WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 28, 2008

ดึงเกมวัดใจแนวร่วม

บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนอยู่แท้ๆ แต่ในฐานะพรีเซ็นเตอร์จำเป็น คณะรัฐมนตรีต้องทำเป็นตัวอย่างนำร่องมาตรการประหยัดพลังงาน

ถอดสูทประชุม ครม. ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส

แต่ก็เป็นอะไรที่ลดโทนร้อนแรงลง จากที่ตั้งธงจะออกพระราชกำหนดประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงด้วยตัวเองภายหลังประชุม ครม.

คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“จะอธิบายให้ฟังชัดเจนว่า ตรวจสอบกฎหมายเดิม กฤษฎีกาต้องรับเอาไปดูให้ว่าตกลงยังอยู่หรือไม่ ถ้าอยู่ส่งกลับมาก็จะใช้กฎหมายฉบับนี้ดำเนินการลงประชามติ เพราะต้องใช้กฎหมายรองรับ

มีระเบียบกฎหมายบริหารราชการแผ่นดินมันไม่มีศักดิ์ศรีพอที่จะเอาไปทำเดี๋ยวจะมีคนโต้แย้ง หากจะใช้พระราชกำหนดก็จะทำให้เจอทางตัน เพราะคนที่ไม่อยากให้ทำจะยักย้ายส่งไปให้ศาลพิจารณา ก็ไม่รู้จะมีอนาคตเมื่อไหร่”

ไปทางไหนก็เจอปัญหา

สรุปเลยก็คือ “ลุงหมัก” จะเลือก 2 ทาง คือ รอกฤษฎีกาแจ้งให้ทราบว่า การนำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2541 มาใช้ ทำได้หรือไม่

ถ้าไม่ได้ก็จะทำอีกทาง คือรอร่าง พ.ร.บ.ประชามติของ กกต.

โดย กกต.รับว่าจะเร่งดำเนินการให้เสร็จก่อนเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อส่งเรื่องเข้าบรรจุระหว่างเปิดสภาฯสมัยวิสามัญ

เมื่อผ่านสภาเสร็จก็จะส่งให้วุฒิสภา โดยจะประสานกับประธานวุฒิสภา ถ้าประธานวุฒิสภาพิจารณาให้ รัฐบาลก็จะยืดเวลาการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญออกไป

คิดเผื่อล่วงหน้า หาช่องกันทุกวิถีทาง

แต่ถึงที่สุดเลย “ลุงหมัก” ก็ยังเผื่อใจไว้ ถ้าจะรอสภาเปิดสมัยสามัญ เราก็จะรอ

ที่แน่ๆก็คือ เลิกดึงดันจะเข็นพระราชกำหนดประชามติ

และเหมือนจะเป็นการวัดใจแนวร่วม “ลุงหมัก” ประกาศล่วงหน้า เมื่อมีประชามติแล้วหากประชาชนเห็นว่าไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ก็ต้องเลิกเรื่องนี้ไปเลย

ในทางตรงกันข้าม “ลุงหมัก” ก็ออกตัว ให้ความมั่นใจล่วงหน้า ถ้าประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญก็ขอให้รู้ว่า การแก้จะอยู่ในความดูแลของคนที่รับเลือกตั้งมา ทั้ง ส.ว.แต่งตั้ง 74 เลือกตั้ง 76 และ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งอีก 480 คน จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเรื่องใดจะผ่านได้หรือไม่ได้ มาตราไหนควรจะแก้หรือไม่

การเสนอย่อมเสนอกันได้ แต่อาจจะไม่ผ่าน เพราะมันไปทีละมาตรา ขอให้เข้าใจเรื่องเท่านั้น อะไรที่ไม่สมควรแก้ ไม่ผ่านก็แก้ไม่ได้ แต่สิ่งที่สมควรแก้ก็มี

เปิดอก ถอดใจพูดกันเลย

โดยท่าทีของ “ลุงหมัก” ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ได้มีผลมาจากการที่พันธมิตรม็อบไล่ “ทักษิณ” ยึดถนนราชดำเนิน กางเต็นท์ล้อมลวดหนาม ปักหลักรบยืดเยื้อ เพิ่มเงื่อนไขจากการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการตั้งธงไล่รัฐบาล

เปลี่ยนแผนพลิกเกมแค่ชั่วข้ามคืน

ไหนจะเสียงของคนกันเองในรัฐบาล ล่าสุด “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ออกโรงกระตุ้น ส.ส.บางส่วนของพรรคพลังประชาชนที่ลงชื่อยื่นญัตติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ควรถอนรายชื่อออกจากญัตติ

มั่นใจถึงขั้นเอาหัวเป็นประกัน อย่างไรเสียร่างพ.ร.บ.แก้ไขรัฐ-ธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนจะไม่ผ่านความเห็นชอบของสภา

อยู่ๆคงไม่ออกมาท้าเดิมพันกันเล่นๆ

อย่าลืม เก๋าเกมระดับ “ป๋าเหนาะ” เคยผ่านการเป็นผู้จัดการรัฐบาล ประธานวิปรัฐบาล เชี่ยวชาญเรื่องการคุมเสียงในสภา

น่าจะเช็กตัวเลขกันแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้ายังเน้นลุยถั่วหักดิบตามยุทธศาสตร์ของ “พ่อมดเขมร” อย่างที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างไว้ที่ “ปู่ชัย” นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็คงเหลือแค่ “ลูกกรอก” ที่ยกมือหนุน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


พันธมิตรแข็งกร้าว ระดมพล จากตจว.มาชุมนุม

กลุ่มชุมนุมพันธมิตรยังปักหลักอยู่ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนถึงเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เป็นวันที่ 2 แล้ว ขณะที่ม็อบต่อต้านพันธมิตรปักหลักอยู่ที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางการเฝ้าจับตาดูของหลายฝ่ายและการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงตามเป้าหมายของผู้ที่ต้องการให้เกิด

“ชูศักดิ์” อัดพันธมิตรฯเลยเถิด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ เปลี่ยนท่าทีจากต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นขับไล่รัฐบาลว่า สุดแต่จะพิจารณาดูเอาก็แล้วกันว่าเป็นอย่างไร การเมืองเวลานี้แบ่งเป็นขั้วเป็นฝ่าย ส่วนที่มีการหยิบเรื่องนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประเด็นโจมตีขับไล่รัฐบาลนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของนายจักรภพ ที่บอกว่าเป็นดุลพินิจของประชาชนและสื่อในการพิจารณา เชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในจุดที่ควรจะเป็น ประเทศชาติไม่ควรจะไปถึงขนาดนั้น เพราะบอบช้ำมามากแล้ว น่าจะช่วยกันให้ชาติเดินหน้าต่อไปได้ การที่กลุ่มผู้ชุมนุมโจมตีถึงขั้นไล่รัฐบาลตนว่าเลยเถิดไป ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา


เตือนกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าละเมิดสิทธิคนอื่น

เมื่อถามว่า นายกฯไม่ใช่คนประนีประนอมเกรงว่าจะเกิดปัญหาหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า ก็ดูว่าในอนาคตจะเป็นอย่างไร นายกฯคงจะมีการหารือกับฝ่ายความมั่นคง หากเหตุการณ์บานปลาย แต่อยากจะฝากเตือนสติว่าไม่ควรจะมีเหตุวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมือง กลุ่มผู้ชุมนุมควรคำนึงถึงเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย ที่ผ่านมาใช้วิธีการประนีประนอม ไม่ได้จัดการโดยเด็ดขาดถือว่าเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าหากเกินเลยไป เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงจะเข้ามาดูแลความปลอดภัย รัฐบาลคงไม่นิ่งดูดายปล่อยให้สถานการณ์ บานปลายไปเรื่อยๆ เพียงแต่ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางทีอาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จึงต้องทำอะไรรอบคอบระมัดระวัง

“เหลิม” ข้องใจ “สนธิ” แค้นอะไร

ที่บ้านริมคลองบางบอน เช้าวันเดียวกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 61 ปี ของขวัญที่อยากได้คือ อยากให้ ประชาชนสามัคคี ส่วนความเห็นที่แตกต่างนั้น ควรต่อสู้กันทางความคิด ไม่ควรกระทบกระทั่ง ประชาชนมีความทุกข์ยากในหลายเรื่อง รัฐบาลเข้ามาเพียง 3 เดือน จะแก้ปัญหาแบบพลิกฝ่ามือคงเป็นไปไม่ได้ การชุมนุมเรียกร้องของประชาชนทุกภาคส่วนสามารถทำได้ ถ้ามีเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ถ้าใครมีเจตนาแอบแฝงสุดท้ายความจริงจะปรากฏ ที่ผ่านมาไม่เคยโกรธเคืองใคร แต่เมื่อยังคุยไม่รู้เรื่องก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ สำหรับตนกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯนั้น นายสนธิไม่พูดความจริง บอกว่าเพิ่งรู้จักตน แต่ความจริงรู้จักกันมานานและผูกพันกัน วันนี้ยังอยากคุยกับนายสนธิว่าที่ทำอย่างนี้ต้องการอะไร มีปัญหาคับแค้นใจอะไร

ปัดใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงจับแกนนำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า รัฐบาลเตรียมใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ ร.ต.อ.เฉลิมตอบว่า ไม่เป็นความจริง ไม่อยากแสดงความเห็นคัดค้าน พล.ต.จำลอง เพราะเป็นคนต้นทุนทางสังคมสูง ยืนยันไม่มีรัฐบาลในระบอบประ-ชาธิปไตยที่ไหนคิดจับคนชุมนุม เว้นแต่ไปทำความผิดอย่างอื่นแล้วตำรวจต้องเข้าไปดำเนินการ สิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงคือชุมนุมกีดขวางทางจราจร ทำไมไม่ไปแสดงความเห็นที่มุมใดมุมหนึ่งของ กทม. ไม่ว่าจะเป็นลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งธนบุรี หรือสวนลุมพินี การจราจรก็ไม่ติดขัด ประชาชนก็ไม่เดือดร้อน ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ใช้ ความรุนแรง เพราะเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำตามใจชอบไม่ได้ พันธมิตรฯจะชุมนุมก็ทำไป แต่บอกว่ารักบ้าน เมืองแล้วไปชุมนุมข้างยูเอ็น ภาพออกไปทั่วโลกจะไม่ดี ประเทศชาติจะเสียหาย เมื่อถามถึงข่าวจะมีการตั้งหน่วยล่าสังหารแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รมว.มหาดไทยตอบว่า ขอถามว่าพันธมิตรฯมีศัตรูที่ไหนบ้าง ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

ย้ำชัดไม่เคยคิดใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง

ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจัดการกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อสลายม็อบว่า “เคยตอบไปแล้วว่าผมแม้แต่คิดยังไม่เคย”

ให้ออกระเบียบการใช้ห้องแถลงข่าว

ส่วนกรณีที่นายสุชาติ นาคบางไทร กลุ่ม นปก.เดิม เกิดปะทะคารมเดือดกับบรรดาผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา จนผู้สื่อข่าวมีการไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน. ดุสิตนั้น ที่รัฐสภา วันเดียวกัน ตัวแทนผู้สื่อข่าวประจำ รัฐสภาเข้ายื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อให้ออกระเบียบเรื่องการอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภานำบุคคลภายนอกมาใช้ห้องสื่อมวลชนแถลงข่าว พร้อมกับแนบรายชื่อผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาทั้ง 36 คนด้วย โดย ในหนังสือระบุถึงเหตุการณ์ที่กลุ่ม นปช. ประกอบด้วยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายชินวัตร หาบุญพาด และนายสุชาติ นาคบางไทร แถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 พ.ค. และนายสุชาติได้แสดงความไม่พอใจพร้อมกับนำกล้องดิจิตอลส่วนตัวขึ้นมาถ่ายภาพผู้สื่อข่าว โดย เฉพาะผู้สื่อข่าวที่ยิงคำถาม โดยอ้างว่าต้องการรู้จักใบ หน้าและศึกษาประวัติ และช่วงคืนวันที่ 26 พ.ค. แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯได้ขึ้นเวทีพร้อมกล่าวปราศรัยใน ทำนองว่า ถ้าเห็นหน้ากลุ่มผู้สื่อข่าวที่ซักถามที่รัฐสภาจะหวดทันที

ใครพามาต้องรับผิดชอบพฤติกรรม

จากพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภาจากสำนักต่างๆได้หารือกันเห็นว่าขณะนี้ สถานการณ์การเมืองมีความขัดแย้งแบ่งเป็นขั้ว และมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนตามหลักจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ แต่พฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นเห็นว่าเข้าข่าย การคุกคามข่มขู่สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ทำให้ไม่ปลอดภัยในการทำงาน และจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ที่จะรายงานข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบ ดังนั้น จึงขอให้ประธานรัฐสภากำชับสมาชิกรัฐสภาที่จะนำบุคคลภายนอกมาใช้ห้องแถลงข่าว ต้องแสดงความรับ ผิดชอบต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้แถลงข่าวที่อาจเกิดขึ้นได้ และขอให้สร้างหลักประกันในการทำหน้าที่ ของสื่อมวลชนว่าจะไม่ถูกคุกคามใดๆ

สภาออกระเบียบทันที 3 ข้อรวด

ทั้งนี้ นายชัยได้รับเรื่องและสั่งให้นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รับไปดำเนินการ โดยให้ออกระเบียบ 3 ข้อ คือ 1. ให้สมาชิกรัฐสภาต้องรับ ผิดชอบในการนำบุคคลภายนอกเข้ามาแถลงข่าวในห้องสื่อมวลชน และต้องอยู่รับฟังการแถลงข่าวจนจบ 2. ห้ามบุคคลที่มาแถลงข่าวนำกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายภาพสื่อมวลชน 3. ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรัฐสภาดูแลความเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด

เตือนทุกฝ่ายอย่าใช้อารมณ์ใส่กัน

น.ส.นาตยา เชษฐโชติรส นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า สมาคมเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของนักข่าวรัฐสภาว่าได้ทำหน้าที่ในการหาข้อมูลข่าวสาร ด้วยความเที่ยงธรรมต่อวิชาชีพสื่อ ดังนั้น ขอให้กำลังใจ ในการยืนหยัดทำหน้าที่ให้ดีที่สุดต่อไป ขณะเดียวกัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ที่รุนแรงมากในขณะนี้ เป็นที่คาดหมายว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน จะมีความลำบากมากยิ่งขึ้น รวมทั้งอาจเกิดการกระทบ กระทั่งกับบางฝ่ายที่ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของสื่อได้ จึงใคร่ขอให้เพื่อนพ้องน้องพี่ผู้สื่อข่าว ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และที่สำคัญในการซักถามแหล่งข่าว ที่เป็นคู่กรณีความขัดแย้ง ซึ่งอาจจะเจอกับการใช้อารมณ์ รุนแรงดังกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็ขอให้ใช้ท่าทีที่สุภาพ อย่าใส่อารมณ์และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้องยืนหยัดในหลักการที่จะแสวงหาความจริงจากผู้ที่ให้สัมภาษณ์ให้ได้มากที่สุด

“ชัย” ไม่หวั่นถูกถอดถอนตำแหน่ง

จากนั้นนายชัยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอให้ถอนญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ว่า ไม่มีสิทธิไปบังคับให้สมาชิกถอนชื่อออกจากญัตติ เพราะเป็นสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนประธานรัฐสภา ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายชัยกล่าวว่า ตนไม่มีลายเซ็น แต่ก็ดีใจที่เขาถอดถอน ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ทุจริตคิดมิชอบต่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำผิดระเบียบรัฐสภา เมื่อถามว่าหากยังเดินหน้าบรรจุญัตติต่อไป จะเป็นชนวนทำให้การเมืองนอกสภาร้อนแรงขึ้น นายชัย กล่าวว่า ก็ร้อนกับคนบางคนที่เสียประโยชน์เท่านั้น เมื่อถามว่ามี ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุจะยื่นถอดถอน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหามีส่วนร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อล้มล้างการปกครอง นายชัยกล่าวว่า เป็นสิทธิของเขา เหมือนนักมวยปล่อยให้ต่อยฝ่ายเดียวก็เจ็บ เขาก็ต้องต่อยคืนบ้าง แต่ตนจะไม่ร่วมหารือด้วย เพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น อยากให้เกิดความสมานฉันท์ ส.ส.ไม่ว่าจากพรรคไหน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ควรคิดถึง การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน

กลุ่มชุมนุมปิดถนนคนเดือดร้อน

ที่ บช.น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ รอง ผบ.ตร. (มค.1) เปิดเผยหลังประชุมตำรวจผู้เกี่ยวข้อง ในการดูแลความสงบเรียบร้อยกลุ่มผู้ชุมนุมว่า การปฏิบัติงานของตำรวจ ในการควบคุมสถานการณ์ได้แยกกลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายออกจากกัน เพื่อป้องกันการปะทะ พร้อมทั้งตรวจค้นอาวุธและป้องกันบุคคลที่ 3 ไม่ให้เข้ามาสร้างสถานการณ์ ท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเลิกชุมนุม ขณะนี้ยังไม่ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงเข้าไปจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน จากการตรวจสอบเมื่อคืนวันที่ 26 พ.ค. ยังไม่มีกลุ่มรถจักรยานยนต์เข้ามาป่วนการชุมนุม ทั้งนี้ การชุมนุมส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาการจราจรอย่างมาก อยากขอร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจการทำงานของตำรวจว่าปฏิบัติงานตามกฎหมาย และจะไม่ขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ผบ.ทร.บ่นเหนื่อยใจ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. ที่กองทัพเรือ พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผบ.ทร. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมจนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นว่า เหนื่อยใจว่าทำไมเราไม่รักกันจริง ถึงได้ทะเลาะกันอยู่เรื่อย ไม่รู้จะพูดอย่างไร รู้สึกเหนื่อยใจ อยากให้ คิดถึงประเทศมากที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นมาจะเสียหายทั้งประเทศแล้วจะคุ้มหรือไม่ ส่วนสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ เพราะอยู่ที่คนที่ไปชุมนุม การชุมนุมทำให้ภาพของบ้านเมืองเราดูไม่ดี ข่าวจากหนังสือพิมพ์ ทราบว่าไทยติดอันดับ 100 ต้นๆ ของประเทศที่ไม่มีความสงบ

“เจ็บคอ” พูดเรื่องปฏิวัติ

เมื่อถามว่าเป้าหมายของการชุมนุม อยากให้จบลงที่ทหารออกมาปฏิวัติหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมกับกระแอมก่อนพูดสั้นๆว่า “เจ็บคอ” เมื่อถามว่า ทหารจะออกมาดูแลความเรียบร้อยต่อเมื่อรัฐบาลสั่งการใช่หรือไม่ ผบ.ทร. ตอบว่า ตามกฎหมายถือว่าใช่ ส่วนเหตุการณ์จะไปถึงตรงจุดนั้นหรือไม่ ตนไม่ทราบขึ้นอยู่ที่ทั้ง 2 ฝ่าย และกลุ่มคนที่สร้างเหตุการณ์ในขณะนี้ เมื่อถามว่า ก่อนเกษียณอายุราชการ จะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่ ผบ.ทร. กล่าวติดตลกว่า “ผมต่ออายุไม่รู้หรือ” เมื่อถามว่ามองอย่างไรกรณีที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ลงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์กล่าวสั้นๆว่า เจ็บคอ เมื่อถามว่า การชุมนุมครั้งนี้กับเมื่อปี 2549 มีความแตกต่างกันอย่างไร พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า น่าจะนำบทเรียนมาทบทวน ทุกคนน่าจะตั้งสติทบทวนของเก่าว่ามีบทเรียนอย่างไร จะเดินไปแบบเก่าหรือไม่ เมื่อถามว่า ขั้นไหนที่ทหารจะออกมาควบคุมสถานการณ์ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ตอบว่า มีขั้นตอนของกฎหมายอยู่ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อควบคุมสถานการณ์

