WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 4, 2008

ไล่ไปให้พ้น พวกขวางทางเสด็จ

กรณีแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมป่วนเมือง ยังท้าทายอำนาจรัฐต่อไป ด้วยการนำเวทีถาวรมาติดตั้งที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับนำรั้วลวดหนามมาติดตั้ง โดยมีแนวคิดที่จะสร้าง “รัฐพันธมิตร” ให้เกิดขึ้นกลางท้องถนน ซึ่งเป็นเส้นทางจราจรที่สำคัญของบ้านเมือง

แม้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นการบอกกล่าว การประกาศแจ้งเตือนแล้ว แต่ยังดื้อด้านไม่ยอมฟังเหตุฟังผลว่า เป็นเส้นทางที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะต้องเสด็จฯ ผ่าน และมีกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจมากมายที่ต้องผ่านถนนเส้นนี้
แต่แกนนำบางคนไม่มีความรู้สึกรู้สา โดยเฉพาะที่เคยพูดเรื่องความจงรักภักดี เรื่องความรักในสถาบันเบื้องสูง กลับออกมาประกาศว่า “ตำรวจก็รู้ดีว่าสามารถจัดเส้นทางเสด็จฯ ไปเส้นทางอื่นได้”

คำพูดที่ว่ามานี้ เป็นคำพูดที่หากปล่อยไว้ย่อมกระทบกระเทือนใจประชาชนคนไทยทั้งประเทศ!

เป็นที่ประจักษ์ชัดในความคิดของเขาเหล่านั้นว่า แท้จริงแล้วในจิตใจลึกๆ ของเขานั้น เขา รักด้วยปาก หรือรักด้วยจิตใจกันแน่! คนธรรมดาย่อมรู้ได้ดีถึงคำพูดและการกระทำของคนกลุ่มนี้

องค์เหนือหัว เคยรับสั่ง เมื่อครั้งเหตุการณ์ความวุ่นวาย พฤษภาทมิฬ 2535 ความในตอนหนึ่งของพระราชดำรัส

“ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือ พล.อ.สุจินดา และ พล.ต.จำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่เป็นประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร

เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง”

คนไทย ช่วยกันจำไว้ กี่ครั้งแล้วที่คนคนนี้ทำให้องค์เหนือหัว ต้องระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แล้วเขาคนนั้น ได้จดจำ และนำพา ต่อพระบรมราโชวาทขององค์เหนือหัวบ้างหรือไม่?

เอะอะอะไรก็จะก่อ “ม็อบ” สร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมือง เสมือนว่าจะ ให้ได้อย่างใจตนเองไปเสียทุกเรื่อง ไม่สนใจความถูกผิด

ประเทศชาติจะพินาศย่อยยับอย่างไรก็ได้ หากตนเองไม่พอใจ

วันนี้ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินถูกปิดกั้น

วันนี้ นักเรียน ครูบาอาจารย์ เดือดร้อน เพราะม็อบใช้วิธีขวางถนน ส่งเสียงดัง

วันนี้ นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย ไกด์บอกทัวร์ยุโรปสั่งยกเลิกการบิน เพราะมีการส่งสัญญาณเตือนว่าประเทศไทยมีความวุ่นวายทางการเมืองถึงขั้นจะมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกรอบ

ประเทศไทยเสียหายยับเยินป่นปี้หมดแล้ว ใครจะยอมก็ยอมไป ประเทศไม่ใช่ของคนคนเดียว หรือคนกลุ่มเดียว ต้องแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน จะปล่อยให้มีคนทำตัวเป็น “เฒ่าทารก” ดื้อด้านแบบนี้ ไม่มีใครกล้าจัดการ! แล้วประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไป นึกไม่ออกจริงๆ


แนวทางและวิธีการจัดการ การชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตรฯ (แบบซุนวู) (1)

ภูมิวัฒน์ นุกิจ เขียนบทความเสนอแนวทางและวิธีการจัดการการชุมนุมยืดเยื้อของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (แบบซุนวู) มาให้ประชาทรรศน์ รายวัน เผยแพร่เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและสาธารณะ ดังนี้

ข้อเสนอต่อรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อันมาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย

ผู้เสนอ นายภูมิวัฒน์ นุกิจ ประชาชนชาวไทย

สิ่งที่ต้องพิจารณาฝ่ายตรงข้าม
1.พิจารณาระบบความคิด (อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุม)
2.พิจารณา ดินฟ้าอากาศ
3.พิจารณาสภาพพื้นที่
4.พิจารณาแม่ทัพ
5.พิจารณาวิธีการทางการสู้รบ เสบียง และแนวร่วม
6.พิจารณาการสื่อสารกับสาธารณะ
7.พิจารณา (เรา) รัฐบาลผสม

1.พิจารณาระบบความคิด (อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุม)
อุดมการณ์ที่ชี้นำการชุมนุมของการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ คือ การกล่าวอ้างถึงอุดมการณ์ของรัฐชาติ คือ ต้องพิทักษ์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยสร้างการกล่าวหาว่าตัวคุณทักษิณคือระบอบ และมีการขายชาติ ปล้นชาติ เป็นทุนนิยมสามานย์ รัฐตำรวจ สร้างสาธารณรัฐ จาบจ้วงเบื้องสูง ซึ่งแนวคิดวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ มีปัญหาในตัวมันเอง คือ การจ้องโค่นล้มรัฐบาล คือมีการยกระดับประเด็นขึ้นเรื่อยๆ จากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องกลียุค จนถึงเรื่องการขับไล่รัฐบาลชุมนุมยืดเยื้อ ฉบับที่ 12 ซึ่งมีการหยิบยกอ้างอิงประชาชนทั้งประเทศว่า ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโจรจาบจ้วงนอมินีนี้

ซึ่งวิธีคิดแบบนี้มีปัญหาคือ ไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักมติมหาชน ในระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้ทหารออกมาร่วมขับไล่รัฐบาลด้วย คือ ไม่ปล่อยให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามกฎหมาย เป็นวิธีคิดที่ผิดพลาด เพราะยืนอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ชอบธรรม อธิบายกับสังคมลำบาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยออกมาขับไล่รัฐทหารที่ทำการรัฐประหาร ซึ่งมีแกนนำบางคนได้ไปกินข้าวเย็นร่วมกับคณะรัฐประหาร และคอยให้คำปรึกษากันด้วยซ้ำ

2.พิจารณาดินฟ้าอากาศ
สภาพปัจจุบันเป็นช่วงเข้าสู่กลางฤดูฝน เพื่อไปสู่ปลายฤดูฝน และเข้าต้นฤดูหนาว ซึ่งสภาพแบบนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะจัดกิจกรรมการชุมนุมกลางแจ้ง เพราะจะทำให้มวลชนอ่อนล้า การจัดการลำบาก เดินทางลำเค็ญ พื้นที่ชุมนุมถูกน้ำท่วม แม่ทัพนายกองไม่สบาย จะนำไปสู่ความวุ่นวายภายในที่ชุมนุม ซึ่งอันนี้เป็นข้อผิดพลาดอีกประการหนึ่ง

3.พิจารณาสภาพพื้นที่
สภาพพื้นที่โดยรอบเป็นศูนย์กลางของหน่วยงานราชการ ด้านหน้าฝั่งซ้ายติด UN และกองทัพบก ด้านหน้าฝั่งขวาติดกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 และโดยรอบเป็นหน่วยงานราชการ ชุมชน วัด โรงเรียน สนามมวย และป้ายรถเมล์

สภาพแวดล้อมเช่นนี้ การจัดการชุมนุมในพื้นที่แจ้ง และใช้เครื่องขยายเสียงให้ดังไปทั่วบริเวณแบบทั้งวันทั้งคืน ปักหลักยาวนาน ย่อมก่อความเดือดร้อนรำคาญให้แก่หน่วยงานราชการ (จนอาจดึงความสนใจให้อยากรู้อยากเห็น) และยังก่อความเดือดร้อนรำคาญใจแก่คนในชุมชน พระในวัด นักเรียนหรือครูในโรงเรียน และพื้นที่การชุมนุมยังเป็นพื้นถนนคอนกรีต ซึ่งเวลากลางวันผิวถนนจะร้อน เวลากลางคืนจะอุ่น และหากเกิดฝนตกขึ้นมายิ่งยากลำบาก เพราะมีเพียงต้นมะขามใบบางๆ ไม่กี่ต้น และเต็นท์เพียงไม่กี่หลังคอยกันฝน สภาพพื้นที่เช่นนี้อัตคัดมาก ถูกปิดล้อมได้ง่าย และเข้าออกลำบาก เป็นที่กึ่งโล่งกึ่งแจ้ง ซึ่งถือเป็นข้อผิดพลาดในทางพื้นที่

4.พิจารณาแม่ทัพ
ตัวแก่นหลักของแม่ทัพคือ นายสนธิ นายจำลอง และ นายสมเกียรติ ส่วนที่แหลือเป็นแค่องค์ประกอบ เพราะแทบไม่มีน้ำหนักในการเคลื่อนไหวชี้นำมวลชน นายกองและมวลชนที่เข้าร่วมส่วนใหญ่มาจาก 3 ทาง คือ
1.ลูกจ้างสำนักพิมพ์ผู้จัดการ และแฟนรายการเอสเอสทีวี
2.สันติอโศก และกองทัพธรรม
3.สมาชิกพรรคการเมืองเก่าแก่ ทั้งในเมือง และตามหัวเมือง
4.อื่นๆ เอ็นจีโอบางส่วน สหภาพแรงงานบางแห่ง และเหล่าราชนิกูล ฯลฯ

