู่แข่งในกรณีนี้คือ แฟรงค์ ในทุกหนทางแม้กระทั่งเรื่องธง ถ้ามีชื่ออื่นในธงก็คงไม่สนใจ
It's all just a game of politics. Thaksin's oppositions are trying everything to get public support to oust the PPP once again. They often link Thaksin with a scheme to overthrow the throne. They said Thaksin approved his name to be on the flag, meaning he wants to own the country..bla bla which is all BS and only worked for some stupid thais.
They will keep coming up with new ideas to discredit Thaksin. He has many enemies because the way he runs things. The Sven incident is top example for City's fans to understand the situation in Thailand.
เป็นแค่เกมทางการเมือง ฝ่ายตรงข้ามทักษิณพยายามทุกวิถีทางที่จะให้สื่อเล่นงาน PPP แม้แต่บ่อยครั้งก็พยายามดึงไปเบื้องสูง กล่าวหาว่าทักษิณอนุมัติชื่อของเขาให้ลงในธงเพื่อความหมายว่าเป็นเจ้าของประเทศ บรา บรา นั่นก็ได้ผลแค่สำหรับคนไทยที่ stupid เท่านั้นเรื่องอย่างนี้มีอยู่เรื่อยๆ หาไอเดียใหม่ๆเพื่อดิสเครดิต เค้ามีศัตรูมากเพราะวิธีการทำงานของเขา แล้วเรื่องสเวนก็เป็นอีกเหตุการณ์ใหญ่ที่จะทำให้แฟนซิตี้ในอังกฤษเข้าใจสถานการณ์ในไทย

จาก Thai E-News
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ‘ละคอนแขวนคอ’ ยุคใหม่
โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา เว็บไซต์ประชาไท
2 พฤษภาคม 2551
เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 กลุ่มขวาจัดที่เรียกตัวเองว่า ชมรมแม่บ้านได้จัดชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า เพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น อันเกี่ยวเนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม การชุมนุมดำเนินไปจนเกือบบ่าย ก็มีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละคอนของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันก่อนหน้านั้น (4 ตุลาคม) เพื่อสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน ซึ่งตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันนั้น (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ “แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ “แขวนคอ” ใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น)
ฝ่ายศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้แถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละคอนประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด
ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน
สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
ใครๆก็ควรจะนึกว่า หลังจากการฆ่าหมู่นั้นผ่านไป 30 ปี การปลุมระดมโดยข้ออ้างว่า ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ต้องเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นอีก
แต่ในระยะ 2 ปีเศษที่ผ่านมา นสพ.-วิทยุ-โทรทัศน์ ของกลุ่มผู้จัดการ และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รื้อฟื้นการใช้ข้ออ้างทางการเมืองนี้ มาเล่นงานผู้ที่พวกเขาไม่เห็นด้วยอีกตั้งแต่ต้น พวกเขากุเรื่องว่า มีคนจะล่วงละเมิด “พระราชอำนาจ” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องประกาศว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง”
การรณรงค์นี้ยกระดับความเข้มข้นและความหลอกลวงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (พฤษภาคม 2549) ได้มีการสร้างนิทานหลอกเด็กเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” ขึ้น แต่ขอให้สังเกตว่า เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ในตอนนั้น พวกเขายังไม่กล้าถึงขั้นกล่าวหาคู่ต่อสู้ทางการเมืองตรงๆว่า ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ เพียงแต่ใช้คำที่ฟังดูขึงขังน่ากลัวนี้ มาขู่โดยนัยยะสิ่งที่พวกเขาเสนอในขณะนั้น คือ มีผู้กำลังทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น”เพียงสัญลักษณ์” อันทีจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องยกเมฆ แต่ทีตลกคือ ในโลกยุคปัจจุบัน การเป็น”สัญลักษณ์” ของประชาชาติหนี่งที่มีคน 60 กว่าล้าน ยังถือเป็นเรื่อง “หมิ่น” หรือ? การเป็น “สัญลักษณ์” ของคน 60 กว่าล้าน จะเป็นเรื่องเลวร้ายได้อย่างไร?
ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังพูดราวกับว่า เรากำลังอยู่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช การพูดเรื่องการเป็น “เพียงสัญลักษณ์” ของพระมหากษัตริย์กลายเป็นเรื่อง “หมิ่น” ขึ้นมาทันที
เรื่องยกเมฆที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการนี้ ที่ยังต้องรักษา “ความน่าเชื่อ” บางอย่างภายนอกไว้ ได้รับการประสานกับเรื่องยกเมฆทีเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตที่มีลักษณะโกหกแบบสุดๆ เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องการตรวจสอบใดๆ ทีหวังว่า ด้วยการเผยแพร่ซ้ำๆๆๆทางอีเมล์ จะทำให้คนเริ่มเชื่อขึ้นบ้าง อย่างกรณีปล่อยข่าวว่ามีศูนย์บัญชาการคอมพิวเตอร์ในทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข้อมูลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางอินเตอร์เน็ตผ่านระบบดาวเทียม เป็นต้น

แต่การโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรในปี 2549 เมื่อเทียบกับปีนี้แล้ว ก็ยังไม่เทียบเท่าในระดับความโกหก และความเป็นไปได้ทีจะนำมาซึ่งผลเสียหายร้ายแรง
ปีนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เขียนในผู้จัดการว่า มี “ผู้ต้องการสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ” (ขณะที่ในช่วงก่อกระแส “ปฏิญญาฟินแลนด์” เขายังไม่กล้า “ฟันธง” ลงไปเช่นนี้)
การเคลื่อนไหวปลุกกระแส “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ของผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ถึงขั้นที่เรียกว่า absurd (ไร้เหตุผลถึงขั้นน่าหัวร่อ) และ paranoid (โรคหวาดระแวง) ที่การเขียนถ้อยคำบนผ้าสีธงชาติ ที่มีกำเนิดจากวงการเชียร์กีฬาร่วมสมัย และได้กลายเป็นเรื่องที่ทำกันปกติ แม้แต่ในประเทศไทยเอง (ดังที่มีคนเอาภาพการชุมนุมของพันธมิตรเองมาแสดงให้
เห็นว่าผู้ร่วมชุมนุมบางคนก็ทำกัน) นี่เป็นส่วนหนี่งของวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่ทุกคนเห็นเป็นเรื่องปกติไปนานแล้ว
แต่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร ได้ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา “ความมั่นคงของประเทศ” ที่ถึงขั้นต้องหาคนผิดมาดำเนินคดีข้ามประเทศ!
คนเหล่านี้ ไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย
ระดับความบ้าคลั่งในการก่อกระส “ละคอนแขวนคอ”ยุคใหม่ ของคนกลุ่มนี้ ได้ถึงจุดที่อันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อคืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ในรายการ Metro Life ของวิทยุผู้จัดการ หนึ่งในโฆษกของรายการ ถึงกับพูดว่า ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ระหว่างพวกขวาจัดที่ฆ่าหมู่นักศึกษา กับนักศึกษาที่ถูกฆ่าหมู่อย่างสยดสยองนั้น “ใครผิดกันแน่” บอกไม่ได้ (“มีคำถาม”) เท่ากับว่า การฆ่าหมู่คนเช่นนั้น ก็สามารถเป็นเรื่อง “ถูกต้อง” ได้!!
นอกจากนั้น พวกเขายังพูดเป็นนัยยะว่า เหตุการณ์อย่าง 6 ตุลา อาจจะจำเป็น เพราะถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบ 6 ตุลา ประเทศไทยก็อาจจะไม่เป็นปกติสุขแบบในปัจจุบัน อาจจะเต็มไปด้วยคนที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”!!
“ถ้าวันนั้นเราไม่มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ไม่มีเหตุการณ์ ขวาพิฆาตซ้าย บ้านเมืองมันจะเป็นอย่างที่เรารู้จักหรือเปล่า ถ้าเรามีคนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม...”
นั่นคือ ถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำการฆ่าหมู่เมื่อ 6 ตุลา ก็จะมี “คนอย่างโชติศักดิ์จำนวนมากอยู่ในสังคม” ทุกวันนี้
นี่คืออะไรถ้าไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้กับการฆ่าหมู่อย่างกระหายเลือด?