ยันไม่มีการเคลื่อนกำลัง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า หน่วยบัญชาการนาวิกโยธินเคลื่อนกำลังเข้าสู่กรุงเทพฯ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า ไม่มี ผู้บัญชาการทหารนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) อยู่กับตน แล้วใครจะนำกำลังทหารเข้ามา ผบ.นย.โทร.มาหาทุกวัน ช่วงที่มีข่าวลือว่ามีการเคลื่อนกำลัง ผบ.นย.ก็อยู่ข้างตน ไม่มีอะไร ทหารอยากทำมาหากิน งานของทหารเยอะแยะ เมื่อถามว่า ในการประชุมสภากลาโหมในวันที่ 28 พ.ค.นี้จะมีการนำเรื่องสถานการณ์การชุมนุมเข้าหารือในที่ประชุมหรือไม่ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ตอบว่า ในระเบียบวาระการประชุมยังไม่มี เมื่อถามถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาแก้ต่างกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ปฏิเสธตอบคำถามกล่าวเพียงสั้นๆว่า “พอแล้ว เจ็บคอ”

“เสนาะ” ขอให้กลุ่มชุมนุมกลับบ้าน

ด้านนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมเพื่อค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า อยากให้แยกย้ายกลับบ้านและขอให้ความมั่นใจกับพันธมิตรฯว่า คนไทยทุกคนรักสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คงไม่มีใครสามารถแตะต้องได้ การประกาศต่อสู้กันเหมือนจะไปสู้กับ “อริราชศัตรู” ไม่ว่าใครจะแพ้หรือใครจะชนะ สุดท้ายก็คือคนไทยด้วยกัน ตนไม่ได้มาพูดเอาหน้า แต่มาพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองคนหนึ่ง ตนพูดในฐานะผู้ใหญ่หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ใช่ว่าอยู่ในรัฐบาลแล้ว จะมาพูดแบบนี้ลองคิดดูถ้าคนไม่หวังดีปาระเบิดเข้าไปสักลูก บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เอาเป็นว่าขอร้องทุกฝ่ายจะให้กราบเท้าก็ได้

แจ้งกองปราบฯดำเนินคดีพันธมิตร

ที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 17.00 น. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี และนายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สมยศ พรหมนิ่ม รอง ผบก.ป. แจ้งความดำเนินคดีกับนายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงชัย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนนานนท์ นายเทิดภูมิ ใจดี นายสุริยะใส กตะศิลา นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขัดขวางกระบวนการใช้อำนาจนิติบัญญัติของ ส.ส.

ขัดขวางการใช้อำนาจนิติบัญญัติของ ส.ส.

นายวรวัจน์กล่าวว่า แจ้งความดำเนินคดีกลุ่มพันธมิตรฯ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากกลุ่มพันธมิตรฯได้จัดชุมนุมสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศ มีการใช้อาวุธ ใช้กำลัง สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของประเทศ อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรฯได้ยื่นเรื่องให้ถอดถอน ส.ส. และ ส.ว.ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ทั้งที่การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย และขั้นตอนก็ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าจะรับร่างหรือไม่ แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับมีการใช้กำลัง วาจา และจัดชุมนุมเพื่อขัดขวางกระบวนการดังกล่าว ตนในฐานะที่เป็น ส.ส.จึงขอใช้สิทธิของตนเอง แจ้งความกับตำรวจกองปราบฯให้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย และอยากให้ตำรวจตรวจสอบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้กำลังและความรุนแรงเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย

กลุ่มชุมนุมอยู่ว่างๆเอาผ้าโพกหัวให้จำลองเซ็น

สำหรับบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ช่วงเช้าวันที่ 27 พ.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากยังปักหลักอยู่ในพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยนายผลัดเปลี่ยนดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล ส่วนเส้นทางรอบนอกที่จะผ่านไปยังทำเนียบ ตำรวจใช้แผงเหล็กปิดกั้น ส่วนบนเวทีตลอดทั้งวันบรรดาแกนนำคนสำคัญไม่มีใครขึ้นปราศรัย ขณะเดียวกัน บรรดา ผู้ชุมนุมต่างนำผ้าโพกหัวสีเหลืองไปให้ พล.ต.จำลอง ศรี- เมือง แกนนำพันธมิตรฯเซ็นชื่อจำนวนมาก

เตรียมระดมคนจาก ตจว.มาอีกเพียบ

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสุริยะใส กตศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ แถลงว่า กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันจะต่อต้านการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ถึงที่สุด ขณะนี้รวบรวมรายชื่อได้เกิน 2 หมื่นรายชื่อแล้ว และในวันที่ 28 พ.ค. ช่วงบ่าย จะนำเอกสารส่วนหนึ่งไปยื่นต่อประธานวุฒิสภา ส่วนอีกชุดหนึ่งจะยื่นในวันที่ 30 พ.ค. เพื่อให้มีการตรวจสอบและถอดถอน ส.ว. ส.ส.ที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มพันธมิตรฯยืนยันว่าจะยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีการระดมมวลชน ทั้งเครือข่ายองค์กรและจากต่างจังหวัดเข้ามาสมทบ ส่วนเรื่องขบวนเสด็จฯในวันที่ 28 พ.ค. นั้น ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งขบวนรับเสด็จฯ ซึ่งเคยทำมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน คงไม่มีปัญหาอะไร

ตั้งโต๊ะล่าชื่อไล่นักการเมืองหนุนแก้ รธน.

ส่วนการชุมนุมในช่วงเย็นเริ่มคึกคักขึ้น เมื่อมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนทยอยกันมารวมตัวฟังการปราศรัย เมื่อมาถึงบริเวณเต็นท์ของกองทัพธรรม หลายคนได้ร่วมลงชื่อการถอดถอน ส.ส.และ ส.ว.ที่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นที่น่าสังเกตว่าเสื้อกู้ชาติรวมทั้งซีดีขับไล่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2549 นั้น มีการนำมาวางขายกันบนฟุตปาทริมถนนหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ส่วนของการปราศรัยบนเวทีก็เริ่มอย่างดุเดือด ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีการทำงานที่ผิดพลาด เรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และการไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน เป็นต้น

แจกโล่ไม้รับมือฝ่ายต่อต้าน

สำหรับการรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณการชุมนุม มีเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 500 นาย กระจายตรึงพื้นที่ทางเข้าออกชุมนุมทุกด้าน ป้องกันการปะทะกับฝ่ายต่อต้าน ที่ยังคงปักหลักตั้งเวทีที่ท้องสนามหลวง ด้านฝ่ายรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรเองก็เริ่มเตรียมการป้องกัน ด้วยการคุมเข้มผู้ที่ผ่านเข้าออกภายในบริเวณการชุมนุม เนื่องจากพบว่ามีแนวร่วมของกลุ่มต่อต้าน แฝงตัวเข้ามาบันทึกภาพและข้อมูลการชุมนุมทั้งยังแจกจ่ายหมวกกันน็อกพร้อมโล่ไม้อัดให้กับฝ่ายรักษาความปลอดภัย มีการเตรียมไม้ เหล็กแป๊บ ขวดโซดา ไว้ด้วย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรเผยว่า โล่และหมวกกันน็อกนั้น ไม่ได้แจกไว้เพื่อไปสู้รบกับฝ่ายต่อต้าน แต่มีไว้เป็นแนวปะทะ เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 พ.ค. แนวปะทะอ่อนมาก จนทำให้กลุ่มต่อต้านเข้ามาขว้างปาทำร้ายผู้ชุมนุม จึงต้องเตรียมพร้อมไว้เท่านั้น

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ นำโดยนายสุชาติ นาคบางไทร ยังคงปักหลักเปิดเวที ปราศรัย “สภาสนามหลวงต่อต้านพันธมิตรฯ” ท่ามกลางประชาชนผู้สนใจและให้การสนับสนุนกว่า 500 คนเข้าฟัง มุ่งประเด็นปราศรัยโจมตี 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ อย่างเผ็ดร้อนว่า เป็นพวกอันธพาล แสดงอำนาจถ่อย เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ และตราบใดที่กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่เลิกการชุมนุมปิดถนนราชดำเนิน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการก็จะจัดเวทีชุมนุม ต่อต้านต่อไป ขณะที่นายสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน อดีต แกนนำ นปก. 2 กล่าวว่า จะให้เวลากับรัฐบาลในการดำเนินการจัดการกลุ่มพันธมิตรฯให้สลายการชุมนุมปิดถนนราชดำเนินสักระยะ หากรัฐบาลทำไม่ได้ พวกสภาสนามหลวงจะไปจัดการให้กลุ่มพันธมิตรฯพ้นจากสะพานมัฆวานฯเอง แต่ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯยอมเปิดถนนย้ายไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สวนลุมพินี เราสัญญาจะไม่ไปก่อกวนเด็ดขาด

