WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 27, 2008

การพัฒนามุมมอง

ชักจะติดลม เรื่องของการเปลี่ยนแปลงมุมมอง เลยจะขอชวนคุยต่ออีกวัน พูดกันอย่างตรงไปตรงมา กรณีที่ ประเทศซาอุดีอาระเบีย จะมาลงทุนปลูกข้าวในบ้านเรา ยังไม่มีรายละเอียด แต่วิจารณ์ กันเลยเถิดไปใหญ่ คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ออกมาพูด แค่ด้านเดียว นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการพัฒนาในประเทศไทยถึงได้ล่าช้าอืดอาดนัก

มีเรื่องปุ๋ยมาเล่าให้ฟังกันอีก เห็นว่าหลายยุคหลายสมัยมาแล้วที่รัฐบาลพยายามจะให้มีโรงงาน ผลิตปุ๋ยแห่งชาติขึ้นมา แต่ก็คว่ำไม่เป็นท่า ล่าสุดสมัยคุณยงยุทธ ติยะไพรัช เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็เตรียมรื้อโครงการนี้ขึ้นมาปัดฝุ่น เพราะเรามีวัตถุดิบพร้อม ที่จะผลิตเองได้ แต่ก็แห้วอีก เพราะอะไรไม่อยากจะเซด

ผมเองก็ไม่รู้รายละเอียดที่ต่างชาติจะมาลงทุนปลูกข้าวในบ้านเรา แต่ถ้าจะคิดโดย หลักความจริงแล้ว ซาอุฯ คงไม่ลงมือมาทำนาเอง หรือจะขโมยพันธุ์ข้าว เพราะซาอุฯ มีแต่ทะเลทราย คงทำนา ไม่เป็นแน่ แล้วคนรวยขนาดนั้นคงไม่คิดมาทำนาให้เมื่อยตุ้ม ดังนั้นถ้าเขาสนใจเข้ามาจริงก็ คงเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและการตลาดมากกว่า คิดกันเล่นๆว่า ในเมื่อซาอุฯ เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ถ้าจอยกันได้ เอาข้าวไปแลกน้ำมัน หรือขายน้ำมันพ่วงข้าว จะทำให้โอกาสดีขึ้นหรือไม่

แล้วการทำนาก็เป็นอาชีพสงวน ไม่ใช่ใครจะมาฮุบเอาได้ง่ายๆ

ปัจจุบันเราเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็จริง แต่อยากจะถามว่า เรามีอำนาจการต่อรองอะไรแค่ไหน ในขณะที่มีประเทศปลูกข้าวแข่งกับเรามากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบ

คิดจะพัฒนาไปสู่การแข่งขันอย่างไร

ประเภทเออออไปตามกระแส ก็แสดงว่าไม่มีความคิด แล้วก็มาถึงเรื่องของแลนด์บริดจ์ ที่เริ่มต้นด้วยกระแสว่าดูไบ เวิลด์ จ้องจะฮุบ โครงการนี้มีประโยชน์อะไรกับดูไบหรือไม่ ที่เห็นๆก็คือ การขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวกัลฟ์กับทะเลอันดามันจะย่นระยะเวลาเหลือ7-8 วัน ต้องยอมรับว่าดูไบ เวิลด์ถนัดด้านนี้ ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจของดูไบด้านการขนส่งทางเรือ มีการร่วมลงทุนกับ 20 บริษัทด้านท่าเรือในประเทศไทยจึงไม่ใช่ของใหม่ มีการลงทุนธุรกิจเทอร์มินัลในท่าเรือทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งจีนและอินเดีย ถือหุ้นใหญ่ บริษัทต่อเรือในสิงคโปร์ ครอบครองกิจการบริษัทบริหารท่าเรือชั้นนำของอังกฤษ เรียกว่าไม่ธรรมดา

หากเรานำข้อมูลทุกด้านมาค่อยๆคิดพิจารณา โดยปราศจากอคติ และปราศจาก ความหวาดระแวง ว่า จะไม่มีการตามน้ำทวนน้ำอะไรกัน ก็จะได้มุมมองที่พัฒนาขึ้น ถ้ามีปัญญาและเปิดใจยอมรับซะอย่าง ดูไบ เวิลด์ก็ไม่น่ากลัวอะไร

กลัวแต่นักฉวยโอกาสในบ้านเรานี่แหละ.