แม่ทัพอย่างสนธิ ประกาศอย่างฮึกเหิม เป็นการทำสงครามครั้งสุดท้าย ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง แม่ทัพที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เล่นหมดหน้าตักแบบนี้ คือ หนึ่ง ต้องมีคนหนุนหลังที่ใหญ่มาก ไม่งั้นคงไม่คะนองฮึกเหิมเช่นนี้ สงครามทางการเมืองครั้งนี้ต้องปักหลักยืดเยื้อยาวนานเพราะอะไร และนำไปสู่อะไร เป็นที่รู้กันได้

แม่ทัพแบบจำลอง พูดสม่ำเสมอว่าทหารและตำรวจบอกตนว่าให้กำลังใจในการชุมนุม และหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่การรัฐประหารได้ พฤติกรรมเช่นนี้คือ หนึ่ง ต่อสายกับทหาร และตำรวจบางนาย ซึ่งแน่นอนว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือความตั้งใจที่จริงแท้แน่นอนของนายสนธิและนายจำลอง และการทำสงครามครั้งสุดท้ายที่จะชนะได้ก็คือดูตัวอย่าง 19 กันยายน 2549

แม่ทัพแบบสมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส แทบไม่ต่างกัน คือ ไม่ค่อยมีน้ำหนัก เพราะไม่มีมวลชนเป็นของตัวเอง และไม่ใช่ผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรที่ใช้สำหรับการทำสงครามครั้งสุดท้ายนี้ จะต่างก็เพียงแต่สมเกียรติต่อสายกับพรรคการเมืองเก่าแก่ สนธิต่อสายกับคำนูณ ลูกจ้างตนที่อยู่ในรัฐสภาได้ และลึกๆ แล้ว แนวความคิดของนายสนธิหรือนายจำลอง แตกต่างกับ สมเกียรติ สมศักดิ์ พิภพ หรือ สุริยะใส อย่างสิ้นเชิง แต่สามารถรวมกันได้เพราะเชื่อว่าทักษิณคือผี ดังนั้นต้องออกมาไล่ผี และหาอาคมทุกรูปแบบมาไล่ผี และจัดการกับเครือข่ายของผีที่ตนเชื่อและสร้างขึ้นมาเอง



กระชากหน้ากากทุนเก่า หนุนม็อบพันธมิตรป่วน

ในสถานการร์ขุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชฃาธิปไตย อย่างหาแก่นสารไม่ได้ เป็นประเด็นที่เกิดข้อกังวลสงสัยกันอย่างกวางขวาง ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมเพื่ออะรกันแน่ และมีใครอยู่เบื้องหลังอย่างไรหรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงมีเงินทุนจำนวนมากมาใช้เพื่อการเคล่าอนไหว ซึ่งผนวกรวมไปถึงประเด็นที่มีกระแสข่าวอ้างง่ามีการจ้างคนนับพัน ด้วยค่าตัววันละ 300-500 บาท เพื่อร่วมการชุมนึม

ในประเด็นชวนให้สงสัยและน่าติดตามทั้งหลาย สรุชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ตั้งข้อสังเกตุและเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจหล่ายเรอื่องราว ผ่านเวที “สภาสนามหลวง” เมื่อคืนวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

“ก่อนที่จะมาเปิดสภา พี่น้องท้องสนามหลวงก็มีการร่วมตัวกัน แต่ตอนนี้เรายังไม่ผ่านจุดยุทธศาสตร์ตรงนั้นเสียที เราเกลียดไอ้พวกนี้ เกลียดหมาเตะหมาโดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหมา จึงโดนกัดกันไปหลายคน

ไอ้เวทีโดน้นมีคนมาฟ้องว่ามาจากพัทลุง มันปราศัยว่า สุรชัย กลับภาคใต้ไม่ได้ พวกมันเป็นลูกเขียด มาเห่าช้าง กูสู้มา 30 ปีตั้งแต่พวกมึงยังอยู่ในท้องแม่โน้น รัฐบาลยังไม่กล้าขู่กู

พี่น้องครับใจเย็นๆ พวกเราบ้างคนก็รู้สึกหงุดหงิด บอว่าท่านนายกสมัคร สุนทรเวช ของเราประกาศว่าจะจัดการกับพวกพันธมิตร พวกเราก็คาดหวังรอมาทั้งวัน ว่าเมื่อไหร่ตำรวจจะเข้าไปลุย เพราะเข้าใจไปเองว่าคำว่า จัดการ คือการเข้าไปสลายการชุมนุม ตรงนี้คือสิ่งที่เราเข้าใจผิด เพราะการสลายการชุมนุม พี่น้องก็เห็นอยู่แล้ว 14 ตุลา 16 คนที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมต้องหนีออกจากประเทศไทย พฤษภา 35 สลายการชุมนุมด้วยทหารและตำรวจ พลเอกสุจินดา ต้องลงจากอำนาจ เราสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปเท่าไร

เพราะฉะนั้น วันนี้รัฐบาลระบอบประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง คำว่าการจัดการกับผู้ละเมิดกฏหมายของบ้านเมือง ไม่ได้หมายความว่า เกณฑ์กำลังทหารและตำรวจพกอาวุธปืนไปไล่ยิงไล่ฆ่า มันไม่ใช่แบบนั้น

ผมถึงบอกว่าดูให้จบ บางคนก็หงุดหงิดถึงขนาดด่านายกสมัคร ประกาศว่าเราแพ้แล้ว หนังมันยังไม่จบครับพี่น้อง หนังยาว เราดูไปครึ่งเรื่องเอง ไม่พอใจก็ด่าพระเอกโง่ฉิบหาย แหมมันน่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำแบบนี้ ถ้าพระเอกมาชนะตั้งแต่ครึ่งเรื่อง แล้วอย่างนี้หนังมันจะยาวได้อย่างไร อย่างนี้ก็ฉายหนังไม่ได้ตังสิครับพี่น้อง

ไอ้เราก็เหมือนคนดูหนังไม่รู้ว่ารัฐบาลนายกสมัคร คิดอะไรอยู่ เขาอาจจะลับ ลวง พราง ตอนนี้กำลังดัง เพราะไอ้บิ๊กบัง มันสอน ลับ ลวง พราง ให้ ถ้าบอกจะบุกขวา ให้ไปซ้าย ถ้าบอกให้เดินหน้า ก็ถอยไปข้างหลัง เพราะฉะนั้นบิ๊กบัง สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ใช้วิธี ลับ ลวง พราง หลอกท่านนายกทักษิณมาแล้ว บอกให้นายกไปประชุมสหประชาชาติให้สบายใจ แต่ตัวเองอยู่ทางนี้เรียบร้อยโรงเรียนจีน โดนยึดอำนาจ

ผมก็คิดว่าท่านายกสมัครคงไม่โง่หรอกครับ และผมก็แนะนำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฏหมาย เพราะฉะนั้นเราก็รอดูสถานการณ์ว่ามันจะไปอย่างไร แต่ว่ารัฐบาลนี้นายกสมัครแพ้ให้กับพวกพันธมิตรฯ เหมือนอย่างที่มันออกมาบอกว่าจะโค่นล้มรัฐบาล เท่ากับว่าเป็นการก่อการกบฏ ผิดกฏหมายหลายกระทง ถึงตอนนี้ถ้ารัฐบาลประกาศจะยอมแพ้สภาเราก็ปิด

หลังจากนั้นเราจะอะไร ผมก็จะไปสุ่มกองกำลังอาวุธตั้งแต่ระนองถึงแม่ฮองสอน กลับไปสู้การต่อสู้แบบเก่าและผมไม่ได้พูดเล่น พรรคพวกผมที่เคยต่อสู้รวมกันสมัยอยู่ในป่า ตอนนี้มีสวนอยู่แถวประจวบฯ เต็มไปหมด

วิวัฒนาการของคนไทยที่ผมจะพูด มันไม่มีการถอยหลัง ลำดับมาตั้งแต่ยุคเป็นหมื่นๆ ปี มนุษยพัฒนามาจากยุคที่นุ่งห่มด้วยใบไม้ มาสู่ยุคทาส ต่อมาถึงยุคของระบอบศักดินา จนมาถึงความเจริญของยุคพาณิชย์จนมาสู่สังคมแบบทุนนิยม ในสมัยปัจจุบันนี้ มันไม่อาจกลับไปสู่ยุคทาสได้แล้ว

ยุคสังคมทุนนิยมของไทย เริ่มมาตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มตั้งแต่การเข้ามาค้าขายของคนจีน สมัยนั้นก็ขาดแคลนแรงงาน เพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในฐานะไพร่ และนี้ก็เป็นเหตุให้รัชกาลที่ 5 ต้องเลิกทาส เพื่อให้หลุดพ้นพันธนาการจากนายทาส

จนมาถึงปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นสังคมแบบทุนนิยมยุคใหม่แล้ว เพราะทุนอย่างท่านทักษิณเขาเรียกทุนสื่อสาร ทุนอิเล็กทรอนิกส์ อย่างนายบรรหารขายข่าว ขายไม้ นายทุนเก่าขายดินขายหิน เห็นไหมว่าระหว่างทุนเก่ากับทุนใหม่มันแตกต่างกัน ทุนเก่าเอาแต่ขูดลีดจนชั้นล่าง ขูดรีดด้วยการจ้างถูกๆ ให้อาหารแย่ๆ กิน หาที่อยู่ซมซอให้ มันตายก็ช่างมันทุนเก่ามันทำลายคุณค่าของความเป็นมนุษย์มากกว่าทุนใหม่ ส่วนทุนใหม่เขาถือหลักปรัชญาที่ว่า นายทุนที่ดีต้องสนใจความเป็นอยู่ของลูกจ้าง นายทุนใหม่จะส่งเสริมหู้กจ้างเขาเรียนจบปริญญาตรี โท จนถึงดอกเตอร์ก็มี เพราะคนที่รูหนังสือสามารถผลิตยอดสินค้าได้มากกว่าคนที่ไม่รู้หนังสือ และนี้คือนายทุนยุคใหม่และเป็นเหตุผลทีทำไมเราถึงยืนอยู่ในฝ่ายทักษิณ ทำไมเราไม่ยืนอยู่ข้างทุนเก่า ไดโนเสาร์หลายล้านปี

