ชมภาพรายละเอียดได้ที่ thai-grassroots
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 20, 2008
กองทัพมาร 'ย่ำยีสถาบัน ใช้พระบรมฉายาลักษณ์เป็นกันชนเตรียมปะทะ'
ฝ่ายต่อต้านทักษิณแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ พวกนิยมทักษิณยังเหนียวแน่นเหมือนเดิม
ก่อนการรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 นั้น ทักษิณ โดนรุมแบบ "กฐินสามัคคี" จากหลายฝ่ายเช่น พวกอำมาตย์ พวกขวาจัด พวกสื่อ นักวิชาการ ชนชั้นกลางบางส่วน เอ็นจีโอ ฯลฯ คนพวกนี้รุมกันสะกรัมทักษิณแบบสามัคคีบาทา
หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปถึงฝ่ายที่ต่อต้านทักษิณแล้ว แท้ที่จริงก็คือ "คนชั้นกลางบางส่วน" ใน กทม. กับ คนภาคใต้ ทั้งภาค นั่นเอง
ส่วนกลุ่มที่นิยมทักษิณนั้น คือ คนรากหญ้า และคนชั้นกลางแบบก้าวหน้าในโลกไซเบอร์ทั้งหลาย
เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาล กลุ่มพันธมิตร ซึ่งจะให้พูดตรงๆ คือ นอมินีของพวกอำมาตยาธิปไตย และผู้มีอิทธิพลนอกรัฐธรรมนูญ และพวกมือที่มองไม่เห็น แต่คนรับรู้ได้กันทั่วประเทศทั้งหลาย พวกนี้พาคนของพวกตนลงประท้วงกลางถนน ปิดถนน เรียกร้องให้รัฐบาลแลนายกฯสมัครลาออก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งตั้งมาได้ 4 เดือนเศษเท่านั้ ผมคิดว่าจุดนี้เอง ก่อให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มต่อต้านทักษิณอย่างรุนแรง
บางส่วนของกลุ่มที่เคยต่อต้านทักษิณ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางสุดกู่ของพันธมิตร คนพวกนี้ก็แยกตัวออกมา เช่น พวกริบบิ้นสีขาว พวกเอ็นจีโอบางกลุ่ม หรือพวกนักวิชาการบางส่วน เช่น นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นต้น
คนพวกนี้เริ่มคิดว่า สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมืองของไทยที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น และไม่อาจมองทางออกได้ แท้ที่จริงนั้นไม่ใช่มีสาเหตุมาจากทักษิณทั้งหมดเสียแล้ว แต่มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น
พวกนี้เริ่มวิเคราะห์แก่นแท้ของปัญหา ว่ารากเหง้าสาเหตุของปัญหาคืออะไร ทำไมความขัดแย้งครั้งนี้มันถึงได้ยาวนานและไร้ทางออกเช่นนี้ เมื่อพวกเขาเริ่มวิเคราะห์หาสาเหตุ คนเหล่านี้ก็จะต้องเจอความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว มันถึงจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ จุดเปลี่ยนของโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ที่อำนาจทางการเมือง เริ่มไหลออกไปจากคนชั้นกลางในเมือง และคนชั้นสูงทั้งหลาย ไปสู่คนชนบท คนรากหญ้า เรียกว่า Power shift ทักษิณแค่ "เข้าไปครองตลาดได้ก่อนเท่านั้น"
เมื่อคนชั้นรากหญ้าตระหนักในอำนาจของตน และรู้ว่าหนึ่งคะแนนของพวกเขามีผลอย่างมหาศาลต่อการเมืองไทย มีผลต่อความกินดีอยู่ดีของพวกเขา จำนวนที่มากกว่าของคนรากหญ้า และการออกคะแนนเสียงเป็นกลุ่มก้อน ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ทึ่คนทุกคนต่างมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ว่ามหาเศรษฐีหมื่นล้าน ศักดินาชั้นสูง หรือชาวนารับจ้าง ไม่ว่าจบด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ หรือจบแค่ ป. 4 ในสังคมประชาธิปไตยยต่างมีอำนาจเท่ากัน มีหนึ่งเสียงเท่ากัน คนรากหญ้าก็ต้องชนะเลือกตั้งอยู่วันยังค่ำ พรรคการเมืองที่คนรากหญ้าสนับสนุน ย่อมชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน
พวกสื่อบางส่วนเริ่มสำนึกในความจริงเหล่านี้ และเริ่มเสนอข่าวที่เป็นกลางมากขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังเป็น สื่อเสี้ยมอยู่ก็ตาม
ทหารและกองทัพไทย ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของประชาชนแล้วปกครองไม่ได้ ทำให้ทหารใม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดทางการเมืองอีกต่อไป แม้ว่าทหารจะยังมีพลังอยู่บางส่วนก็ตาม แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เอา ทหารก็ไม่สามารถฝืนความจริงพ้น การขู่จะทำรัฐประหารจึงไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารจะกลัวอีกต่อไป เพราะขืนทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง จะต้องโดนนานาชาติ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแน่นอน และสุดท้ายก็จะไปไม่รอด