หมัดเหล็ก


เหตุฉุกเฉิน

จะทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่...ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน แม้ว่าขณะนี้ยังไม่รู้ว่าพลังประชาชนและรัฐบาลจะตกลงกันได้หรือไม่ก็ตาม เพราะการทำประชามตินั้นรัฐธรรมนูญปี 50 ได้บัญญัติเงื่อนไขเอาไว้พอสมควร

ม. 302 ในวรรคท้ายระบุว่าให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียง ประชามติเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยให้นำความในวรรค 3 วรรค 4 และวรรค 5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ก็หมายความรัฐบาลจะทำประชามติเองไม่ได้จะต้องให้ กตต. ไปยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติให้เสร็จเสียก่อน

หากว่ากันไปตามกระบวนการนี้กว่าจะเสร็จคงอีกนานและอาจไม่ทันกาลได้

เมื่อกระบวนการนี้ไปได้ล่าช้าจึงมีความพยายามที่จะจัดทำประชามติให้เร็วขึ้นก็คือการออก พ.ร.ฎ.หรือออกเป็น พ.ร.ก. ซึ่งนายกฯ สมัครพูดทำนองว่าจะออกเป็น พ.ร.ก.เพื่อให้รวดเร็วและทำได้ง่าย

แต่เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการก็หมายความว่าไม่ต้องการให้ฝ่ายบริหารเข้าไปยุ่งเกี่ยว

นอกจากนั้น ใน ม. 184 วรรค 2 ยังระบุด้วยว่าการตราพระราชกำหนดตามวรรค 1 ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มี ความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

กรณีนี้คงจะต้องตีความกันแหละว่า การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

ซึ่งแน่นอนว่าหากรัฐบาลขืนดึงดันอ้างความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อผ่าทางตัน ทางการเมืองก็คงจะต้องเจอการยื่นตีความ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ากรณีนี้เร่งด่วนหรือฉุกเฉินหรือไม่ และรัฐบาลมีอำนาจที่จะออกพ.ร.ก.ประชามติหรือไม่

หากมีการเสนอให้ตีความประเด็นนี้ก็คงใช้เวลาอีกพอสมควร นั่นจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญช้าออกไป ไม่ทันใจ ไม่ทันเรื่องยุบพรรคหรือคดีทุจริตต่างๆ

เพราะว่ากันจริงๆแล้วความเร่งด่วนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประเด็นนี้มากกว่า อีกทั้งแนวคิดเรื่องประชามติก็เพิ่งจะโผล่ออกมาหลังจากที่มีการยื่นญัตติแก้ไข รัฐธรรมนูญไปแล้ว นั่นคงจะเห็นได้ว่าเมื่อยื่นญัตติไปแล้วเกิดแรงต่อต้าน

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าก็เลยต้องให้ประชาชนเผชิญหน้ากันเอง ด้วยการจัดทำประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่าควรจะแก้ไขหรือไม่ และเชื่อว่าเมื่อประชาชนตัดสินใจแล้วพวกที่คัดค้านหรือต่อต้านต้องยอมรับ

พูดง่ายๆพยายามลดเพดานความขัดแย้ง ซึ่งนายกฯ เชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกิดการเผชิญหน้าและนำไปสู่ความรุนแรง

หรือจะพูดว่ามันเป็น “เหตุฉุกเฉิน” ของรัฐบาลและพลังประชาชน

แต่เหตุฉุกเฉินของประเทศขณะนี้คือ ปัญหาปากท้องของชาวบ้านเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพง น้ำมันขึ้นพรวดๆ สินค้า อาหาร ค่าโดยสาร ต้นทุนสินค้าต่างๆพุ่งขึ้น อย่างต่อเนื่องและไม่มีทางที่จะเยียวยาได้ง่ายๆ

ยิ่งเรื่อง “น้ำมัน” ต้นทุนสำคัญของประเทศนี้ ซึ่งไม่มีทางที่ราคาจะไหลลงอย่างที่วาดหวัง มีแต่จะขึ้นไปเรื่อยๆโดยที่รัฐบาลยังไม่มีทาง ออกแต่อย่างใด คงจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมคือช่วยตัวเองเพราะรัฐบาล ก็ยังคิดไม่ออกและไม่เห็นนายกฯจะวิตกทุกข์ร้อนแต่อย่างใด

เยี่ยงนี้คือ สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขก่อนที่จะไปว่ากันเรื่อง รัฐธรรมนูญหรือจะพูดว่ารัฐธรรมนูญกินไม่ได้ก็ว่ากันไป

ครับ...กลัวมันจะยุ่งจนอยู่กันไม่ได้แล้วประเทศนี้.

"สายล่อฟ้า"



'อนุพงษ์' รีบตีกันใคร?

