แต่ยังนิ่งอยู่ไม่ตื่นเต้น โดยท่าทีล่าสุดของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยืนยันต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณี “ทัศนคติที่อันตราย” ของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไม่ใช่มาอ้างกล่าวหาใครต่อใคร แล้วจะต้องเอาออกไป เรื่องแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีมาตรฐานและมีขั้นตอน การจะให้ปรับพ้นออกจาก ครม.ไปเลย เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ยี่ห้อ “สมัคร” รับประกันได้ในเรื่อง ดื้อกระแส ไม่แคร์เสียงด่า แต่ในฐานะของคนเป็น “ลูกพี่” ที่ต้องเล่นบทซื้อใจลูกน้อง คิวนี้ “ลุงหมัก” ก็ได้ใจนายจักรภพและลูกพรรคพลังประชาชนไปเต็มๆเหมือนกัน ที่แน่ๆมันไม่ได้ง่ายอย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแนะนำด้วยความหวังดี ถ้ารัฐบาลยอมตัดกรณีของนายจักรภพไปเสีย จะทำให้การทำงานของรัฐบาลราบรื่นมากขึ้นและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยอารมณ์ของ “ลุงหมัก” ก็คงไม่ต่างจากเมื่อครั้งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี อุ้มกระเตง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ลุยฝ่ากระแส สปก.401 จนพังพาบไปทั้งรัฐบาล งานนั้นก็มีคนเตือนนายชวนอย่างที่นายอภิสิทธิ์แนะนายสมัครแบบนี้แหละ จากคิวของนายชวนกระเตง “เทพเทือก” ถึงคิวของนายสมัครประคองปีกนายจักรภพ “อภิสิทธิ์” น่าจะต้องจำตัวอย่างไว้เผื่อมีโอกาสได้ขึ้นเป็นใหญ่ คนเป็น “ลูกพี่” ต้องไม่ทิ้ง “ลูกน้อง” เพื่อเอาตัวรอด อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินจากอาการของ “ลุงหมัก” ที่ออกอาการร้อนใจ ส่งซิกเร่งให้ตำรวจสอบสวน จัดการเรื่องของนายจักรภพโดยเร็วที่สุด จะได้ดับชนวนให้จบเสียที เก๋าเกมระดับนี้ น่าจะอ่านขาดแล้วว่า “ทัศนคติที่อันตราย” ของนายจักรภพ ไวไฟราวกับน้ำมันเบนซินที่จะล่อไฟให้ลามเผารัฐบาลได้ ยังไงก็ต้องชิงสกัดไว้ก่อน ประกอบกับวิบากของนายจักรภพไม่ได้มีแค่ “ทัศนคติที่อันตราย” ต่อให้รอดไปได้ก็ยังมีดาบสองรอดักซ้ำอยู่ กับอาการขยับของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดคิวยื่นเรื่องถอดถอนนายจักรภพออกจากตำแหน่งต่อประธานวุฒิสภา ในเวลา 09.30 น. วันที่ 21 พฤษภาคม ไล่บี้ปมแทรกแซงสื่อ โดยในคำร้องได้มีการระบุถึงพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ส่อว่ากระทำผิดต่อราชการ โดยข้อกล่าวหาแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 เรื่องการแทรกแซงสื่อ เช่น กรณีการยึดคลื่นสถานีวิทยุบางแห่ง มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐมนตรีมีพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ด้วยตัวเอง ส่วนการใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย คือ กรณีการเข้าไปบริหารจัดการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ที่รัฐมนตรีเข้าไปเป็นธุระจัดหาบริษัทร่วมผลิต เข้าข่ายการฮั้วประมูลหรือการเข้าไปจัดการวิทยุชุมชนทั้งๆที่ไม่มีอำนาจ ทั้งนี้ พรรคได้เตรียมบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะพิจารณาเรื่องนี้หลังจากยื่นให้แก่ประธานวุฒิสภา พร้อมๆกับอีกทางหนึ่ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของ “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ก็สั่งไล่เบี้ยปมจัดจ้างในสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ดักหน้าดักหลัง ช่วยกันต้อนเข้ามุมเลย “จักรภพ” อาการโคม่า แม้จะแข็งใจสวนหมัด แฉเกมของฝ่ายรุกไล่ “เมื่อเรื่องผมจบก็จะมีเรื่องรัฐมนตรีคนอื่นๆหรือนายกรัฐมนตรีเข้ามาอีก ซึ่งสังคมเริ่มต่อภาพติดแล้วว่า เป็นการไล่ล่าเพื่อหาจุดอ่อนโจมตีรัฐบาล” แต่ก็คงไม่ทันกาลซะแล้ว.
ท่ามกลางเสียงตบเท้าของเหล่าขุนทหารคำรามฮึ่มฮั่มๆ
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 21, 2008
ต้อน 'จักรภพ' เข้ามุม!