ในรายการวิทยุเดียวกัน ในคืนวันที่ 30 เมษายน โฆษกของรายการถึงขั้นชี้แนะว่า ถ้าใครลงมือใช้ความรุนแรงทำร้ายโชติศักดิ์ ถ้าทำให้หัวแตก ตามกฎหมาย คนลงมือทำร้ายนั้นก็จะถูกลงโทษปรับแค่ 500 บาทเท่านั้น! และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังบางคนโทรศัพท์เข้ามาเสนอวิธีทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ มีผู้ฟังคนหนึ่งสนองรับด้วยการโทรศัพท์มาเสนอว่า ให้ใช้วิธี “ชกหน้า โดยกำถ่ายไฟฉายก้อนไว้ในมือ”!!
ผมขอเรียกร้องให้ร่วมกันประณามการเป็น “ดาวสยาม-ยานเกราะ” ยุคใหม่ ของกลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร
กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตร กำลีงผลักดันให้สังคมไทยถอยหลังเข้าคลอง ย้อนยุคไปกว่า 30 ปี
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ต้องจัดการด้วยการอภิปราย โต้แย้ง อย่างใช้เหตุผล ไม่ใช่ปลุกปั่น โดยอ้างสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรงจัดการกับผู้มีความเห็นแตกต่างกับตนอย่างที่กลุ่มผู้จัดการ-พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังทำอยู่
หมายเหตุ: ท่านสามารถติดตามผลงานของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ที่เว็บไซต์ http://somsakj.blogspot.com/
ท่านสามารถร่วมแสดงความคิดเห็น และอ่านความคิดเห็นของเพื่อนประชาชนต่อบทความดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ประชาไท
ภาพประกอบเสริมต่างๆ นำมาจากอินเตอร์เน็ต ไม่ปรากฏอยู่ในต้นฉบับบทความของอ.สมศักดิ์
จาก Thai E-News
Friday, May 2, 2008
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 4 (54/2551)เรื่อง พายุไซโคลน "นาร์กีส"
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
ฉบับที่ 4 (54/2551)
เรื่อง พายุไซโคลน "นาร์กีส"
--------------------
*******

พงศ์เทพ แจงเหตุ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ร่วมเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ติดภารกิจที่ต่างประเทศ
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 เนื่องจากติดภารกิจต่างประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องธงชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกเพียงว่าถ้าอยู่ในไทย จะมาร่วมงานด้วย แต่ปรากฏว่าไม่ได้อยู่ในประเทศไทย และคาดว่าสัปดาห์หน้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศเพื่อให้การต้อนรับนักธุรกิจชาวบราซิลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เชิญมาเยือนประเทศไทย เพื่อดูงานด้านการลงทุนเกี่ยวกับการลงทุนด้านพลังงานทดแทน
จากนั้นวันที่ 7-8 พฤษภาคม 2551 ต้องเดินทางไปร่วมแข่งขันกอล์ฟในฐานะที่เป็นนายกสมาคมกอล์ฟอาชีพ ทั้งนี้ ทราบว่าระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ต่างประเทศได้พบปะกับอดีตผู้นำหลายประเทศ ซึ่งมีการหารือว่าจะตั้งชมรมผู้นำประเทศที่วางมือทางการเมือง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ สามารถมองปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะในภาพรวมของประเทศได้ และขอยืนยันว่าการเดินทางไปต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับอนุญาตจากศาลทุกครั้ง และการเดินทางของอดีตนายกรัฐมนตรีจะไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีใด ๆ ทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะบอยคอตด้วยการไม่เดินทางมาโชว์ตัวในประเทศไทย เนื่องจากไม่พอใจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะปลด สเวนโกรัน อีริกส์สัน ผู้จัดการทีมฯ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ได้สอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับทราบว่ายังไม่มีการพูดคุย
“ปกติแล้วการพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมจะพิจารณาก็ต่อเมื่อเสร็จสิ้นฤดูกาล และเท่าที่ทราบยังเหลือการแข่งขันอีก 2 นัด” นายพงศ์เทพ กล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-02 19:39:59