เลือดตกยางออกแต่หัววันเลย

ในอารมณ์ปะทุจุดเดือดจนทะลัก ที่สุดก็เป็นไปอย่างที่เสียวๆกัน พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” กับกลุ่มต่อต้านพันธมิตร เปิดฉากไล่กระทืบกันตั้งแต่นัดแรกที่มีการรวมพลต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แค่สาหัส ยังไม่มีคนตาย

แต่โดยรูปการณ์ต่อสู้ ล่าสุดม็อบพันธมิตรปักหลักยึดถนนราชดำเนิน กางเต็นท์บนพื้นผิวการจราจรตั้งแต่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ไปจนถึงแยก จปร. และมีการนำแผงกั้นเหล็กมากั้นไม่ให้รถยนต์ผ่านเข้ามา รถยนต์จึงต้องเลี่ยงไปใช้ในเส้นทางอื่น

ตั้งท่ารบยืดเยื้อ

และเชื่อว่า มีการปรับแผนมาจากบทเรียนในอดีต ประเมินจากยุทธวิธีของม็อบฝ่ายต่อต้านพันธมิตร ที่แปรรูปขบวนมาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มมหาประชาชนเพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย ฝ่ายเชียร์ “ทักษิณ”

เปิดเกมป่วนแบบประชิด

กระจายกำลังตามประกบพันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ชนิดหายใจรดต้นคอ ไม่ปล่อยให้โดนไล่ทุบฝ่ายเดียวเหมือนที่รัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” โดนจนน่วม

แล้วก็ถูกเด็ดง่ายๆ

ฮาร์ดคอร์คุมเกมเผชิญหน้า ปฏิบัติการยั่วยุ ท้าทาย ในอารมณ์ดุเดือดเลือดพล่าน มันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วในเรื่องของการปะทะ

มีจังหวะลุยกันได้ทุกเสี้ยววินาที

และก็ไม่เผลอชะล่าใจ เก๋าระดับ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังอดหลับอดนอนเกาะติดสถานการณ์อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลจนถึงตีสอง พร้อมทั้งให้ กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติงานและให้มีการเตรียมกำลังให้พร้อม

แหยงโดนตลบหลังเหมือนกัน

แต่ ณ เวลานี้ “ลุงหมัก” ยืนยัน ยังไม่เคยมีแนวคิดที่จะนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาบังคับใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์

“ผมยังไม่ได้คิด ตำรวจจะดูแลเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้ใครมาชี้หน้าว่าผมเป็นเผด็จการ”

นายกฯมั่นใจ ยังเอาอยู่

โฟกัสไปที่อัศวินผู้ควบคุมม้าขาว “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังนิ่งกับการมองโลกในแง่ดี

หวังว่าเหตุการณ์คงจะไม่รุนแรง

ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีส่วนทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ดังนั้น คงต้องอยู่ที่ 2 ฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจคงต้องเพิ่มความเข้มข้นเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา แต่จากการประมาณการของตนเอง มองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะรักษาความสงบและดูแลความเรียบร้อยไว้ได้

แต่มันก็มีประโยคที่ “บิ๊กป๊อก” ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ เมื่อถูกนักข่าวให้ประเมินสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่

ต้องไม่บานปลายไปมากกว่านี้ เพราะบ้านเมืองจะเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ณ คาบนี้ ประเมินจากคำถามที่ว่าทหารต้องไปเกาะติดพื้นที่หรือไม่ จ่าฝูงกองทัพบกยืนยันเสียงแข็ง

“ไม่มีเลย และไม่มีกลไกใดที่จะสามารถเอากำลังออกไปได้”

“อนุพงษ์” ไม่รับมุกกระแสปฏิวัติที่ถูกปล่อยเร้าสถานการณ์

แต่โดยคำพูดที่ออกมา แน่นอน ทางหนึ่งก็การันตีให้พวกที่ระแวงโดนรัฐประหาร แต่อีกทางหนึ่งก็เหมือนส่งสัญญาณเป็นนัย ไม่มีกลใดนอกจาก ผบ.ทบ.ที่จะเอากำลังทหารออกจากกรมกองได้

“บิ๊กป๊อก” ขวางลำใครหรือเปล่า

และก็เป็นอะไรที่รีบดักคอดักทาง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำ นปก. ออกมาเรียกร้องให้ฝ่ายทหารหนักแน่น พิจารณาข้อกล่าวหาที่กลุ่มพันธมิตรหยิบยกมากล่าวอ้าง ว่าสมควรจะก่อให้เกิดการปฏิวัติหรือไม่

นาทีหยั่งเชิงวัดใจ

“อนุพงษ์” ไม่ แล้วแม่ทัพคนอื่นล่ะ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ฉะ “เติ้ง-สมศักดิ์” แทงข้างหลัง

