WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 30, 2008

นปช.ชุมนุมใหญ่ ต้านปฏิวัติวันนี้

* นัดรวมพลสนามหลวง 5 โมงเย็น

นปช.นัดรวมพลชุมนุมใหญ่ 5 โมงเย็นวันนี้ ย้ำเจตนารมณ์ต้านการปฏิวัติรัฐประหาร หลังมีกลุ่มคนพยายามสร้างกระแส พร้อมเชิญชวนผู้รักประชาธิปไตย ออกมาแสดงพลัง โดยยืนยันไม่มีการเคลื่อนขบวนให้เกิดความวุ่นวาย พร้อมจี้สื่อเสนอข่าวอย่างเสมอภาค โดยเฉพาะ NBT และ TPBS อย่าทำตัวเป็นกระบอกเสียงพันธมิตรฯ เพียงด้านเดียว ขณะที่เวที “สภาสนามหลวง” เริ่มต้นด้วยความคึกคัก นักวิชาการ-ภาคประชาชน แห่ขึ้นเวที ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างอบอุ่น ยืนยันขออยู่ข้างประชาธิปไตและประชาชน

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งจากท่าทีในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ท่าทีของแกนนำพรรคการเมืองบางพรรค ตลอดจนการส่งสัญญาณของทหารบางนาย ทำให้หลายฝ่ายเกิดความหวั่นไหวว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในบ้านเมืองอีกครั้ง หลังจากที่ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเพิ่งจะอยู่ในระยะฟื้นตัว

กรณีดังกล่าว นายจรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าเนื่องจากในระยะนี้ แม้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 และได้ใช้ช่องทางตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้ขอแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน จนเข้าสู่สภาไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวจัดการชุมนุมคัดค้าน สร้างกระแสเพื่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง สอดรับกับการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายทหารบางคน จนเกิดเป็นข่าวลือหนาหูขึ้นเป็นระยะๆ นั้น

ในฐานะที่ นปช. คือภาคประชาชนที่รวมตัวกันออกมาต่อต้านการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 และได้หยุดชุมนุมไปหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เสร็จสิ้นลง ไม่ประสงค์จะให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีกไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ประชาชนคนไทยพร้อมที่จะออกมาต่อต้านการรัฐประหารหากเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง

ดังนั้น นปช. จะจัดชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงเจตนารมณ์ดังกล่าวขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งต้องขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักประชาธิปไตยและที่เคยร่วมต่อสู้มากับ นปช. เข้าร่วมชุมนุมอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีการเดินขบวนแต่อย่างใด

“เราอยากขอให้มากันมากๆ เหมือนเมื่อครั้งที่เราเคยร่วมต่อสู้กับเผด็จการ คมช.มาแล้วเพื่อเตรียมใจและสร้างพลังให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันในการต่อต้านไม่ให้การเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง เพราะขณะนี้เราทราบดีว่า กลุ่มพันธมิตรฯกำลังพยายามสร้างเงื่อนไขและมีแผนให้เกิดการก่อการขึ้น” นายจรัล กล่าว

นอกจากนี้ นปช.อยากจะดูด้วยว่า เมื่อฝ่ายที่ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารออกมาชุมนุมใหญ่ สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที (NBT) และสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส (Thai PBS) จะเชิญชวนประชาชนเหมือนที่เคยรายงานข่าวเชิญชวนให้ผู้คนเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ เพราะดูจากการรายงานข่าวแล้วไม่มีใจเที่ยงธรรม จนกล่าวได้ว่าได้กลายเป็นกระบอกเสียง หรือองค์กรโฆษณา ให้กลุ่มพันธมิตรฯไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที นำเสนอข่าวการชุมนุมของทางกลุ่ม นปช.ด้วย ซึ่งชุมนุมของ นปช.ไม่มีอะไรแอบแฝง เป็นเพียงต้องการให้ได้ประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทยเท่านั้น

ขณะที่ ความเคลื่อนไหวของ "สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ" เมื่อคืนวันที่ 29 พฤษภาคม ก่อนการชุมนุมของ นปช. ความเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคึกคัก ตั้งแต่ช่วงเย็น โดยมีประชาชนต่างทยอยเดินทางเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณการว่าไม่ต่ำกว่า 3 พันคน เนื่องจากในมีวิทยากรที่มีชื่อเสียงทั้งจากภาควิชาการและภาคประชาชน หลายคนด้วยกัน อาทิ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำ นปช. และที่สำคัญอีก 2 คน ที่เป็นนักวิชาการ คือ อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งจะขึ้นพูดในเรื่อง “เศรษฐกิจไทย เมื่อเกิดรัฐประหาร”

โดย รศ.ดร.พิชิต กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยดัชนีตัวเลขเศรษฐกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานในช่วงไตรมาสกลางปีระบุดีขึ้นมาก โดยเฉพาะตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งหมายถึงนักธุรกิจเริ่มลงทุน สินค้าใหม่ๆ ก็จะทยอยออกมา ยอดขายรถยนต์-จักรยานยนต์ก็มีผลเป็นบวก สังเกตได้จากมีการออกรถป้ายแดงกันมากขึ้น และรายได้ภาคเกษตรกรก็ดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ในช่วงครึ่งหลังของปี คือการใช้จ่ายในชนบทจะดี และภาคเกษตรกรก็จะมีเงินไปใช้หนี้ธนาคารมากขึ้น

รศ.พิขิต กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม แม้ภาคเศรษฐกิจทำท่าจะดีขึ้นแล้ว แต่หากช่วงนี้การเมืองไม่มั่นคง มีการชุมนุมวุ่นวายเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากเกิดการรัฐประหารขึ้นมาด้วย ทุกอย่างจะจบสิ้นหมด ประเทศไทยก็จะกลับไปเหมือนปีที่แล้ว คือเศรษฐกิจดิ่งเหว