วันนี้เราเปรียบเทียบแล้วว่าพรรคการเมืองที่เป็น 2 ขั้วก็คือตัวแทนทุนใหม่กับตัวแทนทุนเก่า เพราะวิวัฒนาการของสังคมในวันนี้ มันมาถึงยุคทุนแล้ว เราต้องเอาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่ก้าวสู้ความเป็นสากล อย่างประเทศไทยของเราที่ผ่านมาเป็นประเทสด้วยพัฒนา แต่ตอนนี้ก็มีชื่อเรียกที่สวยหรูใหม่ว่าเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ตอนนี้เราติดอยู่แค่ระบบการเมือง เพราะการเมืองบ้านเรายังไม่เป็นประชาธิปไตย

เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะลดช่องว่างทางสังคม เพราะตอนนี้คนที่ยากจนกลายมาเป็นคนฐานใหญ่ของพีระมิด เป็นลูกคนเล็กที่เราต้องดูแล อาบน้ำป้อนข้าว ชนชั้นกลางก็เป็นลูกคนกลาง ชานชั้นสูงเป็นลูกคนโต แล้วจะให้ลูกคนเล็กมาสู่กับลูกคนโตได้อย่างไร รัฐบาลต้องมายกระดับคนชั้นล่าง เพื่อยกระดับความคิด พัฒนาให้เขามาเป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่มาลดแลกแจกแถมแบบนั้น มันไม่ใช่ ต้องมายกระดับทั้งชีวิตเขาด้วย จะมาหาเงินแต่ในเมืองไทยไม่ได้ ต้องไปหาเงินทั่วโลก

ดูอย่างท่านทักษิณถึงจะไม่ได้เล่นการเมืองแล้วก็ยังส่งเสริมคนชั้นล่าง ไปติดต่อกับต่างประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะคนชั้นล่าง แต่ไอ้ลูกน้องบรรหารก็หาว่าขายชาติ มันเป็นอย่างนั้น พวกซาอุเขาแค่เข้ามาดูเฉยๆ ว่าเราทำนาอย่างไร มันขายเพชรรวยอยู่แล้วมันมาทำนาให้โง่หรอก

หรืออย่างที่พาพวกกาตาร์มาลงทุน เพื่อที่จะทำโรงงานส่งแก๊ส ก็ออกมากล่าวหาต่างๆ นานา เขาพาต่างประเทศมาลงทุนในบ้านเรา ก็เพื่อช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น ก็กลับไปกล่าวหาเขาสารพัด เรื่องดีๆ แบบนี้คนไม่มีเงินทำได้หรอ เรื่งแบบนี้นายชวน หรือนายอภิสิทธิ์ คิดเป็นหรือเปล่า

สมัยที่นายชวนเป็นรัฐบาล ผมไปประท้วงเรื่องราคายางพารา แต่ไม่เห็นจะทำอะไร ได้แต่อ้างว่าเป็นภาวะตลาดโลก หลายปีมาแล้วที่พี่น้องภาคอื่น เขาไม่เอาประชาธิปัตย์ ก็หวังว่าพี่น้องภาคใต้อย่าไปเอาเขานานนะ

ผมอยู่ป่ามา 5 ปี ติดคุกอีก 16 รวมเป็น 21 ปีแล้วมาถูกรัฐบาลนายชวนประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลาย แต่มาวันนี้ผมมีบ้าน มีรถ นายชวนยังเช่าบ้านอยู่ แสดงว่านายชวนจนกว่าสุรชัย ปซ่ห่าน ที่เพิ่งออกจากคุก ไม่รู้ว่าจรจริงหรือเปล่า หรือเป็นพระเอกลิเกหลอกแม่ยก มันสร้างภาพ

มาถึงวิวัฒนาการของการพัฒนาสังคมในระบอบทุนนิยมแบบก้าวหน้า ที่ไม่ใช่เป็นการต่อสู่ระหว่างนายสนธิ กับท่านทักษิณ แต่มันไม่ใช่ท่านทักษิณเพียงคนเดียว มันเป็นกลุ่มทุน ทุนสื่อสาร ที่มีความก้าวหน้า กับกลุ่มทุนเก่าไดโนเสาร์ล้านปี ถามว่าถ้ากลุ่มเก่าชนะ เราก็หันมาขี่เกวียน ยกเลิกโทรศัพท์ พี่น้องประชาชนจะเอาอย่างนั้นไหม แต่ถ้าทุนใหม่ชนะ เราก็จะไปสู่ความเป็นสากล เพื่อพัฒนาความเจริญ ถามว่ามันมีประเทศไหนบ้างที่ทุนเก่าชนะทุนใหม่ มันไม่มีหรอก ไม่ว่าสมัครจะชนะหรือแพ้กลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่าพันธมิตรมันมีปลอกคเป็นกลุ่มทุนเก่าอยู่ แต่อย่าเพิ่งตกใจเราเชื่อในยุทธศาสตร์ว่ายังไงทุนเก่าก็แพ้อยู่ดี

ภาระกิจของเราในวันนี้คือรวมมือกับทุนใหม่เพื่อฆ่ากล่มไดโนเสาร์ทิ้ง ทุบกระดองเต่าล้านปีเอาเนื้อมากิน เพื่อสนับสนุนให้ทุนใหม่มาพัฒนาระบบสวัสดิการ เพื่ออุ้มชูลูกคนเล็กให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อคนชั้นล่างพัฒนามาเป็นคนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศ เพื่อลดความแบ่งแยก ระหว่างคนจนกับคนรวย ให้เป็นนโยบายสวัสดิการ อย่างที่ทักษิฯทำ คือ นโยบายเอื้อาทร แต่เป็นเพียงการเริ่มต้น ถ้าไทยรักไทยอยู่ต่อไปแน่นอนว่าจะต้องพัฒนาให้เป็นระบบสวัสดิการอย่างถาวรแน่นอน ไม่ใช่ว่าผมจะเชียร์ท่านทักษิณ แต่ถ้าไปเปรียบกับนายชวนกับอภิสิทธิ์มันต่างชั้นกัน

เวลาท่านทักษิณเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ไปเที่ยวนะ เพราะว่าจะไปติดต่อการค้าทั้งนั้น เราขายได้ทั้งคลื่น หรือแม้แต่แสงแดด เราก็ขายได้ เห็นไหมครับ อีกหน่อยเราก็ขายโคลนได้ นี้มันหัวการค้า ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่รวยเป็นพันล้าน แต่ไอ้พวกนี้มันขี้อิจฉาเห็นใครดีกว่าไม่ได้ ส่วนใหญ่ตัวแพร่เชื่อเป็นคนตรัง จนตอนนี้รามไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ด้วย โรคใจแคบขี้อิจฉา และตอนนี้ก็ระบาดอย่างมากในนายอภิสิทธิ์ เก่งไปทุกเรื่องแนะนำรัฐบาลยังงั้น อย่างนี้ รวมถึงหมอประเวศเขียนหนังสือสอนรัฐบาล รู้ทุกเรื่อง จนตอนนี้คนเขาขี้เกียจอ่านแล้ว เมื่อก่อนผมก็นับถือแก แต่ตอนนี้ผมว่าแกเริ่มเปลี่ยน มาติดเชื่อโรคใจแคบ ขี้อิจฉา โรคนี้มันรักษายาก

เทพเทือก ผมเรียกราชวงศ์เทือก เมื่อก่อนเป็นกำนันแล้วไปเรียนอเมริกากลับมาจากอเมริกา ลงสมัครอะไรก็ชนะ เพราะว่าไปขู่คนอื่นไม่ให้ลง ก็เลยผลออกมาชนะขาดลอย จากนั้นมาลงสมัคร สส. น้องชายก็มาสมัครกำนันแทน เพราะว่าห้ามคนอื่นลงสมัคร ในที่สุดน้องชายไปสมัคร สจ. น้องชายอีกคนก็ไปสมัคร สส. พอตำแหน่งว่างก็ให้พ่ออายุ 80 ปีมาลงสมัครจากตำแหน่งผู้ใหญ่ก่อนชนะขาดลอย แล้วก็มาเป็นกำนัน ปรากฏว่าจะประชุมก็ต้องช่วยกันห่าม ตอนนี้ราชวงศ์เทือก มีทั้ง สส. และนายก อบจ. แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้ใครเป็นกำนันอยู่

พี่น้องครับตอนนี้เราต้งใจเย็น เพราะในทางยุทธศาสตร์ เราอยู่ในฝ่ายที่จะมีชัยชนะ ผู้ร้ายต้องตายตอนจบ หนังเรื่องนี้พระเอกไม่ตาย เพราะพระเอกยืนอยู่กับทุนใหม่ อยู่กับฝ่ายที่มีความก้าวหน้ากว่า ไดโนเสาร์ตายแน่นอน เพราะไดโนเสาร์มันสูญพันธ์หมดโลกแล้ว มันมีอยู่แต่ในหนังเท่านั้น วันนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็เป็นเพียงแค่นามไดโดนเสาร์ มีแต่เพียงเศษซากไดโนเสาร์ เท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นพวกเราใครก็แล้วแต่ที่คิดว่าตนเองยืนอยู่กับไดโนเสาร์เต่าล้านปี อย่าได้ดีใจเลย เพราะเพื่อสหายเก่าเอย สหายเก่าธีระยุทธ บุญมีเอยมึงกำลังบังแล้วธีระยุทธ ดูสิเราอุตสาห์ให้เป็นวีระบุรุษในสมัยนั้น ผมที่ได้เข้าป่าเพราะนิยมชมชอบธีระยุทธ ผมแก่กว่า แต่ 14 ตุลา 16 เราได้ศึกษาแบบอย่างธีระยุทธต่อสู้กับนักศึกษา จนเพื่อนๆผมหาว่าเป็นญวน กลายเป็นว่าหนีเข้าป่าตามธีระยุทธ ไปด้วย สุดท้ายธีระยุทธ บุญมี เดินออกมาจากป่า ตอนป๋าเปรมเป็นนายก แล้วก็ออกมาพูดว่า ผมหลงผิดไปแล้ว ไอ้พวกบ้าเรียนหนังสือระดับปัญหาจน แล้วเดินเข้าป่า เขาเรียกว่าหลงผิดหรือ

