
การแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อปกครองแผ่นดิน และบริหารประเทศ ตามแนวทางของลัทธิอโศก คือ เป้าหมายสูงสุดของ โพธิรักษ์ สำนักอโศก และ จำลอง ศรีเมือง อย่างมิพักต้องสงสัยอีกต่อไป
การเอาชนะทางการเมือง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ คือปลายทางของ โพธิรักษ์ และ จำลอง ที่กำหนดไว้นานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสเดินทางไปถึง ด้วยวิถีทางปกติ และวิธีการที่เป็นที่ยอมรับในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้ว่าฯกทม. กทม.สองสมัย ของจำลอง ศรีเมือง ดูจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด และทำให้ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ตลอดจน สาวกสำนักอโศก มีความหวังอย่างยิ่งที่จะได้ใช้แนวทางคำสอนของลัทธิอโศก เป็นแนวนโยบายบริหารประเทศ
เมื่อถึงนั้นลัทธิอโศก ก็จะมีสถานะไม่ด้อยกว่าพระพุทธศาสนา อีกทั้ง พ่อท่านโพธิรักษ์ ก็คงมีศักดิ์เสมอเท่าสมเด็จพระสังฆราช เป็นอย่างน้อย
ความหวังทั้งหมดมวลนี้ของชาวอโศก และโพธิรักษ์ พังทลายลงเหมือนกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดสาด เนื่องเพราะพรรคพลังธรรมที่มีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค พ่ายพิษน้ำลายในสงครามการเมืองเรื่องเลือกตั้งเมื่อปี 2535 ให้แก่พรรคประชาธิปัตย์
เมื่อศิษย์เอกอย่างจำลอง ศรีเมือง พลาดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีข้อหา พาคนไปตาย ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ พรรคพลังธรรม ถึงกาลล่มสลายลงในที่สุด เมื่อนักการเมืองที่มารับช่วงต่อจาก จำลอง ศรีเมือง และประชาชนที่เคยให้การสนับสนุน ได้รู้เห็นความจริงว่าพรรคพลังธรรม คือ ตัวแทนของสันติอโศก และ จำลอง ที่แท้ก็คือ ตัวตนของโพธิรักษ์ อีกภาคหนึ่ง
การถอนตัวออกจากพรรคพลังธรรมของ ทักษิณ ชินวัตร คือ จุดกำเนิดความบาดหมางแรกระหว่าง จำลอง กับ ทักษิณ เพราะหลังจากที่ทักษิณ หันหลังให้ อันเนื่องจากความขัดแย้งภายในพรรค จนยากจะประสานได้ พรรคการเมืองที่จำลอง และ โพธิรักษ์ หวังจะใช้เป็นบันไดไขว่คว้าหาอำนาจรัฐ ซึ่งเกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว ก็ไปไม่รอดและจอดไม่ต้องแจวเหมือนเรือเกยตื้นยังไงยังงั้นเลย
แต่ใช่ว่าเมื่อพลาดหวังกับพรรคพลังธรรม จำลอง ศรีเมือง กับ โพธิรักษ์ จะหยุดตัวเอง จะละ ลด เลิก กิเลส ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอำนาจรัฐ แต่อย่างใดไม่ ทั้งสองคนวางแผนที่จะกลับคืนสู่เกมอำนาจอีกคราครั้งหนึ่ง ด้วยการลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ครั้งที่ 3 ของจำลอง ศรีเมือง ก่อนจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เสียฟอร์มให้แก่ พิจิตต รัตตกุล
สาเหตุของความพ่ายแพ้ก็เนื่องมาจาก ประชาชนคนกรุงเทพฯ รู้ทันเสียแล้วว่าจำลอง ไม่ใช่ของจริง กลยุทธ์หาเสียงด้วยเข่งปลาทู ทำตัวให้ดูน่าสงสาร น่าเห็นใจ เป็นคนยากคนจน ไม่สามารถเรียกคะแนนสงสารจากคนกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนเคย
เลยไปจนถึงเรื่องการบริหารราชการงานที่กทม. ซึ่งมีข้อพิรุธสงสัยว่า จำลอง ศรีเมือง มีความสุจริต โปร่งใสจริงหรือไม่ เมื่อได้เห็นเรือหางยาวของบริษัทครอบครัวขนส่ง วิ่งรับ-ส่งประชาชน เก็บเงินค่าโดยสาร ราวกับเป็นเจ้าของคลองแสนแสบ ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้รับสัมปทานเส้นทางการเดินเรือ และ ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการเดินเรือในคลองแสนแสบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจาก ได้รับความเห็นชอบให้ทำโครงการทดลองให้บริการประชาชน เท่านั้น
แต่ทว่าเป็นการทดลองให้บริการที่ใช้ระยะเวลายาวนานนับสิบปี โดยที่ไม่มีการประเมินผล และไม่มีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจประกอบการรายอื่น เข้าเสนอประโยชน์ให้แก่กทม. ในลักษณะของการแข่งขัน แต่กลับปล่อยให้บริษัทครอบครัวขนส่งเก็บกินผลประโยชน์ไปหลายร้อยล้านบาท ใน ขณะที่กทม. ไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งยังต้องตกเป็นหนี้บุญคุณบริษัท ที่อุตส่าห์จัดเรือมาให้บริการ ช่วยแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ ในสายตาของจำลอง ศรีเมือง ทั้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ และ พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว
หลังการพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จำลอง ศรีเมือง ก็หลบลี้หนีหน้าหายไปจากสังคมการเมือง สืบสาวราวเรื่องในภายหลังได้ความว่าไปเปิดโรงเรียนผู้นำ และ โรงเลี้ยงหมาจรจัด สร้างภาพความสมถะ และเสียสละ ให้สังคมได้รู้เห็นอีกครั้งหนึ่ง