โวย ตร.เปิดเพลงประชันเวทีปราศรัย

กระทั่งเวลา 21.00 น. ระหว่างที่เวทีปราศรัย ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิjนทอง อดีต ส.ส.ร. เป็นผู้ดำเนินรายการและได้มีการเปิดวีดิโอเทปการปราศรัยของนายจักรภพ เพ็ญแข รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างการเดินทางไปบรรยายที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่มีการเปิดเทปดังกล่าว จู่ๆรถกระจายเสียงเคลื่อนที่ของ บช.น. ที่จอดอยู่หลังแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็เปิดเพลงปลุกใจสวนเข้ามาเสียงดังสนั่น กลบเสียงปราศรัยของเวทีของฝ่ายพันธมิตรฯ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชุมนุมถึงกับมีการกรูกันมาที่แนวรั้วเหล็กของตำรวจบนสะพานมัฆวาน พร้อมขว้างขวดน้ำใส่และตะโกนด่าทอว่าตำรวจต้องการรบกวนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนสถานการณ์เริ่มชุลมุนขึ้น

“อัศวิน” บอกเหมือนยั่วยุตำรวจ

ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ซึ่งมาควบคุมกำลังตำรวจอยู่หลังแนวแผงเหล็ก ได้เดินมาเกาะรั้วพร้อมกล่าวอย่างมีอารมณ์ กับตัวแทนของฝ่ายพันธมิตรว่า ได้ขอร้องแล้วว่าให้ พันธมิตรฯหันลำโพงบนรถที่จอดบนสะพานมัฆวานไปทางฝั่งของการชุมนุม ไม่ใช่หันมาทางตำรวจที่รักษาการณ์อยู่ ขอร้องมา 2 วันแล้ว ทำแบบนี้เหมือนเป็นการยั่วยุ ตำรวจ หากเสียงดังไปถึงในวังจะทำอย่างไร ขณะนั้นนายสุริยใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้เข้ามาเจรจาและยอมสั่งให้ทีมงานหันลำโพงรถกระจายเสียงบนสะพานมัฆวานไปทางกลุ่มผู้ชุมนุม และในที่สุดรถกระจายเสียงของ บช.น.ก็ยอมปิดเพลง สถานการณ์ตึงเครียดจึงยุติลง

“โคราช” เตรียมเคลื่อนพลเข้ากรุง

ที่จังหวัดนครราชสีมา ช่วงบ่าย กลุ่มชาวโคราชที่อ้างตัวว่าเป็นพวกรักความสงบกว่า 500 คน เดินทางมาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัด ยื่นหนังสือให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาล และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี นายอินทร์ เพชรมาก ผู้ใหญ่บ้านใหม่ ต.บ้านใหม่ อ.เมืองนครราชสีมา แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวสร้างความแตกแยกให้แก่ คนในชาติ ถือเป็นการกระทำไม่ถูกต้อง กระทบต่อความเจริญและความสงบเรียบร้อยของประเทศ จึงขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรยุติการเคลื่อนไหว ปล่อยให้รัฐบาลบริหารบ้านเมืองไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ให้รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ หากพันธมิตรยังไม่ยุติการชุมนุมจะเดินทางไปคัดค้านที่กรุงเทพฯต่อไป

ไม่เพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว

ที่ศาลจังหวัดเชียงราย วันเดียวกัน นายอาวุธ ปรีชาวุฒิ ทนายความของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้พิจารณาเพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท ร.ต.อ.เฉลิม เนื่องจากปฏิบัติตัวผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัวชั่วคราว ต่อมาเวลา 14.30 น. นายมโน เทอดจิตธรรมผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเชียงราย ร่วมกับนายสุพัฒน์ หน่อแหวน ผู้พิพากษา ร่วมกันพิจารณาคำร้องของนายอาวุธแล้วลงความเห็นว่าพฤติกรรมของจำเลยยังไม่เห็นควรต้องเพิกถอนคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราว

กลุ่มพันธมิตรฯ ยืนยันชุมนุมต่อไม่มีกำหนด

สะพานมัฆวานฯ 28 พ.ค.-กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

ความคืบหน้าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์แกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ได้ขึ้นปราศรัยท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ปราศรัยเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องของรัฐบาล พร้อมท้ารัฐมนตรีมหาดไทยให้มาดีเบตเรื่องความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ทางโทรทัศน์ช่องใดก็ได้ ยกเว้นเอ็นบีที โดยแกนนำยังยืนยันจะชุมนุมต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้าน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจความเรียบร้อยสถานที่ชุมนุม พบว่า กลุ่มพันธมิตรฯ หันเครื่องขยายเสียงมาทางลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งตำรวจปฏิหน้าที่อยู่ จึงขอความร่วมมือหันเครื่องขยายเสียงไปทางอื่น กลุ่มพันธมิตรจึงยอมหันเครื่องขยายเสียงไปด้านข้าง พร้อมกับลดระดับความดังของเสียงลง ส่วนกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่า ตำรวจดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่ จากการตรวจสอบยังไม่พบ แต่หากตำรวจกระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-28 01:27:59


มท.1 ฉลองครบ 61 ปี ประกาศเตรียมลงใต้หลังนายกไฟเขียว

กทม.27 พ.ค.-รมว.มหาดไทย เปิดบ้านพักริมคลอง เลี้ยงฉลองอายุครบ 61 ปี บรรยากาศชื่นมื่น พร้อมตั้งตัวเป็นทนายส่วนตัวเปิดบ้านโต้คนวิจารณ์ “พ.ต.ท.ทักษิณ” เสาร์-อาทิตย์ พร้อมเตรียมลงใต้ เนื่องจากนายกฯ ไฟเขียว เตรียมเปิดบ้านรับรองเลี้ยงอาหารค่ำ 22 รมต.ศุกร์นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 61 ปีของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย วันนี้ (27 พ.ค.) ที่บ้านพักริมคลอง ย่านบางบอน มีบุคคลสำคัญมาร่วมงาน พร้อมนำกระเช้าผลไม้และดอกไม้มามอบให้กับ ร.ต.อ.เฉลิม อย่างคับคั่ง อาทิ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว "พ.ต.ท.ทักษิณ" นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.มหาดไทย พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช.สาธารณสุข นอกจากนี้ นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ได้นำจตุคามฯ มามอบให้ ท่ามกลางการต้อนรับจากครอบครัวอยู่บำรุง ประกอบด้วย นางลำเนา อยู่บำรุง นายอาจหาญ นายวัน และว่าที่ ร.ต.ดวง อยู่บำรุง

ทั้งนี้ ในช่วงเย็น ร.ต.อ.เฉลิม ได้เอาฤกษ์ด้วยการกราบขอพรหลวงพ่อเกษร พระประธานอุโบสถวัดบางบอน ก่อนที่จะรับกระเช้าอวยพร จากนั้น นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำทีมอธิบดีจากกรมต่าง ๆ ผู้ว่าฯ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทยเข้าอวยพร

ภายในงานได้มีการจัดดนตรี บนเวทีมีป้ายที่มีข้อความว่า “Happy Birthday ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (มท.1) 27 พ.ค.2551” พร้อมรูปถ่ายของ ร.ต.อ.เฉลิม ติดอยู่ด้วย และได้มีการเตรียมเค้ก 3 ชั้น เพื่อฉลองวันเกิด ขณะเดียวกันมีบุคคลสำคัญมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ พลเอกวิชิต ยาทิพย์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน และ มี ส.ส.พรรคพลังประชาชนอีกบางส่วนมาร่วมงาน รวมถึงพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย มาร่วมงานในช่วงดึกด้วย

ระหว่างการเลี้ยงฉลอง บุตรชายทั้ง 3 คน ของ ร.ต.อ.เฉลิม ประกอบด้วย นายอาจหาญ นายวัน และว่าที่ร้อยตรีดวง อยู่บำรุง ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงอวยพรวันเกิด เพลง “ยังยิ้มได้” เป็นของขวัญให้บิดา จากนั้นนางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยาได้ขึ้นบนเวที พร้อมกับกล่าวอวยพรให้เป็น มท.1 ที่อยู่ครบวาระ และให้ มท.ตัวจริงอย่างตนได้ชื่นใจ สบายใจ พร้อมกับร้องเพลง “บ้านเรา” ให้เป็นของขวัญ จากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ได้ขึ้นบนเวทีกล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงานพร้อมกับบ่นน้อยใจว่าทุกปีที่ผ่านมา มีคนมาร่วมงานนับหมื่น แต่วันนี้มีไม่กี่พันคนเพราะเกรงใจจะถูกวิจารณ์

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา (26 พ.ค.) ได้โทรศัพท์ขอพรจาก พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งท่านให้พรขอให้โชคดี วันนี้ ขอพรจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็ได้กินขนมจีนซาวน้ำร่วมกัน ทั้งนี้ในวันศุกร์ที่ 30 พ.ค.นี้ รัฐมนตรีทั้ง 22 คน ใน ครม. จะมารับประทานอาหารค่ำที่บ้านริมคลองของตน ซึ่งจะเป็นการประชุมร่วมกัน และได้สั่งให้ภรรยาเตรียมอาหารร้านอร่อยไว้คอยต้อนรับแล้ว


"วันนี้ ที่ประชุม ครม. นายกรัฐมนตรีได้อนุญาตให้ตนลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ และเร็ว ๆ นี้ ตนตั้งใจจะไปและจะนอนจังหวัดละ 1 คืน นอกจากนี้ยังกล่าวด้วยว่าจากนี้เป็นต้นไปหากมีใครกล่าวพาดพิงและใส่ร้าย "พ.ต.ท.ทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรี ตนจะทำหน้าที่เป็นโฆษกแถลงข่าวตอบโต้ที่บ้านทุกวันเสาร์-อาทิตย์" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า จะไม่มีการจับแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งชุมนุมอยู่บริเวณสะพานมัฆวานฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากประเมินแล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้ประชาชนไม่เอาด้วย พร้อมทั้งขอร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งพรรคการเมืองเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากกล่าวบนเวที ร.ต.อ.เฉลิม ได้ร่วมร้องเพลง Happy Birthday กับครอบครัว และตัดเค้กวันเกิด โดยบุตรชายทั้ง 3 คนพร้อมหลานชายทั้ง 2 คน ได้ก้มลงกราบเท้าด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 19:55:08