ส่วนผมเดินออกจากป่ามายุคป๋าเปรมเป็นนายก เป็นทูตสันติราช ถูกจับที่จวนผู้ว่าจังหวัดสุราษธานี ส่วนไอ้คนที่จับผมวันนี้กรรมสนองไปแล้ว นายเฉลิม พรหมเลิศ เป็นรองผู้ว่าฯ มันหักหลังไปบอกแม่ทัพกิตติ รัตนะฉายา บอกว่าท่านผู้ว่าสนอง รอดโพธิ์ทอง เชิญคอมมิวนิสต์มาคุยอยู่ในจวนผู้ว่า ท่างด้านแม่ทัพกิตติท่านก็เป็นโรคใจแคบ แกโกรธหาว่าผู้ว่าข้ามหน้า ตกลงวันนั้นเราบอกว่าจะพบกันเงียบๆ ปรากฏว่าเฉลิมเรียกหาเก้าอี้ผู้ว่า ความจริงมันหักหลังทำให้ผมถูกจับ กลายเป็นต้องหา เขาบอกว่าผมไม่ต้องติดคุกหรอกเพราะว่ามีนโยบายของป๋าเปรม แค่สุรชัย พูดคำเดียวว่ามามอบตัว แล้วจะพาไปสูนย์การอบรมสัก 6 เดือน

ทั้งๆ ที่รู้ว่าคดีต้องประหารชีวิต แต่เป็นลูกผู้ชายนักต่อสู้ หรือว่าตอนนั้นยังเรียนไม่สูง ไม่ได้จบปริญญา ไม่ใช่นักศึกษาที่ไหน คำตอบของผม คือไม่ยอม เพราะผมไม่ใช่คนมาเที่ยวแล้วถูกจับ เขาบอกถ้าไม่ยอมก็ติดคุก ผมไม่ยอมหรอก คิดว่าอย่างดีก็แค่ตาย

ผมยอมเป็นราชสีห์ที่อยู่กรง ดีกว่ามีสภาพอย่างหมา เขาก็เลยขึ้นคุกเครื่องบินจากสุราษธานี ตั้งแต่เกิดตอนนั้นผมมีอาชีพเป็นคนซ่อมวิทยุ ไม่เคยขี่เครื่องบินเลยในชีวิต วันนั้นวันแรกที่ได้นั่งเครื่องบิน ผมนั่งเครืองบินจากสุราษธานีมาติดคุกที่บางเขน ค่าเครื่องบินติดคุก 16 ปี นี่คือคนจน

แต่ปรากฏว่านายเฉลิม พรหมเลิศ มันได้ความดีความชอบที่หักหลัง จากการที่ทำให้ผมต้องติดคุกคดีเผาจวนผู้ว่า โดนตัดสินจำคุก 23 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิต ตัดสินผมที่นี้กระทรวงกลาโหม ไม่ใช่ที่ศาล ทหารทั้งนั้น ทั้งทหารเรือ ทหารอากาศ ทหารบก ตัดสินผม ไม่มีอุทรณ์ ไม่มีฏีกา มันจะยิงผมให้ได้ เพราะถือว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ชื่อดัง และน่ากลัวที่สุดในภาคใต้

พี่น้องครับนายเฉลิม ได้ความดีความชอบไปเป็นผู้ว่าอยู่ที่ภูเก็ต ร่ำรายได้เลินหลายร้อยล้าน สุดท้ายเกษียณสมัคร สว.ที่สุราษธีก็ใช้เงินไปเยอะ ก็ได้ตำแหน่งเป็นรองประธาน สุดท้ายกรรมสนอง ถูกข้อหารักเด็ก สว.หัวงู พี่น้องจำกันได้ไหม


บุญสร้างตอกพันธมิตรฯ อย่าบังคับทหาร

ดูเหมือนว่าลักษณะ “ได้คืบจะเอาศอก” ของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย-ชื่อทางการ หรือ พันธมาร-ในชื่อเล่น

จะไม่ได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเฉพาะรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช

และไม่ได้สร้างความรำคาญให้เฉพาะประชาชนผู้กำลังกังวลกับปัญหาปากท้อง

หากแต่ยังส่งสัญญาณ “กดดัน” ไปยัง “ขาใหญ่” อย่างกองทัพ

ออกอาการเรียกร้อง กระสันอย่างเปิดเผย รุนแรง และต่อเนื่องมาโดยตลอด

จริงอยู่ที่ว่า ก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การชุมนุมของกลุ่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่เติบโตมา รวมกับกลุ่มองค์กรภาคประชาชนหลากหลาย จนกลายเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น อาจจะเคยเป็น “ไม้ผลัด” ชั้นดีให้ทหารบางคนที่รอคอยโอกาสนี้ ได้รีบหยิบฉวยรับไม้ต่อ

เมื่อกระทำการยึดอำนาจได้สำเร็จ “พันธมาร” ที่ตอนนั้นยังเป็นมิตร ก็ได้รับปูนบำเหน็จรางวัลกันถ้วนหน้า

หากแต่ว่าก่อน 19 กันยายน 2549 กับวันนี้ ความสุกงอมยังห่างไกลกันนัก

เงื่อนไขร้อนแรงก็ต่างกันนัก

ช่วงเวลาก็ยังไม่ทิ้งห่าง แม้ลักษณะคนไทยจะคือ ความจำสั้น แต่ก็ยังเห็นทีจะไม่ใช่ตอนนี้ ที่สำคัญ นอกจากร่องรอยสาบโคลนอันเกิดจากการก้าวถอยหลังเมื่อครั้งรัฐประหารครั้งแล้วที่ยังคงอยู่ เสียงก่นด่าสาปแช่งทหารที่เข้ามาถอนรากฝอยประชาธิปไตยให้ขาดกระจุย ก็ยังเพิ่งจะซาหู

ดังนั้น วันนี้ทหารคนไหนที่ยังสติดี จึงย่อมไม่อยากทำอะไรให้เสื่อมเกียรติตัวเองติดๆ กันนัก

จริงอยู่ว่า คนทั่วไปไม่ค่อยมีใครเชื่อน้ำหน้าทหารที่ว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่อย่างน้อย ด้วยบทเรียนที่ผ่านมา ด้วยสภาวะปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ที่รอให้รัฐบาลได้ทำงานแก้ไข

ก็ทำให้ยังมองโลกในแง่ดีว่า ทหารย่อมฉลาดจัดวางบทบาทและจังหวะของตัวเอง

หากแต่การ “โชว์แมน” ครั้งนี้ กลับโดนตวาดจากพันธมิตรฯ ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ในมือว่า “ไร้น้ำยา!”

ออกอาการหงุดหงิดงุ่นง่าน ตามประสาคนที่พยายามยั่วเย้าเล้าโลมอย่างถึงขนาดแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

แต่ถึงจะหงุดหงิดเพียงใด “ทหาร” ก็ยังคือความหวังเดียว ความหวังสุดท้าย ของพันธมิตรฯ

บางจังหวะจึงต้องเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ใช้วิธีประจบประแจง หวังปลุกผีรัฐประหาร หว่านล้อมว่าสุดท้ายทหารคงจะ “รู้หน้าที่” ของตัวเอง

โดยลืมไปเสียสนิทว่า ทหารก็คือข้าราชการ และมีรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชา

การยุแยงให้ทหารออกมาบนเวทีการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า จึงคือการประกาศทางอ้อมว่า ต้องการให้สถาปนารัฐไทยเป็นรัฐเผด็จการทหารไปเสียรู้แล้วรู้รอด

ทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยนัยแห่งการ “กดดัน” เช่นนี้ ก็สมควรอยู่ที่นายทหารระดับสูงบางคนจะทนไม่ได้

แม้ “ไม่ยุ่งการเมือง” จะ “ไม่ใช่” ลักษณะของทหารไทย

แต่จะยุ่งหรือไม่ จะยุ่งเมื่อไร ก็ไม่ใช่เรื่องที่ “ใคร” จะมา “ชี้นิ้ว” สั่ง

“อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ นึกถึงส่วนรวมของบ้านเมือง อย่าให้เกิดความรุนแรง

อย่าหวังอะไรเกินที่จะหวัง ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเดือดร้อนเมื่อใช้วิธีบังคับ...”

