มานั่งลำดับเหตุการณ์ในบ้านเมืองดูแล้ว รู้สึกเกิดความกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะยังนึกไม่ออกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันจะไปลงเอยที่ตรงไหน
เพราะนับเนื่องมาต้งแต่หลังการปฏิวัติรัฐประหาร จนถึงรัฐบาลที่มาจากวิถีทางประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ
ก็ยังคงมีคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่ก๊ก กี่พวก ที่โยงใยเป็นอันหนึ่งเดียวกัน ออกมาขัดขวางการบริหาร การพัฒนาบ้านเมืองอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อย
และยิ่งหนักข้อมากขึ้นเป็นลำดับ นับตั้งแต่เริ่มบอกเล่าสังคมด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกป้องรักษาสิ่งที่เป็นมรดกจากอำนาจเผด็จการที่เกิดขึ้นในช่วงการรัฐประหาร
ที่ทำให้มองได้ว่าคนที่ออกมาสนับสนุน เชิดชู และอยู่ข้างเดียวกับพวกที่ใช้กำลังล้มล้างการปกครองประเทศ ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็น่าจะมีหัวใจอันเป็นเผด็จการไม่ผิดแผกแตกต่างกัน
และขณะเดียวกันคนพวกนี้เองก็ยังรุกคืบสร้างความวุ่นวาย ด้วยการอแกมายุยงปลุกปั่นผ่านสื่อสารพัดรูปแบบ ที่อยู่ในมือตัวเองและเครือข่าย
โดยเฉพาะสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือความพยยามแอบอ้างเบื้องสูงมาโดยตลอด
พยายามจะสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจว่ากลุ่มของตัวเองจะออกมาปกป้องสถาบัน และพยายามใช้เป็นข้อกล่าวอ้างฟาดฟันฝ่ายตรงกันข้าม ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดี
ทั้งๆ ที่ข้อหานี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะประการที่หนึ่งเป็นเรื่องในใจที่วัดกันได้ยากลำบาก และที่สำคัญไม่น่าเชื่อว่าจะคนไทยคนหนึ่งคนใด ที่ไม่รักและเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้แต่ถึงกลุ่มพันธมิตรฯ หรือพรรคประชาธิปัตย์ เองก็ตาม
เพียงแต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่พยายามแอบอ้าง เป็นคนที่หมดหนทางต่อสู้ อาจจะนึกหนทางไม่ออก หรือมีเป้าหมายที่คิดร้ายต่อบ้านเมือง
หวังที่จะสร้างความแตกแยก ดึงคนไทยที่จงรักภักดีออกมาเป็นพรรคพวก เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือมุ่งสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น แบ่งคนไทยออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง
วิธีคิดของคนเหลานี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว และเคยใช้ปลุกระดมผู้คนได้ผลมาแล้วหลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เกิดการนองเลือดมาคร้งแล้วครั้งเล่า
การรุกคืบที่ดูเสมือนว่าจะพยายามจุดชนวนความรุนแรง ที่เป็นเสมือนหนทางสุดท้าย ยังเสมือนเป็นการเชื่อเชิญให้ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้ง ด้วยความชอบธรรม
ขณะเดียวกันก็ชวนให้คิดว่าเหตุการณ์ในบ้านเมืองคงจะไม่เกิดความสงบขึ้นได้ง่ายๆ ตราบเท่าที่กลุ่มคนจ้องทำลายยังไม่เลิกรา และยังคงเล่นแรงขึ้นทุกวันเช่นนี้
คำถามที่ว่าเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองจะมใข้อยุติลงตรงไหน อย่างไร ? คงเป็นคำถามในใจใครต่อใครหลายคน
เป็นไปได้อย่างที่มีบาวงคนวิเคราะห์หรือไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้สุกงอมเกินกว่าจะหลีกเลี่ยงการเผชอญหน้า หรือการปะทะกันได้เสียแล้ว
หรือจะต้องให้บาดเจ็บล้มตายกันไปข้างหนึ่ง ต้องเกิดความสูญเสียกันอีกคร้ง ย้านเมืองถึงจะกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างนั้นหรือเปล่า
เพราะบนเงื่อนไขที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การจะจับคน 2 ขั้ว ที่คิดต่างกันโดยสิ้นเชิง และขณะที่คนกลุ่มหนึ่งมีธงในการจ้องทำลายชัดเจน การพูดจาสมานฉันท์คงเป็นไปได้ลำบากยากยิ่ง
เหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดให้จงหนัก
หากจะหลีกเลี่ยงความเสียหายไม่พ้นจริงๆ แล้ว เห็นทีจะต้องเลือกหนทางที่เกิดความเสียหายน้อยที่สุดพี่น้องปรัชารชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องได้รับผลกระทบนจ้อยที่สุด และเศรษฐกิจของประเทศชาติต้องเสียหายน้อยที่สุด
หากใครก็ตามยังคงยุยงปลุกปั่น มีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เห็นที่รัฐบาลจะต้องอกมาปราบปราม จัดการให้เด็ดขาดก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย ก่อนที่คนไทยจะหลงกลกระโดดลงไปร่วมวงแล้วหันหน้ามาเข่นฆ่ากันเอง
การฆ่าหมาซักตัวถึงจะบาป แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เที่ยววิ่งไล่กัดคนนะครับ...!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, May 16, 2008
กรรมของบ้านเมือง
มองชายแดนใต้ผ่านเลนส์ช่างภาพมือรางวัล...จรูญ ทองนวล
ชายคนนี้ “จรูญ ทองนวล” เข้ามาสัมผัสพื้นที่ปลายด้ามขวานอย่างจริงจังด้วยอาชีพ “ช่างภาพ” ตั้งแต่เริ่มเรื่องราวเหตุการณ์ความไม่สงบต้นปี 2547 นานมาจนถึงทุกวันนี้ และคาดว่ายังคงทำหน้าที่ของเขาไปตราบจนกว่าจะสิ้นแรง
ด้วยใจรักและมุ่งมั่นในการงานที่ตัวเองรักทำให้เขาได้รับโอกาสและรางวัลต่างๆ ด้านการถ่ายภาพในมุมมองที่โดดเด่นมาโดยตลอด หนึ่งในนั้นเป็นการถ่ายภาพที่เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการแสดงฝีมือด้านการถ่ายภาพพร้อมช่างภาพชั้นแนวหน้าของโลกอีกหลายสิบคน ในโครงการ Thailand 9 days in the Kingdom