“เพียงแค่ให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะช่วยได้มาก หากรัฐบาลสามารถทำงานไปได้ด้วยทุกอย่างจะดีเป็นทวีคูณ แต่ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ทุกอย่างจะกลับไปสู่สภาพถดถอยเหมือนปีที่แล้ว เพราะนักลงทุนคงไม่มาลงทุน วันสองวันนี้หุ้นก็ตกลงมาแล้ว ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทุกอย่างชะงัก ใครที่คิดจะทำรัฐประหารก็เตรียมรับปัญหาทางเศรษฐกิจ และรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐประหาร การเมือง แต่เศรษฐกิจดิ่งเหว แล้วจะอยู่ได้ไหม คนที่คิดจะทำรัฐประหารต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำด้วย” รศ.พิชิต กล่าว

ขณะที่ นายวิภูแถลง กล่าวในหัวข้อกลุ่มพันธมิตรฯปลุกระดมให้คนไทยฆ่ากันเองว่า เนื่องจากครั้งหนึ่งนายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยหาเสียงไว้เมื่อปี 2535 ว่า พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา และกล่าวหา พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พาคนไปตาย แต่วันนี้ปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ผนึกกำลังกับคนที่นายชวน เคยกล่าวหาไว้ว่า พาคนไปตาย

นอกจากนี้ หากสังเกตให้ดีบนเวทีปราศรัยจะพบว่า ผู้ขึ้นพูดล้วนแต่เป็นบุคคลที่สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น นายพิเชฐ พัฒนโชติ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี รวมทั้ง คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายอลงกรณ์ พลบุตร ซึ่งเป็นบุคคลระดับแกนนำพรรคทั้งสิ้น ดังนั้น จึงถือได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทรยศต่ออุดมการณ์ของตนเองเป็นที่ชัดเจน ซึ่งพฤติกรรมในวันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาแต่เชื่อมั่นในระบบนอกรัฐสภา แม้จะอ้างว่าเป็นการกระทำโดยส่วนตัวก็ตาม

“ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้จะเรียกว่าเป็นความโชคร้ายของประเทศก็ได้ที่พรรคเก่าแก่ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2489 กลับมีความคิดเห็นสนับสนุนโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงเป็นตามบทความของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปการเมือง เพราะมีพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่เคยคิดนโยบายที่สร้างสรรค์ ไม่คิดนโยบายที่เป็นประโยชน์ คิดแต่โค่นล้มคู่แข่งเพื่อตัวเองจะได้มาเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมสำหรับพรรคการเมืองเก่าแก่” นายวิภูแถลง กล่าว

นายวิภูแถลง ยังกล่าวถึง พล.ต.จำลอง ด้วยว่า ถึงวันนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พฤษภาทมิฬเป็นการต่อสู้เพื่อเหตุผลส่วนตัวของ พล.ต.จำลอง ที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง จปร.รุ่น 5 ที่มี พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็นหัวหน้า และเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้น กับจปร.รุ่น 7 ที่มีพล.ต.จำลอง เป็นแกนนำ โดยเอาประชาชนเป็นเครื่องมือโค่นล้ม พล.อ.สุจินดา ทำให้พี่น้องส่วนหนึ่งล้มตาย เสียชีวิต บาดเจ็บและพิการจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ พล.ต.จำลอง ไม่มีจิตสำนึกของทหารที่จบจากโรงเรียนนายร้อย จปร. เพราะกำลังปลุกระดมคนไทยให้ลุกขึ้นมาฆ่ากันเอง แทนที่จะทำความเข้าใจหรือใช้วิธีการสันติวิธีตามแนวทางระบอบประชาธิปไตย ซึ่งพล.ต.จำลอง มีวาระซ่อนเร้นคือการโค่นล้มรัฐบาล โดยใช้กระบวนการนอกรัฐสภา จึงอยากถามกลับไปว่า มีความสุขนักหรือที่เห็นคนไทยต้องมาฆ่ากันเอง ซึ่งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พล.ต.จำลองได้วางระบบใช้ยุทธวิธีที่หน้าองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กลางถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นการตั้งป้อมสู้รบกับคนไทยด้วยกัน

นายวิภูแถลง ยังฝากไปถึงพี่น้องประชาชนที่ปักหลักอยู่สนามหลวงว่า การที่กลุ่ม นปช.จัดเวทีปราศรัยที่สนามหลวงในวันที่ 30 พฤษภาคม เพราะไม่สามารถทอดทิ้งประชาชนที่บริสุทธิ์ได้ และวันนี้ที่พี่น้องประชาชนที่อยู่ท้องสนามหลวงภายใต้ชื่อว่า สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ จะได้มีความมั่นใจว่า นปช. ยังยืนอยู่เคียงข้างกันตลอด



ฉะพวกถอนชื่อทรยศปชช. ถ้ากลัวอย่าเป็นส.ส.-ส.ว.ดีกว่า

นักกฎหมาย-ภาคประชาชน รุมประณาม ส.ส.-ส.ว. แห่ถอนชื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทรยศประชาชน ไร้จุดยืน ไม่กล้าหาญ ขาดวิจารณญาณ-ความสง่างาม จวกซ้ำหลงกลเกมพันธมิตรฯ กลัวจนหัวหด “หมอเหวง” ปูดมีมือบงการล้มญัตติ บีบบังคับกันเป็นทอดๆ ด้าน ส.ส.พปช. ข้างความถูกต้อง เดินหน้าแก้ รธน. เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาอย่างเต็มที่ ยันไม่ถอยแน่ ขณะที่ 8 ส.ส. กลุ่มอีสานพัฒนา คิดหนักตัดสินใจวันนี้

ขณะที่การยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยการเข้าชื่อรับรองของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภาคือ 126 คนตามมาตรา 291 กำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการในระบบรัฐสภา เพื่อบรรจุในวาระการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญในวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ซึ่งโดยกระบวนการตั้งแต่ต้นเกิดขึ้นจากความถูกต้องและชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

