นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสำนวนของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกยกคำร้องกว่า 700 สำนวนว่า สำนวนที่มีการร้องคัดค้านเข้ามายัง กกต. มีเพียงแค่ 648 สำนวนเท่านั้น และมีการลงมติไปแล้ว 300 กว่าสำนวน ส่วนที่มีการยกคำร้องไปนั้นส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหากันลอยๆ พอเชิญผู้ร้องมาให้ปากคำก็ไม่มีข้อมูลหลักฐาน ดังนั้น สำนวนที่ยกคำร้องไป กกต.สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เพราะพิจารณาเท่าเทียมกันทุกพรรค ไม่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง ยืนยันว่า เราทำงานตามกฎหมาย พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศแตกหักกับรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า การทำงานของ กกต. ยังเหมือนเดิม อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหามาก ถ้าหากชุมนุมอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายร่างกายกัน ก็คงไม่มีปัญหา ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามแยก กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย โดยยอมรับว่า ลำบากใจ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนยังทำงานร่วมกัน ไม่ได้แบ่งแยกการทำงาน ไม่มีการถูกชักจูง ในเรื่องความคิดเห็น เราทำงานโดยอิสระ และการพิจารณาก็ไม่ได้เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งตนได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ทำองค์กร กกต. เป็นกลางที่สุด ไม่ฝักใฝ่หรือเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าใครมีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือเอนอียงก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ระบุว่ากกต.ได้ยกคำร้อง 700 สำนวน เป็นการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะสำนวนร้องคัดค้านที่อยู่ระหว่างการดำเนินของ กกต.มีทั้งหมดเพียง 648 สำนวนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 328 สำนวน ประกอบด้วย สำนวนที่ยกคำร้องคัดค้าน 248 สำนวน ยกคำร้องคัดค้านและดำเนินคดีอาญา 23 สำนวน ไม่รับคำร้องคัดค้าน 31 สำนวน ถอนคำร้องคัดค้าน 4 สำนวน เลือกตั้งใหม่โดยการใบเหลือง 16 สำนวน มีจำนวน 30 คน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือให้ใบแดง 6 สำนวน จำนวน 8 คน รวมสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้น 328 สำนวน นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจคดีทุจริตเลือกตั้งแต่ละสมัยของ กกต. ที่ผ่านมา พบว่าสำนวนส่วนใหญ่ที่ร้องคัดค้านเข้ามา ท้ายที่สุดจะถูกยกคำร้อง โดยในการเลือกตั้ง ส.ส .เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีการร้องคัดค้านเข้ามามีทั้งหมด 870 เรื่อง แต่ กกต.ได้ยกคำร้องถึง 535 สำนวน “ดังนั้น ขอยืนยันการทำงานของ กกต. ทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องที่จะมีการวิพากวิจารณ์ ผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต.มีความเป็นกลาง เพราะทางซ้ายเราก็ถูกวิจารณ์ ทางขวาเราก็ถูกวิจารณ์ หาก กกต.ทำงานเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่าการทำงานของ กกต.ตรงไปตรงมา และยินดีให้มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรื้อสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น ผมคิดว่าจะทำได้ลำบาก เพราะสำนวนที่ กกต.ได้ลงมติยกคำร้องและมีการรับรองการเลือกตั้งไปแล้ว ถ้ามีการรื้อคงจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้น ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกติกามากกว่า ส่วนสำนวนเหลือต้องพิจารณากันต่อไป” นายสุทธิพล กล่าว เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า กรณีพนักงานของสำนักงาน กกต. ถูกพาดพิงว่ามีส่วนรู้เห็นและวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ทาง กกต.น้อมรับเอาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบหลักฐานว่าพนักงานของ กกต.วางตัวไม่เป็นกลาง ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสื่อมเสีย ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด.-สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 18 มิ.ย.– กกต.เผยมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเพียง 648 สำนวน ไม่ใช่กว่า 700 สำนวนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ระบุพิจารณาไปแล้วกว่า 300 สำนวน ส่วนใหญ่ที่ยกคำร้องเพราะไร้หลักฐาน สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง ด้านประธาน กกต. ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนที่มีการยกคำร้องไปแล้วนั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม กกต. อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องสำนวนและชี้แจงให้ประชาชนทราบ
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:00:36
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 18, 2008
กกต.แจงมีคำร้องคัดค้านไม่ถึง 700 สำนวนพร้อมแจงได้ทุกเรื่อง
มท.1 ไม่หวั่นกรณีพันธมิตรฯ จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ศุกร์นี้
