* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2551 จงรัก ภักดีราช รายงานตัวปฏิบัติหน้าที่เช่นเคย
* รุกได้ ถอยเป็น คือ รูปแบบที่แปลกตาของ สมัคร สุนทรเวช ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่พลันตั้งหลักได้ ม็อบพันธมิตรฯ ภายใต้การนำของ สนธิ – จำลอง ก็ตกอยู่ในวงล้อมของประชาชนผู้เดือดร้อนแสนสาหัส ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ ที่ต้องอาศัยถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางสัญจร ทั้งเพื่อการศึกษา และเพื่อทำมาหากินหาเลี้ยงชีวิตของตนเอง
* ผู้คนเดือดร้อนเป็นหมื่นเป็นแสน สนธิ – จำลอง ไม่เพียงไม่สำนึกกับการกระทำของตนเอง หากแต่ยังชี้หน้าด่ากราดทุกคน ทุกกลุ่ม ที่มีเจตนาร้ายต่อพันธมิตรฯ ว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลมาดิสเครดิต 5 แกนนำ คนแบบนี้น่ะหรือที่ประกาศปาวๆ ทุกคืนว่า เป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ความเป็นจริงคือ เป็นผู้เรียกร้องให้ทุกคนในชาติ เสียสละความสุข เพื่อประโยชน์และบำบัดความใคร่ทางการเมืองของกลุ่มตนทั้ง 5 คนต่างหาก
* เด็กนักเรียนยกมือไหว้ขอร้อง ขอถนนคืน จะเดินทางไปโรงเรียน ยังสำแดงตอบด้วยอำมหิต “อยากเรียน ก็ต้องเดินไป ไม่มีรถผ่าน” เหตุผล ไม่เปิดถนน ไม่คืนเส้นทางให้เด็กนักเรียน เพราะ กลัว 5 แกนนำไม่ปลอดภัย แต่ไม่เคยพูดถึงความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ที่ต้องเดินเท้า ท่ามกลาง มนุษย์พันธุ์หมาบ้าที่เดินตาขวางอยู่เต็มถนนราชดำเนิน
* พ่อค้าแม่ขายทำมาหากินไม่ได้ นักท่องเที่ยวหดหาย จนต้องเอาผลไม้เน่าเสีย เพราะขายไม่ออก มาเททิ้งให้เห็นจ ะจะกะตาว่าได้รับความเสียหายอย่างไร กลับถูก 5 แกนนำใจอำมหิต กล่าวหาว่าเป็นนักแสดงจัดฉากมาทำลายขบวนการพันธมิตรฯ ก็คิดกันแบบนี้ จึงกำหนดยุทธศาสตร์ลอยแพตัวเอง เพื่อรอวันพ่ายแพ้ โดยไม่มีมวลชนเข้าร่วมด้วย เหมือนเมื่อครั้งก่อน
* เสียทีมี นักยุทธศาสตร์ปลุกระดมมวลชนอยู่เต็มบ้านพระอาทิตย์ เรื่องง่ายๆ แค่นี้คิดไม่ออก ต้องการมวลชนเข้าร่วม แต่กลับทำให้มวลชนเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง จนเป็นที่รังเกียจของคนทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อกร ต่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม ยิ่งชุมนุม ยิ่งโวยวาย ยิ่งดิ้นรน กระเสือกกระสน วิ่งวนไปโน่นไปนี่ ก็ยิ่งเหมือนหมาบ้า เข้าทุกวัน
* ถึงจะอยู่กันคนละข้าง แต่ก็เตือนกันด้วยหวังดี ในฐานะคนไทยด้วยกัน “เลิกฝัน แล้วหันหน้าเข้าหาความจริง” วันนี้ เกมปลุกระดมมวลชนร่วมไล่รัฐบาลทำท่าจะลำบากเสียแล้ว แต่จะมีมวลชนเรือนหมื่นเรือนแสนร่วมไล่ม็อบพันธมิตรฯ เร็วๆ นี้ หากยังไม่สลายตัวเอง ระวังจะตายคาตีนกองทัพประชาชน ทั้ง 5 แกนนำ นั่นแหละ
* ครั้งไล่ ทักษิณ ชินวัตร ก็ใส่เสื้อสีเหลือง ประกาศก้องว่า “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ผลลงเอยคือ ศาลพิพากษาว่า สนธิ ลิ้มทองกุล แอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความแตกแยกให้แก่คนในชาติ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ มาครั้งนี้ ไล่ สมัคร สุนทรเวช สนธิ คนเดิมเจ้าเก่า ผูกผ้าพันคอสีฟ้าขึ้นเวที อ้างว่าได้รับพระราชทานมา ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า บทสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร
* เห็นด้วยกับ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ เพื่อความกระจ่างแจ้งแก่หัวใจคนไทยทั้งชาติ จึงสมควรทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ ถึงกรณีที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวอ้างว่าได้รับพระราชทานผ้าพันคอสีฟ้ามา จริงหรือไม่ และ การนำมาใช้บนเวทีขับไล่รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
* จงรัก ภักดีราช ขอแสดงความชื่นชมนิยมยินดีกับท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ประกาศจุดยืนกองทัพ จะยึดมั่นในแนวทางของกฎหมาย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
* คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นัยของการยืนเคียงข้างประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือ การยืนอยู่ข้างรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ มิใช่ยืนอยู่ใต้อิทธิพลคำสั่งของจอมบงการล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง และยอมตนเป็นเครื่องมือของม็อบพันธมิตรฯ ดังเช่นที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เคยปฏิบัติ และนำมาซึ่งความเสื่อมเสียอย่างใหญ่หลวงต่อกองทัพ ในสายตาประชาชน
* ที่น่าประหลาดก็คือ ในขณะที่ผู้นำกองทัพยอมรับแนวทางของกฎหมายและระบบรัฐสภา การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่ พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่ง กลับหันหลังให้ระบบรัฐสภา หันหน้าเข้าหาเวทีพันธมิตรฯ สนับสนุนสมาชิกและประชาชนละเมิดกฎหมาย หวังใช้ความตาย เลือดเนื้อ และชีวิตของประชาชน เป็นบันไดสู่อำนาจแก่ตนเอง
* ดีนะที่รายการ ขำกลิ้งลิงกับหมา จบไปก่อน ไม่อย่างนั้น ได้เจอคู่แข่งที่เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน ก็รายการ ฮากลิ้ง คตส. กับ คมช. นั่นเอง พอถึงเวลาจวนตัว ระยะสุดท้าย ก่อนอำนาจเถื่อนจะหลุดมือ ต่างคนต่าง วิ่งหนีเวรกรรมที่ไล่ตามทันถึงตัว กันหน้าเลิ่กลั่ก ร้องแรกแหกกระเชอให้ช่วยลั่นบ้านลั่นเมือง ก็แบบนี้ละหนา เคยได้ยินไหม “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย”
* ขอให้พูดจริงทำจริงสักทีเถอะ จะได้ดู 11 ยอดฝีมือรับใช้มาร ติดคุกตอนแก่ เป็นบุญตา ได้แต่ภาวนาให้ สัก กอแสงเรือง อย่ากลับคำ กลืนน้ำลายตัวเอง ที่บอกว่า หากถูกออกหมายจับ จะไม่ขอประกันตัว แล้วก็อยากจะรู้ว่า ทนายความคนใดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกรับใช้กฎหมู่ ไม่เชิดชูกฎหมาย
* จำได้ไหม เมื่อครั้ง ตำรวจยุค เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จับ มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา เข้าคุก ไม่ให้ประกัน ข้อหาไม่ไปรายงานตัวกับตำรวจตามหมายเรียก เสียงจากฝั่งพันธมิตรฯ ชื่นชมตำรวจเข้มแข็ง ปฏิบัติหน้าที่ดีเยี่ยม แต่ครั้น ตำรวจยุค พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ออกหมายจับ สุนัย มโนมัยอุดม กลับกล่าวหาลุแก่อำนาจ ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม
* ก็ถ้า มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ยังต้องเข้าไปใช้ชีวิตในคุก เพราะถูกออกหมายจับ ได้ แล้ว สุนัย มโนมัยอุดม จะมีสิทธิพิเศษเหนือกว่าได้อย่างไร ในเมื่อพฤติกรรมเหมือนกัน อยู่ใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน และอยู่ในราชอาณาจักรไทยเหมือนกัน อย่ามาอ้างเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ต้องได้รับสิทธิพิเศษ ตรงกันข้าม ควรจะต้องรับโทษมากเป็นพิเศษ ต่างหาก เพราะรู้กฎหมายดีอยู่แล้ว ยังบังอาจละเมิดและฝ่าฝืน
* สืบข่าวมาขายประสา จงรัก ภักดีราช หลัง สมัคร สุนทรเวช เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ระอุคุกรุ่นในกองทัพมานานนับเดือน ก็พลันยุติ เหมือน ฝนทิพย์เทใส่กองไฟที่ยังไม่มอดเชื้อ และปรากฏการณ์หลังจากนั้น ผู้นำกองทัพทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ทหารไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่มีหน้าที่ปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐบาล ตามกฎหมาย เท่านั้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 10, 2008
คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง
สวัสดีวันจันทร์

นึกอิจฉาประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตย แม้จะต้องปากกัดตีนถีบสู้กับภาวะเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังมีเวลาให้กับการสนุกสนาน อย่างเป็นมหกรรมเช่น ฟุตบอลยูโร 2008 นี้เป็นต้น
ประเทศไทยของเรา จะเอาดีทางการปกครองก็ไม่ได้ จะเอาดีทางเศรษฐกิจยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคนไทยยังมีความสับสนกับวิถีชีวิต ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ ในที่สุดก็เลือกการยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจพอประทังชีวิตไปก่อนวันๆหนึ่ง
อันที่จริง เดือนนี้เป็นเดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่คนไทยน่าจะให้ความสำคัญเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 24 มิถุนายน 2475
แต่เหลียวซ้าย แลขวา แล้วยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆจากสถาบันการศึกษา หรือสถาบันอะไรต่างๆที่มีอยู่มากมาย ว่าจะได้มีการเคลื่อนไหวทำกิจกรรมส่งเสริมความรู้ สร้างสติปัญญาให้กับประชากรของชาติกันอย่างไรบ้าง
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นได้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จึงไม่ต้องพูดถึงกันอีก
รัฐสภา และรัฐบาลนั้นเองก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาพของนกที่บินอยู่บนฟ้า แต่ย่อมมองไม่เห็นฟ้า หรือปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ ย่อมมองไม่เห็นน้ำ
จะพึ่งพาอะไรกันได้เล่า!