คือคำเตือนอย่างเบาจาก พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ผู้ซึ่งระยะหลังมานี้วางบทบาทตัวเองได้น่าเคารพมากยิ่งกว่านายทหารคนไหน

อย่างน้อยก็มากกว่านายทหารระดับสูง 2-3 นาย ที่พูดจาเบ่งกล้ามตลอดเวลา

หากแต่ว่า ทั้ง พล.อ.บุญสร้าง และนายทหารอวดเบ่งบ้าเลือดนั่น ก็ไม่ใช่คนที่ถูกจับตามองอย่างที่สุด

เพราะที่สุดของการจับสังเกต ย่อมอยู่ที่หน่วยคุมกำลังอย่าง “ทหารบก” ซึ่งมี ผบ.ทบ. ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

แม้จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ย้ำเสมอว่า “ทหารไม่ปฏิวัติ” หากแต่การโยกย้ายปรับเปลี่ยนกำลัง และด้วยที่อยู่ ที่ยืน ทั้งอดีต ปัจจุบัน ก็ทำให้ฝ่ายที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่อาจสนิทใจ

แต่กับฝ่ายพันธมิตรฯ ไม่บอกก็นึกภาพออกว่า “ลุ้น” จนตะคริวแทบกิน


รอวัน มารแพ้ภัย

โปรดพิจารณาอย่างถ้วนถี่

การที่ประชาชนหลายกลุ่มหลายฝ่าย ออกอาการ “เซ็ง” รัฐบาลที่ “อ่อนข้อ” อย่างเหลือขนาดให้แก่กลุ่มพันธมิตรฯนั้น

หาใช่เพราะคนส่วนมากนิยมความโหดร้าย รุนแรง หรืออยากเห็นรัฐบาลใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมให้ต้องเลือดตกยางออก

หากแต่เป็นเพราะ สถานการณ์แบบนี้ มันได้กลายเป็นความเดือดร้อนอย่างถ้วนหน้ากันของคนไทย ทั้งไกลและใกล้

ที่ใกล้ ก็เดือดร้อนเพราะการจราจรติดขัด น้ำมันขึ้นราคารถก็ยังต้องมาวิ่งอ้อม โรงเรียนทำการเรียนการสอนได้ไม่เต็มที่ คนทำงานก็ลำบาก ฯลฯ

ที่ไกลออกไป แต่กลับได้รับผลกระทบรุนแรงและวงกว้างยิ่งกว่า คือเรื่องเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นจะร่วงระนาว

ชาวต่างประเทศที่ปกติจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยหอบเงินมากับการท่องเที่ยวใช้จ่ายในบ้านเรา บัดนี้ก็ล้มเลิกแผนการไปเกือบหมดแล้ว

บางกรุ๊ปทัวร์ก็เบนเข็มไปเที่ยวแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยเสียแทน

ดูเถิดว่า ม็อบนี้เพียงม็อบเดียวก็สร้างผลกระทบอย่างเสียหายแก่ทั้งประเทศได้มากโข

กระนั้น ไม่ได้หมายความว่ามี “ม็อบ” แล้วประเทศจะย่ำแย่ เพราะหากได้ชื่อว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย การชุมนุมของประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องคู่กัน แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังมีการชุมนุมประท้วง

เพียงแต่การชุมนุมอื่นๆ เป็นไปอย่างสงบ อยู่บนพื้นฐานรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิเสรีภาพอย่างจริงแท้

และไม่มีม็อบไหนจะแข็งกร้าว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล และนิยมการ “ปฏิสนธิ” กับอำนาจนอกระบบได้เท่ากับม็อบ “พันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร” นี้อีกแล้ว

แข็งกร้าว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล เพราะเป้าประสงค์ข้อเดียวที่คนกลุ่มนี้ตั้งไว้ก็คือ การ “สั่ง” ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ลาออกทั้งคณะ

แม้คำว่า “มาจากการเลือกตั้ง” จะหมายถึงการได้รับฉันทามติจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้

แต่เมื่อ “เสียงส่วนน้อย” อย่างกลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารไม่ถูกใจ ก็จะใช้อำนาจบาตรใหญ่-ระดมเส้นสายที่คิดว่าพอมี ปฏิบัติการสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนแก่บ้านเมืองในทันที

และต่อให้รัฐบาลนั้นๆ ต้อง “มีอันเป็นไป” ไปแล้วจริงๆ แต่หากการเลือกตั้งครั้งใหม่ แล้วได้รัฐบาลใหม่ที่ “คนกลุ่มน้อย” นี้ยังไม่ถูกใจอีก...

“คนกลุ่มน้อย” ที่พะยี่ห้อ “มาร” เต็มขั้นพวกนี้ ก็จะ “ผุด” ขึ้นมาตั้งต้นรังควานอีก หวังให้บ้านเมืองฉิบหายแหลกลาญกันไปข้างหนึ่ง

ดังนั้น สิ่งที่ “กลุ่มพันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร” กำลังบีฑาย่ำยี แท้จริงจึงไม่ใช่รัฐบาล

หากแต่เป็นการย่ำยีความเป็นมนุษย์ของคนไทยอีกกว่าครึ่งค่อนประเทศ

ประชาชนที่บ้างก็ถูกเรียกว่า “รากหญ้า” บ้างก็ถูกบอกว่าเป็นพวก “เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร” หนักเข้าก็ว่า “เห็นแก่เงิน” หรือ “โง่”

นี่คือข้ออ้างที่ฝ่ายพันธมิตรเพื่อการรัฐประหารนิยมชมชอบนำมาใช้

บิดเบือนทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ดูถูกเหยียดหยามสิทธิอันชอบธรรมในการ “เลือก” ของผู้อื่น

คนที่รังเกียจระบอบประชาธิปไตย มักคิดบนพื้นฐานที่ว่าคนส่วนมากโง่ เลว มีแต่ตัวเองและพวกพ้องเท่านั้นที่ฉลาดและดี และสมควรที่จะได้เป็นผู้ผูกขาดการ “คิด” และ “เลือก” แทนพลเมืองคนอื่นๆ

นี่แหละ...คือวิธีคิดของพันธมิตรฯและพวกพ้อง และกำลังสะท้อนผ่านการขับไล่รัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง

จนเมื่อรัฐบาลเห็นกับตาแล้วว่า ประเทศกำลังเสียหายแค่ไหน

ประชาชนอีกส่วนใหญ่กำลังลำบากเดือดร้อนแค่ไหน

ในระยะยาว จะส่งผลเสียมากแค่ไหน

เมื่อนั้น รัฐบาลจึงได้ออกมาประกาศขอใช้อำนาจชอบธรรมของรัฐในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและคนหมู่มาก

แต่ผลกลับกลายเป็นว่า รัฐบาลโดนข้อหา “เตรียมละเมิดสิทธิมนุษยชน” “จงใจ(จะ)ใช้ความรุนแรง”

ราวกับว่า ประชาชนอีกเกือบทั้งประเทศ ไม่ได้โดนละเมิดอยู่เช่นเดียวกันเสียอย่างนั้น

ส่วนหนึ่ง เข้าใจความลำบากใจของรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อเป็นรัฐบาลที่มีแต่คนจ้องล้มกระดานอยู่อย่างนี้

แต่อีกส่วนหนึ่ง เมื่อมองเห็นแต่ความง่อนแง่นของประเทศก็ยากจะทำใจ

ไม่รู้อีกนานเท่าไร มารจะแพ้ภัยตัวเอง


กลาโหมสหรัฐเยือนไทย ส่งสัญญาณไม่ยอมรับรัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทยวานนี้ (1 มิ.ย.) ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้นำไทยว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ของบรรดาผู้นำทหารในการยึดอำนาจ

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพมหานคร เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ได้จุดความกลัวว่ากองทัพอาจทำรัฐประหารอีกครั้ง โดย 2 ปีก่อนมีการชุมนุมลักษณะคล้ายกัน เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนทำให้เขาต้องลงจากเก้าอี้หลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ขณะที่เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลี้ยงต้อนรับ นายโรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตัวแทนเหล่าทัพ และเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับ ซึ่งการเดินทางมาเยือนของนายโรเบิร์ตครั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและหารือประเด็นต่างๆ ในภูมิภาค คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจทางการทหารที่ต้องมีความร่วมมือระหว่างกัน รวมทั้งสื่อให้เห็นท่าทีของสหรัฐว่าเป็นห่วงการชุมนุมในประเทศไทย และต้องการเห็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอาหาร เครื่องดื่ม ตลอดจนการแสดงศิลปะของไทยด้วยตนเอง เพื่อให้การต้อนรับเป็นไปอย่างสมเกียรติ

โดยในการพบกันครั้งนี้ เกตส์ กล่าวว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ของสหรัฐอเมริกา และกองทัพไทย

เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ที่แถลงสรุปกับพวกผู้สื่อข่าว กล่าวว่า “มันเป็นเหตุผลประการหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ว่าทำไมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐถึงได้มาที่นี่ ก็คือ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐกับไทย วางอยู่บนพื้นฐานของการมีค่านิยมประชาธิปไตยร่วมกัน”

“เขาไม่ได้เที่ยวรังแกคนอื่นนะ” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวถึงรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ “แต่สารของท่านความหมายชัดเจน และพึงได้รับความเคารพ”

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางมากรุงเทพฯ เกตส์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในสิงคโปร์ว่า “จุดยืนของเราไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องการเห็นรัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเราจะบอกพวกเขาอย่างนั้น”

การเยือนไทยของเกตส์ เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนหน้าที่จะเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่นิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับเลือกตั้งมาเมื่อเดือนธันวาคม

นายโรเบิร์ต เกตส์ เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐต่อจาก โดนัลด์ รัมสเฟลด์ ช่วงปลายปี 2549 เขากล่าวยกย่องไทยในฐานะมิตรที่มีความสัมพันธ์แนบแน่น

“ไทยคือพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ” นายเกตส์กล่าวที่สิงคโปร์ ซึ่งเขาได้รับเชิญเข้าร่วมการสัมมนาประจำปีเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการป้องกันและความมั่นคง แชงกรี-ล่า ไดอะล็อก เมื่อ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาตัดลดเงินช่วยเหลือด้านการทหารราว 35 ล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงคณะทหารที่ทำการรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 พ.ค.) สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทยขู่ใช้กำลังสลายการกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลราว 6,500 คน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ตำรวจไม่ได้เคลื่อนย้ายผู้ประท้วงภายหลังนายสมัครเข้าเกียร์ถอย นายสมัครยังกล่าวหาสื่อมวลชนว่า บิดเบือนคำพูดของเขา

ความรุนแรงจากการชุมนุม อาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการดึงทหารเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมือง โดยเฉพาะหลังจากเกิดการปะทะกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านทักษิณ ระหว่างการชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ก่อน (25 พ.ค.)