กกต.ระบุ 12 วันรู้ผลสอบ "สมัคร"
ย้ำตีความ “ลูกจ้าง” ตาม ก.ม.แพ่ง นายสุเมธกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ก็จะต้องดูว่านายสมัครชี้แจงว่าอย่างไร ซึ่งกรณีที่นายสมัครอ้างว่าเป็นการรับจ้าง ไม่ได้แปลว่าลูกจ้างนั้น กกต.จะต้องเป็นผู้ตีความตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 โดยต้องตีความว่าลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่ง ก็หมายถึงการเป็นลูกจ้างรายเดือน แต่คำว่ารับจ้าง กกต.ก็ต้องตีความ ซึ่งตามความเข้าใจของตนน่าจะหมายถึงการรับจ้างเป็นงานๆ เช่น รับจ้างดายหญ้า ทำงานเสร็จก็จบ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องดูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญด้วย ขณะนี้ กกต.ยังพูดอะไรไม่ได้มาก เพราะต้องรอดูการชี้แจงของนายสมัครเช่นกัน กกต.ตั้งอนุสอบ “สมัคร” จัดรายการ ทางด้านนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ประสานหรือส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจง กกต. ถึงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากมีผู้ร้องเรียนเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่าการกระทำของนายสมัครลักษณะนี้เป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะเคร่งครัดต่อนักการเมืองมาก คือ ไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้าไปมีผลประโยชน์ ทับซ้อนระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยห้ามนายก-รัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในนิติบุคคลใดๆ รวมทั้งห้ามเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งคำว่า “ลูกจ้างของบุคคลใด” เข้าข่ายตามกฎหมายแรงงานหรือไม่ หรือเข้าข่ายในลักษณะที่เป็นการจ้างทำ โดยขณะนี้ กกต.ได้ลงมติให้คณะอนุกรรมการที่ 14 ที่มี พล.อ.ยอดชาย เทพยสุวรรณ เป็นประธานสอบสวนภายใน 15 วัน และสรุปผลส่งให้ที่ประชุม กกต. “สมัคร”ตกเก้าอี้ทันทีหากขัดรธน. นางสดศรีกล่าวต่อว่า สำหรับหลักวินิจฉัยต้องดูเรื่องสัญญาการว่าจ้างว่าเป็นสัญญาอะไร หากไม่มีสัญญา กกต. ก็ต้องเชิญเจ้าของบริษัท หรือกรรมการบริษัทมาสอบปากคำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับอำนาจของคณะอนุกรรมการฯ ทั้งนี้ การจะวินิจฉัยว่าการจัดรายการจะมีลักษณะเป็นลูกจ้างประจำหรือไม่ประจำ ก็ต้องดูตามกฎหมายว่ามีการว่าจ้างกันจริงหรือไม่ อย่างไร โดย กกต.อาจจำเป็นต้องประสานไปที่กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอข้อมูลที่เป็นสัญญาการว่าจ้าง มาใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติมด้วย เมื่อถามว่า ขณะนี้นายสมัครระบุว่าได้ยุติบทบาทการจัดรายการแล้ว จะมีผลต่อการสอบสวนหรือไม่ นางสดศรี ตอบว่า การที่มีตำแหน่งในนิติบุคคล เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ แล้วจะต้องลาออกภายใน 30 วัน ตามมาตรา 268 แต่หากเป็นกรณีที่มีการดำรงตำแหน่งแล้วไม่ลาออก ถือว่านายสมัครไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 268 การที่นายสมัครยุติบทบาทขณะนี้ ก็ถือว่าไม่มีผล เมื่อถามอีกว่า กกต.จะสามารถวินิจฉัย หรือส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ นางสดศรีตอบว่า ในมาตรา 267 และ 268 ไม่ได้เขียนว่าให้ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าหากขัดตามมาตรา 268 ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี จะสิ้นสุดลงทันที กกต.สามารถวินิจฉัยได้ ป.ป.ช.เล็งสอบ “สมัคร” จัดรายการ ขณะที่ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามนายกฯเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนว่ายังตอบไม่ได้ว่าการเป็นผู้ดำเนินรายการของนายสมัครจะเข้าข่ายการเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชนหรือไม่ แต่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่มีคำว่ารับจ้างอยู่ในกฎหมาย มีแต่คำว่าลูกจ้าง ไม่ทราบว่านายสมัครใช้กฎหมายฉบับไหน ที่บอกว่าเป็นการรับจ้าง และส่วนตัวมองว่าคำว่ารับจ้างกับลูกจ้างมีความหมายไม่ต่างกัน ซึ่งคำว่าลูกจ้างจะแบ่งเป็นการจ้างแรงงานกับการจ้างทำของกรณีของนายสมัครจะเป็นลูกจ้างหรือไม่ ต้องดูว่ามีการทำสัญญาว่าจ้างระหว่างนายสมัครกับบริษัทเอกชนหรือไม่ หากมีการทำสัญญาว่าจ้างก็เข้าข่ายเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน รวมถึงต้องดูลักษณะการจ่ายเงินค่าตอบแทนว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะใดถ้าเป็นการให้ในลักษณะค่าน้ำมันหรือค่าเดินทางก็ไม่เข้าข่าย ซึ่ง ป.ป.ช.ให้ความสนใจเรื่องนี้และจะหยิบยกมาหารือในที่ประชุม ป.ป.ช.ต่อไป “เจิมศักดิ์”เย้ยชิมแล้วช่วยไม่ได้ ด้านนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ส.ร.ปี 50 กล่าวถึงการระงับรายการ “ชิมไปบ่นไป” ของนายกรัฐมนตรีว่า อยากรู้ว่าถ้านายสมัครไม่ได้เป็นนายกฯจะได้เวลาของสถานีโทรทัศน์หลายช่องอย่างนี้หรือไม่ และทางสถานีก็คงไม่กล้าปรับผังรายการเพราะความเกรงใจ ซึ่งคำพูดของนายกฯที่ว่าได้สั่งให้ยกเลิกรายการไปแล้ว ตรงนี้ถ้าเป็นเพียงผู้รับจ้างอย่างที่อ้าง จะมีอำนาจสั่งยกเลิกรายการได้หรือ การพูดเช่นนี้ก็เท่ากับยอมรับผิดไปส่วนหนึ่งแล้ว เรื่องนี้ผู้ชี้ขาดคือศาลรัฐธรรมนูญ ถึงนายสมัครจะไปออดอ้อนกับ กกต.ว่าขอให้ลงโทษเพียงตักเตือน แต่ตนคิดว่า กกต.ไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปลดหย่อนโทษได้ เพราะมีหน้าที่แค่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเท่านั้น และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจไปลดโทษได้เช่นกัน ต้องพิจารณาไปตามความผิด กรณีของนายสมัครก็เหมือนกับ ป.ป.ช.ที่ออกระเบียบเพิ่มค่าตอบแทนให้ตัวเอง ซึ่งเปรียบเสมือนการขโมยควายที่ถือเป็นความผิดสำเร็จ ดังนั้น การที่นายสมัครได้อ้าปากชิมเข้าไปแล้วจึงช่วยไม่ได้ เป็นการตายน้ำตื้น