แต่การหนีออกจากสังคมเมืองไปหลบเลียแผลในป่าในดง ไปอยู่กับธรรมชาติ และหมาจรจัด ก็ไม่ได้ทำให้กิเลสตัณหา ความยากมีอำนาจในหัวใจของจำลอง ลดลงแต่อย่างใดไม่
เช่นเดียวกับ โพธิรักษ์ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จกับการสร้างพรรคพลังธรรม และต้องถูกศาลฎีกาตัดสินลงโทษในทางอาณาจักร และถูกมหาเถรสมาคมลงโทษในทางศาสนจักร จนต้องกลับไปกล้ำกลืนความเจ็บปวดในสำนักอโศก ไม่เคยโผล่ ไม่เคยเยี่ยมหน้าออกมาปรากฏให้ผู้คนได้พบเห็นในสถานที่สาธารณะมากนัก
แม้จะหลบลี้หนีหน้าออกจากสังคมไป แต่ในใจของโพธิรักษ์ กลับไม่เคยหยุดคิดเรื่องการแสวงหาอำนาจรัฐ เพื่อสถาปนาลัทธิอโศก ขึ้นเป็นศาสนาเทียบเท่าพระพุทธศาสนา แนวทางคำสอนของอโศก ที่โพธิรักษ์บัญญัติขึ้นเพื่อสั่งสอนสาวกให้ลด ละ เลิก กิเลส กลับไม่สามารถเข้าถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของตนเองได้
ทั้ง โพธิรักษ์ และ จำลอง จับจ้องมองดู คอยฉกฉวยโอกาสหาจังหวะที่จะพาตัวเองและอโศกกลับคืนสู่เส้นทางการแสวงหาอำนาจรัฐ อยู่เสมอๆ ในทุกรูปแบบ ทั้งการก่อตั้งพรรคการ เมืองที่ชื่อ "พรรคเพื่อฟ้าดิน" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของสันติอโศก ที่ยึดถือคำสอนของโพธิรักษ์ เป็นนโยบายพรรค และมี จำลอง ศรีเมือง เป็นที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตร อาละวาด ด่ากราดทุกคนที่ไม่เข้าร่วมกับม็อบพันธมิตร อยู่ในเวลานี้ ก็เป็นที่ปรึกษาพรรคเพื่อฟ้าดิน ด้วย
โอกาสแรกของจำลอง กับ โพธิรักษ์ เกิดขึ้นเมื่อ รัฐบาลทักษิณ ออกนโยบายหวยบนดิน จำลอง กระโดดแผล็วขึ้นมาเป็นผู้นำต่อต้านทันที เป็นการปรากฏตัวของจำลอง ในฐานะฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลทักษิณ อย่างเปิดเผยและเป็นทางการเป็นครั้งแรกในการรับรู้ของประชาชน หลังจากที่ซุ่มเงียบรอจังหวะมานานหลายปี
กระทั่งเกิดกรณี บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนักลงทุน นักธุรกิจ เห็นเป็นโอกาสดีของประเทศไทย ที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เข้าจดทะเบียนทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ที่กำลังซบเซา จะได้ฟื้นตัวและมีสีสันขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่ จำลอง ก็เห็นเป็นโอกาสดีของตนเช่นกัน ที่จะทำใช้กรณีนี้เป็นเวทีเปิดตัวเอง กลับคืนสู่เส้นทางการช่วงชิงอำนาจรัฐอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการนำสาวกสันติอโศก ในนามกองทัพธรรม ออกมา ชุมนุมปิดถนนประท้วง ไม่ให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียน ด้วยข้ออ้างว่าเป็นธุรกิจผลิตและขายสุรา เป็นธุรกิจที่ไม่มีธรรมาภิบาล
การปิดถนนประท้วงต่อต้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนั้น เป็นการปรากฏตัวของจำลอง โพธิรักษ์ และ สันติอโศก ในฐานะผู้ผดุงคุณธรรม และต่อต้านธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสังคม ได้รับคำชื่นชมไปไม่น้อย
แต่อีกด้านหนึ่งของการต่อต้านครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยอย่างใหญ่หลวง เมื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เห็นว่าการใช้ดุลพินิจอย่างเป็นอิสระในพิจารณารับบริษัทจดทะเบียน เกิดปัญหาขึ้นแล้ว เมื่อภาพข่าวการก่อม็อบของจำลอง และการปิดถนนกดดันของสาวกสันติอโศก มีผลให้บริษัทมหาชน บริษัทหนึ่ง ไม่สามารถจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เปิดรับบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นสิงคโปร์ ด้วยความยินดียิ่ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีบรรยากาศที่น่าน่าลงทุนกว่าตลาดหุ้นไทยหลายเท่าตัว และ ส่งผลให้เงินทุนในประเทศ ต้องออกไปอยู่ในต่าง ประเทศ อย่างที่ไม่ควรจะเป็น
การได้ชัยชนะของจำลอง ศรีเมือง และม็อบสันติอโศก เป็นต้นแบบของการก่อม็อบปิดถนน ประท้วงเพื่อกดดันรัฐบาล และหน่วยงานของรัฐในเวลาต่อมา กระทั่งกลายเป็นแฟชั่น เป็นค่านิยม สำหรับผู้ต่อต้านนโยบายรัฐ นโยบายสาธารณะ รวมไปถึงนโยบายองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ส่งผลให้สังคมตกอยู่ภายใต้การกดดันของม็อบรายวัน ในขณะที่กฎหมายบ้านเมืองไม่สามารถนำมาใช้บังคับใช้ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐ อ่อนแอ เกรงจะเกิดปัญหามวลชน