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย. นี้ ว่า “ก็ไปซิ ไปดูไว้ก่อนก็ได้ เผื่อรอบหน้าลงเลือกตั้ง ท่านสนธิ (ลิ้มทองกุล) เป็นนายกฯ จะได้ไปมาง่าย” ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย หากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และตนจะไม่ปิดกั้น เชิญมาให้มาก ๆ แต่ส่วนตัวเห็นว่าคงไม่มีใครเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และว่า “มีการขนอาวุธเข้ามาเมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นอาวุธที่ก่อเหตุได้ แต่ไม่ใช่รัฐบาล เอาแค่นี้พอ”. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 13:27:50

"อดิศร" ย้อน ปชป.ใครกันแน่ทำไทยเสียดินแดน

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับไปทบทวนถึงการดำเนินการเกี่ยวกับเขาพระวิหารในอดีต ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ และทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา พร้อมย้ำเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์อย่าออกมาแสดงความเห็นโดยใช้อารมณ์ เพราะไม่มีใครต้องการให้ไทยต้องเสียดินแดน
รมว.กลาโหม กัมพูชา ยืนยันแผนที่เขาพระวิหารฉบับใหม่ ไม่ล่วงล้ำดินแดนไทย

พล.อ.เตีย บัญห์ กล่าวว่า ทราบว่า มีการคัดค้านในกรุงเทพมหานคร ต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมถึงการโจมตีว่าแผนที่ฉบับใหม่ทำให้เกิดการเสียดินแดน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านในกัมพูชาได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงเช่นกัน ว่า มีการกระทำที่ชวนสงสัยให้เกิดการเสียดินแดน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา วันที่ 27 กรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ พล.อ.เตีย บัญห์ ยังกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เรื่องดังกล่าวถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ไม่ได้แสดงความกังวลและมั่นใจว่าพรรคซีพีพีของรัฐบาลจะสามารถครองเสียงมากได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยอมรับว่า มีการขอร้องจากรัฐบาลกัมพูชา ให้ระมัดระวังในการชี้แจงปัญหาดังกล่าว รวมถึงให้รายละเอียดของตัวแผนที่ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบกับการเมืองในกัมพูชา และมีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายนพดล เตรียมชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการแสดงแผนที่ฉบับใหม่ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวานนี้
'เหลิม' ชี้จ้องล้มล้างทางการเมือง โต้ข่าวดัน2ลูกชายเป็นตำรวจ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวการเตรียมผลักดันลูกชาย 2 คน กลับเข้ารับราชการตำรวจ โดยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ถือเป็นการทำลายทางการเมือง ซึ่งลูกชายทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งอายุเกือบ 40 แล้ว อีกคนหนึ่งก็เป็นเลขารัฐมนตรี และเพื่อนๆ ก็ขึ้นเป็นพันโทกันไปหมดแล้ว จึงไม่มีความคิดที่จะกลับเข้าไปเป็นตำรวจแน่นอน
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายฝ่ายใน ตร.เริ่มจับตามองว่า จะมีความพยายามผลักดันให้นายวัน (วันเฉลิม) อยู่บำรุง บุตรชายคนรองของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ถูกปลดออกและปลดยศ “ร.ต.ต.” เนื่องจากไม่ผ่านการเกณฑ์ทหารและปลอมแปลงใบผ่านการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร (สด.9) ให้กลับเข้ามารับราชการตำรวจอีกครั้ง เนื่องจากมีวิธีทำให้กลับมาได้หลายทาง ได้แก่
1. ต้องพิสูจน์คุณสมบัติการผ่านการเกณฑ์ทหารเสียก่อน โดยหาหลักฐานมาแสดงเพื่อใช้ประกอบขั้นตอนการพิจารณาขอคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แต่งตั้ง
2. ใช้วิธีการแต่งตั้งพิเศษโดยอ้างความสามารถพิเศษ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสังกัดหน่วยงานเดิม แต่ต้องเข้าขั้นตอนตามที่กล่าวมาข้างต้น และ
3.หนทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือบรรจุแต่งตั้งนายวันเข้ารับราชการในกระทรวงมหาดไทย และไม่กำหนดคุณสมบัติในการรับราชการที่เข้มงวดเหมือนตำรวจ แล้วค่อยโอนย้ายมารับราชการตำรวจภายหลัง
สำหรับนายอาจหาญ และนายวัน บรรจุเข้ารับราชการเป็นตำรวจสัญญาบัตร ติดยศ “ร.ต.ต.” ภายใต้สังกัดกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใน พ.ศ.2542 ร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาใช้ใบเกณฑ์ทหาร (สด.43 ปลอม) สมัครเข้ารับราชการตำรวจ และหลังเรื่องดังกล่าวแดงขึ้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเอกสาร สด.43 ของร.ต.ต.อาจหาญกับร.ต.ต.วันเฉลิม อยู่บำรุง ได้นำใบ สด.43 ของบุคคลทั้ง 2 ซึ่งอ้างว่าได้รับจากการตรวจเลือกทหารไปเปรียบเทียบกับต้นขั้วของกองทัพบก ปรากฏว่าที่ต้นขั้วของกองทัพบก ทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ไม่ได้มารับการเกณฑ์ทหาร และใบสด.43 ของทั้งคู่ที่ใช้ในการสมัครเข้ารับราชการตำรวจจึงเป็นของปลอม ซึ่งทั้งคู่จะต้องมีความผิดทางอาญา
โดยพล.ต.ศักดิ์สิน ทิพยเกษตร เจ้ากรมการกำลังสำรองทหารบกขณะนั้นชี้แจงว่า เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปผลว่าเอกสาร สด.43 ดังกล่าวเป็นของปลอม ทั้งคู่จะต้องถูกดำเนินคดีฐานปลอมแปลงเอกสาร และในปีถัดไปร.ต.ต.วันเฉลิม ยังคงต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหารอีก เพราะอายุยังไม่เกิน 29 ปี (ในขณะนั้น) ส่วนร.ต.ต.อาจหาญ อายุเกินแล้วจึงถูกดำเนินคดีอาญาเพียงอย่างเดียว
