
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 16, 2008
นายกฯ ระบุ หากจัดระเบียบการพนันให้ถูกกฎหมาย อาจจัดทำในรูปของเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์

เช็กขุมกำลังรอดีเดย์
ล่าสุด “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยอมรับในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เป็นคนกำกับเอง กับคิวที่ “สิงห์เหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย เปิดศึกท้ารบกับสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ส่งซิกผู้ว่าราชการจังหวัดไล่บี้เคเบิลทีวีต่างจังหวัด ถอดปลั๊กคิวถ่ายทอดสดเวทีม็อบพันธมิตรฯ และก็เหมือนตั้งใจมากกว่าบ้องตื้น อยู่ๆ “สิงห์เหลิม” เลือกเปิดประเด็นท้าทายในวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน แบบไม่กลัวอาถรรพณ์คืนฝันร้าย ก็รู้กันอยู่ว่า ช่วงปลายสัปดาห์เวทีม็อบพันธมิตรฯหนาแน่นกว่าทุกวัน ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ถนนราชดำเนินคึกคักขึ้นทันตาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์ เครือข่ายม็อบระดมพล ประกาศขออาสาสมัครชายฉกรรจ์บุกบ้านริมคลองของ “สิงห์เหลิม” ตั้งท่าติดดาบลุยตะลุมบอน หัวเชื้อยังลามไปถึงต่างจังหวัด เหล่าผู้ร่วมอุดมการณ์ม็อบพันธมิตรฯ แฟนเอเอสทีวีตามหัวเมืองใหญ่ แสดงความไม่พอใจด้วยการปิดล้อมจวนผู้ว่าราชการจังหวัด โชว์พลังแนวร่วม ขู่ห้ามแตะเอเอสทีวี มีเท่าไหร่ มากันเท่านั้น ตามรูปการณ์มันก็เลยหนีไม่พ้นถูกมองว่า ถอยกรูด ถัดมาอีกวัน “สิงห์เหลิม” แถลงออกตัว ไม่ได้สั่งตัดสัญญาณเคเบิลเอเอสทีวี แต่เปิดกฎหมายดูแล้วเห็นว่า มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้ที่เผยแพร่คำพูดที่หยาบคายไม่เหมาะสมของกลุ่มพันธมิตรฯได้ ในช่วงที่พูดจาปราศรัยปลุกระดม “ผมไม่ได้บอกว่าผมจะสั่งปิด ผมไม่ได้มาแก้ตัว และผู้ว่าฯก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งปิด แต่สามารถดำเนินคดีกับเคเบิลทีวีที่รับสัญญาณจากเอเอสทีวีในช่วงที่พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายได้ เพราะถือว่าเป็นผู้โฆษณาตามมาตรา 85” เสียงอ่อย ทำได้แค่อ้างกฎหมาย และโดยยุทธศาสตร์ที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน จากคิวก่อนหน้าที่ “ลุงหมัก” จองเวลาพิเศษพูดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม ส่งสัญญาณเป็นนัยให้ตำรวจทหารเตรียมพร้อม รอคำสั่งเคลียร์ม็อบยึดถนนราชดำเนิน ผลก็คือถนนราชดำเนินคึกคักตั้งแต่ช่วงเที่ยง รถบัสขนผู้ชุมนุมมุ่งหน้ามาจากต่างจังหวัดเข้ากรุง ม็อบหนาตา ปักหลักชุมนุมข้ามคืนไปถึงวันอาทิตย์ ระดมพลโชว์พลังวัดใจรัฐบาล และก็ถูกเย้ยว่า “แหยง” รุ่งขึ้นอีกวัน “ลุงหมัก” ปฏิเสธ ไม่ได้สั่งให้มีการสลายม็อบ แต่บอกว่าการชุมนุมผิดกฎหมาย ไม่เหมาะสมที่ปิดถนนขวางทางขบวนเสด็จ แถมยังบอกตำรวจห้ามใช้กำลังกับประชาชน เสียงแข็ง แต่เอาเข้าจริงก็ “ฝ่อ” นี่คือบทสรุปที่คล้ายคลึงกันของ “ลุงหมัก” ที่ส่งไม้ต่อให้ “สิงห์เหลิม” เปิดเกมวัดใจม็อบ รัฐบาลหมดมุก บ้อท่า แต่อย่าลืมว่า โดยจังหวะการขยับที่ทั้ง “ลุงหมัก” และ “สิงห์เหลิม” ต่างก็เลือกเปิดประเด็นท้าทาย เจาะจงเลือกเอาวันสุดสัปดาห์ที่ม็อบมากันหนาแน่นกว่าทุกวัน ตั้งใจยั่วกันเห็นๆ เหมือนต้องการหยั่งกระแส เช็กขุมกำลังกองหนุนพันธมิตรฯ วัดลำหักลำโค่น รอวันดีเดย์ เพราะอีกทางหนึ่งมันก็เริ่มมีสัญญาณตีธง “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ชักชวนให้ขุนทหารแต่งเครื่องแบบออกมาร่วมชุมนุมกับม็อบ รับมุกกับท่าทีของเพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 อย่าง พล.อ.พัลลภ ปินมณี อดีตรอง ผอ.กอ.รมน.ที่ออกมาวิเคราะห์ล่าสุด ถึงเวลาทหารจะออกจากที่ตั้ง แนวโน้มมีความเป็นไปได้ว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ และที่หายไปนาน โผล่มาแล้วคนหน้าเดิมๆ ชื่อคุ้นๆ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตประธานสภาที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ส่งซิกกับม็อบ ทหารอยู่ข้างเรา “สัปดาห์หน้าก็จะจบแล้ว” แต่ไม่รู้ว่าใคร ที่จะจบ. ทีมข่าวการเมือง รายงาน
สรุปว่าผู้ชมทางบ้านกำลังชมรายการ “สมัคร-เฉลิมโชว์” 
มือมืดลอบปาบึมหน้านสพ.ผู้จัดการ
เหน็บแกนนำม็อบไม่มีทะเบียน นายสมัครตอบจดหมายอีกฉบับที่อยากให้รัฐบาลออกกฎหมาย ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินพวกแกนนำพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมประท้วงด้วยว่า “เขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ เขาไม่ได้มาจากเลือกตั้งตรงไหน พวกผมมาจากเลือกตั้งถูกขึ้นทะเบียนตรวจสอบเรียบร้อยหมด ไอ้โน้นผิดไอ้นี่ซุกไอ้นี่ซ่อนโดนหมด นี่กำลังโดนอีกสองรัฐมนตรี ไปตรวจสอบเขาไม่ได้เพราะเขาไม่ได้ขึ้นทะเบียน ชื่อเสียงอยู่ตรงไหนทั้ง 5 ท่านก็ไม่ทราบเลือกตั้งกันเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ผมเลือกตั้ง 23 ธ.ค.