โดยแกนนำต่อต้านรัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมมากๆ

“เราจะอยู่ที่นี่จนกว่ารัฐบาลจะลาออก” นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สทางโทรศัพท์ ระหว่างการปักหลักชุมนุมที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งอยู่ใกล้กับเขตพระราชฐานกลางกรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า จะไม่มีการยื่นคำขาดกับผู้ชุมนุม ซึ่งลดจำนวนลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“เราจะเจรจาอย่างสันติเมื่อถึงเวลาที่พวกเขาควรจะเคลื่อนย้าย เราจะไม่ใช้ความรุนแรง” พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุ

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า นายเกตส์ชื่นชมประเทศไทยที่กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย ในระหว่างการพบกับ นายสมัคร สุนทรเวช และนายทหารระดับสูงของไทย เจ้าหน้าที่สหรัฐหวังว่ากองทัพไทยจะใส่ใจกับคำพูดที่มาจากผู้บริหารจากเพนตากอน

รอยเตอร์ส ยังระบุว่า ผู้บัญชาการทหารระดับสูงของไทยปฏิเสธรายงานข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (26 พ.ค.) ที่ผ่านมาว่า ทหารอาจทำการรัฐประหารอีกครั้ง ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังกล่าวด้วยว่า ไม่คาดหมายว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศภาวะฉุกเฉิน และสั่งทหารไปยังท้องถนน

ที่มา : U.S. tells Thailand it wants democracy, not coup By Andrew Gray (Additional reporting by Apornrath Phoonphongphiphat, Editing by Ed Davies and Elizabeth Piper), Reuters, Sun Jun 1, 8:48 AM ET

ม็อบเถื่อน...! ฉุดเศรษฐกิจดิ่งเหว

เห็นข่าว CNN ที่ประโคมออกไปทั่วโลกแล้วน่าตกใจ เพราะระบุชัดว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแล้วจากการปักหลักชุมนุมกดดันรัฐบาลอย่างไร้เหตุผลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ที่สำคัญเป็นการมองข้ามชอตไปอีกว่า เศรษฐกิจทุกภาคส่วนชะลอตัวไปหมด เพราะมีเค้าลางที่พอเชื่อได้ว่า อาจจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร

เพราะลีลาท่าทางการขับเคลื่อนของกลุ่มผู้ชุมนุม ละม้ายคล้ายคลึงกับเมื่อคราวออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนเกิดการปฏิวัติ ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

แม้ว่าเรื่องราวของผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเกิดมาจากปัจจัยทางการเมืองในประเทศ จะเป็นเรื่องที่เราท่านรู้กันดีอยู่แล้ว

ว่าการชุมนุมเรื้อรังที่อาจส่งผลให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารได้ทุกเมื่อนั้น สร้างความหวั่นไหวให้เกิดกับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน

ส่งผลให้เม็ดเงินในการลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ประเทศไทย หดหายไปจำนวนมหาศาล และยิ่งน่าเศร้า เมื่อมูลค่าการลงทุนในภูมิภาคนี้ไปปูดอยู่ที่เวียดนามถึงกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในช่วงปลายปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งที่ศักยภาพในการรองรับนักลงทุนในบ้านเรายังเป็นต่ออยู่หลายขุม เพราะแม้ว่าเวียดนามจะมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ในด้าน infrastructure แล้วยังตามหลังไทยอยู่มาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้นักลงทุนต่างก็รู้ดี

เพราะฉะนั้นหากสถานการณ์บ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะปกติ พอที่จะให้นักลงทุนมีความสบายใจ ย่อมหมายถึงการลงทุนส่วนหนึ่งที่ยังสนใจที่จะใช้เมืองไทยเป็นฐานการผลิต

อันหมายถึงเงินทุนหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนมหาศาล รายได้ที่จะเกิดขึ้นในประเทศอีกจำนวนมาก ทั้งที่เกิดจากการเข้าไปร่วมทุน การไปรับช่วงงาน หรือที่สำคัญที่สุดก็คือ การสร้างงานให้คนไทยอีกนับหมื่นนับแสนคน

ซึ่งทั้งหมดนั้นยังหมายรวมไปถึง โอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ที่เป็นโอกาสอันสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมในบ้านเมืองเราในวันข้างหน้า

และนอกเหนือไปจากเรื่องการลงทุนทางอุตสาหกรรมแล้ว ในด้านตลาดทุนก็พลอยซบเซา และส่งผลกระทบในเบื้องต้นไปแล้วไม่น้อยกว่า 2% และยังมีแนวโน้มว่าความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากปัญหายังไม่ถูกแก้ไข

และตัวเลข 2% ที่ว่า หากคิดเป็นตัวเลขความสูญเสียก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ เพราะตัวเลขการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แต่ละวันนั้น มีมูลค่านับหมื่นนับแสนล้านบาท

ทั้งหมดนั้น นักวิเคราะห์ต่างชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ มีข้อมูลชี้ชัดอย่างเดียวกันว่า เกิดจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ

ซึ่งจะหมายถึงอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากจะหมายถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอจารึกไว้ตรงนี้ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นใหญ่หลวงกับประเทศชาตินั้น เกิดขึ้นเพียงเพราะฝีมือคน 5-6 คน

ไม่ว่าจะเป็น...

สนธิ ลิ้มทองกุล

จำลอง ศรีเมือง

พิภพ ธงไชย

สมศักดิ์ โกศัยสุข

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

สุริยะใส กตะศิลา

รวมไปถึงพรรคการเมืองบางพรรค ที่หันมานิยมชมชอบวิธีการข้างถนน และแอบอยู่หลังกลุ่มผู้ชุมนุม

ซึ่งรายชื่อทั้งหมดที่นำมาแสดงไว้ตรงนี้ ก็เพื่อพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบกันไปทั่วทั้งประเทศ จะได้ด่าหรือสาปแช่งไม่ผิดตัว

จะได้รู้กันว่าคนพวกนี้แหละ ที่ออกมากล่าวหารัฐบาลปาวๆ ว่าไม่ดูแลปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงกระทรวงพลังงาน คลอดมาตรการแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นระยะยาวออกมาไม่เว้นแต่ละวัน

ตั้งแต่ปัญหาปากท้อง การเพิ่มรายได้ การดูแลราคาสินค้า การแก้ปัญหาพลังงานทดแทน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นประเด็นที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เกิดจากภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันในตลาดโลก

แต่คนพวกนี้ก็ยังตะแบง ออกมากล่าวหารัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ

ทีพวกตัวเองออกมาทำลายภาพลักษณ์บ้านเมือง ทำลายความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก จนบ้านเมืองฉิบหายวายวอด เสือ_ไม่พูดถึง...!!


“เอิด”

วันนี้ขออนุญาตนำภาษาถิ่นของภาคใต้ คำว่า “เอิด” มาเขียนถึง เพราะผมยังมีความเป็นคนภาคใต้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้สำเนาทะเบียนบ้านจะย้ายออกมาแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับ นายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งคนที่เคารพนับถือกันจะเรียกว่า นายหัววีระ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ยังมีความเป็นคนภาคใต้สมบูรณ์แบบ ยังได้ลาออกตามคำขู่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เดินทางมาจากภาคใต้ เพราะไม่รู้จะลาออกกับใคร

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เจอกับ นายหัววีระ มุสิกพงศ์ จึงถือโอกาสถามว่า ได้ลาออกจากการเป็นคนภาคใต้หรือยัง นายหัววีระตอบว่า ยัง เพราะไม่รู้จะลาออกกับใคร เช่นเดียวกับความเป็นคนไทย เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ไม่รู้จะไปลาออกกับใคร

ในการนั่งสนทนาปัญหาการบ้านการเมือง กับนักการเมืองระดับบรมครูอย่างนายหัววีระ ไม่มีวันจบสิ้น ผมจึงถือโอกาสเรียนเชิญให้นายหัววีระมาร่วมเติมความเข้มข้นให้กับ นสพ.ประชาทรรศน์ นายหัววีระตอบรับทันที โดยตั้งชื่อคอลัมน์ให้เรียบร้อยว่า

“วีระ มุสิกพงศ์ สวัสดีวันจันทร์”

ข้อเขียนของนายหัววีระ ผมไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ การปราศรัยบนเวที การอภิปรายในสภา เป็นอย่างไร ข้อเขียนก็เป็นอย่างนั้น

ยิ่ง นสพ.ประชาทรรศน์ เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ยิ่งเข้าทางนายหัววีระ ผู้มีจิตและวิญญาณความเป็นประชาธิปไตยเต็มเปี่ยม

ซึ่งนายหัววีระรับปากกับผมว่า วันจันทร์หน้าจะมาสวัสดีกับท่านผู้อ่านแน่นอน

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่ปรึกษาและคอลัมนิสต์ของ นสพ.ประชาทรรศน์ ก็มาเขียนต้นฉบับ ผมก็ถามถึงการลาออกจากความเป็นคนใต้ อ.จรัล ตอบในทำนองเดียวกับนายหัววีระ

สำหรับ อ.จรัล นั้นน่าจะหนักข้อกว่านายหัววีระ หากจะให้ลาออกจากความเป็นคนภาคใต้ เพราะหาก อ.จรัล รู้ว่าคนที่สนทนาด้วยเป็นคนภาคใต้ อ.จรัล จะไม่พูดภาษากลางเลย จะต้องแหลงใต้กับคู่สนทนาที่เป็นคนภาคใต้

เมื่อเจอหน้า อ.จรัล ผมจึงขอใช้สิทธิ์ขอคำปรึกษาในฐานะที่ อ.จรัล เป็นที่ปรึกษาของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ถึงคำว่า “เอิด” ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของภาคใต้

