เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เมืองไทยมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงที่ข้าวมีราคาแพงอย่างนี้ เกษตรกรที่เป็นชาวนาควรจะได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งผู้ที่จะต้องมีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือเกษตรกรก็คงต้องเป็นข้าราชการของกระทรวงเกษตร ดังนั้นจึงต้องเร่งทำงานให้มากขึ้น พระพะยอม กล่าวว่า เป็นห่วงลูกหลานของชาวนาภาคอีสาน ที่ปัจจุบันนี้ทำนาไม่เป็นแล้ว สาเหตุที่เด็กรุ่นใหม่ทำนาไม่เป็นเนื่องมาจากคนภาคอีสานส่วนใหญ่จะทิ้งนาไปหารับจ้างทำงานที่กรุงเทพฯ ปล่อยให้ลูกหลานอาศัยอยู่กับคุณตาคุณยาย พ่อแม่ได้เงินจากค่าแรงก็ส่งมาทางบ้านให้ลูกหลานใช้ หรือบางคนก็ส่งเรียนหนังสือ เด็ก ๆ ก็เลยไม่คุ้นเคยกับการทำนา เพราะไม่มีพ่อแม่พาทำ เมื่อข้าวมีราคาดี พ่อแม่กลับบ้านเกิด หวังจะทำนาขายข้าว ก็ปรากฏว่า ลูกหลานวัยหนุ่มสาวไม่สามารถช่วยพ่อแม่ทำนาได้ “ยกตัวอย่างประเทศเวียดนาม แตกต่างกับประเทศไทยเป็นอย่างมากในเรื่องสอนวิชาการด้านการเกษตร คือประเทศไทยมีแต่ทฤษฏี แต่ที่ประเทศเวียดนามนั้นมีทั้งทฤษฏี และปฏิบัติ โดยอาจารย์จะพาลูกศิษย์ลุยน้ำทำนาด้วยตนเอง ดังนั้นประเทศไทยจึงควรปูพื้นฐานทางการเกษตรให้กับคนในชาติตั้งแต่เกิด เพื่อพัฒนาการเกษตรไทยในอนาคตให้พัฒนายิ่งขึ้น”เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานวานนี้ (17 พ.ค.) ว่า พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ได้เดินทางมาแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เกษตรกู้ชาติ” ให้กับข้าราชการกระทรวงเกษตร และประชาชนทั่วไปได้รับฟัง ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยพระพยอมได้เน้นให้เห็นความสำคัญของภาคการเกษตร เพราะเป็นความหวังเดียวที่จะสามารถช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ฟื้นตัวโดยเร็ว ไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 18, 2008
ปีทองเกษตรกรไทย ห่วงลูกชาวนาทำนาไม่เป็น
หลวงพ่อพูล..ศพ 3 ปีไม่เน่า ศิษย์สืบสาน...ไหว้ครูอมตะนิรันดร์
ในวันนี้ นอกจากจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆตามพุทธประเพณี ทั่วราชอาณาจักรไทยแล้ว คนไทยทั่วประเทศยังพร้อมใจกันปลูกต้นไม้ โดยกำหนดว่าเป็น วันต้นไม้ประจำปีของชาติ และอีกกิจกรรมอันเป็นที่ฮือฮาของชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงคือ สืบสาน การแสดงมุทิตาจิตไหว้ครูบูรพาจารย์ 3 ปี หลวงพ่อพูลละสังขาร ณ วัดไผ่ล้อม นครปฐม O O O หลวงพ่อพูล อัตตะรักโข เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นทหารม้ารักษาพระองค์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 หลังปลดประจำการ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2480 ณ พัทธสีมาวัดพระงาม โดยมี หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้ และเป็นศิษย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและเจริญสมาธิจิตวิปัสสนากรรมฐานอย่างคร่ำเคร่ง ปี 2492 จึงรับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม หลวงพ่อพูล เป็นสงฆ์ระดับเกจิอาจารย์ที่ได้รับความศรัทธาแก่ญาติโยมทั้งบ้านใกล้บ้านไกล มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 หลวงพ่อพูลท่านได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ....ตรงกับวันวิสาขบูชาของปีนั้น
วิสาขบูชา...ยูเนสโกยกให้เป็นวันสำคัญของโลก เหล่าประชากรโลกในหลายประเทศมีความตระหนัก จึงจัดกิจกรรมต่างๆที่เห็นว่าดีงาม ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามอัตภาพ....ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม
O O O