ถ้าจะต้องขอบอกขอบใจใครสักกลุ่มสองกลุ่ม ในวันนี้ข้าพเจ้าต้องขอขอบใจ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่อย่างเหนียวแน่น ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์บนถนนราชดำเนิน
แกนนำของคนกลุ่มนี้ ประกอบด้วยใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และมีแรงจูงใจลึกๆ ให้ต้องมาชุมนุมกันเพื่ออะไรเห็นจะไม่สำคัญ เพราะชื่อกลุ่มก็ตั้งหลอกลวงลูกค้าไว้อย่างที่รู้กันแล้วเป็นอย่างดี
ความสำคัญอยู่ที่ว่า เขามาชุมนุมทางการเมืองกันตรงกับเดือนมิถุนายน อันเป็นเดือนสำคัญ และดูเหมือนเขาจะชุมนุมกันตลอดเดือนเป็นมหกรรมเลยทีเดียว
เฉพาะอย่างยิ่ง การชุมนุมครั้งนี้ได้รับการตอบรับอย่างเกรียวกราวจากหน้าข่าวและบทความของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ รวมตลอดทั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ นับว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นอาหารอันโอชะของสื่อกระแสหลัก และกระแสรอง ในการที่จะได้ร่วมกันทึ้ง ร่วมกันแทะ ร่วมกันฉีกกระชากอย่างเมามัน ประหนึ่งฝูงอีแร้งลงกินซากสุนัขเน่านั่นเชียว
ข้าพเจ้าถือโอกาสยึดเอา มหกรรมการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบนสะพานมัฆวานฯ ครั้งนี้ เป็นมหกรรมรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 เสียเลย เพราะถ้าหากไม่มีพวกเขา ไหนเลยจะมีมหกรรม และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นแล้ว ไหนเลยจะมีการชุมนุมแบบนี้บนถนนราชดำเนินได้
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 เราคงจะละเลยไม่พูดถึงพระยาพหลพลพยุหเสนา กับ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุดของฝ่ายทหาร และฝ่ายพลเรือน ควบคู่กันมิได้
พระยาพหลฯ นั้นเป็นเชษฐบุรุษผู้สัตย์ซื่อควรแก่การเคารพนับถือได้อย่างแท้จริง แม้จะได้รับการยอมรับและยกย่องจากคณะราษฎรให้เป็นหัวหน้า ครั้นทำการยึดอำนาจสำเร็จแล้ว มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวและมีผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนั้น 70 คน ท่านก็ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง โดยบอกว่า
“ไม่มีความปรารถนาในข้อนี้มาแต่ไรๆ เลย หวังเพียงจะถางทางเพื่อประโยชน์ของราษฎรทั้ง 12 ล้านเท่านั้น”
สำหรับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นั้นเล่า ตามประวัติบอกว่ามีความขัดแย้งกับ อำมาตยา ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยที่เอกอัครราชทูตไทยในขณะนั้นคือ พระองค์เจ้าประยูรศักดิ์ฯ ได้โทรเลขรายงานเข้ามายังกรุงเทพฯ กราบทูลพระปกเกล้าฯ ให้เรียกตัวนายปรีดี กลับประเทศไทย ในข้อหาว่า “---ปรีดีเป็นหัวหน้าชักชวนนักเรียนก่อการขัดคำสั่งทูตเป็นหัวหน้าสหบาล (Syndicate) นักเรียนไทย เป็นคนฝักใฝ่ในประชาธิปไตย เห็นจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์---”
แต่ ดร.ปรีดี ที่ราชทูตประเมินว่ามีทัศนคติอันตราย นี้เอง กลับได้ข้อสรุปตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาว่า หากเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ทางเลือกของเขาคือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเราท่านต่างก็ได้เห็นในภายหลังว่า เขาทำตามนั้นจริงๆ และคงจะไม่มีใครในปัจจุบันนี้หากว่ามีสติดี จะตำหนิการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 ได้
เท่าที่ยกมานี้ เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยของหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เมืองไทยเดินทางมาในทิศทางที่เรียกได้ว่า ไม่ผิด โดยมีเอกสารเปิดเผยสนับสนุนมากมายก่ายกอง
เพียงแต่ว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะได้ศึกษาประวัติศาสตร์เลยไม่สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริง แล้วก็เลยสะเปะสะปะหลงทิศหลงทางไปตามการปลุกระดมของคนที่ล้วนมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง
นับตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา คือนับตั้งแต่ประเทศเราได้สถาปนาระบอบการปกครองแบบใหม่ขึ้นมาแล้วคนไทยไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งกับสถาบันกษัตริย์ และสถาบันกษัตริย์ที่เคยง่อนแง่นอยู่ตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 6 ก็กลับมีเสถียรภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้นในระบอบประชาธิปไตย(มีเกร็ดประวัติศาสตร์ เล่าว่าคณะเจ้ากลุ่มหนึ่งคบคิดกันที่จะโค่นราชบัลลังก์ของพระมงกุฎเกล้าฯอยู่แล้ว แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน)
ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากส่วนประกอบที่แวดล้อมสถาบันอยู่ ดังที่เคยเกิดในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งก็ได้แก่เหล่า อมาตยา ที่ปรารถนาอำนาจโดยปราศจากฐานประชาชนรองรับนั่นเอง
วันนี้เหตุการณ์บ้านเมืองก็คล้ายๆวันเก่าๆที่เราเดินผ่านมาแล้ว 76 ปี ข้าพเจ้าหวังว่า ประเทศไทยจะไม่โชคร้ายถึงขนาดที่จะต้องกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ไกลถึงเพียงนั้น เพราะวิทยาศาสตร์สังคมบอกเราว่า พระราชาธิบดีในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้จะทรงทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตร เพียงใดก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาอันสลับซับซ้อนของราษฎรให้สำเร็จลุล่วงได้
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยก็คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคณะราษฎรได้ร่วมกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯสถาปนาไว้นั่นเอง
ว่าแต่ว่า พรุ่งนี้เป็นวันอังคาร สเปนเตะกับรัสเซีย คุณถือหางข้างไหนล่ะ?
