2-3 วันก่อน มีนักวิชาการบางท่านออกมาบอกว่า รัฐบาลไม่ต้องไปให้ความสนใจกับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้มากนัก เพราะตอนนี้ก็ดูจะมีท่าทีอ่อนลงแล้ว และก็คงสลายตัวไปในเร็ววันนี้
แต่พอมาดูพฤติกรรมต่างๆ แล้ว ยังไม่เห็นท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แต่กลับปรับแผนปั่นป่วนสร้างความวุ่นวายมากไปกว่าเก่า
แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะหมั่นเพียรไปเจรจาทุกวี่ทุกวันก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เสมือนเป็นการไป “สีซอ” อย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งข้ออ้างว่าชาวบ้านเดือดร้อน นักเรียน 8 โรงเรียนเป็นอย่างน้อยได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผมก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นผล
เพราะก่อนหน้านั้นแม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะออกมาพูดเรื่องเส้นทางเสด็จฯ แต่พวกที่อ้างรักชาติ รักแผ่นดิน เทิดทูนสถาบันเบื้องสูง และพยายามโยงเข้ามาเกี่ยวพันกับการชุมนุม ก็ยังไม่สนใจไยดี ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
ผมว่าถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงเหนื่อยหน่ายเต็มทน ดังจะเห็นได้จากอาการของ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และ พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกตำรวจ ที่ออกมาระบุว่าสื่อมวลชนและประชาชนต้องร่วมมือกัน
ต้องช่วยกันสะท้อนปัญหา สะท้อนความทุกข์ยากของประชาชนออกมาให้ชาวบ้านที่กำลังคิดว่าจะออกมาร่วมการชุมนุมได้เข้าใจ และเปลี่ยนใจเสีย
เพราะการปิดถนนใช้เครื่องขยายเสียงประกาศปาวๆ นั้นได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นวงกว้าง และมากเสียยิ่งกว่าคนเพียงหยิบมือที่มานั่งร่วมชุมนุมตั้งมากมายหลายเท่า
ฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังฝากคำแนะนำไปถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วยว่า หากได้รับความเดือดร้อน หรือรู้สึกว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ ก็สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำการกีดขวางการจราจรเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน
นัยว่าเป็นการช่วยกันสร้างแรงกดดันให้กับม็อบอีกทางหนึ่ง
ผมเองก็เห็นด้วยที่จะให้ประชาชน โรงเรียน ชุมชน หรือแม้แต่ข้าราชการทั้ง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองทัพบก ฯลฯ ออกไปแจ้งความกันให้มากๆ
แต่ไม่ได้คิดว่าจะเพื่อกดดันกลุ่มพันธมิตรฯ ดังว่า เพราะผมเชื่อว่าจะไม่ได้ผล
ด้วยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องไปสื่อสารให้พันธมิตรฯ รู้ว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน เพราะเรื่องเหล่านี้รับรู้ รับเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
และหากกลุ่มผู้ชุมนุมมี “สามัญสำนึก” ในความรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นห่วงเป็นใยในทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันจริงแล้ว คงยุติการชุมนุมหรือย้ายสถานที่ชุมนุมไปนานแล้ว
ยิ่งเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ งัดยุทธวิธี “ดาวกระจาย” ออกมาใช้ ก็ยิ่งสะท้อนชัดมากขึ้นว่า ไม่ได้ใส่ใจว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่จะต้องทำมาหากิน จะขยายวงกว้างไปอีกมากเท่าไร
ดังนั้นในทรรศนะส่วนตัวจึงไม่เห็นหนทางใดจะดีไปกว่าการจัดการกับพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัว มากกว่าบ้านเมือง อย่างเด็ดขาด
ไม่ว่าจะเป็นวิธีการละมุนละม่อม หรือจะเป็นวิธีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าสลาย หากมีการขัดขืนดึงดัน หรือมีความพยายามยั่วยุ ก็ตาม
เพราะไม่เห็นว่าจะเสียหายตรงไหนหากรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรีบจัดการดูแลความสงบสุขของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นการด่วน
หากมัวแต่มานั่งเกรงใจพวกที่ทำลายบ้านเมือง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้คนนับหมื่น นับแสน ประเทศชาติก็คงหาความสงบสุขไม่ได้
ขนาดจอดรถในที่ห้ามจอดก็ยังต้องถูกล็อกล้อเสียค่าปรับ แล้วคนพวกนี้เป็นใครจึงสามารถปิดถนนได้โดยไม่มีความผิด
แม้ว่าจะเป็นเพียงความผิดไม่ใหญ่โตตาม พ.ร.บ.จราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการเปรียบเทียบปรับไปตามกฎหมายเสียก่อนไม่ได้หรือ
ทำผิดวันไหนก็ปรับวันนั้น หาก (มัน) ไม่รู้จักอายก็ให้มันรู้ไป เพราะหากไม่มีการจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง นับวันก็มีแต่จะได้ใจ
และยิ่งการปรับแผนใหม่ก็ชี้ให้เห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าความคิดของกลุ่มแกนนำม็อบป่วนเมืองพวกนี้ จงใจให้พี่น้องประชาชนเกิดความเดือดร้อน และจะยิ่งขยายวงผู้คนที่ได้รับผลกระทบออกไปเรื่อยๆ ด้วยแนวทาง “ดาวกระจาย”
เป็นวิธีคิดที่ “ชั่วร้าย” ที่พยายามเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องมือต่อรอง...!!