ตลอด 93 ปี แห่งอายุขัย หลวงพ่อพูล ได้ เพียงหลักธรรมคำสอน และคุณงามความดีที่เหล่าศิษยานุศิษย์และผู้เลื่อมใสต่างกล่าวขวัญถึงตลอดมาว่า.... ทุกปีในวันวิสาขบูชาท่านจะจัดพิธีกรรมไหว้ ครูเพื่อเป็นแบบอย่างในการสำนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์
ด้วยบารมีแห่งความกตัญญู แม้ว่าหลวงพ่อพูลจะละสังขารดับขันธ์ไปแล้วถึง 3 ปีบริบูรณ์ แต่สังขารของท่านยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่เน่าเปื่อยเป็นอมตะนิรันดร์กาล
และ...ระยะเวลาต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ละสังขาร ในการออกสลากโดยทั่วๆไป เลขที่ออกจะข้องเกี่ยวกับหลวงพ่อพูลทั้งนั้น ไม่ว่าจะบนหรือล่าง เป็นเลขต่างๆ เช่น ห้องที่ละสังขาร โลงศพ อายุ เลขจำพรรษา รถขนศพ วันเกิด วันตาย ฯลฯ....เล่นเอาชาวนครปฐมผูกขาดถูกหวยบนดิน
ด้วยความอัศจรรย์แก่บรรดาญาติโยมพุทธศาสนิกชน ต่างแห่กันมากราบสักการบูชาสังขารท่าน มิขาดสาย ทุกคนต่างชื่นชมในบุญญาบารมี
O O O
วิสาขะในปีนี้วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551....พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เกจิอาจารย์รุ่นยังเติร์ก ศิษย์เอกในฐานะทายาท จึงสืบสานด้วยการ เป็นเจ้าพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามตำนานพระเวทหลวงพ่อพูล ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันวิสาขบูชารำลึก
โดยเน้นใน พระครูผู้อยู่สูงสุดที่ต้องนับถือกราบไหว้เป็นอันดับแรกคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพวกเราชาวพุทธทุกคน จากนั้นก็เป็น พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทั้งที่มีชีวิตและที่สถิตในดวงวิญญาณผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาพุทธาคม
โดยจัดพิธีอัญเชิญเป็นเดชทวีคูณเพิ่มพูนพลังเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้แรงบารมีของครูบาอาจารย์ทุกองค์ สู่คณะศิษยานุศิษย์ให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง สมปรารถนาในการประกอบกิจทุกสาขาอาชีพ
การไหว้ครู ครอบครู ถือเป็นการอนุรักษ์ประเพณีไทยแบบโบราณาจารย์ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่ให้วิชาความรู้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์... เนื่องจากความกตัญญูอันเป็นเครื่องหมายของคนดี
O O O
แต่ละปีจะมีคลื่นมหาชนหลายพันคนจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ต่อคิวยาวเหยียด จับจองสถานที่ เพื่อเข้าร่วมพิธีครอบครู ณ บริเวณภายในวัดไผ่ล้อม
และ.....ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจะให้เจ้าพิธีเจิมแป้งมงคลลงนะเมตตา เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งพิธีกรรมได้แฝงนัยหลายประการ ที่เป็นรูปธรรมก็คือ การ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่บรรดาญาติโยมที่มีจิตศรัทธาในหลวงพ่อพูลให้ยืนยาว
ซึ่งพิธีไหว้ครูที่วัดไผ่ล้อมทำมานานหลายปี ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ประเพณีนี้ยังคงจัดอยู่ตลอดไป และส่วนใหญ่แล้วมีเป้าประสงค์เดียวกันคือ ต้องการมารอเพื่อทำบุญบูชาวัตถุมงคลที่ทรงคุณค่าไปด้วยพุทธศิลป์และพุทธคุณ
การไหว้ครู ครอบครูในโอกาสพิเศษ หนึ่งปีมีครั้งเดียวนี้ ถือเป็นการนำฤกษ์นำชัยในการกำหนดงานมงคลใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง เป็นการเริ่มเดินทางเข้าสู่ความก้าวหน้า ความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิตตลอดกาล.....ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น
นอกจากว่า....จะบูชา พระพิฆเนศวร-บรมครูปู่ฤาษี (พ่อแก่)...นั่นแล้ว แล้วแต่เลื่อมใส ทางวัดไม่บังคับ และ ขืนใจ...!!!