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทยและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายประภัตร คิดขายชาติที่นำนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียมาเช่าพื้นที่ทำนาในประเทศไทย ว่า เป็นเรื่องการเมืองแน่นอน ไม่ใช่การเข้าใจผิด อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยระบุ เพราะคนที่เป็นถึงระดับรัฐมนตรีจะมาพูดคำว่า “ขายชาติ” ไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน มีการวางแผน และจังหวะเวลา เพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม อยากย้ำว่าการเมืองยุคใหม่ไม่ควรแทงกันข้างหลังอีกต่อไป ที่ตนออกมาพูดเพราะครอบครัวโพธสุธนถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ทำให้ทนนิ่งต่อไปไม่ไหว ตนอยู่ในเหตุการณ์รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร เป็นความ ปรารถนาดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เล็งเห็นว่าจะช่วยทำให้ ชาวนาได้โอกาสขายข้าวในราคาสูงๆมีการประกันความเสี่ยงที่ชัดเจนแน่นอน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียเขาไม่มาจ้าง คนทำนาหรอก แต่เขาพร้อมจะช่วยรับซื้อข้าวไว้ทั้งหมด

แจงยิบซาอุฯจะรับซื้อข้าวในราคาสูง

ต่อข้อถามว่าเหตุใดนายประภัตรจึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายประสิทธิ์ตอบว่า ตนนั่งคุยกับนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียด้วย จึงรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณและนักธุรกิจได้พูดเรื่องชาวนาไทยทำไมขายข้าวเปลือกได้ถูก และถูกเอาเปรียบมาตลอด สุดท้ายเมื่อฟังรายละเอียดทั้งหมด นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็มีความคิดว่าถ้าเขาจะรับซื้อข้าวในราคาซื้อขายล่วงหน้าเกวียนละ 15,000 บาท โดยมีเงื่อนไขพิเศษว่าจะจัดหาปุ๋ยยูเรียในราคาถูกที่ส่งมาจากซาอุดีอาระเบียมาให้ชาวนา เพื่อลดต้นทุนการผลิต ขณะเดียวกัน เขาก็จะจัดสร้างไซโลไว้เก็บข้าว ส่วนโรงสีทางนักธุรกิจก็จะให้ค่าสีข้าว 1,000 บาทต่อตันผู้ส่งออกก็จะได้กำไรจากการส่งข้าวให้เขา โดยที่นักธุรกิจพร้อมจะรับซื้อไว้ทั้งหมดที่ไทยมีขายให้ คือทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ได้กำไรเหมือนๆกัน นักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็จะเป็นผู้รับข้าวจากไทยไปขาย ทำให้ราคาข้าวไทยที่ส่งออกราคาจะสูงและราคามั่นคง ราคาไม่วูบวาบอย่างอดีตหรือปัจจุบันนี้ แม้จะว่าคู่แข่งจากเวียดนาม หรือจีนจะส่งข้าวออกมาขาย ทางนักธุรกิจซาอุดีอาระเบียก็พร้อมรับแบกรับความเสี่ยงนี่เอง ซึ่งที่พูดคุยกันในวันนั้นก็เป็นอย่างนี้ เป็นเพียงโจทย์ที่ตั้งไว้ คุยในเบื้องต้น ไม่รู้ว่าทำไม ถึงกลายเป็นเรื่องของคนคิดคดทรยศขายชาติ ที่สำคัญลองไปถามนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานบริษัทซี.พีดูว่าความคิดนี้เข้ากับทฤษฎีของท่านหรือไม่

ด่ากราดใครกันแน่พวกกินชาติ

“ผมอยากถามว่าชาวนาจะไม่เอาหรือ ราคาที่สูงขนาดนั้น แค่ 2-3 ปี ก็ปลดหนี้สินที่กู้ยืมได้หมด วันนี้ แค่ขายข้าวเปลือกให้ได้เกวียนละ 10,000 บาท ก็ลำบากแล้ว ถูกกดราคาทุกอย่าง ปุ๋ยก็แพง ผมคิดว่าคนบางคนที่ออกมาพูดเพราะกลัวชาวนาจะรวย จะหมดหนี้สิน จึงไม่อยากให้ใครคิดช่วยชาวนา ขอถามว่าโอกาสที่ชาวนาจะได้อย่างนี้แล้วจะเรียกว่าขายชาติใช่ไหม แต่คนที่ทำให้ ชาวนาหมดโอกาสขายข้าวเปลือกราคาสูงๆเรียกว่าอะไร จะเรียกว่าพวกกินชาติได้หรือไม่ ถ้ายังไม่หยุดป้ายสีให้ร้ายผมพร้อมจะเปิดเผยว่าในกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันบริหารงบประมาณในแต่ละโครงการ และจัดการกับผู้รับเหมากันอย่างไร” นายประสิทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวครั้งนี้นายประสิทธิ์แถลงข่าวด้วยน้ำเสียงดุดันด้วยความโมโหถึงขนาดมือไม้สั่น