"แกนนำของพวกศักดินา" รอบ ๆ ป.สี่เสา และอื่น ๆ (หวังว่าคงทราบว่าอื่นๆ คืออะไร) พร้อมใจกัน "บารมีเสื่อมโทรมทั่วหน้า" เมื่อเทียบกับ เมื่อสามปีก่อน ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่กล้าแม้แต่จะคิด ตอนนี้เริ่มมี "อารยะขัดขืน" ไม่ยืน...บ้างแล้ว
แต่ในทางตรงกันข้าม “พวกนิยมทักษิณ” ผมว่าส่วนใหญ่ที่เป็นชาวรากหญ้ายังเหนียวแน่นเหมือนเดิม ยิ่งภาวะข้าวราคาแพง ฐานคะแนนเสียงของพรรคพลังประชาชน ไม่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก ราคาน้ำมันแพง ก็ไม่ค่อยกระทบคนชนบทมากนัก ทำให้แรงกดดันในชนบทที่เป็นฐานคะแนนเสียงหลักของพวกนิยมทักษิณ ไม่กระเทือนแต่อย่างใด
สำหรับคนชั้นกลางนั้น ผมว่าขณะนี้กำลังเสียงแตก บางพวกแหยงที่จะเลือกข้าง บางคน พยายามที่จะทำตัวไม่สนใจการเมือง เพราะไม่สามารถหาทางออกให้กับตนเองได้ ไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้อย่างซื่อสัตย์ ว่าความวุ่นวายทางการเมืองสามปีที่ผ่านมานี้ เกิดจากคนชั้นกลาง ที่ไม่ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย และใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
ตอนนี้ พวกนักวิชาการที่มีฐานมาจากคนชั้นกลางเหล่านี้ ต่างแย่งชิงกัน “เสนอทางเลือกที่สาม” เช่น ไปให้พ้นจากความขัดแย้งของการเมืองแบบสองขั้ว “ “พวกริบบิ้นสีขาว” ฯลฯ คนพวกนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนชั้นกลาง ไม่ใช่คนรากหญ้า ตลาดการเมืองที่แนวคิดเหล่านี้จะขายได้คือ “ขายให้กับคนชั้นกลางด้วยกัน” คนชั้นกลางที่เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เทคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ หากสามารถขายแนวคิดนี้ได้ เสียงของพวกนี้จะแตก และแยกตัวออกไปเลือกพรรคทางเลือกที่สาม พวกนี้จะไปดึงคะแนนจากพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพวกนี้คือพวกต่อต้านทักษิณเดิม แต่เริ่มสับสนว่าทักษิณ อาจไม่ใช่ปัญหาหลัก ทักษิณไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
สถานการณ์ตอนนี้ "ฝ่ายเรายังเข็มแข็ง" ศัตรูนั้นแตกออกเป็นหลายพวก ไม่เป็นเอกภาพ สับสนทางด้านแนวคิด อุดมการณ์ และ "เข็มมุ่ง"
ทิศทางรวนเร ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ตรงกันข้ามกับพวกนิยมทักษิณ ที่จุดมุ่งหมายไม่เปลี่ยนแปลง คือ "ประชาธิปไตย ต้องมาจากเลือกตั้ง และต้องยอมรับเสียงข้างมาก"
สังคมไทยตอนนี้ การเสนอทางออกจากวิกฤต โดยกลุ่มต่างนั้น เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องมีใครเสนอทางออกหรอกครับ ไม่อย่างนั้นปัญหามันจะไม่จบ การสมานฉันท์ โดยซุกปัญหาไว้ใต้พรม จะทำให้รอยร้าวมากยิ่งขึ้น

สังคมย่อมมีทางออกของมันเอง วิกฤตการณ์ทุกอย่างมีทางออกของมันเสมอ เหมือนคำกล่าวสำคัญที่ว่า Life has its own way. คือ ชีวิตย่อมมีทางออกของมันเอง ชีวิตย่อมไม่ถึงทางตันแน่นอน ประเทศไทยมีวิกฤตการณ์หลายครั้งแล้ว เราเคยเสียกรุง เสียเอกราชก็ถึงสองครั้งแต่ประเทศไทยก็ไม่ล่มสลาย
ราชธานีเคยถูกเผา ราชวงศ์เคยถูกโค่น กษัตริย์เคยถูกจับไปเป็นเชลย ประชาชนเคยถูกกวาดต้อนไปจนเป็นเมืองร้าง แต่ประเทศไทย และคนไทย ก็ยังอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ ชีวิตย่อมมีทางออกของมันเอง คนทุกคนเกิดมาต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า
ไม่ตายแบบเลือดท่วม ก็ต้องตายบนเตียง ป่วยตาย หรือแก่ตาย แต่สรุปคือ "ตายทุกคน" ดังนั้น จะนองเลือกก็ให้มันนองไป โลกไม่มีเคยมีคนตายมากกว่าคนเกิด เพราะ "คนเกิดกับคนตายจะเท่ากันพอดี"
ดังนั้น ไม่ต้องเสนอทางออกในการแก้ปัญหาแล้วครับ ปล่อยให้สังคมมันแก้ปัญหาด้วยตัวของมันเอง
ทางออกย่อมมี และจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสังคมในขณะนั้นเสมอ
เมืองพันธมาร เมืองนอกกฎหมาย!