เมื่อผมยกคำว่า “เอิด” ขึ้นมา อ.จรัล จึงเสริมทันทีว่า พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดสะพานมัฆวานฯ ปิดถนนประท้วงขับไล่รัฐบาลอยู่ขณะนี้ โดยไร้เหตุผล แสดงความเหิมเกริม เพราะเคยชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สำเร็จมาแล้ว โดยการกวักมือเรียกให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร และยิ่งได้ใจที่รัฐบาลไม่สามารถจะทำอะไรได้ ทั้งๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

นั่นแหละที่คนภาคใต้เรียกว่า “เอิด”

จะไม่ว่า “เอิด” ได้อย่างไร ในเมื่อเหตุของการยุยงให้คนมาชุมนุมประท้วงนั้น เพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการรวบรวมรายชื่อยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นสิทธิของของ ส.ส. พึงกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จากนั้นบานปลายเป็นเรื่องของ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรณีไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีนายตำรวจคนหนึ่งไปแจ้งความกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

เมื่อญัตติการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกปลดล็อก โดยสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่ง ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง จึงถอนชื่อจนญัตติตกไป และนายจักรภพได้ลาออกแล้ว

แทนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะยอมสลายการชุมนุม กลับประกาศชุมนุมต่อไปเพื่อขับไล่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หรือให้ยุบสภา เข้าทำนอง ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา

ทั้ง 2 เรื่องที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้อง ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเรียกร้องได้เลย เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เพียง 4 เดือน เพิ่งเริ่มทำงาน จะให้เห็นผลงานทันใจเหมือนกับเพาะถั่วงอกได้อย่างไร

แม้จะอ้างว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจวิกฤติได้ เป็นการกล่าวอ้างโดยทำเป็นไม่รู้ว่าปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ วิกฤติทั่วโลก อันเกิดจากปัญหาราคาน้ำมันแพงไม่รู้จบ

และ...ที่สำคัญ วันนี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากรัฐบาลบริหารงานผิดพลาด ก็ควรจะแก้ไขปัญหาด้วยระบบรัฐสภา เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

อาจจะเป็นเพราะ ส.ส. ฝ่ายค้าน มาร่วมเล่นการเมืองนอกสภา ทั้งที่ปากบอกว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา นี่ไง ที่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม “เอิด” โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เอกฉัตร




แจ้งจับ 'แป๊ะลิ้ม'พร้อมสมุนอีก8ผิด ม.28-เป็นปรปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ

“ชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม” ร้องผบ.ตร.ดำเนินคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" และพวกรวม 9 คน ฐานทำผิดกฎหมายอาญาและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หลังบิดเบือนประเด็นการชุมนุมไปสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตย “เฉลิม” ไล่ “แป๊ะลิ้ม” ตั้งพรรคการเมืองเผื่อได้เป็นนายกคนคุก ขณะที่ฝ่ายตำรวจหน่าย จนปัญญาเจรจาให้ม็อบดื้อด้านเปิดเส้นทางจราจร

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ปลุกระดมผู้คนออกมาปิดถนนชุมนุมสร้างความเดือดร้อนไปทั่วตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากข้ออ้างในประเด็นคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมีความบิดเบือนมาสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช นั้น

ได้กลายเป็นประเด็นที่มีผู้ไม่เห็นด้วย และมองว่าเป็นการกระทำที่ขัดต้อกฎหมาย ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งหมดแล้ว

แจ้งจับ 9 หัวโจกเวทีพันธมิตร
โดยในตอนบ่ายวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา พ.ต.อ. บรรจบ สุดใจ อดีตผู้กำกับ สน.ท่าข้าม ในฐานะประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวกรวม 9 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสุริยะใส กตะศิลา นายเติมศักดิ์ จารุปราณ นางสโรชา พรอุดมศักดิ์ นางอัญชลี ไพรีรัก และบุคคลอื่นๆ ที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานพาดพิงถึงโดยเฉพาะผู้ที่ร่วมปราศรัยบนเวทีทุกคน

ฐานกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 รวมถึงความผิดกระทำการที่เป็นการปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 28

จากกรณีที่นายสนธิ และพวก เป็นแกนนำชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งมี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังเห็นว่า การชุมนุมดังกล่าวเข้าข่ายยั่วยุ ปลุกระดมประชาชน เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้พนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีต่อไป

โดยมี พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล เลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่องไว้ส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

ชี้ม็อบปลุกระดมทำวุ่นวาย
พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ร่วมกันปลุกปั่นประชาชนมาตั้งแต่ปลายปี 2548 เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดความวุ่นวายอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การปฏิวัติ หลังการปฏิวัติจนมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ได้นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีและมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้น ประชาชนก็ตั้งความหวังว่าประเทศจะดีขึ้น แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมาตั้งเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลอีก ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เกิดความเสียหายต่อประเทศ

ไล่รัฐบาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ชอบตามกฎหมาย เพราะการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของรัฐสภาที่มีอำนาจแก้ไขกฎหมาย ออกกฎหมายต่างๆ กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีสิทธิใดๆ ในการคัดค้าน อีกทั้งนายสนธิและพวกยังไม่มีสิทธิในการยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่ลงชื่อในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะ บุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำผิดอะไร

พ.ต.อ.บรรจบ กล่าวด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ มีการตั้งเวทีปราศรัยบริเวณผิวถนนราชดำเนินกลาง เป็นการกีดขวางการจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน จนเป็นเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ประชาชน เป็นการก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร จนเกิดมีการปะทะต่อสู้ทำร้ายกันระหว่างผู้คัดค้าการชุมนุม ประชาชนผู้ใช้ถนน กับกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้ร่วมชุมนุม เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116(2 ) และผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก กระทบต่อความสะดวกของประชาชนที่ใช้ที่สาธารณะ ซึ่งมีประชาชนไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้วที่ สน.สำราญราษฎร์ สน.นางเลิ้ง และกองบังคับการตำรวจจราจร จำนวนมาก

เผยนายกฯ กำชับไม่ให้รุนแรง
ด้าน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กล่าวว่าได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางแก้ปัญหากลุ่มผู้ชุมนุม โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าไม่ให้ใช้วิธีรุนแรงในการแก้ปัญหา และดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมป้องกันการปะทะกันระหว่าง 2 ฝ่าย โดยตำรวจพยายามจะใช้การเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก
โดยให้ ผบช.น. หรือรอง ผบช.น. เจรจากับแกนนำตลอดเพื่อให้ย้ายสถานที่การชุมนุมเนื่องจากผิดกฎหมายจราจร แม้ว่าการชุมนุมจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องคำนึงสิทธิ์ของผู้อื่น ส่วนสถานการณ์การชุมนุมขณะนี้ทางตำรวจก็ไม่ได้หนักใจหรือวิตกกังวล เพราะยังไม่มีความรุนแรง สถานการณ์ที่ดีขึ้นเป็นไปในทางที่ดี

เชื่อรัฐบาลไม่ใช้กฎหมายมั่นคง
ด้าน พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เชื่อว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงในราชอาณาจักร มาจัดการกับผู้ชุมนุม ระบุหากจะนำมาใช้ต้องมีการหารือกันอย่างรอบคอบ ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มั่นใจ รัฐบาลจะไม่ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าน่าจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดีต่อรัฐบาลเอง และยังมีวิธีการอีกมากมายที่ดีกว่าการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศใช้จริง ทหารก็พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่ แต่คงจะทำหน้าที่เพียงการดูแลความสงบเท่านั้น และจะไม่ใช้กำลังกับประชาชนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ พล.อ.บุญสร้าง ได้เสนอแนะให้ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตรฯ หันหน้าเข้าหารือ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเชื่อมั่นว่า หากทั้งสองฝ่ายมีความตั้งใจจริงที่จะพูดคุยกันโดยสันติวิธี ก็น่าที่จะยุติความขัดแย้งได้

ไล่ “สนธิ” เป็นนายกสมาคมคนคุก
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะทำอะไรก็ทำไป ไม่อยากแสดงความเห็น และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มอบหมายให้ดูแล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะส่งคนไปเจรจากับพันธมิตรฯ ให้ย้ายสถานที่ชุมนุมเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องแก้ไขปัญหาด้วยความละมุนละม่อม และหากพันธมิตรฯ มั่นใจว่าประชาชนศรัทธาก็ขอให้เปลี่ยนสถานที่ชุมนุมเพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อน

พร้อมย้ำให้พันธมิตรฯ ไปตั้งพรรคการเมือง และให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ระวังการออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวจะเป็นได้แค่นายกสมาคมคนคุก

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายสถานที่การชุมนุม ให้เปิดเส้นทางการจราจรอย่างถาวร ไม่ใช่เปิดเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนเท่านั้น เนื่องจากยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ต้องใช้เส้นทางการจราจรดังกล่าว และไม่มีความจำเป็นต้องเจรจาเพราะเป็นที่ทราบดีแล้วว่าประชาชน ข้าราชการ นักเรียน ต่างได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น

“ชูศักดิ์”เล็งศึกษามาตรา68
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มีปัญหา พร้อมกล่าวถึงการชุมนุมว่า นายสมัครได้มีการหารือกับหลายฝ่ายแล้วเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ... หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเชื่อว่าการชุมนุมจะไม่มีปัญหา และเรื่องนี้ควรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจรจากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยยึดกรอบกฎหมายตามรัฐธรรมนูญด้านการกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนมาใช้เป็นเงื่อนไขในการดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องไปดูกฎหมาย เพราะขณะนี้กำลังมีการหารือกันอยู่ ซึ่งคิดว่าควรจะไปเปิดรัฐธรรมนูญดูมาตรา 68