จรูญในวันนี้กับหน้าที่การงานคือ ช่างภาพอาวุโส เครือเนชั่น เล่าเรื่องราวที่ภูมิใจเมื่อต้นปีที่แล้วว่า “โครงการ Thailand 9 days in the Kingdom เป็นการรวมพลสุดยอดช่างภาพมือหนึ่งของโลกจำนวน 55 คนมารวมตัวกัน ลั่นชัตเตอร์บันทึกภาพทั่วเมืองไทยเพื่อถ่ายภาพเฉลิมพระเกียรติที่จัดทำขึ้นในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14-22 มกราคม 2550 จัดพิมพ์เป็นหนังสือ Thailand 9 days in the Kingdom จำนวน 304 หน้า เพื่อให้หนังสือเล่มนี้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อและสื่อข้อความไปยังผู้คนทั่วโลก เป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ช่างภาพที่มีเอกลักษณ์และเทคนิค ในการถ่ายภาพพิเศษทั้งมุมมองและการนำเสนอผ่านภาพถ่ายได้แสดงฝีมือไว้ในหนังสือเล่มนี้”
ช่างภาพ 55 คน 18 ชาติ เป็นช่างภาพชาวไทย 11 คน คือ สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มานิต ศรีวานิชภูมิ นัท สุมนเตมีย์ ไกรวิทย์ พันธุ์วุฒิ วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ณัฐ ประกอบสันติสุข ดาว วาสิกศิริ อนุชัย ศรีจรูญพู่ทอง ดวงดาว สุวรรณรังสี สุเทพ กฤษณาวาริน และ จรูญ ทองนวล
“เมื่อยี่สิบปีที่ผ่านมามีการนำเสนอ Thailand 7 days in the Kingdom ไปครั้งหนึ่ง ส่วนครั้งนี้ผมได้รับการติดต่อจากประธานสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์คือคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เขาต้องการหาช่างภาพให้หลากหลาย ช่วงนั้นเหตุการณ์ทางนี้ยังแรงอยู่หัวหน้าคือคุณทวีชัย เจาวัฒนา บรรณาธิการศูนย์ภาพเครือเนชั่น ก็เสนอชื่อผมไปว่าสามารถลงพื้นที่ถ่ายได้สะดวก เขานัดพูดคุยและเอาภาพตัวอย่างไปให้ดู เขาก็ตกลง
“ ผมถ่ายวิถีชีวิตของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอยากเสนอมุมมองอารมณ์ วิถีชีวิตของวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นที่น่าสนใจ เป็นเอกลักษณ์ในแง่มุมที่ไม่มีใครเคยเห็นและสัมผัสว่าไม่ได้มีแต่ความรุนแรงอย่างเดียว แต่มีเวลาถ่ายน้อยมาก มีช่างภาพต่างประเทศที่เขามีชื่อเสียงมาถ่ายกับผมด้วย ตอนถ่ายเครียดหลายเรื่องทั้งต้องติดต่อแหล่งที่จะไปถ่าย ไม่ใช่ว่าขับรถไปแล้วถ่ายได้เลย อย่างถ่ายภาพหมอตำแยทำคลอดนัดว่าจะเข้าไปถ่ายตอนคลอด พอจะเข้าไปเขาคลอดแล้วตอนกลางคืน ภาพนั้นที่ต.กาตอง อ.ยะหา จ.ยะลา ได้ไปเห็นและถ่ายตอนเขานอนอยู่ไฟ ตอนแรกผมส่งไป 250 รูป เขาคัดไป 50 รูปแล้วได้พิมพ์ประมาณ 11-12 รูป ผมภูมิใจว่าผมแค่ช่างภาพระดับภูธรแต่เขาเป็นช่างภาพระดับโลกกันทั้งนั้น”
จรูญถือได้ว่าเป็นช่างภาพมือทองกับรางวัลภาพถ่ายจากมุมมองที่ไม่มีใครเหมือนของเขา รางวัลที่เขาได้รับอาทิ ปี 2545 รางวัลชมเชยภาพข่าว ภาพการจับแกนนำม็อบท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย จ.สงขลาจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2546 รางวัลชนะเลิศ ภาพข่าวการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมยึดที่สวนปาล์ม จ.กระบี่จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2547 รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ภาพข่าวการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมยึดที่สวนปาล์ม จ.กระบี่จากสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน / ปี 2549 รางวัลชนะเลิศภาพข่าวยอดเยี่ยม ภาพข่าวตำรวจ ทหารเข้าควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัยก่อความไม่สงบ จ.ยะลา จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2550 รางวัลชมเชยอันดับ 2 ภาพข่าวนำเด็กทารกมาชุมนุมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ จ.ยะลาจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย / ปี 2550 รางวัลสื่อสร้างสรรค์สุขภาพจิต สาขาภาพข่าวหนังสือพิมพ์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขรวมทั้งนิทรรศการภาพถ่าย Life Like Light เป็นนิทรรศการของช่างภาพ 15 คน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ซึ่งเป็นการเปิดตัวมูลนิธิภาพถ่ายแห่งประเทศไทย
จรูญเริ่มต้นเดินทางสายอาชีพนี้มาตั้งแต่เรียนจบสาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒภาคใต้ (ม.ทักษิณ ในปัจจุบัน) ปลายปี 2532 เริ่มเป็นช่างภาพสายการเมืองที่ นสพ.มติชน จนถึงปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เขาได้มีส่วนร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ในฐานะการเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์อย่างเต็มตัว จนปี 2536 ไปเป็นช่างภาพ เครือเนชั่น ที่สามารถถ่ายภาพ เขียนข่าวในมุมมองที่ตนเองสนใจ เป็นแหล่งบ่มเพาะการเป็น “ช่างภาพมืออาชีพ” อย่างแท้จริง จากนั้นเขาเริ่มเดินทางบันทึกเหตุการณ์ข่าว สกู๊ป สารคดีทั่วเมืองไทยเป็นเวลาสิบกว่าปี จนถึงเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์ของเขาจึงเริ่มต้นขึ้นอีก