ต่อมาทั้งร.ต.ต.อาจหาญ และร.ต.ต.วันเฉลิม ได้ประกาศขอลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2542 แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 2 วัน คือวันที่ 4 มี.ค. 2542 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่อนุมัติให้ลาออก แต่มีคำสั่งให้ร.ต.ต.อาจหาญและร.ต.ต.วันเฉลิม ออกจากราชการแทน พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญาฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม
โดยก่อนหน้านี้ ลูกชายคนเล็กของร.ต.อ.เฉลิมคือ "ดวง อยู่บำรุง" เพิ่งทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการทหาร เป็น "ว่าที่ร.ต.ดวง อยู่บำรุง" ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเหมาะสมและถูกต้องหรือไม่
“พงษ์เทพ” เปิดมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ลั่นแก้วิกฤติหลังงาน-อาหารให้รัฐ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ประธานมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย เป็นประธานการเปิดที่ทำการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้าร่วม อาทิ พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์ นายอดิศร เพียงเกษ โดยนายพงษ์เทพ เปิดเผยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางมาวันนี้
เนื่องจากเป็นเพียงการเปิดอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่สำคัญจะมีการดำเนินการในทันที คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ เรื่องพลังงาน ที่ได้มอบหมายให้ นายสุขวิช รังสิตพล เป็นผู้ดูแล และเรื่องข้าว ที่ได้มอบหมายให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นผู้ดูแล โดยจะมีการเชิญภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน เข้าร่วมเสนอความคิดเห็น และเสนอแนะต่อรัฐบาล และประชาชน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ซึ่งไม่อยากให้มองเป็นประเด็นทางการเมือง และไม่ได้มีความต้องการจัดตั้งเป็นรัฐบาลคู่ขนานอย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์
สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า สถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้นั้น นายพงษ์เทพ เชื่อว่า เป็นเพียงการหยอกล้อสื่อมวลชน เนื่องจากเห็นว่า สื่อขณะนี้ชอบนำเสนอเรื่องของโหราศาสตร์ โดยไม่ได้เกี่ยวกับการเคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันศุกร์นี้ ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการอีกครั้งของมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการเชิญ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นประธานด้วย
‘นพดล’ท้า‘อลงกรณ์’เอาตำแหน่งเดิมพันกรณี‘เขาพระวิหาร’

นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเขาพระวิหารว่า ความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะตอนต้นทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารในลักษณะหนึ่งบวกสอง แต่สองนั้นรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึ่งตนในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ก็ได้แจ้งกลับไปว่า ให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะพื้นที่หมายเลขหนึ่งได้หรือไม่ ทางกระทรวงการต่างประเทศไปช่วยไม่ให้ไทยเสียดินแดน จึงไม่มีเรื่องอะไรที่จะมีคนออกมาคัดค้าน
“ถ้าไม่ใช่ฝีมือของผม เราอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนในพื้นที่ทับซ้อน ถ้าผมไม่เป็น รมว.ต่างประเทศ เดือนกรกฎาคมเขาอาจจะขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งส่วนที่ 1 และ 2 ไปแล้ว ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของผม แต่กระทรวงการต่างประเทศมาช่วยทำให้แผนที่ที่กัมพูชาทำมาตัดเหลือเฉพาะหนึ่ง คือบริเวณตัวปราสาทเท่านั้น จึงไม่ได้มีปัญหาอะไร ทางกรมแผนที่ทหารได้ช่วยดูแล้วไม่มีการรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของเรา ทุกฝ่ายสบายใจได้ ที่คุณอลงกรณ์ (นายอลงกรณ์ พลบุตร) บอกว่ามีการหมกเม็ด ก็ยืนยันว่าไม่มี เพราะทางกรมแผนที่ทหารได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และในที่ประชุม ครม. วันนี้ก็จะมีการพูดคุยและชี้แจงกันอีกครั้ง หากคิดว่าแผนที่ที่กัมพูชาเสนอมายังสามารถคัดค้านได้ และเมื่อถึงเวลาสมควรก็คงจะสามารถเปิดเผยทั้งตัวแผนที่และแถลงการณ์ร่วม”
เมื่อถามว่า หากถึงเวลาเปิดเผยแถลงการณ์ร่วมแล้วไม่เป็นที่พอใจของคนไทย จะรับผิดชอบอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า “จะให้ผมลาออกไหมครับ แต่ถ้าเกิดแผนที่มันถูกต้อง ไม่รุกล้ำ คุณอลงกรณ์จะลาออกจากการเป็น ส.ส. หรือไม่ แล้วผมจะลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี ถ้าแผนที่มันรุกล้ำ ผมอุตส่าห์ทำให้ไม่เสียดินแดน ถ้าบ้านเมืองเราไม่เห็นความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งผมได้เจรจาในขณะนี้ เราก็ทำความดีไม่ได้แล้ว ผมขอท้าทายเลยว่า ถ้ามีการจดทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ไม่รวมพื้นที่ทับซ้อน ถ้าเป็นจริงตามนี้ ฝ่ายค้านหรือคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมจะให้เครดิตผมหรือไม่”
เมื่อถามว่า เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งเลยใช่หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า “ถ้าผมชนะจะให้ผมเป็นอะไร เป็นนายกฯ หรือ ผมไม่อยากเดิมพันอะไร เพราะเป็นงานที่ใครๆ ก็ตรวจสอบได้ เรื่องนี้น่าจะชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ ที่เจรจาด้วยความยากลำบาก ผมพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วยการลาออก แต่ถ้าไม่รุกล้ำจะให้ตำแหน่งอะไรผมเพิ่มหรือไม่ ถ้าให้เพิ่มผมถึงจะรับคำท้า”
