ที่โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์พาร์ค กทม. วันที่ 11 มิ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้จัดการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " เนื่องในโอกาสครบรอบสิบปีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.เป็นประธานในการเปิดงาน
ในการประชุมเชิงวิชาการในหัวข้อ "10 ปีกกต. ก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน " ทูตสวิสฯชี้หากม็อบทำตามใจชอบประเทศเสียหาย
นายโรดอล์ฟ เอส .อิมฮอฟ ( Mr.Rudolphe S.Imhoof ) เอกอัครราชทูสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย ได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมการการเสวนา โดยได้ปาฐกถาในหัวข้อ " การเลือกตั้งกับประชาธิปไตย " ว่า การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้เต็มรูปแบบ เพราะประชาธิปไตยมีความหมายมากกว่าการเลือกตั้ง เนื่องจากต้องมีภาคประชาสังคมที่แข็งแกร่งด้วย เสียงส่วนมากไม่ใช่จุดมุ่งหายของนักการเมือง แต่ต้องการสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่ง ไม่มีนักการเมืองคนไหนจะประสบความสำเร็จได้ถ้าไม่มีความคิดเช่นนี้
นายโรดอล์ฟ กล่าวถึงการลงประชามติว่า การลงมติเป็นการออกเสียงรับหรือไม่รับซึ่งจะเป็นการกำหนดทิศททางของสังคม สวิสมีประชาธิปไตยทางตรงมากที่สุด คือทำประชามติในเรื่องต่าง ๆ ประชาชนมีสิทธิแสดงความเห็นความชื่นชอบในเรื่องต่าง ๆ หากเราจะลงประชามติว่าชื่นชอบนายกฯหรือไม่ก็ทำได้เพียงแต่เปลี่ยนเป็นคำถามว่า เห็นด้วยกับทิศทางนี้ของสังคมหรือไม่
ตนได้อ่านบทความของศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ระบุว่า ประชาธิปไตยของไทยจำเป็นต้องหามุมมองอื่นนอกจากการแสดงออกทางท้องถนน ศ.นิธิพูดเรื่องนี้ถูกต้อง การที่ยอมให้คนจำนวนมากมาชุมนุมอาจะทำให้รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ และการชุมนุมอาจทำให้เกิดสถานการณ์ ทำตามใจชอบและอาจะทำให้เกิดการเสียหายได้ ประชาธิปไตยตามท้องถนนนั้นเป็นประชาธิปไตยได้ แต่คนกลุ่มน้อยที่มาชุมนุมนั้น จะสิ้นสุดอิสรภาพลงเมื่ออิสรภาพคนอื่นเริ่มต้น
ขณะที่นายโรเบิร์ต ดาห์ล( Mr.Robert Dahl ) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสมาคมระหว่างประเทศเพื่อระบบการเลือกตั้ง ( IFES ) ปาฐกถาในหัวข้อ (การดำเนินการเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง : การศึกษาเปรียบเทียบจากประสบการณ์ประเทศไทยและต่างประเทศ) ว่า การที่ให้ระยะเวลา กกต. พิจารณารับรองผลการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 30 เท่านั้นจึงเป็นระยะเวลาท่สั้นและกดดันจนเกินไปสำหรับการให้ใบเหลืองใบแดงจึงควรยืดเวลาออกไปเป็น 60 วัน เพื่อให้เวลาในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน
นอกจากนี้การให้อำนาจ กกต. ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียน อาจเป็นการให้อำนาจมากเกินไปกับหน่วยงานที่จัดการเลือกตั้ง ทำให้กกต.มีบทบาททั้งการเป็นตำรวจ ศาล และลูกขุนในเวลาเดียวกัน และทำให้กกต. มีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งไม่ดีเท่าที่ควรและเป็นเป้าในการทุจริตได้ง่าย จึงเสนอให้มีศาลเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียน โดยอาจให้มีองค์คณะผู้พิพากษาจำนวนห้าคนที่เลือกจากศาลอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเลือกตั้งทั้งหมดและให้ถือว่าคดีถึงที่สุด
ทั้งนี้การแจกใบเหลืองใบแดงดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเพราะ ผู้สมัครที่ได้ใบเหลืองละได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ ขณะที่หากได้ใบแดง คนที่มาจากพรรคเดียวกันก็มักจะได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าพอ จึงเห็นว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเลิกการเลือกตั้งใหม่และเลื่อนผู้สมัครที่ได้คะแนนลำดับถัดไปขึ้นมาแทน
นายอภิชาต กล่าวถึงข้อเสนอแนะขององค์กรต่างประเทศว่า มีหลายเรื่องที่มีแนวคิดตรงกับ กกต. เช่น การขยายเวลาพิจารณาตัดสินให้ใบเหลืองใบแดงของกกต.ให้เป็น 60 วัน แทนที่จะเป็น 30 วันเช่นทุกวันนี้ เพราะเวลาที่สั้นนั้นเป็นการกดดัน กกต. ส่วนแนวคิดที่จะตั้งศาลเลือกตั้งนั้น กกต.ก็เห็นเช่นเดียวกันว่า ควรให้มีศาลเลือกตั้ง รับผิดชอบในคดีที่เกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง
"นอกจากนี้เรายังเห็นด้วยกับกรณีที่มีการเสนอว่าผู้สมัครที่ได้รับใบเหลืองหรือใบแดงจาก กกต. ควรเลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนเป็นอันดับสองขึ้นมาแทน ซึ่งทำให้ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่หลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้การแก้ในหลาย ๆ ข้อต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่าหากมีการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต กกต ก็จะเสนอประเด็นเหล่านี้เช่นกัน" ประธานกกต.กล่าว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, June 12, 2008
ต่างชาติอัดยับม็อบป่วนประเทศชาติเสียหาย
ประเวศ วะสี กับภารกิจล้มรัฐบาลเลือกตั้ง จับมือม็อบพันธมิตร “แยกกันเดิน รวมกันตี”

ผมล่ะประหลาดใจจริงๆ ว่าทำไมทุกครั้งที่บ้านเมืองมีปัญหา หมอประเวศ วะสี จะต้องออกมาซ้ำเติมสถานการณ์ ด้วยการนำเสนอข้อคิดความเห็นให้มันยุ่งยากสับสนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก
การนำเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนจะหวังดี แต่กลับมีประสงค์ร้าย ติดปลายข้อเสนอมาด้วยเสมอ
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน บนสถานการณ์การชุมนุมของม็อบพันธมิตร เพื่อขับไล่รัฐบาล หรือ ล้มล้างรัฐบาล และเรียกร้องหารัฐบาลที่ไม่ได้มาด้วยวิธีการตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การขับเคลื่อนของม็อบพันธมิตร ที่ทำท่าจะอ่อนแรงลงทุกวัน เพราะขาดแนวร่วมจากประชาชนเข้ามาสนับสนุน เนื่องจากผู้นำม็อบทั้ง 5 คน ยึดถือตัวตนของตนเป็นใหญ่ ไม่รับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน ไม่สนใจความเดือดร้อนของผู้อื่น ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตร
น่าสังเกตว่าในวันที่ ม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในสังคม และกำลังจะระโหยโรยแรงแห้งเหี่ยวคาถนนราชดำเนิน ประเวศ วะสี กลับออกมาเป็นนายหน้าค้าความ หาทางลงให้แก่ม็อบพันธมิตร ด้วยการยื่นข้อเสนอให้พรรคพลังประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อยุติปัญหาการเผชิญหน้าของคนในชาติ
"หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติสุดๆ ก็ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อออกจากสังคมการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์และทุกพรรค ต้องมาร่วมมือกันช่วยกันทดลองทำสัก 1-2 ปี แล้วดูว่าเป็นอย่างไร หากผมเสนอเรื่องนี้เวลาปกติคงไม่มีใครเอาด้วย อาจจะถูกด่าแต่ถ้าประเทศวิกฤติ จนหาทางออกไม่ได้แล้วก็น่าจะเปลี่ยนสภาพความขัดแย้งที่มีมาตลอด กลายมาเป็นการร่วมมือกัน ดังนั้น พรรคพลังประชาชน ต้องเป็นตัวกลางในการแก้ปัญหาตามข้อเสนอ และเป็นผู้ดำเนิน"
ข้อเสนอของ ประเวส วะสี ดูเหมือนว่าจะปรารถนาดีต่อประเทศชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นการยื่นข้อเสนอเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่และล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย
คงทราบกันดีแล้วว่าทุกพรรคการเมือง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ประสานเสียงปฏิเสธข้อเสนอของ ประเวศ วะสี อย่างพร้อมเพรียงกัน และชี้ว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าท่า ไม่เป็นไปตามหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แทนที่จะหยุดตัวเอง และข้อเสนอที่ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกพรรคการเมืองไว้เพียงเท่านั้น ประเวส วะสี ยังคงดึงดันและพยายามที่จะเสนอความเห็นอีกครั้งด้วยการเรียกร้องให้อดีตนายกรัฐ มนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาร่วมหารือกันเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศ ที่ประเวศ วะสี เชื่อว่าถึงทางตันแล้ว
เสียงสะท้อนจากข้อเสนอที่สอง ก็ไม่แตกต่างจากข้อเสนอครั้งที่หนึ่งคือ ได้รับการปฏิเสธจากทุกชื่อที่ถูกเอ่ยอ้างถึง โดยเฉพาะ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงกับตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีเวที 4 อดีตนายกรัฐมนตรีมาหารือกัน พูดกันแล้วทำอะไรได้แค่ไหน ในเมื่อขณะนี้ก็มีนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่บริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของชาติอยู่แล้ว
พิจารณาจากนำเสนอข้อคิดความเห็นทั้ง 2 ครั้งของประเวศ วะสี ต้องบอกว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ปกติ เป็นข้อเสนอที่อ้างว่าถึงคราวคับขัน เป็นสถานการณ์วิกฤต เป็นวาระพิเศษของประเทศ ที่จะต้องแก้ไขด้วยวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นการเสนอเพื่อผ่าทางตัน