แต่ ณ วันนี้เสียงสนับสนุนการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจากเดิมที่มีอยู่ทั้งสิ้น 164 เสียงในวันที่มีการยื่นรายชื่อต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 จนถึงขณะนี้ (29 พ.ค.) พบว่ามีจำนวนสมาชิกรัฐสภา 131 เสียง เป็นเสียง ส.ว. 9 เสียง และ ส.ส. 122 เสียงที่ร่วมหนุน โดยก่อนหน้ามี ส.ว.ร่ วมสนับสนุนญัตติ 30 คน แต่ก็ได้ถอนรายชื่อออกไปแล้ว 21 คน

เปิดรายชื่อ 21 ส.ว.ขวัญอ่อน
สำหรับ ส.ว. 21 เสียงได้แก่ นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ส.ว.ยะลา พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ ส.ว.มุกดาหาร นายถนอม ส่งเสริม ส.ว.อุบลราชธานี นายบุญส่ง โควาวิสารัช ส.ว.แม่ฮ่องสอน นายจตุรงค์ ธีระกนก ส.ว.ร้อยเอ็ด นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ส.ว.ขอนแก่น นายชูชัย เลิศพงษ์อดิศร ส.ว.เชียงใหม่ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ส.ว.กาฬสินธุ์ นางสาวสุวิมล เมฆเสรีกุล ส.ว.เพชรบุรี พล.ต.ต.ขจร สัยวัตร ส.ว.หนองคาย พ.ต.อ.พายัพ ทองชื่น ส.ว.สระแก้ว นายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล นายวรวิทย์ บารู ส.ว.สงขลา นายภิญโญ สายนุ้ย ส.ว.กระบี่ นายแวดือราแม มะมิงจิ ส.ว.ปัตตานี นายมูหามะรอสดี บอตอ ส.ว.นราธิวาส นายรุสดี บินหะยีสะมะแอ ส.ว.สรรหา นายโสภณ ศรีมาเหล็ก ส.ว.น่าน นายวิทยา อินาลา ส.ว.นครพนม และล่าสุด นายพีระ มานะทัศน์ ส.ว.ลำปาง

สำหรับ 9 ส.ว. ที่ยังคงเสียงสนับสนุนความถูกต้องในญัตติดังกล่าว ประกอบด้วย นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี นายทวีศักดิ์ คิดบรรจง ส.ว.บุรีรัมย์ นางสมพร จูมั่น ส.ว.นครสวรรค์ นายบวรศักดิ์ คณาเสน ส.ว.อำนาจเจริญ นายรักพงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบัวลำภู และนายมงคล ศรีกำแหง ส.ว.จันทบุรี

ในขณะที่มี ส.ส. ถอดชื่อคือ นายนรพล ตันติมนตรี ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อแผ่นดิน และล่าสุด นายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ถอนชื่อออกเช่นกัน

“หมอเหวง” ปูดมีมือบงการล้มญัตติ
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตถึงการกระทำดังกล่าวของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มีนัยทางการเมืองแอบแฝง เสมือนเป็นการทรยศประชาชน ในสิ่งที่ประชาชนต่างเรียกร้องลงฉันทามติให้มีการแก้ไข รธน.50 โดยเร็วที่สุด

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ว่า น่าจะมีการบีบบังคับกันมาเป็นทอดๆ อาจจะมีมือที่มองไม่เห็นหรือใครบางคนต้องการล้มญัตติบงการอยู่เบื้องหลัง เป็นสิทธิ์ที่ ส.ส.- ส.ว.จะถอนชื่อได้ แต่นั่นก็สะท้อนให้เห็นถึงวิจารณญาณของผู้ถอนชื่อออกว่าไม่มีความกล้าหาญ ไม่มีความรับผิดชอบทางการเมือง และไม่มีความหนักแน่นเพียงพอ

“เมื่อลงชื่อไปแล้ว พอมีการเผชิญหน้า ท้าทายทางการเมืองก็เอาตัวรอด ถอยกันออกมา ผมขอให้ประชาชนช่วยกันจดจำชื่อ ส.ส. - ส.ว.พวกนี้ไว้ เพราะเขาไม่กล้าหาญไม่ควรให้เป็นตัวแทนประชาชน เจอแรงกดดันหน่อยก็ถอย ไม่มีความมั่นคงทางจิตใจ การลงรายมือชื่อทำไปตาม รธน.มาตรา 291 ไม่มีอะไรผิด การถอนชื่อออกแสดงว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม เท่ากับเป็นการทรยศต่อประชาชนที่เลือกมา น่าเสียใจจริงๆ” นพ.เหวง กล่าว

ซัดทรยศ ปชช.-ไล่พ้น ส.ส.-ส.ว.
ด้านนายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 (สสร.40) มองว่าการถอนชื่อเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ก็ไม่ควรทำ การเข้าชื่อเป็นเอกสิทธิ์ที่ได้รับตาม รธน. คนอื่นจะมาใช้สิทธิในการถอดถอน ส.ส.- ส.ว. ที่เข้าชื่อไม่ได้ แต่เป็นเพราะความไม่รู้สิทธิของตนเองตาม รธน. เมื่อถูกคนเพียงไม่กี่คนข่มขู่จึงเกิดความกลัว เท่ากับเป็นการทรยศต่อพี่น้องประชาชนที่เลือกเข้ามาเป็นปากเป็นเสียงแทน การจะมาอ้างว่าถูกหลอกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรอ้าง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ควรมาเป็น ส.ส. เพราะไม่มีการตรวจสอบรายละเอียดถี่ถ้วน

“เรื่องสำคัญอย่างนี้จะมาหลับหูหลับตาเซ็นชื่อลงไปได้อย่างไร เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ไม่มีความสง่างามในหน้าที่ พอมีเงื่อนไขเข้ามาก็รีบถอนชื่อออกทันที คนที่เข้ามาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนต้องเชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำ ประชาชนอุตส่าห์เลือกเข้ามา ถ้ามัวแต่ไม่เชื่อคนที่มาข่มขู่ก็อย่ามาเป็นส.ส.- ส.ว.เลย ลาออกเถอะ เพราะไม่มีจุดยืน ประชาชนพึ่งพาไม่ได้แล้ว” อดีต สสร. กล่าว