ปีกลาย ต้องขึ้นทะเบียน ต้องถือใบรับรองจาก กกต. ไปสภารับเสร็จกรอกอะไรอีกมากมาย เสร็จเรียบร้อยต้องไปเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณฯ แถลงนโยบายเสร็จถึงจะเซ็นหนังสือทำอะไรต่ออะไรได้ พวกผมพิธีกรรมเยอะ แต่ว่าพวกที่เขามาตามใจชอบอย่างนั้นตรวจสอบไม่ได้ แต่คงพอเห็นตรวจทางโทรทัศน์ ได้ ถ้าไปทำความผิดอะไร” แนะชาวบ้านฟ้องไล่ม็อบขวางถนน นายสมัครยังอ่านจดหมายอีกฉบับว่า จะต้องรวมประชาชนกี่คนที่จะยื่นฟ้องศาลกับพวกชุมนุม เพราะเดินทางติดขัดมากทั้งเด็กและผู้ปกครอง ก่อนตอบว่า ก็ลองฟ้องดู จริงๆแจ้งความตำรวจ ให้ตำรวจดำเนินการฟ้องให้ แจ้งความดีกว่าอย่าไปทำเอง ก็ยินดีถ้าหากกีดขัดกีดขวาง ส่วนที่ถามมาว่าเมื่อไหร่จะเลิกประท้วงกันสักทีนั้น ต้องไปถามที่สะพานมัฆวานฯ มาถามตนไม่ได้ เพียงแต่บอกว่า คุณทำผิดกฎหมายอยู่ตรงนี้ไม่ได้พูดเท่านั้น กลายเป็นทำนองว่านายสมัครประกาศคุกคามจะเอาให้ตายจะหักแล้ว ตำรวจบอกว่าไม่เคยพูดสักคำเดียวจะขีดเส้นตายต้องสลาย 5 โมงเย็น พูดเองเออเอง นักวิชาการนักวิชาเกินกระโดดลงมากันเป็นฝอยๆ ล่อกันหมดว่ารัฐบาลแพ้แล้วจะสลายม็อบ ตนต้องถอยออกมามอบให้ตำรวจดำเนินการ วันนี้ภาษาสำนวนไทยเรียกว่าคาราคาซังกันอยู่อย่างนี้ ที่เสียหายแน่นอนคือเรื่องท่องเที่ยว มีเรื่องพรรณอย่างนี้อยู่กลางเมือง ใครจะอยากมา ธุรกิจการค้าความไว้วางใจอะไรต่างๆเสียหาย พูดกันอีกแล้วจะปฏิวัติกันอีกแล้ว เรียกร้องจะเอากันอีกแล้ว ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้เลย บ้านเมืองควรจะสงบเรียบร้อย “กุเทพ” โวยพันธมิตรฯสร้างเรื่อง ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้าศูนย์วิเคราะห์และติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า จนถึงวันนี้พันธมิตรฯพยายามหาวิธีทางชุมนุมยืดเยื้อ บอกกับประชาชนว่าการชุมนุมมีความชอบธรรม และพยายามถามประเด็นที่ประชาชนคล้อยตาม โดยมีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นประเด็นหลักที่กลุ่มพันธมิตรฯใช้เชื่อมโยงมากที่สุด แต่ก็ยังเป็นการขาย เพราะไม่มีเรื่องจะกล่าวหารัฐบาลชุดนี้ ทำได้แค่เพียงกล่าวหาว่ารัฐบาลชุดนี้พยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ แต่รัฐบาลไม่เคยเข้าไปแทรกแซง พันธมิตรฯก็สร้างประเด็นอื่นอีก เช่นกรณีเงิน 2 ล้านบาทในกล่องขนม ที่นำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาล ที่พยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลเข้าไปแทรกแซงขบวนการยุติธรรม ขอเรียกร้องให้ศาลทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯนำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญหล่อเลี้ยงการชุมนุม แต่ในทางกลับกันพันธมิตรฯมีพฤติกรรมแทรกแซงขบวนการยุติธรรมเสียเอง ด้วยการไปให้กำลังใจ คตส.หรือจะไปให้กำลังใจ กกต. อัด ปชป.เล่นการเมืองสองหน้า ร.ท.กุเทพกล่าวว่า ศูนย์ฯวิเคราะห์ว่าเหตุที่การชุมนุมยืดเยื้อ เพราะมีคนได้ประโยชน์ 2 คน คนหนึ่งคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ต้องการเผยแพร่ลัทธิจำลอง อีกคนคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หาประโยชน์จากการใช้รูปแบบใช้เวทีทอล์กโชว์ จัดรายการเอเอสทีวี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเซ็นเซอร์ ด่าได้เต็มที่ ทำให้คนดูที่ชอบความสะใจอยากดู ทำให้สั่งซื้อจานดาวเทียมเพิ่มขึ้น เป็นการเอาเปรียบสื่ออื่น ทำตัวเหมือนเป็นไทคูน เจ้ายุทธจักรแห่งสื่อ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เล่นการเมืองแบบ 2 หน้า เพราะนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไปร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ ระบุว่าพันธมิตรฯกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นเวทีคู่ขนานกัน ไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเปิดอภิปรายทั่วไปของฝ่ายค้าน แล้วจะหยุดการชุมนุมของพันธมิตรฯได้
เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้ตอบจดหมายจากประชาชนทางบ้าน ผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ที่เขียนมาถามโดยอยากให้ดำเนินการกับเอเอสทีวี ที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายโจมตีนายกฯโดยเร็วว่า เรื่องนี้ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ และได้แถลงแล้วว่าไม่ได้สั่งปิด แต่จะดำเนินคดีเพราะไอ้ความหยาบคายหมิ่นประมาทคนอื่น บริษัทเคเบิลทั้งหลายทีวีใครดูอยู่ฟังไว้ก็แล้วกันว่า ถ่ายทอดไปก็ทำผิดด้วยจะถูกฟ้องดำเนินคดีด้วย และคงมีการทำเป็นลายลักษณ์อักษรเตือนไป เพราะเคเบิลไปอยู่กับสายไฟฟ้า ด้วย ส่วนจดหมายที่เขียนมาถามว่า สื่อนิยมข่าวม็อบมากนั้น เรื่องนี้ไม่ได้ ข่าวต้องเป็นข่าว ไม่กล้าว่าสื่อเพราะจะเล่นงานอีก สื่อชอบเสนอข่าวก็เรื่องของเขา คงรายงานกันทั้งสองซีกม็อบตื่นเต้นกว่า สื่อรายงานมากกว่าทางตนจืดชืดไม่มีอะไร
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
เครือข่ายประชาชนออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐแก้วิกฤติ
นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานสภาประชาชน ออกแถลงการณ์เครือข่ายภาคประชาชน ฉบับที่ 2 หลังเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ญัตติข้าวยากหมากแพง โดยเรียกร้องรัฐบาล 5 ข้อ ให้รัฐแทรกแซงและควบคุมราคาสินค้าให้เป็นธรรม กระจายสินค้าราคาถูกให้ประชาชนอย่างทั่วถึง ควบคุมราคาปัจจัยการผลิตและประกันราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ปรับค่าแรงขั้นต่ำทั้งระบบให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจเท่ากันทั่วประเทศ ซึ่งตัวเลขที่เหมาะสม คือ 316 บาท รวมทั้งดูแลสุขภาพคนจนในระบบประกันสุขภาพที่มีมาตรฐาน ทั้งไม่เห็นด้วยกับมาตรการแจกบัตรเติมเงินให้คนจน รวมถึงคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมด โดยเครือข่ายประชาชนได้นัดชุมนุมใหญ่ในเช้าวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาต่อไป. - สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. - เครือข่ายภาคประชาชนออกแถลงการณ์ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาวิกฤติยุคข้าวยากหมากแพง พร้อมนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 24 มิ.ย.นี้
อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 22:10:46

อนุฯ ไต่สวน ชง คตส.ฟันอาญา พ.ต.ท.ทักษิณพรุ่งนี้
นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อพันธุ์กล้ายางพารา 90 ล้านต้นของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่อัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องในคดีดังกล่าวและคืนสำนวนคดีมาให้ คตส.แล้ว ที่ประชุม คตส. มีมติส่งฟ้องเอง โดยแต่งตั้งทีมทนายความจากสภาทนายความเข้ามาดูแลสำนวนให้นั้น ขณะนี้ได้ร่างสำนวนการฟ้องเสร็จแล้ว ดังนั้น ในการประชุมคตส.วันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) ตนจะนำสำนวนการส่งฟ้องดังกล่าวเสนอให้ที่ประชุมพิจารณา หากไม่มีปัญหาจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งได้ทันที นายบรรเจิด กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการไต่สวนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตนเอง ครอบครัวและพวกพ้อง จะนำผลสรุปการไต่สวนเกี่ยวกับคดีอาญา เสนอเข้าที่ประชุม คตส.วันพรุ่งนี้ด้วย เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป คดีนี้จะมีผู้ถูกชี้มูลหลายคน หนึ่งในนั้น คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ฐานใช้อำนาจในการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม ทำให้เกิดความเสียหาย นายบรรเจิด ในฐานะอนุกรรมการไต่สวนคดีการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของกทม. กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนว่า ขณะนี้ผลการไต่สวนฯ ใกล้เสร็จแล้ว เรียกได้ว่าใกล้ถึงเส้นชัย จึงมั่นใจว่าจะสามารถสรุปผลการไต่สวนเสนอต่อที่ประชุม คตส.เพื่อให้มีมติส่งต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาลได้ทันในวาระของ คตส.ที่จะหมดภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้แน่นอน ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า จะมีผู้ถูกกล่าวหารายใดหลุดข้อกล่าวหาหรือไม่ ทั้งนี้ หากที่ประชุม คตส.มีมติส่งต่ออัยการแล้ว เมื่อ คตส.หมดวาระก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคดีจะมีปัญหา เพราะทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะรับคดีไปดูแลต่อ. - สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. – “อนุฯ ไต่สวน” ชง คตส.ฟันอาญา “พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมพวกพรุ่งนี้ ฐานใช้อำนาจออก พ.ร.ก.สรรพสามิตโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ตนเอง ทำชาติเสียหาย ขณะที่ “บรรเจิด” เดินเครื่องส่งสำนวนทุจริตกล้ายางให้ คตส.ฟ้องเอง
อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 18:18:26

คุณหญิงจารุวรรณ ยืนยันที่ดินพร้อมบ้าน แจงที่มาได้
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีที่นายวันชัย จงจรูญหิรันย์ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฎิรูปการเมืองและต่อต้านคอร์รัปชั่น (PRAC) พาสื่อมวลชนถ่ายภาพคฤหาสน์ 50 ล้านบาทว่า ตนทราบว่ามีแม่ค้าไปตะโกนด่ากลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งที่ผ่านมา บรรดาแม่ค้าโทรศัพท์มาแจ้งว่า ตนมาซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี เพราะทำให้ความเจริญมาถึงพื้นที่นั้นเร็วขึ้น และอยากชี้แจงว่าที่ดินดังกล่าวมีพื้นที่ 1 ไร่ สามีตนซื้อมาในปี 2505 ราคาไร่ละ 1 หมื่นบาท ซื้อก่อนแต่งงานกับตน และมีหลักฐานยืนยันทุกอย่าง ส่วนตัวบ้านที่ระบุว่าหลังละ 50 ล้านบาทนั้น ถ้านายวันชัยสนใจและขอซื้อจากตนในราคา 40 ล้านบาท ตนก็พร้อมที่จะขายให้ทันที ส่วนสาเหตุที่ใช้หลังคาสีเหลืองไม่ใช่สีแดงหรือเขียวนั้น คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า เพราะต้องการแสดงถึงความจงรักภักดี ซึ่งทำให้หลังคาดูกว้างและใหญ่ขึ้น ส่วนราคาหลังคาตนมีใบสั่งซื้อยืนยันว่าเป็นราคา 6 แสนบาท ส่วนบ้านที่ดูโอ่โถงก็สร้างมานานกว่า 3 ปีแล้ว จนผู้ออกแบบก่อสร้างเสียชีวิตไปแล้ว เพราะตนมีเงินก็สร้าง ไม่มีเงินก็หยุดสร้าง ยืนยันว่ามีใบกำหนดราคาก่อสร้างที่ตกลงราคากับผู้ก่อสร้างที่ราคา 4.4 ล้านบาท ตนพร้อมชี้แจงทุกอย่าง แต่ที่ไม่อยากตอบโต้ เพราะคิดว่าเราบริสุทธิ์และทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ แต่ยิ่งปล่อยกลุ่มนี้ก็ยิ่งหนักข้อขึ้น คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาเรื่องการว่าจ้างบริษัทเข้าไปฝึกอบรมข้าราชการของ สตง.นั้น ทำมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ก็ว่าจ้างบริษัทดังกล่าว เพราะผ่านการตรวจสอบว่ามีคุณภาพและคุ้มค่ากับการจ้าง แม้กระทั่งช่วงที่ตนเว้นวรรคไม่ได้เป็นผู้ว่าการ สตง. ระหว่างปี 2547-2548 ทาง สตง.ก็ว่าจ้างบริษัทดังกล่าวในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทั้งนี้ ตนรู้สึกสงสัยในพฤติกรรม นพ.เหวง โตจิราการ ที่ก่อนหน้านี้ปี 2547 ช่วงที่ตนต้องเว้นวรรคไม่ได้เป็นผู้ว่าการ สตง. ยังมาเดินทางมาให้กำลังใจตนอยู่เลย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผ่านไปไม่กี่ปี พฤติกรรมกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดียวกัน นายวันชัย ซึ่งทราบมาว่า มีคดีติดตัว เพราะเป็นบุคคลที่ขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ นปก.ชุมนุมและบุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งไม่ทราบว่าตอนนี้คดีไปถึงไหนแล้ว. - สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 15 มิ.ย. - “คุณหญิงจารุวรรณ” แจงคฤหาสน์ไม่ถึง 50 ล้าน ยืนยันมีหลักฐานชัด ระบุสามีซื้อปี 2505 ไร่ละ 1 หมื่น ส่วนบ้านแค่ 4.4 ล้าน สร้างมา 3 ปี จนคนออกแบบตายยังไม่เสร็จ หากสนใจพร้อมขายให้ “วันชัย” 40 ล้าน
อัพเดตเมื่อ 2008-06-15 18:05:37

เครือข่ายนักศึกษาอีสานเตือนพันธมิตร!