เวลานี้ ทุกคนในชาติไทยของเรานั้นรู้ดีว่า ประเทศกำลังจะเกิดความไม่ปกติสุข มีกลุ่มผู้ก่อกวนประเทศให้เกิดความคิดเห็นที่แตกแยกเป็นสองฝ่าย เพื่อหวังการเผชิญหน้ากันในชาติของเรา มีการปลุกระดม ปลุกปั่นผู้คนด้วยข้อมูลที่บิดเบือนหลายอย่าง นำข่าวโป้ปดมดเท็จมาบอกกล่าว ซ้ำร้ายกว่านั้น เขายังบังอาจคิดตั้งเมืองของตัวเอง ซึ่งหลายคนให้ฉายานามว่า เมืองพันธมาร
สาเหตุที่ต้องให้ฉายาว่า “เมืองพันธมาร” เป็นเพราะคนเหล่านี้คบหามารศาสนาเป็นพวกพ้อง และถือได้ว่าเป็นสมาชิกกองกำลังหลักของเมืองแห่งนี้ ประกาศตนจะเป็นรัฐอิสระ ยึดถนนเป็นที่ระดมทุน เพื่อโค่นล้ม!!! รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มจะทำงานเป็นชิ้นเป็นอันไม่กี่มากน้อย
มีผู้นำเป็นของตนเอง
มีศาสนาเป็นของตัวเอง (ไม่ขึ้นตรงต่อมหาเถรสมาคม)
มีการ์ด หรือกองกำลังติดอาวุธ (ไม้เบสบอล ไม้หน้าสาม มีดสปาร์ต้า) เป็นของตัวเอง
มีจุดมุ่งหมายชัดเจน ที่คิดจะโค่นล้มรัฐบาลที่มาตามครรลองประชาธิปไตย คือมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ได้ฉันทามตินี้มาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ถือว่ามาตามกติกาของบ้านเมือง
ตามประวัติของคนเหล่านี้ ที่ทำตัวเป็นพวกป่วนชาติ ไม่รักษากติกา เขาเคยทำมาแล้วในวงการพระสงฆ์องค์เจ้า เพราะก่อนหน้านี้ “ลัทธิอุบาทว์” “กลุ่มนอกรีต” หรือ “มารศาสนา” ที่เข้าร่วมใน “เมืองพันธมาร” นี้ เคยไม่ยอมรับในกฎการปกครองสงฆ์ ตามที่พระพุทธศาสนาได้บัญญัติเอาไว้ ซึ่งเท่ากับเป็นการแข็งเมืองต่อ “มหาเถรสมาคม” องค์กรสูงสุดของสงฆ์ไทย
เขาห้ามอวดอุตริมนุสธรรม ก็จะทำ
เขาห้ามบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ ก็จะทำ
เขาห้ามทำตัวเหมือนพระ ก็จะทำ
คนเหล่านี้ไม่ได้กริ่งเกรงกฎระเบียบกติกาของสังคมแม้แต่น้อย จึงบังอาจเหิมเกริมแสดงพลังหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เป้าหมายคน เถื่อน ถ่อย สถุล พวกนี้ มีจุดประสงค์จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เคยมีแนวคิดถึงขั้นจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ โดยมักจะพูดเสมอว่า จะต้องสร้างสังคมใหม่บ้าง หรือบอกว่า เมื่อของเดิมไม่ดีก็ต้องมาร่วมกันสร้างใหม่บ้าง ถือเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและสังคมไทย เป็นการทำลายความมั่นคงของชาติ โดยแท้จริง
มีการ ปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น ประชาชนให้กระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของรัฐ หลายต่อหลายครั้ง หลายต่อหลายประโยค หลายต่อหลายคำพูด โดยการอ้างข้อมูลที่เป็นเท็จในหลายเรื่อง เช่น การขับไล่ 2 กกต. โดยกล่าวหาว่าเขาไปจีนเพื่อพบกับแกนนำพรรคการเมืองและรับสินบน ซึ่งเป็นเรื่องที่ กุขึ้นมาอย่างหน้าด้านๆ เพื่อทำร้ายทำลายความเชื่อมั่นของคนอีกฝ่าย เป็นต้น
เวลานี้เขาบอกว่า “ทุบหม้อข้าว บุกทำเนียบรัฐบาล”
รัฐบาลจะไม่รู้สึกรู้สา ปล่อยให้เขาขู่เอา ขู่เอา แบบนี้หรือ หรือว่าจะพอกันซะทีได้แล้ว จะให้ประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ต่อไป ไม่ต้องเคารพกฎเกณฑ์กติกาของสังคมอีกแล้วใช่หรือไม่? เอาแต่ความคิดของตน เอาแต่ใจของตนฝ่ายเดียว โดยไม่คิดถึงฝ่ายอื่นบ้าง มารวมพลังขับไล่ “เมืองพันธมาร” เมืองเถื่อน เมืองถ่อย เมืองสถุล นี่กันไหม?
มากกว่า...เลว
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
พฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาป่วนบ้านเมือง ปิดถนน ทำตัวเกะกะระรานทำชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว แถมทำตัวเป็นนักเลงโตด่ารัฐบาลทุกวี่ทุกวัน ด้วยเรื่องราวที่ไม่มีหลักฐานและเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ ตลอด 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นพฤติกรรมที่น่าเอือมระอามากพออยู่แล้ว
และในทรรศนะผมก็ต้องบอกว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เลว” ได้ใจสุดๆ
แต่เมื่อมาถึงวันนี้ได้เห็นพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย มีคนนับสิบล้านไว้วางใจให้เข้ามาทำงานบริหารบ้านเมืองกันในวันนี้
ยิ่งรู้สึกได้ว่า “โคตรเลว” ไปยิ่งกว่าเก่า
เป็นความชัดเจนว่าคนพวกนี้คิดแต่จะเอาชนะคะคาน โดยปราศจากเหตุผลมากขึ้นทุกวัน เรื่องราวที่ใช้ปราศรัยบนเวทีก็สะเปะสะปะ ชนิดที่เรียกว่ารัฐบาลจะหายใจเข้า หรือหายใจ
ออกก็เอามาด่าได้ทั้งหมด ทั้งที่หลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้นจริง หรืออาจจะไม่ได้เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเอามาใช้หลอกด่า ด้วยลีลาภาษาอย่าง “มีเหตุที่เชื่อได้ว่า...”