ทนายคดีหวยบนดินส่งคำร้องค้านถึงศาลฎีกาฯ แล้ว


กรุงเทพฯ 27 พ.ค. - นายสิทธิโชค ศรีเจริญ หัวหน้าทีมทนายความคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว หรือหวยบนดิน ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมทนายความได้ส่งคำแถลงการณ์คัดค้านคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาคดีหวย 3 ตัว 2 ตัว ไปให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ และการต่ออายุการทำงาน คตส.เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา

“จากการประสานงานไปยังศาลฎีกาฯ ทราบว่าศาลฎีกาฯ ได้จัดส่งคำแถลงการณ์ของ คตส.ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้เมื่อไร แต่ในส่วนทีมทนายความคาดหวังว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะให้ความกรุณาพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน” นายสิทธิโชค กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 19:34:06


ครม.เห็นชอบขยายโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย งบฯ กว่า 5 หมื่นล้าน


พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบขยายโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย ที่เชื่อมต่อระหว่างหัวลำโพง-บางแค เป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร และจากบางซื่อ-ท่าพระ อีก 13 กิโลเมตร โดยมีการปรับงบประมาณใหม่จากของเดิม เป็นวงเงิน 56,895 ล้านบาท ซึ่งระหว่างนี้จะให้ศึกษาด้านโครงสร้างโยธาธิการ และสำรวจความเป็นไปได้ด้านสิ่งแวดล้อม จากนั้นจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง และเมื่ออนุมัติ ก็สามารถที่จะเปิดให้ประมูลได้ทันที.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-27 16:02:55


ยิ่งชุมนุม ยิ่งต้องทำประชามติ

การชุมนุมยืดเยื้อของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากจะมองในแง่สิทธิเสรีภาพแล้ว หลายคนอาจจะมองว่าการชุมนุมปกตินั้นสามารถกระทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย เนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน รำคาญใจ นั่นคือกรอบกว้างๆ ที่ทุกคนที่รักชาติและประชาธิปไตยต้องเรียนรู้และรักษาระยะห่างให้ดี อย่าถลำก้ำเกินมากไป น้อยไป เป็นอันขาด

การอ้างสิทธิเสรีภาพ สามารถกระทำได้ เพราะไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครมีความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา ในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่าง 100% ดังนั้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นระบอบที่ยืดหยุ่น เพื่อให้คนรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน

รัฐบาลให้โอกาสเพื่อรับฟังเหตุ รับฟังผล ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ มาเป็นเวลาพอสมควร

ประชาชนในสังคมให้โอกาสรับฟังเหตุ รับฟังผล ต่อกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ มาเป็นเวลาสมควรแก่เหตุ

ตอนแรกมาเรื่องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ขึ้นเวทีแขวะไปถึงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บ้าง ไล่รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช บ้าง ผรุสวาทถ้อยคำหยาบคาย “กู” “มึง”...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปกติจากสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายในการมาชุมนุมเรียกร้องในครั้งแรก

รัฐบาล ไม่ได้เป็นผู้ยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนโดยลิ่วล้อคณะเผด็จการ คมช.

ประชาชน ต่างหาก ที่เข้าชื่อกัน 1.5 แสนรายชื่อ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เขียนโดยลิ่วล้อคณะเผด็จการ คมช.

ผู้แทนปวงชนชาวไทย อันประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันเข้าชื่อ 164 คน เสนอร่างให้กับประชาชนซ้ำอีกดาบหนึ่ง

หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการทำประชามติ เพื่อสอบถาม “ใจ” ของประชาชนว่า จะให้มี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นี้หรือไม่

รัฐบาล รับลูกที่จะทำ ประชามติ ตามข้อเสนอ

แต่ปรากฏว่า คนกลุ่มหนึ่งกลับบอกว่า ไม่ได้ ไม่ให้ ทำประชามติ แต่ออกมาปลุกระดมปลุกปั่นประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ ทำสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งไม่เข้าใจว่าจะไปทำสงครามอะไรกับใคร ภาษาที่ใช้ในการโฆษณาปลุกระดมผู้คนนั้น สะท้อนพฤตินิสัยของแกนนำในการชุมนุม ที่ต้องการความ สงบ สันติ อหิงสา หรือ ความรุนแรง กันแน่ พอไล่ไปไล่มา เฉไฉไปว่า ทำสงครามทางความคิด แต่มี “มีดสปาร์ต้า-ไม้หน้าสาม” และหลังเวทียังมีแกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมมือ ทั้งที่เป็นพรรคที่ประกาศว่า “ยึดมั่นระบบรัฐสภา” และแรงสนับสนุนจาก อำมาตยาธิปไตย อย่างออกนอกหน้า

ก่อนหน้าการปฏิวัติรัฐประหาร จำได้ไหมว่า มีการใช้คำว่า “กู้ชาติ” องค์เหนือหัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าอย่างไร ยังจำกันได้หรือไม่

คราวนี้มาใหม่ คู่ความขัดแย้งจึงอยู่ที่

“ทำประชามติ” กับ “ทำสงคราม”

ในฐานะที่เป็นคนไทย เกิดบนผืนแผ่นดินไทย เชื่อได้ว่า ไม่มีคนไทยคนไหนที่ โง่ พอจะเลือกแนวทางที่จะนำไปสู่ ความแตกแยก ของคนในชาติ หากไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา

กลุ่มคนเหล่านี้ ต้องการ สร้างสถานการณ์ปลุกระดมให้การชุมนุมครั้งนี้เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งจากเจตนาในการใช้คำว่า “สงคราม” ทั้งการ ปราศรัยเร่งเร้าเรื่องทางการเมืองอื่นๆ แทนที่จะพูดเรื่อง รัฐธรรมนูญ 2550 ว่าดีอย่างไร หรือ รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ดีอย่างไร ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมา

ในเมื่อรัฐบาลกำลังเดินหน้าไปสู่การทำประชามติ เพื่อให้ คนทั้ง 63 ล้านคน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองครั้งสำคัญนี้ ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้ทำประชามติครั้งนี้ ฟังแกนนำเองยังสับสนที่จะพูดเรื่องประชามติ พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ถนัดที่จะพูดเรื่องล้มรัฐบาลมากกว่าเสียอีก

เมื่อเป็นดังนี้ ผู้รักชาติและประชาธิปไตย คนฝั่งฝาประชาธิปไตย ไม่ควรจะให้ความสนใจในกลุ่มคนนี้อีกต่อไป เพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้มีเจตนาแฝงตลอดเวลา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่มีวันร่วมมือกับเขา เพราะ คนไทยไม่ได้โง่! ที่จะถูกหลอกต้มอีกต่อไป...

ส่วนซากเดนเผด็จการเหล่านี้เราจะ “กำจัดทิ้ง” หรือ “Delete” ลงไปใน “ถังขยะ” (Recycle Bin) อย่างไร เป็นบัญชีประวัติศาสตร์ทางประชาธิปไตยที่ต้องจดบันทึกกันไว้


โศกนาฏกรรม (กลเกม) การเมือง

ร้อนตัว!

พลันที่ จักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงเกี่ยวกับคำบรรยายที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซีที) เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550

ซึ่งเป็นประเด็นถูกตั้งคำถามถึง เนื้อหา และ ถ้อยคำ ที่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2551

ไม่เพียงเป็น ข้อกล่าวหา ที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิต “คนไทย” ของเขา

แต่นับเป็น โศกนาฏกรรมการเมือง ที่บังเกิดขึ้นแล้ว...

ในห้วงที่บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะ ระส่ำระสาย แทนที่ความ สงบสันติสุข

พลันที่ “คำกล่าวหา” จากบุคคลหนึ่ง ผสมโรงจากฟาก ประชาธิปัตย์ และ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เขย่าผ่าน สื่อมวลชน จนลุกลามบานปลายกลายเป็น ประเด็นใหญ่โต ของบ้านเมือง

“ผมถูกกล่าวหาทางสังคมโดยคำพูดคนอื่น ไม่ใช่คำพูดตัวเอง...”

ถ้อยคำสั่นเครือสะท้อนบาดลึกเข้าไปในอารมณ์ของผู้ฟัง

จุดเริ่มต้นโศกนาฏกรรม...

ต้นเหตุจากการ “บิดเบือน” ผนวกกับ “เงื่อนเวลา” ที่ยาวนาน “เข้าทาง” กลเกมการเมืองอย่างมิ
ทันตั้งตัว

เหตุบิดเบือน ที่เจ้าตัวได้แถลงไขต่อหน้าสาธารณชน นำพาวิเคราะห์ไปที่ “เหตุ 3 ประการ” ที่
บิดเบือนได้มาก บิดเบือนยาวนาน นั่นคือ

ประการหนึ่ง เป็นคำบรรยายภาษาอังกฤษที่พูดสด ไม่มีคำบรรยายละเอียดแบบคำต่อคำล่วงหน้า โดยใช้เวลา 45 นาที

อันหมายความว่า ถ้าหากจะเข้าใจในถ้อยกระบวนความทั้งหมดนั่น ต้องแปลเป็น “ไทย” เท่านั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นกับ “คนแปล” ว่าจะแปลอย่าง “ซื่อสัตย์” หรือ “ฉ้อฉล”

ประการที่สอง เป็นการพูด ต่อหน้า ชาวต่างประเทศ ซึ่ง คนเหล่านี้ ต้องยอมรับในแง่ของความเข้าใจต่อสังคมไทย ที่มี น้อยกว่า คนไทยด้วยกันเอง

เช่นนั้นแล้ว การจะบรรยายอะไรให้ฟังนั้น ต้องลำดับความเป็นขั้นๆ โดยละเอียด ก่อนผู้พูดจะมุ่งสู่ข้อสรุป

ดังนั้นแล้ว การอธิบายศัพท์ สำนวนต่างๆ จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับ “บริบท” ในการพูดกับคนไทยได้

และประการที่สาม การบรรยายดังกล่าวเป็น “เชิงวิชาการ” ไม่ใช่ “บรรยายการเมือง”

“...ผมยอมรับ รู้สึกโกรธที่ถูกกล่าวหาในความไม่จงรักภักดี นำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมาชี้ประเด็นสร้างความเสื่อมเสียแก่ ผม รัฐบาล และครอบครัว ญาติสนิท ที่ต้องได้รับผลกระทบ กินไม่ได้นอนไม่หลับไปด้วย มีความกังวลใจตลอดเวลา

ขอยืนยัน ความจงรักภักดีของผมและครอบครัวนั้น เป็นที่ประจักษ์มาหลายชั่วอายุคน…”

บางส่วนในห้วงความรู้สึกของผู้ที่ “ถูกกระทำ” ย่อมสะเทือนไปถึง ครอบครัว ส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “รัฐบาล” ในความเป็น “รัฐมนตรี” อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

และอีกเช่นกัน ที่แรงตีกลับได้ถูกส่งไปที่ “ผู้กระทำ” การครั้งนี้ในทันที

ฉับพลันในวันรุ่งขึ้น (27 พ.ค.)...