นายนพดล กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในส่วนของไทยนั้น จะต้องไปเจรจาเพื่อขอให้มีการดำเนินการร่วมกันต่อไป เพราะขึ้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงอย่างต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศ ซึ่งตนมั่นใจว่าสามารถเจรจาได้สำเร็จเป็นผลงานชิ้นที่สอง
ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไปเยี่ยมที่กระทรวงในวันพรุ่งนี้ ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ต้องขอถามว่า จะไปกี่คน จะได้เตรียมถ้วยกาแฟให้ถูก
‘สดศรี’กางพาสปอร์ตโต้ ลั่นฟ้อง‘พันธมิตร’กุข่าว

หลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเดินเกมกดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยการขับไล่ 2 กกต. นางสดศรี สัตยธรรม กับ นายสมชัย จึงประเสริฐ โดยกล่าวหาว่าทำหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งโยนข้อกล่าวหาให้นางสดศรีว่า รับสินบน และมีความสนิทสนมกับนักการเมืองฝั่งพรรคพลังประชาชน นั้น
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง แถลงข่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กล่าวหาว่าตนเองเดินทางไปพบกับ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่ประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยนางสดศรียืนยันว่า ตนเองไม่เคยไปพบกับนายจาตุรนต์ หรือสมาชิกมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย แต่ยอมรับเคยเดินทางไปจีนจริง ในสมัยที่เป็นผู้พิพากษาเมื่อปี 2548 และปี 2549 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็น กกต. รวมถึงไม่เคยรับสินบนเครื่องเพชรตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหา และเตรียมฟ้องกลับกลุ่มพันธมิตรฯ ในข้อหาหมิ่นประมาท
“ดิฉันเห็นว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อต้องการดิสเครดิตการทำงานของ กกต. และต้องการแบ่ง กกต. ออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน”
ทั้งนี้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นางสดศรีได้แสดงพาสปอร์ตจำนวน 2 เล่มที่เตรียมมาให้กับผู้สื่อข่าวได้ดูทีละหน้า รวมถึงสายสร้อยไข่มุกที่ใส่มาในราคา 199 บาท โดยระบุว่า ตนเองเป็นคนนิยมของปลอมมากกว่า
นางสดศรี กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา กกต. ทั้ง 5 คน ทำงานโดยไม่มีปัญหา และไม่เคยแบ่งพรรคแบ่งพวก ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้รื้อฟื้นสำนวนคำร้องคัดค้านทุจริตเลือกตั้งนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติ กกต. ไปแล้ว ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯ มีหลักฐานว่า กกต. ทุจริตก็ให้ฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ทันที
*หนุนฟ้องพวกหน้าตัวเมีย
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ตนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่นางสดศรีจะฟ้องร้องนายสนธิ เพื่อเปิดโปงให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วประเทศว่า กกต. มีความสุจริต จึงอยากให้นางสดศรีท้าให้นายสนธิเอาหลักฐานมาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ อีกทั้งอยากให้นายสนธิแสดงความเป็นสุภาพบุรุษ อย่ารังแกผู้หญิง ควรให้เกียรติสุภาพสตรี
“อยากเรียกร้องให้นายสนธิกล้าๆหน่อยอย่ารังแกผู้หญิง ต้องให้เกียรติผู้หญิง นายสนธิเป็นสุภาพบุรุษหรือเปล่า อยากให้เผชิญหน้ากันเลย เพื่อจะได้ฉีกหน้ากากของนายสนธิว่าเป็นคนอย่างไร การที่จะไปเหยียบย่ำสถานที่ราชการ และกล่าวหาโดยไม่เป็นความจริงนั้นมันน่าเกียจขนาดไหน” นพ.เหวงกล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าว่า การฟ้องร้องต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงอยากขอเรียกร้องให้นางสดศรีและนายสนธิออกอากาศว่าจะมีการฟ้องร้องกันจริงทุกช่อง ซึ่งสถานที่ออกอากาศจะเป็นที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือหากทางนายสนธิรังเกียจ กกต.ก็ไปถ่ายทอดที่สนามหลวงก็ได้
* แกนนำ คปพร. หนุนเต็มที่
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นการท้าทายอำนาจศาล ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เนื่องจากมีการกล่าวหาพาดพิง โดยไม่มีหลักฐานกับบุคคลที่คัดสรรมาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา หากสังเกตแล้วกลุ่มพันธมิตรจะทำการต่อต้าน ตอบโต้ และก้าวร้าวกับองค์กร หรือบุคคลที่เห็นต่างไปจากตนเอง นี่คือสัญชาติชั่วของกลุ่มพันธมิตร
อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวแล้ว ตนเห็นด้วย และขอแสดงความชื่นชมกับการที่นางสดศรี จะทำการยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจ กับผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง หรือกลับบุคคลที่ถูกกล่าวหา
“การที่นายสนธิ ทำการกล่าวให้ร้ายผู้อื่นที่มีทัศนคติไม่ตรงกับตนเอง ถือเป็นเรื่องที่ต้องแสดงต่อสังคมให้กระจ่างแจ้ง ว่าทุกวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง เหตุนี้จะกลายเป็นว่า กลุ่มม็อบใหญ่กว่ากฎหมาย มีอำนาจหรืออย่างไร ดังนั้นการที่คุณสดศรีจะทำการฟ้องสนธินั้นเป็นเรื่องที่ดี และควรให้กำลังใจ เพราะคนพวกนี้ท้าทายอำนาจศาล และกำลังพยายามยกตัวเองให้เป็นคนชี้นำประเทศ “ นายวิภูแถลง กล่าว
กลุ่มต้านฯ เผาหุ่น 3 กกต.