ตั้งแต่ต้นปี 2547 ถึงปัจจุบัน เขาได้ลงมาประจำการในพื้นที่เพื่อบันทึกภาพข่าว วิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ ด้วยเหตุผลที่ชอบการถ่ายภาพของเขาคือ “ภาพข่าวมันจบในตัว ไม่ต้องอธิบายมาก เราต้องหาคอนเซ็ปต์ของงานว่าต้องการนำเสนอในรูปแบบไหน เป็นการเอาข่าวมาเป็นความคิดรอบยอดในภาพภาพเดียว เป็นการทำข่าวด้วยภาพ ซึ่งต่างจากการถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์”
เมื่อก้าวออกจากมหาวิทยาลัยแล้วมาทำงานหนังสือพิมพ์ ต้องเริ่มต้นใหม่หมด ซึ่งที่เรียนมาส่วนใหญ่จะเป็นการทำข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่า ในตอนนั้นยังไม่มีกล้องดิจิตัล การใช้กล้องฟิล์มทำให้กว่าที่จะกดชัตเตอร์ในแต่ละรูปต้องมีการวางแผน เหมือนพูดเล่าเรื่องความหลัง แต่สมัยนี้นักศึกษาด้านนี้ไม่รู้เรื่องการอัดภาพในห้องแล็บแล้ว เขาข้ามขั้นตอนไปเยอะ พอเป็นกล้องดิจิตัลเป็นการก้าวกระโดดไปเป็นว่าใครๆ ก็ถ่ายภาพได้กดชัตเตอร์ก็ติด แต่ถ่ายได้กับถ่ายเป็นไม่เหมือนกัน”
ประสบการณ์ในการถ่ายภาพในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อชีวิตเช่นในทุกวันนี้ เขาบอกว่า สมาธิและมุมมองเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดปลอดภัย และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่เป็นอยู่
“การถ่ายภาพข่าวมีตัวแปรเยอะ การเดินทางต้องมีการวางแผน ต้องประเมินหลายด้าน ไม่ใช่พอเกิดเหตุแล้ววิ่งเข้าไปหาข่าว ก็จะเป็นเหมือนอย่างที่โดนกันมา ต้องเซฟตัวเองด้วย เมื่อทราบเหตุต้องประเมินว่าน่าจะมีความรุนแรงขนาดไหน จะไปยังไง เส้นทางไหน มีกำลังจนท.เข้าไปในพื้นที่หรือยัง สำคัญคือต้องมีสมาธิที่จะเข้าไปบันทึกภาพ
เมื่อเห็นศพหรือซากรถเกลื่อนถนนจะเข้าไปจ้องแต่จะถ่ายเอามันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องถามตัวเองว่าถ่ายมุมนี้มากี่ครั้ง ผมเลิกถ่ายมุมที่ต้องเห็นปืนหรือสภาพอุจาดตาหรือศพนอนมีทหารถือปืนจังก้าไปนานเป็นปี เป็นมุมที่น่าเบื่อ คนดูก็เบื่อแต่นักข่าวในพื้นที่เขายังถ่ายเป็นสูตรตายตัวว่าเมื่อส่งภาพเช่นนั้นไปต้นสังกัดต้องเอาลงแน่ก่อนหน้านี้ ต้องหามุมใหม่มาเล่น เอาตัวเราตัดสิน อย่าไปบิดเบือนความจริงของเหตุการณ์ ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งใดๆ เพื่อจะถ่ายภาพ ต้องเคารพหน้าที่ของตัวเองและผู้อื่นซึ่งมุมกล้องเป็นเรื่องที่ช่วยได้ เมื่อเข้าไปแล้วต้องตัดสินใจเร็ว อย่าอยู่นาน หาคำตอบให้เร็วที่สุด”
ก่อนหน้านี้การถ่ายภาพไม่มีปัญหาเช่นทุกวันนี้ที่ต้องตามให้ทันยุทธวิธีของฝ่ายที่สร้างเหตุการณ์ “เมื่อก่อนข่าวไม่มีตัวแปรมากเหมือนปัจจุบันที่มีตะปูเรือใบ ระเบิดลูกสอง ซุ่มยิงหรืออีกหลายเรื่องที่เขามีการพัฒนา เราต้องตามให้ทันยุทธวิธี อาจมีคนโดนก่อนเป็นบทเรียน ผมแค่โดนระเบิดพอหูอื้อมาบ้าง ส่วนทางการมีการพัฒนาอย่างเดียวคือการส่งกำลังลงมาเพิ่ม”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขามองว่าทางรัฐไม่ควรปฏิเสธหรือปกปิดความจริง ต้องหาแนวทางที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับทางรัฐในทุกด้านอย่างเร็วที่สุด
“ผมกลัวอย่างเดียวว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไปนานๆ แล้วชาวบ้านมองเป็นเรื่องธรรมดาที่มีทุกวัน เมื่อก่อนมีคนตายคนเดียวเป็นเรื่องใหญ่โต แต่เดี๋ยวนี้ถูกฆ่าตายหลายศพเป็นข่าวแค่ 2 วันก็เงียบแล้ว กลายเป็นเรื่องชินชาไปสำหรับคนในพื้นที่ สื่อเองก็ลดความสำคัญและลดพื้นที่ในการเสนอข่าวทั้งที่ความสูญเสียไม่ได้ลดลงเลย คนตายคนเดียวแต่ครอบครัวญาติพี่น้องเขาต้องสูญเสียไปเท่าไร ผลกระทบมันส่งไปหมดเท่ากับมีคนตายสิบคน
ทางการจะคอยให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่แล้วจึงจะมีมาตรการป้องกันหรือ ถึงไม่มีเหตุการณ์แต่มาตรการหรือการเยียวยาก็ต้องมีและทำความเข้าใจกับประชาชน ทางการบอกว่าเหตุลดลงทุกวันแล้วชาวบ้านคิดอย่างไร หันมาให้ความร่วมมือมากกว่าปีก่อนนี้แค่ไหน ผมว่ายังหนักกว่าเดิม เขาปฏิเสธความจริง อ้างแค่ตัวเลขหรือความถี่น้อยลง ความสูญเสียลดลงแต่สภาพจิตใจของประชาชนเขาไม่เคยประเมินได้ ในความรู้สึกส่วนลึกความหวาดระแวงที่มีต่อกันยังไม่จางลง ยากที่จะปรับเข้าหากันได้ หากต่างฝ่ายต่างไม่สามารถสื่อ “ความเข้าใจถึงกันและกันได้”
กองกำลังที่ส่งเข้ามาเพิ่มหรือสับเปลี่ยนกันทำให้บางครั้งเกิดปัญหาในการทำงานที่ไม่ต่อเนื่องกันของแต่ละหน่วยงานหรือบุคลากร จรูญมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่เป็นแค่การแก้ปัญหารายวันของทางรัฐบาล
“ผมมองว่าที่เหตุลดลงเพราะมีกองกำลังทหารลงมาเยอะแค่นั้นเอง และมีคนถูกจับไปเยอะเป็นการแก้ปัญหารายวัน ลองคิดดูว่ามีกำลังทหารลงมาในพื้นที่นี้เท่าไร ขนาดบ้านผมอยู่ที่ อ.เทพา จ.สงขลา ไม่เคยมีทหารมาตั้งด่านแต่วันนี้มี ในสายตาผม อย่างถนนสาย 410 สายยะลา-ปัตตานี มีด่านตรวจเป็นสิบด่านแต่เหตุร้ายยังไม่ลด นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งสำคัญกว่าคือมีการรุกเข้าไปหรือยัง รุกเข้าไปในใจผู้คนในพื้นที่ได้หรือยัง”
เขาในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งซึ่งเข้าใจและคลุกวงในอยู่กับพื้นที่ มองเห็นความเป็นไปของการนำเสนอข่าวสารของเพื่อนพ้องสื่อมวลชนด้วยกัน เขามีความคิดเห็นในเรื่องการนำเสนอข่าวสารของพื้นที่แห่งนี้ว่า