รวมทั้งเนื้อหาก็ยังหนักไปด้วยคำหยาบคาย ที่สะท้อนชัดถึงวุฒิภาวะ และพื้นฐานของคนพูดให้เห็นตัวตน ตลอดจนที่มาที่ไปได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ซ้ำยังมีเนื้อหาปลุกระดม และหลอกลวงพวกเดียวกันอยู่ตลอดเวลา โดยหวังจะสร้างความคึกคักให้กับการชุมนุม และสร้างความฮึกเหิมให้กับผู้คน อันเป็นยุทธวิธีเก่าๆ
รวมทั้งความพยายามในการเคลื่อนคนก็เช่นกัน เป็นสูตรสำเร็จของการสร้างม็อบ เพื่อกดดันหรือสร้างกระแสต่อรองโดยทั่วไป และที่มีการนัดหมายชุมนุมและเคลื่อนพลครั้งใหญ่ ก็เป็นเพราะหลากหลายยุทธวิธีที่งัดมาใช้ก่อนหน้านี้ ล้วนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
รวมทั้งยังมีข่าวออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ว่าการเคลื่อนกำลังกันในวันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ หมายมั่นปั้นมือที่จะให้เกิดการปะทะ หวังจะยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปราม เพื่อใช้เป็นความชอบธรรมในการเชื้อเชิญทหารเข้าทำการปฏิวัติ หรือไม่ก็จะได้หยิบมาเป็นประเด็นให้ร้ายรัฐบาลในโอกาสต่อไป
การเตรียมการปะทะดังว่านี้ เห็นได้ชัดจากการที่กลุ่มกองทัพธรรม มูลนิธิ ในเครือข่ายของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยอมอดหลับอดนอนสร้างโล่เอาไว้สำหรับกลุ่มแนวหน้าที่จะทะลวงการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสู่ทำเนียบรัฐบาลให้ได้
รวมไปถึงสิ่งที่คำว่า “เลว” ก็เอาไม่อยู่
คือโล่ทุกอันถูกติดไว้ด้วยภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซึ่งหมายความว่าเป็นการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมากดดันเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไม่ให้กล้าเข้าปราบปราม ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องโล่ที่คนพวกนี้หมายจะใช้ดึงดันไปให้ถึงที่หมาย
เป็นการแอบอิง หรือแอบอ้างเบื้องสูงอย่างเห็นได้ชัดแจ้ง
ทั้งที่ (ไอ้) คนพวกเดียวกันนี้ เคยพยายามกล่าวหาผู้คนในรัฐบาลอยู่บ่อยครั้งว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดี จาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่เทิดทูนของคนไทยทั้งประเทศ
แต่ขณะเดียวกันกลับไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่นั้น หมายความว่าอย่างไร
จริงอยู่ว่ากองทัพธรรมมูลนิธิ อันมีรากเหง้าจากลัทธิสันติอโศก เป็นลัทธินอกรีต ที่อาจจะไม่เลื่อมใส ไม่ศรัทธา และไม่เคารพต่อสถาบันศาสนา
อันเนื่องมาจากเป็นกลุ่มคนที่แม้จะมีการแต่งกายคล้าย ปฏิบัติกิจคล้าย แต่ก็มีความคิด และมีแนวทางที่แตกต่างจากศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง
แต่ก็ไม่นึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีความคิดหยาบช้าต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักและเคารพเทิดทูนยิ่งของคนไทยทั้งชาติ
ผมเชื่อแน่ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มีโอกาสได้ฟังกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมากล่าวหารัฐบาลบ่อยครั้ง ก็อาจจะเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในรัฐบาลขึ้นมาได้บ้าง หรือบางคนก็อาจจะถึงกับคล้อยตาม
แต่ในเรื่องของการนำเอาสถาบันมาเป็นเรื่องต่อรองทางการเมือง เอามาบังหน้า แอบอ้างให้คนเข้าใจผิดต่างๆ นานา ที่มีแต่จะทำให้สถาบันแปดปื้อน ประชาชนส่วนใหญ่ต้องไม่เห็นด้วยแน่
ไม่นึกเลยว่านอกจากคนพวกนี้จะไม่ใส่ใจในความเป็นไปของชาติ เป็นคนไม่มีศาสนา แล้วยังเป็นพวกที่บ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอีกด้วย...!!
บิ๊กโบ๊ต
แด่ “พันธมิตรฯ” และขบวนแห่พร้อมหางเครื่องที่กำลังขุดหลุมฝังศพตนเอง! (จบ)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป
เรื่องหนึ่ง : ราวๆ เดือนมีนาคม 2550 มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับพวกเรา...คือ
“สุริยะใส กตะศิลา” ได้เขียนอัตชีวประวัติของเขาเองเล่มหนึ่ง...ที่น่าตื่นเต้นนอกเหนือจากการจงใจทำปกหนังสือสี
“เหลือง” แล้วก็คือ ใน “คำนำ” ที่เขียนโดยเขาเอง กลับจงใจลงวันที่ “19 กันยายน 2549” (หนังสือออกเดือนมีนาคม 2550) เหมือนกับเขามีญาณอันวิเศษ ที่สามารถล่วงรู้ล่วงหน้าว่าวันนั้นจะเกิดการยึดอำนาจ “รัฐประหาร” ของเหล่าขุนศึกถ่อยทรามทั้งหลาย...
ที่น่าตกใจเป็นอันมาก...เมื่อเปิดอ่านไปถึงหน้าที่ 231 ในย่อหน้าสุดท้าย “สุริยะใส” ได้บอกเล่าไว้ว่า
“อีกทางด้านหนึ่ง พี่เปี๊ยก บำรุง บุญปัญญา และเอ็นจีโออาวุโส ของพวกเรา...พี่บำรุงโทร.มาหาผม และคุยด้วยความซีเรียสมากว่า
เฮ้ย! รอไม่ได้แล้ว คุณต้องประกาศมาตรา 7 นี่พูดก่อนที่คุณสนธิจะเสนออีก ผมตกใจมากว่าทำไมพี่บำรุงถึงพูดอย่างนั้น...”