ด้าน นายวรัญชัย โชคชนะ แกนนำกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ พร้อมด้วยประชาชนกว่า 60 คน รวมตัวกันบริเวณด้านหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อเดินทางมาให้กำลังใจ นางสดศรี สัตยธรรม และ นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง พร้อมมอบพวงมาลัยเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน ผ่านทาง นายสมชาติ เจศรีชัย รองเลขาธิการด้านกิจการบริหารกลาง เป็นผู้รับมอบแทน
นอกจากนี้ ทางกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ได้ทำการเผาหุ่นของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงเผาหุ่นของ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. นายประพันธ์ นัยโกวิท และ นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้งด้วย เนื่องจากเห็นว่า กกต. ทั้ง 3 คน มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อว่ามีพฤติกรรมทางการเมืองที่วางตัวไม่เป็นกลาง
‘สันติอโศก’ตัวอันตราย ตั้งลัทธิเทียบชั้น‘พุทธ’

การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศกที่นำโดย นายรักษ์ รักษ์พงษ์ หรือโพธิรักษ์ ในการชุมนุมร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขับไล่รัฐบาล ยังเป็นประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะไม่ควรอย่างต่อเนื่อง ทั้งความพยายามในการแต่งกายและปฏิบัติกิจเลียนแบบพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา จนสร้างความเข้าใจผิดในสายตานานาชาติว่า มีพระออกมาร่วมการชุมนุม รวมไปถึงความเข้าใจผิดที่จะเกิดกับเยาวชนในเรื่องศาสนานั้น
ผศ.ดร.ศิลป์ ราศี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ต้องเริ่มต้นจากคำว่า กองทัพธรรม ที่นำมากล่าวอ้าง ซึ่งความหมายที่แท้จริงของกองทัพธรรม ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพ ก็คือพระพุทธเจ้า และหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นหลักอหิงสา ที่สอนให้มนุษย์ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น สังคมจะได้อยู่อย่างสงบสุข
แต่การที่กลุ่มสันติอโศกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ เป็นการทำลายหลักการของพระพุทธศาสนา หลักการของสันติอโศก เป็นแบบวิหิงสา คือ การสร้างความเบียดเบียนให้กับผู้อื่น สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นภายในสังคม เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีจิตสำนึกในความเป็นพุทธศาสนิกชน
เจ้าสำนักสันติอโศก หรือ โพธิรักษ์ เป็นคนที่ชอบอวดอ้างว่าตนเองว่าเป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญเพียรบารมีเพื่อที่จะมาช่วยชาวโลก และก็อ้างว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกัน ซึ่งการกระทำเหล่านี้เป็นการกระทำที่ลวงโลก หลอกลวงผู้อื่นว่าตนเองนั้นเป็นคนวิเศษ
*สถาปนาลัทธิเทียบพุทธศาสนา
วัตถุประสงค์ของคนกลุ่มนี้ก็เพื่ต้องการสถาปนาลัทธิของตนเองเป็นศาสนา และให้ตนเองเป็นศาสดาองค์ใหม่ ซึ่งเราไม่ควรไปยกย่องคนกลุ่มนี้ให้เทียบเท่ากับพุทธศาสนา
ซึ่งมาถึงตอนนี้ตนมองว่าเป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน และองค์กรของพระพุทธศาสนาที่จะต้องออกมาปกป้อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการทางกฎหมาย หรือจะดำเนินการทางสังคมเพื่อออกมาปกป้องพระพุทธศาสนา รวมตัวกันประท้วงให้กลุ่มสันติอโศกยุติบทบาทของตนเอง และอยากเตือนสติทุกคนว่าอย่าได้หลงเชื่อคนกลุ่มนี้ มันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจ หรือคนต่างชาติต่างก็เข้าใจผิด ทำให้ภาพลักษณ์ที่ดีงามของพระพุทธศาสนาต้องเสื่อมเสีย
“ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเดินขบวน หรือการส่งเสริมให้คนในลัทธิของตน ไปประทุษร้ายผู้อื่นนั้น ล้วนแต่เป็นหน้าที่ของคนที่นับถือลัทธินี้ ซึ่งมันขัดกับหลักอหิงสาของพระพุทธศาสนาของเรา”
*สันติอโศกอยากยกระดับตัวเอง
ด้าน ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า กฎหมายได้ตัดสินออกมาครั้งหนึ่งแล้วว่าสันติอโศกไม่ใช่สงฆ์ เพราะไม่ยอมรับในเงื่อนไขของมหาเถรสมาคม คนที่สันติอโศกบวชให้นั้นก็ไม่ถือว่าเป็นพระด้วยเหมือนกัน ไม่มีความเป็นพระ หรือเป็นสมณะทั้งนั้น เพราะว่าไม่มีความสงบทั้งกาย วาจา และใจ
และการออกมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ถือว่าไม่มีความถูกต้อง เพราะคนที่ประกาศว่าตนเองเป็นธรรมแล้ว ย่อมต้องณุ้ดีว่าอะไรเป็นธรรม อะไรเป็นอธรรม คนกลุ่มนี้ไม่ควรที่จะออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
การที่ออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศก เพียงเพื่อต้องการยกระดับของตนเองให้เทียบเท่ากับมหาเถรสมาคมเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายออกมาคุ้มครองพวกลัทธิ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
* ชำแหละก๊วนสันติอโศก
ในตอนนี้กลุ่มสันติอโศก และพันธมิตรฯ ต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะพันธมิตรฯ ต้องการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่วนทางสันติอโศกก็ไม่ต้องการให้พระพุทธศาสนาได้บัญญัติเป็นศาสนาประจำชาติ และกลุ่มสันติอโศกเป็นเสมือนกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่ากลุ่มคนที่ทำแผนดาวกระจายก็เป็นคนที่อยู่ในกลุ่มสันติอโศก เป้าหมายของพวกเขาคือต้องการให้จำลองกับโพธิรักษ์ชนะเท่านั้น พระพุทธศาสนาถือว่าคนกลุ่มนี้ทำความเสียหาย และทำให้สังคมเสื่อมเสีย