หลังจากนำกองทัพธรรมที่ประกอบด้วยสาวกของสันติอโศก กดดันตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ทำตามความต้องการของตนและพวกพ้อง สำเร็จ จำลอง ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การเมือง นโยบายรัฐบาลทักษิณ บ่อยครั้งขึ้น ในที่สุดก็ประกาศตัวเข้าร่วมขบวนการม็อบพันธมิตรขับไล่ทักษิณ ชินวัตร อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยมีโพธิรักษ์ นำสาวกสันติอโศก ที่อุตริสถาปนาตนเองเป็นกองทัพธรรม เข้าร่วมด้วย และเป็นกำลังสนับสนุนที่สำคัญ ที่ตรึงพื้นที่ชุมนุมไว้ และเป็นกำลังหนุนคอยเติมคนให้ดูว่ามีผู้ชุมนุมหนาแน่นอยู่ตลอดเวลา
การร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ของ โพธิรักษ์ กับ จำลอง ศรีเมือง ครั้งที่แล้ว ถูกมองว่าตกเป็นเครื่องมือของทหาร ที่นำการชุมนุมไปใช้เป็นเงื่อนไขก่อการรัฐประหาร เพื่อสนองความพึงพอใจของ เปรม ติณสูลานนท์ ที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร กำลังท้าทายอำนาจของตนเอง อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้ากระทำมาก่อน
หลังการรัฐประหาร แม้ว่า จำลอง ศรีเมือง จะได้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ ทั้งจำลอง โพธิรักษ์ และ สำนักอโศก ไม่ได้อะไรเลยจากการลงทุนลงแรงเข้าร่วมชุมนุม เนื่องเพราะรัฐบาลสุรยุทธ์ ไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของจำลอง และ โพธิรักษ์ รวมไปถึงแกนนำพันธมิตรทุกคนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบทเรียนของบรรดาแกนนำม็อบพันธมิตร ที่จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก
เป็นที่น่าสังเกตว่าการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ของม็อบพันธมิตร ในครั้งนี้ จำลอง ศรีเมือง กลายเป็นบุคคลที่มีบทบาทมากที่สุดในการนำ ซึ่งแตกต่างจากครั้งแล้วที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แสดงบทบาทผู้นำเดี่ยวชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็เป็นสาวกของโพธิรักษ์ และ ผู้คนในชุมชนอโศกที่มาจากสำนักต่างๆ ทั้งปฐมอโศก และ ราชธานีอโศก ซึ่งต้องมาร่วมด้วยเงื่อนไขหากไม่เข้าร่วม ก็จะถูกขับออกจากชุมชนอโศก
จำลอง กับ โพธิรักษ์ คิดอะไรอยู่ มองอะไรเป็นเป้าหมาย หลังการต่อสู้ เคลื่อนไหว ขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ในครั้งนี้ อ่านกันไม่ยาก และยิ่งง่ายขึ้นมาก เมื่อได้เข้าไปดูเวปไซต์ของสันติอโศก ก็จะพบว่าสันติอโศก ที่เป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดแจ้ง และมีความเกี่ยวข้องในลักษณะเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่ชื่อ พรรคเพื่อฟ้าดิน อย่างเปิดเผย
เพียงแต่ว่า การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยกลไกทางการเมืองตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีพรรคเพื่อฟ้าดินเป็นสะพานไปสู่การมีอำนาจรัฐ ไม่มีแนวโน้มทีท่าว่าจะประสบผลสำเร็จ ไม่เคยประสบผลสำเร็จ จำลอง กับ โพธิรักษ์ จึงจับมือกันยึดสะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นสะพานไปสู่การแสวงหาอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และวิถีทาง กระทั่งแนวร่วมที่มาอยู่ในขบวนการปล้นอำนาจ เดียวกันว่าเป็นใคร มาจากไหน มีอุดมการณ์บุญนิยม เช่นเดียวกับตนหรือไม่
อาทิ จำลอง ศรีเมือง ประกาศไม่นอนกับเมีย เพื่อรักษาศีลให้แก่ตัวเอง แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล นอกับผู้หญิงไม่เลือกหน้า นอนกับเมียคนอื่นหลายคน ยกเว้นเมียตัวเอง
อาทิ จำลอง ศรีเมือง นับถือ โพธิรักษ์ ที่ถูกมหาเถรสมาคมขับออกบวรพระพุทธศาสนา และไม่นับเป็นสงฆ์ เป็นศาสดา แต่สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าต่อสู้เพื่อรักษาพระพุทธศาสนา และปกป้องพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประธานมหาเถรสมาคม
แล้วอะไรล่ะ ที่ทำให้จำลอง ศรีเมือง กับ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นมนุษย์คนละสายพันธุ์ หันมาจับมือทำงานร่วมกันได้
คำตอบก็คือ อำนาจ และ สถานะผู้มีอิทธิพลเหนือการเมือง เหนือกฎหมาย ไม่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย มีสิทธิพิเศษบนผืนแผ่นดินไทยทุกพื้นที่ ทุกตารางนิ้ว ชนิดที่คนธรรมดาสามัญอื่นๆ มีไม่ได้ นั่นเอง
ในขณะที่ จำลอง ศรีเมือง บอกว่าตนลด ละ เลิก กิเลสตัณหา ไม่แสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ ตามคำสอนของโพธิรักษ์ เจ้าสำนักอโศก
ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ในธรรมะของพระพุทธองค์ ซึ่งสอนว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
แต่ ทั้งสองคน กลับจับมือกันสร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ให้แก่บ้านเมือง และฉุดดึงประชาชน ประเทศชาติ ให้ตกต่ำลงอย่างเมามัน ไม่ครั่นคร้ามต่อกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น