นายกฯชี้ชาติเสียหายหนักจากกลุ่มชุมนุม

วันที่ 26 พ.ค. เมื่อเวลา 12.20 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมและมอบนโยบายแก่เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลกประจำปี 2551 ว่า ได้เล่าสถานการณ์การเมืองในอดีตและปัจจุบันให้กับเอกอัครราชทูตฟังเพื่อเป็นพื้นฐาน และทูตหลายประเทศก็แสดงความวิตกว่าสิ่งที่ทำกันมาจะถูกทำลายย่อยยับในพริบตา อย่างน้อย 3 ประเทศ บอกว่าจะมีผู้ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งทำการนัดหมายไว้ในสัปดาห์หน้า ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นัดหมายไว้ประเทศดังกล่าวจะยกเลิกหรือไม่ และท่านทูตจากประเทศหนึ่งบอกว่านอนไม่หลับ ดูข่าวแล้วก็ถามว่าทำไมบ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป จะให้ตนยืนยันได้หรือไม่ว่าจะยุติเมื่อไหร่ เลยบอกว่าตนก็เห็นถึงความไม่มีเหตุผลถึงเรื่องนี้ และเสียดายและเสียใจแทนท่านทูตทุกท่านที่อุตส่าห์ทำงานที่จะให้บ้านเมืองกลับสู่สถานะเดิมแต่ก็มีเรื่องพรรค์อย่างนี้ออกมา

“นพดล” ชี้นายกฯเน้นดึงนักลงทุน

ทางด้านนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุมเอกอัครราชทูตไทย (ออท.) และกงสุลใหญ่ไทย ทั่วโลกประจำปี 2551 โดยมีนายสมัคร เป็นประธานมี ออท. และกงสุลใหญ่ของไทยจากทั่วโลกร่วมประชุม 92 คน ทั้งนี้ เพื่อรับทราบนโยบายด้านการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อประยุกต์เป็นแผนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย นอกจากนี้นายกฯได้มอบนโยบายการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การหาโอกาสทางการค้าการลงทุนโดยเฉพาะโครงการศูนย์ข้อมูลธุรกิจของสถานทูตเพื่อให้คนไทยเข้าถึงการลงทุนในแต่ละประเทศ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการนำกระแสพระราชดำรัสเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย

ย้ำดัน พ.ร.ก.ประชามติเสี่ยงขัด รธน.

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอในการออก พ.ร.ก.ทำประชามติว่า ในการประชุม ครม.ในวันที่ 26 พ.ค. นี้นายกรัฐมนตรีจะหยิบยกมาหารือกัน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าจะเป็นสุ่มเสี่ยงเกิน ที่จะออกเป็น พ.ร.ก.เพราะจะต้องถูกนำส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเข้าเงื่อนไขเป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของประเทศหรือไม่ ทั้งนี้เท่าที่ตนได้ตรวจสอบและพบมานานแล้วเห็นว่าขณะนี้ยังมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประชามติปี พ.ศ.2541 ที่ออกมาสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เพราะเคยมีคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดียุบพรรคไทยรักไทยว่าเมื่อไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลบังคับ ก็ย่อมหมายถึงว่า พ.ร.บ.ฉบับนั้นยังมีผลบังคับใช้ ต่อมาก็ไม่มีประกาศ คปค.ให้ยกเลิก หากมีการประสานงานกับทางสภาฯแล้ว เห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนก็อาจจะมีความเป็นไปได้ ที่จะเร่งพิจารณา 3 วาระรวด แต่ถ้าเห็นว่าไม่มีกฎหมายฉบับเก่าอยู่ ก็ต้องไปเร่งรัดในการร่างกฎหมายใหม่โดยต้องหารือกับ กกต.ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นคนร่างกฎหมายจัดทำประชามติ

หนุนแช่แข็งญัตติรอทำประชามติ

เมื่อถามว่า แต่ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯยื่นคำขาดให้ถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเดียวหากบรรจุวาระเมื่อไรจะมีการปิดล้อมสภาฯทันที นายชูศักดิ์ตอบว่า อย่างนั้นก็เกินไป เมื่อรัฐบาลมีทางออกให้ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นสมควรแก้ไขก็เป็นทางออกของสังคม หากบอกว่าไม่ควรแก้ก็จบไป การจะถอนญัตติหรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลพินิจของ ส.ส.ที่ใช้สิทธิตามมาตรา 291 เขาไม่ได้ทำอะไรเกินเลย อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลต้องหารือกับประธานสภาฯและวุฒิสภาด้วยว่าเห็นควรอย่างไร เป็นไปได้ถ้าจะมีการเสนอญัตติเข้าสู่สภาฯ แต่ยังไม่พิจารณา โดยประธานสภาฯเอามาหารือสอบถามความเห็นจากรัฐสภาก่อนคือขอเลื่อนไปก่อนแล้วค่อยมาถามประชามติก็ได้

พลิกสู้เล่นอาญา “ประสพสุข-ปชป.”