“อยากเรียกร้องให้ทางคณะสงฆ์ กระทำการใดๆ เพื่อประกาศว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่พระ เพราะพันธมิตรฯ ใช้คนกลุ่มนี้เป็นอำนาจต่อรองในเกมการเมือง เพราะคนกลุ่มสันติอโศก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นผู้นับถือศาสนามุสลิมบางส่วน โดยมีอดีต ประธาน คมช. เป็นแกนนำ อีกกลุ่มเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์บางส่วน ที่มีคุณหญิงจารุวรรณเป็นแกนนำ และกลุ่มสุดท้ายคือของมหาจำลอง และก็เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบว่าคนทั้งหมดต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกัน”
* ม็อบข้างถนนเริ่มหมดแรง
ขณะที่การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตรฯ ถึงวันนี้เป็นวันที่ 24 แล้ว โดยช่วงบ่ายของวันที่ 17 มิถุนายน บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่มีความคึกคัก โดยไม่มีการปราศรัยบนเวทีแต่อย่างใด มีเพียงการเปิดวิทยุกระจายเสียงตามสาย บอกเล่าข่าวสารและเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ให้ประชาชนที่ปักหลักอยู่ในพื้นที่ชุมนุมได้รับฟัง ขณะที่ประชาชนใช้เวลาในช่วงบ่ายด้วยการพักผ่อนตามอัธยาศัย และจับกลุ่มสนทนาปราศรัยกัน
นอกจากนี้ ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยขอรับยารักษาโรคพื้นฐาน อาทิ ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ จากหน่วยพยาบาลที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความไม่แน่นอนในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จากหน่วยพยาบาลในพื้นที่ชุมนุม ระบุว่า ยังต้องการขอรับบริจาคยารักษาโรคพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับการให้บริการอย่างเพียงพอกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในแต่ละวัน
* ปิดเอเอสทีวีลดความฮึกเหิม
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงการแก้ปัญหาการชุมนุมปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ตนได้พบกับตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการเผยแพร่ภาพข่าวจากเอเอสทีวีเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เขาก็จะใช้วิธีการระมัดระวังในการนำเสนอข่าว ซึ่งหากเคเบิลทีวีให้ความร่วมมือในส่วนนี้ ความฮึกเหิมของม็อบก็จะลดน้อยลง
ทั้งนี้ตนยังเชื่อว่าฟ้าดินมีจริง หากใครคิดทำไม่ดีกับบ้านเมืองสุดท้ายไปไม่รอด ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่าเป็นการแสดงออกตามกติกาของระบอบประชาธิปไตยภายในกรอบรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เป็นความจริง แต่เป็นเวทีกล่าวหา กล่าวร้าย นั่งดูทีไรก็หมิ่นประมาทแทบทุกคน
*ฉะพวกไม่รู้จักเคารพกติกา
ที่สำคัญที่สุด ไม่ได้เป็นการแสดงออกของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เคยขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาแล้ว และถ้าความคิดของกลุ่มบุคคลนี้เป็นความคิดที่ดี เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน การเลือกตั้งครั้งที่แล้วพวกตนก็ต้องแพ้
“ กลุ่มคนพวกนี้ด่ามาตลอดโดยไม่คำนึงกฎเกณฑ์ กติกา ไม่เคยให้เกียรติผู้นำประเทศ ด่าไอ้ อี มึง กู โคตรพ่อโคตรแม่ มีที่ไหนในโลกเขาทำกันบ้าง ผมไม่เห็นมีสาระประโยชน์อะไรเลย ปากก็บอกว่ากลัวคนไปกดดันองค์กรอิสระแต่ปฏิบัติเอง สิ่งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำวันนี้ก็เหมือนกับก่อนปฏิวัติปี 2549 และสิ่งที่นายสนธิพูดจาวันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ศาลจำคุกนายสนธิไปแล้ว 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ข้อกล่าวหาเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ก็ถูกจำคุก 2 ปี และที่ไปด่าว่าป่าไม้ที่ จ.เชียงราย ก็ถูกจำคุก 1 ปี รวมแล้ว 3 คดีก็ 5 ปี 9 เดือน ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
* ฉะม็อบทำนักลงทุนเผ่น
เมื่อถามว่าจะมีจุดลงตัวในการเจรจาเพื่อยุติปัญหาหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวยอมรับว่า มันลำบาก ยาก อย่างวันนี้ตนก็ได้ไปเยี่ยมม็อบตำรวจมา วันนี้ตำรวจเบื่อที่สุด เพราะม็อบทำให้เกิดความเสียหาย 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ คนไม่กล้ามาลงทุน เพราะคิดว่าบ้านเมืองเรากำลังเกิดกลียุค ปัญหาสังคม ตำรวจไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ และการเมือง เป็นการสร้างธรรมเนียมประเพณีที่เลวร้ายในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯนายสนธิกับคณะถ้าแน่จริงอย่ากีดขวางการจราจร ถ้าแน่จริงก็ขอให้ประชุมริเวณอื่น ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อน
ต่อข้อถามว่า พันธมิตรฯ ประกาศว่าอีก 7 วันจะจัดการกับรัฐบาลได้แน่นอนหลังจากที่ไปให้กำลังใจ กกต. มา ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ฝันไปเถอะ และการประชุม ครม. วันนี้คงไม่มีการหารือเกี่ยวกับเรื่องการชุมนุม รัฐบาลยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุมหรือใช้กำลังอย่างเด็ดขาด แม้จะมีการด่าตนทุกวันก็สาธุ แต่วันนี้ก็มีม็อบตำรวจเกิดขึ้นมาแล้ว ตำรวจเหนื่อย ทำงานทั้งในท้องที่ จากนั้นก็ต้องถูกระดมมาดูม็อบ
“ผมจะบอกให้ว่ามันกำลังจะมีคนสร้างสถานการณ์แล้วโยนความผิดมาให้รัฐบาล ก็ขอบอกผู้สื่อข่าวและประชาชนว่า รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการใช้กำลังรุนแรงโดยเด็ดขาด คืนวานซืนมีคนซน จะเอาระเบิดไปโยนข้างกระทรวงมหาดไทย แหล่งข่าวบอก จึงได้ขอร้องตำรวจให้มาดู อย่านึกว่าผมไม่รู้ แต่ผมขอสาปแช่ง ใครคิดดีกับบ้านเมืองก็ขอให้เจริญ ใครคิดร้ายก็ขอให้วิบัติ”
สถาปนิกไม่เชื่อบ้าน ‘เลดี้ดั๊ก’ 4.4 ล.