ทั้งนี้ มาตรา 68 ระบุว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว

อังกฤษห่วงการเมืองไทย
ด้าน นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังการเดินทางเยือนประเทศอังกฤษว่า มีโอกาสพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ โดยมีการหารือเรื่องฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองประเทศ รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม ที่คาดว่าได้ข้อสรุป 1-2 เดือนนี้ นอกจากนี้ทางอังกฤษได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองไทยและแสดงความเห็นว่า น่าจะให้เวลารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้บริหารประเทศก่อน ซึ่งตนได้ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งไม่เกี่ยวกับเสถียรภาพของการเมือง และรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้

นายนพดล กล่าวว่า อังกฤษได้ชื่นชมไทยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประเทศพม่า หลังเกิดภัยพิบัติไซโคลนนาร์กีส และอยากให้ไทยช่วยประสานให้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยนานาชาติ เข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนในพม่า ซึ่งตนได้รับปากว่าจะช่วยประสานให้

ตำรวจหน่ายม็อบพูดไม่รู้เรื่อง
ขณะเดียวกันการชุมนุมก็ยังคงสร้างความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเจรจาขอให้เปิดเส้นทางอย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนราชดำเนิน ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ทำให้ประชาชนเลี่ยงไปใช้เส้นทางรอง จนเกิดปัญหาติดขัดไปทั่ว เช่น สะพานกรุงธนฯ ปกติการจราจรจะคลี่คลายได้ในเวลา 09.00 น. ขณะนี้ต้องใช้เวลาถึง 11.00 น. การพูดจาหารือกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อจะให้เปิดถนนมีมาโดยตลอด ทั้งที่ผิดกฎหมายการจราจรชัดเจน แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็อ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และอัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้การทำงานของตำรวจจราจรยากลำบาก ดังนั้น ตำรวจต้องเพิ่มกำลังมาอำนวยความสะดวก และประชาชนเองต้องตื่นเช้าขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะเปิดเส้นทางชั่วคราวในช่วงเวลาเร่งด่วน บริเวณแยกประชาเกษมและแยกเทวกรรม แต่สภาพการจราจรโดยรวมยังติดขัดอย่างหนัก โดยเฉพาะถนนนครสวรรค์ หลานหลวง สะพานพระปิ่นเกล้า และมีปริมาณรถหนาแน่นเป็นพิเศษ ที่สะพานกรุงธนฯ ซึ่งติดขัดต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ รวมทั้งบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทุกเส้นทาง ที่ประสบปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนัก นครบาลจำเป็นต้องเพิ่มตำรวจจราจรตามแยกสำคัญ 13 จุด

พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวด้วยว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่งผลกระทบด้านการจราจรเป็นลูกโซ่ ทั้งฝั่งธนบุรี และฝั่งกรุงเทพมหานคร วันนี้จึงเรียกทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่น สน.นางเลิ้ง สน.ชนะสงคราม สน.ดุสิต สน.พระราชวัง สน.สำราญราษฎร์ เป็นต้น เพื่อสรุปผลและหาทางแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ยืนยันว่าจะไม่มีการย้ายเวทีการชุมนุมหรือเปิดถนน เพราะหัวใจการชุมนุมอยู่ที่หลังเวที อาจเป็นการเปิดช่องให้มีการเข้ามาทำมิดีมิร้ายกับแกนนำพันธมิตรฯ ได้



ตีข่าวประจานทั่วโลก ม็อบป่วนทำศก.พังยับ

CNN ตีข่าวประจานไทยไปทั่วโลก ระบุสถานการณ์บ้านเมืองที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่างไร้เหตุผล ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้วอย่างชัดเจน สอดรับกับความเป็นห่วงของกูรูเศรษฐกิจ “ดร.โกร่ง” ชี้ม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลนอกสภา กระทบเศรษฐกิจชาติมหาศาล ชี้รัฐบาลจะดีจะชั่วก็มาจากประชาชน ต้องเคารพเสียงประชาชน

สำนักข่าว CNN นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการประท้วงต่อต้านรัฐบาลไทย ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ People's Alliance for Democracy (PAD) ในกรุงเทพมหานคร โดยระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายร้อยคนยังคงปักหลักชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ของไทย ลาออกจากตำแหน่ง

CNN รายงานว่า การประท้วงซึ่งย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้ว ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระลอกใหม่ในประเทศไทย และทำให้เกิดข่าวลือเรื่องความเป็นไปได้ที่จะเกิดการก่อรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง CNN ชี้ว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว เมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยร่วงลงมามากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม CNN ได้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของไทย ที่ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำลายความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังคงเชื่อมั่นว่า เหตุประท้วงในครั้งนี้จะไม่นำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง หรือนำไปสู่การยึดอำนาจอย่างแน่นอน

ทางด้าน นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย จากสถานีวิทยุ 98.0 เมกะเฮิร์ตซ์ ถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ตนไม่นิยมความรุนแรง และไม่นิยมการปฏิวัติรัฐประหาร นิยมให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ หากไม่ชอบใจรัฐธรรมนูญก็แก้ไขได้ แต่ควรอยู่ในกรอบของกฎหมาย รัฐบาลจะดีจะชั่วก็ขอให้มาจากประชาชน ทำผิดพลาดก็ว่ากันตามกฎหมาย ตามกรอบรัฐธรรมนูญ หากอยู่นอกกรอบ ใช้วิธีกดดันนอกรัฐสภา ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล

"การเมืองกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจอย่างแรงและโดยตรง เก่งเศรษฐศาสตร์อย่างไร หากการเมืองเป็นอยู่อย่างนี้ก็เจ๊งเหมือนกัน ประชาชนเห็นอย่างไรเราก็ต้องยอมรับอย่างนั้น เราอย่าอ้างว่าเราเป็นประชาชน การกล่าวอ้างอย่างนั้นไม่มีอะไรพิสูจน์ว่าเรามาจากประชาชน เรามีความชอบธรรมแค่ไหน ทุกรัฐบาล ผมก็ไม่ได้ชอบใจทุกเรื่อง แต่ผมก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลมาจากประชาชน ต้องยอมรับในระบบ" นายวีรพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตนไม่เห็นด้วยที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม แต่ในขณะเดียวกัน การชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอาวุธ ก็ต้องไม่ไปถึงขั้นกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนฝ่ายประชาชนก็อย่าไประแวงรัฐบาลจนเกินไป รัฐบาลทำอะไรโดนสงสัยโดนระแวงไปหมด

ด้าน รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยถึงสภาวะผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบที่มาจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยระบุว่า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 และ 3 ของประเทศได้ถูกกระทบอย่างแรง เนื่องจากภาวะความไม่สงบทางการเมือง ผนวกกับราคาพลังงานและอาหารที่ถีบตัวสูงขึ้น และดัชนีภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์ โดยประชาชนไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะบริโภคสินค้าประเภทอื่นนอกเหนือจากพลังงาน และอาหาร จึงทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอน และเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมภายในไทย เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยเฉพาะในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับรู้ถึงปัญหา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น ทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการในระยะสั้นคือ เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงดูแลฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน ให้ปรับเข้าสู่ภาวะดุลยภาพใหม่ และลดดีกรีความเข้มข้นทางการเมืองลง โดยควรปล่อยสถานการณ์ให้เป็นไปตามธรรมชาติ และนำคนกลางที่น่าเชื่อถือมาเป็นตัวเชื่อม มากกว่าที่รัฐบาลจะลงไปเป็นคู่กรณี

ขณะที่ นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท. พร้อมชี้แจงข้อมูลและตอบคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองให้กับนักลงทุนต่างชาติ ในระหว่างการโรดโชว์ที่มีแผนจะเดินทางไปยังสิงคโปร์ ลอนดอน และนิวยอร์ก ในสัปดาห์หน้า

ขณะนี้ ตลท. ติดตามดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดแบบวันต่อวัน ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการลงทุนในระดับหนึ่งเท่านั้น และเชื่อว่ารัฐบาลจะพยายามคลี่คลายปัญหาได้ ขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี หากนักลงทุนเห็นว่าผลตอบแทนคุ้ม ก็เชื่อว่าจะกลับมาลงทุนเป็นปกติ

"ที่ผานมาดัชนีหุ้นไทยยังมีเสถียรภาพ เพราะหากเทียบกับเพื่อนบ้าน เราปรับลงแค่ 5% แต่เพื่อนบ้านลง 6-7% ส่วนมาตรการ Circuit Breaker ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็น"

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สหรัฐได้ส่งสัญญาณชัดว่าไม่ยอมรับการรัฐประหาร โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อผู้นำไทยว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมรับความพยายามใดๆ ของบรรดาผู้นำทหารในการยึดอำนาจ

การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ได้จุดความกลัวว่า กองทัพอาจทำรัฐประหารอีกครั้ง โดย 2 ปีก่อนมีการชุมนุมลักษณะคล้ายกัน เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนทำให้เขาต้องลงจากเก้าอี้หลังเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า “มันเป็นเหตุผลประการหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ว่า ทำไมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐถึงได้มาที่นี่ ก็คือ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสหรัฐกับไทย วางอยู่บนพื้นฐานของการมีค่านิยมประชาธิปไตยร่วมกัน”

ทั้งนี้ ก่อนเดินทางมากรุงเทพฯ เกตส์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในสิงคโปร์ว่า “จุดยืนของเราไม่เปลี่ยนแปลง เราต้องการเห็นรัฐบาลเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเราจะบอกพวกเขาอย่างนั้น”

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาเคยตัดลดเงินช่วยเหลือด้านการทหารราว 35 ล้านดอลลาร์ เพื่อประท้วงคณะทหารที่ทำการรัฐประหารแบบไม่เสียเลือดเนื้อ ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ก่อนที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อ 23 ธันวาคม 2550