ทางด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรค พลังประชาชนกล่าวถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้ยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อทำตามรัฐธรรมนูญแต่ปัญหาเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายพยายามล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ได้ยื่นถอดถอนพวกตน ดังนั้น ส.ส.ส่วนหนึ่งที่ลงชื่อ จึงได้หารือกันแล้วพบว่ามีพยานหลักฐานชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ จึงเตรียมทำหนังสือร้องเรียนต่อนายชัย ชิดชอบ ในฐานะประธานรัฐสภา ภายในสัปดาห์นี้เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มดังกล่าว รวมไปถึงนายประสพสุข บุญเดช ประธานสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นผู้รับเรื่องถอดถอนด้วย อย่างไรก็ตาม ได้ปรึกษานายชัยถึงกระบวนการร้องเรียนดังกล่าวที่เป็นความผิดอาญาต่อตัวบุคคล รวมถึงการยุบพรรคด้วย

กกต.ไม่ขวาง พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงการที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะออก พ.ร.ก.มาใช้รองรับการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่ารัฐบาลจะสามารถออก พ.ร.ก.มาบังคับใช้ได้ หรือไม่ ส่วนการออก พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติของ กกต. นั้น วิธีการอาจล่าช้าบ้าง เพราะต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แต่ กกต.ในฐานะหน่วยปฏิบัติเมื่อมีกฎหมายออกมาบังคับ กกต.ก็ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังมีปัญหา ทุกฝ่ายควรช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งมากกว่า

เดินหน้ายกร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะออก พ.ร.ก.ประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ขณะนี้กฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติยังไม่มี และรัฐธรรมนูญมาตรา 165 กำหนดให้ออก เสียงประชามติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติและในมาตรา 302 วรรคท้าย ระบุให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ. หากให้บททั่วไปออกเป็น พ.ร.ก.อาจจะมีปัญหาในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ กกต.ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาพรรคการเมืองดูแลในเรื่องการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งตามกรอบเวลาจะครบกำหนด 1 ปี ในเดือน ส.ค. และ กกต.กำลังเร่งยกร่างซึ่งต้องทำอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องที่จะเป็นปัญหาเรื่องที่ไม่ชอบโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จะใช้กฎหมายเก่าของปี 2541 เป็น ต้นแบบพิจารณาประกอบกับรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื่องจากกฎหมายเปลี่ยนไป

ปชป.ตามจิก พ.ร.ก.ประชามติ

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาลเตรียมจะเสนอให้ออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติ ว่า รัฐบาลกำลังเล่นบทตีสองหน้า โดยก่อนหน้านี้อ้างว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของสภาไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่วันนี้รัฐบาลกลับออกมาบอกว่าต้องดำเนินการ โดยการทำประชามติ และออกเป็น พ.ร.ก.โดยรัฐบาล พรรค ประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรดึงดันเรื่องการออก พ.ร.ก.เพราะตามรัฐธรรมนูญในมาตรา 302 ระบุชัดเจนว่าการออกเสียงประชามติต้องให้ กกต.จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ดังนั้น วิธีการอื่นไม่น่าจะทำได้ นอกจากนี้ ในมาตรา 184 วรรค 2 ยังได้ ระบุไว้ชัดเจนว่า การตรา พ.ร.ก.วรรค 1 ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องปกติไม่ใช่เป็นเรื่อง จำเป็นเร่งด่วน ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะดึงดันต่อไป และควรยุติและถอนญัตติการแก้รัฐธรรมนูญออกทันที ถ้ายังดึงดัน จะนำประเทศไปสู่วิกฤติปัญหาทางการเมืองได้

“จุรินทร์” ชี้ออก พ.ร.ก.ผิด ก.ม.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐ-มนตรี ยืนยันที่จะออก พ.ร.ก.ออกเสียงประชามติว่า รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่ากฎหมายออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จะออกเป็น พ.ร.ก.ไม่ได้ ต้องออกเป็น พ.ร.บ.เท่านั้น และไม่ใช่ พ.ร.บ.ธรรมดา แต่ต้องเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะมีการระบุไว้ ชัดเจนในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกระบวนการในการดำเนินการแตกต่างไปจาก พ.ร.บ.ปกติธรรมดา คือในการเสนอต้องมีผู้เสนอไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ไม่ใช่ ส.ส.แค่ 20 คน เหมือนกฎหมายปกติ นอกจากนี้ ในการพิจารณาวาระที่ 3 จะต้องผ่านเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ จำนวน ส.ส. ไม่ใช่ใช้แค่เสียงข้างมากปกติ อย่างไรก็ตาม ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบโดยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติก่อน ดังนั้น การที่จะออก พ.ร.ก.เพื่อให้ชอบโดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันย่อมทำไม่ได้