วีระ มุสิกพงศ์

จาก “เชื่อมั่น” สู่ “ทำลาย” ระบบรัฐสภา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส แก่ คู่กรณีทั้งสองคน เปรียบเสมือนฝนหลวงที่โปรยปรายลงมาเพื่อดับไฟกลางเมืองลงไป
พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นคัตเอาต์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง โดยมีรูป นายหัวชวน หลีกภัย พร้อมๆ กับข้อความ “ผมเชื่อมั่นระบบรัฐสภา” ในเขต กทม. ทำให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามามากมาย
คล้อยหลังมาจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปี
พรรคประชาธิปัตย์ กลับส่ง ส.ส. ของพรรค กรรมการบริหารพรรค ขึ้นเวทีกลางท้องถนน!!! มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมที่ว่า “เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” จึงกลายเป็น “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา”
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการ บอยคอต ไม่ร่วมเลือกตั้ง เนื่องเพราะรู้ว่า หากลงเลือกตั้งไปก็จะแพ้ จะเจ๊ง ใช่หรือไม่ คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันดี
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ในการปราศรัยกลางท้องสนามหลวง ในการเสนอแนวทาง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7” ใช่หรือไม่ คนทั่วบ้านทั่วเมืองเขารู้กันดี
ความคิดในการ “ไม่! เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา” มีมาตั้งแต่ปี 2549 ในการ ไม่ต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แถมให้ท้าย ส่งเสริม จนทำให้คนส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นกองอำนวยการโฆษกของคณะปฏิวัติรัฐประหารไปเสียฉิบ ใช่ไม่ใช่
การเปลี่ยน หัวหน้าพรรค ที่ว่ากันว่าเป็น คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ทำให้นโยบายพรรคเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้เชียวหรือ เป็นคำถามตัวโตในสังคมไทยขณะนี้
วุฒิภาวะ ในการคุมพรรคมีมากน้อยขนาดไหน ขึ้นมาได้ด้วยสภาพแห่งการแตกแยกในพรรค ทศวรรษใหม่ และ ผลัดใบ เหตุการณ์ไม่ซ้ำรอย หากหวังจะสร้างความขัดแย้ง แตกแยก ภายในชาติ เพื่อจะขึ้นเป็นใหญ่เหมือนเหตุการณ์ในพรรค
อุดมการณ์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีมายาวนานตามที่บอกกับพี่น้องประชาชน ยังยึดมั่นกันอยู่หรือไม่ จากพรรคที่เคยอวดอ้างสรรพคุณว่าส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ยังพูดได้เต็มปากกันดีอยู่หรืออย่างไร
ทุนสะสมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่สร้างสมมาในอดีต กำลังหมด หด ลงไปเรื่อยๆ เพราะ ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย และ ไร้คุณค่าเชิงประชาธิปไตย ซ้ำร้ายยังถลำลึกเข้าไปเรื่อยๆ
เลิกฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว การเมืองวันนี้ ไม่มีทางลัด หวังจะ ลงทุนนิดๆ หน่อยๆ จ้างวาน “จิ๊กกี๋” และ “จิ๊กโก๋” คุมซอย มาหาเรื่อง เพื่อหวัง “ล้มกระดาน” แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ เหมือนครั้งที่ผ่านมา
หากหมดปัญญาที่จะเล่นตามกติกา วิถีทางประชาธิปไตย หากไม่ลาออก น่าจะเปลี่ยนเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ดีกว่าหรือ หรือไม่ก็ยุบพรรคไปเสียดีกว่า จากพรรคที่ประกาศว่า เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา กลายเป็นพรรคที่ถูกตั้งคำถามว่า ทำลายระบบรัฐสภา หรือไม่?
อ้อ...หรือเฉพาะในปี พ.ศ.2535 เท่านั้น ที่ “เชื่อมั่นระบบรัฐสภา” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน หันไป “เชื่อมั่นระบบม็อบข้างถนน” ไปเสียแล้ว
ผ้าพันคอสีฟ้า
ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการสวมเสื้อเหลือง พ่วงด้วยข้อความ “เรารักในหลวง” หรือจะเป็น “กู้ชาติ” เป็นภาพที่เราเห็นกันจนเจนตามาตั้งแต่คราวชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเป็นช่วงเดียวกับที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีเหลืองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการถวายความจงรักภักดีต่อ “พ่อหลวง” เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี
ในครั้งนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามที่จะยัดเยียดข้อหาไม่จงรักภักดีต่อสถาบันเบื้องสูงให้กับอดีตผู้นำ และขณะเดียวกันก็พยายามสร้างภาพว่ากลุ่มตัวเองเป็นฝ่ายออกมาปกป้องหรือยืนอยู่ข้างสถาบัน
ทั้งยังพยายามสร้างภาพและพยายามใช้ถ้อยคำก้ำกึ่ง โดยปรารถนาให้ผู้คนเข้าใจผิดเช่นนั้น เหมือนข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีผู้ให้เงินทุนสนับสนุนการชุมนุม พร้อมกับให้ผ้าพันคอสีฟ้ามาผืนหนึ่ง ที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พันคอไว้ทุกครั้งจนเป็นสัญลักษณ์
ในขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน ประชาชนพร้อมใจออกมาสวมเสื้อสีฟ้ากันในวันศุกร์ เพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยสีประจำพระองค์
จนชวนให้เป็นข้อสงสัยว่า มีความพยายามดึงเอาสถาบันที่อยู่ในเบื้องสูง ลงมาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกกลุ่มคนในชาติบ้านเมืองอย่างมิบังควร เหมือนที่ศาลท่านได้กรุณาให้ความเห็นเอาไว้ในการพิพากษาความผิด ข้อหาหมิ่นประมาท จำคุก 2 ปี คดีหนึ่งของนายสนธิ
เพราะหากกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะนายสนธิ เองมีความคิดเช่นนั้นจริงแล้ว ก็นับเป็นเรื่องที่เลวร้าย และอันตรายต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะแน่นอนว่าการเอ่ยอ้างถึงเรื่องราวหรือสถาบันที่คนทั้งชาติให้ความรัก เทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้สะเทือนใจ และนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้โดยไม่ยาก
ดังที่ปรากฏมาแล้วว่า มีผู้คนเคยหลงเชื่อออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนมากก่อนการปฏิวัติรัฐประหาร และขณะเดียวกันจะโดยสมคบกัน หรือโดยตกเป็นเหยื่อก็ตาม ในที่สุดฝ่ายทหารก็นำกำลังออกมายึดอำนาจการปกครอง ด้วยเหตุผลที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แม้ว่าวันนี้โอกาสของพันธมิตรฯ จะไม่มีทางไปถึงฝั่งฝันได้ดังเช่นการชุมนุมครั้งก่อน ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ชุมนุมที่น้อยเสียยิ่งกว่าม็อบสมัครใจที่ท้องสนามหลวง และจะมีคนมากก็เฉพาะในวันที่มีกำหนดการล่วงหน้า และมีการเดินทางมาพร้อมกันทีละเป็นคันรถ
รวมทั้งผู้บัญชาการทหารบกในวันนี้ ที่ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ก็ประกาศชัดว่าจะยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และจะฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ รวมทั้งจะไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
การที่เรามี ผบ.ทบ. ที่ยึดมั่นในหลักการ ประกาศจุดยืนอยู่เคียงข้างประชาชน เท่านี้ก็ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมั่นใจและสบายใจได้ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์สิ้นคิดขึ้นมาอีกเหมือนเมื่อคราวมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ. และมี พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นแม่ทัพภาคที่ 3
และนั่นหมายถึงการปิดทาง ทำลายความฝันของพันธมิตรฯ ที่เคยคิดว่าเพียงแค่คน 5-6 คน จะพลิกชะตาบ้านเมืองได้อีกครั้งเหมือนอย่างในอดีต
อย่างไรก็ดี ในวันนี้ นายสนธิ ก็ยังพยายามไม่เลิกราที่จะใช้สัญลักษณ์สีเหลือง และสีฟ้า สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแก่ผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง มีความพยายามที่จะนำเอาน้ำดื่ม “จิตรลดา” มาแจกจ่ายผู้ร่วมชุมนุม แล้วพยายามสื่อความหมายว่าเป็น “น้ำที่มาจากฟ้า”
แต่ก็เชื่อว่าประชาชนไม่ว่าจะมีใจเอนเอียงไปทางไหนก็ตาม ย่อมรู้ดีว่าไม่มีใครหนุนหลังนายสนธิ ดังที่มีการกล่าวอ้างแน่ เพราะสิ่งที่นายสนธิ และพรรคพวกกำลังพยายามดำเนินการอยู่นั้น เป็นการสร้างความแตกแยกในชาติบ้านเมือง และไม่เคารพวิถีทางประชาธิปไตย
ดังนี้แล้ว เมื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ประกาศบนเวที “สภาสนามหลวง” ว่าจะทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักพระราชวัง หรือสำนักราชเลขาธิการ เพื่อถามว่าสิ้งที่นายสนธิ นำมากล่าวอ้างเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพื่อสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย
ผมว่าเป็นเรื่องดีที่ทุกฝ่ายจะมีโอกาสเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน เพราะหากนายสนธิ ยังคงแอบอ้างพร่ำเพรื่อ ที่สุดแล้วเกรงว่าความขัดแย้งของประชาชนจะไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น เป็นเรื่องที่จะกลายเป็นปมความขัดแย้งทั้งที่ไม่ได้มีมูลเรื่องจริง
ในประเด็นนี้ นายสุรชัย ในฐานะประธานสภาสนามหลวง เดิมพันไว้ด้วยการยกเลิกเวทีที่ท้องสนามหลวงทันทีหากพบว่าเป็นเรื่องจริง และคงต้องฝากคำถามถึงนายสนธิว่า จะมีความเป็น “ลูกผู้ชาย” พอจะรับคำท้า หรือกล้าออกมาเดิมพันเรื่องนี้บ้างหรือเปล่า
คงจะได้รู้กันล่ะว่า เมื่อถึงเวลา “ตัวต่อตัว ซึ่งๆ หน้า” สนธิ จะกล้าหรือเปล่า...?