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เปิดแถลงข่าวตอบโต้ในทันที

ถ้อยแถลงประหนึ่งแสดงถึง ความไม่สบายใจ ต่อ การกระทำในวันนี้ อันด้วยเรื่องที่หยิบยกมาขยายความเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

แต่ก็ด้วยข้ออ้างถึง “ความจำเป็น” ที่จะต้องแถลงข่าว อันเนื่องด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ใช้สถานะความเป็นรัฐมนตรีให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

เหตุนั้นมิเท่ากับ มีการกล่าวหาตน และ พรรคประชาธิปัตย์ จึง ขอความเป็นธรรม จากสื่อทุกแขนงในการให้พื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้อย่างสมบูรณ์และรอบด้าน

เพียงแค่เกริ่นโหมโรงก็ให้เห็นถึง “ความไม่บริสุทธิ์ใจ” ซ้ำร้ายยังมิวาย แอบอ้าง “ประชาชน” อันเป็น “ทาง” ที่ถนัดเสียจนเป็น...

วาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมายังตอกย้ำในจุดยืน ข้อกล่าวหา..เดิมๆ - ทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ตบท้ายด้วยเล่ห์ของการจี้จุดไปที่ “ความไม่เหมาะสม” ในตำแหน่งเก้าอี้ “รัฐมนตรี” อีกต่อไป

เป็นเป้าประสงค์ที่ “ตรงจุด” และ “ชัดเจน”…

หากแม้โศกนาฏกรรมการเมือง จะบังเกิดขึ้นแล้วกับ บุรุษสายล่อฟ้า - จักรภพ เพ็ญแข

กระบวนการจ้อง “ล้มล้าง” รัฐบาล ก็บังเกิดขึ้นแล้วในอีกฟากฝั่งหนึ่ง...เช่นกัน

สายน้ำจันทน์ (แทน)


‘สื่อ’ กับความรุนแรงในวันชุมนุมของพันธมิตร

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท เขียนคอลัมน์ “ใต้เท้าขอรับ” เกี่ยวกับบทบาทการทำหน้าที่สื่อมวลชน ในการเสนอข่าวความรุนแรงในการชุมนุมของพันธมิตรฯ ไว้ดังนี้

‘สื่อ’ กับความรุนแรงในวันชุมนุมของพันธมิตรฯ

ความรุนแรงที่เกิดในระหว่างการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นเรื่องที่ต้องถูกประณาม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่าย ‘พันธมิตรฯ’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 1’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 2’ ฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 3’ หรือฝ่าย ‘ต้านพันธมิตรฯ 4...5...6’

เราขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่าย และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบที่ไม่สามารถป้องกันความรุนแรงนี้ได้ รวมทั้งขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ก่อความรุนแรงทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ

กระนั้น สังคมไทยมีเรื่องที่ต้องทำมากกว่านั้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับรากเหง้าของความรุนแรงเหล่านี้ เพราะการก้าวข้ามอย่างเข้าใจในสถานการณ์เหล่านี้ของสังคมไทยร่วมกัน จะนำไปสู่รากฐานวัฒนธรรมที่เคารพสิทธิมนุษยชน เพียงแต่ว่าสังคมไทยจะใช้เวลาเรียนรู้และเก็บรับบทเรียนเหล่านี้ได้เร็วเพียงพอ และทันกับความสูญเสียหรือไม่

ในสถานการณ์แยกขั้วที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่ง่ายเลยที่จะมีใครยืนอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นกลางได้ ในท่ามกลางขวดพลาสติก ขวดแก้ว ไม้ ฯลฯ ที่โยนกันไปมา 2 ฝ่าย และต่างก็ตอบโต้กันด้วยความรุนแรง จนกระทั่งบาดเจ็บด้วยกันทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปห้ามก็อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกมองว่าลำเอียง กระทั่งสื่อสารมวลชนเองก็กลายเป็นศัตรูกับฝ่ายต่อต้าน

ผู้ดำเนินรายการข่าวช่องหนึ่ง พยายามสอบถามนักข่าวในพื้นที่ ในวันแรกของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ฝ่ายต่อต้านรวมพลอยู่ที่ไหน ผู้นำการต่อต้านพันธมิตรฯ ปราศรัยว่าอย่างไร ได้ห้ามปรามการขว้างปาหรือไม่ ฯลฯ แม้นักข่าวในพื้นที่จะเพียรตอบว่า การเผชิญหน้าและการปะทะนั้นเกิดขึ้นในหลายที่ และไม่มีผู้นำที่จะอยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้ แต่คำถามประเภทนี้ก็เกิดขึ้นอีกจนกลายเสมือนเป็นการยัดเยียดข้อหาให้ฝ่ายต่อต้านว่า เป็นขบวนการ หรือมีคนอยู่เบื้องหลัง

เราสามารถกล่าวได้ว่า ผู้ดำเนินรายการข่าวช่องนั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายหรือจงใจปั้นภาพว่าฝ่ายต่อต้านกระทำการรุนแรงเป็นอันธพาล เราสามารถกล่าวได้ว่า ผู้ดำเนินรายการช่องนั้นไม่ได้มีเจตนาเพื่อเข้าข้างฝ่ายพันธมิตรฯ เราเชื่อว่าผู้ดำเนินรายการช่องนี้ก็เหมือนช่องอื่น และผู้สื่อข่าวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ของตนไปตามที่เขาวาดภาพไว้ แต่ตรงนั้นแหละที่อันตราย

เพราะภาพที่วาดไว้ไม่ได้มาจากความเข้าใจในสถานการณ์ของกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ กลุ่มคนที่ไม่เคยมีพื้นที่ข่าวเหล่านั้นเลย คงต้องบอกด้วยว่า ที่ฝ่ายต่อต้านเหล่านี้ไม่ค่อยจะมีพื้นที่ข่าวนั้นก็เนื่องมาจาก พูดจาไม่เป็นประเด็น บางทีดูเหมือนหลุดโลก และมักเริ่มต้นด้วยการก่นด่าด้วยคำหยาบคาย โดยเฉพาะกับสื่อเช่นคำว่า “สื่อระยำ”

สื่อส่วนใหญ่มองฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่า เป็นพวกนิยมทักษิณ ซึ่งไม่จริงทั้งหมด หลายคนในที่นั้นก้าวข้ามเรื่องทักษิณ แล้วยกระดับไปสู่การต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ถูกฉีกไป กระทั่งพอจะเรียกได้ว่า ‘มีสำนึกเพื่อประชาธิปไตย’ ไปนานมากแล้ว ขณะที่สื่อส่วนใหญ่ยังคงย่ำอยู่กับที่ มองฝ่ายต่อต้านพันธมิตรฯ ว่าเป็นขบวนการเดียวกัน มีการจัดตั้ง มีการชี้นำ และควบคุมได้ กระทั่งยังเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นลักษณะเดียวกับคาราวานคนจนที่ไปปิดเนชั่น หรือไม่ก็เป็นพวกเดียวกับ นปก. ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมาก

เมื่อสื่อไม่พยายามเข้าใจว่าทำไมคนเหล่านี้จึงเอาเวลา เอาชีวิตของตัวเอง มาต่อต้านพันธมิตรฯ เราจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างไร คนเหล่านี้ไม่ได้ต่อสู้เพื่อมีที่ทางหรือเพื่อมีตำแหน่ง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ แล้วเขาต่อสู้เพื่อสิ่งใด หากไม่ใช่เพราะความคับแค้น และเพราะความไม่เป็นธรรมบางชนิดที่เขาได้รับมาตลอดหลายปี

น่าสนใจและตั้งคำถามกับสื่อในสังคมไทยว่า เราได้แต่ทำข่าวพันธมิตรฯ ฝ่ายเดียวหรือไม่ หรือได้ทำแต่ข่าวความรุนแรงหรือไม่ โดยได้ละเว้นหรือมองข้ามข่าวอีกด้าน

เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกับที่รัฐไทยมองผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ ไม่หาว่าเป็นโจรกระจอก ก็โจรติดยาเสพติด โจรค้าของเถื่อน หรือเมื่อสรุปเอาว่า เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็ไม่เคยได้ทำให้เข้าใจกันจริงๆ เสียทีว่า ความไม่เป็นธรรมอันใดที่เป็นเหตุให้เขาต้องมาแบ่งแยกดินแดน

เมื่อสื่อเข้าไม่ถึงคู่กรณี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เราจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้อย่างไร และเราจะหยุดความรุนแรงได้อย่างไร