บัดนี้...เวลาผ่านมาจะครบ 2 ปีแล้ว “พี่เปี๊ยก” ยังอยู่ดีกินดี นอนอุ่นอยู่หรือเปล่า! หรือจะยังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จหลอก NGOs เด็กๆ ไปเรื่อยๆ อยู่อีก...หากเป็นพวกเรา คงต้องหลีกลี้จากยุทธภพ ออกบวช หรือวางดาบกันแล้ว...พฤติกรรมเยี่ยงนี้ พวกเราและพวกเขาล้วนเรียกกันว่า “อีแอบ”...อยากให้ “พี่เปี๊ยก” ที่เคารพของน้องๆ ออกมาประกาศตัวว่า อยู่เคียงข้าง “พันธมิตรฯ” ตรงๆ จะสง่างามสมกับสมญานาม “ราชสีห์อีสาน” ไม่ใช่ “แมวน้อย” ที่แอบหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ข้างเสาบ้าน...
เรื่องหนึ่ง : มีการเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนในภูมิภาค ทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้ เพื่อให้สนับสนุน “พันธมิตรฯ” อย่างออกนอกหน้าและลับหลัง ยิ่งช่วงหลังการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และมีการจัดตั้งรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช แล้ว ยิ่งมีการโหมโรงอย่างหนัก
และเมื่อพวกเราหันไปตรวจสอบข้อมูล พบว่าในช่วงการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พวกเราได้พบกับข้อมูลที่น่าตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อบรรดา NGOs ที่ปากก็ว่า กูนี่แหละ “ภาคประชาชน” กูนี่แหละ “รักประชาธิปไตย” ฉิบหาย! พวกเขาได้กระทำการ “ฆ่าตัวตายแบบรวมหมู่” โดยแห่แหนกันไปลง ส.ว. สรรหา ซึ่งพวกเขานึกว่าฝ่ายทหาร คมช. อำมาตยาธิปไตย จะตบท้ายรางวัลให้กับความจงรักภักดีของพวกเขาเหล่านั้น...แต่ก็ต้องผิดหวังก็ไปหลายคน
เมื่อตรวจดูรายชื่อแล้ว...พวกเรายิ่งตกใจใหญ่ “บ๋า!...มีชื่อ สมภพ บุนนาค NGOs ขาใหญ่ในอีสาน ที่รักชาติรักประชาธิปไตย เข้าป่าเป็นสหายของ พคท. มาแล้วด้วยโว้ย!!!...”
พวกเราจึงไม่แปลกใจเมื่อ “พันธมิตรฯ” ประกาศรายชื่อคณะทำงาน 6 ชุด เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2551 จึงพบชื่อ สมภพ บุนนาค อยู่ใน “คณะกรรมการตรวจสอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน” เคียงข้างกับบรรดา “ซ้ายเก่า” เช่น เทิดภูมิ ใจดี “นักเคลื่อนไหวภาคอีสาน” บำรุง คะโยธา อวยชัย วะทา NGOs ใหญ่ภาคใต้ บรรจง นะแส NGOs ที่กำลังเติบใหญ่ภาคเหนือ สุริยันต์ ทองหนูเอียด...
พวกเราจึงไม่แปลกใจที่ผู้มีชื่อข้างต้นดังกล่าว บางคนก็ออกแถลงการณ์สนับสนุน “พันธมิตรฯ” อย่างออกนอกหน้า บางคนก็เข้าร่วมเวทีไฮปาร์กที่สะพานมัฆวานฯ...ซึ่งคนกลุ่มนี้พวกเราและพวกเขาก็ยังเห็นว่ามีความเป็นลูกผู้ชายดี ที่ประกาศชัดเจนว่าตนเองเชื่อ หรือเลือกที่จะเชื่ออะไร? ในประเด็นนี้คนในยุทธจักรขอนับถือและพร้อมที่จะต่อสู้กันทางความคิดต่อไป (ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อจะเป็นสัจธรรมหรือไม่!)
เรื่องหนึ่ง : ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อแล้ว เมื่อมิตรสหายอาวุโสหลายคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกับ กสส. มายาวนาน กลับกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญวิชาเคมี ชอบเล่นแร่แปรธาตุ พวกเราจะเรียกเขาว่า “นักเคมี” เพราะอะไร? น่ะหรือ...
ก็เพราะต่อหน้าพวกเราก็ป่าวประกาศ “...ไม่เอาแล้วกับพันธมิตรฯ บทเรียนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า รัฐประหารไม่ช่วยอะไรประชาชนเลย...สถานการณ์อย่างนี้ต้องเล่นบทอยู่บนภู ดูเสือกัดกันดีที่สุด...” พวกเรา กสส. ก็หลงดีใจ ในท่าทีกลางๆ ในครั้งนี้ ซึ่งก็ยังดีกว่าแต่ก่อนที่เลือกแทงหวย “พันธมิตรฯ” (ทำให้ไม่ร่วมสังฆกรรมกันกว่า 2 ปี)
แต่ไอ้หยา อาตือ!!! ไม่ว่าจะเป็น วิพัฒนาชัย พิมพ์หิน (กป.อพช.อีสาน) พิทยพันธ์ แวะศรีภา (สอท.) สน รูปสูง (ช.สสอ.) ไม่เพียงแต่ประสานงาน...สั่งการตามสายจัดตั้ง ให้ระดมคนเข้าไปช่วยเหลือ “พันธมิตรฯ” เพราะกลัวรัฐบาลสมัครสลายม็อบ!! (แต่ไม่ยักกะมีคนไป...สงกะสัยไม่มีค่ารถ...ฮา ฮา ฮา)
เท่านั้นยังไม่พอ ที่มันน่าเจ็บกระดองใจยิ่ง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ที่ จ.ขอนแก่น มีการสัมมนาวิเคราะห์สถานการณ์ และแถลงข่าวขององค์กรภาคีเข้าร่วม (นัยว่ามี ภุชงค์ กนิษฐชาต อดีตหอกข้างแคร่พวกเราเอง) ได้ร่วมกันแถลงข่าวสนับสนุนการชุมนุมของ “พันธมิตรฯ” แบบสุดจิตสุดใจ
เอาล่ะพวกเขาเหล่านี้อาจจะได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียวจาก ASTV พวกเราต้องช่วยกันเติมข้อมูลอีกด้านให้พวกเขาได้เอาไปพิจารณา...และให้พวกเขาใช้ “วิภาษวิธี” ที่ต่างก็ร่ำเรียนมาในอดีต วิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วนำไปกำหนดบทบาทของตนเองใหม่...