“สื่อควรนำเสนอเรื่องราวมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่แค่คนตายแล้วจบไป เมื่อพื้นที่ในสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลง ต่อไปข่าวของพื้นที่นี้ก็จะกลายเป็นข่าวซุก ข่าวย่อยอยู่หน้าใน กลัวว่าสื่อส่วนกลางจะมองพื้นที่นี้เป็นเรื่องปกติ และผมไม่อยากให้องค์กรเอกชนเข้ามาชี้นำมาก หรือนักข่าวอยู่ในคราบของเอ็นจีโอ เอ็นจีโออยู่ในคราบนักข่าว เพราะเนื้อหาการนำเสนอจะเอียงและสร้างความสับสนให้สังคม”
เขามองว่าในขณะที่หน่วยงานรัฐระดมทั้งกำลัง เงิน บุคลากรลงมา หรือทางศอ.บต.ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ในพื้นที่ใช้งบประมาณไปมากมายแต่ทั้งหมดยังไม่ได้เข้าถึงปรัชญาของในหลวงทั้งสามข้อ
“สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาคือการศึกษา การศึกษาเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องกล้าลงไปเล่นตั้งแต่ระดับตาดีกา อนุบาล ตั้งแต่เริ่มเรียนอัลกุรอาน ทำไมรัฐไม่เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้ กว่าจะหมดไปสักช่วงอายุคนเป็นเวลานาน ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เด็กเกิดมาพ่อแม่พูดเข้าหูทุกวันเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถเข้าถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่ทำอยู่เป็นการพัฒนาแบบสะเปะสะปะ”
“ตอนนี้ผมยังชอบและมีแรงที่จะทำ แต่บางครั้งก็ล้า ผมถ่ายไว้หลายหมื่นภาพ ปีหน้ามีโครงการจะรวมเล่มภาพที่ถ่ายมาหลายปี ยังอยากเป็นสื่อกลางสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นภาพข่าวอย่างไม่ย่อท้อ” เป็นสิ่งที่จรูญบอกทิ้งท้ายในอาชีพที่เขารัก
สื่อมวลชนเป็นวิถีชีวิตที่หากใครเข้ามาสัมผัสด้วยใจและความมุ่งมั่น รับประกันได้ว่าจะหลงรักและถอนตัวไม่ขึ้น แม้จะมิใช่หนทางทำมาหากินที่รุ่มรวย หากในมโนสำนึกของผู้คนในวิชาชีพนี้ยังต้องมีคุณธรรมและคุณสมบัติอื่นอีกมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ต้องเพิ่มคำว่า “สติและไม่ประมาท” ไว้ประจำใจ
เลขา เกลี้ยงเกลา
สุเมธ ปานเพชร
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราฯ

การเมืองกับกีฬา
กำลังนึกดีใจอยู่เชียวขณะนั่งดูฟุตบอลรายการหนึ่ง ว่านี่คงเป็นหนึ่งในเรื่องราวน้อยนิดที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของการ “กระชับมิตร” ด้วยกีฬาล้วนๆ
กำลังอมยิ้มฝันหวานตกอยู่ในห้วงความรู้สึกอันสบายใจ ก็ปรากฏว่าจู่ๆ ก็เกิดการ “วอล์กเอาต์” ผู้เล่นฝ่ายหนึ่งเดินออกจากสนามไปหน้าตาเฉยเสียอย่างนั้น
ขนาดคนดูที่ไม่ได้เชียร์ฝั่งไหนเป็นพิเศษ ก็ยังอึ้งและเสียความรู้สึกขนาดนั้น แล้วคนที่ดูอยู่ในสนาม เดินลงสนาม เล่นอยู่ในสนาม (อย่างกำลังสนุกสนาน) จะเสียความรู้สึกมากแค่ไหน
ที่สำคัญ สุดท้ายนี่ก็กลายเป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่า กีฬากับการเมือง ไม่ใช่คนละเรื่องเดียวกัน
เร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีการตั้งประเด็นถกเถียงกรณีการประท้วงคบเพลิงโอลิมปิก ตลอดจนการบอยคอตจากคนสำคัญที่ปฏิเสธไม่ไปร่วมงานพิธีเปิด หรือร่วมในกระบวนการตามที่ทางการจีนเชิญไป ด้วยเหตุผลทางการเมืองล้วนๆ นั่นคือ เรื่องราวข้อพิพาทระหว่างจีนกับทิเบต ที่มองว่าจีนละเมิดสิทธิมนุษยชนทิเบตอย่างร้ายแรง
บางคนมองว่าต้องแยกกันระหว่างการแข่งขันกีฬากับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสองคู่กรณีดังกล่าว แต่อีกจำนวนไม่น้อยเลยที่มีความเห็นว่าทุกเรื่องราวมีมิติสัมพันธ์กัน และควรใช้โอกาสนี้ส่งสัญญาณไปถึงจีน
ถ้าพฤติกรรมด้านหนึ่งยังไม่เป็นที่ยอมรับได้ จะให้ไปร่วมสังฆกรรมในอีกพฤติกรรมหนึ่ง ก็เต็มกลืน...ว่างั้นเถอะ
กลับมาที่สนามบอลเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศโลกที่สาม กับการแข่งขันแมตช์เล็กๆ ที่คงไม่เป็นข่าวใหญ่โตจนสามารถสร้างโอกาสทางการเมืองใดๆ ได้อย่างโอลิมปิก...แต่ในที่สุดก็ยังถูกใช้เป็นพื้นที่ในการประกาศจุดยืนหรือความคิดเห็นทางการเมือง (หรือความรู้สึกส่วนตัว) อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง และ (เกือบจะ) เผ็ดร้อน ชนิดที่หลายคนหน้าจอทีวียังมึนงง ว่าเอากันจริงหรือนี่ กีฬากระชับมิตรเชื่อมสัมพันธ์ที่เป็นโอกาสให้ปล่อยวางเรื่องราวขัดแย้งทุกอย่างลงก่อนชั่วคราว มันไม่มีอยู่จริง ไม่มีทางเป็นไปได้จริงหรอกหรือนี่...
เช่นนี้แล้ว ยังจะมีเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดอีกเล่า ที่จะเหลือให้คนที่ต้องต่อสู้กันในหน้าที่การงาน พักรบมาจับมือกันได้ หรือว่าไม่มีอีกแล้ว
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ ในโลกที่ทุกวันนี้มิติทางสังคมต่างๆ เกี่ยวพันอีนุงตุงนังกันไปหมด แม้แต่กีฬาที่เคย (มีคนพยายาม) แยกขาดจากการเมืองก็อาจไม่มีข้อยกเว้น
แล้วต่อไป สนามกีฬาก็อาจกลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการปะทะ เพียงแต่มีกฎใบเหลือง-ใบแดงแตกต่างจากสนามการเมืองอยู่บ้างก็เท่านั้นเอง

ใครกันแน่...ทำบ้านเมืองแตกแยก?
พร ภัทร (แทน)
ต่อสถานการณ์การเมืองที่หลายต่อหลายคนกำลังจ้องเขม็ง พร้อมวิตกว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เสียงเดิมๆ เหตุผลเดิมๆ ก็เริ่มคุขึ้นมาอีก
เพราะพลันที่กลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมอำมาตยาธิปไตยพ่ายแพ้ต่อเสียงของประชาชน...!!!