อ่านความคิดของ ประเวศ วะสี แล้ว จะพบว่า ประเวศ เชื่ออย่างสนิทใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เดินมาถึงทางตัน จนกระบวนการแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกติ ไม่สามารถเยียวยาแก้ไขได้อีกแล้ว เนื่องจาก ม็อบพันธมิตรกำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาล และไม่มีใครยอมถอยให้ใคร ในขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีความสามารถที่จะดำเนินการให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติได้ ดังจะเห็นจากการนำเสนอความเห็นประกอบข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า
"ขณะนี้ประชาชน เริ่มวิตกกังวล ไม่อยากให้มีการนองเลือด ซึ่งปริ่มๆ จะมีการนองเลือดจึงควร ถือเป็นโอกาสในการแก้ปัญหา เนื่องจากตลอดเวลากว่า 70 ปี นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สังคมไทยอยู่ในวังวนของการต่อสู้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้สมองส่วนหลังแบบสัตว์เลื้อยคลาน ทำให้สมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผล เรื่องความดีงามไม่เจริญจึงเห็นว่าสังคมไทยอยู่ในสังคมแบบนี้มานานเกินไป จึงต้องรีบหาทางออกจากสังคมการต่อสู้ ด้วยการมองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ มีเมล็ดพันธุ์ความดี ไม่ใช่สัตว์ร้าย ที่คอยรบราฆ่าฟันกัน และต้องใช้ความจริงมาพูดกัน การหลบซ่อนไม่ใช่ทางออก
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยออกมาในรูปของการแก้รัฐธรรมนูญต่างๆ ข้างหนึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ อีกข้างหนึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดความสงสัยต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่สุจริต และไม่ไว้วางใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเคลื่อนไหวอะไร เป็นเรื่องบ้านเมือง หรือประโยชน์ส่วนตัว การที่รัฐบาลเสียงข้างมากจะแก้รัฐธรรมนูญ กลุ่มที่เกิดความสงสัยในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คิดว่าจะทำให้พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น"
ประเวศ วะสี มีความเชื่อโน้มเอียงอย่างมากว่าสังคมไทย กำลังเผชิญหน้า และใกล้จะมีเหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งหนึ่ง โดยชี้ว่า ทักษิณ ชินวัตร คือต้นเหตุของความขัดแย้งที่จะทำให้เกิดการนองเลือด และความรุนแรงขึ้น แต่ละเลยที่จะกล่าวถึงม็อบพันธมิตร ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการรัฐประหารในครั้งที่แล้ว และกำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดการการไม่ยอมรับกระบวนการบริหารงานตามรัฐธรรมนูญ
หากไม่นับ กลุ่มแกนนำม็อบพันธมิตร ที่ต้องการให้มีการเผชิญหน้า ปะทะ และนองเลือดแล้ว ก็คงมี ประเวศ วะสี อีกคนเดียวเท่านั้น ที่เชื่อว่าประเทศไทยจะมีความขัดแย้งจนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด ในเร็วๆ นี้
แกนนำม็อบพันธมิตรทั้ง 5 คนคิดวางแผนกันแทบเป็นแทบตาย ที่จะยั่วยุให้ตำรวจ ทหาร ลุยล้อมปราบผู้ชุมนุมที่ถูกปลุกระดมให้มาชุมนุมกัน แต่ตำรวจทหาร ไม่หลงกล ไม่เดินเข้าไปในบ่วงบาปที่วางดักไว้
เหตุการณ์นองเลือดจึงไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ส่งผลให้แผนยั่วยุของม็อบพันธมิตรไม่บรรลุเป้า หมาย และประเทศไทยก็ยังคงสงบเรียบร้อยดี ไม่เป็นไปตามจินตนาการของประเวศ วะสี
มุกทั้งหมดที่ประเวศ วะสี จุดพลุนำเสนอขึ้นมาจึงกลายเป็นมุกแป๊ก เพราะไม่มีใครขานรับ กระทั่งประชาธิปัตย์ที่หนุนหลังม็อบพันธมิตร ก็ยังต้องกลั้นใจส่ายหน้าปฏิเสธ เนื่องเพราะข้อเสนอของประเวศ วะสี เป็นข้อเสนอที่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ครั้ง 2 ครา
ข้อเสนอแรกที่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นั้น ขัดกับมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ไม่มีบทบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประกอบกับรัฐธรรมนูญ ยังเขียนไว้ด้วยว่า "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้"
ข้อเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติของประเวศ วะสี จึงเข้าข่ายที่จะขัดรัฐธรรมนูญชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลแห่งชาติ ที่นำเสนอมานั้นมิได้แจ้งที่มาว่ามาด้วยวิธีการใด ในขณะที่เบื้องหลังความคิดเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น ประเวศ วะสี มีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีที่มาตามรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน
ข้อเสนอที่สองที่เสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรี 4 คน มาหารือกันถึงทางออกของประเทศไทย เพราะเชื่อว่าถึงทางตันแล้ว และป้องกันเหตุนองเลือด นั้น ก็เป็นการขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี คือ สมัคร สุนทรเวช เป็นผู้บริหารประเทศ และใช้อำนาจบริหาร ตลอดจนแก้ไขปัญหา อยู่แล้ว ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีอีก 4 คน หาได้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแต่อย่างใด
ประเวศ วะสี ไม่ใช่คนโง่ หากแต่แกล้งโง่ ไม่ใช่คนไร้เล่ห์ แต่เป็นคนเจ้าเล่ห์
ข้อเสนอของประเวศ วะสี หากฟังอย่างผิวเผิน ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ก็ดูเหมือนว่าเจตนาดี แต่ที่แท้แล้วกลับประสงค์ร้ายต่อรัฐบาล และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องเพราะเป็นข้อเสนอที่มีเจตนาล้มล้างรัฐบาลชุดปัจจุบัน และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้เป็นตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับที่ม็อบพันธมิตร ต้องการ และกำลังเดินไปให้ถึง
แต่เนื่องจากม็อบพันธมิตร ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งแปลว่าวิธีการปลุกระดมมวลชนกดดันรัฐบาล ไม่น่าจะประสบผลสำเร็จ จอมบงการผู้อยู่เบื้องหลังการขับไล่รัฐบาล จึงต้องทิ้งไพ่ลงมาอีกใบหนึ่ง ซึ่งก็คือ ไพ่ที่ชื่อประเวศ วะสี หวังว่าภาพลักษณ์ปัญญาชน บนตำแหน่งราษฎรอาวุโส ที่อุปโลกน์ตั้งกันขึ้นมาเอง จะทำให้สังคม ประชาชนหันมาให้ความสนใจสนับสนุน และทำให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบาก ต้องเผชิญหน้ากับแกนนำปัญญาชนอีกกลุ่มหนึ่ง มิใช่มีปัญหากับม็อบพันธมิตรเพียงด้านเดียว
ทว่าข้อเสนอของ ประเวศ วะสี กลับเป็นกระสุนด้าน เป็นพลุที่จุดไม่ติด เพราะถูกพรรคการเมืองร่วมกันสาดน้ำใส่จนกลายเป็นข้อเสนอที่ไม่เข้าที่สุด และประเวศ วะสี ก็ต้องหลุดวงโคจร ไปทันที เนื่องจากนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างมีอคติ ไม่สุจริตใจ นั่นเอง
เหตุที่ข้อเสนอของประเวศ วะสี ไม่ได้รับการตอบสนองจากสังคม ประชาชนทั่วไป ก็เพราะไม่มีใครเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดเริ่มต้นของการนองเลือด ดังที่ประเวศ วะสี นำมาฉายภาพหลอกให้หลงเชื่อ
คนส่วนใหญ่ในสังคมยังเชื่อว่า สถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีเงื่อนไขสุกงอกมากพอที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าจนนำสู่เหตุการณ์นองเลือดได้ แม้ว่าม็อบพันธมิตรจะยั่วยุให้เจ้าหน้าที่รัฐลงมืออย่างไร ก็ไม่สำเร็จ และทางแก้สถานการณ์ในขณะนี้ก็ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด เพียงแต่ม็อบพันธมิตร เดินออกจากถนนราชดำเนิน กลับไปอยู่ในที่ตั้งที่บ้านพระอาทิตย์ หรือ หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แล้วปล่อยให้กระบวนการต่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ดำเนินไปตามปกติ ตามกฎกติกาที่กำหนดกันไว้ สถานการณ์ของประเทศไทย ก็จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ
เนื่องเพราะปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันแล้ว ก็มีแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากม็อบพันธมิตร เท่านั้น ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการทำงานของทุกคน ทุกฝ่ายในประเทศ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน
หากจะกล่าวว่าเหตุที่ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ก็เพราะม็อบพันธมิตรที่มาปิดถนนราชดำเนินและก่อกวนการทำงานของรัฐบาล นั่นเอง
ดังนั้น ประเวศ วะสี ควรจะเรียกร้องต่อม็อบพันธมิตร ให้ยอมรับกฎหมาย เคารพกติการัฐธรรมนูญ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มากกว่าที่จะมาเรียกร้องให้รัฐบาล ยอมรับการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และ นำคนซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้ามาทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยากมากขึ้นอีก
หากเห็นแก่บ้านเมือง หากเห็นแก่ชื่อเสียงในอดีตของตัวเองที่สร้างสมมานานเกือบชั่วชีวิต หากเห็นแก่ความเรียบร้อยของประเทศ ประเวศ วะสี ต้องเดินไปหาม็อบพันธมิตร และอัญเชิญให้ออกไปจากถนนราชดำเนิน เพื่อที่ทุกระบบ ทุกกระบวนการของประเทศนี้ จะได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ กันเสียที
เว้นเสียแต่ ประเวศ วะสี ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกับม็อบพันธมิตร คือ ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ล้มล้างรัฐบาลเลือกตั้ง เพราะมุ่งหวังให้ประเทศไทยตกอยู่ใต้การอำนาจของจอมเผด็จการผู้บงการแห่งบ้านสี่เสาเทเวศร์ ตลอดกาล