บิ๊กโบ๊ต
อ้าแขนรับทุกฝ่ายเป็นกรรมาธิการ ร่วมศึกษาแก้รธน.

นายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถึงการยื่นญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ว่า จำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เบื้องต้นวิปยังคงยืนยันจำนวน 60 คน โดยเป็นสัดส่วนของพรรคพลังประชาชน 29 คน พรรคประชาธิปัตย์ 21 คน พรรคชาติไทย 4 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 คน ส่วนพรรคการเมืองที่เหลือจะมีตัวแทนพรรคละ 1 คน โดยสัดส่วนกรรมาธิการฯ ของพรรคร่วมรัฐบาล จะมีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นตัวแทนด้วย และคาดว่าพรรคร่วมรัฐบาลคงจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวในพรรค และยื่นญัตติได้ในสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาญัตติในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ในที่ประชุมวิปรัฐบาลยังจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ โดยวิปรัฐบาลได้มอบหมายให้อนุกรรมการกลั่นกรองไปพิจารณาแล้ว โดยจะนำผลการพิจารณาเข้าสู่การประชุมพร้อมทั้งเชิญเจ้าหน้าที่มาชี้แจงด้วย
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า พรรคพลังประชาชนจะเชิญ นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ นายอุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นั้น นายสามารถ กล่าวว่า รายชื่อที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว โดยพรรคพลังประชาชนจะมีการประชุมในวันพรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) เพื่อกำหนดตัวบุคคลที่จะมาเป็นกรรมาธิการ โดยแบ่งเป็นสัดส่วนที่ ส.ส. ของพรรคจะมาเป็นเอง และสัดส่วนที่จะให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมาธิการ รวมถึงจะพิจารณาตัวประธานกรรมาธิการ ส่วนตัวอยากได้บุคคลที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชน อยากได้บุคคลที่เป็นกลาง สามารถประสานงานได้กับกรรมาธิการทุกฝ่าย
"ตัวแทนของสถาบันพระปกเกล้าก็คงมี แต่จะมาเป็นประธานหรือไม่ต้องรอดูอีกครั้ง เพราะมีหลายท่านที่เหมาะสม ผมคงตอบไม่ได้ แต่วันนี้เราอยากให้สังคมมั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเราว่า เราจะไม่ไปทำอะไรที่มีปัญหา ฉะนั้นเราต้องพิถีพิถันในการหาตัวประธาน ถ้าได้ตัวบุคคลที่สังคมร้องยี้แล้ว ทุกสิ่งที่ทำมาอาจไม่ได้รับการยอมรับ" นายสามารถ กล่าว
ทั้งนี้เลขานุการวิปรัฐบาลยังกล่าวยินดีหากทุกฝ่ายจะเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตร หรือ นพ.เหวง โตจิราการ นักวิชาการอิสระ และ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 แต่จะเข้ามาในโควตาของพรรคใดก็ได้ พรรคพลังประชาชนก็ยินดีต้อนรับ เพราะเมื่อเข้าสภาแล้วก็ไม่ได้เป็นของพรรคใดพรรคหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคจะต้องเตรียมรายชื่อกรรมาธิการมาเสนอพรุ่งนี้ ด้านกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศจะเคลื่อนมาชุมนุมหน้ารัฐสภาหากมีการยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ นายสามารถ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา คงมาด้วยเจตนาดี ไม่ทันจะแก้เลยแค่จะศึกษา ซึ่งเปิดกว้างเชิญกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วย รัฐสภายินดีต้อนรับ
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระหว่างการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ จะมีการเสนอญัตติขอตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าจะนำขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้เห็นว่า สัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองเป็นไปตามข้อบังคับอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา ส่วนสัดส่วนคนนอกนั้น แต่ละพรรคจะพิจารณาตามความเหมาะสม ซึ่งพรรคพลังประชาชนยังไม่ได้หารือว่าจะเชิญนายโภคิน พลกุล และนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ มาเป็นประธานกรรมาธิการหรือไม่ แต่ยอมรับมีความเห็น 2 ฝ่ายว่า ประธานควรเป็น ส.ส.หรือคนนอก เพื่อช่วยลดความขัดแย้ง
สำหรับการสรรหาประธานวิปรัฐบาลแทน นายชัย ชิดชอบ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งจะนำเข้าหารือในการประชุมวิปรัฐบาลวันนี้ ส่วนตัวเห็นว่า หลายคนมีความเหมาะสม รวมถึงนายสามารถ แก้วมีชัย เลขานุการวิปรัฐบาลด้วย
ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญนั้นทางวิปรัฐบาลมีความชัดเจนอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ให้แต่ละพรรคไปร่างญัตติและให้ไปดู ท้ายสุดให้ลงชื่อเสนอกัน ก็มีเพียงแค่นี้ ซึ่งฟังดูในวิปรัฐบาลต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าให้ยื่นญัตติ ส่วนพรรคไหนจะยื่นเมื่อไร เวลาไหน ตนเข้าใจว่า 1-2 วันคงจะมีการยื่น สำหรับสัดส่วนกรรมาธิการก็เป็นไปตามข้อบังคับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่มีปัญหา แต่ก็มีการมองกันว่าอาจจะมีคนนอกแต่ถ้ามีคนนอก ก็สุดแต่ว่าแต่ละพรรคจะไปดึงคนนอกเข้ามา ซึ่งจะถือว่าอยู่ในโควตาของพรรคนั้น
นายชูศักดิ์กล่าวเสริมถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 และกฎหมายสำคัญที่ค้างอยู่ว่า ในที่ประชุมวิปรัฐบาลคงจะได้มีการหารือกันว่าจะเอาระเบียบวาระอะไรพิจารณาก่อนและหลัง แต่ที่พิจารณาไปแล้วคือกฎหมายวิธีพิจารณาของผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะพิจารณาเรื่องรายละเอียดของกฎหมาย ทางวิปรัฐบาลคงจะไปคุยกันว่าจะจัดลำดับอย่างไร
ทั้งนี้กฎหมายที่สำคัญที่จำเป็นต้องทำก็คือกฎหมายวิธีพิจารณา เพราะมีระยะเวลา ส่วนกฎหมายประชามติก็อยากจะเร่งรัด แต่ก็มีระยะเวลาอยู่เหมือนกัน และมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งองค์กรอิสระต้องนำเสนอ แต่ก็ยังไม่นำเสนอมาหลายฉบับ กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน สิ่งเหล่านี้จะต้องพิจารณาทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องท้ายสุดคือการพิจารณางบประมาณ
แนะผู้ชมร้องเรียนศาลปกครอง ถอนคุ้มครองASTVหยาบคาย

จากกรณีสถานีโทรทัศน์ ASTV มีเนื้อหาการนำเสนอในลักษณะหยาบคาย หมิ่นประมาทบุคคลอื่นโดยไม่สามารถทำการตอบโต้ รวมถึงมีการนำเสนอเนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยการกล่าวหาและโจมตีรัฐบาลในทุกทาง โดยเฉพาะมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการชุมนุมต่อต้านการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลอย่างชัดแจ้ง
แต่กลับปรากฏว่าสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว ที่ออกอากาศโจมตีรัฐบาลทุกวันอย่างต่อเนื่อง และชวนให้เกิดความเข้าใจผิดต่อรัฐบาล ของพี่น้องประชาชนที่ชมรายการ ยังสามารถทำการแพร่ภาพออกอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีคำสั่งศาลปกครองคุ้มครองอยู่นั้น
ประเด็นดังกล่าว นายคารม พลทะกลาง ทนายความชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน ระบุว่า การนำเสนอข่าวสาร และรายการของสถานีโทรทัศน์ ASTV ไม่มีท่าทีเกรงกลัวต่อสิ่งใดๆ พร้อมยังเป็นการนำเสนอที่ทำลายระบบความมั่นคงในประเทศ
โดยมีความพยายามในการสร้างเนื้อหารายการที่โจมตีรัฐบาล ใช้คำพูดเกินจริง ไม่เหมาะสม สร้างความเสียหายในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รวมทั้งมีการใช้วาจาของพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ยั่วยุทำให้ประชาชนที่ชมรายการทำผิดกฎหมาย และหมิ่นประมาทผู้อื่นจนทำให้เกิดความเสียหาย แม้ศาลปกครองจะมีการคุ้มครองอยู่ก็ตาม แต่ก็ยังมีช่องทางในการเรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์ ASTV ยุติการออกอากาศได้
นายคารม แนะนำว่า ผู้ที่เสียเงินเพื่อทำการซื้อช่องสัญญาณ หรือเสียเงินเพื่อเป็นสมาชิกและใช้บริการอยู่ในขณะนี้ทุกคน สามารถทำการยื่นสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ในส่วนสิทธิข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียนต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลปกครองใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและพิจารณาคดีปกครองได้
“ASTV หากมองดีๆ แล้วมีเข้าข่ายกระทำผิดหลายอย่าง เรื่องการคุ้มครองสิทธิในการออกอากาศนั้น ยังคงอยู่ในศาลชั้นต้น ยังไม่ถึงศาลปกครองสูงสุด หากประชาชนที่เป็นสมาชิกหรือเสียทรัพย์สินในการเช่าสัญญาณออกอากาศ ถือเป็นผู้เสียหายทางอาญา ก็น่าจะสามารถเข้าทำการยื่นเสนอต่อศาลปกครองให้ทำการเพิกถอนสิทธิการคุ้มครอง
เนื่องจากมีเนื้อหาที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง และหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย เป็นการละเมิด หากเป็นแค่ผู้รับชมรับฟังทำการยื่นเรื่องต่อศาล ศาลก็อาจจะมีการพิจารณาหยิบยกมาไต่สวนน้อย เนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง” นายคารม กล่าว
ดื้อด้าน!คตส.เมินหมายเรียก กองปราบเล็งขอออกหมายจับ

จากกรณีที่พนักงานสอบสวน กองปราบปราม ได้ออกหมายเรียกนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) พร้อมพวกรวม 11 คน ให้มารับทราบข้อหาหมิ่นประมาท และข้อหาแจ้งความเพื่อให้ผู้อื่นต้องได้รับโทษทางอาญา ตามที่ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากครอบครัวชินวัตร แบละดามาพงษ์ เข้าแจ้งความไว้ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม แต่ทาง คตส. ก็ไม่ไปพบพนักงานสอบสวนโดยอ้างว่าไม่ได้ทำผิดอะไร
จนกระทั่งล่าสุด กองปราบปราม ได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันนี้ ( 10 มิ.ย.) ให้ คตส. ทั้ง 11 คน ประกอบด้วย นายนาม ยิ้มแย้ม นายอำนวย ธันธรา นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ นายแก้วสรร อติโพธิ นายกล้านรงค์ จันทิก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายมณเฑียร เจริญผล นายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายสัก กอแสงเรือง เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท
คตส.ท้าทายเมินหมายเรียก
แต่นายสัก ในฐานะโฆษก คตส. ก็ได้ออกแถลงภายหลังการประชุมในวันที่ 9 มิถุนายน ว่าที่ประชุมมีมติ ไม่เดินทางไปพบพนักงานสอบสวนของกองปราบปรามที่ได้มีการออกหมายเรียก ครั้งที่ 2 ในวันนี้ อย่างแน่นอน
โดยกรรมการทุกคนจะมาทำงานที่ คตส.ตามปกติ และไม่เดินทางหนีไปไหนทั้งสิ้น นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้ส่งหนังสือไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นครั้งที่ 2 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของกองปราบปราม ที่มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบราชการแผ่นดินเป็นผู้แทนขององค์กร รับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและหัวหน้าพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบ รับผิดชอบ ดูแลและแก้ไขผู้ใต้บังคับบัญชาให้การดำเนินการของพนักงานสอบสวนเป็นไปตามครรลอง ของกฎหมายว่าด้วยความเสมอภาค กล่าวคือต้องดำเนินการด้วยวิธีการสุจริต เที่ยงธรรม และไม่มีเจตนาก่อให้เกิดความเสียหายในทางสังคม
ทำหนังสือกดดันถึง ผบ.ตร.
“อยากให้ ผบ.ตร. พิจารณาว่าสิ่งที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามดำเนินการมานั้น ผบ.ตร. เห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ อย่างไร เพื่อ ผบ.ตร. จะได้พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป และต้องถือว่าการกระทำต่อจากนี้ไปอยู่ในความรู้เห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอยู่ในความรู้เห็นของ ผบ.ตร. นอกจากนี้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของ ผบ.ตร. หรือผู้ได้รับมอบหมายในปัญหาและเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย”
โฆษก คตส. กล่าวว่า นอกจากนี้ คตส. ได้แนบหลักการการใช้กฎหมายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ฐานหมิ่นประมาทและฐานแจ้งความเท็จ มาให้เพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ทั้งนี้ผลเป็นประการใดขอให้ ผบ.ตร. แจ้งให้ คตส. ทราบด้วย พร้อมกันนี้ได้ส่งหนังสือถึงศาลในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทุกแห่งเป็นครั้งที่ 2 เพื่อขอให้ศาลแจ้งให้ทราบกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขออนุญาตศาลในการออกหมายจับด้วย
“หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าเอกสารการชี้แจงของ คตส. ฟังไม่ขึ้น ก็ให้ไปขออำนาจศาลออกหมายจับได้เลย แต่อยากให้นายตำรวจชั้นยศ พ.ต.อ. ขึ้นไป ไปดำเนินการ ไม่ใช่ให้นายตำรวจชั้นยศ ร.ต. เพราะในการออกหมายเรียก คตส. ทั้ง 11 คนได้ลงชื่อโดยนายตำรวจชั้นยศ พ.ต.อ. แถมในวันส่งหมายเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการแต่งเครื่องแบบเต็มยศเดินทางไปส่งถึงที่บ้าน คตส.ทั้ง 11 คน จนทำให้คนในบ้านของคตส.และเพื่อนบ้านที่ไม่ทราบเรื่องตื่นตกใจและเกิดความวิตกกังวล ทำให้ได้รับความเสียหาย”
กองปราบจ่อออกหมายจับ
ขณะที่มีรายงานความคืบหน้าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามว่า หากทาง คตส.ยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ทางพนักงานสอบสวนก็จะนำหนังสือชี้แจงที่ คตส. มอบให้มาดูอีกครั้งว่า คตส. มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่อย่างไร จากนั้นจะมีการประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาว่าจะขออนุมัติออกหมายจับต่อไป
"ขอยืนยันว่าได้ดำเนินคดีนี้ตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง ไม่มีใบสั่งจากใคร และไม่อยากให้การดำเนินคดีครั้งนี้ถูกนำไปโยงกับประเด็นทางการเมืองเพราะคดีที่ทาง คตส.ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามให้ดำเนินคดี กับครอบครัวชินวัตร และสำนักกฎหมายนิติเอกราช ในข้อหาหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ คดีกำลังอยู่ในชั้นศาลแล้ว ซึ่งได้ทำไปตามหน้าที่ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด" เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่ง กล่าว
ทนายชี้คตส.ไม่มีอภิสิทธิ์
ด้าน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความจากสำนักสภาทนายความ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เมื่อทางคตส.ออกมาปฏิเสธไม่ไปตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจควรไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลออกหมายจับซึ่งตามกฎหมายแล้วหากว่าเจ้าหน้าที่ออกหมายเรียก 2-3 ครั้ง แล้วผู้ถูกกล่าวหาไม่มีท่าทีที่จะปฏิบัติตามหรือไม่มีเหตุอันควร ถึงแม้ว่าจะมีหนังสือไปแจ้งแล้วว่าจะไม่มาขอพบตามที่เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกตัว ดังนั้นเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์เต็มที่อย่างแน่นอนที่จะออกหมายจับ
นายพิชา กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของ คตส. เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความไม่เหมาะสม ซึ่งกลุ่มคนพวกนี้ไม่มีอภิสิทธิ์อะไรอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองได้ การที่แสดงตนว่าขัดขืนทำให้ภาพลักษณ์ของ คตส. นั้นดูไม่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดหรือพิจารณาดูว่าไม่น่าจะมีปัญหาคงจะไม่มีทางออกหมายเรียกมา ซึ่งเพียงแค่เรียกตัวมาให้แก้ข้อกล่าวหาเท่านั้นเอง จึงไม่น่าที่จะแสดงออกหรือปฏิบัติเช่นนี้ หรือจะพยายามบ่งบอกว่ากลุ่มบุคคลพวกนี้เป็นอภิสิทธิ์ชน หรือคิดว่าผู้พิพากษาที่ออกหมายจับนั้นไม่มีความรู้ความสามารถหรืออย่างไร หรือเกรงว่าจะมีการกลั่นแกล้ง ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้มีการกลั่นแกล้ง ซึ่งก็มีการปฏิบัติตามขั้นตอนทุกประการ อีกทั้งยังผ่านการประชุมพิจารณาอย่างรอบคอบ
“เพราะฉะนั้นจะมาถือว่าตัวเป็นผู้รู้กฎหมายและอยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วจะมีอภิสิทธิ์เหนือบุคคลอื่นนั้นไม่ได้ อย่างที่ผมเคยกล่าวเอาไว้ว่า คนพวกนี้มาจากการที่พวกโจรตั้งมาทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นจึงนึกว่าไม่มีใครทำอะไรได้”
ซัดอย่าทำตัวเหนือกฎหมาย