วันที่ 20 พ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะส่งหนังสือชี้แจงกรณีการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” มายัง กกต.ให้เร่งดำเนินการสอบสวน ว่าหลังจากที่อนุกรรมการไต่สวนฯ สรุปสำนวนและส่งให้ กกต.ก็คาดว่า กกต.จะใช้เวลา 1-2 วัน ในการวินิจฉัยและสรุป ทั้งนี้ ยืนยันการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ของนายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกดดัน แม้นายสมัครจะอ้างว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความพยายามของคนที่จ้องล้มเพื่อต้องการให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนการพิจารณา กกต.จำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯขึ้นมา เนื่องจากมีผู้ร้องไม่เช่นนั้น กกต.จะถูกร้องเรียนว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยอีกไม่นาน 1-2 วัน ก็ได้ข้อสรุป และ กกต.ก็จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่านายสมัครเป็นลูกจ้างหรือรับจ้างทำ เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบแล้ว กกต.ก็จะพิจารณาอีกครั้ง โดยดูตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 ที่ห้ามนายกรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างบริษัท 
ฝ่ายค้านยื่นเรื่องถอดถอน จักรภพ ออกจากตำแหน่งแล้ว
ที่รัฐสภา เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา นายสาธิต วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ประมาณ 30 คน ได้เดินทางไปยื่นเรื่องต่อ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อให้พิจารณาถอดถอน นายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากตำแหน่ง อ้างมีข้อกล่าวหา และพฤติการณ์ที่ส่อและจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 270 และมาตรา 46 ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภารับปากจะเร่งพิจารณา อย่างช้าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะส่งเรื่องให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาต่อไป และจะทำหนังสือแจ้งให้กับสมาชิกทราบ ส่วนเรื่องการยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในวันนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะนัดหารือกำหนดท่าทีคัดค้าน ในวันพรุ่งนี้. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 21 พ.ค. - ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องถอดถอน นายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้ว
อัพเดตเมื่อ 2008-05-21 11:06:52

‘หมอเหวง’ไม่หวั่นเมินเผด็จการข่มขู่จี้ตร.จับคนบงการ
การข่มขู่คุกคามบุคคลหรือแกนนำองค์กรในภาคประชาชนเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 รวมไปถึงล่าสุดที่มีการเปิดเวที “16 ปี พฤษภา 35” อันมีมูลเหตุเชื่อได้ว่าเกิดจากฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ หรือกลุ่มอำนาจเผด็จการที่ต้องการออกมาป้องปรามการเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาชน โดยก่อนหน้านี้ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ก็ได้ถูกข่มขู่ในลักษณะจะโดนอุ้ม หากไม่รีบเก็บหนังสือที่มีเนื้อหาระบุเกี่ยวข้องกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้หมด
“นพ.เหวง” ไม่หวั่นไหวเผด็จการข่มขู่ ลั่นไม่ยอมก้มหัวให้แน่ ห่วงการโต้กลับในรูปแบบอื่น จี้เจ้าหน้าที่คลายปมสาวให้ถึงตัวการใหญ่โดยเร็ว ขณะที่แนวร่วมประชาธิปไตยดาหน้าขานรับไม่หยุดเคลื่อนไหว พร้อมต่อสู้เดินหน้าแก้ รธน.ต่อไป ซัดพวกใช้วิธีสกปรก ไม่สมศักดิ์ศรี ด้าน “ดร.เมธาพันธ์” ชี้มีขบวนการจ้องทำลายล้างอยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ ภายหลังเกิดหตุการณ์ผู้ไม่ประสงค์ดีนำปืนปลอมมาวางทิ้งไว้บริเวณหน้าบ้านพักย่านดอนเมืองของ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เมื่อเวลา 05.45 น.ของวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเข้าข่ายลักษณะข่มขู่และคุกคามสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลนั้น ซึ่งภายหลัง นพ.เหวง พร้อมด้วยภรรยาได้เข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.นพดล ขันตีกุล ร้อยเวร สน.ดอนเมือง โดยได้บันทึกประจำวัน พร้อมบันทึกภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐาน และเก็บปืนปลอมเพื่อนำไปตรวจสอบลายนิ้วมือตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ร.ต.ท.นพดล เจ้าหน้าที่ร้อยเวรผู้รับแจ้งความคดีดังกล่าว เปิดเผยว่า ได้ทำการเก็บหลักฐานปืนปลอมไปส่งให้ทางฝ่ายพิสูนจ์หลักฐานหารอยนิ้วมือเปรียบเทียบบุคคลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ โดยได้รายงานเรื่องนี้ให้ทางผู้บังคับบัญชารับทราบแล้ว ซึ่งทาง พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ พรหมสวัสดิ์ ผกก. สน.ดอนเมือง ได้สั่งกำชับไปทาง พ.ต.ท.ปรีชา กองแก้วรอง ผกก. ฝ่ายปราบปราม สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเข้าไปตรวจสอบบริเวณบ้านพักของ น.พ.เหวง เพื่อดูแลความปลอดภัยให้มากขึ้น