หากเป็นเช่นนั้น ก็ป่วยการที่จะแยกกันเดินแล้วรวมกันตี เพราะวันนี้ คนทั้งประเทศเห็นกันหมดแล้ว ว่าตัวตนที่แท้จริงของประเวศ วะสี ก็มิได้แตกต่างจากม็อบพันธมิตร ที่เป็นเพียงปัญญาชนรับจ้างและม็อบรับจ้าง ที่รับงานมาจากจอมบงการผมสีขาวคนหน้าเดิม นั่นเอง
ขอเชิญพวกเรายืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่ ประเวศ วะสี ผู้จากไปด้วยเถิด
ฟ้าฟื้น
จาก thai-grassroots
คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีก ในฉบับที่ 172 วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อาสารับหน้าเสื่อจัดการพวกมารประชาธิปไตย ทั้งหลายที่คอยหลอกคอยหลอนไม่มีที่สิ้นสุด คนพวกนี้นับวันจะเหิมเกริมหนักข้อ ไม่รู้ถูกรู้ผิด ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย ที่พวกมันสร้างขึ้นมาเองด้วยซ้ำ น่าจับไปเข้าหม้อถ่วงน้ำให้หมด ประเทศจะได้พัฒนาไปข้างหน้าเสียที ** สภาสนามหลวงต่อต้านเผด็จการ ที่มี สุรชัย แซ่ด่าน เป็นประธานทำหน้าที่แข็งขันอยู่ ฝ่าวิกฤติชาติด้วยการ ปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ใหม่ เปิดเวทีใหญ่เฉพาะ วันศุกร์-เสาร์ เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ ไม่ว่าง แต่จะดำเนินการใน “ยุทธการสอยดาว” เพื่อจัดการกับกลุ่มป่วนเมือง “ยุทธการดาวกระจาย” ส่วนจะทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นความลับสุดยอด ขนาด SMS ประชาทรรศน์ จะขอหมายข่าวล่วงหน้า เขายังจะบอกก่อนเวลาปฏิบัติการแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่เป็นไร ด้วยความเข้าใจ ใครอยากร่วมปฏิบัติการนี้รอฟังข่าวทาง SMS ประชาทรรศน์ได้ พิมพ์ N9 ส่งมาที่ 4849054 ** “พันธมารธิปไตย” ดุเดือดขึ้นทุกวัน นอกจากจะปิดถนนเดือดร้อนกันไปทั่วถ้วนแล้ว ยังทำซ่า เดินป่วนเมือง อ้างว่าเป็น “ยุทธการดาวกระจาย” เดินหน้าสาละวนกับ “ระบอบทักษิณ” ทั้งที่ยุคนี้นายกรัฐมนตรีชื่อ สมัคร สุนทรเวช รัฐบาลที่ถูกต้องชอบธรรมตามกติกา หลายคนเลยไม่เข้าใจว่าจะมาพูดเรื่องเก่า เรื่องเดิม ที่ โกหกพกลม แกนนำโดน ขึ้นศาล กี่คดีแพ้หมด ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา “3 คดี 6 ปี” แล้วไม่ใช่หรือ นี่ยังไม่เข็ด ยังออกมาเคลื่อนไหว บวกไปบวกมา เดี๋ยวจะรู้สำนึก หากศาลใช้บรรทัดฐานเดียวกันคงจะได้เห็น คนเอาแต่ได้ ทยอยเรียงรายติดคุกหลายร้อยปี ** มีหลายคนส่งข้อมูลให้ แทง แทนไท นำมาบอกกล่าว คนที่ไปหลงงมงายกราบไหว้พวกลัทธินอกรีต เลียนแบบพระพุทธศาสนา ทั้งที่มีประวัติทำสิ่งที่ไม่เคารพยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เหิมเกริมได้ที่ จนกระทั่ง มหาเถรสมาคม ต้องออก “ปกาสนียกรรม” กรณี สันติอโศก แต่วันนี้พวกม็อบ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำคนกลุ่มนี้ออกมาเชิดหน้าชูตาในสังคม ถึงขนาดแกนนำม็อบคนสำคัญไป ก้มกราบแทบเท้า แถมมีการให้ขึ้นเวที ทำพิธีสวดเลียนแบบพระสงฆ์ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ การทำ พิธีใส่บาตรเยี่ยงพระภิกษุสงฆ์ ** นี่แหละที่เขาว่า คนไทยลืมง่าย มหาเถรสมาคมได้ออก ปกาสนียกรรม ให้กับกลุ่ม สันติอโศก เมื่อปี 2533 ห่างกันเพียง 18 ปี เท่านั้น ลืมกันหมด ไปร่วมสังฆกรรมกับคนกลุ่มนี้ กันมากมาย เอ้า...ใครที่ลืมแล้ว หาอ่านข้อมูลได้จากประชาทรรศน์ รายวัน เล่มที่อยู่ในมือท่านเล่มนี้แหละ เอามาลงกันอย่างละเอียด และละเอียดยิ่งกว่าใน นิตยสารรายสัปดาห์ประชาทรรศน์ ฉบับที่ 72 วางแผงวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายนนี้ แน่นอน! กองบรรณาธิการได้เดินทางเข้านมัสการและขอความรู้ทางด้านพระศาสนา แบบคำต่อคำกับ ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ที่วัดมหาธาตุฯ ** แทง แทนไท คงไม่เขียนอะไรมาก นอกจากต้องขออนุญาตต่อดวงวิญญาณของอาจารย์หม่อมฯ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ที่น่าเคารพทาง ความคิด คำพูด การกระทำ ทางด้านภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ในการอ้างอิงจากบทความของท่าน “ผมเองกลับเห็นว่า การเอาสันติอโศกไปขึ้นกับมหาเถรสมาคม เท่ากับเอาเหี้ยไปปล่อยใส่วัดนั้นแน่นอน วิธีการประนีประนอมก็ดูจะสิ้นสุด” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช คอลัมน์ซอยสวนพลู นสพ.สยามรัฐ 3 กันยายน 2531 ** ใครจะไปร่วม เป็นเครื่องมือ เป็นขบวนการ ให้กับ ลัทธินอกรีต เหล่านี้ ดวงตาเห็นธรรมหรือยังว่า ทำไม “พวกนอกรีต” จึงออกมา คัดค้าน! การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มีการ บัญญัติให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ดวงตาเห็นธรรม กันหรือยัง เขาเคยโดนขับไล่ออกจากวงการพระสงฆ์มาแล้ว หากมีการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พวกนอกรีตนี้ไม่มีสิทธิมาทำตัวแอบอ้างเหมือนพระสงฆ์ เช่นการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “อาตมา” การออกเดิน “บิณฑบาต” การสวดมนต์ในบทสวดของพระพุทธศาสนา เพราะทำให้ผู้คนเข้าใจผิดได้อีก เมื่อเห็นดังนี้แล้ว พุทธศาสนิกชน ควรจะห่าง “เอี้ย” หรือจะไปร่วมอยู่เป็นพวก “เอี้ย” คิดกันเอาเองก็แล้วกัน ** พรรคเก่าแก่ ยังเมาหมัดไม่หาย บอกกับสาธารณชนว่าจะ เสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ของจริงดัน เสนอญัตติ อุ้มชูรัฐธรรมนูญ 2550 หน้าตาเฉย ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา โดยบิดเบือนว่ามีกลุ่มคนพยายามสร้างกระแสให้ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ดี แสดงว่าพรรคเก่าแก่เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ดี อย่างนั้นล่ะสิ แน่จริงไม่พูดมาล่ะ หรือต้องการ เสนอญัตติเพื่อเตะถ่วง ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ** พรรคเก่าแก่ รู้ทั้งรู้ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มีความย่ำแย่ขนาดไหน ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย และ ทำลายระบบนิติรัฐ หัวหน้าพรรคไปพูดในวงวิชาการที่ไหนล้วนถล่มในเรื่องเหล่านี้ไปกับเขา แต่ เวลาจะเดินเกมการเมือง นี่มันเหนือกว่างานวิชาการ ที่หัวหน้าพรรคไปพูดไปคุยกันหรืออย่างไร แทง แทนไท ปลงกับพรรคนี้จริงๆ ไม่รู้เอาอุดมการณ์ ทิ้งตุ้ม ฝังไห ไปไหน ปลงตั้งแต่ การเสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 และ การทำตัวเป็นกองงานโฆษก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
ดูแล้วแสนจะทุเรศทุรังกับอุดมการณ์ที่หยิบยกมากล่าวอ้าง อุดมการณ์มั่นคง...ตรงไหน แถมยังไปช่วยม็อบพันธมารทำตัวเป็นอีแอบ หนุนหลังม็อบ โดนจับได้ไล่ทัน คราวนี้ก็ใช้คำอ้างสารพัด เมื่อก่อนที่ พรรคเก่าแก่เป็นแกนนำรัฐบาล เที่ยวไปกล่าวหาคนนั้นคนนี้ พรรคนั้นพรรคนี้อยู่เบื้องหลังม็อบ วันนี้ตัวเองทำเสียเอง น่าไม่อาย หรือจะบอกว่าไม่ใช่ ก็ไปสาบานที่วัดพระแก้วกันเลยดีกว่า
ความพิกลพิการของสังคมไทย

ยิ่งได้อ่านความคิดเห็นของสาธารณชนทั่วไปบนเว็บไซต์หลายๆ แห่ง ยิ่งได้กลับบ้านไปนั่งชมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในช่วงนี้ แล้วย้อนกลับมาดูสภาพของสังคมไทย ก็ยิ่งทำให้เวทนาไปไกลสุดกู่จริงๆ...???
ยังไงวันนี้ก็ต้องขอบ่นตามประสาคนไทยคนหนึ่ง ให้ได้ยินกันสักวัน...
เริ่มต้นที่ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผู้เล่นๆ กันแรง เสียบกันที เข้าบอลกันที หนักหน่วง แต่ทุกคนดูจะมีสำนึกแห่งความเป็นนักกีฬา คือเล่นอยู่ในเกม ให้อภัยกัน เพราะอาจมีลูกติดพันกันบ้าง
ขณะที่คนดู เรียกว่าถึงหลัก 5 หมื่น 6 หมื่นคน ก็ส่งเสียงเชียร์ทีมของตน ทั้งอินเข้าไปในจิตวิญญาณ และก็ทั้งสนุกสนานผสมผสานกันไปอย่างน่าชมเชย
ด้านกรรมการ ทั้งในสนาม ทั้งกรรมการริมเส้น ต่างก็ทำหน้าที่เป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทั้งผู้เล่น ผู้ชม สะกดอารมณ์ให้อยู่ภายในขอบเขตได้ เพราะยอมรับต่อการตัดสินที่มีเหตุและผล สามารถอธิบายได้
เรียกว่าไม่ขัดสายตาของผู้เล่นและผู้ชมไปอย่างสุดกู่ หรือหากจะพูดอีกแบบก็คือ กรรมการไม่ได้เติมเชื้อเพลิงอารมณ์ให้ลุกโชนมากขึ้นไปอีก หากผิดหวัง...
โอ้...แต่เมื่อนำมาเทียบกับบ้านเราแล้ว ผู้เล่นลองเสียบบอลกันแบบนี้ดูสิ เห็นทีผู้ชมอาจได้เห็นฟุตบอลสลับมวยคั่นเวลาให้ตื่นตาตื่นใจด้วยเป็นแน่...
ขณะที่กองเชียร์อาจได้เห็นซีกหนึ่งของอัฒจันทร์คนดู มีกลุ่มกองเชียร์บ้าคลั่งกลุ่มหนึ่ง เดินสะพายไม้ตีเบสบอล ราวกับเป็นกองทัพที่เมามัน พร้อมที่จะใช้กำลังเข้าตะลุมบอนกับกองเชียร์อีกฝากหนึ่งให้ถึงเลือดถึงเนื้อได้อย่างดุดัน
ส่วนกรรมการบ้านเรา ที่ทุกคนคาดหวังความเป็นกลาง ท่าทางไปๆ มาๆ ก็เอียงกระเท่เร่ เป่าวี้ดๆ ชี้ให้อีกฝ่ายฟาล์วบ้าง ให้ใบเหลือง ใบแดง อยู่ข้างเดียว ประหนึ่งได้รับอาณัติสัญญาณ ตั้งธงไว้แล้ว ให้ช่วยอีกฝ่ายหนึ่งอย่างสุดลิ่ม
จึงเป็นธรรมดาที่กองเชียร์อีกฟากก็ต้องโห่ไล่กรรมการ เคราะห์ยังดีที่อีกฝ่ายยังคงทำประตูนำเป็นชัยชนะอยู่ อาการที่กองเชียร์จะต้องเกิดอารมณ์ กระโดดข้ามอัฒจันทร์จากการออกมายั่วยุของกองเชียร์อีกฝ่ายจึงยังไม่เกิดขึ้น
เพราะรู้ทันว่า หากเกิดปะทะขึ้นแล้ว คณะกรรมการใหญ่คงต้องสั่งระงับการแข่งขัน แล้วก็ล้มเลิกแมตช์แข่งขัน ล้มกระดานในทันที ทั้งที่อีกฝ่ายยิงประตูนำไปแล้ว...!!!