ก้อง กังฟู

โละรัฐธรรมนูญ ล้างคดี "ทักษิณ"
ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อำนาจหลักในการบริหารปกครองประเทศ แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ
ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือ รัฐสภา ที่ประกอบด้วย สภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสภา
มีหน้าที่ในการพิจารณาออกกฎหมายเพื่อใช้ในการ บริหารแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน และมีหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล
โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็นตัวแทนอำนาจที่มาจากประชาชนโดยตรง เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งก็ชัดเจนว่า รัฐบาลผสม 6 พรรค ที่ประกอบด้วย พรรค พลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคประชาราช มีเสียง ส.ส.ในสภาฯท่วมท้น 316 เสียง จาก ส.ส.ทั้งสภาฯ 480 คน
ล่าสุดแม้จะมี ส.ส.พรรคพลังประชาชนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะโดนคดีใบเหลืองใบแดงจำนวน 7 คน
แต่ก็ไม่มีปัญหาในการทำงานด้านนิติบัญญัติ
เพราะ ส.ส.ซีกรัฐบาลยังเหลืออีก 309 เสียง เกินครึ่งของสภาฯอยู่ถึง 69 เสียง ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.อยู่แค่ 164 เสียง
ทำอะไรรัฐบาลไม่ได้อยู่แล้ว
โหวตเมื่อไหร่รัฐบาลก็ชนะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโฟกัสไปที่การทำงานของสภาผู้แทน ราษฎร ตั้งแต่เริ่มเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 มกราคม มาจนถึงวันนี้ ที่กำลังจะถึงกำหนดปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 20 พฤษภาคม
ห้วงเวลาผ่านมา 4 เดือนเต็ม
ปรากฏว่า สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ยังไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันออกมาให้สังคมได้เห็นกันเลย
โดยเฉพาะการเสนอร่างกฎหมายที่สำคัญจำเป็นในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนของฝ่ายรัฐบาล
แทบไม่มีเลย
บทบาทการทำหน้าที่ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของการตั้งกระทู้ถามของ ส.ส.จากซีกฝ่ายค้าน และการเสนอญัตติต่างๆของ ส.ส.จากทั้ง 2 ฝ่าย
อภิปรายกันไปแบบน้ำท่วมทุ่ง
หาบทสรุปอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้
ขณะที่การจัดโครงสร้างการทำงานของสภาฯ ในการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญชุดต่างๆ ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และติดตามการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน
ผ่านมา 4 เดือนแล้ว ยังจัดตั้งกันไม่ได้
เพราะเกิดปัญหาแย่งชิงเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งการแย่งชิงกันเองภายในพรรคแกนนำรัฐบาล และการช่วงชิงกันระหว่าง ส.ส.รัฐบาลกับ ส.ส.ฝ่ายค้าน
หมดไปหนึ่งสมัยประชุม มีแต่ความว่างเปล่า
ขณะเดียวกัน ในช่วง 4 เดือนของสภาฯชุดนี้ ก็ยังมีเรื่องราวฉาวโฉ่ที่กระทบต่อภาพพจน์และเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎร
โดยเฉพาะปัญหาทะเลาะวิวาทระหว่างนายการุณ โหสกุล ส.ส. กทม. พรรคพลังประชาชน กับนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์
แสดงพฤติกรรมเถื่อน โดดถีบ ด่าทอ ในสภาฯ
แม้ล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานผลการสอบสวนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุชัด
มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายการุณได้ทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติจริง และมีการกล่าวถ้อยคำที่ไม่สุภาพอย่างยิ่งจริง
แต่ก็ไม่มีบทลงโทษหรือมาตรการใดๆกับ ส.ส.ที่แสดงพฤติกรรมเถื่อน
แถมยังมีความพยายามจาก ส.ส.ในพรรคเดียวกันออกมาปกป้อง ในทำนองอยากให้เรื่องนี้จบๆไป
เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เหนืออื่นใด ในช่วง 4 เดือนของสภาฯชุดนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่สะเทือนต่อภาพพจน์ของฝ่ายนิติบัญญัติ
เมื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช โดนคดีใบแดง ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ ไปสู้คดีทุจริตเลือกตั้ง
เปิดช่องให้มีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่
ซึ่งก็ปรากฏว่า นายชัย ชิดชอบ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน พ่อของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาฯให้เข้ามาทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ควบตำแหน่งประธานรัฐสภา