ขณะที่ นพ.เหวง ให้สัมถาษณ์ในเรื่องนี้ว่า หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วจนถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามมา ซึ่งตนก็ไม่ได้ห่วงหรือกังวลอะไรเป็นพิเศษ และเชื่อว่าบุคคลที่เป็นแกนนำในกลุ่มคงจะทยอยถูกกระทำเช่นนี้ไปเรื่อย ซึ่งเราได้หารือกันแล้วว่า จะไม่ยอมยุติการเคลื่อนไหว และไม่ยอมก้มหัวให้กับเรื่องนี้ แม้ว่าจะถูกประสงค์ร้ายต่อชีวิตก็ตาม โดยอยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีและสาวไปถึงผู้บงการใหญ่ เพื่อคลายปมคดีในเร็ววัน
“คุณสมยศก็โดนขู่อุ้มมาแล้ว และยังจะมีผมอีก จึงเชื่อว่าแกนนำในกลุ่มคงต้องทยอยโดนแน่ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมารูปแบบไหน เราเองก็ไม่ได้กังวลหรือกลัวอะไร ต่อจากนี้เราจะยิ่งเดินหน้าแต่ก็อยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการคลี่คลายปมเหตุ เพื่อจับกุมคนร้าย และสาวไปถึงตัวบงการใหญ่ เพราะพวกที่ก่อกวนนี้เป็นเพียงคนที่รับเงินมาเท่านั้น” นพ.เหวง กล่าว
ด้านนายสมยศ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย หนึ่งในแนวร่วมที่ออกมาเคลื่อนไหวกล่าวว่า พฤติกรรมของผู้ที่ชอบข่มขู่เป็นเรื่องของ “มือที่มองไม่เห็น” จ้องจะปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบตรวจสอบ ส่วนตัวมองว่ามันไม่มีหนทางอื่นแล้ว จึงกระทำการในลักษณะเช่นนี้ เพราะหวังให้พวกเรากลัว แต่มันไม่ได้ทำให้เรากลัวเลย และพร้อมที่เดินหน้าสู้ต่อไป
“พวกที่ทำ มันหวังให้เกิดความขัดแย้งในชาติ หวังเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง พวกที่คาดหวังให้เกิดกลียุคควรจะทบทวนให้ดี เพราะพฤติกรรมอย่างนี้ไม่เหมาะสม เราเป็นประชาธิปไตยควรจะต่อสู้กันในระบอบประชาธิปไตย สู้กันในสภาดีกว่าที่จะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ ชกใต้เข็มขัดมันไม่สมศักดิ์ศรี วิธีการเดิมๆ ที่เรารู้ทัน เลิกเล่นสกปรกและมาสู้กันในสภาดีกว่า” นายสมยศ กล่าว
ขณะที่ ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.2) แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมาเคยมีการกระทำแบบเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์เข้ามาข่มขู่บ้าง แต่ของ นพ.เหวงที่ถูกขู่แบบนั้นถือว่าเป็นกรณีแรก ซึ่งจากการกระทำดังกล่าวมองว่าจะต้องมีกระบวนการอยู่เบื้องหลัง เพราะว่ากลุ่มนี้เป็นพวกบู๊ที่ไม่เปิดเผยตัวเองว่ามีลักษณะแบบใด แต่เชื่อว่าจะต้องเป็นคนกลุ่มนี้อย่างแน่นอน
พร้อมทั้งกล่าวถึงการออกมาพูดอย่างไม่เหมาะสมของคนบางกลุ่มด้วยว่า จากตอนที่ นายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยออกมาประกาศว่า หากมีการชุมนุมในวันที่ 20 เมษายน 2551 และตำรวจออกมาควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เขาจะส่งกลุ่มคนของเขามาจัดการดูแลเอง การที่กลุ่มพันธมิตรออกมาพูดจาโดยใช้คำพูดที่รุนแรงผ่านสื่อไม่ว่าจะเป็น ASTV หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และวิทยุชุมชน 97.75 เพื่อต้องการให้ประชาชนที่สนับสนุนกลุ่มพวกเขามองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ผิด และต้องการให้กลุ่มทหารบางกลุ่มเกิดการฮึกเหิมและจะได้มีการทำการปฎิวัติอีกครั้ง” ดร.เมธาพันธ์ กล่าว
พร้อมทั้งขอร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รวมไปถึง ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางคนได้ไตร่ตรองในการใช้คำพูดที่จะออกผ่านสื่อ โดยจะต้องตรวจสอบและรู้จักระมัดระวังมากกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าใจผิด

'ยงยุทธ' แฉพยานมีพิรุธ เชื่อมีจัดฉาก-ศาลฎีกาฯนัดชี้ขาดใบแดง 8 ก.ค.นี้
นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ตนรู้สึกมั่นใจในคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง เพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือให้ใบแดง โดยในการไต่สวนคดีในวันนี้ ทำให้เห็นข้อพิรุธของ พ.อ.ธนัชย์ ปัญญา อดีตรอง ผอ. รักษาความมั่นคงภายใน จ.เชียงราย
“ยงยุทธ” มั่นใจมีการจัดฉากคดีใบแดงชัดเจน ชี้ผอ.รักษาความมั่นคงภายใน จ.เชียงรายส่อพิรุธ หลายจุด ด้าน ศาลฎีกาฯนัดคู่กรณีส่งคำร้อง 8 ก.ค.นี้
โดยหลายอย่าง ทำให้เชื่อว่ามีกระบวนการจัดฉากให้ได้รับใบแดง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดให้คู่กรณีคือ กกต.และ นายยงยุทธ พร้อมด้วย น.ส.ละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย ส่งคำแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันนี้ พร้อมทั้งนัดฟังคำสั่งในวันที่ 8 กรกฎาคม เวลา 16.00 น.