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เผยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใช้ปัญหาความทุกข์ยากจากปัญหาปากท้องของประชาชน เป็นเครื่องมือระดมมวลชนจากกลุ่มองค์กรประชาชนในภาคอีสาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขการรัฐประหาร เพื่อโค่นรัฐบาล
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) เรียกร้องให้ทุกเครือข่ายองค์กรที่ได้รับผลกระทบ ยุติการนำเอามวลชนไปเคลื่อนไหวกับพันธมิตรฯ แต่ประกาศสนับสนุนการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่มีเบื้องหลังและเป็นอิสระ
นอกจากนั้นทาง สนนอ. ยังได้กล่าวประณาม นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ว่าได้กระทำการย่ำยีประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยยังมีสถานะเป็น ส.ส. อยู่ด้วย ในแถลงการณ์ระบุว่า ในกรณีดังกล่าว มีผลทำให้กลไกการแก้ไขปัญหาระดับประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ถูกลดความสำคัญลง และยังเท่ากับเป็นการประจานพันธมิตรฯ ด้วยว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเลย
ในท้ายแถลงการณ์ สนนอ. ได้เรียกร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ปากกล้าผู้นี้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ร่วมกับกลุ่มอิสระซุ้มยอป่า ยังได้จัดกิจกรรมนิทรรศการ “รัฐธรรมนูญ” และร่วมวงเสวนาเรื่อง “ม.237, ม.309 มีปัญหาอะไร” ในวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2551 ณ หอประชุมองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป และขอเชิญให้ผู้สนใจเข้าร่วม
แถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ฉบับที่ 2/2551
“พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหยุดชุบมือเปิบแย่งชิงมวลชน”
ท่ามกลางสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงไม่ลดราวาศอก ระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชน เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลล้มครืนลง การชุมนุมบนท้องถนนจึงเกิดขึ้นและยืดเยื้อมาหลายวัน ปัจจัยชี้ขาดของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ คือการเพิ่มปริมาณมวลชนให้มากขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการต่อสู้ให้มีพลัง สอดรับกับปรากฏการณ์ “สารพัดม็อบ” ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อทวงถามรัฐบาลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาข้าวยากหมากแพง ฯลฯ
ซึ่งเป็นขบวนการเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนคนชั้นล่าง กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ควรฉวยโอกาสช่วงชิงมวลชนด้วยวิธีการหันมาโจมตีรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจเพื่อเอาใจมวลชน “สารพัดม็อบ” อันเป็นการ “จับฉ่ายประเด็นโจมตี” ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร เพียงเพื่อเป้าหมายสูงสุดการคือการเช็กบิล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สิ้นซาก กลุ่มพันธมิตรฯ อย่าเอามวลชนไปเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง เพราะนั่นนอกจากจะเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวแล้ว มันยังไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ปัญหาให้มวลชนได้จริง เพราะกลไกการแก้ปัญหาตามรัฐสภาได้ถูกพันธมิตรฯ ทำลายมันลงไปแล้ว ดังเช่น ในกรณีของ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ 1 ใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ ได้กระทำการย่ำยีประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
โดยการร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยยังไม่ลาออกจากการเป็น ส.ส. กรณีดังกล่าวนี้มีผลทำให้กลไกการแก้ไขปัญหาระดับประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ถูกลดความสำคัญลง และยังเท่ากับเป็นการประจานพวกพันธมิตรฯ ด้วยว่า พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเลย ใช้ “กฎหมู่เหนือกฎหมาย” สร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่การรัฐประหารรอบที่สอง และเศรษฐกิจจะตกต่ำลงอีก
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอให้กลุ่มประชาชนที่ชุมนุมในประเด็นเศรษฐกิจ ทุกเครือข่าย อย่าตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยการไม่นำมวลชนไปเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขอให้ชุมนุมตามข้อเรียกร้องของตนเองอย่างเป็นเอกเทศ และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.) ขอให้นักศึกษาภาคอีสานออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า นักศึกษาในยุคปัจจุบันไม่ได้หลับใหล ยังพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างประชาชน
ข้อเรียกร้องของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
1.ให้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา และเพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ที่ได้ปราศรัยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในรายการยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ ความว่า “เมื่อชุมนุมใหญ่ผมจะลาออกจากสภา...กระโดดลงมาร่วมกับพี่น้อง”
2.ให้เครือข่ายประชาชนบางกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประเด็นปัญหาเศรษฐกิจต่อรัฐบาล ทั้งที่เข้าร่วมและกำลังจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ พิจารณาตัวเองโดยการลาออกจากกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วเคลื่อนไหวตามข้อเรียกร้องของตนเองอย่างเป็นเอกเทศ
3.ให้พันธมิตรฯ หยุดการเคลื่อนไหวกดดันองค์กรอิสระและข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ ควรใช้การแก้ปัญหาตามครรลองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา คือให้ ส.ว. เข้าชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และปล่อยให้องค์กรอิสระดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม
ด้วยความสมานฉันท์
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)
ชวนคนไทย บริโภคกระเทียมไทย