บิ๊กโบ๊ต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, June 7, 2008
ช่วยกันกดดัน
ลิ่วล้อพันธมิตรฯ บุกขอนแก่น งัดวิชามารใส่ร้ายรัฐบาล

แหล่งข่าวจากองค์กรภาคเอกชนจังหวัดขอนแก่นเปิดเผยถึงกรณีเครือข่ายภาคเอกชนจะจัดเวทีสัมนาที่จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 9 มิถุนายน 2551 ในหัวข้อ “ข้าวยากหมากแพง ถ้ารัฐบาลแก้ไขไม่ได้ก็ให้ลาออกไป” โดยมีการตั้งข้อสังเกตุกันว่าการจัดเวทีสัมนาครั้งนี้เป็นการเกี่ยวโยงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือต้องการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนวิธีการที่ใช้แตกต่างกัน
แหล่งข่าวระบุว่า เหตุผลที่เวทีสัมมนาในวันที่ 9 มิถุนายนไม่ได้ใช้ชื่อของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะเกรงว่าจะไม่มีประชาชนให้การสนับสนุน เนื่องจากคนทางภาคอีสานก็ไม่ได้ชอบหรือสนับสนุนคนกลุ่มพันธมิตรฯ สักเท่าไรจึงต้องใช้วิชามารให้ประชาชนสับสนพร้อมตั้งเวทีสัมมนาขับไล่รัฐบาล
“พวกนี้จะมีการรวบรวมคนเป็นกระบวนการของสมาชิกในองค์กรเอกชนที่ตนเองสังกัดอยู่ ในจังหวัดละ 30 คน ในเขตจังหวัดภาคอีสานเท่านั้นโดยมีการวางเป้าหมายของผู้ที่จะมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้ถึง 500 คน โดยผ่านการประสานงานจากนายสมภพ บุนนาค ทึ่ปรึกษาองค์กรคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ซึ่งก็เป็นหนึ่งในอนุกรรมการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ของกลุ่มพันธมิตรฯ”
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่าการเปิดเวทีสัมมนาในวันที่ 9 มิถุนายนน่าจะมีประชาชนที่จะเข้ามารวมชุมนุมมีจำนวนไม่มาก ส่วนประชาชนของกลุ่มต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาเคลื่อนไหวโดยจะมีการรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนและประกาศเจตนารมย์ หลังจากวันที่ 9 มิถุนายน เพื่อดูท่าทีของเวทีเครือข่ายภาคเอกชน
“กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ จะใช้ชื่อกลุ่มว่า กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิต และสังคมอีสาน (กสส.) โดยมีภาพคล้ายกับกลุ่ม คปพร. แต่ทางกลุ่มของเราจะเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่ต่อต้านการรัฐประหาร และไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 ในพื้นที่ของภาคอีสานเท่านั้น”
แหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่ม กสส.รวมตัวกันเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติบทบาทของตัวเอง เพราะว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ของการเกิดรัฐประหาร และการเข้ามายึดอำนาจของทหารได้อีกเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อ 19 กันยายน 2549 แต่จะมีการแถลงเมื่อไรนั้นจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง
พลเมืองภิวัฒน์ ออกแถลงการณ์ สับ “หมอประเวศ”ดูถูกประชาชน!