กระนั้นก็ดี มิตรสหายหลายคนถามว่า...ทำไมพวกเขาเหล่านี้จึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ มีเหตุผลอะไร? และใช้อะไรคิด?...มันถึงได้ผิดเพี้ยนได้ขนาดนี้หนอ!
ซึ่งในที่นี้มิบังอาจให้คำตอบ หรือมิบังอาจจะมีคำตอบได้...จะมีเพียงข้อสังเกตที่ว่า ที่ผ่านมาคงมีปัญหาเรื่องวิธีคิด หรือพวกเขาไม่เคยได้รับการฝึกฝนกระบวนการคิดอย่างถูกต้อง และเป็นวิทยาศาสตร์จริงๆ จังๆ หรือที่ผ่านมาพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียง “ซ้ายท่องจำ” ที่หนักหนาสาหัสพอๆ กับ “ซ้ายทารก”!!!
ควรต้องกล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวใดๆ ก็แล้วแต่ในช่วงนี้ ไม่ว่าจะหยิบประเด็น “น้ำมัน” “ข้าวยากหมากแพง” ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาปากท้อง หรือประเด็นปัญหาพื้นฐาน ที่พวกเราก็เคารพและเห็นด้วยมาตลอดว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม พวกเราต้องสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนนำปัญหาพื้นฐานของตนเองระดมเข้าไปให้รัฐบาลในช่วงต้นๆ 2-3 เดือนแรก (ตีไก่ง่วง) ซึ่งจะเป็นช่วงชุลมุนที่พี่น้องประชาชนมีโอกาส “ฟลุก” ได้รับการแก้ไขจริงๆ ได้
แต่การเคลื่อนไหวของพี่น้องภาคอีสานช่วงวันที่ 3 และ 9 มิถุนายน 2551 นั้นกลับมีปัญหาตรงที่พวกเขาได้แสดงเจตจำนงตั้งแต่แรกเริ่มว่า อยู่ข้าง “พันธมิตรฯ” ทำให้มิตรสหายหลายคน “มิอาจเข้าร่วมได้” ...เพราะการเคลื่อนไหวดังกล่าวนอกเหนือจากไม่สอดคล้องกับ “ภาววิสัย” แล้ว มันก็คือ “แนวร่วมด้านบวก” ของ “พันธมิตรฯ” นั่นเอง เพราะพวกเขาพุ่งเป้าไปที่ให้ “รัฐบาลแก้ไขปัญหา หากแก้ไขไม่ได้ให้ลาออกไป” มันก็คือ “ธง” ใบเดียวกันกับพันธมิตรฯ แต่จะ “สี” เดียวกันหรือไม่? อันนี้ยังน่าสงสัยอยู่...
การเคลื่อนไหวแบบนี้นอกจากจะสุ่มเสี่ยง และฉวยโอกาสเอียงขวาแล้ว ยังทำให้พี่น้องสับสน และจะไม่ไว้วางใจพวกเขาอีกต่อไปแล้ว
กลับตัวกลับใจเถิดนะฮะ ยังทันเวลา...ประชาชนพร้อมให้อภัย
...แต่พวกเขาทั้งหลายได้กระทำผิดอย่างมหันต์ พวกเขาได้ “ทรยศ” ต่อประชาชน ซึ่งมันคือ “ตราบาป” ไปชั่วชีวิต!!!
...มีทางเดียวคือ พวกเขาต้องน้อมกายลงกราบแทบเท้าประชาชนเท่านั้น พวกเขาจึงจะให้อภัยจริงๆ!!!
แด่ “พันธมิตรฯ” และขบวนแห่พร้อมหางเครื่องที่กำลังขุดหลุมฝังศพตนเอง
กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
เครือข่ายขบวนคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คคส.)
สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
พันธมิตรฯ ทุบหม้อข้าว เผาจริง...ไม่ได้โม้
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
“ทุบหม้อข้าวหม้อแกง” คือยุทธวิธีการต่อสู้แบบปิดทางแพ้ แพ้ไม่ได้ เพราะเสบียงถูกทุบทำลายสิ้นแล้ว ความหวังเดียวที่จะรอดตายก็คือ เสบียงของศัตรูที่จะไปเอากันดาบหน้า จึงหมายความว่า เราต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น การประกาศทุบหม้อข้าวหม้อแกงจึงมีความหมายในด้านจิตวิทยาอย่างมาก เพื่อบ่งบอกผู้ร่วมเรียงเคียงบ่าว่า “จะไม่มีวันยอมแพ้”
กับการต่อสู้ที่มวลชนเริ่มอ่อนแรงด้วยเหตุผลต่างๆ นานา การ “ขีดเส้นตาย” ตรงหน้าก็ทำให้กลับมาคึกคัก ตื่นตัวกันได้อีกเฮือก หลังจากที่เคยเกือบฝ่อไปแล้ว
คำประกาศประเภท “ปิดบัญชี” “แตกหักวันนี้” หรือ “ทุบหม้อข้าวหม้อแกง” จึงถูกนำมาใช้เสมอโดยแกนนำ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญเกรียงไกร และที่สำคัญคือเอาจริง ไม่ใช่แค่ปาหี่อย่างที่ใครหลายคนกล่าวหา
เพียงแต่ว่า เมื่อประกาศ “ปิดบัญชี” กันบ่อยๆ แต่รุ่งขึ้นก็กลับทำรายการฝาก-ถอนกันเหมือนเดิม ครั้งแล้วครั้งเล่า คำพูดที่น่าจะสร้างความคึกคักห้าวหาญเลยกลายเป็นแค่วาจาจืดๆ
จืดจนเมื่อได้ยินคำ “ทุบหม้อข้าวหม้อแกง” ของการที่พันธมิตรฯ จะเดินไปชุมนุมปิดทำเนียบในวันศุกร์นี้ ใครหลายคนจึงเฉยๆ เพราะเคยตื่นเต้นมาแล้วแทบทุกศุกร์ แต่ก็ปิ๋ว...
เพียงแต่คราวนี้เป็นการประกาศที่ไม่ควรมองข้าม...
เป็นการประกาศทุบหม้อข้าวหม้อแกง ที่แว่วเสียงมาว่า “เอาจริง!”
อย่า ลืมว่าพันธมิตรฯ มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ที่มีความหมายแตกต่างจากคนอย่าง พิภพ ธงไชย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หรือ สมศักดิ์ โกศัยสุข
เพราะ 3 คนหลังนี้ มีที่มาจากการเมืองภาคประชาชน
แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง มีที่มาจากความเป็น จปร.7
เป็นนายทหารที่ชำนาญและเชี่ยวชาญ “การรบ” เป็นอย่างดี มากกว่าแค่ทฤษฎีจากตำรา
ความเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ คราวนี้ ที่บทบาท พล.ต.จำลอง สูงมาก จึงไม่ควรที่จะมองข้ามยุทธวิธีของพันธมิตรฯ ไม่ว่าในกรณีใดๆ
การเคลื่อนไหวไปยังทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ จึงไปเพื่อที่ “เหยียบจมูก” รัฐบาลกันเห็นๆ
ไปถึงกล่องดวงใจ เพื่อให้เกิด “ปฏิกิริยา” จากฝ่ายรัฐ และฝ่ายสนับสนุนรัฐ ที่ต่อต้านพันธมิตรฯ
พลันที่เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งอาจหมายถึงการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม ก็เข้าทางพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิด “ความโกลาหล” โดยมีมวลชนกลุ่มหลักที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นตัวล่อ
และมีกองโจร “ดาวกระจาย” ออกเพิ่มความวุ่นวายในมุมเมืองต่างๆ
เมื่อนั้น ภาพความรุนแรงชุลมุนก็จะเกิดขึ้นไปทั่ว จนยากที่รัฐจะจัดการควบคุม เว้นแต่จะใช้กำลัง
เมื่อนั้น ก็ชอบธรรมอย่างยิ่งแล้วที่ “มือที่สาม” จะเข้ามาในฐานะ “อัศวินม้าขาว” เพื่อช่วยสงบสถานการณ์โกลาหลที่รัฐจัดการไม่ได้ ไม่ให้บานปลายกลายเป็นความสูญเสียนองเลือด
และเมื่อนั้น ทั้งแนวคิด “รัฐบาลแห่งชาติ” “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” หรืออะไรต่อมิอะไรที่เคยได้รับการเสนอไว้จากบุคคลผู้มากต้นทุนทางสังคมหลายท่าน ก็คงได้รับการหยิบมาพิจารณากันจริงจัง
และในเมื่อเกิดการซ้ำรอยติดต่อกันของประวัติศาสตร์การเมืองเช่นนี้ พวกเสียงดังทั้งหลายก็คงไม่มีใครยอมให้ “พรรคพลังประชาชน” หรือเงาของพรรคพลังประชาชน ได้เป็นรัฐบาลอีกแล้ว ชนิดที่การเลือกตั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้
ปิดประตูตายให้พรรคนี้ สมความตั้งใจที่พันธมิตรฯ สู้อุตส่าห์ตากแดดตากฝนมานาน
วันนี้ ถ้าเกิดก็เกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่เกิด
แต่ถ้าเกิด ตัวละครที่จะได้รับการจารึกในฐานะผู้ร้ายร่วมกัน ก็จะมีเพียงรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช กับ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของ 5 แกนนำเท่านั้น
ขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้าน ก็คือ เป็นไปได้ว่าจะ “หมาทั้งคู่”
กลุ่มใดที่คิดจะไปสอด จึงควรคิดให้หนัก โดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ที่ไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อน แต่ถูกเรียกเหมารวมกันเสมอว่าเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)
หากมีการโผล่ไป “แจม” คราวนี้ ก็มีโอกาสเต็มที่ที่จะกลายเป็นตัวละครที่สาม
เป็นตัวละครที่อาจถูกทั้ง 2 กลุ่มแรก ป้ายขี้ว่าเป็นตัวต้นเหตุความรุนแรงเอาได้ดื้อๆ
ใครที่คิดจะประกาศศักดาต่อหน้ากลุ่มพันธมิตรฯ ในวันศุกร์นี้ จึงสมควรตรองอีกที เพราะศุกร์นี้อาจไม่หน่อมแน้มเหมือนศุกร์อื่นๆ