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในกรณีดังกล่าวนั้นโดยกฎหมายเมื่อมีการออกหมายเรียกโดยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย แต่ถ้าหากมีการเรียกมาพบแล้วปรากฏว่าไม่ยอมมาตามนัดจะถือว่าเป็นการขัดหมายเรียก เจ้าพนักงานมีสิทธิ์ที่ขอออกหมายจับได้ แต่ประเด็นกลับกันทำให้ตนรู้สึกว่า ในการกระทำของ คตส.เองกำลังทำตัวให้อยู่เหนือกฎหมาย
อีกทั้ง หากพิจารณาตามอำนาจหน้าที่เป็นองค์กรที่ต้องบังคับใช้กฎหมายและจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายแต่ไม่ยอมอยู่ภายใต้สิ่งที่ตัวเองจะต้องเคารพและรักษานั้นก็คือกฎหมาย ซึ่งการที่พยายามจะสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นองค์กรที่ควรจะมีอยู่ต่อหรือดำเนินอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งส่งผลให้ไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชนมากขึ้นไปอีก และหมดความชอบธรรมที่จะดำรงอยู่ ซึ่งภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ คตส. เองกำลังจะหมดวาระหน้าที่แล้วต้องถือว่าไม่ควรที่ให้ถึงตอนนั้นด้วยซ้ำไป ดังนั้น จึงอย่าได้คิดว่าจะมีโอกาสต่ออายุจากข้อเรียกร้องพันธมิตรฯ เลย
นายศุภชัย ยังกล่าวอีกว่า คตส.นั้น นอกจากที่มาจะไม่ชอบธรรมที่มีการแต่งตั้งจากผู้ทำการรัฐประหารแล้ว วิธีคิดแนวทางต่าง ๆ ของ คตส. ยังแสดงให้เห็นว่าที่ไม่เคารพกฎหมายแบบเดียวกับผู้ที่แต่งตั้งอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นกรณีดังกล่าว ประชาชนควรที่จะได้รับรู้ว่า คตส.เป็นองค์กรที่ตั้งตนมีอำนาจนอกเหนือกฎหมาย
ชี้ คตส.ไม่เคยยึดหลักความชอบธรรม
นายศุภชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าประชาชนที่ติดตามข่าวของตตส.มาตลอดจะสังเกตได้ว่า คตส.ไม่ได้ยึดหลักความชอบธรรมและตรงไปตรงมา ประการแรกแสดงให้เห็นโดยตลอดว่าการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีเจตนาพยายามเอาผิดผู้ที่ถูกกล่าวหาโดยไม่ได้คำนึงถึงพยานหลักฐาน
“สังเกตได้ในช่วงที่ คตส.ปฏิบัติหน้าที่ใหม่ ๆ คตส.นั้นมีหน้าที่เป็นเพียงพนักงานสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ แต่กลับมาออกมาจัดรายการและพยายามชี้ข้อเท็จของคดีที่กำลังพิจารณาของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่า คตส.มีอคติจะเอาผิดโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าจะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาด้วย”
นอกจากนี้อำนาจหน้าที่ของ คตส. ต้องยึดหลักเหมือนกับกระบวนการยุติธรรมทั่วไป ก็คือถ้ามีการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงมาแล้ว ถ้าเห็นว่าผิดจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยเสนอต่อพนักงานอัยการต่อไปตามกฎหมาย แต่ถ้าเมื่อมีการสอบสวนไปแล้วปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำตามความผิด คตส. ก็สามารถที่จะยุติเรื่องหรือสามารถที่จะแสดงความเห็นไม่สั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการได้ แต่ว่า คตส.กลับไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นการปฏิบัติโดยไม่ชอบ แต่ว่าคตส.เสนอไปว่ามีความเห็นสมควรฟ้องไปแล้ว ปรากฏว่าเมื่อส่งถึงพนักงานอัยการ คตส.เองก็ควรที่จะเคารพต่อความเห็นพนักงานอัยการที่มีความเห็นว่าสำนวนไม่พอฟ้อง ก็ที่จะเคารพสิทธิตรงนี้ด้วย เพราะว่าอัยการเป็นองค์กรที่ตั้งมาเป็น 100 ปีควบคู่มากับศาล
แต่ว่าคตส.เกิดขึ้นจากการแต่งตั้งโดยพวกเผด็จการ กลับมุแต่อำนาจออกมากล่าวว่าถ้าอัยการไม่ฟ้องก็ส่งฟ้องศาลเอง เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้ประชาชนที่พอจะศรัทธา คตส. อยู่บ้าง เสื่อมศรัทธาในที่สุด และหมดความน่าเชื่อถือไป ตนจึงอยากจะเรียกร้องว่า หาก คตส.ยังไม่ยอมมาตามหมายเรียก ขอให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการขอออกหมายจับได้เลย ต้องว่าไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยให้ คตส.รู้ว่าบ้านเมืองนี้ต้องยึดหลักนิติธรรมเป็นใหญ่ ดังนั้นอย่าพยายามทำตัวเป็นผู้มีอภิสิทธิ์
ทวงจุดยืน ปชป. อีแอบหนุนม็อบ?นี่หรือยึดมั่นระบบรัฐสภา

ปรากฏเป็นภาพและข่าวอย่างชัดเจนว่าในเวทีข้างถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาชุมนุมยืดเยื้อขับไล่รัฐบาล จนสร้างความเดือดร้อนรำคาญอย่างกว้างขวางนั้น ได้มีผู้บริหารพรรค ส.ส. และ ส.ส.สอบตกของพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งบนเวทีและหลังเวทีการชุมนุมมากมายหลายคน รวมไปถึงกระแสข่าวลือที่อ้างว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมีส่วนร่วมในการวางแผน สนับสนุนจัดหาผู้ร่วมชุมนุมและสนับสนุนเงินทุนด้วย
โดยประเด็นดังกล่าวได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องถึงอุดมการณ์ในอดีตของพรรคการเมืองเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ มีการมองไปถึงการรับไม่ได้กับความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้ง และยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง มากกว่าประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และชาติบ้านเมืองหรือไม่
จี้ ปชป.เลิกหนุนพันธมิตรฯ
ท่ามกลางข้อกังวลและสงสัยดังกล่าว เมื่อตอนสายวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มประชาชน ที่ระบุว่าเป็นเครือข่ายสมาพันธ์ผู้นำชุมชนคลองเตย สวมเสื้อสีขาวประมาณ 200 คน พร้อมรถเครื่องขยายเสียง นำโดย นายสมพิศ ผอบเพชร ประธานเครือข่ายฯ เปิดการชุมนุมและกล่าวปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียง ที่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์
พร้อมกันนี้ก็ได้ชูแผ่นป้ายโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ด้วยข้อความต่างๆ อาทิ "ปชป.หยุดสนับสนุนพันธมิตร" "อภิสิทธิ์อย่าลวงโลก" "อย่าเล่นการเมืองสกปรก" "ปชป.อย่าเป็นอีแอบ" "ปชป.หยุดอยู่เบื้องหลังพันธมิตร" "ปชป.อย่าสั่งให้ ส.ส.สนับสนุนม็อบ" "อย่าแบ่งแยกแผ่นดิน" เป็นต้น
จากนั้น นายจุรินทร์ มาลาขาว พ่อค้าเสื้อผ้าย่านคลองเตย ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายฯ เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมพอใจและสลายตัวกลับไป
ทวงถามอุดมการณ์ประชาธิปไตย
สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เคยประกาศว่าเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา คืออุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ทั่วโลกยอมรับ แต่พฤติกรรมของ ส.ส.ในพรรคได้ละทิ้งอุดมการณ์ความถูกต้อง โดยสนับสนุนวิธีการนอกกฎหมาย เช่น การตั้งรัฐอิสระ เมืองพันธมิตรฯ ผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 และมาตรา 28 ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ อีกทั้งผิดมาตรา 63 ชุมนุมโดยมีอาวุธ ตั้งกลุ่มนักรบศรีวิชัยที่มีกำลัง 300 คน
นอกจากนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ยังเข้าร่วมเป็นแกนนำชุมนุมเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และการชุมนุมส่งผลให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อนรุนแรง ทั้งเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งเครือข่ายฯ เกรงว่าการชุมนุมดังกล่าวจะนำไปสู่การรัฐประหาร
แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และการสวมเสื้อสีขาวก็เพื่อแสดงถึงความสันติ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มริบบิ้นสีขาวของนายปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชมนายกฯ ใช้สันติวิธีแก้ปัญหาม็อบ
ด้าน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน หัวหน้าคณะทำงานศูนย์ติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าขณะนี้ทางศูนย์ฯ ได้ทำหนังสือถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคและผู้บริหารพรรคได้ทราบถึงเหตุการณ์ ต่อความเป็นไปในรอบสัปดาห์เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ข้อพิจารณาและข้อเสนอแนะ สรุปการที่นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคได้รับฟังความคิด ท่านยืนยันจะใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