กระทั่ง พระเจ้าแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำรัสเตือนว่า ประเทศเคยพังมาแล้วและจะพังอีก แต่ทั้งสองคน ซึ่งคนหนึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เข้าเฝ้ารับฟังพระราชกระแสเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ ความเสียหายของประเทศชาติ เมื่อประชาชนถูกปลุกระดมให้ออกมาเผชิญหน้ากัน และอีกคนหนึ่งเคยถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก ที่แอบอ้างว่าแนบชิดและนำสถาบันพระมหากษัตริย์ ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของตนเอง
พิจารณาจากลำดับความเคลื่อนไหวปลุกระดมประชาชน ให้ออกมาเผชิญหน้า แบ่งประเทศเป็นสองฝ่าย แยกประชาชนเป็นสองเสี่ยง นับแต่การก่อม็อบไล่ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งที่แล้ว จนมาถึงปิดถนนราชดำเนิน เมินพระราชกระแสรับสั่งพระเจ้าอยู่หัว มัวเมาอยู่ในคำสอนของโพธิรักษ์ ที่ยกพลพรรคสาวกแอบอ้างเรียกขานตัวเองเป็นกองทัพธรรม ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองมายาวนานนับเนื่องกันเกือบ 3 ปี จนถึงขณะนี้ หากจะตัดประเด็นโพธิรักษ์ กับ สำนักอโศก และเป้าหมายทางการเมือง ออกจากเรื่องนี้ไปแล้ว ก็อาจจะเป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด และหากเป็นเช่นนั้น ก็มีโอกาสที่ประเทศไทย จะตกอยู่ใต้สงครามศาสนา เช่นเดียวกับ มุสลิม นิกาย ชีอะห์ กับ สุหนี่ ที่เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน ก็เป็นไปได้
เหตุการณ์ของประเทศไทยจะดำเนินไปทางใด บ้านเมืองจะเคลื่อนไปทิศทางไหน ก็อยู่ที่คนไทยทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งปวง ว่าจะยอมตนตกเป็นเครื่องมือ เดินตามจำลอง กับ โพธิรักษ์ และสนธิ รื้อบ้านรื้อเมือง และสถานปนาลัทธิอุบาทว์ชาติชั่ว ขึ้นมาทัดเทียมพระพุทธศาสนา หรือไม่
อย่าว่าแต่เดินตามไปสมทบกับม็อบพันธมิตรเลย แม้แต่นิ่งดูดาย คิดว่าธุระไม่ใช่ ก็มิอาจจะกระทำได้ หากว่า ท่านยังต้องการปกป้องรักษาพระพุทธศาสนา ให้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป
พึงระลึกให้ดีว่า...
ครั้งที่แล้ว หลายท่านตกเป็นเครื่องมือของม็อบพันธมิตร นำทหารออกมาก่อการรัฐประหาร กว่าจะทันรู้ตัวว่าถูกหลอก ประเทศชาติก็เสียหายย่อยยับไปแล้ว
ครั้งนี้ ท่านอาจจะตกเป็นเครื่องมือของจำลอง กับ โพธิรักษ์ ทำลายพระพุทธศาสนา โดยไม่ทันรู้ตัวอีกครั้งหนึ่ง
โปรดพิจารณาให้ดี ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของโพธิรักษ์ ซ่อนอยู่
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 18, 2008
ในเป้าหมายของม็อบพันธมิตร มียาพิษของ โพธิรักษ์ ซ่อนอยู่
ตื่นเถิดคนไทย
ชาติไทยของเราผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลายครั้ง ในระหว่าง 700 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น แค่แก๊งข้างถนนกับขยะบนทำเนียบในปัจจุบัน คงทำอะไรให้ชาติย่อยยับไม่ได้แต่ที่น่าสงสารคือ ประชาชนคนไทยในชั่วชีวิตพวกเรา จะงอเข่าเก็บมือเก็บเท้า..คารวะให้กับความระยำตำบอนของแก๊งข้างถนนกันอยู่อย่างนี้หรือ
ไม่สงสารตัวเอง ก็ต้องสงสารลูกหลานที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเบื้องหน้า ต้องคิดย้อนหลังไปว่า ที่ตัวเองได้เกิดขึ้นโตขึ้นเล่าเรียน และมีอาชีพมีงานทำ สร้างบ้านสร้างครอบครัวขึ้นมาได้นั้น เพราะคนรุ่นก่อนเขาสู้ เขาเตรียมการไว้ให้
และจะมาแหลกยับฉิบหายในชั่วอายุของพวกเราหรือเคยมีครั้งไหน..ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ประมุขแห่งแผ่นดินขวัญชีวิตของพวกเรา.. จะทรงแสดงพระราชดำรัส..ทรงห่วงใยชาติ...พังอยู่แล้วและจะพังอีกเราทั้งหลายต้องเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า..ลำพังแต่การสวมใส่เสื้อสีแสดงความจงรักภักดี แต่ก้มหัวคุกเข่าให้กับความกาลีทั้งหลายที่ย่ำชาติ ทำลายความผาสุกแห่งชีวิตพวกเราและลูกหลานของเรา แบบไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ไม่ใส่ใจต่อความยากลำบากของพี่น้องร่วมชาติร่วมภพนั้น
มีแต่จะทำให้แผ่นดินนี้ดำดิ่งไปสู่นรกอเวจีเราทั้งหลายต้องรู้ว่า..ที่มันอ้างเหตุมาเข่นฆ่าทำลายกันนั้น...แท้ที่จริงมากกว่า 2 ใน 5 ของพวกมัน..ก็เคยร่วมเสพสุขสังวาสอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน ในยามที่พรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นและเติบใหญ่..1 ใน 5 ของพวกมัน..คือ คนที่เชิญ ทักษิณ ชินวัตร มาเป็น..หัวหน้าพรรค..แต่เพราะเมื่อเขาทนรีดไถ่ใช้หนี้ไม่รู้จักหมด..มันก็ร่ายเวทมนตร์อำมหิตออกมาเข่นฆ่า.. 1 ใน 5 ของพวกมัน..เคยรับคลื่นวิทยุสร้างลูก