ยุทธศาสตร์ “ตีหัว เอาตัวรอด” ก็ถูกงัดขึ้นมาใช้อีก และหนึ่งในนั้นก็คือ การโยนบ่อเกิดแห่งความวุ่นวายของบ้านเมืองทั้งหมดทั้งปวงให้กับคนคนเดียว และก็เป็นผู้ที่ถูกกระทำมากที่สุด
ที่ต้องนำมาพูดเป็นละครชีวิตอีกเรื่อง ก็เพราะว่า ไม่เพียงแต่ยุทธศาสตร์โยนกองความผิดให้กับคนคนเดียว จะถูกตั้งเป็นธงขึ้นมาจากกลุ่มหัวหอกพันมารแล้ว
เล่ห์กลบิดเบือนความจริง บิดเบือนความผิดของตัวเองเช่นนี้ กำลังถูกกกระจายออกไปอย่างน่าทุเรศ สอดรับกับสังคมไทยที่ยังไม่ค่อยยืนอยู่บนหลักการให้มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน
โดยเฉพาะเมื่อคอลัมนิสต์จากสื่อย่านบางนา เริ่มเขี่ยประเด็น บรรจงร่ายมนต์ ลากเรื่องยาวโยงใยให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นในขณะนี้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ด้วยฝ่าย “นักเลงโต” ที่เคยเป็นผู้กระทำ ถึงครานี้ก็ตกอยู่ในอาการหวาดผวากลัวถูกล้างแค้น...!!!
ขณะที่ฝ่าย “สุภาพชนคนไทย” ที่เป็นผู้ถูกกระทำย่ำยี หลัง 19 กันยายน 2549 ถึงคราที่ลุกขึ้นได้ ก็ตั้งแนวรับพร้อมรุก ด้วยบทเรียนที่ล้ำค่า ที่ไม่อาจไว้ใจได้ต่อเล่ห์เหลี่ยม โกหก ตอแหล ของนักเลงโต
อาการทั้งหมดจึงมายืนจังงัง คุมเชิง ให้เกิดบรรยากาศหวาดหวั่นกันไปทั่ว...!!!
แล้วก็เขียนสรุปปิดท้ายด้วยการโยนกอง ให้ความผิด ความคุกรุ่นของสถานการณ์ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทั้งหมด คือคนคนเดียวที่ก่อชนวนขึ้น
ก่อนหน้านี้ก็โยนบาปว่าคดโกง โยนบาปว่าใช้อำนาจแทรกแซง โยนบาปว่ากำลังทำลายสถาบัน โยนบาปว่าขายชาติ โยนบาปว่าเป็นคนที่ทำให้เกิดความแตกแยก โยนบาปว่าไม่มีคุณธรรม และโยนบาปไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่าเปิดช่อง
เข้าแผนปล่อยไปไม่ได้ บ้านเมืองจะเสียหาย จำเป็นต้องลุแก่อำนาจ ยึดการปกครองประเทศด้วยกำลังอาวุธ อ้างยังกับคนไทยโง่ไปทั้งประเทศ...
แต่วันนี้ เมื่อความจริงปรากฏ เมื่อไม่สามารถทำลายอำนาจของประชาชนได้ เมื่อคราที่ตัวเองต้องพบกับทางตัน หาบันไดไม่เจอ จนหวาดผวา...
ก็ใช้ลูกไม้เก่า ปัดสวะความผิดขั้นมหันต์ให้พ้นตัว โยนบาปใหม่ โยนมันทั้งดุ้น โยนมันทั้งยวง ว่าคนคนเดียวนี่แหละที่ทำให้คนไทยแตกแยก
ก็อยากจะบอกเหมือนอย่างที่เคยบอกทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน มาจนถึงขณะนี้ว่า
เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...คนคนเดียวที่กล่าวหาว่าเขาโกงกิน ถ้ามันมากมายอย่างที่โหมกระพือป้ายสีกันจริงๆ แล้ว
ทำไมประเทศชาติมันโตขึ้น เจริญขึ้น มีเงินมากขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้น คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับประโยชน์มากขึ้น
เคยตอบตัวเองหรือไม่ว่า...ที่กล่าวหาว่าแทรกแซงองค์กรอิสระ แต่พอกลุ่มพวกพ้องตัวเองยึดอำนาจได้ ยิ่งทำหนักแบบหน้าด้านๆ “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” แต่งตั้งพวกตัวเองเข้าไปทั้งดุ้น โดยไม่แยแสเลยว่า
เคยถ่มน้ำลายอะไรไว้ แล้วต้องกลับมากลืนกินเสียเอง หรือแม้แต่โยกย้ายข้าราชการอย่างไม่ยุติธรรมเป็นว่าเล่น ก็หานำมาพูดไม่ เพียงกล่าวอ้างว่าเป็นกลุ่มอำนาจเก่าเท่านั้น
เคยตอบหรือไม่ว่า...ที่ศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จำคุกในคดีหมิ่นประมาท พร้อมให้เหตุผลแห่งการตัดสินว่า ทั้งหมดที่กระทำเป็นการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมากล่าวอ้าง
ขณะที่อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องต่อข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หมิ่นสถาบัน ไม่มีมูลแต่อย่างใด
หรือแม้กระทั่งเคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...การโยนความผิดให้รัฐธรรมนูญ 2540 เปิดช่อง เป็นเพียงแค่วาทกรรมลวงโลกเท่านั้น
เพราะแท้จริงแล้ว รัฐธรรมนูญ 2540 คือรัฐธรรมนูญของประชาชน ที่ให้อำนาจแก่ประชาชน มิใช่ให้อำนาจแก่ขุนศึกศักดินา
และท้ายสุด เคยถามตัวเองหรือไม่ว่า...ทำไมคนทั่วบ้านทั่วเมืองจึงยังคงมีปฏิกิริยาต่อกลุ่มอำนาจเผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชนไปอย่างไม่ลดถอย และจะยิ่งหนักขึ้นด้วย
ซึ่งหากตอบไม่ได้ หรือน้ำท่วมปาก ก็จะบอกให้ว่า...เพราะเขาชิงชัง เขารังเกียจต่อกลุ่มบุคคลที่ชอบหรือสนับสนุนให้มีการใช้กำลังทางทหารเข้าล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อย่างน่าขยะแขยง
กฎหมายมีกลับไม่ใช้วิถีทางแห่งกฎหมาย กติกามีกลับไม่ดำเนินการให้ถูกกติกาบ้านเมือง เพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงความถูกต้อง
การยึดอำนาจแล้วฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ของประชาชนทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ของอำมาตยาธิปไตยเข้าครอบสังคมไทย ด้วยคนเพียงไม่กี่คนที่ลุแก่อำนาจ ที่ถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่สำนึก ที่จะหาวิถีทางลบล้างความผิด ชดเชยความผิดที่ได้กระทำไว้อย่างแสนสาหัสกับคนไทยกว่า 60 ล้านคน
แต่ยังดันทะลึ่ง ดันทุรัง เอาชนะเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ยอมสำนึกในความผิดที่ตัวเองมีอยู่ ยังหน้าด้านที่จะโยนกองความผิดไปให้คนอื่นอีก สถานการณ์ทั้งหมดมันจึงต้องอุบัติขึ้น
อุบัติภายใต้ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกโยนกอง “ไม่เกี่ยว” แต่เป็นธงของคนในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหน้าที่ต้อง “กำจัดเชื้อร้ายแห่งระบอบอำมาตยาธิปไตยให้สิ้นซาก”
ความผิดมันมากมายอย่างมหันต์ เกินกว่าที่จะบิดเบือนสังคมได้ หรือที่คนไทยเขาบอกกันว่า “ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด”...มันเป็นละครชีวิตน้ำเน่าแบบเก่าๆ ที่หาความเจริญไม่ได้จริงๆ

ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครเฮงซวย?