ซึ่งเราขอสนับสนุนแนวทางนี้เพราะทำให้การชุมนุมดีขึ้นอย่างมากและมีเสียงสะท้อนจากประชาชนเป็นอย่างดีกับแนวทางที่นายกรัฐมนตรีไม่พูด ไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ราคากับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ส่งผลให้แกนนำพันธมิตรฯ ไม่พอใจเพราะไม่มีเรื่องโจมตีบนเวทีได้ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว
แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้จัดการกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยวีธีการต่างๆ จะทำให้คนได้เห็นธาตุแท้ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องการให้การชุมนุมยืดเยื้อเพราะต้องการใช้สถานการณ์นี้เผยแพร่ความเชื่อตามลัทธิจำลอง ที่เป็นพลังหลักในการดึงใจให้มีคนมาร่วมชุมนุมและเมื่อมีการแข่งขันบอลยูโร ก็มีการนำจอทีวีขนาดใหญ่มาติดตั้งให้ชม พร้อมมีการจัดคอนเสิร์ต เท่าที่ดูการชุมนุม ยิ่งนานก็ยิ่งไร้สาระ ถ้าจะมาสร้างความเดือดร้อน ก็ควรกลับไปดูบอลที่บ้านดีกว่า
จี้ “อภิสิทธิ์”ลาก ส.ส.กลับพรรค
รท.กุเทพ ยังเรียกร้องไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค จะว่าอย่างไร จะยอมรับหรือไม่ ขอให้พูดให้ชัดเจนเพราะนายอภิสิทธิ์พูดเสมอว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภาจริง ก็ขอให้ไปดึงหูนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน กลับมายังสภาด้วย แต่หากชุมนุมยืดเยื้อคนที่รับกรรมก็คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย อยากให้รัฐบาลมาให้กำลังใจให้มากเพราะมีความอดกลั้นอดทน ซึ่งจะต้องพยายามเจรจาต่อไป
เมื่อถามว่ากรณีมีข่าวว่า นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ภาคเหนือ ระบุว่าจะมีการระดมคนทั่วประเทศเข้ามาขับไล่พันธมิตรฯ นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข่าว แต่ที่ผ่านมา ส.ส.กลุ่มดังกล่าวก็ดำเนินตามแนวทางของพรรค เมื่อพรรคมีแนวทางที่ไม่เผชิญหน้าก็ได้ยุติ แต่การยุติ ไม่ได้หมายความว่าตายไปแล้ว ยังมีมวลชนนั่งรออยู่ที่บ้าน เรื่องนี้ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว พรรคจะไม่เข้าไปก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคล เพราะรัฐธรรมนูญได้ระบุว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะดำเนินการอะไรก็ได้ พรรคไม่มีสิทธิไปยุ่งเกี่ยว เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก มีแฟนๆ พรรคพลังประชาชนก็มีสมาชิกและมีแฟนๆ เช่นกัน
ห่วงเงินบริจาคม็อบไม่โปร่งใส
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน หนึ่งในคณะทำงานศูนย์ติดตามฯ กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ตอบโต้พระพยอมพร้อมให้ผู้ชุมนุมโห่ไล่นั้น ตนคิดว่าเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมในฐานะชาวพุทธ แม้นายสนธิจะนับถือสมณะโพธิรักษ์ที่คณะสงฆ์ไม่ยอมรับก็ตาม
นายจตุพร กล่าวตั้งข้อสังเกตที่ยังคาใจเกี่ยวกับเรื่องเงินและการรับบริจาคเงินของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แบ่งเงินบริจาคเป็น 2 กอง แบ่งเป็นเงินสนับสนุนการชุมนุม และเงินเดือนให้กับพนักงานเอเอสทีวี โดยในส่วนนี้อาจไม่เหมาะสมกับจริยธรรมของสื่อมวลชน เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำในฐานะสื่อ ซึ่งสื่ออื่นๆ จะทำบ้างได้หรือ จึงอยากเรียกร้องสมาคมสื่อฯ เข้ามาตรวจสอบ เพราะก่อนหน้านี้สมัยชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ไปพูดที่สหรัฐว่าใช้เงินส่วนตัวไป 400 ล้านบาท ไม่นับเงินบริจาคกว่า 10 ล้านบาท ทั้งๆ ที่นายสนธิบอกว่าล้มละลาย ก็มีการตั้งคำถามเอาเงิน 400 ล้านมาจากไปไหน
ติง “วีระ สม”ส่อหมิ่นศาล
นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณี นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ออกมาระบุว่านายสมัครพยายามวิ่งเต้น ไม่ให้มีการอ่านคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ในคดีที่มีการหมิ่นประมาท นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.เนื่องจากนายสมัครทราบข้อมูลว่าศาลอุทธรณ์จะพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าการพูดอย่างนี้ นายวีระ กำลังจะหมิ่นศาล เพราะในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครสามารถไปวิ่งเต้นอะไรได้ เรื่องนี้นายวีระ ควรใช้ความคิดมากกว่านี้ เพราะเรื่องดังกล่าวคงไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงศาลได้
อย่างไรก็ตามนายจตุพรยังฝากไปถึง พล.ต.จำลอง ด้วยว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมาจาก 73 ปีที่ใช้ชื่อ "จำลอง" เพราะไม่ใช่ของจริง ถ้าจะให้แก้ปัญหาได้คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “จริง ศรีเมือง”
ทหารรับห่วงชุมนุมบานปลาย
ทางด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยปฏิเสธว่าการหารือวันนี้ไม่มีการหารือประเด็นทางการเมือง รวมถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ยังมีปัญหา โดยการประชุมที่มีขึ้นวันนี้เป็นการหารือถึงการพัฒนากองทัพในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยอมรับว่า มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยืดเยื้อมากว่า 2 สัปดาห์ ขณะเดียวกันเชื่อว่าทุกฝ่ายมีความห่วงใยเช่นเดียวกัน ส่วนสถานการณ์จะบานปลายหรือไม่ ระบุว่า อยู่ที่คนจะช่วยกันมองอนาคตประเทศและช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ส่วนกองทัพนั้น ยืนยันว่า ยังไม่ได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการนำ พ.ร.บ.ความมั่นคง มาใช้สลายการชุมนุม
ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้ปฏิเสธแสดงความเห็นถึงข้อเสนอของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้มีการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงกรณีการหาคนกลางมาเป็นผู้ประสานความเข้าใจเพื่อแก้วิกฤติบ้านเมืองขณะนี้ โดยกล่าวเพียงว่า ไม่อยู่ในฐานะที่จะแสดงความเห็นได้ และคงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
หญิงเป็ดหน้าบานม็อบให้กำลังใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงเกิดหน้าแผนดาวกระจาย โดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน โดยได้พาคนเดินทางไปให้กำลังใจข้าราชการ คตส. โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่าการเดินทางไปให้กำลังใจข้าราชการ คตส. เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ถูกตรวจสอบความถูกต้อง
ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้รัฐบาลขยายเวลาการทำงานของ คตส.ออกไปอีก 1 ปีนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ทำตามข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้สำหรับการยกระดับอารยะขัดขืนรัฐ ที่จะใช้ระดับความเข้มข้นในการชุมนุม ซึ่งจะใช้มาตรการที่เรียกว่า สิทธิที่จะไม่เชื่อฟังรัฐบาลนั้น ต้องหารือกับแกนนำก่อน พร้อมยืนยันยังไม่มีใครยื่นข้อเสนอสมานฉันท์มาให้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่า สตง. ได้รับรองม็อบด้วยตัวเอง และออกอาการยิ้มหน้าบานจนเห็นได้ชัด พร้อมกับจัดขนมขบเคี้ยวไว้คอยต้อนรับด้วย
ตร.คุมเข้มรับมือดาวกระจาย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในสายวันเดียวกันนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. ได้ลงนามคำสั่งในหนังสือด่วนที่สุดที่ 0016.125/88886 ถึงนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.)และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 ผู้บังคับการตำรวจ 191 ผู้บังคับการตำรวจจราจร ให้ปฏิบัติตามแผนรักษาความสงเรียบร้อยและจัดการจราจรในการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภาและสถานที่ราชการสำคัญที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวไปในพื้นที่ต่างๆ ตามแผนยุทธศาสตร์ดาวกระจาย และดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการจัดกิจกรรมบริเวณหน้ารัฐสภา ระหว่างที่มีการเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่อให้การปฏิบัติในการรักษาความสงบเรียบร้อยและจัดการจราจรในการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ขอให้ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยดำเนินการตามแผนมกรา 50 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ กทม.ของ บช.น.อย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการสืบสวน หาข่าวติดตามพฤติการณ์กลุ่มบุคคลที่อาจก่อความไม่สงบ หรืออาจส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างใกล้ชิด