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าว กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน โดยระบุว่า สถานการณ์การเมืองของประเทศไทย ณ วันนี้ ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯที่จะก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและชักนำไปสู่การทำรัฐประหารยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนหลีกเลี่ยงที่จะใช้มาตรการที่มีความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ประท้วง และยอมถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯทำงานไม่ได้ผล แนวรบอีกด้านหนึ่งของฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย คือ นายประเวศ วะสี จึงได้ออกมาเสนอแนวความคิดการจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” เผยแพร่ผ่านสื่อไปทั่วบ้านทั่วเมือง
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า แนวความคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายประเวศ วะสี นอกจากจะเป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างที่สุดแล้ว ยังเป็นเป็นการดูหมิ่นและเหยียดหยามประชาชนอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนได้ออกไปใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งกลไกประชาธิปไตยยังคงดำเนินต่อไปได้ตามวิถีทางปกติ โดยที่ไม่มีเหตุผลรองรับสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเลย
นอกจากนี้ ยังไม่มีเหตุผลทางด้านความมั่นคงของรัฐ เช่น สภาวะศึกสงคราม หรือสภาวะการณ์ร้ายเเรงอื่นๆ ที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการที่จะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้เลย เหตุผลที่แท้จริงของการเสนอแนวคิดจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายประเวศ วะสี คือ ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยของประชาชน อีกทั้งยังเป็นแนวความคิดที่จะเป็นการเปิดทางให้พรรคการเมืองที่อยู่ในฝ่ายของตนขึ้นมาครองอำนาจนั่นเอง
ในแถลงการณ์ระบุอีกว่า หากนายประเวศ วะสี มีความตั้งใจจริงในการสร้างความสมานฉันท์และความปรองดองในชาติ นายประเวศ วะสีสามารถกระทำได้โดยการบอกกล่าวไปยังกลุ่มพันธมิตรฯให้ยุติการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเสียที ปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป อีกทั้งตัวของนายประเวศ วะสี เองจักต้องเลิกเสนอแนวคิดที่เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานที่ผ่านมา (5 มิ.ย.) กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ โดยนางสิริวารี รำเพย เลขาธิการกลุ่มฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการตรวจสอบกากระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ขอให้ยุติบทบาท เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธํรรมนูญก่อนว่า มีอำนาจชอบธรรมต่อกระบวนการสอบสวนและกล่าวหา ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ โดยกำหนดเวลาให้ 7 วัน เพื่อรอฟังคำตอบ
กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแจ้งจับม็อบพันธมิตร
นายกาญจ์ ผลวัฒน อายุ 55 ปี นำกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าขายผลไม้ตลาดเทเวศน์และตลาดบางลำพู เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 6 ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ในข้อหาก่อความเดือดร้อนรำคาญใจและกีดขวางการจราจร พร้อมกันนี้ได้นำผลไม้ อาทิ กล้วยและส้มที่เน่าเสีย มาเททิ้งบริเวณตลาดเทเวศน์ เนื่องจากตำรวจได้ขอร้องไม่ให้นำไปเทแยก จปร. ใกล้กับที่ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร เพราะเกรงว่าอาจจะสร้างไม่พอใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมได้
ทั้งนี้ นางเล็ก สร้อยสุวรรณ แม่ค้าขายผลไม้รายหนึ่งกล่าวทั้งน้ำตาว่า ปกติขายของได้กำไร 600 บาท/วัน แต่ตั้งแต่มีม็อบก็สร้างความเดือดร้อนกำไรลดลงเหลือวันละเพียง 100 บาท