เมื่อสื่อเสนอข่าวแต่เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ข่าวอีกฝ่ายเข้าถึงได้ก็แต่เรื่องร้ายๆ นั่นก็เท่ากับสื่อเป็นผู้ก่อความรุนแรงเสียเองใช่หรือไม่



แจงหมดเปลือก ย้ำ...ความจงรักภักดี

นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดใจถึงข้อกล่าวหาจาบจ้วงสถาบัน ที่มีคนบางกลุ่มพยายามใช้เป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ดังที่ “ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอไปแล้ว และในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ยังได้เปิดให้สื่อมวลชนซักถามอย่างหมดเปลือก โดยมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายคำถาม

เมื่อถูกถามถึงการตัดสินใจลาออก นายจักรภพ ระบุว่า หลายวันที่ผ่านมา มีบุคคลที่ช่วยให้ความเห็นมากมายเหลือเกิน จนจำไม่ไหว เอาเป็นว่ามีความเห็นทุกอย่างทุกประการ จากทุกคน ตนคงจะไม่เจาะจงว่าเป็นใคร แต่สรุปก็คือว่า “ผม นายจักรภพ เพ็ญแข คือผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้”

พร้อมทั้งระบุว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะลาออก
“ถ้าออกไปตอนนี้สังคมก็ไม่ได้ความจริง คนที่พยายามจะเสี้ยมให้เกิดความแตกแยกกัน ก็จะเสี้ยมเรื่องอื่นต่อไป สังเกตไหมละครับว่า บ้านเมืองตอนนี้มันมาถึงจุดที่ว่า ถ้าไม่มีเรื่องจักรภพ ก็เตรียมจะมีเรื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือว่า ผมต้องรับผิดชอบส่วนของผม นี่เป็นคำกล่าวหาที่สำคัญและใหญ่หลวง ผมต้องตอบให้ได้

เพียงแต่ว่าการที่จะต้องแสดงความรู้สึกผ่านขบวนการแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ เรียกร้อง ผมคิดว่าไม่ใช่เวลาที่จะแสดงตรงนั้น ผมตั้งใจจะทำประโยชน์กับบ้านเมือง พี่น้องประชาชนมีความสงสัยจากคำที่ถูกกล่าวหาขึ้นมา เราก็ใช้เวลาเช่นนี้แหละครับในการทำความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้จะผ่านพ้นไปได้ แล้วจะเกิดความสบายใจกันมากขึ้น”

ส่วนการลากิจ 7 วันจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไรนั้น นายจักรภพ บอกว่า เวลา 7 วันที่ลากิจคงแก้ไขปัญหาทุกอย่างไม่ได้ แต่จะเป็นการทำให้เกิดประโยชน์ 2 อย่าง อย่างแรกที่สุด คือ ตนเองมีเวลาตั้งสติ แล้วกลับไปทบทวนดูว่ามีอะไรในพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งทำคนให้เกิดความคลางแคลงใจถึงขั้นกล่าวหา ที่ร้ายแรงอย่างนี้ ก็ต้องประเมินตัวเองก่อน
อย่างที่ 2 ก็คือ ต้องการที่จะให้สังคมที่มีสติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสังคมส่วนใหญ่ของเรา ไม่ใช่กลุ่มคนเล็กน้อยที่พยายามก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

เพื่อให้คนส่วนใหญ่ ได้มีโอกาสนำเอกสารเหล่านี้ไปศึกษาอีกครั้ง

ถ้าพูดวันนี้ แล้วพรุ่งนี้ทำงานต่อ พยายามจะไปเรื่องอื่นแล้วมันไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องใหญ่ มันต้องใช้เวลาค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ ตัดสินใจ

สำหรับการฟ้องร้องกับพรรคประชาธิปัตย์ จะให้ฝ่ายกฎหมายสรุปเรื่องนี้โดยเร็ว แล้วจะได้ดำเนินการต่อไป แต่ว่าตามลำดับความเร่งด่วนจะรองลงไปจากการที่ต้องชี้แจงตนเองให้เป็นที่ชัดเจนก่อน หน้าที่คือทำให้ตัวเองเคลียร์ก่อน ให้ตัวเองชัดเจนก่อน เพื่อให้ทำงานต่อไปได้

ส่วนของการเอาผิดของคนที่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่น่าเกลียดมาก ก็จะดำเนินตอนไปเป็นก๊อก 2

ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะนำไปสู่การเป็นชนวนขัดแย้งทางการเมือง

“ชนวนที่ว่านี้มันไม่ได้อยู่ที่ปากคน มันอยู่ที่เอกสาร ซึ่งต้องพิสูจน์กันตามกฎหมาย ถ้าเอกสารนั้นมันมีความไม่ดี มีความผิดกฎหมาย เอกสารนั้นแหละครับจะเป็นชนวนที่นำมาสู่ปัญหาในทางการเมืองได้

โดยส่วนตัว ผมอยากให้มีการแปลอีกหลายสำนวนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันที่ได้รับการยอมรับ หรือได้รับการรับรองจากองค์กรที่เป็นทางการ เช่น ศาล อัยการ โดยส่วนตัวผมอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ผมจะไม่ออกไปดำเนินการเอง เนื่องจากว่าเราต้องเคารพวิจารณญาณของพนักงานสอบสวน เอาเป็นว่าโดยส่วนตัวผมอยากเห็นคนอื่นทำ แต่ผมเองขอทำเพียงแค่นี้"

เมื่อถามถึงข่าวที่ระบุว่าถูกโดดเดี่ยวจากพรรคพลังประชาชน นายจักรภพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยได้อยู่คนเดียวเลย อบอุ่นทั้งวันทั้งคืน เอาเป็นว่ามันไม่มีความโดดเดี่ยว แต่มันมีคำว่าความรับผิดชอบส่วนบุคคล ในความรับผิดชอบส่วนบุคคลนั้น ตนจะไปดึงใครมาเกี่ยวข้องไม่ได้ ตนเท่านั้นที่เป็นผู้อธิบาย

“ผมคือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูง ผมคือผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นข้าพระบาท ผมก็ต้องเป็นคนพิสูจน์และตัดสินใจอนาคตของตัวผมเอง คนอื่นเป็นความเห็นที่รับฟังด้วยความเคารพนับถือ และนำมารวมในการตัดสินใจครั้งนี้”

ส่วนที่ใครจะมองว่าเกี่ยวโยงกับความเป็น นปก. เรื่องนี้คงไม่ได้เกี่ยวกัน นั่นเป็นขั้นตอนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คนที่นั่งอยู่ข้างตนมีความสัมพันธ์ทางใจกันมาในยุค นปก. เพื่อนกัน รักกัน เข้าใจกัน ยืนอยู่ข้างกัน ความสัมพันธ์ส่วนตัวคงไม่มีทางที่จะลบเลือนไปได้

ขณะที่อาจจะถูกมองว่าเป็นสายล่อฟ้าหรือเป็นเป้าทางการเมือง นายจักรภพ กลับไม่คิดเช่นนั้น

“ผมไม่ถือว่าผมเป็นเป้าเลยนะครับ ผมคิดว่าโชคชะตาฟ้าดินทำให้ผมได้เริ่มต้นชีวิตทางการเมือง โดยเคลียร์ตัวเองให้ใสสะอาดเรื่องนี้ก่อน นี่คือโชคดีของผม ถ้าผมเป็นนักการเมืองไปแล้ว 5 ปี 10 ปี 20 ปี แล้วผมมาโดนเรื่องนี้อาจจะลำบาก แต่วันนี้ผมเป็นเด็กอนุบาลทางการเมือง ผมเพิ่งเริ่มต้นเป็นรัฐมนตรีมาได้ 3 เดือนเศษ แล้วมาเจอเรื่องนี้ แล้วผมอธิบาย ซึ่งผมเชื่อว่าผมอธิบายได้ และก็จะอธิบายไปเรื่อยๆ ใครถามก็จะอธิบายอีก

ผมเชื่อวันนี้เป็นการเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ปักเสาทางการเมืองได้ลึกมาก ผมยังขอบคุณ คนที่หยิบเรื่องนี้มาอยู่ลึกๆ แต่แน่นอนครับ เรื่องแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครทั้งสิ้นในเมืองไทย”

ขณะเดียวกันก็ยังมีคำถามถึงประเด็นที่เอ่ยถึง “คุณเปรม” นายจักรภพ กล่าวว่า ที่จริงมันก็ชัดเจนตามนั้น ก็เป็นบุคคลเดียวที่ตนเอ่ยชื่อถึง ซึ่งก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิดจากเรื่องนั้น เพียงแต่ว่าประเด็นในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับ พล.อ.เปรม ประเด็นในวันนี้เกี่ยวข้องกับว่า ตนได้พูดถึงสถาบันระดับสูงหรือไม่

“เราต้องมานั่งเอาหลักฐานออกมาเลยครับว่าไม่ใช่ ไม่จริง ให้คนได้เห็นและตัดสินด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้จะไปพาดพิงกับใครอื่น ซึ่งไม่ใช่สถาบัน และก็ไม่มีใครคิดว่าท่านคือสถาบัน เป็นเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมีการพิจารณากัน เรื่องนี้ผมไม่ได้กระมิดกระเมี้ยนหรือปิดบังเป็นความลับ ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ ขึ้นต้นประโยคแรกด้วยซ้ำไป”

และในขณะที่สัมภาษณ์ก็มีสื่อมวลชนบางคนพยายามที่จะย้ำว่า พล.อ.เปรม เป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งมีคำอธิบายอย่างชัดเจนจากนายจักรภพ