สั่งหน่วยปราบจลาจลเตรีมพร้อม
ผบช.น. ยังกำชับสั่งการผู้ปฏิบัติทุกหน่วยให้เพิ่มความถี่ในการออกตรวจตราเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ป้องกันการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์หรือก่อความวุ่นวาย โดยเฉพาะ สน.ที่มีพื้นที่รับผิดชอบเส้นทางที่จะผ่านเข้าพื้นที่ลานพระราชวังดุสิต คือ สน.สามเสน สน.ดุสิต สน.นางเลิ้ง สน.ใกล้เคียง ให้ตั้งจุดตรวจค้น สังเกตการณ์ เฝ้าระวัง บริเวณเส้นทางดังกล่าว ตั้งแต่เวลา 06.00 น.วันที่ 9 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป พร้อมสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายต่างๆ จำนวน 10 นาย เป็นชุดเคลื่อนที่เร็วประจำ สามารถเข้าระงับเหตุการณ์ความไม่สงบในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้ทันทีและให้กองบังคับการที่ยังมิได้รับมอบหมายให้จัดกำลังตำรวจปราบจลาจลเข้าร่วมปฏิบัติตามภารกิจนี้ ให้จัดเตรียมกำลัง ปจ. กองบังคับการละ 1 กองร้อย 150 นาย เตรียมพร้อมไว้ ณ ที่ตั้งของแต่ละหน่วยด้วย พร้อมปฏิบัติการได้ทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บก.ตปพ. บก.น.7 และ บก.น.8 ให้เพิ่มความเข้มในการเตรียมความพร้อมของกำลัง ปจ.ให้พร้อมปฏิบัติการได้ทันที
สกัดม็อบไม่ให้ไปรัฐสภา
สำหรับการการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณรัฐสภาและพื้นที่ต่อเนื่องนั้น ผบช.น. กล่าวว่า ให้ถือปฏิบัติวันที่ 9 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ โดยดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด ดังนี้ บก.น.8 จัดตั้งกองรักษาการณ์ขึ้นบริเวณอาคารจอดรถ สวนสัตว์ดุสิต ฝั่งตรงข้ามอาคาร รัฐสภา
โดยมอบให้ ผกก.สน.ดุสิต ประสานการปฏิบัติกับผู้เกี่ยวข้องให้เรียบร้อย และดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนเวลา 07.30 น.จัดเตรียมแผงเหล็กตั้งวางไว้บริเวณเกาะกลางถนนอู่ทองใน ด้านหน้ารัฐสภา ตั้งแต่แยกอู่ทองใน ถึงบริเวณพระที่นั่งอภิเษกดุสิต ผกก.สน.ดุสิต จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ 10 นายปฏิบัติภารกิจบริเวณประตูทางเข้าสวนสัตว์ดุสิต ฝั่งด้านถนนพระราม 5 และประตูทางเข้าสนามเสือป่า ด้านถนนศรีอยุธยา โดยให้ประสานกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสวนสัตว์ สำนักพระราชวัง และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อขอความร่วมมือป้องกันมิให้กลุ่มผู้ชุมนุมใช้เป็นทางผ่านไปยังรัฐสภาเป็นอันขาด
ส่งสายสืบปะปน-หาข่าว
นอกจากนี้ยังสั่งการให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพร้อมรถจักรยานยนต์ 2 คัน ขับตรวจตระเวนบนถนนอู่ทองในตั้งแต่แยกอู่ทองใน ถึงบริเวณปั๊ม ปตท.สนามเสือป่า ประสานขอรับการสนับสนุนยานพาหนะประเภทต่างๆ เช่นรถดับเพลิง รถบรรทุกน้ำ รถสุขา รถพยาบาล จาก กทม. กำหนดจุดจอดให้เรียบร้อย
เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจกรณีมีเหตุการณ์ต่างๆ จัดเจ้าหน้าที่บันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวเหตุ การณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไว้ตลอดเวลาโดยให้ถือปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้ ซึ่งได้กำหนดแนวทางกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมแบ่งกลุ่มย่อยไปจัดกิจกรรมยังสถานที่ต่างๆ กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเข้าไปในบริเวณถนนอู่ทองใน หน้ารัฐสภาได้ ให้จัดเจ้าหน้าฝ่ายสืบสวน ปะปนกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อหาข่าวและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ไม่เคารพกฎหมาย!คตส.ดื้อไม่ไปพบกองปราบฯตามหมายเรียกครั้งที่2พรุ่งนี้
.jpg)
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคตส. แถลงภายหลังการประชุม คตส.ว่า ที่ประชุมมีมติไม่ไปพบพนักงานสอบสวน ของกองปราบปราม ที่ออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ โดย คตส.จะไม่ไปไหน จะมาปฏิบัติหน้าที่ ที่ คตส.ตามปกติ พร้อมกันนี้ คตส. ได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาคำสั่งของกองปราบปราม โดยได้แนบเอกสารเหตุผลที่ไม่ไปพบตามหมายเรียก และคำพิพากษาของศาลฎีกา กรณียกคำร้องที่มีการฟ้องร้องหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดย คตส.ถือว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีส่วนรับรู้กับการกระทำครั้งนี้ของกองปราบปรามด้วย
ดังนั้น จะมีการขอศาลออกหมายจับจริงขอให้นายตำรวจชั้นยศ พ.ต.อ. ขึ้นไป ขอออกหมายจับ เพราะตามคำสั่งหมายเรียกได้ลงชื่อนายตำรวจยศชั้น พ.ต.อ.เช่นเดียวกัน หากจะให้นายตำรวจชั้น ร.ต.ต. ถือว่าไม่เหมาะสม
“เฉลิม” ชี้พันธมิตรฯ อารยะขัดขืนไร้สาระ ระบุประชาชนต้องทำตามกฎหมาย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีพันธมิตรประชาชนเตรียมยกระดับการชุมนุมเป็นอาระยะขัดขืน เสนอให้ประชาชนไม่จ่ายภาษีให้รัฐบาลว่า ตนขอไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับพันธมิตร เพราะมองว่า เป็นเรื่องไร้สาระ ประชาชนในประเทศใด ๆ ล้วนต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในประเทศ ใครก็ตามหรือเป็นกลุ่มใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศที่พลเมืองอยู่ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรได้เปลี่ยนท่าทีจากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกคนเดียวเป็นให้คณะรัฐมนตรีลาออกทั้งคณะแทน รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ถ้านายกรัฐมนตรีลาออกเพียงหนึ่งคน คณะรัฐมนตรีก็ต้องออกทั้งหมด เพราะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เรื่องดังกล่าว ตนว่า มันเลอะเทอะ จึงไม่อยากพูดถึง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อยากให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าวเพื่อเป็นทางออกให้กับชาติบ้านเมือง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เคยบอกไปแล้ว มีบุคคลไม่กี่คนในประเทศไทย เช่น นายอานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี นายโคทม อารียา หรือพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4 - 5 คน ที่ตนไม่กล้าไปแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากเห็นด้วยจะหาว่า ไปเชลียร์ ลองใครไปแสดงความไม่เห็นด้วยกับคนเหล่านี้รับรองได้ ต้องกลายเป็นคนชั่วภายในพริบตา ดังนั้นตนไม่กล้าแสดงความเห็น และไม่ขอแสดงความเห็น
ต่อข้อถามที่ว่า การเสนอคนกลางมาไกล่เกลี่ยปัญหามองว่าเป็นอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า บ้านเมืองถ้าทำให้เกิดความสงบความสมานฉันท์ได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่มันต้องไปดูต่อว่า ความไม่สงบเกิดจากอะไร หากเกิดจากพฤติกรรมที่เอาอย่างใจ มันแก้ลำบาก เพราะมันต้องเคารพกติกา เดินไปตามครรลองหลักการ ถ้าเอาความต้องการของกลุ่มตนเองมันไม่จบสิ้นหรอก
ถามว่า ถ้านำเอาอดีตนายกรัฐมนตรีมาประสาน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็น
เมื่อถามว่า ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการชุมนุม แต่มีเงื่อนไขต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ต้องไปตื่นเต้นกับเอแบคหรอก ตนเห็นด้วยกับการชุมนุม มันต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิในการชุมนุม แต่การชุมนุมต้องไม่ไปกีดขวางทางจราจร เช่น ที่บริเวณท้องสนามหลวง สวนลุมพินี หรือวงเวียนใหญ่
เรื่องนี้ทุกคนคิดเป็นเหมือนกัน แต่นี่เหมือนกับเป็นบ้านป่า เมืองเถื่อนชอบทำกันตามใจ อย่างไรก็ตามกำลังหาทางออกอยู่ ส่วนคนมีหน้าที่ก็ได้ทำอยู่แล้วรัฐบาลก็ทำอยู่ไม่ใช่ไม่ทำ ส่วนกลุ่มพันธมิตรนั้น ต่อไป ตนก็ไม่อยากพูดถึง ไม่ขอพูดอีกโดยเด็ดขาด โดยจะไม่พูดในที่เปิดเผย สุดท้ายเรื่องนี้ทางประชาชนเขาจะเป็นผู้ตัดสินเอง