จาก thai-grassroots
Friday, June 6, 2008
กขช.สั่งชะลอข้าวถุงธงฟ้า 'มิ่งขวัญ'ยืนยันไม่ลาออก
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมได้เสร็จสิ้นลงในช่วงบ่ายที่ผ่านมา (6 มิ.ย.) โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม กขช.เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง โดยเริ่มจำนำได้ในวันที่ 15 มิ.ย. หากเริ่มได้เร็วก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนสาเหตุที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะขณะนี้คณะกรรมการมีองค์ประชุมไม่ครบ
นพ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังให้ชะลอการจัดทำข้าวธงฟ้าของกระทรวงพาณิชย์ออกไปก่อน เนื่องจากเห็นว่าราคาข้าวในตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่หากมีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ก็จะนำข้าวถุงธงฟ้าออกมาจำหน่ายอีกครั้ง
นอกจากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังยืนยันว่า ในการประชุม กขช. บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเฉพาะกรณี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าจะถอดใจลาออกนั้น ก็ไม่เห็นว่า นายมิ่งขวัญ จะแสดงท่าทีแต่อย่างใด และการทำงานของรัฐบาลก็ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ
ขณะที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้แจ้งในที่ประชุมว่าขณะนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องร่วมมือกัน ซึ่งการเปลี่ยนมาเปิดรับจำนำข้าวเปลือกในระหว่างที่ตนเดินทางไปต่างประเทศ ก็มีรัฐมนตรีช่วย และปลัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมประชุมด้วย จึงไม่มีปัญหา
อย่างไรก็ตาม นายมิ่งขวัญไม่ได้ตบคำถามถึงกระแสข่าวว่าน้อยใจกับการเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวในครั้งนี้

รมว.คลัง ยืนยัน รัฐพร้อมชดเชยภาระหนี้สินของ ธ.ก.ส. หากโครงการรับจำนำข้าวประสบปัญหา


ผบ.ตร. ระบุ ยุติเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ต้องพิจารณาความเดือดร้อนของปชช.เป็นหลัก


ร.ต.อ.เฉลิม จะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับพันธมิตรฯ อีก หวั่นนำไปโจมตี
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ต่อจากนี้เป็นต้นไป จะไม่ขอให้ความเห็นพาดพิงแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเห็นว่าคนไทยทุกคนน่าที่จะเจรจากันได้ เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข ขอยืนยันว่า สาเหตุที่ไม่ต้องการกล่าวพาดพิงไม่ได้มีคำขอร้องจากรัฐบาล หรือจากใคร เป็นเรื่องที่คิดขึ้นเอง เพราะไม่ต้องการให้คำพูดของตัวเองกลายเป็นหัวข้อให้พันธมิตรฯ หยิบยกไปโจมตีไม่มีที่สิ้นสุด และเห็นว่ายุทธศาสตร์ดาวกระจายที่ไปกดดันอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะถูกต่างชาติมองว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกกดดันได้ ส่วนแนวคิดที่จะเจรจากับเพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 เพื่อเป็นช่องทางหาข้อยุติกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ และได้รับการตอบรับนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีความวุ่นวาย ซึ่งต่อจากนี้ หากรัฐบาลจะทำอะไร คงทำเงียบ ๆ ไม่เป็นข่าว แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย และเชื่อว่าในที่สุดจะสามารถยุติลงได้ “ยอมรับว่ามีความเป็นห่วงการชุมนุมในสัปดาห์นี้ ไม่ห่วงว่าพันธมิตรฯ จะพาคนมามาก แต่ห่วงว่าจะมีมือที่สาม ทำให้เกิดความเสียหายในสายตาชาวต่างชาติและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะเดินหน้าใช้ช่องทางทางกฎหมายดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีรุนแรงในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม และส่วนตัวจะให้ทนายมาดูซีดี และจะฟ้องทุกคนที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท”.-ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว. - สำนักข่าวไทย