นายคณิน กล่าวอีกว่า ในโลกนี้ไม่มีประเทศใดบอกว่า ส.ส.-ส.ว. เข้าชื่อยื่นญัตติแล้วจะถูกถอดถอน เป็นอย่างนี้จะทำให้ระบบรัฐสภาเสื่อม แต่ทั้งนี้แม้รายชื่อไม่ครบจำนวนก็ใช่ว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะหยุดชะงัก กระบวนการต่างๆ ยังดำเนินต่อไป เราสามารถยื่นญัตติใหม่ได้อีก

อ.จรัลชี้หลงกลเกมพันธมิตร
ขณะที่ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) กล่าวเช่นกันกันว่า แม้เป็นสิทธิ์ของ ส.ส. และส.ว. เนื่องด้วยคิดว่าการถอนรายชื่อออกไปนั้นอาจเป็นผลดีต่อบ้านเมือง และจะทำให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดการชุมนุมได้ แต่ส่วนตัวคิดว่า ส.ส.-ส.ว. คิดผิดที่ทำเช่นนั้น เพราะเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ใช่ค้านแก้ รธน. แต่ได้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการล้มล้างรัฐบาล เข้าข่ายนิทานอีสปเรื่อง “หมาป่ากับลูกแกะ”

“ส.ส.-ส.ว. คงกลัวกลุ่มพันธมิตรฯ จะถอดถอนออกจากตำแหน่ง และเกรงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายมากไปกว่านี้ จึงคิดว่าถ้าถอนรายชื่อออกไปแล้วกลุ่มพันธมิตรฯ จะต้องหยุดการชุมนุม เป็นการคิดที่ผิดอย่างสิ้นเชิง” ประธาน คปพร. กล่าว
พร้อมระบุถึงการถอนรายชื่อดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อการรวบรวมรายชื่อของประชาชน 1.5 แสนชื่อ เพื่อเสนอร่างแก้ไข รธน.50 ต่อสภา เนื่องจากญัตติจะตกไปก็ต่อเมื่อประธานสภาฯตรวจสอบรายชื่อไม่ครบ 5 หมื่นและสำเนาเอกสารไม่ครบเท่านั้น

จวกซ้ำ ส.ส.พปช. ไร้จุดยืน
ขณะที่ นายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวเช่นกันว่าในทางกฎหมายเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.และ ส.ว. แต่เมื่อมีการถอนออกไปก็ให้เข้าใจได้ว่า เพราะกลัวคำขู่ กลัวกระแสอำนาจของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อาจทำให้เกิดสถานการณ์รุนแรง ทั้งที่ ส.ส. และ ส.ว. โดยเฉพาะ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เคยประกาศนโยบายหาเสียงว่าสิ่งแรกที่เข้ามาหลังจัดตั้งรัฐบาลคือการแก้ไข รธน.ที่มาจากเผด็จการ

“เป็นการไม่ทำตามเจตนารมณ์ตามที่ประกาศไว้ต่อหน้าประชาชน จึงขอใช้คำว่า ทรยศประชาชน ไม่มีหลักการ จุดยืนของตัวเอง ทั้งที่ควรจะยืนยันและแสดงจุดยืนแก้ รธน.ที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย มัวแต่กลัวอำนาจนอกถนน” ทนายความผู้นี้ กล่าว และว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะเข้าใจตั้งแต่แรกแล้วว่า รธน.50 นั้นนำมาใช้ชั่วคราว และต้องมีการแก้ไขทีหลัง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ให้มีการแก้ไข

พปช.ไม่ถอย ยันเดินหน้าแก้รธน.
แม้จะมี ส.ส.-ส.ว. ทยอยถอนรายชื่ออย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังมี ส.ส. ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์และแสดงจุดยืนต่อการแก้ รธน.อย่างแน่วแน่ เช่น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส. พรรคพลังประชาชน ย้ำว่า จะให้การเสนอแก้ไข รธน. เป็นไปตามวิถีทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต่อไป โดยจะไม่ถอนชื่อออกอย่างแน่นอน เพราะถือว่าที่ผ่านมาได้ถอยมาตลอด จนกระทั่งให้มีการทำประชามติแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่ยอมรับกฎเกณฑ์กัน เปลี่ยนข้อแม้ไปเรื่อยๆ ส่วนตัวตอบไม่ได้ว่าปัญหานี้จะยุติลงได้อย่างไร ส่วนที่มีการกดดันให้ถอนรายชื่อนั้น การพยายามลักษณะนี้ถือเป็นการทำลายความเป็นระบอบประชาธิปไตย ทำให้ไทยสูญเสียความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศ

ปัดไม่มีสัญญาณ“ผู้ใหญ่”ให้ถอน
เช่นเดียวกับ นายนิสิต สินธุไพร กรรมการประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน ยืนยันในฐานะเป็นแกนนำล่ารายชื่อเพื่อเสนอญัตติขอแก้ไข รธน. ว่าไม่มีสัญญาณจากผู้ใหญ่ในพรรค รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ลูกพรรคถอนญัตติตามที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ออกมาระบุ และยืนยันจะเดินหน้าแก้ไข รธน.ผ่านกระบวนการของรัฐสภาอย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องถอนญัตติ เพื่อรอการทำประชามติของรัฐบาล เพราะเมื่อบรรจุเป็นวาระแล้ว หากสมาชิกรัฐสภาหรือประธานสภาฯ เห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องนำญัตติขึ้นมาพิจารณา ก็ชะลอไว้ก่อนได้จนกว่าผลการทำประชามติจะเสร็จสิ้น

ขณะที่นายสุนัย จุลพงศธร ประธานประชาสัมพันธ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ไม่เคยมีสัญญาณจากผู้ใหญ่ให้ถอนญัตติ จึงไม่เข้าใจเจตนาของนายเสนาะที่นำข้อมูลการพูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรค มาอ้างอิงเพื่ออะไร