แต่ผลจากการลงคะแนนโหวตเลือกประธานสภาฯครั้งนี้ ก็มีร่องรอยให้เห็นถึงความไม่พอใจของ ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเอง และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค
เพราะคะแนนเสียงที่ออกมา ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ส.ส.บางคนไม่มาร่วมโหวต ส.ส. 12 คน งดออกเสียง และมี ส.ส.ซีกรัฐบาลอีก 2 คน ลงคะแนนให้กับผู้ชิงตำแหน่งของฝ่ายค้าน
เหมือนเป็นการไม่ยอมรับคุณสมบัติและความเหมาะสมในการขึ้นเป็นประธานสภาฯของนายชัย
กลายเป็นความคุกรุ่นเล็กๆ ภายในพรรคร่วมรัฐบาล ด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อการโหวตในสภาฯตัดสินกันที่เกณฑ์ เสียงข้างมาก นายชัยก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติสมใจนึก
ซึ่งก็เป็นการสะท้อนและตอกย้ำว่า
ใครมีเสียงข้างมาก ก็สามารถหักดิบเอาอะไรก็ได้
ไม่เว้นแม้แต่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ
ทั้งนี้ จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วง 4 เดือนของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ทำให้สังคมมองว่า สภาฯไม่มีผลงาน
มีภาพออกมาในโทนขี้ริ้วขี้เหร่ ขาดความสง่างาม
โดยเฉพาะในเรื่องตัวบุคคลที่ก้าวเข้ามาทำหน้าที่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาในห้วง 4 เดือน ที่เริ่มต้นจากนายยงยุทธ ผ่านมาถึงนายชัย
ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้
“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ขอชี้ว่า การที่พรรคพลังประชาชน ส่งนายยงยุทธเข้ามาเป็นประธานสภาฯในช่วงเริ่มต้นของสภาฯชุดนี้
ก็เพราะเขาเป็นขุนพลคู่ใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เป็นบุคคลที่ “นายใหญ่” ไว้เนื้อเชื่อใจในความภักดี
ที่สำคัญ นายยงยุทธไม่ได้เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ติดล็อกบ้านเลขที่ 111
จึงถูกส่งเข้ามาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อคุมเกมสำคัญที่เป็นยุทธศาสตร์หลักของ “ทักษิณ” ในรัฐสภา
นั่นก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่บังเอิญการทำหน้าที่ของนายยงยุทธต้องสะดุดเพราะเจอคดีใบแดง แม้คดียังไม่สิ้นสุด แต่เมื่อศาลฎีการับฟ้องก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ส่งผลให้การทำหน้าที่ของนายยงยุทธในการคุมเกมยุทธศาสตร์ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องสะดุดไปด้วย
ในที่สุดจึงต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานสภาฯ เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกประธานสภาฯคนใหม่ เข้ามารับไม้ต่อในการคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สำหรับนายชัยที่ก้าวเข้ามาเป็นประธานสภาฯคนใหม่ ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นพ่อของนายเนวิน ขุนศึกมือขวาของ “ทักษิณ”
แต่เมื่อนายเนวินติดล็อกบ้านเลขที่ 111 ต้องอยู่นอกวงจร สภาฯ จึงส่งพ่อเข้ามารับหน้าที่สำคัญนี้แทน
ทีมของเราขอบอกว่า สถานการณ์มาถึงวันนี้ ชัดเจนว่า
ยุทธศาสตร์หลักของ “ทักษิณ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้างคดีและทวงขุมทรัพย์คืน ต้องเดินหน้าต่อไป
เพราะในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เขาถือว่า เขาโดนกระทำ
มาถึงวันนี้ เมื่อมีอำนาจเสียงข้างมาก คนในเครือข่ายได้อำนาจรัฐกลับคืนมา
จึงต้องใช้วิธีแก้ไขกฎหมายสูงสุด เพื่อปลดล็อกทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่คือยุทธศาสตร์เร่งด่วน ที่ต้องเร่งทำให้สำเร็จ
แต่ขณะเดียวกัน ในห้วงเวลานี้ประเทศเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดต่อเนื่อง ข้าวยากหมากแพง กระทบปัญหาปากท้อง ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว
ทั้งนี้ การที่ผู้ถืออำนาจรัฐและมีเสียงข้างมากในสภาฯ มองเรื่องเร่งด่วนในการแก้ปัญหาไปคนละทาง
โดยเน้นไปที่ยุทธศาสตร์แก้ไขรัฐธรรมนูญของ “นายใหญ่” เป็นหลัก
ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน เป็นเรื่องรอง
ตรงนี้แหละ คือปมเหตุที่ทำให้ไร้ผลงาน
และเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชน
ส่วนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แน่นอนอยู่แล้ว ใครกุมเสียงข้างมากได้ ก็สามารถหักดิบได้
แต่ก็ถือเป็นการบ้านของคน 60 ล้านคนว่า
ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และการแก้ไขปัญหาโดยหลักกฎหมาย มากน้อยแค่ไหน
มีมุมมองต่อการได้มาและการใช้อำนาจของเสียงข้างมากอย่างไร
ถ้าคำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และหลักกฎหมาย
ก็คงต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้.