กลับมาดูการเมืองในขณะนี้ของบ้านเราบ้าง วันนี้ พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นจากประชาชน ให้เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ หลังจากเผด็จการ คมช. ยึดอำนาจไปแล้วปีกว่าๆ
แทนที่พรรคการเมืองคู่แข่งจะมีสปิริต ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเล่นไม่เลิกเพื่อเอาชนะให้ได้ เรียกว่าทั้งใต้ดิน บนดิน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ใช้เล่ห์กลทุกทางเพื่อล้มรัฐบาลให้ได้ ทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 4 เดือน โดยไม่คำนึงว่าประเทศชาติโดยส่วนรวมจะเสียหายอย่างไร...???
เปรียบได้กับที่คุณ poonnok ที่โพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ดประชาไทไว้ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ คือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐของ 2 ระบอบ...???
ระบอบหนึ่งคือ...ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้รับชัยชนะจากเสียงของประชาชน โดยมีตัวแทนคือ พรรคพลังประชาชน กับอีกระบอบหนึ่งก็คือ อำมาตยาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งก็มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของระบอบ ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเสียงข้างน้อย
และนี่ก็คือความจริงที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติการเมืองของบ้านเราในขณะนี้ แต่เรื่องก็น่าจะจบ หากฝ่ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งยอมรับกติกา ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่...
ตัดชอตเข้ามาสู่กองเชียร์ของอำมาตยาธิปไตย ที่เห็นอยู่ก็คือ กลุ่มพันธมิตร-พันธมาร ที่กำลังสร้างเรื่อง สร้างความวุ่นวาย เป็นองค์ประกอบล้มล้างรัฐบาลอย่างหน้าด้านๆ เพื่อให้พรรคตัวแทนของฝ่ายตนเข้าไปยึดกุมอำนาจรัฐแทนฝ่ายประชาธิปไตย
ประกาศจัดตั้งเมืองพันมิตร มีกองกำลังเดินสวมหมวกกันน็อก ตระเวนสอดส่อง ถือกระบอง สะพายกระบอง คอยปกป้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินการ ทั้งที่ได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายต่อหลายกระทง
เรียกว่า สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่พรรคการเมืองตัวแทนอำมาตยาธิปไตย เตรียมจะลากเอาเป็นข้ออ้างถล่มรัฐบาลในรัฐสภาให้ขาดความชอบธรรม...!!!
หันมาดูองค์กรอิสระ หรือไม่ก็กรรมการของบ้านเรา ก็สุดวังเวง เพราะแทนที่จะยืนอยู่ในความเป็นกลาง แต่ก็ยังดันทุรัง ไม่สน ไม่ไยดีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันที่ประชาชนกำลังจับจ้องดูอยู่อย่างไม่คลาดสายตา
ไหนจะ คตส. ที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นแบบอย่างของศาลเตี้ย ที่ย้อนยุคกลับไปยิ่งกว่าสมัยหิน แต่เมืองไทยก็ยังทำได้ หรือแม้แต่ กกต. ที่มาจากกระบวนการยุติธรรมทั้งดุ้น เข้ามาควบคุมการเลือกตั้ง ก็จ้องจับผิด เอาผิดอยู่ฟากฝั่งเดียวให้เห็นตำตาประชาชน แต่ก็ยังแหกปากร้องตะโกนเป็นกลาง
จนไม่วายที่ประชาชนกำลังมองว่า สถาบันตุลาการกำลังเข้ามาก้าวก่ายอำนาจบริหารและนิติบัญัติ จนกลายเป็นความผิดเพี้ยนของระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว...???
ภาพที่กระหน่ำซ้ำต่อภาพลักษณ์ตุลาการ ก็ยังสำแดงออกมาให้เห็นอย่างมีนัยยิ่ง ดังที่คุณผู้ใช้ชื่อ doctorve บนเว็บบอร์ดประชาไท อีกคนหนึ่งที่ โพสต์ข้อความแสดงความอึดอัดออกมาว่า
ผมมีความเชื่ออยู่นะครับว่า ยังมีผู้พิพากษาที่มีความรักชาติ มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เห็นความสำคัญของนิติศาสตร์คู่กับรัฐศาสตร์ ไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายเผด็จการ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีกี่คน เหลือกี่คน
ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏว่ามีบุคลากรใหญ่จากสถาบันตุลาการ ลงมาคลุกฝุ่นก้าวล้ำทางการเมืองเยอะนะครับ แล้วพอทำงานไปก็ขัดกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่
แล้วบางคนก็ได้ดิบได้ดี เพราะเผด็จการหนุนให้ได้รับตำแหน่ง แต่พอเผด็จการจากไป ท่านก็ขอวิ่งกลับมาเป็นผู้พิพากษาเหมือนเดิม
อย่างนี้มันใช้ได้หรือครับ นี่ผมพูดในฐานะประชาชนคนไทยเจ้าของประเทศเหมือนกันนะครับ แต่ไม่ได้มีอำนาจราชศักดิ์เหมือนพวกท่าน แต่ก็ถือว่าเป็นกลไกหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศชาติ
ถ้าพวกท่านยังเห็นแก่พวกพ้องมากกว่าความเหมาะสม ความเสื่อมจะมาเยือนสถาบันของพวกท่านนะครับ ขอบอก บางคนในระบอบเผด็จการ เหิมเกริมขนาดขอตัวผู้พิพากษาไปเป็นหน้าห้องฝ่ายการเมืองมาแล้ว ก็คิดดูเถอะครับว่ามันขนาดไหน...???
ที่ผ่านมา ผมไม่ถือว่าตุลาการที่ตัดสินยุบพรรคการเมือง คือ คำสั่งของศาล แต่แปลกไหมครับ คำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทรท. ดันมีผลให้ ทรท. ถูกยุบ
นอกจากคำสั่งตั้งคณะตุลาการมาดำเนินการยุบพรรคแล้ว ยังมี นายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ในขณะนั้น เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในสมัยเผด็จการเรืองอำนาจ ขณะที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการศาลฎีกา ในขณะนั้นเช่นกัน มาเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม
แต่พอพรรค พปช. ชนะการเลือกตั้ง นายจรัญก็ขอกลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของสถาบันตุลาการ แต่ยังไม่ได้รับกลับ ก็ไปสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายใหม่ แล้วก็ได้เป็นจริงๆ ด้วย โดยมีคดีใหญ่รออยู่ คือ คดียุบพรรค พปช.
ล่าสุด นายสุนัยก็ได้กลับเข้าสู่สถาบันตุลาการอีก หลังจากถูกย้ายจากกรมดีเอสไอ ไปอยู่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.
แปลกอีกอย่างคือ ทำไมผู้พิพากษาต้องเกษียณที่ 70 ปี ทั้งๆ ที่บ้านเรา คณะนิติศาสตร์ผลิตบัณฑิตได้มากมาย จะไม่เปิดโอกาสให้มีบุคลากรรุ่นใหม่มาทดแทนบ้างหรือไร...???
นั่งแท็กซี่กลับบ้าน บ่นไปคุยไปกับโชเฟอร์ ที่ก็ย่ำแย่อยู่กับการทำมาหากินที่ฝืดเคือง แต่ทุกคนก็บอกตรงกันว่า ยังจะต้องสู้ต่อไป อย่าได้หมดใจ
เรายังจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้อำมาตยาธิปไตยรับรู้ว่า บ้านนี้เมืองนี้คือของประชาชนทุกคนทั่วทั้งแผ่นดิน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่คิดเอาเองว่าจะมาปกครองพวกเรา...
พร ภัทร
พรรค (พวก) เผด็จการ

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นเรื่องที่มีที่มาจากปวงประชามหาชน ที่นำเสนอขึ้นมาเนื่องเพราะเห็นว่าต้องรีบแก้ไข ทุกฝ่ายไม่มีใครค้าน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากจะเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เพราะที่มาที่อัปลักษณ์ จากการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย หลายบทหลายมาตรา ไม่ส่งเสริมให้ประเทศใช้ระบบนิติรัฐ
พรรคการเมืองเก่าแก่อ้างกับพี่น้องประชาชนให้หลงเชื่อว่า จะนำเสนอญัตติเพื่อศึกษาร่วมกันในการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าควรจะแก้ไขประเด็นไหน อย่างไร
แต่เมื่อไปดูตัวเนื้อในญัตติแล้ว ต้องตกใจ อุ! แม่เจ้า...เขาเขียนชื่อญัตติว่า ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 คนละเรื่องคนละราวกับที่บอกพี่น้องประชาชน
โดยเนื้อหาภายในญัตติระบุชัดเจนถึงเจตนาที่จะ เชิดชูร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ว่ามีความชอบธรรม โดยอ้างอิงผลการลงประชามติบนปลายกระบอกปืน! หน้าตาเฉย!
ซ้ำร้ายกว่านั้น ยังการันตีรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าดีสุดๆ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มบุคคลพยายามปลูกฝังความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อรัฐธรรมนูญ 2550
นี่หรือ? การกระทำของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุเลยข้าราชการเกษียณ ทำไมจึงต้องบิดพลิ้วต่อพี่น้องประชาชน
หลอกลวงผู้คนให้หลงเข้าใจผิด แถลงข่าวชัดถ้อยชัดคำว่า จะเสนอญัตติเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่เวลาไปยื่นกลับศึกษาเรื่องการใช้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 คนละเรื่องคนละราวกันเลยทีเดียว
นี่หรือ? อุดมการณ์ของพรรคการเมืองเก่าแก่ มีอายุอานามพ้นความเป็นข้าราชการเกษียณ จะมีความคิดทางการเมืองที่ ไม่เข้าฝักเข้าฝ่ายประชาธิปไตย แบบนี้
ส่งเสริมการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปอีก รู้ทั้งรู้ หัวหน้าพรรคเก่าแก่ เองก็เห็นว่ามีเรื่องไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะ ส.ว. ที่มาจากการสรรหา 74 คน ซึ่งหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ไม่เห็นด้วยมากๆ ทำไมวันนี้ไปเห็นด้วยแล้วหรืออย่างไร
ถามว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่พรรคเก่าแก่ให้การสนับสนุน ใช่ไม่ใช่ แล้วทำไมวันนี้จึงมาปฏิเสธ
วันนี้จะนำเนื้อในใจความเดียวกันกลับมาใช้ ทำไมจึงไม่เอา ทำไมจึงไปใช้รัฐธรรมนูญที่มี ที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย มีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ทำลายระบบนิติรัฐ
หากเล่นการเมืองไม่อยู่กับร่องกับรอยแบบนี้ อย่าหวังจะได้กลับมาถือครองอำนาจรัฐ มีแต่จะ เสียงหด คะแนนหาย เพราะคนเขาจะ รู้ไส้ รู้พุง มากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน
วันนี้ อุดมการณ์พรรคเก่าแก่ยังยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร การเข้าใกล้เผด็จการ...เข้าใกล้โจรปล้นประชาธิปไตย...มากเกินไป อาจจะทำให้สันดานความชั่วร้ายแทรกซึมไปทุกรูขุมขน ยากจะแก้ไขเยียวยา เสียแล้วกระมัง เลยมีผลลัพธ์แบบที่เห็นนี้

อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ต้องร่วมใจกันแก้ไขรธน.โจรกบฏ
แม้ว่าในห้วงของการทำประชามติรัฐบาลและบางกลุ่มบางฝ่ายจะออกมาชักชวนให้รับร่างไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขใหม่ภายหลัง จนมีประชาชนหลงเชื่อเพราะอยากให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อกลับสู่บรรยากาศประชาธิปไตย และแม้ว่าในห้วงการหาเสียงทุกพรรคจะพูดเป็นเสียงเดียวว่าจะเข้ามาแก้ไข รธน.
แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน ท่าทีของ สนช. ที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ และแก๊งข้างถนนที่ได้รับผลประโยชน์จากการรัฐประหาร ก็กลับเปลี่ยนไป และนำมาสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ที่กำลังดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
ความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลอย่างไร อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปก.1 ได้กล่าวไว้บนเวที “สภาสนามหลวง” อย่างน่าสนใจ
* ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย
“ประชาชนทุกคนคือ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและอำนาจตุลาการทั้งหลาย
ซึ่งตนเคยบอกกับพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อนานมาแล้วว่า บ้านเมืองของพวกเราถูกพวกกบฏ ยึดอำนาจเอาใช้กันเองอยู่แค่เพียง 4-5 คน และพวกเราผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ถูกปล้นอำนาจ จึงต้องเป็นผู้เสียหาย และหมดที่พึ่ง
ดังนั้นในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งตนจึงได้ออกมาเรียกร้องและถามกับพี่น้องประชาชนทั้งหลายว่า ในเมื่อพวกเราหมดที่พึ่งแล้วไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ปวงชนชาวไทยจ้างให้มาทำงานแต่ไปยอมทำตามพวกยึดอำนาจหมดแล้ว อีกทั้งพวกข้าราชการตุลาการยังไปรับจ้างเป็นลูกน้องพวกกบฏตัดสินคดีอีก ดังนั้นประชาชนจึงไม่เหลืออะไรแล้ว อุตส่าห์จ้างคนมาทำงานให้กับพวกเราที่เป็นประชาชน กลับไปรับใช้พวกกบฏกันเสียหมด
เพราะฉะนั้นผมจึงได้ลุกขึ้นเพื่อมาเชิญชวนพี่น้องประชาชนว่าให้เรามาใช้อำนาจของตุลาการกันเองไหม ผมจึงได้มีการลงความเห็นกันว่าต้องขับไล่ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ที่ไปทำหน้าที่ตุลาการรัฐธรรมนูญและรับใช้พวกกบฏให้ออกจากราชการ ซึ่งในปัจจุบันนี้ผมยังรออยู่เลยว่าจะมีใครบ้างที่มาฟ้องร้องว่า ไปหมิ่นประมาทใครบ้างหรือไม่ แต่กลับไม่มีใครฟ้องกลับมาเลยสักคนเดียว เพราะเหตุที่ว่าพวกนั้นรู้ว่าถ้าเกิดมีการฟ้องร้องกันเมื่อไรจะต้องมีการพิสูจน์กันในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ซึ่งในข้อเท็จจริงนั้นคือบุคคลทั้ง 9 คน ที่ถูกพวกเราขับไล่นั้นเป็นข้าราชการตุลาการแต่ว่าถูกแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติหรือพวกกบฏให้ไปทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีตามกฎหมายที่พวกกบฏบัญญัติขึ้นมาจะเอาความเป็นข้าราชการติดตัวไปด้วยไม่ได้เพราะท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
* ข้องใจ รธน.เป็นของประชาชน?
“โดยเฉพาะข้าราชการตุลาการนั้นต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์การที่ออกไปทำงานเช่นนั้น จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นศาล และที่ไปชี้ขาดให้ยุบพรรคไทยรักไทยนั้น อีกทั้งไปตัดสินย้อนหลังให้ตัดสิทธิทางการเมืองนักการเมืองของพรรคไทยรักไทยทั้งหมด 111 คนนั้น
ซึ่งผมเคยบอกไปตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องไปทำตามคำวินิจฉัยของพวกตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งบุคคลพวกนี้ไม่สามารถเอาอำนาจตุลาการซึ่งปวงชนชาวไทยให้ไว้นำไปใช้ได้ แต่ว่าการตัดสินคดีในครั้งนั้นเป็นไปตามกฎหมายของพวกกบฏ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อพรรคไทยรักไทยก็ไปปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของพวกที่รับจ้างพวกกบฏมาทำงาน
ซึ่งที่ผมต้องออกมาเล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เพราะต้องการจะทบทวนความหลังเสียเพื่อที่จะได้ไม่ลืมกลับสิ่งที่พวกเราต้องเสียไป อย่างไรก็ดี เรื่องมันได้เลยมาถึงปัจจุบันนี้แล้วคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก แต่ว่าเอาเรื่องที่กำลังมีการหาข้อสรุปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริงหรือไม่ และเราจะมีวิธีการพิสูจน์อย่างไรได้บ้าง
คือเรื่องนี้ต้องมีการชี้แจงให้เป็นขั้นเป็นตอนดังต่อไปนี้ก่อนเพื่อให้พี่น้องประชาชนทำความเข้าใจไปทีละขั้น โดยเริ่มจากภาษาไทยมันมีอยู่หลายรูปแบบคือ ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย และภาษาที่ใช้เฉพาะท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้เองภาษาที่ได้พูดและเขียนหากจะได้คำรับรองตามกฎหมายนั้นจะต้องมีภาษาที่ใช้เฉพาะโดยเฉพาะการพูดถึงกฎหมายจะมีภาษากฎหมายที่ใช้เฉพาะเท่านั้น จะมาพูดส่งเดชเหมือนพวกพันธมิตรฯไม่ได้ การที่จะใช้ภาษาทางกฎหมายที่ถูกต้องนั้นต้องได้การรับรองจากราชบัณฑิตยสถาน ดังนั้นต้องระวังอย่าไปหลงเชื่อฟังตามพวกพันธมิตรฯจะกลายเป็นเรื่องยุ่งอีก”
* รธน.50 มาจากพวกโจรกบฏ
“ยกตัวอย่างคำว่า “รัฐธรรมนูญ” มีต้นรากศัพท์ “รัฐ”ที่แปลว่าประเทศแล้วต้องขยายความไปอีกว่า ประเทศคือ ชุมชนแห่งมนุษย์ที่ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนอันมีเขตแน่นอนและมีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ดังนั้นถ้าได้ยินคำว่า “รัฐ” เมื่อไรแปลได้ทันทีเลยว่า ปวงชนชาวไทยทั้ง 65 ล้านคน แต่ไม่ใช่พวกโจร5-6 คนที่ไปอยู่สะพานมัฆวานรังสรรค์ แล้วมาเรียกตัวเองว่า “รัฐ” นำมาสมาธิกับคำว่า “ธรรมนูญ” ที่แปลว่ากฎหมายที่ใช้จัดระเบียบองค์กร เมื่อนำ 2 คำมาร่วมกันจึงกลายมาเป็นว่ากฎหมายที่จัดระเบียบปวงชนชาวไทยเรานี้เอง
เพราะฉะนั้น ตัวหนังสือที่เขียนไปแล้วและจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญได้นั้นจะต้องมาจากปวงชนชาวไทยเท่านั้น คือปวงชนชาวไทยจะต้องมอบอำนาจให้กับตัวแทนไปนั่งเขียนอยู่ที่ รัฐสภา ซึ่งต้องไปถกเถียงกันว่าต้องเขียนกฎหมายกันอย่างไร แล้วจึงนำสิ่งที่มีการกลั่นกรองมาแล้วมาเขียนให้เป็นตัวหนังสือ โดยการพิจารณาของผู้แทนราษฎร จึงจะออกมาเป็นกฎกติกาของปวงชนชาวไทยที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญได้
แต่การที่พวกกบฏไปจ้าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับพรรคพวกบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาแล้วร่วมกันนั่งเขียนประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วนำไปตั้งชื่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะไม่ได้มาจากปวงชนชาวไทยแต่ว่าจากพวกโจรกบฏต่างหาก โดยชื่อจริงสามารถเรียกได้แค่ ประกาศของคณะปฏิวัติหรือของกองโจรกบฏเท่านั้น ซึ่งจะมาใช้คำว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้เรียกอย่างนั้น”
* ไม่จำเป็นต้องถกเถียง
“ดังนั้น ผมจึงอยากจะถามพี่น้องประชาชนว่า จะยอมหรือไม่ที่เอากฎหมายของโจรที่พวกกบฏจ้างนายมีชัย ให้เขียนขึ้นมาแล้วมาเรียกว่า เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ซึ่งผมยอมไม่ได้
เพราะฉะนั้นก็มาถึงตอนสำคัญที่ว่า พวกเราจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้
หรือไม่นั้น จะต้องมีการพิสูจน์ก่อนว่าฉบับที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญหรือฉบับไหนที่เรียกว่า โจรธรรมนูญ นั่นก็คือ กฎหมายของโจร ซึ่งรัฐธรรมนูญต้องมาจากปวงชนชาวไทยตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
เพราะฉะนั้นเราจะเอากฎของโจรกบฏเอามาใช้ได้หรือไม่ ในเมื่อเราไม่ต้องการแล้วจำเป็นหรือที่จะต้องแก้ไข ไม่จำเป็นเลยทำเพียงเตะทิ้งไปเท่านั้นเอง ส่วนคำว่าแก้ ภาษากฎหมายมีระบุว่า ทำสิ่งที่บกพร่องอยู่ให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่เอารัฐธรรมนูญเก๊มาแก้ทำไม่ได้
สิ่งที่นายกรัฐมนตรีและผู้แทนราษฎรออกมาถกเถียงกันว่าจะแก้ไขหรือไหมนั้น มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือเปล่าซึ่งไม่จำเป็น การที่นำเอารัฐธรรมนูญมาใส่ปกเข้าเล่มแล้วเรียกว่าเอกสารราชการนั้น ที่นายมีชัย มาเขียนคำประกาศของคณะปฏิวัติ แล้วมาใช้ชื่อเรียกว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นต้องเรียกเอกสารราชการปลอม เมื่อเป็นของปลอมแล้วนั้น ใครนำเอาของปลอมมาใช้อ้างกับประชาชนมาใช้บังคับสิทธิ์นั้น ดังนั้นบุคคลนำมาใช้จะต้องมีความผิดฐานใช้เอกสารราชการปลอมมีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 365
ดังนั้นการที่ยังมานั่งถกเถียงกันอยู่ในสภานั้นและในหนังสือพิมพ์ที่เลว ๆ ก็มี ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่รู้ว่าเลวหรือว่าโง่กันแน่ ดังนั้นผมจึงจะขอวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญปลอมหรือโจรธรรมนูญนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายอะไรให้บ้าง ในเมื่อสิ่งนี้เป็นของปลอม นานาชาติโดยเฉพาะในแถบประเทศทางยุโรปและอเมริกา พวกนี้มีนักกฎหมายไทยมาเป็นที่ปรึกษาให้ ดังนั้นจึงมีข้อสงสัยว่าสิ่งไหนกันแน่ที่เป็นรัฐธรรมนูญจริงแท้”
* อย่าหลงตามพันธมิตรฯ
“เพราะฉะนั้นในการที่จะทำประชามติต้องอย่าไปหลงทางตามพวกพันธมิตรฯ ชี้นำเอาไว้ ซึ่งถ้ามาว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขแบบนี้จบเห่แน่ ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเราต้องตอบว่า จะใช้หรือไม่ใช้ต่างหาก แล้วใครที่ไหนต้องการที่จะเอาของปลอมมาใช้กัน ซึ่งไม่มีใครหรอกที่ต้องการ ถ้าพวกพันธมิตรฯ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้น ก็ขอให้เอาเก็บรักษาไว้ใช้กันเองได้ตามสบาย