สมุนเข้าไปยึดครองหน่วยงานใหญ่ แล้วอ้างงานสร้างเงินร่ำรวยไปเป็นพันล้านหมื่นล้าน..ก่อนจะแตกกันเพราะ...ไม่รู้จักอิ่มนั่นคือ เรื่องจริงที่ไม่ต้องอ้างอิงที่มา เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก่อนวันที่พวกมันจะหยิบยื่นกลียุคให้กับประเทศ และเผาผลาญปรกติสุขไปจากบ้านนี้เมืองนี้บ้านนี้เมืองนี้มันอยู่มาได้ใกล้พันปี..หลายปีก็ต้องพลีเลือดทุ่มชีวิตรักษา..แค่..ชวนกันลุกขึ้นมาแก้ไข..ความสงบสุขก็กลับมาได้..ทำไมถึงไม่กล้า
พญาไม้
'ทักษิณ' แก้มุมหนีดาวได้
แม่นไม่แม่นไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่กล้าวอแวกับโหรคนนี้ก็แล้วกัน กับคิวล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หันไปเล่นบทหมอดูทำนายทายทักดวงเมือง
“วันที่ 21 มิถุนายน ดาวอังคารย้าย”
พร้อมกับอธิบายเป็นฉากๆ “อังคารย้ายจากราศีกรกฎเข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ อังคารเจอเสาร์ เวียนหัว แต่พอวันที่ 2 กรกฎาคม ก็หายแล้ว พ้นแล้ว ฉะนั้นอดทนเวียนหัวถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ก็น่าจะคลี่คลาย”
ฟันธงหลังวันที่ 2 กรกฎาคม บ้านเมืองน่าจะคลี่คลาย
คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า แม่นแค่ไหน
เพราะฟังจากหมอดูตัวจริงอย่างนายลักษณ์ เรขานิเทศ หรือ “หมอลักษณ์ฟันธง” สวนไปอีกทางเลย วันที่ 2 กรกฎาคม จะเป็นวันที่น่ากลัวที่สุดในรอบ 30 ปี
เป็นวันนรกชัดๆ
เปิดสารพัดคำทำนายร้ายๆ ความเป็นความตาย การระเบิด เพลิงไหม้ ไฟใต้ หรืออารมณ์คนปะทุกัน เตือนทุกฝ่ายต้องสามัคคีและต้องหยุด ไม่เช่นนั้น จะเกิดไฟไหม้ นองเลือดใจกลางเมืองโดยเฉพาะวันที่ 6 กรกฎาคม บวกลบไม่เกิน 1 วัน
ในเวลา 23 นาฬิกา 7 นาที จะเกิดการแตกหักขึ้น
ฟังแล้วขนหัวลุกเลยก็แล้วกัน
ตำราเดียวกับนายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ ที่แจกแจงว่า ดาวอังคารในภาษาโหรเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม การใช้กำลัง การใช้ความรุนแรง
การเกิดการโคจรของดาวอังคารไม่ใช่เป็นเรื่องดี แต่เป็นเรื่องร้ายมากกว่า
โหรอาชีพฟันธงไปในทิศเดียวกัน
สวนทางกับหมอดูสมัครเล่นที่ชื่อ “ทักษิณ” แบบหักมุม 180 องศาเลย
และก็เป็นอะไรที่หักมาในมุมของวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์กันจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในมุมของหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกอาการไม่เชื่อคำทำนายของ “ทักษิณ”
คาดเองเลยว่า จุดเปลี่ยนทางการเมืองควรเป็นวันที่ 8 กรกฎาคมมากกว่า
เพราะจะมีการตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ดังนั้น การคาดการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี จึงไม่น่าจะมีนัยทางการเมือง ส่วนเรื่องของดวงดาว ไม่น่าจะมีบทบาทกับชีวิตคน เท่ากับการกระทำตามกฎแห่งกรรม
สรุปว่า ไร้สัญญาณด้านดีด้วยประการทั้งปวง
หมอดูอาชีพทั้งหมอลักษณ์ โหรภิญโญ และหมอดูการเมืองอย่าง “เทพเทือก” ฟันธงไปในทิศทางเดียวกัน ดาวอังคารย้ายจากราศีกรกฎ เข้าสู่ราศีสิงห์ที่มีดาวเสาร์อยู่ ลัคนาบ่งบอกถึงการใช้กำลัง การใช้ ความรุนแรง สงครามกลางเมือง นองเลือด ประกอบกับในเดือนกรกฎาคมที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะตัดสินคดีใบแดงของนายยงยุทธ
เงื่อนไขการเมืองเข้าสู่จุดลุ้นแตกหัก
เห็นๆกันอยู่ว่า “ลางร้าย”
แต่มันก็น่าสงสัยอยู่ๆ “ทักษิณ” คงไม่ออกมาพูดลอยๆ
และเป็นการพูดหลังคิวนั่งเป็นประธานมูลนิธิไทยคม แถลงข่าวโครงการประกวดกลอนสุภาพและเรียงความเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ออกงานใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก
ตั้งใจสื่อให้เห็นทั้งประเด็นคำพูดคำจา และกระบวนท่าการเคลื่อนไหว
“สงบเสงี่ยมเต็มที่”
เหนืออื่นใด ต้องไม่ลืมว่า ต่อให้หมอดูจะแม่นแค่ไหน ก็ทำนายไปตามดวงดาว เดาบ้าง วิเคราะห์บ้าง แต่คนชื่อ “ทักษิณ” ที่ถูกมองว่าคุมเกมอยู่ข้างหลัง
คือคนที่มีศักยภาพในการกำหนดชะตาตัวเอง
จะถอยเพื่อจบหรือเดินหน้าลุยหักดิบ
“ทักษิณ” ปรับมุมแก้ดวงดาวได้.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ยันทักษิณไม่ใช่ต้นเหตุ ทำบ้านเมืองวุ่นวายขณะนี้
นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การเปิดอาคารดังกล่าวไม่ได้มีนัยยะอะไรที่เปิดใกล้ทำเนียบรัฐบาล ทางมูลนิธิฯ ต้องการทำงานเพื่อเสนอแนะกับทางรัฐบาล โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและข้าว “ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง การมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตัวปัญหา เป็นการมองด้านเดียว แต่ปัญหาเกิดจากความไม่เคารพกติกา ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศควรออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้หยุดการกระทำดังกล่า” นายพงศ์เทพ กล่าว และว่า ส่วนการที่นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ขอให้พ.ต.ท.ทักษิณยุติบทบาทนั้น ก็เห็นว่าที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีตำแหน่งใดๆ แต่การเคลื่อนไหว เป็นการช่วยเหลือประเทศทางอ้อม ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ด้านนายอดิศร กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่ออกมาทบทวนก่อนวิพากษ์วิจารณ์ เพราะก่อนหน้านี้ กรณีปราสาทเขาพระวิหารก็มีการต่อสู้ในศาลโลก และคงไม่มีใครที่อยากให้ไทยต้องเสียดินแดน
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (18 มิ.ย.) อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย รวมตัวเปิดอาคารที่ทำการมูลนิธิบ้านเลขที่ 111 อาคารพรรคไทยรักไทยเดิม ย่านนางเลิ้ง โดยมีอดีตสมาชิกอาทิ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอดิศร เพียงเกษ เป็นต้น มาร่วมเปิดที่ทำการมูลนิธิเป็นจำนวนมาก
อนุรถดับเพลิงชงปล่อย อภิรักษ์
วานนี้ (17 มิ.ย.) ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ที่มีนายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน เพื่อสรุปสำนวนก่อนส่งรายงานต่อที่ประชุมใหญ่ คตส. โดยมีรายงานข่าวว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องของบุคคลและบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวหาในชั้นการสอบสวนทั้งหมด เห็นว่าผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเกือบทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจริง โดยเฉพาะในส่วนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกขั้นตอน แต่ในส่วนของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเห็นว่าคำชี้แจงของนายอภิรักษ์ที่อ้างว่าได้พยายามยับยั้งไม่ให้มีการเปิดแอล/ซีแล้ว แต่เหตุผลที่ต้องเปิดแอล/ซีเป็นเพราะถูกกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดมานั้น ถือว่าเป็นคำชี้แจงที่พอรับฟังได้ และถือว่านายอภิรักษ์ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว จึงเห็นสมควรให้นายอภิรักษ์หลุดข้อกล่าวหาในชั้นการไต่สวน 
สภาฯ ป่วน ก่อนเริ่มพิจารณา กม.ผู้ตรวจการแผ่นดิน
รัฐสภา 18 มิ.ย. - สภาฯ ป่วน ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ส.ส.รุมตำหนิ “ชัย ชิดชอบ” มั่วข้อบังคับ ปชป.ขู่วอล์คเอาท์ สุดท้ายได้ “บรรหาร ศิลปอาชา” เคลียร์ให้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (18 มิ.ย.) นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สมาชิกแสดงตน ปรากฏว่ามีสมาชิกอยู่ในห้องประชุมเพียง 226 คน ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ทำให้นายชัย แสดงอาการหงุดหงิด เพราะนัดประชุมในเวลา 09.30 น. จนกระทั่งเวลา 10.10 น. ก็ยังมีสมาชิกไม่ครบองค์ประชุม ทำให้ต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10 นาที และเมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง เวลา 10.30 น. จึงครบองค์ประชุม
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาด่วน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชัย กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรคมาแสดงตนครบแล้ว ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจ เพราะกล่าวหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามขอประท้วงนานกว่า 5 นาที แต่นายชัย ไม่สนใจ โดยอ้างว่าต้องเร่งพิจารณากฎหมาย และให้ พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ชี้แจงหลักการของร่างกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เสนอให้นับองค์ประชุมแบบขานชื่อ นายชัย จึงตั้งกรรมการนับคะแนนจากทุกพรรค แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ประท้วง ขอให้มีการชี้แจงกรณีการพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้แสดงตน แต่นายชัย ให้นับองค์ประชุมก่อน แล้วค่อยประท้วง ทำให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ทยอยลุกขึ้นตอบโต้ว่า “ประธานทำผิดข้อบังคับหลายครั้งแล้ว หากไม่ทำตามข้อบังคับ ให้ผู้ประท้วงอภิปราย คงร่วมประชุมด้วยไม่ได้” และได้ไปยืนจับกลุ่มอยู่ข้างห้องประชุม