ทั้งนี้ คดีดังกล่าว สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา กกต.มีมติให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง หรือ ใบแดง แก่นายยงยุทธ ที่ถูกกล่าวหาว่า อาจเกี่ยวข้องกับการแจกจ่ายทรัพย์สินในการเลือกตั้ง เมื่อเดือนธันวาคม 2550 โดยได้นำส่งสำนวนให้ศาลฎีกาเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนายยงยุทธ

“จักรภพ”แฉเมียนายทหารใหญ่ เอี่ยวปล่อยเอกสารแปลผิด
“จักรภพ ” แฉอีก “เมียนายทหารใหญ่” เอี่ยวปล่อยเอกสารแปลผิดให้ทหาร เผย รู้ตัวแล้ว แต่ยังไม่อยากจัดการ มั่นใจหลังแปลคำบรรยายเสร็จสังคมจะเข้าใจถึงความบริสุทธิ์
นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้การแปลคำบรรยายที่ตนไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศนั้นลงตัวแล้วทุกอย่าง และกำลังจะเอาฉบับจริงมาแทนใบปลิวที่มีออกมาขณะนี้ ที่ผ่านมาตนถูกโจมตีด้วยใบปลิวที่คนแปลไม่กล้าลงชื่อ และเป็นการแปลความหมายที่ผิด หาเรื่อง จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต แม้เรื่องนี้จะเริ่มต้นด้วยความบิดเบือนแต่จะต้องจบลงด้วยความจริง ส่วนตนก็จะมุ่งมั่นทำงาน สร้างผลงานให้รัฐบาล ใครจะตี ก็ตีไป
เมื่อถามถึงกรณีการไปพูดกับคนไทยในแอลเอเมื่อปี 2550 นายจักรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องเก่าแก่ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไปพูดที่แอลเอเช่นเดียวกัน และนายสนธิจำได้หรือไม่ว่าได้พูดอะไรไปบ้าง เอาเป็นว่าในสถานการณ์หนึ่งก็มีลีลาการพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมัน เพราะช่วงนั้นมีการประท้วงกัน แต่เนื้อหาสาระก็เป็นเพียงการเล่าเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า ถึงเรื่องของตนจะจบแล้ว เดี๋ยวก็มีเรื่องรัฐมนตรีคนอื่น เรื่องนายกรัฐมนตรี ซึ่งสังคมเริ่มจะต่อภาพเห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การหาข้อเท็จจริงอะไร เป็นเพียงการไล่ล่าเพื่อจะหาจุดอ่อนของรัฐบาลเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายความว่าอย่างไรกรณีระบุว่าต้องต่อสู้กับคนที่สูงมาก นายจักรภพ กล่าวว่า คือระบอบอมาตยาธิปไตย คือคนที่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังคนต่างๆ และในที่สุดต้องออกมายึดอำนาจ คนเหล่านี้สูงกว่าในฐานะการเงิน การเมือง เพื่อไปซ่อนอยู่ข้างหลัง คนเหล่านี้เป็นนักธุรกิจก็มี เป็นชาวต่างชาติก็มี แต่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดถึง เอาเป็นว่าการวิเคราะห์สังคมไทยจะต้องทำต่อไปในเชิงวิชาการ ส่วนเรื่องการเมืองขณะนี้ ตนขอจำกัดวงอยู่ที่การบรรยายที่มีข้อสงสัยกัน ซึ่งต้องอธิบายให้เกิดความกระจ่างชัดว่าการบรรยายทุกอย่าง รวมถึงการทำงานเพื่อบ้านเมือง เป็นไปด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ตนทำทุกอย่างด้วยความเปิดเผย การบรรยายทุกครั้งมีการประชาสัมพันธ์ อยู่ต่อหน้ากล้อง และคนเป็นร้อยๆ ไม่เคยหลบซ่อน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการพิสูจน์เจตนาอยู่แล้ว ขอให้ตนแปลฉบับที่ถูกต้องออกมาก่อน เพราะขณะนี้โดนใบปลิวต่อว่า ซึ่งก็คือคนแปลที่ไม่กล้าลงชื่อ
เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่มีเสียงสะท้อนจากทหารในเชิงไม่ดี นายจักรภพ กล่าวว่า ทหารก็ได้ข้อมูลผิด เพราะมีคนเอาคำแปลผิดไปแจกจ่ายในหมู่ทหาร มีภรรยาทหารชั้นผู้ใหญ่บางคนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย แต่อย่าให้พูดถึงเลย เพราะจะยาวไกลไป เอาเป็นว่าเมื่อเอาเอกสารผิดไปเผยแพร่ก็รู้สึกไม่ดี ไว้รอเอกสารจริงออกมาตนเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจว่าความจริงคืออะไร และตนจะชี้จุดด้วยว่าตรงไหนที่เขานำไปบิดเบือนจนกลายเป็นเรื่องขึ้นมา
เมื่อถามว่าที่ระบุว่ามีภรรยาเกี่ยวข้องด้วยนั้น เกี่ยวข้องจุดไหน นายจักรภพ กล่าวว่า เกี่ยวข้องกับการแปลและแจกจ่ายเอกสารให้กับผู้นำกองทัพและกองพันต่างๆซึ่งขอให้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นการเข้าใจผิดกัน เพราะคิดว่าคนที่นำไปแจกจ่ายก็คงไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เพียงแต่เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็อยากให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้ด้วย ซึ่งเขาอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าเป็นเอกสารที่บิดเบือนและผิดจากความจริง อย่างไรก็ตามตนรู้ตัวคนที่ดำเนินการเรื่องนี้แล้ว แต่ยังไม่จัดการอะไร เพราะต้องทำตามขั้นตอนก่อน เราต้องเริ่มจากต้นเหตุก่อน ส่วนใครจะหลบอยู่หลังใคร หรือเป็นเงาของใคร เอาไว้ว่ากันในโอกาสหน้า เพราะความยุติธรรมในบ้านเมืองต้องมีต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้อาจเป็นชนวนให้ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี นายจักรภพ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะพูดได้
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้เอกสารที่แปลออกมาน่าเชื่อถือเพราะเป็นคนพูดเอง แปลเอง นายจักรภพ กล่าวว่า ความจริงคือความจริง ใครที่ได้อ่านจะได้ทราบว่านี่คือเจตนาของคนพูดที่พูดเป็นภาษาอังกฤษแล้วแปลเป็นภาษาไทยอย่างนั้นอย่างนี้ ถามกลับมาได้ว่าแปลอย่างนั้นจริงหรือไม่ ตนจะได้แปลให้รู้ว่าเจตนาเป็นอย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ต้องมีแผนเพื่อทำให้น่าเชื่อถือ แค่ทำความจริงมาแทนความเท็จก็พอแล้ว

กกต. กุลีกุจอสอบ “สมัคร” จัด TV "ชิมไปบ่นไป"
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคุณสมบัตินายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จากที่มีผู้ร้องเรียนเรื่องขาดคุณสมบัติ เนื่องจากรับจ้างจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป”โดยคาดว่าจะได้รับหนังสือชี้แจงรายละเอียดจากนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ซึ่งประเด็นอยู่ที่การสอบสัญญาจ้าง หากพบเป็นการรับจ้าง ก็ไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากสัญญาระบุว่า นายกรัฐมนตรีเป็นลูกจ้างก็ถือว่ามีความผิดชัดเจน และยังคงต้องตรวจสอบเรื่องการถือหุ้น หรือตำแหน่งในบริษัทดังกล่าวด้วย ว่ามีชื่อนาสมัครด้วยหรือไม่
กกต.รับลูกเร่งสอบสัญญาการจ้างของนายกฯ ในรายการ"ชิมไปบ่นไป" หากพบเป็นการรับจ้าง ก็ไม่เข้าข่ายความผิด รวมถึงตรวจการถือหุ้นในบริษัท คาดสอบเสร็จต้นมิ.ย.