ส.ว.รับถูกกดดันหนักบีบถอนชื่อ

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อใน ญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังมีการกดดันทุกทางให้พวกที่เหลืออีก 9 คน ถอนชื่อจากญัตติเสนอ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุดได้รับข้อความผ่านมือถือ แต่ตนยังยืนยันว่าไม่ถอนชื่อ และได้หารือร่วมกับ ส.ว.ที่เหลือถึงสถานการณ์ที่เกิดการปะทะกันของม็อบ 2 กลุ่ม และ แนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่เสนอให้มีการทำประชามติ ทางกลุ่มเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการ ประชุม ครม.ในวันที่ 27 พ.ค. ว่า จะมีมติให้มีการทำประชามติ หรือไม่ หากมีมติออกมาอาจต้องชะลอญัตติออกไปก่อน เมื่อถามถึงกรณีที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อ นายยุทธนาตอบว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ให้สิทธิ์ ส.ส. ส.ว. เข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น ตนจึงมีสิทธิตามกฎหมาย การกล่าวหาว่า ส.ว.ที่ลงชื่อมีความผิดตามมาตรา 122 นั้น เป็นการตีความเข้าข้างตัวเอง พูดแบบกำปั้นทุบดิน การยื่นญัตติดังกล่าวไม่ได้ ไปเพิ่มอำนาจ ส.ว.เลือกตั้ง และไปยุบ ส.ว.สรรหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ส.ว. 9 คน ที่ยังไม่ ถอนชื่อคือ นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี นาย จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นางสมพร จูมั่น ส.ว.นครสวรรค์ นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์

เลขาฯมัชฌิมาธิปไตยเสียวโร่ถอนชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 26 พ.ค. หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่น ถอดถอน ส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อในญัตติเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้น ปรากฏว่า นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้แจ้งถอนชื่อออกจากญัตติดังกล่าวเช่นกัน


พันธมิตรฯ เตรียมขอมติผู้ร่วมชุมนุมเช้าวันนี้

สะพานมัฆวานฯ 27 พ.ค.-แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมติของผู้มาร่วมชุมนุม ซึ่งจะมีการพูดคุยกันเช้าวันนี้

ความคืบหน้าการชุมนุมต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แกนนำยังคงผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย สลับกับกิจกรรมบนเวที โดยแกนนำทั้ง 5 คน หารือร่วมกันเกี่ยวกับความชัดเจนของการชุมนุมได้ข้อสรุปว่า เช้าวันนี้จะขอมติจากผู้เข้าร่วมชุมนุมว่าจะยุติ หรือชุมนุมต่อ สาเหตุการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะต้องการรอฟังความชัดเจนของรัฐบาล กรณียื่นถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งเพิ่มรั้วเหล็กจาก 1 ชั้นเป็น 3 ชั้น พร้อมจัดกำลังตำรวจคุมเข้มป้องกันกลุ่มต่อต้าน ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสนามหลวงเข้ามาก่อความวุ่นวาย ขณะที่การดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อให้เกิดความวุ่นวานเมื่อวานนี้ ตำรวจกำลังตรวจสอบกล้องวงจรปิด หากพบผู้กระทำผิดชัดเจนจะดำเนินคดีทันที.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 01:07:08

ศาลรับฟ้อง นพดล ปัทมะ ฟ้องหมิ่น เตมูจิน และพวก


ศาลอาญา รัชดาฯ 26 พ.ค. - ศาลอาญา รัชดาฯ มีคำสั่งคดีที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชนาพัทธ์ ณ นคร ประธานเครือข่ายเตมูจิน บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล นายพชร สมุทวณิช นายขุนทอง ลอเสรีวานิช ซึ่งเป็นผู้บริหาร บจก.ไทยเดย์ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ นายวิรัตน์ แสงทองคำ ผู้บริหาร บมจ.แมเนเจอร์ บริษัท ไอ.เอ็น.เอ็น.นิวส์ จำกัด พ.ต.ท. อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ และ นายวิชา วรมาลี เป็นจำเลยที่ 1-11 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา

กรณีเมื่อวันที่ 9 พ.ค.2550 จำเลยทั้งหมดได้ร่วมกันใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ได้กล่าวถ้อยคำทำนองว่า โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนขบวนการตัดไม้ทำลายป่า ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนมีเงินเพิ่มในบัญชี 100 ล้านบาท จากนั้น จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3, 5, 6 - 11 ร่วมกันบันทึกข้อความ และนำข้อความที่จำเลยที่ 1 กล่าวแพร่กระจายผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ และอื่น ๆ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ

การกระทำของพวกจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และเกลียดชัง ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์แล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา โดยนัดแถลงเปิดคดี ในวันที่ 1 ส.ค. นี้ เวลา 9.00 น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:54:18