8 ส.ส.อีสานพปช.ส่อถอนเพิ่ม
ความคืบหน้าของกลุ่ม ส.ส.อีสานพัฒนา จะมีความชัดเจนต่อเรื่องดังกล่าวในวันนี้ (30 พ.ค.) นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด 1 ใน 8 ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวภายหลังหารือนอกรอบ ถึงท่าทีของกลุ่มก่อนตัดสินใจครั้งสุดท้าย ว่าจะถอนการสนับสนุนญัตติหรือไม่ แต่กลุ่มมองว่าเป็นโอกาสที่จะปลดชนวน ถอดสลัก หรือยุติความขัดแย้งปัญหาที่มีอยู่ให้ได้ ก็น่าจะทำ เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยรวม โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ส.ส.ขอนแก่น แกนนำกลุ่มอีสานอาวุโส เข้าร่วมประชุมด้วย

ส่วนที่ ส.ส.ของกลุ่มจะถอนตัว อาจทำให้ ส.ส.บางส่วนในพรรคไม่พอใจนั้น แม้ไม่สบายใจ แต่สามารถลดหรือปลดชนวนปัญหาได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นเรื่องธรรมดาในพรรคขนาดใหญ่ต่างก็มีวิถีทางในการทำงาน

พปช.นัดถกแก้รธน.-หย่าศึก ในพรรค
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ เวลา 14.00 น. พรรคพลังประชาชนนัดประชุม ส.ส.โดยมีวาระสำคัญหารือเรื่องญัตติการแก้ไขรธน. ซึ่งจะต้องพูดคุยกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา เตรียมถอนรายชื่อ มาจากปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคนั้น เรื่องนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น และไม่มีทีท่าในการถอนชื่อ เพราะนายสมศักดิ์ รองประธานสภาคนที่ 1 ก็ยังไม่ได้เดินทางกลับจากต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ส.ส.ในพรรคคงจะหารือกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ กลุ่มนั้น กลุ่มนี้ ซึ่งคงจะไม่เป็นผลดีต่อพรรคนัก

“ชัย” แย้มยังไม่บรรจุต้องดูให้รอบคอบ
ก่อนหน้านี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่ามีใครถอนหรือไม่ แต่ที่ได้รับรายงานพบว่าจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อสนับสนุนญัตติยังมีจำนวน 134 คน ส่วนที่มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้ ส.ส. ถอนญัตติไปก่อนนั้น ยังไม่ทราบว่าใครเป็นคนเสนอ เห็นแต่สื่อเขียนเรื่องนี้ เห็นแต่คนที่ออกมาคัดค้าน แต่ยังไม่เห็นว่าจะมีใครถอนชื่อ ส่วนการเคลื่อนไหวคัดค้านของ 51 ส.ว.นั้น ถ้าจะคัดค้านก็ควรทำในสภา โดยทุกคนมีสิทธิอภิปรายคัดค้านได้ หากญัตติเข้าสู่ที่ประชุม

พร้อมระบุต่อว่า ญัตติแก้ไข รธน. จะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาทันทีในการเปิดสมัยประชุม โดยตนขอพิจารณาอย่างรอบคอบ และขอดูเหตุผลของประชาชนทั้งประเทศว่าความเดือดร้อนของประชาชนสำคัญกว่าปัญหารัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ดี หากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถูกต้องตามข้อบังคับ รวมถึงรายชื่อผู้สนับสนุนญัตติยังสมบรูณ์ ประธานรัฐสภาจะต้องบรรจุญัตติเข้าสู่การพิจารณา เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับการยกร่างพ.ร.บ.การทำประชามติแก้ไข รธน. นั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่ ต้องรอดูคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องมาก่อน



กลุ่มนักธุรกิจจี้พันธมิตรหยุดป่วน ห่วงเศรษฐกิจชาติย่อยยับอีกรอบ

“กลุ่มนักธุรกิจ” สุดทน ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหว ผ่าน “ชัย ชิดชอบ” ระบุทำเศรษฐกิจชาติเสียหายป่นปี้ ผวา! เกิดปฏิวัติอีกรอบบ้านเมืองย่อยยับ ทวงถามสำนึกประชาธิปไตยและความรักชาติบ้านเมืองยังมีหรือเปล่า พร้อมแสดงจุดยืนหนุนทำประชามติ

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว โดยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายสมควร นกหงษ์ ประธานกลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยชาวชลบุรี เข้ายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการเคลื่อนไหว ต่อ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โดยระบุว่า การชุมนุมดังกล่าวเป็นการก่อกวน และยังเป็นการทำลายเศรษฐกิจของประเทศชาติ รวมทั้งเกรงว่าทหารอาจจะก่อการปฏิวัติรัฐประหาร หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ นอกจากนี้ กลุ่มนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ ยังเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าประชาชนจะได้ตัดสินใจตามวิถีประชาธิปไตย

ทั้งนี้ นายชัยกล่าวหลังการรับหนังสือว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประชาชนเริ่มตื่นตัวในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ เพราะการเดินขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ จึงอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ เห็นแก่ชาติบ้านเมือง รวมทั้งขอให้สำนึกในความเป็นประชาธิปไตย

ส่วนตัวเห็นว่า ควรพยายามถอยคนละก้าว แต่ทั้งนี้หากเป็นการชุมนุมแบบสงบ ตนก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เพราะเป็นการทำตามสิทธิส่วนบุคคล เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ทำการชุมนุมเพราะรัฐบาลเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชัยยืนยันว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา แต่ขณะนี้กำลังตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย และยังไม่มี ส.ส. หรือ ส.ว. คนใดทำการถอนรายชื่อเพิ่มเติม

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร่างรัฐธรรมนูญได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องทุกประการ โดยยังมีรายชื่อผู้เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญครบสมบูรณ์ คือเกิน 126 คน ตนในฐานะประธานสภาฯ ก็ต้องใช้อำนาจในการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของสภา ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แต่คาดว่าญัตติดังกล่าวยังคงไม่ได้เข้าบรรจุในวาระนี้ เพราะต้องรอดูเหตุผลของพี่น้องประชาชน