"ทีมการเมือง"

ผบ.สส.ชี้ตร.ต้องเร่งสอบข้อมูล "บิ๊กจิ๋ว"
วันที่ 18 พ.ค. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่ามีกลุ่มคนพยายามจัดตั้งสาธารณรัฐ โดยการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้าว่า เรื่องนี้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ในส่วนของตนและ ผบ.เหล่าทัพ เราก็กำลังดูอยู่เหมือนกันแต่สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือการรณรงค์ให้ประชาชนทุกคนเชิดชูสถาบันให้มากขึ้น สิ่งที่ พล.อ.ชวลิตพูดมานั้น ตนได้ฟังมาบ้างเหมือนกัน คิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบคงจะต้องดำเนินการ ในส่วนของทหารกำลังให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง คนกลุ่มนั้นถือเป็นกลุ่มเล็กๆ เมื่อเทียบกับคนหมู่มากที่เคารพนับถือสถาบัน คน 99% ตนเชื่อว่ามีความจงรักภักดี
ชี้มีความพยายามคิดจ้องล้มสถาบัน
เมื่อถามว่ากลุ่มคนเล็กๆที่มีความคิดเช่นนั้นต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดา ต้องมีเงิน อำนาจ อิทธิพล กังวลหรือไม่ว่าเขาจะใช้สิ่งเหล่านั้นในการแทรกซึมชักจูงประชาชนให้คล้อยตามจากกลุ่มเล็กๆ จนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ พล.อ. บุญสร้างตอบว่า มีคนที่พยายามทำเช่นนั้น คนที่ไม่ดี เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลในสิ่งที่เราเคารพเชิดชูกันมาตั้งแต่ บรรพบุรุษ เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธงชาติไทย สถานีโทรทัศน์ที่ออกรายการการล้มล้างระบบกษัตริย์ของเนปาล อังกฤษ เป็นสิ่งยืนยันได้หรือไม่ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า บางคนมีความคิดที่แตกต่างกัน เราไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร ถึงรู้บางครั้งก็พูดไม่ได้ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ 99% อยู่ฝ่ายสถาบัน เราต้องช่วยกันสร้างความเป็นปึกแผ่น แล้วจะไม่มีอะไรมาทำลายได้ ส่วนที่เหลือ กลุ่มเล็กๆนั้นเราต้องไม่ประมาท อย่าประมาท เมื่อถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไร ต่อคำปาฐกถาของนายจักภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ตนเป็นทหาร ไม่ใช่ศาลที่จะไปวิ่งไล่ตัดสินใครได้ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเขาดำเนินการกันไป พูดมากไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี ให้ทุกคนจับตาดูกันต่อไปและช่วยกันดูแลประเทศให้ดี
“จำลอง” ชี้มีเงื่อนไขปฏิวัติ
ทางด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะนำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาบรรจุในวาระของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี 2552 เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ขณะที่ปัญหาปากท้องของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข ถ้าจะทำต้องถามความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ หากมีการเสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะยื่นถอดถอน ส.ส.ที่เสนอญัตติแก้รัฐธรรมนูญ และจะพิจารณาข้อเรียกร้องประชาชนที่เสนอมาว่าอยากให้พันธมิตรฯจัดการชุมนุมใหญ่ ส่วนกระแสข่าวปฏิวัตินั้น อย่าเชื่อว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ถ้าการเมืองและประชาชนไม่เข้มแข็ง มีโอกาสเป็นไปได้ ตลอด และรัฐบาลไม่ควรเพิ่มเชื้อในการปฏิวัติ สมัยที่ทหารยึดอำนาจ 19 ก.ย. 49 ก็มี เงื่อนไขอย่างหนึ่ง และตอนนี้ก็มีเงื่อนไขแปลกๆมามากมายไปหมด ทั้งการหมิ่นเบื้องสูง และการแก้รัฐธรรมนูญ
ตระกูลชินวัตรทำพิธีสืบชะตาที่นครศรีฯ