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทย กล่าวว่า เมื่อมีผู้ประท้วง หรือหารือ ก็ต้องให้อภิปราย แต่ที่ผ่านมา ประธานอ้างว่า ของดเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และรวบรัดตัดความ ทั้งที่การงดใช้ข้อบังคับเป็นอำนาจสภาฯ ไม่ใช่อำนาจประธาน ฉะนั้น ขอให้ประธานยึดกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดด้วย
ด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า เดิมตั้งใจจะไม่พูด ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่กรณีที่เกิดขึ้น ส.ส.แสดงตนกับเจ้าหน้าที่นอกห้องประชุมแล้ว เมื่อประธานให้แสดงตนอีกครั้งในห้องประชุม ก็วุ่นวาย ขอให้พิจารณายกเลิกการแสดงตัวในห้องประชุมด้วย รัฐบาลก็โดนติติงแล้ว ขอให้สภาฯ เป็นสภาฯ อันทรงเกียรติ
นายชัย กล่าวว่า ขอยกเลิกการแสดงตนในห้องประชุม แต่ให้แสดงตนก่อนลงมติ เพราะเกรงว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน จะมีปัญหา โหวตแล้วองค์ประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เหมือนสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:21:02

กกต.แจงมีคำร้องคัดค้านไม่ถึง 700 สำนวนพร้อมแจงได้ทุกเรื่อง
นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ กกต.ตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบสำนวนของพรรคพลังประชาชน ที่ถูกยกคำร้องกว่า 700 สำนวนว่า สำนวนที่มีการร้องคัดค้านเข้ามายัง กกต. มีเพียงแค่ 648 สำนวนเท่านั้น และมีการลงมติไปแล้ว 300 กว่าสำนวน ส่วนที่มีการยกคำร้องไปนั้นส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหากันลอยๆ พอเชิญผู้ร้องมาให้ปากคำก็ไม่มีข้อมูลหลักฐาน ดังนั้น สำนวนที่ยกคำร้องไป กกต.สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง เพราะพิจารณาเท่าเทียมกันทุกพรรค ไม่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง ยืนยันว่า เราทำงานตามกฎหมาย พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นหลัก เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศแตกหักกับรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กกต.หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า การทำงานของ กกต. ยังเหมือนเดิม อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงชาติบ้านเมือง ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะตอนนี้บ้านเมืองมีปัญหามาก ถ้าหากชุมนุมอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายร่างกายกัน ก็คงไม่มีปัญหา ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามแยก กกต.ออกเป็น 2 ฝ่าย โดยยอมรับว่า ลำบากใจ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ กกต.ทั้ง 5 คนยังทำงานร่วมกัน ไม่ได้แบ่งแยกการทำงาน ไม่มีการถูกชักจูง ในเรื่องความคิดเห็น เราทำงานโดยอิสระ และการพิจารณาก็ไม่ได้เข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งตนได้กำชับกับเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ทำองค์กร กกต. เป็นกลางที่สุด ไม่ฝักใฝ่หรือเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าใครมีพฤติกรรมช่วยเหลือ หรือเอนอียงก็ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การที่ระบุว่ากกต.ได้ยกคำร้อง 700 สำนวน เป็นการกล่าวหาที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะสำนวนร้องคัดค้านที่อยู่ระหว่างการดำเนินของ กกต.มีทั้งหมดเพียง 648 สำนวนเท่านั้น ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้ว 328 สำนวน ประกอบด้วย สำนวนที่ยกคำร้องคัดค้าน 248 สำนวน ยกคำร้องคัดค้านและดำเนินคดีอาญา 23 สำนวน ไม่รับคำร้องคัดค้าน 31 สำนวน ถอนคำร้องคัดค้าน 4 สำนวน เลือกตั้งใหม่โดยการใบเหลือง 16 สำนวน มีจำนวน 30 คน และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือให้ใบแดง 6 สำนวน จำนวน 8 คน รวมสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้น 328 สำนวน นายสุทธิพล กล่าวต่อว่า จากการสำรวจคดีทุจริตเลือกตั้งแต่ละสมัยของ กกต. ที่ผ่านมา พบว่าสำนวนส่วนใหญ่ที่ร้องคัดค้านเข้ามา ท้ายที่สุดจะถูกยกคำร้อง โดยในการเลือกตั้ง ส.ส .เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีการร้องคัดค้านเข้ามามีทั้งหมด 870 เรื่อง แต่ กกต.ได้ยกคำร้องถึง 535 สำนวน “ดังนั้น ขอยืนยันการทำงานของ กกต. ทำอย่างตรงไปตรงมา ส่วนเรื่องที่จะมีการวิพากวิจารณ์ ผมคิดว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่า กกต.มีความเป็นกลาง เพราะทางซ้ายเราก็ถูกวิจารณ์ ทางขวาเราก็ถูกวิจารณ์ หาก กกต.ทำงานเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะฉะนั้น ขอให้มั่นใจว่าการทำงานของ กกต.