ส่วนกรณีการประกาศพระราชบัญญัติประชามตินั้น นายชัยกล่าวว่า คงต้องรอดูต่อไป ว่าในวันที่ 10 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องมาให้สภาทำการพิจารณาด้วยหรือไม่


Thursday, May 29, 2008

แฉลบเข้าเนื้อตัวเอง

“ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้นำพรรคพลังประชาชนจึงไม่มีบารมีเพียงพอที่จะขับเคลื่อนพรรคให้อยู่ในความสามัคคีกลมเกลียว เพราะอีกฝ่ายก็พยายามที่จะทำอะไรเอาใจนายใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงหลักการและเหตุผล”

จากบทสรุปข้างต้น กลับกลายเป็นคนนอกอย่าง “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ซะอีก ที่มองสถานการณ์ความเป็นไปในพรรคพลังประชาชนได้แบบปรุโปร่ง

อ่านกันทะลุเลย

ที่แน่ๆมีข่าวว่า “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้นัดรัฐมนตรีทั้ง 22 คน ของพรรคพลังประชาชน ไปรับประทานอาหารร่วมกันที่บ้านริมคลองของ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ในวันที่ 30 พฤษภาคม นี้

แน่นอนวาระต้องมีแน่ๆ คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ควรจะต้องพูดกันให้ลึกไปกว่านั้นก็คือ “เรื่องของการนำ” ไม่น่าจะใช่รูปแบบที่ “ป๋าเหนาะ” อ่านขาด ประเภทนายกฯประกาศให้ทำประชามติ แต่ ส.ส.พรรคพลังประชาชนชิงไปยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญคาไว้ที่สภา

พรรคเดียวกันแต่ดันผิดคิว เล่นกันคนละคีย์

กลายเป็นว่า ไม่รู้ใครใหญ่จริง ระดับนายกฯสมัครยังคุมลูกแถวไม่ได้ ปล่อยให้ “พ่อมดเขมร” คุมเกมฮาร์ดคอร์ ตั้งหน้าตั้งตาโชว์ผลงานเอาใจนายใหญ่

เปิดใบเสร็จ ทวงบำเหน็จกันไม่เลิก

และผลจากการที่พรรคแกนนำเกิดอาการ “กลวงใน” ไม่รู้ใครคุมใครได้ ก็ไม่แปลกที่พรรคร่วมรัฐบาลจะออกอาการเฮี้ยวใส่

โดยเฉพาะพรรคชาติไทยของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา เปรี้ยวรายวันเลย

ล่าสุดเป็นเวรปฏิบัติหน้าที่ของนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย เปิดเกมกดดัน ทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ

แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

พร้อมทั้งแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ไปทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“เด็กเติ้ง” เปลี่ยนเวรกันขย่ม

แต่ที่ตั้งท่าเป็นฝ่ายข่ม แล้วดันพลาดเข้าเนื้อตัวเอง

แรงสั่นสะเทือนจากรายการ “น้องไม่สู้ พี่บู๊เอง” นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรคชาติไทย ออกมาใส่เกียร์ห้าลุยแลกหมัด “เสี่ยตือ” นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์

สาวไส้กันมันหยด

แฉกันไปแฉกันมา ปรากฏว่า ไม่ได้หยุดแค่เรื่องข้าวซาอุฯกับปมปุ๋ยยูเครน

กับคำถามลอยๆที่ “เสี่ยประสิทธิ์” จุดพลุขึ้นมา “ไปนั่งดูฟุตบอลที่รัสเซียสนุกมั้ย”

ล่าสุด “เสี่ยตือ” ออกมายอมรับเองว่า ได้เดินทางไปชมฟุตบอลคู่ชิงชนะเลิศถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ระหว่างสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับสโมสรเชลซี ที่ประเทศรัสเซียจริงๆ

“บัตรดังกล่าวได้มาจากการรู้จักเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อนายวานิช ซึ่งผมจำนามสกุลไม่ได้ ทำงานเป็นตัวแทนบริษัทไฮเนเก้นประจำประเทศไทย และเป็นผู้สนับสนุนหลักฟุตบอลยูฟ่าอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการได้มาอย่างเพื่อนสนิทเท่านั้น เรื่องนี้ผมอธิบายได้

ส่วนเรื่องราคาบัตรนั้นผมจำไม่ได้ เพราะเป็นบัตรที่ไม่มีการตีราคาหน้าตั๋ว เป็นบัตรในส่วนของผู้สนับสนุน ผมจึงไม่รู้ราคาบัตร”

เผลอๆจะเป็นเรื่องใหญ่

เพราะในประกาศ ป.ป.ช.มาตรา 103 กำหนดว่า การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคลและแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

ในขณะที่ตั๋วชมฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ประกาศไว้ในเว็บไซต์มี 3 ราคาคือ 80, 120 และ 200 ยูโร ตกยูโรละ 51.49 บาท

ราคาต่ำสุดคือ 4,000 กว่าบาท

“เสี่ยตือ” เตรียมตัวเคลียร์ให้ดี.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“ประทีป-หมอเหวง” จี้ปลด “สพรั่ง”

วันที่ 28 พ.ค. ที่สำนักงานเลขานุการกองทัพบก นางประทีป อึ้งทรงธรรม ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมด้วย นพ.เหวง โตจิราการ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพื่อขอให้ทหารเป็นองค์กรหลักในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยในหนังสือดังกล่าวระบุว่า ขณะนี้ได้เกิดวิกฤติประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่ความรุนแรง มีพยายามใช้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม สร้างเรื่องเท็จปลุกเร้าให้คนในชาติแตกความสามัคคี เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงอยากเรียกร้องให้ ทหารวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้การเมืองเดินไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ถึงแม้จะมีความรุนแรง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ในการจัดการกับผู้ก่อความรุนแรงหรือทำผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นนางประทีปและ นพ.เหวงได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช รมว.กลาโหม เพื่อขอให้พิจารณาปลด พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองปลัดกลาโหม เนื่องจากได้แสดงความเห็นให้ใช้กำลังทหารเข้ามาแก้ไขปัญหาการเมือง เท่ากับสนับสนุนทหารทำการปฏิวัติ แสดงให้เห็นว่ามีจิตวิญญาณเผด็จการ