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเบื้องต้นทางกกต.ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ผลการสอบในต้นเดือนมิถุนายนนี้
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ระบุไว้ว่า จะยื่นจดหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้วินิจฉัยกรณีการจัดรายการโทรทัศน์ชิมไปบ่นไปว่า อยู่ในสถานะลูกจ้าง หรือเป็นการรับจ้างเท่านั้น โดยต้องการให้ กกต.วินิจฉัย โดยเร็ว โดยกรณีดังกล่าวถือเป็นความพยายามในการทำให้ตนเองต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหากต้องออกจากตำแหน่งจริง จะถือว่าเป็นการตายน้ำตื้น

Tuesday, May 20, 2008
พักตะหลิวหนีตายน้ำตื้น
แม้จะมีดีกรีนิติศาสตรบัณฑิต จากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่น 01 รุ่นเดียวกับเซียนกฎหมายระดับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รวมไปถึงอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย อ่านกฎหมายรู้ดูกฎหมายเป็นไม่แพ้ใคร
แต่ลึกๆก็คงจะเสียวเหมือนกัน
ไม่อย่างนั้น “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คงไม่สั่งยกเลิกกองถ่ายรายการ “ยกโขยงหกโมงเช้า” แบบกะทันหัน
ทั้งที่เดินทางไกลไปถึงตลาดสดกลางเมืองเพชรบูรณ์กันแล้ว
โดยเฉพาะถ้าสะท้อนจากอารมณ์ที่ “ลุงหมัก” เปิดฉากแฉผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ร่ายยาวเป็นฉากๆ
“เมื่อ 2-3 วันมานี้ มีคนคณะหนึ่งที่กำลังหาคนจะมาแทนนายสมัคร เป็นข่าวเอิกเกริกกันอยู่ ตอนนี้จะเอาออกให้ได้อีกแล้ว ก็มาบอกว่ารายการชิมไปบ่นไปมันผิดกฎหมาย”
“2 พวกนี้ผมไม่ออกชื่อล่ะครับ 2 เสือนี่ไปจัดการเลย ไปยื่น กกต.บอกว่าจะสอบเรื่องนี้ ผมก็ชี้แจงให้ทราบเสียก่อนว่าผมได้ตรวจสอบในแง่กฎหมายแล้ว ผมไม่ใช่ลูกจ้างแต่เป็นรับจ้าง แต่พอเล่นงานผมก็ไม่อยากให้มีเรื่อง เพราะจะเอานายกฯ ออกจากตำแหน่ง ผมก็เลยบอกให้หยุดถ่ายทำ และหยุดถ่ายรายการทั้งที่ช่อง 5 และช่อง 3”
“ผมจะทำจดหมายไปถึง กกต.ว่าต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ ผมจะบอกเลยว่าที่ผมทำเพราะผมแน่ใจ มาตรวจสอบทางกฎหมาย เขาบอกผมเป็นรับจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง ในกฎหมายเขียนว่าลูกจ้าง ผมไม่ได้เป็นลูกจ้าง ผมรับจ้าง เขาบอกแยกกัน ไม่เหมือนกัน”
“ก็อยากจะลองดูว่า จะทำอย่างไร ผมเข้าใจดีว่ามีหน้าที่ทำอะไรได้หรือไม่ได้ หรือจะเอารายการนี้มาฆ่ากันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้ประชาชนพิจารณาด้วยก็แล้วกัน รอดมาได้ 4 ครั้ง แต่ครั้งนี้ถ้าไม่รอด เขาก็เรียกว่าตายน้ำตื้น ก็อยากให้ลองดู เผื่อจะดุเดือดเลือดพล่านกันขึ้นมา”
ตามรูปการณ์ไม่ใช่แค่แง่มุมของกฎหมาย แต่ “ลุงหมัก” ปักใจเป็นเกมโค่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
นี่แหละจุดที่ทำให้เสียว
และจากปริศนา “2 เสือ” ที่ “ลุงหมัก” ปล่อยออกมา ก่อนอื่นเลยตามรอยคนที่เปิดเกมยื่นสอบรายการ “ชิมไปบ่นไป” ต่อนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. มีชื่อว่านายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.ลากตั้ง
โดยชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่
แต่เจาะให้ลึกลงไปคนวงในว่ากันว่า “เรืองไกร” คนนี้เป็นเด็กในสังกัด “เจ๊ดัน” ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ก็เลยไล่สายกันได้ไม่ยาก
และให้ชัดเข้าไปอีกขั้น โยงใยกันเป็นเครือข่าย โดยการขยับรับมุกของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.กทม. เจ้าเก่าขาประจำ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้จัดรายการทีวี ชิงออกมาฟันธงนำร่อง
มีใครเชื่อหรือไม่ว่า นายสมัครไม่มีผลประโยชน์จากรายการทั้งหมดของบริษัทนี้ เพราะนอกจากเป็นพิธีกรแล้ว ยังมีการยอมให้มีการนำภาพของนายสมัครไปโฆษณาในเว็บไซต์ของรายการด้วย
กรณีดังกล่าวถือว่า ความผิดสำเร็จ และความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงทันที
ชงกันเอง ตบกันเอง
แตะมือเล่นกันเป็นทอดๆ
แต่ถึงที่สุดเลยก็ขึ้นอยู่กับคนที่มีอำนาจฟันธงตัวจริง นายประพันธ์ นัยโกวิท และนางสดศรี สัตยธรรม 2 ใน 5 เสือ กกต. ออกมาพูดตรงกัน ในเบื้องต้น กกต.ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว
คาดว่าน่าจะได้ผลสรุปในช่วงต้นเดือนหน้า
ในเบื้องต้นต้องมีการตรวจสอบประเด็นสำคัญในสัญญาว่าจ้าง 2 ประเด็น คือ 1. มีการทำสัญญาว่าจ้างให้จัดรายการแบบถาวรหรือไม่ เพราะถ้าหากถาวร จะทำให้ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทันที และ 2. บริษัทอะไรเป็นเจ้าของรายการ
แต่จนถึงขณะนี้ กกต.ยังคงไม่มีข้อมูลแต่อย่างใด
“ลุงหมัก” คงต้องพักตะหลิว “ชิมไปบ่นไป” อีกหลายสัปดาห์.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“สดศรี” ชี้ประเด็นสำคัญที่ต้องสอบ