ความตอนหนึ่งว่า... การเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 9- 27 มิถุนายน ไม่น่าจะเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นการเปิดสภาเพื่อการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 พร้อมทั้งการพิจารณากฎหมาย 2-3 ฉบับซึ่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันตามรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งในวันที่ 11-12, 18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้
ดังนั้นการจะขอให้มีการเปิดอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน จึงถือว่าไม่เหมาะสม และรีบร้อนเกินไป ขอให้ลองตรองดูว่า ผมหนีการอภิปราย เพราะกลัวเกรง หรือเขาลุกไล่กันจนไม่ดูตาม้าตาเรือ หากอยู่กลางสมัยธรรมดาไม่มีปัญหา อย่างไรก็ต้องรับ ต้องย้ำ ไม่ได้กลัวเกรงการอภิปราย เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศเพียง 4 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็น ยังไม่ทันทำอะไรผิด กระเหี้ยนกระหือรือ ทำไมรีบร้อนกันเหลือเกิน กำลังคิดแก้ไขปัญหา เสนอความคิดมา ต้องเห็นชอบตามความคิดก่อนไปดำเนินการ แต่นี่จะมาล่อกันเสียก่อน
ปรับเปลี่ยนรถเมล์ร้อน ขสมก. เป็น NGV ทั้งหมด
เดิมที ขสมก.มีรถในสังกัด 6,000 คัน ขณะที่ใช้ได้จริงเพียง 3,000 คัน และอีกครึ่งแบ่งให้รถร่วมบริการฯ วิ่งให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมา ขสมก.ขาดทุนปีละหลายพันล้านบาท จนสะสมเป็นหนี้ถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี จึงเกิดแนวความคิดยกเลิกใช้รถที่หมดสภาพแล้ว และเปลี่ยนมาใช้รถประจำทางปรับอากาศที่ทันสมัยและใช้เอ็นจีวีซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูก สามารถทำให้ ขสมก.มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ และประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ผ่านการ์ดโดยสารที่สามารถใช้ได้ทุกวัน นอกจากนี้ ขสมก. จะลดจำนวนพนักงานลงครึ่งหนึ่ง โดยเปิดให้มีการเออร์ลี่รีไทร์ด้วย
รถประจำทางเอ็นจีวีและใช้การ์ดโดยสารมีข้อดีคือ ป้องกันการลักลอบถ่ายน้ำมันไปขายและป้องกันพนักงานฉีกตั๋วทุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงการโยนหินถามทาง เหมือนเอาไก่ลงไปโยนที่ฟาร์มจระเข้ ยังไม่ถึงน้ำ จระเข้โดดงับทันที เพราะมีข้อกล่าวหาในเว็บไซต์ว่าผมได้ค่ารถคันละล้าน รวม 2 พันล้าน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ นายเนวิน ชิดชอบ ต่างได้คนละ 2 พันล้าน ผมอยากทราบว่า จะได้เงินดังกล่าวมาจากไหน หากเช่ารถแล้วจะได้คันละล้าน
6 พรรคร่วมนัดทานข้าวเป็นเรื่องปกติ
วันนั้นเขาไปคุยกัน ก็เรื่องไปเปิดเผย ไปกินข้าวคุยกัน ผมแสดงความไม่พอใจ ตอบข้อข้องใจเสียหน่อย ผมโทรศัพท์นัดกันว่า 5 พรรคไม่ได้บอกใครเลย และผมเลือกเวลา เลือกวันอังคาร มีประชุม ครม. เสร็จแล้วผมก็จะปลีกตัวไป ผมก็นึกว่านั่งคุยกัน 6 คนสบาย ๆ เลือกชั้น 32 เพราะนึกว่าทางโรงแรมเขาก็คงไม่ให้ใครขึ้นไปยังไง เช้ามามีคนบอกแล้วครับ ประชุมผมก็ไม่ตอบคำถาม โผล่ขึ้นไปถึงเวลานัด คนเต็มหมด คนจะไปคุยกัน 6 คน 8 คนเท่านั้นเอง ก็มีท่านบรรหาร (นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย) เอาคุณสนั่น (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) ไปด้วย รัฐมนตรีผู้หญิง (นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน) เอาคุณบรรยิน (นายบรรยิน ตั้งภากรณ์) ไปด้วย ทั้งหมดมีคน 8 คนเท่านั้น ทำไมนักการเมืองนัดกินข้าว โลกมันจะปริ ลอยเลื่อนของโลกมันจะเลื่อนหรือ หลังจากนั้นไปด่าผม หาว่ามองหน้านักข่าวนาน 3 นาที เป็นข่าวใหญ่โต
ชวนคนไทยหันมาบริโภคกระเทียมไทย
กระเทียมมาร้องทุกข์ กระเทียมปิดถนน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ติดต่อกันไม่ได้ ผมก็ต้องมาพิจารณาดู เขาบอกว่ารับซื้อแค่ 15 อย่างดีได้ 18 เขาอยากได้ 23 คิดเลขในใจนะครับ และต้องแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้หลับหูหลับตา ไม่ใช่ให้ใครเขาด่าเอาอีก 23 บาท เวลากระเทียม 1 กิโลกรัมสดที่ไปซื้อ 23 บาท เป็นกระเทียมแห้ง 3 ต่อ 1 100 กิโลฯ ได้ 35 กิโลฯ ครับ เพราะฉะนั้น ซื้อเขา 23 เท่ากับซื้อ 69 แต่ก่อนนี้กระเทียมชาติอื่นเขาขายโลละ 45 บาท แกะแล้ว ของเราขายกิโลกรัมละ 70 บาท กำลังนี้ของเราขึ้นมากิโลกรัมละ 90 บาท กระเทียมศรีสะเกษกิโลฯ ละ 100 บาท ขายอยู่ตลาด ก็ดีนะครับ หอม มีกลิ่นแรง
ราคาเชียงใหม่ เชียงราย กำลังนี้ 80-90 บาท เรายังพอมีกำไรครับ แต่ต้องอธิบายให้รู้ไว้ว่า วันนี้จะมาชวนให้ท่านทั้งหลายไปกินกระเทียม แล้วต้องกระเทียมไทยด้วยนะครับ ดีกว่ากระเทียมเทศไม่รู้เท่าไร ๆ ละครับ ขอเรียนให้ทราบว่าวันนี้มาชักชวนเพราะอะไรครับ เพราะว่าชอบไปซื้อกระเทียมต่างชาติ ผมก็กลัว WTO (องค์การการค้าโลก) จะมาว่าผมไม่ออกชื่อละครับ
อธิบายวิธีการทำน้ำพริกต้องใส่กระเทียมไทย
น้ำพริกกะปินะครับ กระเทียมส่วนหนึ่ง นี่กะปิดี น้ำตาล น้ำปลา มะนาว พริกขี้หนู แล้วก็มะเขือพวง โบราณใส่มะอึก วันนี้ไปเจอมะอึกเลยซื้อมาให้ดู นี่สำหรับใส่น้ำพริกนะครับ ต้องขูดขนออกก่อนนะแล้วหั่นซอยๆ เดี๋ยวนี้มะอึกหาไม่ได้ ก็ใส่มะเขือพวง เด็ดเสียก่อนแล้วบุบให้มันแตกหน่อย แล้วก็มะนาว นี่คือน้ำพริก ซื้อแล้วยังไง วันนี้เอามาอวดหน่อย ไม่ได้ทำกับข้าว เลิกทำ
ดูนี่ น้ำพริกปลาทู ผักทอด ชะอมชุบไข่ทอด มะเขือชุบไข่ทอด สำเร็จรูปซื้อมาให้ดูเลยนะครับ นี่ผักดิบ ผักสด ผักต้ม ผักดอง ผักเสี้ยน ผักหนาม หัวหอมดอง ถั่วฝักยาว หน่อไม้ลวก ขมิ้นขาว มะเขือ ผักดิบ ผักสด กินผัก นี่เอามาให้ดูเพื่อจะบอกว่านี่หัวใจอยู่ตรงนี้ครับ กระเทียมต้องกระเทียมไทย กระเทียมดี กะปิดี นี่มะนาวอย่างนี้เปรี้ยวแท้ ๆ มะเขือพวงให้ดูหน้าตาดีอย่างนี้หน่อย ต้องการให้เผ็ดมากโขลกแรง ๆ เผ็ดน้อยโขลกเบา ๆ เห็นไหมครับ
กระเทียม หัวใจมันอยู่ในนี้ครับ กับข้าวไทยไม่ต้องใส่ผงชูรส นี่ไงครับ รากผักชี ต้มอะไรหม้อหนึ่ง เอากระดูกหมูต้มน้ำเปล่า ๆ ใส่น้ำปลาก็กินได้ครับ ขาหมูหั่นใส่น้ำปลากินได้ อะไรที่ต้มเป็นน้ำซุป ใส่น้ำปลากินได้ทั้งนั้น แต่ทว่าเขาก็ไปใส่ผงชูรสกัน กำลังนี้ นี่คือผงชูรสไทย รากผักชีเอามาหั่นขวาง กระเทียม พริกไทย 3 อย่างโขลกละเอียดเลยครับ แกงหนึ่งหม้อสักหนึ่งช้อนโขลกลงไป กระเทียมสัก 10 กลีบ พริกไทยสักช้อนโต๊ะ รากผักชี 4-5 ราก อย่าไปทั้งเป็นเสี้ยน หั่นขวางและโขลกให้ละเอียด ใส่ไปในหม้อน้ำซุป นี่คือผงชูรสไทยครับ อร่อยกว่าหลายขุม เติมน้ำปลาเข้าไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง คนเอาไปทำยา เขาก็เอากระเทียม 1 กิโลกรัม มะนาว 25 ลูก บีบใส่กัน ไปทิ้งให้เฟอร์เมนต์ และเอาน้ำมากิน เขาบอกว่ารักษาโรคได้ ไปหาดูรายละเอียดแล้วกันครับ