ตรงไปตรงมา และยินดีให้มีการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรื้อสำนวนที่พิจารณาเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น ผมคิดว่าจะทำได้ลำบาก เพราะสำนวนที่ กกต.ได้ลงมติยกคำร้องและมีการรับรองการเลือกตั้งไปแล้ว ถ้ามีการรื้อคงจะมีการหยิบยกประเด็นปัญหาขึ้นมา ดังนั้น ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามกติกามากกว่า ส่วนสำนวนเหลือต้องพิจารณากันต่อไป” นายสุทธิพล กล่าว เลขาธิการ กกต. กล่าวด้วยว่า กรณีพนักงานของสำนักงาน กกต. ถูกพาดพิงว่ามีส่วนรู้เห็นและวางตัวไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นั้น ทาง กกต.น้อมรับเอาไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบหลักฐานว่าพนักงานของ กกต.วางตัวไม่เป็นกลาง ทำให้องค์กรและประเทศชาติเสื่อมเสีย ก็ต้องดำเนินการลงโทษทางวินัยและดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุด.-สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 18 มิ.ย.– กกต.เผยมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเพียง 648 สำนวน ไม่ใช่กว่า 700 สำนวนอย่างที่พันธมิตรฯ กล่าวอ้าง ระบุพิจารณาไปแล้วกว่า 300 สำนวน ส่วนใหญ่ที่ยกคำร้องเพราะไร้หลักฐาน สามารถชี้แจงได้ทุกเรื่อง ด้านประธาน กกต. ยืนยันไม่ได้เข้าข้างใคร
ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสำนวนที่มีการยกคำร้องไปแล้วนั้น นายอภิชาต กล่าวว่า ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุม กกต. อย่างไรก็ตาม ได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเรื่องสำนวนและชี้แจงให้ประชาชนทราบ
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 14:00:36
มท.1 ไม่หวั่นกรณีพันธมิตรฯ จะไปชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ศุกร์นี้
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิ.ย. นี้ ว่า “ก็ไปซิ ไปดูไว้ก่อนก็ได้ เผื่อรอบหน้าลงเลือกตั้ง ท่านสนธิ (ลิ้มทองกุล) เป็นนายกฯ จะได้ไปมาง่าย” ผู้สื่อข่าวถามถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย หากกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ตน นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และตนจะไม่ปิดกั้น เชิญมาให้มาก ๆ แต่ส่วนตัวเห็นว่าคงไม่มีใครเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และว่า “มีการขนอาวุธเข้ามาเมื่อ 2 วันที่แล้ว เป็นอาวุธที่ก่อเหตุได้ แต่ไม่ใช่รัฐบาล เอาแค่นี้พอ”. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-18 13:27:50

"อดิศร" ย้อน ปชป.ใครกันแน่ทำไทยเสียดินแดน

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ ส.ส.ภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร ว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์กลับไปทบทวนถึงการดำเนินการเกี่ยวกับเขาพระวิหารในอดีต ซึ่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้รับผิดชอบ และทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหารให้กับกัมพูชา พร้อมย้ำเตือนสติพรรคประชาธิปัตย์อย่าออกมาแสดงความเห็นโดยใช้อารมณ์ เพราะไม่มีใครต้องการให้ไทยต้องเสียดินแดน
รมว.กลาโหม กัมพูชา ยืนยันแผนที่เขาพระวิหารฉบับใหม่ ไม่ล่วงล้ำดินแดนไทย

พล.อ.เตีย บัญห์ กล่าวว่า ทราบว่า มีการคัดค้านในกรุงเทพมหานคร ต่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมถึงการโจมตีว่าแผนที่ฉบับใหม่ทำให้เกิดการเสียดินแดน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งนักการเมืองฝ่ายค้านในกัมพูชาได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงเช่นกัน ว่า มีการกระทำที่ชวนสงสัยให้เกิดการเสียดินแดน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในกัมพูชา วันที่ 27 กรกฎาคมนี้
นอกจากนี้ พล.อ.เตีย บัญห์ ยังกล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่เรื่องดังกล่าวถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง แต่ไม่ได้แสดงความกังวลและมั่นใจว่าพรรคซีพีพีของรัฐบาลจะสามารถครองเสียงมากได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยอมรับว่า มีการขอร้องจากรัฐบาลกัมพูชา ให้ระมัดระวังในการชี้แจงปัญหาดังกล่าว รวมถึงให้รายละเอียดของตัวแผนที่ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบกับการเมืองในกัมพูชา และมีรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ นายนพดล เตรียมชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว รวมถึงการแสดงแผนที่ฉบับใหม่ที่ ครม.เห็นชอบเมื่อวานนี้