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ ทีดีอาร์ไอ ที่มีชื่อย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า The Thailand Development Research Institute เสวนาเรื่อง "ข้าวแพง วิกฤติหรือโอกาสชาวนาไทย" ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) โดยมี นายอัมมาร สยามวาลา เป็นผู้ออกมากล่าวโจมตีรัฐบาล ระบุว่า “นโยบายเฮงซวย”
“ข้าวธงฟ้าของรัฐบาลทำให้เกิดความปั่นป่วน เพราะทำให้ข้าวในท้องตลาดมี 2 ราคาที่แตกต่างกันมาก ทำให้คนแย่งกันซื้อ ต้องขอยืมคำของนายกรัฐมนตรีมาใช้ว่าเป็น ‘นโยบายเฮงซวย’ และจนถึงขณะนี้ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลต้องการให้ราคาข้าวถูกหรือแพงกันแน่ เพราะแก้ปัญหาแบบฝันกลางวัน สิ่งที่ดีที่สุดคือ การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากจะขึ้นก็ไม่ควรเกินร้อยละ 50 และควรจำกัดทั้งปริมาณและผู้ซื้อ”
หลายคนอาจจะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องราคาข้าวของประเทศไทย ที่มีการขยับตัวสูงขึ้น อันเนื่องจากผลกระทบจากตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด หลายคนรู้ว่าราคาข้าวผันผวนนั้น เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านของเราพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จึงมีการเก็งกำไรระยะสั้นเกิดขึ้น
แต่ มีการนำเรื่องราคาข้าวมาเป็นประเด็นที่จะชักจูงให้คนรากหญ้าเข้าใจว่า “รัฐบาลไร้ฝีมือ” ในการบริหารจัดการราคาสินค้าภาคการเกษตร
ก่อนหน้านี้ นักวิชาการมักจะออกมาตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลชุดต่างๆ ตลอดเวลา พาให้คนนึกฝันไปว่า คนกลุ่มนี้นี่แหละเก่งกาจสามารถ แต่ถ้าติดตามการทำงานแล้ว น่าจะมีการตั้งคำถามตัวโตๆ กับนักวิชาการของทีดีอาร์ไอ ว่า ได้ดำเนินการเรื่องอะไรให้กับประเทศไทยเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
ถามจริงๆ ว่า ทีดีอาร์ไออับอายไหม ให้คนของตัวเองมานั่งเป็น ขุนพลเศรษฐกิจ ใน รัฐบาลเผด็จการทหาร ที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนทั้งประเทศ มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการบริหารชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบใดๆ โดยเฉพาะใน ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่เกือบปี
ถ้าจะจำกันได้ คนคนนั้นคือ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีตประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ นี้แหละ มีใครเห็นฝีไม้ลายมือ มีใครเห็นผลงานอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้ชัดเจนบ้าง
ไม่ต้องนับรวมไปถึง ชาวโลก ที่เขาถามไถ่ว่า ได้แสดงฝีไม้ลายมือในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง อย่างไร แค่ไหน
หาก ทีดีอาร์ไอ มี “ขุนพลเศรษฐกิจ” ที่ไม่ใช่ นักพูด แต่เป็น นักปฏิบัติ ประเทศไทยของเราคงไม่ ป่นปี้ ไปในช่วงเวลา 1 ปีเศษๆ ที่ผ่านมา
หลายคนบอกว่า หากเราอยู่กับที่ เท่ากับว่าเราถอยหลัง
ถามว่า 1 ปีเศษๆ ที่นักวิชาการของ ทีดีอาร์ไอ เข้ามานั่ง ปฏิบัติงาน อยู่นั้น ได้ ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ มากน้อยเพียงใด
คนจนร่ำรวยขึ้นไหม เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปากบ้างไหม ในยุคที่พรรคพวกเครือข่ายของนักวิชาการ เหล่านี้ ได้ไปมีอำนาจ หรือว่าจะเป็นเฉพาะพวก ธุรกิจรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ ที่พบว่านักธุรกิจเหล่านั้นไปซบแนบแอบอิงกับ อำมาตยาธิปไตย และ โจรปล้นประชาธิปไตย
การพูดวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอคนอื่น มันง่ายกว่าการปฏิบัติ ใช่ไหม? การได้โอกาสทำงานแล้วไม่เห็นผลงาน จะเข้าข่ายว่า เก่งแต่ปาก ได้หรือไม่? ที่ผ่านมาประชาชนตัดสินไปแล้วใช่ไหมว่า ทีดีอาร์ไอ หรือ ใครกันแน่ ที่...เฮงซวย

ปชป. อย่าทำผิดซ้ำสอง
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้มองว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นศัตรู
ก็ต้องถือว่า “คำเตือนสติ” ของ จตุพร ที่ส่งถึงพรรคโดยตรงนั้น เต็มไปด้วยเหตุผลน่าฟังอย่างยิ่ง!
สมควรอย่างยิ่งให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ต้องเก็บกลับไปทบทวนความคิด
จตุพร เตือนให้พรรคประชาธิปัตย์ได้หวนคิดถึงความผิดแต่ครั้งอดีต ที่เคยจ้างคนไปตะโกนในโรงหนัง ใส่ร้าย ปรีดี พนมยงค์ ด้วยข้อหาร้ายแรงที่สุดเท่าที่พลเมืองไทยคนหนึ่งจะได้รับ
นั่นคือ กล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับ “คดีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8”
จนในที่สุด ปรีดี ต้องหนีออกนอกประเทศ ไปตายที่ฝรั่งเศส ได้กลับคืนสู่มาตุภูมิก็แต่เพียงเถ้ากระดูก
แม้ต่อมา เรื่องราวได้รับการชำระว่าแท้จริงเป็น “ผู้บริสุทธิ์” องค์การยูเนสโกยังถึงกับต้องขึ้นชื่อให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก...