วิธีการซื้อขายกระเทียมของชาวไร่
เพราะฉะนั้น ที่พูดกันนี่อุดหนุนหน่อยเถอะครับ 23 บาท เพื่อไม่ให้เขาปิดถนน ขู่เข็ญนะครับ จะขู่ไม่ขู่ดูแล้วนึกถึงทางภาคอื่นเขาทำกัน เขาจะซื้อของนี่ พอออกมาเยอะปั๊บซื้อเลยครับ โลละ 13 โลละ 14 ซื้อหมดเลยครับ ชาวบ้านต้องเซ็นชื่อใครเป็นเจ้าของ ซื้อหมดละครับ 13,14 แล้วเก็บไว้นะครับ เสร็จแล้วก็ปิดถนน วันเสาร์-วันอาทิตย์ปิดถนนเลย วันจันทร์เข้ามากรุงเทพฯ วันอังคารเข้าครม. ครม.อนุมัติ 500 ล้านไปซื้อ 500 ล้านไม่สูญเปล่านะครับ เสร็จแล้วไปซื้อ 17, 18, 19 บาท ซื้อมา 13-14 บาท กำไรทันทีครับ ซื้อกันมีบัญชีเสร็จเลย ชื่อคนนั้น ๆ เจ้าของเสร็จ ต้องซื้อกับราษฎร ใส่โกดังเก็บไว้ครับ พอถึงหน้าขาย ๆ เท่าไร ขาย 27 แต่ว่าของไม่ไปครับ 27 ของไม่ไป นั่นขายปลอมนะครับ แต่ขายจริงขาย 32 เขาเรียกว่า user พวกพรรค์อย่างว่ายี่ห้อนี้ ๆ นี่ละครับ 32 เห็นไหมครับซื้อไว้ 13-14 ปิดถนนปั๊บ 2-3 วันเสร็จ ตรงเข้ามา ครม. อนุมัติไปเลย 500 ล้าน กำไร 4-5 บาทเท่านั้น ต่อกิโลกรัม นี่เขาเรียกกินหัวกินกลางตลอดตัว
ขอให้ช่วยกันอุดหนุนซื้อกระเทียมไทย
ผมบอกเราใช้มาตรการเดียวกับเรื่องข้าว แปลว่าต้องเป็นเกษตรกร ไปซื้อมาเก็บไว้แล้วทำอย่างที่ว่านี้ ซื้อ 14-15 มาขาย 18-19 แต่ว่าเคราะห์ดีกำลังนี้ราคากระเทียมในตลาดขึ้นมา 80-90 ศรีสะเกษมาเป็นดุ้นยังไม่แกะนะครับ 100 บาท ไปดู อ.ต.ก. สิครับ กระเทียมทั้งนั้นเลยครับ
วันนี้ขอร้องให้ท่านทั้งหลายช่วยกันกินกระเทียมหน่อย กระเทียมเขาเอาไปทำใส่แคปซูลก็มี แต่ข้อสำคัญสุดขอให้กินกระเทียมไทย ให้ซื้อกระเทียมไทย พ่อบ้านแม่เรือนทั้งหลายทำกับข้าวกินเองนี่ครับ รากผักชี กระเทียม พริกไทย นี่คือผงชูรสไทยไม่ต้องใส่ผงชูรสเลยครับ หน่อไม้ต้ม ไม่ต้องปลาปูหรอก ข้าวร้อนๆ มา ใส่แล้วก็คลุกข้าว ไข่เค็มลูกหนึ่งผ่าออกมาก็ใช้ได้ ไข่เจียวโปะลงไปก็อร่อยแล้วครับ ดีหน่อยมีหมูทอดกระเทียมพริกไทยยิ่งดี กุ้งยิ่งดียิ่งแพง อร่อยทั้งนั้นละครับ
ก่อนจะตัดสินใจเซ็นลงไปให้เขาซื้อ ความจริงเขาตกลงกัน 22 บาทไม่ใช่ 23 บาท คงจะไม่ประพฤติเหมือนภาคอื่นที่เขาทำกัน จดชื่อไว้เสร็จหมด พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็ปิดถนน เสร็จแล้วก็มาขอ ครม. ให้เงินไปซื้อ แต่ว่าซื้อก็ไม่ซื้อของใครก็เก็บกำไร 5 บาท ถึงเวลา 27 ไม่ขาย แต่ขายนะครับเอกสารมาครบถ้วนหมดเลยครับ ถ้ามีเงินก็มาครับ แต่ของจริงไปขาย 32 บาท ขออนุญาตนะครับเล่าให้ฟัง
ประชุมส่งเสริมการท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่
เขาบอกว่าเชียงใหม่ตอนสงกรานต์ นักท่องเที่ยวหลวม ก็เลยไปช่วยเขาหน่อย ก็ไปประชุม โอ้โหผู้คนมามากมาย ทีแรกจะเอา 17 จังหวัด เริ่มที่เชียงใหม่จะเอา 17 จังหวัดภาคเหนือ ผมบอกขอภาคเหนือตอนบน 8 จังหวัด ก็คุยกันเรียบร้อยดีครับ ตกลงคุยกันเรื่องจะสนับสนุน ต้องมีศูนย์ประชุมจะได้มีงาน หน้า Low Season มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน คงต้องหมั่นไปประชุมกันทางภาคเหนือหน่อยให้เคลื่อนไหว ไปหาสาเหตุ เขาบอกสาเหตุตั้งแต่ปี 2004 (พ.ศ.2547) พอสึนามิปัง ใครจะมาใต้ไม่มา ก็มาเหนือ เหนือตัวเลขก็ขึ้น พอบัดนี้ข้างใต้เขากลับสู่สภาพเดิม นักท่องเที่ยวก็เฉลี่ยไปทางใต้ ทางเหนือก็หลวม ผมก็รับหน้าเสื่อมาเลย ตามหน้าที่ต้องเป็นอย่างนั้นครับ ไปคุยให้ฟัง เหมือนสมัยนี้เขาเรียกภาษาฝรั่งต้องเรียกไป workshop แต่งตัวกันธรรมดา ใส่เสื้อตามสบาย เสร็จเรียบร้อยผมก็กลับ
ตอบคำถามประชาชน
คูปองช่วยเหลือคนจน ติดต่อไปทางไหน - ยังครับเขาเริ่มหาหนทางว่าจะทำยังไง จะโอนเงินเข้า จะเอาเงินสด รอนิดเถอะครับ...ราคาแก๊สหุงต้มทำยังไงให้ถูกลง ควรเปิดเผยต้นทุนให้ทราบ - เรื่องเปิดเผยต้นทุนไม่เป็นปัญหาครับ มีกฎหมายบังคับให้ดูได้ และสำคัญสุด เขาขายของไม่ได้ขายราคาจริง เขาเอาอะไรมาชดเชยกันอยู่ รายละเอียดนะครับ ผมจะให้รัฐมนตรีพลังงาน (พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ) มาคุยเอง…อยากให้ทำสะพานคนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแทนเรือข้ามฟาก - มีคนเคยคิดเคยบอกแล้วครับ ประเทศอื่นเขาก็ไม่ค่อยมีกันนะครับ
นอกจากว่าทำสะพานใหญ่ แต่ไม่ให้รถเดิน ให้คนเดิน จะเอาอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่มันมโหฬารนะครับ ใครอยากจะทำ ก็เอาว่าลงเรือเฉพาะหน้า นอกนั้นก็ไปรถ ทำสะพานเดินข้าม ผมกลัวเดี๋ยวก็หัวเราะเยาะอีก…ที่ประกาศขึ้นราคาน้ำตาล ชาวไร่อ้อยยังไม่ได้รับครบ - เขาจะต้องเอาไปใช้หนี้ครับที่ได้มากว่า 6,700 ล้าน ท่านทั้งหลายที่เป็นคนถามมานี่ ท่านเป็นหนี้เขาอยู่ 17,000 ล้าน การปรับราคาตรงนั้นหนี้ของท่านลดลงไปกว่า 6,700 ล้าน ยังไม่ได้ไปตรงนั้นละครับ แต่ต้องได้ 807 บาทอยู่ก่อน 638 บาทเดี๋ยวเขาต้องจัดการ เรื่องนี้ท่านจะต้องได้ประมาณ 804 บาท
อยากให้นายกฯ ดูแลเรื่อง กบข. ครูเทศบาล ซึ่งไม่มี กบข. เหมือนกระทรวงศึกษาธิการ - กำลังดูคือ กบข.เขาได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งเลย และระบบนี้กำลังจะแพร่หลายไปในส่วนที่ว่าเขาก็ไม่อยากได้บำเหน็จ คือจะทำบำนาญกัน หลายหน่วยงานที่จะขอมา ซึ่งเขาบอกว่ารับได้ เขามีวิธีการนะครับ กำลังดูแลให้…อยากให้ท่านแก้ปัญหาสังคมควบคู่เศรษฐกิจ เฉพาะเรื่องยาเสพติดและการพนัน - ก็แบ่งงานกันทำนะครับ ปปส.ได้คนมือเก่ามาทำ ตำรวจต่าง ๆ ก็จะช่วยงานกันไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ยาเสพติด การพนันก็ปราบ แต่กำลังนี้พอบอกว่าอยากจะทำให้มีการพนันถูกกฎหมาย ผมก็พูดอีกไม่ได้ เดี๋ยวก็โดนอีกจะล่อกันยาวอีก ก็เล่าเปิดไว้ให้ฟังนะครับ หวังใจว่าคงไม่วิพากษ์วิจารณ์ว่าสมัครเอาอีกแล้ว