“ผมได้เคยอัญเชิญพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวมาแล้วครั้งหนึ่ง จริงๆ ถ้าไม่ถามเรื่องนี้ผมก็ไม่อยากอัญเชิญมาอย่างไม่จำเป็น รับสั่งไว้ครับในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดทำเนียบองคมนตรีว่า องคมนตรีนั้นมีหน้าที่ให้คำปรึกษากับพระมหากษัตริย์ แต่เมื่อไรก็ตามที่ให้คำปรึกษากับคนอื่น ก็ไม่ถือว่าทำหน้าที่องคมนตรี

เพราะฉะนั้น ในบทบาทของการเป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น ทุกคนเทอดเอาไว้ ท่านเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมามากในอดีต แต่ในบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เป็นพระราชกิจนั้น ก็เป็นเรื่องที่สังคมวิจารณ์ได้”

ผู้สื่อข่าวยังคงรุกต่อด้วยคำถามว่า จะมีม็อบสนามหลวงออกมาเคลื่อนไหวปกป้องหรือไม่ มีคำตอบว่าใครก็ปกป้องใครไม่ได้ถ้าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการที่ออกมาแสดงความรู้สึกนึกคิดออกมาแสดงความเป็นห่วงกังวลนั้น ไม่ใช่เป็นการปกป้อง

“ถ้าหากใครก็ตามที่ทำผิดเกี่ยวกับสถาบัน ใครปกป้องก็ผิดด้วยนะ เท่ากับปกป้องคนผิด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ขอให้ชัดเจนนะครับว่าไม่มีอะไรแบบนั้น”

ขณะเดียวกัน นายจักรภพยังย้อนความถึงการดำเนินการนับแต่ถูกกล่าวหา

“ทันทีที่ถูกข้อกล่าวหา ผมก็เชิญนักฎหมายไม่รู้กี่เจ้า ยอมรับว่ากังวล ยอมรับว่าหนักใจ ยอมรับว่าตอนนั้นคิดเรื่องงานไม่ออกเลย เอาแต่เรื่องนี้ก่อน สำคัญที่สุดครับถ้าหากคนไทยสลัดข้อกล่าวหาว่าหมิ่นเบื้องสูงไม่ได้จากตัว ก็ไม่ต้องทำเรื่องอื่นแล้ว เพราะฉะนั้นผมเตรียมตัวมาแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ฉะนั้นคดีความจะไปถึงขั้นไหน ขอให้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วกัน จะตามไปให้เหตุผล ตามไปตอบคำถามทุกขั้นตอน ไม่ให้ขาดตกบกพร่องเลย”

ส่วนคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี หลังจากการไปขอลากิจ 7 วันนั้น

“ท่านนายกฯ เป็นคนที่ไม่ต้องสั่งอะไรเยอะครับ ผมว่าท่านเป็นผู้นำที่ให้เกียรติผู้ใต้บังคับบัญชามากที่สุดท่านหนึ่งที่ผมเคยรู้จักในชีวิต ไม่ได้หมายความว่าท่านปกป้องโดยไม่มีเหตุผล ไม่ได้หมายความว่าท่านเข้าข้างโดยไม่มีเหตุอันควร แต่ท่านเป็นคนที่ถามคำถามได้ตรงกับหัวใจของเรื่อง หรือเมื่อถามแล้วท่านรู้แล้ว ท่านสอบทวนแล้วว่าเป็นอย่างนั้นจริง ท่านจึงตัดสินใจ

นี่คือความเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก เพียงแต่เมื่อถามผมก็เลยถือโอกาสนี้ครับผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช เพราะภายใต้การนำของท่าน ในวิกฤติส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนี้ ผมไม่คิดว่ามีผู้ใหญ่คนไหนที่ให้สติ ให้แนวทางในการดำเนินชีวิตได้ดีอย่างนี้ ผมกราบขอบพระคุณท่านนายกฯ มา ณ ที่นี้ด้วย

อย่างไรก็ดี แม้คำถามจะเลยจากประเด็นสถาบันไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีผู้สื่อข่าวย้อนกลับมาถามอีกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ซึ่งมีคำตอบที่เข้าใจง่ายและชัดเจน

“สถาบันพระมหากษัตริย์ คือสิ่งที่เราพูดด้วยหัวใจ และก็ไม่พยายามพูดด้วยปาก เป็นการกระทำที่เราทำถวายและจะต้องไม่เอามาอวดอ้าง ยกเว้นแต่จะถูกตั้งคำถาม เหมือนอย่างที่ผมถูกถามอยู่ในตอนนี้ ก็เลยต้องออกมานั่งพูด สถาบันจะต้องอยู่คู่กับเมื่องไทยตลอดไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ชุด เปลี่ยนผู้นำในหมู่ราชการไปกี่ครั้ง สถาบันก็ยังคงเป็นขวัญและกำลังใจ นั่นคือความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์”

นอกจากนี้ก็ยังมีคำถาม...การรัฐประหารที่ผ่านมา คิดไหมว่าไม่ควรจะนำเรื่องนี้มาพูดอีกต่อไป

นายจักรภพ ตอบว่า เรื่องนี้มีบทเรียนมาก เรื่องการทำอะไรที่หมิ่นเหม่หรือฉิวเฉียด มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ นี้เป็นเหตุผลส่วนตัวของตน ตนได้ใช้เวลาไปคุยกับผู้ใหญ่หลายท่าน ทั้งหมดที่พูดไม่ได้หมายความว่าตนเพียบพร้อมสมบูรณ์ ไม่มีผิดเลย ความผิดของตนก็อยู่ที่ว่า ตนยังคิดเป็นนักวิชาการอยู่ในขณะที่มาเป็นนักการเมืองแล้ว

คิดเรื่องการให้ความรู้กับคน คิดเรื่องการอธิบายให้คนฟัง เพื่อให้คนที่นั่งฟังอยู่ได้รับข้อมูลความรู้ที่ดีที่สุด มันเป็นนิสัยตนก็ว่าได้ แต่ตรงนี้แหละที่ตนต้องเรียนรู้ เพราะในทางการเมืองนั้น ไม่ควรทำอะไรที่จะเป็นการเปิดช่อง เพราะจะทำให้คนที่อยากทำร้ายทำได้ง่ายเกินไป นี่คือบทเรียนที่ตนได้เรียนรู้

อย่างน้อย 1.ได้รู้ว่าพรรคประชาธิปัตย์หยิบเรื่องนี้มาทำไม เพราะถ้าหากพูดในเชิงภาษาแล้วมันไม่มีประเด็น ก็อยากจะถามกลับว่าจะหยิบขึ้นมาทำไม

2.อยากให้คนรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันนานแล้ว ก็ควรจะหยุดสักที ตนคิดว่ากลวิธีทางการเมืองที่คิดอะไรดีๆ ไม่ได้ก็เลยให้ร้ายคนอื่น มันควรจะหมดไปได้แล้ว และไม่ควรนำความคิดที่เก่าสุดกู่มาใช้อีก

เมื่อถามถึงกระบวนการที่จ้องทำลายโดยการนำเอาสถาบันมาแอบอ้าง ได้คำตอบว่า

“ไม่มีหรอกครับกระบวนการจ้องทำลายอะไรแบบนั้น องคมนตรีเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ในขณะที่ถวายความเห็นต่อองค์พระมหากษัตริย์นั้นถือว่าทำหน้าที่ขององคมนตรีอยู่ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านมีชีวิตส่วนตัว ท่านเป็นที่ปรึกษาบริษัท ห้างร้าน ทั่วไป ตอนนั้นก็ไม่ได้เป็นองคมนตรี เพราะฉะนั้นการที่ใครจะคิดไม่ดีไม่ร้าย ใครที่คิดจะทำอะไรนั้น ผมคิดว่าเราควรจะเลิกใช้คำว่า สถาบันองคมนตรีเสียที พูดถึงองคมนตรีเป็นรายบุคคลกันดีกว่า”

มีคำถามต่อเนื่องกันว่า องคมนตรีและสถาบันที่เป็นสิ่งแวดล้อมของสถาบัน เห็นด้วยหรือไม่ นายจักรภพ ระบุว่า เป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่เป็นคำถามที่ควรจะไปอยู่ในแวดวงวิชาการมากกว่า เพราะถ้าหากตนมาตอบตรงนี้ก็เท่ากับต่อความยาวสาวความยืด แล้วขยายเรื่องออกไป มันมีคนที่พยายามจะเรื่องนี้ให้ไม่จบเยอะแล้ว ขออย่าให้ตนไปร่วมสนุกกับเขาเลย

ส่วนเมื่อถึงเวลากลับมาทำงานต่อ แล้วมีกระแสยังไม่ลดลง นายจักรภพ ระบุว่าประเด็นนี้ค่อยว่ากันใหม่ คือทั้งหมดนี้ต้องหวังว่าสังคมต้องมีระยะเวลาในการเรียนรู้ ที่ผ่านมาไม่ได้เรียนเพราะอะไร เพราะว่าระดมโจมตีกันแบบหายใจหายคอไม่ทัน ก็เลยทำให้ไม่มีโอกาสอธิบาย ตอนนี้ก็เริ่มจะนิ่งกันนิดหนึ่ง ตนก็เลยอธิบายตอนนี้ แล้วตนก็ไม่ใช่คนอธิบายเอง ให้หลักฐานที่แท้จริงเป็นตัวอธิบาย แล้วจากนั้นเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ก็มาดูกันต่อไป

พร้อมกันนี้ยังทิ้งท้ายว่า ผู้ที่สนใจเนื้อหาของเอกสาร สามารถเข้าไปดาวน์โหลดทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษ คำแปลของผู้ร้องเรียน คือ พ.ต.ท.วัฒนศักดิ์ มุ่งกิจการดี คำแปลฉบับพรรคประชาธิปัตย์ และคำแปลของตนเอง ได้ที่เว็บไซต์
www.thaigolf.go.th, www.otm.go.th, www.pantip.com เพราะต้องการเผยแพร่และอยากให้เป็นสมบัติสาธารณะ