สอบ “ชิมไปบ่นไป” ยันตรงไปตรงมา พล.อ.ยอดชาย เทพยสุวรรณ ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เพราะไปรับจ้างการจัดรายการ “ชิมไปบ่นไป” ทางช่อง 3 และททบ.5 กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากประธาน กกต. เพื่อให้รับทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนฯกรณีดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่เห็นคำสั่งการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ หาก เห็นหนังสือการแต่งตั้งการสืบสวนสอบสวนจาก กกต.แล้ว ก็จะเริ่มต้นการสืบสวนทันที ก็ไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ถ้ามีข้อเท็จจริงปรากฏก็จะพิจารณาไปตามข้อมูลหลักฐาน เพราะเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่คงไม่สามารถเปิดเผยแนวทางการทำงานได้
นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า ทาง กกต.ยังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงใดจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติในกรณีที่มีผู้ร้องว่า ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี อีกทั้งในวันนี้ถือเป็นวันหยุดราชการ คงไม่มีเจ้าหน้าที่ กกต.อยู่ รับหนังสือดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นทาง กกต.ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแล้ว คาดว่าน่าจะได้ผลสรุปในช่วงต้นเดือน มิ.ย. ส่วนกรณีที่นายกฯ ยืนยันว่าการจัดรายการชิมไปบ่นไปนั้น ไม่ได้อยู่ในฐานะลูกจ้าง แต่เป็นเพียงการรับจ้างนั้น เรื่องนี้คงต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะประเด็นในสัญญาการว่าจ้างเป็นสำคัญ โดยต้องตรวจสอบในประเด็นดังนี้ 1.มีการทำสัญญาว่าจ้างให้จัดรายการแบบถาวรหรือไม่ 2.บริษัทอะไรเป็นเจ้าของรายการ หากตรวจสอบพบว่ามีการจัดทำสัญญาดังกล่าวจริง จะถือว่าเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่ห้ามนายกฯ และรัฐมนตรี จะเป็นลูกจ้างของเอกชนไม่ได้

สมัครปัดไล่จักรภพ ให้ตำรวจจัดการ
“สมัคร” เร่ง ตร.สอบดับชนวน “จักรภพ” เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งหนังสือให้พิจารณาปรับนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกจาก ครม. โดยอ้างว่ามีทัศนคติอันตรายต่อสถาบันเบื้องสูงว่า การจะให้ปรับพ้นออกจาก ครม.ไปเลย เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ยืนยันเรื่องนี้ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง จะได้มีคำตัดสินใจออกมา ไม่ใช่มาอ้างกล่าวหาใครต่อใคร แล้วจะต้องเอาออกไป เรื่องแบบนี้ต้องดำเนินการอย่างมีมาตรฐานและมีขั้นตอน ให้ตำรวจที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมสอบสวนให้เสร็จแล้วก็ส่งเรื่องไปให้อัยการ แล้วก็ไปสู่ศาล และจะเร่งให้ทางตำรวจสอบสวนจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดด้วย จะได้ดับชนวนเรื่องนี้ให้จบไปเสียที อย่างไรก็ตาม ถ้ายังไม่เชื่อ ไม่ยอมรับกันเรื่องการแปลคำบรรยาย ก็ให้ทางตำรวจไปหาสถาบันที่เป็นมาตรฐานเป็นคนแปล โดนถล่มเพราะไปแตะกิจการสื่อ นายกฯกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่า การไปบรรยายที่มากล่าวอ้างกันนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น เขาไปพูดตั้งแต่ ช่วงเดือน พ.ย. ในช่วงที่เพิ่งออกจากคุกมาใหม่ๆ ในทำนองว่าเขาไม่เห็นด้วยกับระบบอุปถัมภ์ ก็ไม่เห็นมีใครไปดำเนินการอะไรกันในตอนนั้นเลย อยู่กันมาได้ตั้งนานทำไมไม่รู้สึกว่าเสียหาย พอนายจักรภพเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทำงานไปเรื่อยก็ยังไม่มีอะไร แต่เมื่อไปแตะเรื่องสื่อ จนไปกระทบกิจการของใครบางคนเข้า ก็เลยทำให้ มีการดำเนินการเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่าถ้านายจักรภพไม่ไปกระทบเหยียบโดนใครเข้า ก็จะยังเป็นคนธรรมดาอยู่ จี้ทุกฝ่ายเลิกพาดพิงเบื้องสูง เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเตือนไม่อยากให้ฝ่ายการเมืองอ้างเรื่องสถาบันเบื้องสูงมาพูด เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง นายสมัครตอบว่า เห็นด้วยกับองคมนตรี แต่ต้องเตือนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ทุกฝ่ายทุกคนจะต้องระมัดระวังเรื่องนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปทาบทามให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯและอดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ เข้ามาเป็นนายกฯแทนหากนายสมัครจำเป็นต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น นายกฯตอบว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะมากระทบกระเทือนต่อสถานะของตน ก็คงขอตอบได้เพียงว่าไม่ขอออกความเห็น เพราะไม่อยากให้ ไปกระทบใครต่อใคร ยื่น กกต.ชี้ขาดจัด “ชิมไปบ่นไป” นายสมัครยังกล่าวถึงการทำหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี เพราะไปเป็นลูกจ้างบริษัททำรายการ “ชิมไปบ่นไป” ว่า ระหว่างนี้ก็ต้องหยุดรายการไปก่อน และเนื่องจากวันที่ 19 พ.ค. เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันหยุดราชการ ดังนั้นจะส่งหนังสือไปให้ กกต.ในวันที่ 20 พ.ค. ทั้งนี้ ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กกต.ด้วยตัวเอง แต่ไม่อยากให้ดูเหมือนว่าไปทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตเอิกเกริก ดังนั้น ก็จะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือไปยื่นต่อ กกต.