อยากให้ช่วยเหลือการประนอมหนี้ธนาคาร ช่วยประชาชนกำลังลำบาก กรุณาขึ้นค่าแรง - ถ้าเป็นหนี้ไปขึ้นตรงค่าแรงตรงนั้นมันแก้หนี้ไม่ได้ แต่ว่าช่วยประทังประนอมหนี้ทำได้ครับ ถ้ามีเงินเดือนเป็นหลักฐาน และเอามาเข้าระบบ ประเภทร้อยละ 10 เอามาเข้าระบบ 8 ต่อปี ร้อยละ 10 ต่อเดือน แปลว่าปีละ 120 ต่อปี เรื่องนี้มีหนทางช่วยได้ครับ ส่งรายละเอียดมาแต่ละคนจะดูว่ายังไง...อยากให้พูดเรื่องสินค้าโอทอปบ้าง เพราะตอนนี้เดือดร้อนมาก เฉพาะผ้าไทยขายไม่ออก ทำยังไงดี - เขาบอกเคยขายผืนหนึ่ง 6,000 บาท ผ้าทออย่างดีเลย คนหิ้วมาให้ดูบอกว่าถ้าขาย 3,500 บาทแทบจะกราบเลย เพราะจะได้มีเงินไปใช้อะไรต่าง ๆ ผมเลยต้องซื้อ 2 ผืน เคย 6,000 บาทเขาขาย 3,500 บาทอธิบายความยากจน ความเดือดร้อนให้ดู คงไม่หลอกละครับ เพราะคนที่เอามาขายให้เป็นคุณครู เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน
ต้องขอขอบพระคุณที่ได้กรุณาส่งคำถามเข้ามา ผมอยากจะคุยเรื่องอื่นกลัวมีเรื่อง ก็เลยว่าเอาเรื่องมาตอบคำถามซะ ได้ตอบคำถามเยอะนิดหนึ่งนะครับ รายการคงจะมีเหมือนเดิมนะครับ ก็ลองดูแล้วกันครับว่า สิ่งที่ผมพูด พูดเองเพื่อไม่ให้ผ่านออกข่าวให้เข้าหูท่านเลย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังที่ผมได้อธิบาย ทั้งฝ่ายค้าน ผู้ดำเนินการทางการเมือง และท่านประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิกรุณาด้วย ผมทำหน้าที่ของผมแล้วนะครับ ลองดูสิว่าจะว่ายังไง แต่ว่าวันที่ 25 มิถุนายนนี้อภิปรายงบประมาณ วันนี้เวลาหมดครับ อาทิตย์หน้าพบกันใหม่ครับ สวัสดีครับ
บ้านหรู 45 ล้าน
เห็นภาพบ้านหลังงามที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ จ.นนทบุรี ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง. แล้วต้องยอมรับว่าสวยงาม อลังการเอาเรื่องทีเดียว
ตามข่าวว่ากันว่าสร้างอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ มูลค่าที่ดินประมาณ 12 ล้านบาท ส่วนตัวสิ่งปลูกสร้างในยุคที่วัสดุก่อสร้างราคาพุ่งพรวดไปราวกับทองคำ มีการประมาณการโดยผู้รู้ว่าน่าจะมีราคาค่างวดไม่น้อยกว่า 45 ล้านบาท
ในเรื่องของตัวที่ดินนั้น คุณหญิงจารุวรรณเคยออกมาแจกแจงปากเปล่าแล้วครั้งหนึ่ง ว่า เป็นทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ก่อนแต่งงาน และฐานะส่วนตัวก็ไม่ได้อยู่ในขั้นขี้เหร่
เรื่องที่ปรากฏนี้คงจะต้องมองกันอย่างเป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่ออกมาเปิดประเด็นและผู้ที่ถูกกล่าวหา
เพราะเชื่อว่าคนที่นำเรื่องนี้ออกมาพูดจาก็เพราะเห็นเป็นความผิดสังเกต และหากเกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก็จะเป็นความไม่เหมาะไม่ควรเสียเปล่าๆ เพราะหน้าที่การงานของคุณหญิงจารุวรรณ เองก็อยู่ในฐานะที่ให้คุณให้โทษผู้คนได้มากมาย อย่างที่คุณหญิงเคยบอกผ่านออกมาแล้วว่าเคยมีคนหอบเงิน 100 ล้านบาท มาให้ แต่ไม่ได้รับเอาไว้
ขณะที่ คุณหญิงจารุวรรณเองก็น่าจะมองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชน เพราะแม้ว่าจะไม่ปรากฏเป็นข่าวในวันนี้ แต่การที่ข้าราชการ 1 คน มีบ้านหลังใหญ่โตมโหฬาร ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีข้อครหาตามมา
และเชื่อแน่ว่าหากทุกอย่างเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ คุณหญิงจารุวรรณ ย่อมสามารถแสดงเหตุผลได้ ไม่ว่าตัวเงินดังว่านั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไรก็ตาม
เพราะแน่นอนว่าเงินจำนวนมากมายขนาดนี้ ต้องมิใช่เงินที่รับราชการเพียงปกติเป็นแน่
ส่วนจะเป็นเงินมรดกตกทอด ก็ย่อมมีหลักฐานการรับมรดกให้เห็น
หรือจะเป็นการรวยหุ้น รวยที่ดินมาตั้งแต่อดีต ทุกอย่างมีหลักฐานที่สามารถนำออกมาแสดงให้สังคมเกิดความเข้าใจได้ทั้งหมด
หรือหากเงินในบัญชีเงินฝากของคุณหญิง จะมีการพัฒนามาเป็นลำดับตลอดอายุการทำงาน 30-40 ปี ก็อาจจะพอรับฟังได้บ้าง
แม้จะมีการประเมินกันว่าแม้คุณหญิงจารุวรรณ ได้รับเงินเดือนเดือนละแสนตั้งแต่เริ่มรับราชการใหม่ๆ จนถึงวันนี้ล่วงไป 40 ปี ก็ยังไม่น่าจะมีเงินถึง 50 ล้านบาท
หรือในบทสัมภาษณ์บางช่วงบางตอน คุณหญิงจารุวรรณ ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยเงินเดือนเพียง 1,500 บาท
และบางช่วงบางตอนก็ยังระบุว่าไม่ได้ร่ำรวยมากมายอะไร แต่กู้เงินธนาคารเพื่อมาดำเนินการปลูกบ้านหลังดังกล่าว
ตรงนี้คุณหญิงก็สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้อยู่แล้วว่ามีการกู้เงินจากธนาคารจริงหรือไม่ กู้เป็นวงเงินเท่าไร ใกล้เคียงกับมูลค่าการก่อสร้างบ้านหรือเปล่า
และขณะเดียวกันธนาคารที่ปล่อยกู้ก็คงจะต้องดูกันว่าให้กู้คุ้มค่ากับหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ เพราะหากประเด็นนี้ไม่มีความชัดเจน ธนาคารที่ปล่อยเงินกู้อาจจะต้องโดนหางเลขไปด้วย
ที่สำคัญในวันที่คุณหญิงจารุวรรณ อายุจวนเจียน 60 ปี ขนาดนี้ ธนาคารที่ให้กู้จะให้เวลาในการผ่อนชำระหนี้ได้กี่ปี เพราะเท่าที่รู้การกู้เงินซื้อบ้าน เขาให้ผ่อนกันเต็มที่ก็ไม่เกินอายุ 65 ปี
แน่นอนว่าประเด็นการสร้างบ้านหรูของคุณหญิงจารุวรรณ คงจะปฏิเสธข้อกังวลสงสัยของผู้คนในสังคมทั่วไปไม่ได้ และอาจจะยิ่งเป็นความเคลือบแคลงมากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าหากคุณหญิงจะเพียงพูดจาปากเปล่า และพยายามตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่าเป็นเรื่องของคนที่จ้องทำลาย
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ว่าเจตนาของผู้เปิดประเด็นจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่การสร้างบ้านมูลค้าหลายล้านบาทก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
อีกทั้งตัวคุณหญิงก็เป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความสนใจ อยู่ในตำแหน่งที่ต้องมากด้วยความยุติธรรม และเป็นตำแหน่งที่หากได้คนไม่ดีเข้ามาทำงานก็จะเป็นช่องในการหาประโยชน์
ดังนั้นสาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คุณหญิงจารุวรรณ กล้าหรือพร้อมที่จะออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่
เพราะแน่นอนว่าหากไม่มีคำอธิบายที่น่าฟัง ประชาชนก็จะยิ่งเพิ่มความสงสัย
ผมอยากให้ฝ่ายที่เปิดประเด็นให้โอกาสคุณหญิงจารุวรรณ ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อออกมาชี้แจงแสดงความบริสุทธิ์ เพราะเชื่อว่าคนที่บอกผู้คนทั้งประเทศว่าเป็นคนซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ ย่อมไม่กลัวกับเรื่องเพียงเท่านี้
และเชื่อว่าคุณหญิงจารุวรรณ เองก็รู้ดี หากปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ คาราคาซัง ก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกสังคมตั้งข้อสงสัยและตราหน้า
ว่า...คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นคนขี้โกง...!!