แต่ก็อย่างที่ จตุพร ว่าไว้นั่นแหละ เมื่อชีวิตดับสิ้นไปแล้ว ยังจะมีประโยชน์อะไร
นายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ประศาสน์การ และไม่ได้เป็นแต่เพียงผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ซึ่งจะหมดวาระการทำงานไปตามยุคสมัย
หากแต่ ปรีดี เป็นถึงหนึ่งในผู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีส่วนอย่างสำคัญให้ประเทศไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม
เพียงคุณงามความดีสองประการหลัง ก็เผื่อแผ่เจือจานมาถึงคนรุ่นหลังได้อย่างไม่จบไม่สิ้นแล้ว
การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต จึงยิ่งกว่าคำว่า “เลวร้าย” จนแม้กระทั่ง “ความจริง”ปรากฏ จะเกิดความรู้สึกสำนึกผิดประการใดเป็นเรื่องภายในไม่มีใครรู้
จะเคยมีใครเดินไปกราบขมาขอโทษคนในตระกูล “พนมยงค์” หรือเปล่า ก็ไม่มีใครอยากติดใจเอาความ
เพราะอยากให้จบสิ้นกันที กับการเมืองแบบใส่ร้ายป้ายสี เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ดึงสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง
หากแต่วันนี้ กลับมีพฤติการณ์บางประการ ที่ส่งกลิ่น
ตั้งแต่การออกมาตีโพยตีพายเรื่อง “ใบปลิวจาบจ้วงป๋า” ปลุกปั้นเรื่องราวให้ดูน่ากลัวว่าทำกันเป็นขบวนการ ทำกันอย่างใหญ่โต ทำโดยมีวาระมุ่งหมายให้กระทบกระเทือนถึงใครหรืออะไรที่ป๋าใกล้ชิดอยู่
เท่านั้นยังไม่พอ “ดาวยั่ว” ประจำพรรคยังออกมาหนุนส่ง โยงใยเครือข่ายว่าได้ชื่อคนทำใบปลิวมาแล้ว และยังมีสายสัมพันธ์กับอดีตคนไทยรักไทยอีกต่างหาก
“ตัวจริงเสียงจริง” เขาออกมาแถลงข่าวเองด้วยความกล้าหาญ ยอมรับในส่วนที่ ใช่ และปฏิเสธหนักแน่นในส่วนที่คนในพรรคนี้ใส่ร้าย
จนสุดท้ายก็ต้องหน้าหงายกลับไปกันทั้งพรรค แล้วก็อีกนั่นแหละ แต่ยังไม่พอ
ได้ทีส่งตามมาอีกดอก โดยพุ่งแรงแทงตรงไปที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก จักรภพ เพ็ญแข หลังจากปล่อยให้แนวร่วมรัฐประหารขาเก่าเจ้าเดิมอย่างพันธมิตรฯ ออกมาตีไข่ใส่สีอย่างเมามัน อุ่นเครื่องกระแสสังคมให้ร้อนรุ่มขึ้นมาก่อน...
แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้คนเขาสงสัยได้อย่างไรว่า มีการร่วมไม้ร่วมมือ จัดตั้งกันเป็นขบวนการเพื่อล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยโดยดึงเบื้องบนมาเป็นเครื่องมือ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนรุ่นใหม่และมีความรู้สูง ถึงกับได้เป็น หัวหน้าพรรค ตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่น่าจะติดบ่วง “การเมืองน้ำเน่า” การต่อสู้แบบขี้ขลาดแบบนี้ไปกับเขาด้วย
และยิ่งน่าจะรู้ดีว่า คนไทยทุกคน ในประเทศนี้ ไม่มี ใคร สามารถไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ได้
เช่นเดียวกับที่ไม่มี ใคร สามารถคิดล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้เช่นกัน
สองสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่คนผู้เกิดใต้ร่มธงไทยทุกคนสำนึกอยู่ในทุกลมหายใจเข้าออก แม้ไม่ต้องให้บอกว่าในรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ก็ตาม
เช่นนี้แล้ว การกล่าวหาใครด้วยข้อหาที่ว่า “ไม่จงรักภักดี” ต่อสถาบัน เป็นอันตรายต่อชาติ จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดใคร่ครวญให้จงหนัก ไม่ใช่แค่เรื่องลักเล็กขโมยน้อยที่จะมากล่าวหากันได้พล่อยๆ
หรือถ้า “สติ” ดีกว่านี้อีกสักหน่อย ก็ยิ่งควรรู้ว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งจะนำมาพูด
เพราะยิ่งพูด คนไทยทั่วประเทศ ยิ่งสะเทือนใจ
ยิ่งหยิบใช้ ก็ยิ่งระคายเคือง “เบื้องพระยุคลบาท”
เหตุการณ์ที่เคยอ้าง “สถาบัน” มาทำร้าย ปรีดี ยังเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล เป็นความเสื่อมเสียที่ยังติดตัวพรรคประชาธิปัตย์อยู่จนทุกวันนี้
แล้ววันนี้ ยังจะคิดกลับไปซ้ำรอย “ประวัติศาสตร์อัปยศ” ของตัวเองอยู่อีกหรือ
ถาม จักรภพ เพ็ญแข ถาม สมัคร สุนทรเวช เขาย่อมไม่สะเทือนไหว เพราะ “ทองแท้” ย่อมไม่กลัว “ไฟ” คำใส่ร้ายไม่มีค่าเท่า “ความจริง”
แต่คนที่จะเสียหายหนักและต้องรับผิดกับเรื่องนี้ไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นแต่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
อย่างที่บอก ถ้าไม่เห็นว่าคำเตือนของ จตุพร เป็นศัตรู ก็ควรนำกลับไปคิดดูอย่างยิ่ง
ทำผิดพลาดจนกลายเป็นตราบาปมาแล้วครั้งหนึ่ง...ยังไม่พอ
“ฤๅจะมีอันใดซ้ำรอย”
แค่ครั้งเดียวก็น่าจะเกินพอ

คตส.กล่าวหารองอสส. ทำตัวเป็นเนติบริกร
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าววันนี้ (16 พ.ค.) กรณีนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ระบุว่า คตส.ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่า ที่มาของ คตส.ถูกต้องหรือไม่ ว่า เป็นความเห็นของคนบางคน ต้องดูว่า บุคคลที่ออกมาให้ความเห็นมีหน้าที่ให้ความเห็นได้หรือไม่ พบว่านายวัยวุฒิ ไม่มีหน้าที่ที่จะให้ความเห็น จึงต้องไปถามว่า มีเหตุผลอะไรจึงออกมาพูด อาจมองได้ว่า พูดเพื่อเป็นเนติบริกร หรือต้องการให้สังคมได้เข้าใจอย่างถูกต้อง
"ต้องดูเบื้องหลังของคนพูดว่า มีหน้าที่หรือไม่ ถ้าไม่มี ต้องดูว่าเป็นเนติบริกรของใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ พูดด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ เพราะขณะนี้ความเห็นที่ออกมาเป็นลักษณะเนติบริกรจำนวนมาก แต่จะเป็นบริกรรับใช้หรือไม่ ไม่อาจให้ความเห็นได้” นายอุดม กล่าวและว่า แม้จะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความที่มาของ คตส. ก็ไม่มีปัญหา อะไร เพราะ คตส.สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เนื่องจากเป็นแค่การยื่นให้ตีความว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้าจะให้ คตส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ต้องถามว่า หากมีคนหนึ่งที่เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีถูกกล่าวหาอย่างนี้ ต้องติดคุกหรือไม่ หรือต้องรอให้ศาลตัดสินก่อน
เมื่อถามว่า นายวัยวุฒิ ระบุ คตส.แยกฟ้องนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ในคดีการทุจริตการจัดซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 ไม่ได้ เพราะพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาเป็นช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด นายอุดม กล่าวว่า เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ระบุว่า หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุดต้องแยกฟ้อง เป็นการดูช่วงที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน

ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อสื่อต่างชาติจงใจเสนอข่าว สมัคร ไปพม่าให้เข้าใจผิด