ดังนั้น พวกเรามาดูถึงความเลวทรามต่ำช้าของรัฐธรรมนูญปลอมฉบับนี้กันดีกว่า ประการแรก คือมาตรา 111 ซึ่งระบุว่า วุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภานั้นมาได้ 2 ทาง คือจากการที่ให้ประชาชนเลือก 74 คนแล้วมีการคัดสรรโดยพวกของคณะปฏิวัติแต่งตั้งมา 7 คน แล้วนำมาเลือกเข้ามาอีก 1 คน แล้วแบบนี้จะเรียกเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร ต้องเรียกว่าเป็นตัวแทนของคณะปฏิวัติ
ประการที่สอง มาตรา 237 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เลวทรามที่สุด คือระบุว่า การที่มีสมาชิกในระดับผู้บริหารทำผิดอยู่เพียงคนเดียว สามารถส่งผลให้ยุบพรรคการเมืองได้ทั้งพรรคแล้วประชาชนที่ไปเลือกลงคะแนนให้กับพรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้มีความผิดอะไรด้วยนั้น จะมาพิพากษาว่าผิดด้วยได้อย่างไรดังนั้น คนที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยแท้จริงอาจจะคิดว่ามันดูไม่สำคัญเท่าไร แต่พอมีการยุบพรรคพลังประชาชนลงนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ในสภาจะได้รับผลกระทบถูกเขี่ยออกไปทั้งหมดเลย ซึ่งเท่ากับว่ายุบสภาผู้แทนราษฎรลงไปได้ แล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างไร ซึ่งรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชก็ต้องถูกยุบไปด้วย
แล้วแบบนี้การที่ต่างชาติกำลังมีความคิดที่จะเข้ามาลงทุนนั้น หรือว่าทำธุรกิจในเมืองไทย เมื่อต้องมาเจอรัฐธรรมนูญแบบนี้ แล้วใครจะกล้ามาอีกหรือ และนี้คือเหตุผลที่ยังไม่มีใครมาลงทุนจนถึงทุกวันนี้
และสิ่งที่ร้ายที่สุดคือมาตรา 309 ข้อนี้หมายความว่า การกระทำที่พวกปฏิวัติทำไปแล้ว หรือกำลังจะกระทำและในอนาคตข้างหน้าอาจจะกระทำนั้น จะถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งคิดดูเอาเองแล้วกันว่า ใครที่ไหนจะกล้าเข้ามาลงทุน ในเมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดนั้น มีสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาระบุไว้เป็นรัฐธรรมนูญด้วย และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปมิได้ สิ่งที่สำคัญอีกเช่นกันที่จะรีบยกเลิกให้ใช้รัฐธรรมนูญ และถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศล่มจม
เมื่อรับทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่พวกพันธมิตรฯ ออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญโจร เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้พวกพ้องของเผด็จการต้องถูกนำไปจัดการดำเนินคดี เพราะสิ่งที่ปกป้องพวกเผด็จการก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอง จึงต้องรีบออกมาถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน ฉะนั้นถามตัวเองให้ดีว่าต้องการที่จะใช้รัฐธรรมนูญของโจรหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครก็ตามที่สามารถทนพลังของปวงชนชาวไทยได้แน่นอน”
ทรรศนะของ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน: ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 (จบ)

การที่กลุ่มซึ่งล้มรัฐธรรมนูญ 2540 กระทำไปโดยไม่ได้รับฉันทามติใดๆ จากประชาชนเลยในการล้มล้าง แล้วนำเอารัฐธรรมนูญ 2550 มาใช้ จนก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่นที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ ดร.อุกฤษ เสนอทางเลือกอีกทางหนึ่งแทนการแก้ไขมาตราบางมาตรา และก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น นั่นคือการนำเอารัฐธรรมนูญ 2 ฉบับมาเป็นตัวตั้ง แล้วให้ประชาชนเลือกเอาฉบับใดฉบับหนึ่งไปเลยด้วยการลงประชามติ
มิฉะนั้น ความขัดแย้งก็จะไม่มีวันจบสิ้น ให้มีการนำเอารัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับมาตีแผ่ในแต่ละมาตราในรายละเอียด ให้เวลาที่เท่าเทียมกัน เช่น 3 เดือน สำหรับการให้โอกาสในการรณรงค์ชี้แจงความเหมาะสมของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ
โดยผู้สนับสนุนฉบับใดก็ออกไปเคลื่อนไหวชี้แจงรายละเอียดความดีงามเหมาะสมของฉบับนั้นให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่วิธีนำ 309 มาตรา ที่น้อยคนนักจะได้ทำการศึกษาครบถ้วน เอาไปให้ประชาชนลงมติ แล้วก็ลงประชามติยอมรับกันไปเพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว หรือรับเพราะกังวลว่าคณะรัฐประหารจะนำรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้มาใช้ หรือด้วยการให้คำมั่นว่าจะแก้ไขภายหลัง หรือแม้แต่การใช้อำนาจรัฐกดดันให้ยอมรับอย่างที่กระทำมาในครั้งก่อน
การลงประชามติให้เลือกฉบับใดฉบับหนึ่งนั้นชัดเจนที่จะแสดงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่า สนับสนุนหลักการใดในการปกครองประเทศ ระหว่างรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญและอำนาจแก่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญและอำนาจแก่กลุ่มอำมาตย์ ที่ใช้อำนาจที่มาครองเมืองโดยไม่ได้รับฉันทานุมัติใดๆ จากประชาชน
จากนั้นก็นำเอาจุดบกพร่องที่พบในรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือก มาทำการปรับปรุงแก้ไขด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้น เอาส่วนดีที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านการลงประชามติ มาปรับเข้ากับฉบับที่ประชาชนลงประชามติให้เลือกใช้ เช่น เรื่องการแสดงทรัพย์สินหนี้สิน ซึ่งต้องครอบคลุมทุกคนที่เข้ามามีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง หรือราชการอื่นใด ทั้ง นายกรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในทางนโยบาย คณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้งขึ้นตรวจสอบผู้อื่นก็ต้องแสดงทรัพย์สินด้วยเพื่อเป็น Fair Play ของทุกฝ่าย
การเลือกแก้เป็นบางมาตรานั้น ทำให้เกิดความขัดแย้งและวิกฤติ แก้ก็แก้ทั้งหมด หรือเลือกฉบับใดฉบับหนึ่งไปเลย เพราะทีละมาตราก็ต้องใช้เวลายาวนาน อาจมีการถ่วงเวลาในการแก้ ถ้าในสภามีการสงวนคำแปรญัตติกันเป็นร้อยมาตราแล้ว คงต้องใช้เวลานานเป็นปีในการแก้ แต่ถ้าแก้ยกฉบับ เพียง 3 เดือนก็อาจจะเสร็จสมบูรณ์ได้
ส่วนข้ออ้างเรื่องค่าใช้จ่าย 2,000 ล้านบาทในการทำประชามติที่ นางสดศรี สัตยธรรม นำขึ้นมาอ้างนั้นฟังไม่ขึ้น บริษัทธุรกิจบางแห่งที่มียอดขายเพียง 5,000 ล้านบาท ยังพร้อมที่จะใช้เงิน 2,000 ล้านบาท ยกเครื่องเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตทั้งหมด เพราะเมื่อทำแล้วจะทำให้ยอดขายสูงเป็นหมื่นล้านบาท การเสียค่าใช้จ่าย 2,000 ล้านบาท แลกกับการตัดสินอนาคตของประเทศว่าจะปกครองด้วยรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยอมรับนั้นอาจจะถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ เพราะในขณะนี้ประเทศชาติกำลังสูญเสียโอกาสไปแล้วหลายแสนล้านบาท
จากการที่รัฐบาลติดอยู่กับปลักตมของรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน จนไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างคล่องตัวแม้แต่น้อย ที่สำคัญก็คือ ต้องนำงบประมาณ 2,000 ล้านบาทนั้น มาอธิบายข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญให้กระจ่างชัด อย่างการชี้ให้ประชาชนได้เห็นชัดเจนว่า ประชาธิปไตยคืออะไร หลักนิติธรรมคืออะไร รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ ที่จะนำมาให้ประชาชนลงมติเลือกนั้น ฉบับไหนมีข้อเสียข้อดีอย่างไร
7.การนำมาให้ประชาชนเลือกระหว่าง 2 ฉบับจะแก้ปัญหาได้หลายอย่าง
เพราะไม่จำเป็นต้องมาผจญปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์รายมาตราอย่างแก้เป็นมาตรา เช่น ไม่ต้องกล่าวถึงมาตรา 237, 309 เพราะมันจะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องวันแมนวันโหวต เลือกตั้ง 400 คน หรือ 2,000 คน ไม่ต้องมาวิพากษ์กันอีกว่า ทำไมจังหวัดเล็กๆ จึงมีสิทธิมีวุฒิสมาชิก 1 คนเท่ากับจังหวัดที่มีขนาดมหึมากว่า เพราะมันได้ยุติไปแล้วกับรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550
หากประชาชนเลือกรัฐธรรมนูญ 2540 และในทางกลับกัน ปัญหาการถกเถียงต่างๆ ก็จะยุติลง หากรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นที่ยอมรับของประชาชน การแก้ไขมาตราใดก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องมาโต้แย้งกันอีกว่าที่มานั้นมาจากระบอบเผด็จการ หรือมีการบีบบังคับ และใช้เล่ห์กลในการลงประชามติครั้งแรก เพราะประชาชนตัดสินใจเองที่จะเลือกรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ควรเอาการแก้ทีละมาตรามาตั้งเป็นสมมติฐานขั้นต้น เพราะก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยการไม่ยอมกัน
8.ภาคการเมืองของประชาชนที่กล่าวอ้างกันนั้น กระทำกันถูกต้องหรือ ขอตรวจสอบนักการเมืองแต่พวกตัวเองแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเหมือนนักการเมืองหรือเปล่า
พึงเข้าใจว่า การที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องล่มลงเพราะการรัฐประหารนั้น มาจากกลุ่มการเมืองที่เรียกตัวเองว่า ภาคประชาชน แต่ทำไมกลุ่มเหล่านี้ไม่เข้ามาทำการเมืองในระบบ มีการเลือกตั้งทุกระดับชั้นในสังคมไทยวันนี้ อบจ. อบต. เทศบาล ฯลฯ แล้วทำไมกลุ่มการเมืองที่อ้างตนว่าเป็นภาคประชาชน จึงไม่ยอมเข้ามาสู่การเมืองตามระบบและกระบวนการที่ถูกต้อง