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยา นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และครอบครัวชินวัตร เดินทางไปที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนราชดำเนิน ต. ในเมือง อ.เมืองนครศรีธรรมราช เข้านมัสการองค์พระธาตุเจดีย์ นมัสการรูปปั้นองค์จตุคามรามเทพภายในวัด และทำพิธีแห่ผ้าขึ้นธาตุ จากนั้นได้เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ทำพิธีสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาลหลักเมือง ในเวลาต่อมาคณะของนายสมชายเดินทางไปยังวัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อทำพิธีสืบชะตาต่อหน้ารูปปั้นองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ประดิษฐานอยู่ในถ้ำเขาขุนพนม บริเวณวัดเขาขุนพนม ทั้งนี้ ในพิธีได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธปืนเอชเค 33 ยิงเอาฤกษ์เอาชัยจำนวน 19 นัด บริเวณศิลาจารึกการประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

คาดสัปดาห์หน้าได้ประธานวิปรัฐบาลคนใหม่
กรุงเทพฯ 17 พ.ค.-นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการเลือกประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาล แทน นายชัย ชิดชอบ ที่ไปดำรงตำแหน่งเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ต้องเป็นบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของ ส.ส. อาวุโส และรับฟังความเห็นคนอื่น อย่างไรก็ตามจะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุม ส.ส.พรรค เพื่อเปิดให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นเหมือนกับการเลือก ส.ส.ไปเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจะขอมติในที่ประชุมก่อนส่งให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งต่อไป
ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล และเป็นตัวเต็งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่จะแต่งตั้ง ถ้าผลออกมาอย่างไรต้องเคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีการแต่งตั้งประธานวิปรัฐบาลคนใหม่ เพื่อให้รัฐบาลประชุมพิจารณาร่างกฎหมายฉบับต่างๆ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในช่วงเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 18:36:40

รองหัวหน้า พปช.ปฏิเสธข่าวดัน พล.อ.ชวลิต เป็นนายกฯ แทน สมัคร
สำนักข่าวไทย 17 พ.ค.-นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมเคลื่อนไหวหากพรรคพลังประชาชน ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่เป็นไร เพราะเรื่องนี้เป็นสิทธิของพรรคการเมืองที่จะเคลื่อนไหวตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคิดว่าการขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญคงมีการดำเนินการแน่ ส่วนจะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบเพราะขณะนี้ยังมีเวลา และ รัฐบาลยังไม่ได้ยื่นขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ส่วนกรณีที่นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ ระบุ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีแผนตัดตอน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และให้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แทนหลังแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ นั้น นายสมพงษ์ กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว ด้านพลตำรวจโท วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบในเรื่องดังกล่าว พร้อมกับกล่าวว่ารัฐบาลจะเร่งทำงานให้กับประชาชนเป็นหลัก เรื่องนี้คงปล่อยให้เป็นเรื่องผู้เกี่ยวข้องดำเนินการชี้แจงไป.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 14:55:54

จตุพร เผยอาจใช้ร่างแก้ไขรธน.ฉบับ คปพร.