บ้านพักริมคลอง 6 มิ.ย.- ร.ต.อ.เฉลิม ระบุจะไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับพันธมิตรฯ อีก หวั่นนำไปเป็นประเด็นโจมตี มั่นใจจะยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ยอมรับห่วงมีมือที่สามป่วนการชุมนุมสัปดาห์นี้ เตรียมใช้ช่องทาง กม.จัดการกลุ่มผู้ชุมนุม
อัพเดตเมื่อ 2008-06-06 14:19:50

ถอดยุทธศาสตร์ "พระนาย" หนุนมุสลิมสายกลางให้มีบทบาท เลิกระแวงผู้เรียกร้องความเป็นธรรม

นายพระนาย สุวรรณรัฐ ผอ. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมืองในมิติของฝ่ายพลเรือนว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเรากำลังรบกับใคร ทำไมจึงต้องใช้แนวทางสันติวิธี ทำไมต้องใช้แนวความคิด “การเมืองนำการทหาร” เพราะงานการเมืองที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่แทบทั้งหมด เป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจ การต่อสู้ทางความคิด ความเชื่อ การบริหารความรู้สึก การสร้างหวัง การเอาชนะจิตใจประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ให้เลือกที่จะเป็นสมาชิกของรัฐไทย และปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรม จูงใจให้กลุ่มก่อความไม่สงบส่วนใหญ่หันมาใช้การต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อให้เหตุการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้อาจจะยังไม่ยุติโดยสิ้นเชิง แต่ก็อยู่ในระดับที่จำกัด สามารถควบคุมได้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตของพลเมืองน้อยที่สุด เพราะถึงที่สุดแล้ว ความมั่นคงของคนคือสิ่งที่มีความหมายที่สุด สำหรับความมั่นคงของชาติ
“ผมอยากให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายมีองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลาม มลายู ปัตตานี กระแสการฟื้นฟูอิสลาม ลักษณะของสงครามรูปแบบใหม่ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีของกลุ่มก่อความไม่สงบ ปลูกฝังอุดมการณ์และแนวทางต่อสู้เพื่อเอาชนะการก่อความไม่สงบ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ ไม่สร้างเงื่อนไข ไม่ตกหลุมพราง ฟื้นฟูความสัมพันธ์ ไว้วางใจ มีส่วนร่วมในการเอาชนะจิตและใจประชาชน" นายพระนาย กล่าว
นายพระนาย กล่าวว่า ปัจจัยของการแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง คือเป็นการสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า รัฐไทยยอมรับความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ขยายกรอบความเป็น “ไทย” ให้กว้างขวางขึ้นภายใต้แนวความคิด “คนไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนกันหมด เอกภาพเกิดขึ้นได้ในท่ามกลางความแตกต่าง” สร้างความภาคภูมิใจในการเป็น “มุสลิมมลายูไทย” ให้แก่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
“จะต้องส่งเสริมบทบาทผู้นำศาสนา ผู้นำจิตวิญญาณ ปัญญาชนมุสลิมสายกลาง ทั้งภายในและนอกประเทศ ให้มีส่วนร่วมในการสร้างความเข้าใจแก่นแท้ของศาสนาอิสลาม ชำระล้างคำสอนที่ผิด ชี้ให้เห็นผลร้ายจากลัทธิสุดโต่งรุนแรงที่มีต่อศาสนาอิสลาม และสร้างกระแสการเคลื่อนไหว “อิสลามกับสันติภาพ” ปกป้องพิทักษ์สัจธรรมอิสลาม” นายพระนาย กล่าว
นายพระนาย กล่าวอีกว่า ต้องทำให้พี่น้องมุสลิม โดยเฉพาะเยาวชนในพื้นที่ รู้สึกว่าตนเองสามารถอยู่อย่างมีความสุข มีโอกาสในการทำกินเพิ่มขึ้น และใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง มีอนาคต ในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย ในสังคมไทย ในโลกปัจจุบัน และสามารถขึ้นไปสวรรค์ได้อย่างสง่าผ่าเผย โดยไม่ต้องถูกสอบสวน และมือไม่เปื้อนเลือดจากการทำร้ายผู้อื่น