ผบ.สูงสุดยันทหารไม่ยุ่งเกี่ยวม็อบ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.ทหารสูงสุด กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่รุนแรงมากขึ้นว่า ทุกคนต้องทำตามหน้าที่ เพราะบ้านเมืองมีกลไกดูแล เพื่อให้ทุกสิ่งอยู่ในระเบียบเรียบร้อยตามกฎหมาย หากอยู่ในขอบเขตไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนแนวทางที่จะไม่ให้ การชุมนุมรุนแรงนั้น ต้องช่วยกันพูด ที่ผ่านมาผู้ใหญ่พูดหลายครั้งว่า บ้านเมืองมีปัญหามากที่สุด คือเรื่องความสามัคคี ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เมื่อถามว่า เป็นห่วงการยั่วยุให้สองฝ่ายปะทะกันรุนแรง พล.อ.บุญสร้างตอบว่า เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะในอดีตเคยเกิดขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่ ที่คนไทยทั้งประเทศ เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่ใช่ หน้าที่ทหารมาควบคุมสถานการณ์ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า จะไปยืนยันอะไรได้ ทั้งนี้จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และอยากเห็นบ้านเมืองปลอดสิ่งไม่ดีทั้งหลาย เมื่อถามว่า มีปัจจัยอะไรที่ชี้ว่าทหารจะออกมาคุมสถานการณ์ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ปัจจัยคือระดับรัฐบาลที่จะบอกว่าได้เวลาหรือไม่ เมื่อถามว่าเกรงหรือไม่ว่าจะเกิดพฤษภาทมิฬอีกครั้ง พล.อ.บุญสร้างตอบว่า หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น และจะจบลงด้วยดี คนที่เป็นผู้นำไม่ควรทะเลาะกัน เพราะบ่งบอกถึงความไม่รับผิดชอบ

อย่านำสังคมไปสู่การทะเลาะวิวาท

เมื่อถามว่าหากทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าวจะดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.บุญสร้างตอบว่า ดีมาก หลายก้าวยิ่งดี ถ้าทุกคนถอยและหันมาตั้งต้นว่า จะสร้างบ้านเมืองกัน อย่างไรจะดีที่สุด ต้องมีความรับผิดชอบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งบรรพบุรุษทั้งหลายในอดีต ที่สร้างประเทศมาถึงขณะนี้ แล้วจะมาทำลายกันอยู่เรื่อยๆ ถือเป็นความไม่รับผิดชอบ

“ถ้าไปอยู่ในประเทศที่ไม่เคยมีบ้านเมือง ไม่เคยมีประเทศแล้วจะรู้ อย่างผมเคยไปอยู่ที่ติมอร์ ที่ไม่เคยเป็นประเทศมาก่อน กว่าที่จะทำให้เป็นประเทศได้ไม่ใช่ เรื่องง่าย และขณะนี้ก็ยังเดือดร้อน การเป็นประเทศที่อยู่ ในระดับมาตรฐานอย่างไทยไม่ใช่ง่ายๆ ลองสูญสลายแล้วตั้งใหม่ จะยุ่งยากมากมายมหาศาล ประชาชนคงจะเสียชีวิต เลือดเนื้ออีกมากมายมหาศาลกว่าจะได้มาตรฐานขนาดนี้ แต่การทำลายมันง่าย เหมือนกับการปลูกป่าที่ทำได้ยาก แต่ถ้าตัดไม้เดี๋ยวเดียว ไม่รู้จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้เมื่อไร ดังนั้นต้องรับผิดชอบ อยากฝากไปถึงผู้นำทั้งหลายว่า ด้วยอารมณ์จะตีกันอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในการปฏิบัติต้องรับผิด ชอบในฐานะผู้นำ ต้องไม่นำสังคมไทยไปสู่การทะเลาะวิวาท ตีกันเหมือนเด็กๆ” พล.อ.บุญสร้างกล่าวในที่สุด

ชาติไทยเรียกร้องให้ปลด “จักรภพ”

วันที่ 28 พ.ค. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส. สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย ได้ทำหนังสือเปิดผนึกถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยการลาออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งชาติที่สูงสุด ดังนั้น การกระทำของรัฐมนตรีที่อยู่ร่วมในรัฐบาล โดยการนำของนายสมัคร แม้จะยังไม่ได้ข้อยุติในกระบวนการยุติธรรม แต่พฤติกรรมเยี่ยงนี้ก็กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนมาก สมควรที่จะเร่งแสดงออกให้สังคมได้เห็นว่านายกฯมีความจงรักภักดีอย่างยิ่ง และปฏิบัติตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ จึงควรให้ นายจักรภพถอยออกมา เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยการลาออก เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นหรือปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อแม้ว่าภายหลังจะมีคำพิพากษาว่ามิได้กระทำผิด ก็จะได้รับการยกย่องและมีความสง่างามเพิ่มขึ้น

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า การทำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวไปยังนายกฯ ทำในนามส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับพรรคชาติไทย ส่วนสาเหตุที่ทำจดหมายเปิดผนึกนี้ เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ที่ไม่สบายใจในเรื่องดังกล่าว

“ป้าอุ” สอนต้องเคารพรักสถาบัน

นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดจาพาดพิงสถาบันเบื้องสูงว่า ไม่ขอออกความเห็น แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งเชื่อว่าคนไทยทุกคนรักและเคารพในสถาบัน ดังนั้น ตรงนี้เราไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก ขอให้รู้ว่าคนไทยรักสถาบัน การที่จะพูดถึง การที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องด้วยความเคารพเท่าชีวิต ต้องพึงระมัดระวัง ส่วนเรื่องสปิริตของนายจักรภพจะลาออกหรือไม่เป็นเรื่องส่วนบุคคล

ชัย ยืนยันไม่รีบบรรจุญัตติแก้ไข รธน.

กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ประธานสภาฯ ยืนยันไม่รีบบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้มีพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมฯ แล้ว ขอพิจารณาอย่างรอบคอบ ระบุยังไม่มี ส.ส.ถอนรายชื่อรับรองญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข่าวที่ ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน จะถอนชื่อออกจากญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่ทราบว่ามีใครถอนหรือไม่ถอนรายชื่อ ทราบเพียงข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จำนวนสมาชิกรัฐสภาที่ลงชื่อสนับสนุนญัตติฯ ยังอยู่ที่ 134 คน ยังไม่มีผู้ถอนรายชื่อ ส่วนการเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญของ 51 ส.ว.นั้น ส่วนตัวเห็นว่า ส.ว.ดังกล่าวไม่ได้ลงชื่อสนับสนุนญัตติ เพราะไม่เห็นด้วย ดังนั้น กลุ่ม ส.ว.จึงมีสิทธิ์ในการอภิปรายคัดค้านในห้องประชุมสภาฯ อยู่แล้ว

“ผมไม่ได้มองอะไร เขาก็ทำถูกต้องตามความคิดเห็นในฐานะที่เป็น ส.ว.ทั้งสรรหาและเลือกตั้ง เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่เขาจะแสดงความคิดเห็น ถ้าจะคัดค้านขอให้ทำในรัฐสภาก็แล้วกัน” นายชัย กล่าว

เมื่อถามว่า การคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีผลต่อการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ ในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ หรือไม่ ประธานสภาฯ กล่าวว่า ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยังไม่เข้าสู่การพิจารณาทันที ตนขอพิจารณาอย่างรอบคอบ ขอดูเหตุผลของประชาชนทั้งประเทศว่า เหตุผลความเดือดร้อนของประชาชนสำคัญกว่าปัญหารัฐธรรมนูญหรือไม่

ต่อข้อถามว่า หากพิจารณาเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าปัญหารัฐธรรมนูญ จะชะลอการบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญไปก่อนหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า เมื่อเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญแล้ว หากรายชื่อผู้สนับสนุนญัตติยังสมบูรณ์ คือ มีผู้สนับสนุนเกิน 126 คน ประธานรัฐสภาจะต้องบรรจุญัตติเข้าสู่การพิจารณา หากไม่ทำเช่นนั้นจะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่า รัฐบาลได้ประสานเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ หรือยัง ประธานสภาฯ กล่าวว่า ยังต้องรอดูว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องมาให้สภาฯ พิจารณาหรือไม่. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:31:52




มท.1 ตั้ง ฉก.ปราบยาเสพติด มีอำนาจคลุมทั่วประเทศ


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จะมีคำสั่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนปราบปรามและประชาสัมพันธ์ขึ้นเพียงชุดเดียว แต่จะมีประสิทธิภาพ มีอำนาจตรวจค้นจับกุมได้ทั่วประเทศ โดยจะมีตำรวจระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไปเป็นประธาน และเป็นการสนธิการทำงานระหว่างทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมกว่า 30 คน โดยจะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น และไม่ใช่ชุดเฉพาะกิจของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานคล่องตัว แก้ปัญหาอิทธิพลในพื้นที่ได้. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:31:40

ผบ.ทบ.ลงนามปรับย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน 98 นาย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 พ.ค.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก ที่ 155/2551 เรื่องให้นายทหารรับราชการและปรับเงินเดือน จำนวน 98 นาย โดยให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งการปรับย้ายครั้งนี้เป็นการปรับย้ายในระดับผู้บังคับหน่วยระดับกองพัน โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พ.ท.บรรยง ทองน่วม ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ เป็นฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 พ.ท.จักรกฤษณ์ ศรีนนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองทัพน้อยที่ 1 และอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ พ.อ.เรืองศักดิ์ อรรคทิมากูล เสนาธิการกรมทหาราบที่ 19 เป็นรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 9 พ.ท.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 19 พ.ท.วิวัฒน์ หงส์บันดาลสุข หัวหน้าฝ่ายส่งกำลังบำรุง กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 19

พ.ท.เวชยันต์ แว่นไธสงค์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน กองพลทหารราบที่ 9 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 19 พ.ท. กฤษดา ปานทับทิม หัวหน้าฝ่ายยุทธการ กองพลทหารราบที่ 4 เป็นผู้บังคับกองพันที่ 4 กรมทหารราบที่ 4 พ.อ.ทิม เรือนโต ผู้บังคับการกรมทหาพรานที่ 41 เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ 25 และ พ.อ.สัญญลักษณ์ ทั่งศิริ ฝ่ายยุทธการ กองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 14.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:29:27

ร.ต.อ.เฉลิม ระบุเป็นเรื่องดีหาก ดวง อยู่ ฉก.ปราบยาเสพติด


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวกรณีว่าที่ ร.ต.ดวง อยู่บำรุง บุตรชาย จะถูกขอตัวไปช่วยราชการกับชุดเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ยังไม่มีการขอตัว และยังไม่ได้คิดว่าจะไปช่วยราชการหรือไม่ ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้บุตรชายไปช่วยงานกับชุดเฉพาะกิจดังกล่าวนั้น เป็นการช่วยงานในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นลักษณะของอาสาสมัครที่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการขอไปช่วยราชการจริง ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการทำหน้าที่ช่วยชาติ ไม่ได้เป็นหัวหน้าโจร. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:25:51

ร.ต.อ.เฉลิม ปัดย้ายที่หารือ รมต.พปช.ไม่ใช่เพราะถูกรังเกียจ


กรุงเทพฯ 29 พ.ค. - ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การนัดหารือและร่วมรับประทานอาหารเย็นระหว่างรัฐมนตรีพรรคพลังประชาชน วันพรุ่งนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้เปลี่ยนสถานที่จากบ้านริมคลองของตนไปเป็นที่ทำการพรรคพลังประชาชน หลังการประชุมพรรคแทน

“การยกเลิกดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่เพราะรัฐมนตรีในพรรคไม่อยากไปบ้านผมแต่อย่างใด” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-05-29 14:22:31