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย เห็นว่า สื่อต่างชาติเข้าใจเรื่องที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปพม่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม เพื่อเจรจาให้พม่าเปิดรับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ กรณีถูกพายุไซโคลนนาร์กีสถล่ม แต่อาจจะจงใจเขียนข่าวให้เข้าใจผิดพลาด เพราะต้องการจะเข้าไปในพม่า จึงเขียนกระทบไทยว่าเป็นการรับรองการแก้ไขปัญหาของพม่า
“ผมมั่นใจว่า นายสมัคร ไม่พลาดเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ถือว่าไทยตกเป็นเหยื่อ เพราะหากมองในแง่ของการผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ และที่ผ่านมา ไทยไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายพม่า มีแต่เจตนาที่ดี และเชื่อว่าไทยจะได้รับเครดิตดีขึ้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดูแลเรื่องโรคระบาดตามแนวชายแดนไทย-พม่า หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจะดูแลเรื่องโรคระบาด กระทรวงมหาดไทยจะดูแลในเรื่องความปลอดภัย การอพยพเข้ามาในประเทศไทย และเรื่องสิทธิมนุษยชน ต้องจัดหาสถานที่ให้ความสะดวกสบายในระดับหนึ่งแก่ผู้อพยพ เราต้องดูแลอย่างระมัดระวัง เพราะองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกจับตาประเทศไทยอยู่ อย่างไรก็ตาม ทราบว่ามีผู้อพยพเข้ามาไม่มากนัก ยังไม่มีปัญหารุนแรงอะไร.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 15:49:54

ชัย ย้ำการแก้ไข รธน.ต้องยึดระเบียบ กฎหมาย
รัฐสภา 16 พ.ค. - ประธานสภาฯ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำรัฐสภา เผยพร้อมทำงานด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง ยืนยันหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าแนวทางใด จะต้องศึกษา ฟังเหตุผล และยึดระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด
เมื่อเวลา 11.00 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ จากนั้นได้สักการะศาลพระสยามเทวาธิราช และพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง ภายในรัฐสภา และได้กล่าวถึงความพร้อมการทำหน้าที่ว่า หน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมาย แก้กฎหมายและผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม ความพร้อมอยู่ที่หัวใจอันแข็งแกร่ง
ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตกรณีที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมรายชื่อประชาชนที่เสนอแก้ไข ไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ว่า ตนยังไม่ได้รับเอกสาร ขอให้เห็นและพิจารณาก่อน ตอนนี้ฟังเสียงนกเสียงกาไม่ได้ ต้องฟังเหตุผลว่าควรทำอย่างไร
“กฎหมายบัญญัติว่าเมื่อประธานรับเอกสารเรื่องเสนอกฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องบรรจุวาระภายใน 15 วัน กฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้น เมื่อเขายื่นมาตามกฎหมายก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ต้องปฏิบัติไปตามระเบียบข้อบังคับ ประธานฯ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ แต่เป็นผู้ถือกฎหมายและข้อบังคับ” นายชัย กล่าวว่า
ต่อข้อถามถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ และการให้รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัย กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะยังไม่ได้รับเรื่อง อยู่ในดุลยพินิจของคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของสภาฯ. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-16 15:12:52

“ทักษิณ” ลั่นสานฝันเด็กไทยค้าแข้งต่างแดน! นำทัพเรือใบ เปิดตัว แมนฯ ซิตี้ สโตร์ คึกคัก!
ระบุสร้างแบรนด์แมนซิฯ ซิตี้ ให้ดังไปทั่วโลก ขณะที่ 22 นักเตะแมนฯ ซิตี้ตบเท้าเปิดตัว “แมนฯ ซิตี้ สโตร์” ที่อาคารชินวัตร 3 พร้อมแจกลายเซ็นแฟนบอล ก่อนลงสู้ศึกดวลแข้งกับทีมไทยแลนด์ พรีเมียร์ ออล สตาร์ เสาร์นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ด้าน แฟนคลับ “คนรักทักษิณ” แห่อุดหนุนให้กำลังใจเพียบ
วันนี้ (16 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นประธานเปิด “แมนฯ ซิตี้ สโตร์” ร้านจำหน่ายของที่ระลึกแห่งแรกของเมืองไทย ที่อาคารชินวัตร 3 ถนนวิภาวดีรังสิต โดยนาย สเวน โกรัน อีริกส์สัน ผู้จัดการทีมชาวสวีเดน นำทีมนักฟุตบอลของสโมสรทั้ง 22 คน ร่วมพบปะแฟนบอลที่แห่แหนมาให้กำลังใจคับคั่ง พร้อมด้วยนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมงานด้วย นอกจากนี้ยังมี แฟนคลับของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาร่วมงานจับจ่ายซื้อสินค้าและให้กำลังใจจำนวนมาก บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวระหว่างพิธีเปิดร้านขายของที่ระลึกของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แห่งแรกในไทย ว่า การจัดตั้ง แมนฯ ซิตี้ สโตร์ขึ้นมาในเมืองไทย เพราะต้องการให้คนไทย ที่รักแมนฯ ซิตี้ ซื้อสินค้าของทางสโมสรได้ในราคาถูก เพราะหากเป็นการนำเข้ามาจะราคาแพงกว่าที่ทางร้านขายเองพร้อมระบุว่า จะทำให้ทีมฟุตบอลนี้ เป็นตราที่คนรู้จักทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและตะวันออกกลาง พร้อมวางแผนสร้างโรงเรียนปั้นนักฟุตบอลในประเทศหลักในภูมิภาคนี้ รวมถึงการเข้าถือหุ้นเป็นพันธมิตรในสโมสรต่างๆ ในเอเชีย
“ผมมีแนวทางพัฒนาแมนฯ ซิตี้ ให้เป็น brand ของสโมสรที่เป็น Global เน้นเอเชีย และแถบตะวันออกกลางเป็นหลัก และจะถือหุ้นเป็นพันธมิตรกับสโมสรในเอเชีย เพื่อให้นักเตะของไทยที่ได้ไปฝึกในacademy ของแมนฯ ซิตี้ ได้ไปเตะในต่างประเทศ” พ.ต.ท.ทักษิณ
สำหรับสินค้าภายในร้านขายของที่ระลึกของสโมสร แมนฯ ซีตี้ มีทั้ง เสื้อทีม หมวก กระเป๋า แก้วน้ำ และอื่นๆ รวมทั้งยังมีมุมให้ถ่ายภาพและเป็นจุดศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารของแฟนคลับสโมสรฟุตบอลนี้ด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันสโมสรฟุตบอล แมนฯ ซิตี้ อยู่ในอันดับที่ 9 ของตารางพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 14 ของตารางเมื่อปีที่แล้ว
สำหรับการแข่งขันฟุตบอลแมตช์อุ่นเครื่องในรายการ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอฟซี ซูเปอร์แมตช์ ไทยแลนด์ 2008 พรีเซนเท็ด บาย สิงห์” มีขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมส่ง สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว, ธีรศิลป์ แดงดา ลงฟาดแข้งกับ ไทยแลนด์ พรีเมียร์ ออล สตาร์ ซึ่งทีมรวมดาราไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก