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยหากมี ส.ส.ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมด้วยรายชื่อประชาชน ถือว่าเริ่มกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งในส่วนของนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลแถลงชัดแล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร “ขณะนี้กำลังหารือกันว่า เมื่อได้ดูร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชนแล้ว เห็นตรงกันว่าจะเสียเวลาตรวจสอบรายชื่อ ดังนั้นจึงมีแนวทางว่า ส.ส.จำนวน 1 ใน 5 เข้าชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเอาร่างของประชาชนมาเป็นตัวตั้ง ส่วนอีกแนวทางคือนำร่างที่จะมีการพิจารณาแก้ไขของ ส.ส. เมื่อเป็นเช่นนี้อย่างไรก็ต้องยื่น แต่จะทันการประชุมสภาสมัยวิสามัญหรือไม่ ต้องหารือกันอีกครั้ง” นายจตุพร กล่าว ส่วนกรณีที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ขอยืนยันว่า ส.ส.ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการแก้รัฐธรรมนูญ เพียงแต่ขอให้ต่อสู้ในประเด็นรัฐธรรมนูญ มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ส.ส.รัฐบาลเตรียมยื่นญัตติเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีเมื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ.-สำนักข่าวไทย
สวนสันติพร 17 พ.ค.- ส.ส.พลังประชาชน เผยทางพรรคกำลังหารือถึงแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 แนวทาง คือใช้ร่างของ คปพร.ที่ยื่นต่อรัฐสภา เป็นตัวตั้ง หรือ ใช้ร่างที่ ส.ส.กำลังพิจารณาอยู่ ส.ส.รัฐบาลเตรียมยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 14:12:32
อภิสิทธิ์ ย้ำจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าการปรับคณะรัฐมนตรี ที่กำลังจะเกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีควรปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่เป็นชนวนก่อให้เกิดความขัดแย้งออกไป เพื่อทำให้การบริหารงานดีขึ้น โดยไม่จำกัดว่าจะเป็น 1 ตำแหน่ง หรือ 3 ตำแหน่ง ส่วนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้า ส.ส. รัฐบาล ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอเข้ามาในการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ฝ่ายค้านยังคงยืนยันจุดเดิม คือ ต้องการตั้งคณะกรรมการศึกษาร่วมของทุกฝ่ายเพื่อให้รู้ถึงผลดีผลเสีย โดยการเสนอญัตติต้องมีเหตุผลเพียงพอ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า ถ้ามีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ก็จะมีการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 1 ใน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ำท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ถ้ามีการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ก็จะดำเนินการยื่นถอดถอน ส.ส. ที่ลงชื่อสนับสนุนญัตติ รวมทั้งขอมติจากประชาชนในการเคลื่อนไหวใหญ่ต่อไป. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
17 พ.ค.- หน.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นายกฯ ปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่เป็นสาเหตุในความขัดแย้งออกจากตำแหน่ง เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงานของรัฐบาล
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 12:27:36

พล.ต.จำลอง เตือนอย่าสร้างเงื่อนไขปฏิวัติ
สวนสันติพร 17 พ.ค.- “พล.ต.จำลอง” ให้รัฐบาลระบุว่าการขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ นอกจากพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ แล้ว จะพิจารณากฎหมายใดบ้าง ย้ำหาก ส.ส.ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญวันใด จะยื่นถอดถอนทันที ไม่เชื่อไม่มีปฏิวัติ เพราะการเมืองและชุมชนยังไม่เข้มแข็ง
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่อาจจะมีการเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องดูว่ามีความเหมาะสม เพราะยังมีปัญหาปากท้องเรื่องอื่น เร่งด่วนมากกว่า หากจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 เพียงฉบับเดียว ต้องระบุให้ชัด หากเติมเรื่องอื่นไปด้วย คงไม่เหมาะ
“ขณะนี้แม้ไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีปัญหาอยู่แล้ว และหลายฝ่ายก็ไม่เห็นด้วย ถ้าจะแก้ต้องถามประชามติจากประชาชน อย่าให้คนเพียงไม่กี่คนไปตัดสินปัญหาแทนคนทั้งประเทศ คนที่คัดค้านไม่ได้หมายความว่าปิดประตูตาย แต่อยากให้ทำตามระบอบประชาธิปไตย” พล.ต.จำลอง กล่าว
พล.ต.จำลอง กล่าวว่า หากส.ส.ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญวันใด วันนั้นจะยื่นถอดถอน ส.ส.ที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับพิจารณาถึงวันชุมนุมใหญ่ ตามที่เคยประกาศไว้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการรวบรวมรายชื่อเพราะเรื่องยังไม่เกิดขึ้น
ส่วนสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันจะนำไปสู่การปฏิวัติได้อีกหรือไม่นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีผู้สอบถามตลอดว่าจะมีปฏิวัติหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าเมืองไทยการเมืองยังไม่มั่นคง ชุมชน ประชาชน ยังไม่เข้มแข็ง ลือกันเมื่อใด ก็มีคนเชื่อ เป็นไปได้ทั้งนั้น และทหารเป็นกลุ่มบุคคลที่ถืออาวุธได้ตามกฎหมาย มีหน้าที่เหมือนประชาชน คือรักษาไว้ซึ่งสามสถาบัน และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งแบกภาระยิ่งกว่าประชาชน
“เมื่อใดที่ใครออกมาพูดว่าปฏิวัติไม่มี ผมไม่เชื่อ เมื่อชุมชนไม่เข้มแข็ง การเลือกตั้งเป็นอย่างนี้มันมีได้ตลอดเวลา อย่าไปเชื่อใคร ขอให้หยุดสร้างเงื่อนไขในการปฏิวัติ ซึ่งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เป็นประเด็นใหญ่ รวมถึงเรื่องสถาบันด้วย” พล.ต.จำลอง กล่าว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 11:37:03

ไชยา เผยส่งหนังสือชี้แจงเรื่องหุ้น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ 20 พ.ค.
นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คงจะปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติของตน เรื่องที่ภรรยาถือหุ้นเกิน 5% เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งศาลคงใช้เวลาไม่นาน เพราะสำนวนที่เกี่ยวข้องมีไม่กี่มาตราที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ได้เรียกตนไปสอบแล้ว ไม่ติดใจประเด็นใด ระบุว่าตนไม่มีเจตนาที่จะปกปิดการถือหุ้น “ผมให้ตรวจสอบอย่างเปิดเผย แต่คำว่า 5 เปอร์เซ็นต์ บังคับใช้กับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่กฎหมายไม่มีบัญญัติว่าภรรยาผมต้องถือหุ้น 5 เปอร์เซ็นต์ หากภรรยาผมถือหุ้นอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ แล้วต้องลดลงมาเหลือ 85 คนอื่นมาบริหารแทนแล้วธุรกิจเสียหายจะทำอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และผมก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของภรรยา เรื่องนี้อย่าไปคิดว่าเป็นเป้าที่ผมจะถูกโจมตี การทำงานในประเทศไทย เขาชอบจับผิดกัน ไม่ค่อยจับถูก ถามว่าผมไปโกง ไปทุจริต ทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือเป็นเรื่องผมถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ผมก็พร้อมจะออก” นายไชยากล่าว รมว.สาธารณสุข กล่าวว่าหากเป็นความผิดของตน คงไม่ดื้อรั้น แต่ครั้งนี้ต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย และขณะนี้ตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำหนังสือให้ไปชี้แจงแล้วภายใน 15 วัน ดังนั้น ตนจะยื่นเรื่องชี้แจงไปยัง ตุลาการรัฐธรรมนูญ ในวันอังคารที่ 20 พ.ค.นี้ เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีควรจะปรับคณะรัฐมนตรีก่อนหรือไม่ นายไชยา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคงจะสอบถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า การวินิจฉัยจะจบเมื่อใด ซึ่งนายกรัฐมนตรี เคยถามตนว่าขั้นตอนของศาลจะนานหรือไม่ ได้ชี้แจงว่าคงจะเสร็จเร็ว ๆ นี้ เพราะไม่จำเป็นต้องสืบพยานโจทย์ และนายกรัฐมนตรี ไม่ได้คาดคั้นให้ลาออกก่อนการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ. - สำนักข่าวไทย
บน. 6 17 พ.ค. - รมว.สาธารณสุข เผยส่งหนังสือชี้แจงภรรยาถือหุ้นเกิน 5% ต่อศาลรัฐธรรมนูญ 20 พ.ค.นี้ เชื่อใช้เวลาไม่นานในการวินิจฉัย คาดนายกรัฐมนตรี ปรับ ครม.หลังศาลรัฐธรรมนูญตีความ กกต.ไม่ติดใจภรรยาถือหุ้นเกิน
อัพเดตเมื่อ 2008-05-17 10:10:39