หากการเมืองภาคประชาชนจะดำเนินต่อไป ก็ต้องมีภาคทหารของรัฐ ภาคทหารของประชาชน ภาคตุลาการของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ภาคตุลาการของประชาชน ฯลฯ ด้วยสิ จึงจะเป็นธรรม และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว ก็แน่นอนว่าวิกฤติความแตกแยกในประเทศชาติจะยิ่งขยายตัวกว้างขวางต่อไปอีก การเที่ยวไปตรวจสอบฝ่ายการเมืองในภาคต่างๆ ของกลุ่มที่อ้างว่าเป็นภาคการเมืองของประชาชนนั้นถูกต้องแล้วหรือ มีอำนาจอะไร เอามาจากไหน ถ้าต้องการตรวจสอบภาคการเมืองแล้ว ภาคประชาชนที่กล่าวอ้างกันนั้นก็ต้องกระทำตนเท่าเทียมกับภาคนักการเมือง ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ของตัวเองก่อนไปตรวจสอบผู้อื่น เพราะนักการเมืองเขาต้องเปิดเผย และเขาพร้อมที่จะทำเช่นนั้นตามระบบ
9.การกล่าวอ้างว่าหากยกเลิกมาตรา 237 และ 309 เป็นการช่วยเหลือกลุ่มนักการเมืองที่ถูกลงโทษนั้น ขอถามว่าใครเป็นคนลงโทษเขา คนพวกนี้มาจากไหน มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารใช่ไหม ออกไปแล้ว หมดอำนาจแล้ว เพราะประชาชนยังยืนยันที่จะสนับสนุนกลุ่มเดียวกับที่ถูกลงโทษ แล้วทำไมจึงยังต้องทำตามสิ่งที่เกิดมาจากกลุ่มคณะรัฐประหารกันอยู่อีก
คนที่มาไล่คนที่ประชาชนเลือกตั้งมานั้นมาจากไหน เคยทำประโยชน์อะไรให้บ้านเมืองสักนิดบ้างไหม ทำไมมาถือสิทธิแทนประชาชน ตัวเองมาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือเปล่า เที่ยวไปกล่าวหานักการเมืองว่าเลวร้าย เคยกล่าวหาสภาสองสภาว่าเป็นสภาผัวเมีย ตอนนี้ผัวไม่ได้เป็น รมต. เมียก็ยังเป็น รมต. ได้ ถ้ายุบพรรคเขาอีก ลูกเขาก็มาเป็น รมต. ได้ ยุบพรรคนี้เขาก็ไปเข้าพรรคอื่นทำอะไรได้หรือ ควรยอมรับว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับพวกตนได้แล้ว ให้ใบเหลืองผู้สมัครพรรคเขาไป 4-5 คนแล้วได้ผลอะไร
เขาลงสมัครรับเลือกตั้งก็ได้กลับมาอีก คะแนนท่วมท้นกว่าครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ การให้ใบแดงก็เหมือนกัน มีการให้ข้อสังเกต ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนที่จะได้ใบแดงมันเป็นส่วนที่มีการกระทำขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อยากทราบว่า การกระทำของคนคนเดียวนี้มันมีสาระสำคัญขนาดไหน กระทบกระเทือนอย่างมากต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ การกระทำของคนไม่กี่คนไม่ใช่มติพรรคเสียด้วยซ้ำ กลับไปยุบพรรคการเมืองทั้งพรรค นี่คือการกำหนดที่ขัดต่อหลักนิติธรรม หลักนิติศาสตร์ นี่ใช้ไม่ได้เลย สันนิษฐานหรือควรเชื่อได้ว่าเท่านั้นก็ยุบพรรค
10.จะใช้วิธีใดเพื่อนำระบอบประชาธิปไตยคืนมาสู่ประเทศไทย และต่อต้านการรัฐประหาร
นำหลักการของประเทศที่เคยล้มลุกคลุกคลานที่อื่นมาใช้ ประเทศไทยล้มลุกคลุกคลานมาตลอดก่อนการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เนื่องจากปัญหาสารพัดทั้งภัยนอกประเทศ ภัยคอมมิวนิสต์ ในตอนนั้นอาจจะพอยอมรับได้ แต่ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประชาคมโลกไม่ยอมรับประชาธิปไตยนอกแบบอย่างนั้นอีกแล้ว ประชาธิปไตยแบบจารีตประเพณีไทยที่อ้างกันนั้นเขาไม่รับกันอีกแล้ว
หากนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ แล้วกลัวว่าพรรคใดจะได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด แล้วมาทำการรัฐประหารกันอีก ก็ลองทำกันดู ในฝรั่งเศสเมื่อปี 2503 จอมพล ราอูล ซารอง คุมทหาร 1 ล้านคนในแอลจีเรีย ประกาศรัฐประหารให้รัฐบาล นายพลเดอโกลล์ ลาออกจากประธานาธิบดี นายพลเดอโกลล์ ไม่ได้ใช้กำลังทหารปราบปรามการรัฐประหารครั้งนั้นเลย ใช้การออกวิทยุทุกๆ 15 นาทีว่า นี่เป็นการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย ทำความเสียหายให้ประเทศชาติ ถ้าเอาเครื่องบินขนทหารมาลงที่สนามบิน ประชาชนก็ให้ไปนอนขวางสนามบินไว้ แล้วออกมาตามท้องถนน ไม่ให้กองทหารเข้ามาได้ ให้ต่อต้านและไม่คบค้าสมาคมกับทหารพวกนี้ รวมทั้งครอบครัวที่อยู่ในฝรั่งเศสด้วย หากคนไทยทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่มีใครกล้าทำรัฐประหาร
แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล
“เติ้ง” แทงกั๊กทิ้ง/รอถกพรรคร่วม (คม ชัด ลึก)
“ชาติไทย-เพื่อแผ่นดิน”/ยันไม่ถอนตัว/“สมัคร” เคลียร์ 5 พรรค (มติชน)
“ตือ” แจงแทน “เติ้ง”/ไม่เคยคิดถอนตัว (ไทยรัฐ)
กินไปเคลียร์ไป/หมัก-6 พรรคร่วม (ข่าวสด)
ชท. ไม่สน “สมัคร” ผิดเงื่อนไข/ปัดทบทวนร่วมรัฐ-พปช. ไล่ส่งให้รีบออกไป (ผู้จัดการ)
นี่คือพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ที่พาดหัวข่าวจากเนื้อข่าวที่นักข่าวสัมภาษณ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย หลังจากร่วมรับประทานอาหารกับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรค ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ
ตามประสาคนที่ผ่านงานข่าวมานาน ผมอดยิ้มไม่ได้ที่เห็นพาดหัวข่าวที่หยิบยกมาให้ท่านได้อ่านกันอีกครั้ง
จะไม่ให้อดยิ้มได้อย่างไร ในเมื่อหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเอาข่าวใหม่มาพาดหัวด้วยข้อความแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ปลาไหลก็ยังคงเป็นปลาไหลไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะย้ายรูใหม่จากซอยราชครู ไปอยู่ที่บึงฉวากก็ตาม ยังคงความลื่นไหลเหมือนเดิม
ผมไม่โทษน้องๆ นักข่าว ที่พยายามซักถามไล่ต้อนนายบรรหารตามข้อเสนอของ ฯพณฯ แกนนำของอาณาจักรพันธมิตร บนถนนจำลองเดิน ให้พรรคร่วมรัฐบาลพิจารณาถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ตามข้อเสนอของแก๊งข้างถนน ที่มีเป้าหมายจะล้มล้างรัฐบาลให้ได้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วเมื่อกวักมือให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทั้งด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศ
เพราะน้องๆ นักข่าวบางคน อาจจะไม่เคยได้ยินประโยคที่ว่า “เป็นฝ่ายค้าน จะทำให้อดอยากปากแห้ง” ที่เคยหลุดออกมาจากปาก นายบรรหาร ศิลปอาชา เมื่อครั้งเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ซึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ไม่ยอมดึงพรรคชาติไทยเข้ามาร่วมรัฐบาล เพราะ พล.ต.อ.ประมาณ คิดการใหญ่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเอง เมื่อชนะศึกเลือกตั้ง
ในที่สุดจึงให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย เพื่อจะได้เลิกอดอยากปากแห้ง ได้ร่วมรัฐบาลของ พล.อ.เปรม จน พล.อ.เปรม พอแล้ว นั่นแหละ พล.อ.ชาติชาย จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรี
จากอดอยากปากแห้ง กลายเป็นอิ่มหนำสำราญ
คนที่เคยจน ย่อมรับรู้ว่าความจนเป็นอย่างไร ฉันใดก็ฉันเพล
นายบรรหาร ศิลปอาชา วันนี้ ถือว่าเป็นเจ้าของพรรคชาติไทยแต่เพียงผู้เดียว มีหรือที่นายบรรหารจะกลับไปอยู่ในสภาพอดอยากปากแห้งในบั้นปลายของชีวิตทางการเมือง
ขนาด นายสมัคร สุนทรเวช เกทับบลัฟแหลกในวันที่ยื่นเงื่อนไขห้าหกข้อในการเข้าร่วมรัฐบาล จนถึงวันนี้นายสมัครยังไม่รับปากสักข้อ พรรคชาติไทยยังกระโดดเข้าร่วมรัฐบาลก่อนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรเลือดสุพรรณเสียอีก
นอกจากนั้น ในรัฐบาลชุดนี้มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นการนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของ เสธ.หนั่น เพื่อเรียกบารมีให้นกกระจอกเทศ ปลาช่อนอเมซอน ในบ้านสนามบินน้ำ คุ้นกับคน หลังจากที่บ้านเงียบไปนาน
เมื่อสองแรงแข็งขัน คนหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรค และอีกคนหนึ่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค และมีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ยังไม่มีแม้กระทั่งคิดที่จะเป็นฝ่ายค้าน
อาการเบื่อๆ อยากๆ ชักเข้าชักออก ในการร่วมรัฐบาล เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น
และ...ที่สำคัญ วันนี้พรรคชาติไทยยังอยู่ในอาการลูกผีลูกคน พรรคจะถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ขืนออกอาการมากเกินไป นายสมัคร สุนทรเวช งัดไม้ตายยุบสภา ซึ่งเป็นดาบอาญาสิทธิ์ที่นายสมัครมีอำนาจเต็ม สามารถดำเนินการได้ทันที
พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีโอกาสตายหมู่ หากคำพิพากษายุบพรรคเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง
เพราะในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัด ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้ว ผู้สมัครของพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตายหมู่คาสนามเลือกตั้ง ไม่สามารถย้ายไปสังกัดพรรคใดได้ ต่างจากการยุบพรรคในระหว่างการเป็น ส.ส. หากพรรคถูกยุบ สามารถย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ สำหรับ ส.ส. ที่ไม่ใช่คณะกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะบอกไปยัง ส.ส. พรรคพลังประชาชน อย่าไปเปลืองน้ำลายไล่ให้พรรคชาติไทยถอนตัวจากรัฐบาลเลย นายบรรหารต่างหากที่ต้องคอยประคับประคองรัฐบาลไม่ให้ล้มกลางคัน ด้วยสุภาษิต แพ้เป็นพระ ชนะเป็นรัฐบาล ครับ
เอกฉัตร
ยื่นปปช.สอบผู้ว่าการสตง.รวยผิดปกติ

เมื่อตอนสายวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้หอบหลักฐานเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่ส่อใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบจนทำให้ร่ำรวยผิดปกติ กรณีมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน และกำลังก่อสร้างบ้านมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่ จ.นนทบุรี