“ส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่ได้ติดต่อสื่อสาร รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากภายนอกชุมชนเพิ่มขึ้น มีโอกาสพบปะ พูดคุยร่วมกิจกรรมที่ไม่ขัดแย้งต่อหลักศาสนากับเพื่อนร่วมชาติต่างวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น มีโอกาสได้ไปพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวไทยมุสลิมในภูมิภาคอื่นมากขึ้น ได้รับทราบเรื่องราวในประเทศมุสลิมสายกลางเพิ่มขึ้น”
นายพระนาย กล่าวอีกว่า ตนต้องการชี้ให้เห็นคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าจะต้องสูญเสียอะไรอย่างเป็นรูปธรรม หากมีการแบ่งแยกดินแดนตั้งประเทศใหม่ ซึ่งมีพื้นที่แคบๆ มีทรัพยากรจำกัด (แยกดินแดนได้ 3 จังหวัดซึ่งได้อยู่แล้ว หรือต้องเสีย 73 จังหวัด) พร้อมๆ กับการนำเสนอ “สินค้า” และ “ผลิตภัณฑ์” ทั้งที่เป็น “รูปธรรม” และที่เป็น “ความหวัง” หรือ “จินตนาการ” ว่าอยู่กับรัฐไทยดีกว่า มีความสุขกว่า ได้มากกว่า ทั้งในเชิงจิตวิญญาณและในด้านการพัฒนา
ผอ.ศอ.บต. กล่าวอีกว่า การมีส่วนร่วมทุกระดับ คือ มุสลิมแก้ปัญหามุสลิม โดยให้คนในท้องถิ่นรักษาความไม่สงบในพื้นที่เอง นอกจากนั้น ก็จะต้องทำให้คนในท้องถิ่นโดยเฉพาะชาวมุสลิม รู้สึกว่ายิ่งการก่อความไม่สงบยืดเยื้อ ยิ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของตนเองและส่งเสริมให้เข้ามาดูแล ปกป้อง ชุมชนของตนเองมากที่สุด เพราะการใช้กำลังจากภายนอกทำให้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ว่า รัฐไทยส่งคนต่างชาติต่างศาสนามาปราบปรามชาวมลายูมุสลิม เหมือนที่สยามส่งกำลังมาปราบปรามปัตตานีในอดีต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่อำนาจรัฐในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน อส.หมู่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เพื่อให้มีอำนาจและอิทธิพลเหนือกว่าโครงสร้างการจัดตั้งของกลุ่มก่อความไม่สงบในระดับตำบลและหมู่บ้าน
นายพระนาย กล่าวว่า รัฐจะต้องไม่เหมารวมผู้ที่เรียกร้องความเป็นธรรม ต้องการสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมด้านต่างๆ หรือแสดงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบาย แนวทางของรัฐ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่าเป็นพวกเดียวกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ไม่เพิ่มจำนวนหรือแนวร่วมให้แก่กลุ่มก่อความไม่สงบ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
“สร้างความมั่นใจและสนับสนุนให้ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา ผู้นำปัญญาชน ผู้นำจิตวิญญาณ และพี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่กล้าที่จะลุกขึ้นมาปฏิเสธ และสร้างกระแสต่อต้านการใช้ความโหดเหี้ยม รุนแรง ที่กลุ่มก่อความไม่สงบนำมาใช้เพื่อสร้างความกลัว ความเกลียดชัง ควบคุมมวลชน ผู้ที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน และจัดการกับผู้มีความคิดเป็นอย่างอื่น ทั้งมุสลิมด้วยกันและต่างศาสนิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับคำสอนศาสนาและหลักมนุษยธรรมอย่างรุนแรง” นายพระนาย กล่าว
“เราทุกคนจะต้องหาช่องทางสร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีส่วนร่วมก่อความไม่สงบ ถึงความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรง ทั้งในแง่มุมของศาสนา ในมุมมองของอดีตนักต่อสู้ที่เคยร่วมขบวนการ และความเป็นจริงของโลกในปัจจุบัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการ “สปาร์ก” ตั้งข้อสงสัยในหมู่ผู้ปฏิบัติว่า สิ่งที่เขาเชื่อถูกต้องหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ และมีทางเลือกอื่นหรือไม่”
สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้งานการเมืองประสบความสำเร็จ ผอ.ศอ.บต. กล่าวว่า อันดับแรกต้องเตรียมการสร้าง “ผู้นำรุ่นใหม่” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต ทั้งที่เป็นผู้นำทางการเมือง ผู้นำทางศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้นำจิตวิญญาณ ผู้นำท้องถิ่น และผู้นำธรรมชาติ ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทย การสร้างความเข้าใจและการบำรุงขวัญของชาวไทยพุทธในพื้นที่ ไม่ให้รู้สึกว่ารัฐเลือกปฏิบัติ เอาใจมุสลิม หรือหวาดกลัวจนอพยพหลบหนีออกนอกพื้นที่ จนกระทั่งทำให้สัดส่วนประชากรเปลี่ยนไป พร้อมๆ กับการสร้างความเข้าใจไม่ให้ตกกับดัก ความรุนแรงที่กลุ่มก่อความไม่สงบวางไว้ เพื่อต้องการให้เกิดสงครามศาสนา
“การสร้างความเข้าใจกับประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้มีทัศนคติและพฤติกรรมที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่มากที่สุด เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบต้องการให้เกิดความหวาดระแวงและแตกแยกระหว่างคนใน 3 จังหวัดกับคนไทยทั่วประเทศ อีกทั้งต้องการให้รัฐใช้ความรุนแรงเพื่อดึงต่างประเทศเข้ามา และการสร้างความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้านโลกมุสลิม และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้เข้ามาแทรกแซง ต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ผอ.ศอ.บต. กล่าว
แวลีเมาะ ปูซู
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
สีขาว
อยู่ตรงกลางนี่มันปลอดภัยสบายดีแท้
แม้ว่าสุดท้าย ตรงกลางที่เลือกนั้นจะกินเลนไปทางข้างไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า แต่ถ้าลองได้ประกาศว่าเลือกตรงกลางออกมาก่อน เป็นได้ดูดีโดยยังไม่ทันได้ทำอะไร
เพราะพวกที่อยู่ตรงกลาง ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าแค่อยู่ตรงกลางเท่านั้นจริงๆ เมื่อไม่เคยลงมือทำอะไรไปสักทาง จึงไม่เสี่ยงกับการเป็นผู้ผิด ดังประโยคโด่งดังที่ว่า “คนที่ไม่เคยทำอะไรผิด คือคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลย” นั่นปะไร
ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่ สีขาว ถูก สีดำ ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
ทั้งที่สีขาวตั้งใจจะไปช่วยผสมให้สีดำเจือจางลงกลายเป็นสีเทาแท้ๆ
เช่นกันกับอีกสีหนึ่ง ซึ่งขอสมมติเป็นสีแดง ก็ยังไม่ต้องการเจือจางตัวเองเป็นสีชมพู จึงไม่อาจผสมกับสีขาวได้อีกเช่นกัน
สีดำและแดงคิดเหมือนกันเป็นเรื่องแรกในรอบหลายปี นั่นคือ พวกสีขาวนี่ไร้ประโยชน์จริงๆ ไม่ว่าบ้านเมืองจะพลิกไปทางไหน เละเทะหรือไม่อย่างไร พวกนี้ก็ลอยตัวอยู่รอดปลอดภัยไปแล้วทุกครั้ง
ในแง่หนึ่ง สีขาวจึงไร้ประโยชน์พอๆ กับสีส้มนั่นแหละ
นี่น่าหัวเราะกว่าก็คือ คน…เอ๊ย สีพวกนี้ ก็ไม่เคยรู้สึกตัวสักทีว่า สิ่งที่ตัวเองทำ… ในทางการเมืองนั้นมันไม่ได้ประโยชน์อะไร
บางเรื่องบางราว ขอแค่ได้ทำตามความพอใจ ได้แก้กระหาย แก้ความกระสันอยากไปวันๆ มันทำไม่ได้ และไม่มีอยู่จริง
โดยเฉพาะในเรื่องการบ้านการเมือง ไม่มีการกระทำใดของใครที่จะไม่ส่งผลไปทางใดทางหนึ่ง ความเป็นกลางไม่มีอยู่จริงในพื้นที่นี้
เว้นเสียแต่จะสามารถบอก “รูปธรรม” ของ “สีที่สาม” ออกมาได้
เช่นกันกับกลุ่มสีขาว ที่มีนิสิตนักศึกษาหน้าใสออกมาให้ข่าวผสมโรงกับอาจารย์ “หนูไม่อยากให้เกิดความรุนแรงค่ะ/ทุกฝ่ายต้องไม่รุนแรงครับ” ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง อย่างนี้ใครก็พูดได้ อย่าว่าแต่เด็กมหาวิทยาลัยเลย น้องอนุบาลก็พูดเป็น
แต่อย่าถามต่อล่ะว่า แล้วไม่รุนแรงคืออย่างไร ขอบเขตความรุนแรงที่พวกหนูๆ ไม่อยากให้เกิดมันอยู่ตรงไหน เชื่อว่าก็คงไม่รู้พอกัน แต่ที่สำคัญ พวกหนูได้หน้าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เหมือนเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของหนู ที่ออกมาเลือกข้างชัดเจน พวกนั้นไม่ดี ควรอยู่ตรงกลางลอยตัวเหนือปัญหาอย่างพวกเราสีขาว (สีส้ม) ดีกว่า สบายใจเฉิบ
ไม่แน่หรอกนะ การรีบออกมาทาสีตัวเองว่าอยู่ตรงกลาง เปี่ยมด้วยความดี แล้วป้ายสีสกปรกให้คนอื่นๆ โดยไม่เคยสำรวจตัวเองว่าสีกระเด็นมาเปื้อนสีขาวบ้างหรือเปล่า
ในทางอ้อม นี่ก็เป็น “ความรุนแรง” อีกรูปแบบหนึ่งไม่ต่างกัน