* ปปช.ยึกยักตรวจสอบทรัพย์สิน “จารุวรรณ”
“สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน” ยืนยันเงิน 4 ล้านตามที่ “จารุวรรณ” อ้างเป็นค่าก่อสร้างคฤหาสน์หรู อย่างมากก็ซื้อได้แค่วัสดุก่อสร้าง แถมปัจจุบันยังอาจขึ้นราคาไปมากกว่านั้น ขณะที่สถาปนิก-ผู้รับเหมาก่อสร้าง ระบุหากเฉพาะแค่โครงสร้างตามที่ระบุว่าทำสัญญาเมื่อปี 2546 อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ถ้าสร้างจนเสร็จสิ้นครบถ้วน ต้องมีเงินนับสิบล้านบาท แถมยังข้องใจไม่เคยเจอผู้รับเหมาที่ไหนยอมทำสัญญารับจ้างเป็นช่วง ระบุใบ BOQ ที่คุณหญิงกล่าวอ้างอาจมีมากกว่า 1 ใบก็ได้ เพราะเป็นเพียงเอกสารแนบสัญญา หรือบางทียังอาจเป็นวิธีการของพวกฟอกเงิน ที่ให้เงินสกปรกจ่ายเพิ่มเติม
กรณีมีการเปิดประเด็นคฤหาสน์หรูของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการระบุว่ามีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท จนกลายเป็นข้อกังขาของสังคมว่า คุณหญิงจารุวรรณมีเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้อย่างไร จะมีความไม่ชอบมาพากลใดๆ หรือไม่ รวมทั้งตัวคุณหญิงเองก็ยังชี้แจงได้ไม่ชัดเจน และมีความคลุมเครืออยู่มาก โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่าราคาสร้างบ้านแค่เพียง 4.4 ล้านบาท รวมไปถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องที่มาของเงิน นั้น
กรณีดังกล่าว สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน ได้มีการประเมินราคาในเบื้องต้นพบว่า เฉพาะราคาวัสดุก่อสร้างก็ใกล้เคียงกับตัวเลขที่มีการกล่าวอ้างแล้ว
นายพิเชษฐ์ ทองบุญเรือง เจ้าหน้าที่ในสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กล่าวว่า จากข้อมูลพื้นที่ใช้สอยของบ้านหลังดังกล่าวประมาณ 350 ตารางเมตรนั้น ถือว่าเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งในส่วนขององค์กรของภาครัฐ การอัพเดตราคาในการประเมิน โดยเฉพาะเรื่องของวัสดุจะมีการอัพเดต 4 ปีต่อครั้ง ดังนั้นข้อมูลอาจจะไม่เป็นปัจจุบันมากนัก เพราะอาจจะมีการขึ้นราคาไปแล้ว
รวมทั้งในการประเมินบ้าน จะต้องมีการดูรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุก่อสร้างว่าใช้เกรดไหน แบบบ้านเป็นอย่างไร ถึงจะประเมินราคาที่ใกล้เคียงได้
อย่างไรก็ตามแนวทางในการประเมินของหน่วยงานของรัฐ จะประเมินคร่าวๆ ในตารางเมตรละ 8,000 บาท ส่วนทางภาคเอกชนเท่าที่ทราบน่าจะอยู่ตารางเมตรละกว่า 10,000 บาท
ทั้งนี้ในตารางการประเมินของสำนักประเมินราคาทรัพย์สิน เมื่อปี 2550 ก่อนยุคน้ำมันแพงระบุว่า สำหรับบ้านที่สร้างด้วยวัสดุชั้นดี จะมีราคาวัสดุอยู่ที่ประมาณ 12,800 บาทต่อตารางเมตร หากบ้านหลังดังกล่าวมีพื้นที่ประมาณ 350 ตารางเมตร เฉพาะค่าวัสดุก่อสร้างก็จะมีราคาถึง 4,480,000 บาท ไปแล้ว ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านเล่นระดับ ก็ยังอาจจะต้องเพิ่มในส่วนของเหล็กเข้าไปด้วยอีก โดยยังไม่รวมถึงค่าก่อสร้าง และวัสดุอื่นจำพวกวงกบ ประตู หน้าต่าง ที่น่าจะมีราคาอีกเป็นล้านบาท รวมไปถึงค่าจ้างคนงาน ค่าตกแต่งต่างๆ เป็นเงินอีกจำนวนมาก
ด้านสถาปนิกและผู้รับเหมาก่อสร้างผู้หนึ่ง ที่มีผลงานในการสร้างหมู่บ้านจัดสรรและรับประมูลงานจากภาครัฐ กล่าวว่า ในความคิดเห็นของตน เฉพาะโครงสร้างของบ้านที่มีการกล่าวอ้างว่ามีมูลค่าเพียง 4 ล้านบาทนั้นอาจจะเป็นไปได้ เนื่องจากสัญญาที่ก่อสร้างนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2546 ราคาประเมินโครงสร้างอาจจะทำได้ในช่วงนั้น แต่ก็จะเป็นเพียงโครงสร้างเท่านั้น และหากมีห้องใต้ดิน หรือมียอดโดมที่ต้องทำโครงสร้างเพิ่มเติม มีการเล่นระดับ ก็จะต้องเพิ่มเงินเข้าไปอีกมาก