บิ๊กโบ๊ต
‘สมัคร’เมินซักฟอก ถกงบ’52สำคัญกว่า ชี้‘อยาก’จนผิดปกติ

ภายหลังที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้มอบหมายให้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ยื่นหนังสือต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขอเปิดอภิปรายร่วม 2 สภา ตามมาตรา 179 ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 61 คน ก็ได้เข้าชื่อยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล ตามมาตรา 161 ไปก่อนหน้านี้ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในวันนี้ (15 มิ.ย.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวทั้ง 2 เรื่อง ผ่านรายการ สนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที ว่า ดูจะเป็นการกระเหี้ยนกระหือรือรีบร้อนเกินไป ที่จะขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพราะรัฐบาลเพิ่งบริหารงานได้มาแค่เพียง 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาตามการร้องขอในหลายประเด็นอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเปิดประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อพิจารณากฎหมายภายใน 180 วัน และอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ซึ่งเป็นเรื่องด่วน ไม่ได้เป็นการเปิดประชุมเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ
ทั้งนี้ จึงขอให้ประชาชนร่วมกันตัดสินใจดูว่า เหมาะสมหรือไม่ หากในวันที่ 23 มิถุนายน เปิดให้วุฒิสภาอภิปราย และต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน ยังเป็นการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งตนขอยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดให้วุฒิสภาอภิปรายโดยไม่ลงมติอย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เปิดอภิปรายทั่วไปนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปกติการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญจะทำเพียง 3 วัน เพื่อพิจารณาเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่วิปฯขอขยายเวลาเพิ่ม เพื่อพิจารณากฎหมายสำคัญอีก 3-4 ฉบับ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเวลา 180 วัน รัฐบาลจึงเพิ่มเวลาให้การเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ และร่างกฎหมายสำคัญเท่านั้น
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ในวันที่ 11-12 และ 18-19 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมจะดำเนินการพิจารณากฎหมาย ส่วนวันที่ 25-26 มิถุนายน จะเป็นการพิจารณางบประมาณ ซึ่งอาจใช้เวลายืดเยื้อถึงวันที่ 27 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดสมัยประชุมสมัยวิสามัญครั้งนี้ จึงขอให้ลองตรองดูว่า ตนหนีการอภิปรายเพราะกลัวเกรง หรือเป็นการลุกไล่กันจนไม่ดูตาม้าตาเรือ
“หากอยู่กลางสมัยธรรมดาไม่มีปัญหาอย่างไรก็ต้องรับ ต้องย้ำไม่ได้กลัวเกรงการอภิปราย เพราะเพิ่งบริหารประเทศมาได้ 4 เดือน ยังไม่ทันทำอะไรผิด กระเหี้ยนกระหือรือ ทำไมรีบร้อนกันเหลือเกิน กำลังคิดแก้ไขปัญหา เสนอความคิดมา ต้องเห็นชอบตามความคิดก่อนไปดำเนินการ แต่นี่จะมาล่อกันเสียก่อน“ นายกรัฐมนตรี กล่าว
ขณะที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านไม่มีโอกาสเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่เปิดอภิปรายในสมัยประชุมนี้ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.ก็ยังสามารถรวบรวมชื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญทั่วไปได้ แต่ต้องรอถึงสิ้นปี 2552 เพราะในเดือนสิงหาคมที่จะเปิดประชุมครั้งต่อไป จะมีการพิจารณาเรื่องกฎหมายเพียงอย่างเดียว พร้อมกันนี้ยังได้ติพรรคฝ่ายค้านว่า เล่นบทตีสองหน้า
“พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทตีสองหน้า ด้านหนึ่งก็พยายามขอใช้เวทีสภาเปิดอภิปรายรัฐบาล อีกด้านก็ส่งสมาชิกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ สองเวทีเดินคู่ขนานบีบรัดรัฐบาลให้จนแต้มกลางกระดาน ถ้ายอมให้เปิดอภิปรายแล้วกลุ่มพันธมิตรฯยุติชุมนุมก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แต่เปิดแล้วเขาไม่หยุด และ 2 เวทีทำงานประสานกันเราก็รับมือยาก“ ร.ท.กุเทพ กล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ได้กล่าวตอบโต้ว่า รัฐบาลบอกว่าทำงานมา 4 เดือน ไม่มีปัญหา แต่กลับมีการขอยื่นเปิดอภิปราย จึงขอถามว่า วันนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทุกคอลัมน์ พาดหัวถึงวิกฤติของประเทศ หวั่นประเทศพัง มาเดือนหนึ่งแล้ว ฝ่ายค้าน หรือ ส.ว. จะขอเปิดอภิปราย ก็เพราะเห็นปัญหา ยกเว้นนายกฯคนเดียวเท่านั้นบอกว่า ไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ ยังตอบโต้ที่นายกรัฐมนตรี กล่าวถามว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลแล้วมีฝ่ายค้านขอให้เปิดอภิปราย 2 สภา พรรคจะทำหรือไม่นั้น นายองอาจ ระบุว่า “เราขอประกาศถ้าพรรคได้เป็นรัฐบาลแล้วบ้านเมืองมีปัญหามากก็ยินดีให้เปิด เราไม่ใจแคบฟังคนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพียง 30 กว่าคน หรือคนที่ประจบสอพลอใกล้ชิด หรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ที่นายกฯ ออกมาชี้แจงโดยอ้างต่างๆ นานานั้น เป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ผมจะเสนอที่ประชุมแกนนำพรรค 14.00 น.วันนี้ ว่า คงต้องใช้การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นช่องทางที่เหลือทางเดียว เนื่องจากรัฐบาลปิดกั้น”