แทน “จักรภพ” ขู่แจ้งความคนที่กล่าวหา วันเดียวกัน นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ พร้อมด้วย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ได้เดินทางมาติดตามการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 ที่นครพนม ที่รัฐบาลได้อนุมัติงบแล้วประมาณ 1,400 ล้านบาท โดยจะมีการวางศิลาฤกษ์ในเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นได้เดินทางไปทำบุญครบรอบวันคล้ายวันเกิดของโฮจิมินห์ อดีตผู้นำเวียดนาม ที่หมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม และเป็นประธานเปิดพิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าฯหลังเก่า ที่เคยเป็นอดีตที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จเยือน จ.นครพนม เมื่อปี 2498 นายจักรภพกล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูงดังที่ถูกกล่าวหาเลย และไม่เคยอยู่ในความคิด เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการที่มีบุคคลต้องการจะทำลายรัฐบาล เพราะไม่มีเรื่องอื่นแล้ว จะนำเรื่องของตนมาเป็นประเด็น โดยกำลังเร่งแปลเอกสารและส่งให้กับทางตำรวจในวันที่ 22 พ.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการกับบุคคลที่กล่าวหาให้ถึงที่สุด โดยที่กรณีดังกล่าวไม่รู้สึกหนักใจเลย เพราะมีความบริสุทธิ์ใจทุกอย่าง มีขบวนการตั้งใจเสี้ยมให้ชนกัน นายจักรภพกล่าวอีกว่า ส่วนการที่จะมีการปรับ ครม.นั้น จะปรับเปลี่ยนอะไรถือเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิตแจกหนังสือเปิดโปงขบวน การล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตน แต่อาจเกิดความเข้าใจผิดในการตีความ เพราะมีขบวนการที่ตั้งใจจะเสี้ยมให้คนชนกัน สร้างความแตกแยกให้ บ้านเมือง วันนี้ถือว่าโชคดีที่ได้พบท่าน มีการพูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น โดยท่านก็ได้รับทราบเป็นที่เข้าใจว่าเป็นการยุยงทำลายรัฐบาล ทุกอย่างที่ พล.อ.ชวลิตพูด ทุกคนต้องรับฟังมาปฏิบัติ เพราะถือเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในประเทศ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นกับนายจักรภพ มั่นใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เชื่อมั่นว่าคงไม่คิดที่จะหมิ่นเบื้องสูงแน่นอน แต่เป็นเรื่องการเมืองที่นำมาจุดประกาย ให้เกิดการแตกแยกทางการเมือง อยากให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันดีกว่า ส่วนเรื่องการทาบทามให้เป็นนายกฯแทนนายสมัคร สุนทรเวช นั้นไม่มี เพราะอายุมากแล้วเป็นไม่ได้แล้ว สำหรับการแจกเอกสารเรื่องขบวนการล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ไม่เกี่ยวข้องกับใคร เพียงอยากให้ทุกคนรับรู้ถึงการต่อสู้ในอดีต ที่ได้มาของประชาธิปไตยของประเทศไทยเท่านั้น ท้า ปชป.ฟ้องศาลเอาผิด “จักรภพ” ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่จะมีการประชุม ส.ส.ของพรรคในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปบรรยายที่สมาคมนักข่าวต่างประเทศ แล้วถูกกล่าวหามีเนื้อหาหมิ่นสถาบันว่า สำนักเลขาธิการพรรคยังไม่มีการนัดประชุม ส.ส. เพราะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา แต่ถ้ามีการประชุมตามปกติทั่วไป จะมีระเบียบวาระพิจารณาสถานการณ์การเมืองทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ได้พิจารณาประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งนี้เมื่อไม่มีการประชุมพรรค รัฐบาลจะต้องดูแลและชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนกรณีที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯและองคมนตรี ระบุว่าอย่าไปดึงสถาบัน เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น เรื่องนี้เห็นด้วย จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มีข้อมูลเรื่องนี้มากที่สุดไปฟ้องต่อศาล เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม หรือจะยื่นถอดถอนก็ทำไป ไม่ควรออกมาตอบโต้กันไป มาจะไม่จบ และจะได้ไม่กระทบกระเทือนต่อสถาบัน ผิดจริงต้องปลดจากพลเมืองไทย นายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องให้ความเป็นธรรมต่อนายจักรภพ โดยให้องค์กรที่เป็นกลางที่เชื่อถือได้พิจารณาคือศาลยุติธรรม และให้องค์กรที่เป็นกลางแปล เช่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามในหลักการใครมีเจตนาหมิ่นสถาบัน ต้องเอาผิดตามกฎหมาย และไม่สมควรเป็นพลเมืองไทยด้วยซ้ำไป เพราะคนไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนทั่วโลกต่างเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเอกหลักสารหลักฐานในการบรรยายดังกล่าวของนายจักรภพต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ปลดออกจาก รมต.ประจำสำนักนายกฯนั้น เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการหรอก ถ้านายจักรภพมีความผิดจริงพรรคพลังประชาชนจะดำเนินการเอง
สืบเนื่องจากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเอกสารหลักฐานให้แก่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เพื่อพิจารณาการดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนายจักรภพ เพ็ญแข ที่ไปพูดในการปาฐกถาของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แสดงทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันเบื้องสูงนั้น