รวมถึงกรณีที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ เช่น เรื่องที่คุณหญิงจารุวรรณ แต่งตั้งลูกชายของตัวเองเป็นเลขาผู้ว่า สตง. การที่คุณหญิงจารุวรรณพาครอบครัวไปเที่ยวต่างประเทศ โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน และเรื่องที่ดินที่ปากเกร็ด ที่เป็นชื่อของลูกชาย ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 12 ล้านบาท
นายวันชัย กล่าวถึงการเข้ายื่นหนังสือดังกล่าวว่า เป็นเรื่องต่อเนื่องจากความไม่ชอบมาพากลที่ สตง. ตามที่เคยมีการร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ไปแล้วก่อนหน้านี้ จากกรณีที่คุณหญิงจารุวรรณจัดจ้าง บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เข้าอบรมให้กับบุคลากรของ สตง. มูลค่านับสิบล้านบาท โดยไม่มีการประกวดราคา บริษัทดังกล่าวยังเช่าอาคารพาณิชย์จากสามีคุณหญิง รวมไปถึงหลักฐานที่ส่อว่าอาจจะมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะด้วย
“การมายื่นให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบครั้งนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน และมีข้อน่าสงสัยหลายประการ อย่างเช่น ผมอยากจะรู้ว่าทำไมลูกชายของคุณหญิงมีฐานะร่ำรวยเร็วจัง เราสงสัยว่ามันอาจจะเกิดจากการที่คุณหญิงเข้ารับตำแหน่งที่ สตง. ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปี 2551 จึงอยากให้ทาง ป.ป.ช. ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง
ส่วนกรณีเรื่องเงิน 30 ล้านที่คุณหญิงออกมาแถลงว่า มีคนให้ก็ยังไม่เอานั้น ก็เกิดเป็นประเด็นคำถามว่าใครเอามาให้ ไม่ ใช่เอามาอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ เมื่อรู้ว่ามีคนเอามาให้แล้วทำไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการดำเนินการเอาความผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสงสัย”
นายวันชัยกล่าวด้วยว่า คดีที่มีการร้องเรียนไปที่ดีเอสไอก่อนหน้านี้คงจะมีการพิจารณารับเป็นคดีพิเศษในสัปดาห์หน้า ซึ่งตนเองจะขอติดตามการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ทั้งดีเอสไอ และ ป.ป.ช. ไปจนกว่าเรื่องจะถึงที่สิ้นสุด
“เราจะติดตามต่อไป เพราะถ้ามีความคืบหน้าหรือเรื่องอื่นๆ ที่เราได้ข้อมูลหรือเอกสารมาอีก ก็จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทาง DSI แต่เท่าที่ทราบว่าทาง DSI ก็บอกว่ามีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า น่าจะบรรจุคดีของคุณหญิงจารุวรรณเป็นคดีพิเศษได้
ตอนนี้ทางพยานที่มาให้ข้อมูลกับเราก็ถูกข่มขู่ นอกจากนี้ก็มีคนใน สตง. เองที่เอาหลักฐานมาให้ หรือจะมาเป็นพยานให้กับทางเราด้วย
ขณะที่วันเดียวกันนี้คณะกรรมการติดตามและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชนทำการแถลงข่าวพร้อมคณะ ที่อาคารรัฐสภา โดยสืบเนื่องมาจากกรณีที่ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีคนพยายามติดสินบนโดยมอบเงิน จำนวน 100 ล้านบาท แต่ก็ไม่ได้รับเงินจำนวนนั้น ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกังขาที่คุณหญิงจารุวรรณต้องเร่งทำการชี้แจงต่อสาธารณชน ว่าได้ดำเนินคดีความตามกฎหมายกับผู้ที่ติดสินบนหรือยัง
ทั้งนี้หากยังไม่มีการดำเนินคดีความตามกฎหมาย พฤติกรรมเช่นนี้ก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยจะให้เวลาภายในสัปดาห์นี้ เพื่อรอดูท่าทีของผู้ว่าสตง. หากมีการเพิกเฉย ไม่สนใจต่อกรณีดังกล่าว ตนยืนยันว่าต้องมีคนดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายกับคุณหญิงจารุวรรณอย่างแน่นอน
ทั้งนี้นายจตุพร กล่าวเสริมว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า เงินจำนวน 100 ล้านที่มีคนติดสนบนผู้ว่าสตง.นั้น อาจจะเป็นคนคนเดียวกับที่นำเงินมาสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ก็เป็นได้ พร้อมกล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่รัฐ หรือตัวคุรหญิงแต่อย่างใด เนื่องจาก คุณหญิงจารุวรรณเป็นคนที่ให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง
จี้ตั้งกรรมการสอบวินัย’หญิงเป็ด’หอบเงินแสนหนุนพันธมิตรป่วน

จากกรณีที่ปรากฏชัดแจ้งว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้นำเงิน 1 แสนบาท สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยอ้างว่ามีผู้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวมา เนื่องจากไม่สะดวกที่จะนำไปมอบด้วยตัวเองนั้น
นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ อดีตนายกสภาทนายความ กล่าวถึงพฤติกรรมของคุณหญิงจารุวรรณดังกล่าวว่าไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง การที่ผู้ว่าการ สตง. เป็นตัวกลางในการยื่นมือเข้าสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ประกาศชัดว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล เป็นการไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
นอกจากนี้หากพิจารณาในด้านระเบียบวินัยของข้าราชการแล้ว อาจยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่ในเมื่อคุณหญิงจารุวรรณยอมรับข้อสงสัยดังกล่าวว่า มีผู้ไม่ประสงค์ออกนามฝากเงินบริจาคแก่กลุ่มพันธมิตรฯ ผ่านมายังตนเองจริง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ตามหลักเกณฑ์ระเบียบข้อบังคับของข้าราชการ
ส่วนกรณีที่ คตส. แข็งกร้าวไม่ดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมายภายหลังกองปราบปรามออกหมายเรียกให้ คตส. รับทราบข้อกล่าวหานั้น อดีตนายกสภาทนายความกล่าวว่า คตส. ถือเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีเอกสิทธิ์ใดๆ ที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ดังนั้นควรดำเนินตามกระบวนการยุติธรรม ตามตัวบทกฎหมาย
“ตัวบทกฎหมาย เมื่อใครถูกเป็นผู้ต้องหาทางอาญา พนักงานสอบสวนก็มีหน้าที่เชิญตัวไปเพื่อให้รับทราบข้อกล่าวหา ถ้าไม่มาก็ต้องดำเนินการขออำนาจศาลเพื่อให้ออกหมายจับ ผมอยากจะบอกว่า คตส.เป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีเอกสิทธิ์พิเศษที่จะไม่ทำตามกฎหมาย ฉะนั้นควรเดินตามกรอบกฎหมายน่าจะดีกว่า ไม่ว่าข้าราชการตัวเล็กหรือตัวใหญ่ที่อยู่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ต้องทำตัวตามกฎหมาย” นายคำนวณกล่าว
ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเงินจำนวน 1 แสนบาท ที่คุณหญิงจารุวรรณ เป็นคนกลางมอบสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น อาจเป็นเงินส่วนตัวของคุณหญิง หรือเงินที่มีการเรี่ยไรมาจากเจ้าหน้าที่ สตง. ก็เป็นได้ แต่คุณหญิงกลับอ้างว่าเป็นเงินของผู้ไม่ประสงค์ที่จะออกนาม ถือเป็นแผนที่แนบเนียนที่จะได้ไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้
พฤติกรรมของผู้ว่าการ สตง. ถือว่ามีความผิดวินัยราชการ มีเป้าหมายในการขับไล่รัฐบาลชัดเจน และยังไม่มีการกล่าวตักเตือนข้าราชการ สตง.ที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ
นอกจากนี้ยังขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำหนดว่าห้ามข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมารับของขวัญ หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3 พันบาทขึ้นไป แม้จะเป็นผู้อื่นฝากมาก็ตาม อย่างไรก็ตามผศ.จรัลกล่าวเสริมว่า วุฒิสภาต้องทำการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเนื่องจากเป็นหน่วยงานอิสระ
“ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามไม่จำเป็นต้องนำเงินฝากผ่านคนระดับคุณหญิงจารุวรรณ ก็ได้ ให้ญาติพี่น้องที่ไหนนำมามอบให้พันธมิตรฯ น่าจะดีกว่า ทำอย่างนี้มันแนบเนียน ตรวจสอบลำบาก ตอนนี้มีคนต้องการที่จะมอบเงินช่วยเหลือให้กลับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่มักทำการฝากผ่านกันจากพวกนายทุน อย่างเช่น กลุ่มคลองเตยประชาธิปไตย ที่นำเงินมาบริจาคนั้น ใครๆ ก็ทราบกันว่าคนในชุมชนนั้นฐานะค่อนข้างยากจน แล้วเงินพวกนั้นมาจากการเรี่ยไรของชาวบ้านอย่างนั้นหรือ มันฟังไม่ขึ้น” ผศ.จรัล กล่าว
ด้าน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรื่องเงินบริจาค ไม่มีตัวกฎหมายข้อใดออกมาระบุว่าการให้เงินบริจาคสนับสนุนเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
แต่ตนมองว่าการที่คุณหญิงอยู่ในตำแหน่งของผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) นั้น มันเป็นเรื่องของการที่ควรคำนึงถึงจริยธรรม และคุณธรรมมากกว่า
นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ส่วนการกระทำที่แสดงออกมาของคุณหญิงจารุวรรณ มันมีความชัดเจนเรื่องการเลือกข้าง มันเหมาะสมไหม ตอนนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะเอาผิดทางกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า
“ตอนนี้ผมฟันธงได้ว่าทางคุณหญิงให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแน่นอน เพราะเราต้องเท้าความกลับไปว่า คตส. เกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร”
ส่วนกรณีที่ คตส. ไม่ไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มองว่าเป็นเรื่องของสิทธิที่ประชาชนพึงกระทำได้ แต่ถ้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการออกหมายจับเมื่อไรนั้น ก็คงที่จะยากในการปฏิเสธ เพราะทางตำรวจก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ยังห่วงว่า จะมีการสร้างกระแสว่าตำรวจเลือกข้าง เลือกปฏิบัติ เพราะสำนวนที่ทาง คสต.ร้องเรียนก็มีไม่เห็นจะปฏิบัติ จะกลายเป็นประเด็นนี้ไป