คตส.มีมติส่งสำนวน ทักษิณ เอื้อประโยชน์ให้ศาลยึดทรัพย์

สตง. 26 พ.ค. - คตส.มีมติส่งสำนวนกรณีไต่สวน “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เอื้อประโยชน์ตัวเองและครอบครัว ให้อัยการสูงสุดยื่นศาลฎีกาฯ พิจารณาให้ทรัพย์สิน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลง ภายหลังการประชุม คตส. วันนี้ (26 พ.ค.) มี นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติยืนตามคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตัวเอง และพวกพ้อง จนทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร ที่มีนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ คตส.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน

“คตส. จึงมีมติเห็นชอบให้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,621,603 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน รวมถึงดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของครอบครัว โดยจะนำส่งได้ภายในวันที่ 29 พ.ค.นี้” นายสัก กล่าว และว่าในวันที่ 28 พฤษภาคม นี้ คตส.จะส่งสำนวนกรณีการตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้กับอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องศาลต่อไป

นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. กล่าวว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ จะแจ้งข้อกล่าวหากับบุคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของการดำเนินคดีอาญาต่อไป แต่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการในคดีอาญาได้เสร็จสิ้นภายในอายุ คตส. จึงน่าจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:45:36


ส.ว.ยโสธร รับถูกกดดันหนักให้ถอนชื่อในญัตติแก้ รธน.

รัฐสภา 26 พ.ค. - “ยุทธนา” เผยถูกกดดันให้ถอนชื่อจากญัตติแก้ รธน. ยันทำตามที่กฎหมายให้อำนาจ รอดูมติ ครม.พรุ่งนี้ ก่อนตัดสินใจอีกครั้ง ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปแล้วมี 20 คน สำนักงานเลขาธิการสภาฯ สรุปล่าสุดเหลือ 134 คน หากมีถอนเพิ่มอย่างน้อย 9 คน ถือว่าญัตติตกไป

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร หนึ่งในผู้ลงชื่อญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่า มีแรงกดดันให้ถอนชื่อออก แต่ยืนยันว่ายังไม่ถอนชื่อ วันนี้ (26 พ.ค.) กลุ่ม ส.ว.ที่ร่วมลงญัตติที่เหลือได้หารือและเห็นว่าควรจะรอดูสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 พ.ค.นี้ ว่าจะมีมติให้ทำประชามติหรือไม่ หากมีมติให้ทำประชามติ อาจดำเนินการเพื่อชะลอญัตติออกไปก่อน ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอน ส.ว.ที่ร่วมลงญัตตินั้น ตนทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ จึงมีสิทธิตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดขณะนี้มี ส.ว.ที่ยังไม่ถอนชื่อสนับสนุนญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 10 ราย ส่วน ส.ว.ที่ถอนชื่อไปก่อนหน้านี้ มีจำนวน 20 ราย

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อยื่นญัตติทั้งสิ้น 164 คน และเมื่อตรวจสอบล่าสุด เวลา 18.00 น. วันนี้ พบว่า ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนญัตติอย่างถูกต้อง จำนวน 134 คน และหากมีสมาชิกถอนรายชื่อเพิ่มอีกอย่างน้อย 9 คน จะส่งผลให้ญัตติตกไปเลย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 19:40:58


สมพงษ์ เชื่อนายกฯ มีวิธีแก้ปัญหากลุ่มค้านแก้ รธน.

กรมราชทัณฑ์ 26 พ.ค. - “สมพงษ์” เชื่อนายกรัฐมนตรีมีวิธีแก้ปัญหาชุมนุมค้านแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ประชามติเป็นการแสดงความเห็น ไม่ทำให้แตกแยก

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การชุมนุมคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะมีวิธีแก้ปัญหาเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ โดยข้อเท็จจริงมีเพียงไม่กี่มาตราที่จะแก้ แต่พรรคร่วมรัฐบาลก็อยากแก้ในมาตราอื่น ๆ อีก จึงได้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเปรียบเทียบกับปี 2550 ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็อยากแก้ปัญหาด้วยการทำประชามติ

ต่อข้อถามว่า การทำประชามติจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นหรือไม่ นายสมพงษ์ กล่าวว่า ความแตกแยกไม่น่าจะเกี่ยวกับความคิดเห็น การทำประชามติเป็นการแสดงความคิดเห็นว่า ต้องการได้รัฐธรรมนูญเก่าหรือใหม่เท่านั้น

นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีปัญหาของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายจักรภพด้วย เพราะนายจักรภพก็ได้แปลเอกสารมาโต้แย้งแล้วว่ามีเจตนาอย่างไร ดังนั้น จะให้รัฐบาลผลักดันให้นายจักรภพต้องลาออก ก็คงไม่ยุติธรรมกับนายจักรภพ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-26 17:41:11