รวมทั้งยังจะต้องมีราคาตกแต่งภายใน การปรับภูมิทัศน์ ทำสวน ก่อรั้ว ซึ่งคิดว่าจะต้องใช้งบประมาณนับสิบล้านบาท ซึ่งยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ชัด แต่ตัวเลขที่ประมาณการนั้นก็ยังเป็นตัวเลขขั้นต่ำ ซึ่งปกติแล้วการก่อสร้างทั่วไปงบประมาณก็มักจะบานปลายออกไปอีกมาก โดยเฉพาะการสร้างบ้านในระดับนี้ บางครั้งบานปลายไปหลายหล้านบาทเลยก็มี
“ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ถึงแม้จะมีใบ BOQ มายืนยันว่ามีราคาเพียง 4 ล้านบาท แต่จริงๆ แล้วก็มีช่องทางซิกแซ็กได้อีกมากมาย และมีคนที่ทำแบบนี้กันอยู่ เช่น สามารถทำใบ BOQ ขึ้นอีกได้ เพราะเป็นเพียงใบประกอบที่แนบกับสัญญา เช่น อาจจะมีการทำใบ BOQ แยกไว้หลายใบก็เป็นได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ว่าจ้าง และผู้รับเหมา ที่จะทำเช่นนั้น
ดังนั้น จะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการซิกแซ็กได้ ตนจึงคิดว่าไม่น่าจะมีผู้รับเหมาคนไหน รับทำสัญญาโครงสร้างบ้านและตกแต่งภายในของบ้านหลังดังกล่าว เพียง 4 ล้านบาทเป็นแน่ และมูลค่าการก่อสร้างไม่น่าจะอยู่เพียงแค่ 4 ล้านบาทด้วยเช่นกัน รวมทั้งก็ยังอาจจะเป็นไปได้ที่จะมีข้อตกลงพิเศษอื่นๆ เช่น การเพิ่มค่าวัสดุก่อสร้างต่างๆ ให้นอกเหนือบัญชีการว่าจ้าง ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างบางรายต้องการฟอกเงิน เป็นต้น
ส่วนเรื่องของสัญญาที่คุณหญิงระบุว่า มีการก่อสร้างเป็นช่วงๆ ในความเป็นไปได้นั้น คิดว่าไม่น่าจะมีผู้รับเหมาคนไหนยอมรับงานประเภทนี้อย่างแน่นอน ในฐานะที่ตนรับงานประเภทนี้มานานจึงรู้ดีว่า มีปัจจัยเสี่ยงในหลายๆอย่าง ทั้งตัวผู้รับเหมาเอง และตัวของผู้ว่าจ้างด้วย จึงไม่น่าจะมีใครที่จะนิยมทำสัญญาแบ่งงานก่อสร้างเป็นช่วงระยะ ซึ่งโดยส่วนมากจะมีการรวมเงินและสร้างบ้านให้เสร็จในครั้งเดียวเป็นส่วนใหญ่ ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเรื่องไม่คุ้มทุนสำหรับผู้รับเหมา และผู้ว่าจ้าง จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ไปติดต่อที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อดูว่ามีการแจ้งราคาบ้านหลังดังกล่าวไว้หรือไม่ และแจ้งมูลค่าเท่าใด โดยที่แรกที่ ป.ป.ช. เขตดุสิต ด้านข้างทำเนียบรัฐบาล เจ้าที่ทำทีท่าบ่ายเบี่ยง และโบ้ยให้ไปติดต่อที่ สำนักงาน ป.ป.ช. ที่ตึกธนภัทร ถนนเพชรบุรี ชั้น 18
โดยเจ้าหน้าที่ที่ชั้น 18 แจ้งว่า บัญชีทรัพย์สินที่สามารถเปิดเผยได้มีเพียงของ ส.ส. กับ ส.ว. และรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนในกรณีของคุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถเปิดเผยได้ ให้ไปติดต่อที่ชั้น 30 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง ซึ่งเจ้าหน้าที่ชั้น 30 แจ้งอีกว่า กรณีของคุณหญิงจารุวรรณซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ขณะนี้ ผู้ที่จะตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินได้จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีหนังสือจากทางราชการเข้ามาตรวจสอบเท่านั้น เจ้าหน้าที่ถึงจะให้ข้อมูลได้
พร้อมยืนยันว่าในส่วนนี้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ และขอให้ไปติดต่อชั้น 11 อาคารธนภัทร เจ้าหน้าที่ชั้น 11 บอกว่าบัญชีแสดงทรัพย์สินในส่วนของคุณหญิงจารุวรรณไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากมีกฎหมายของ ป.ป.ช. คุ้มครองอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกให้ไปติดต่อที่เขตดุสิต
ขณะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังเปิดเผยด้วยว่าได้ถูกกำชับจากผู้ใหญ่ว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชนและกำลังเป็นข่าว ให้ระมัดระวังในการให้ข้อมูลเอกสารกับประชาชนและผู้สื่อข่าวที่ติดตามเรื่องนี้