จะปล่อยให้คนที่จะพลาด ก้าวพลาดเอาเอง หรือจะโผล่ไปช่วยแบกรับความผิด ก็คิดเอา
ถ้ามันโชคดีเหมือนศุกร์ 13 ที่ดันไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วไป
ถ้าเชื่อ...ว่าโชคดีมันมีหลายครั้ง
จ่อประจาน-ดำเนินคดีป.ป.ช.ละเว้นสางคดีบ้าน‘หญิงเป็ด’

กรณีคฤหาสน์หรูของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาไว้เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ปรากฎว่าจนถึงขณะนี้เรื่องก็ยังเงียบหาย โดยตัวคุณหญิงจารุวรรณ เองก็ยังบ่ายเบี่ยงไม่ชี้แจงต่อสังคม และ ป.ป.ช. ก็ยังคงอ้างว่ายังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว นำมาซึ่งความกังขา เพราะทั้ง 2 หน่วยงานนี้มีความใกล้ชิดแนบแน่นกันจนน่ากังวล
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ กล่าวว่ากรณีบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ ที่จะฟ้องกลับกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น (พีอาร์เอซี) ที่นำสื่อมวลชนไปดูบ้านบนถนนแจ้งวัฒนะ พร้อมประเมินว่าบ้านมีราคา 50 ล้านบาทนั้น คุณหญิงจารุวรรณเป็นผู้ที่ตรวจสอบคนอื่น คอยจับผิดว่าคนอื่นจะทุจริตอย่างไรบ้าง ดังนั้นคุณหญิงควรจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ เข้าไปตรวจสอบอย่างถึงที่สุดโดยไม่ต้องไปฟ้องร้อง
ขณะเดียวกันหลังจากกลุ่มพีอาร์เอซี ได้ไปยื่นเรื่องให้ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณที่ ป.ป.ช.แล้วจนถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ซึ่งเข้าใจว่าคุณหญิงจารุวรรณ กับคณะกรรมการ ป.ป.ช.เปรียบเสมือนกับพี่น้องท้องเดียวกัน จึงได้แต่รอเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อดำเนินการขั้นต่อไป
“เวลานี้คุณหญิงจารุวรรณยังนิ่งเฉยต่อการเรียกร้องของสังคมให้มีการตรวจสอบบ้านที่สังคมไม่เชื่อว่าคุณหญิงจะสร้างด้วยราคาเพียง 4 ล้านบาท ดังนั้นคุณหญิงจะต้องแถลงชี้แจงถึงที่มาที่ไปว่าบ้านหลังนี้มีรายละเอียดในการก่อสร้างอย่างไร ถ้าคุณหญิงชี้แจงต่อสังคมไม่ได้ รวมทั้งไม่มีความคืบหน้ากรณี ป.ป.ช.เพิกเฉย กลุ่มเราก็จะต้องร้องต่อสังคมต่อไป”
แกนนำ นปก.กล่าวอีกว่า ถ้ายังไม่มีความชัดเจนใดๆ ตนตั้งใจว่าจะไปตั้งเวทีตามหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อประกาศให้พี่น้องประชาชนรู้ไว้ว่า ป.ป.ช.ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่ และแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ซัด'โพธิรักษ์’พระเถื่อนนอกรีต ตัวอันตรายต่อความมั่นคงชาติ

หลังจากหลายฝ่ายร่วมวงไพบูลย์ออกมาเปิดโปง “สันติอโศก” กันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสสังคมต่อต้านลัทธินอกรีตว่าเป็นบ่อนทำลายพระ ตามที่ “ประชาทรรศน์” ได้นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล รองประธานศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา กล่าวถึงกรณีกลุ่มสันติอโศกออกมาเคลื่อนไหวในทางการเมืองว่าเป็นการสร้างภาพความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนา ซึ่งยังไม่รวมถึงการกระทำที่แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์หรือปฏิบัติกิจตามหลักของพระสงฆ์ ทุกประการ ซึ่งจะส่งผลทำให้พระพุทธศาสนาขาดความน่าเลื่อมใสศรัทธาและเกิดการเข้าใจผิดได้
พล.อ.ธงชัย กล่าวอีกว่า การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ประชาชนหลงเข้าใจผิด คิดว่าเป็นหนทางการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา และแท้ที่จริงแล้ว เป็นไปตามหลักของนายโพธิรักษ์ที่ตั้งตนเป็นศาสดาต่างหากโดยต้องเรียกว่าเป็นพระเถื่อนด้วยซ้ำไป
ดังนั้น ตนจึงอยากขอเรียกร้องให้หน่วยงานทางราชการโดย เฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาต้องรีบเข้ามาดูแลเอาผิดกับทางลัทธิสันติอโศกอย่างเคร่งครัดและจริงจัง เพราะมีหลักฐานปรากฏให้เห็นชัดเจน
“ผมไม่เข้าใจทำไมถึงยังมีคนวางเฉยในเรื่องนี้ ทั้งที่มีการปฏิบัติให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่าผิดกฎหมายและทำลายพุทธศาสนา” พล.อ.ธงชัย กล่าว
พล.อ.ธงชัย กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขอย่างจริงจัง เข้าข่ายเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งสาเหตุคือมีการกระทำตัวคล้ายพระ แต่ไม่ยึดถือตามหลักธรรมคำสอนและไม่ยึดกฎเกณฑ์ที่มีการปฏิบัติสืบทอดตามหลักพระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ประการสำคัญคือ การออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนทางการเมืองโดยที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ที่ควรจะกระทำ และที่น่าเป็นห่วงคือในอนาคตหากทางสันติอโศกมีบทบาทในทางการเมืองอาจจะมีการบัญญัติตนเองขึ้นเป็นศาสนา ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นจริงจะเป็นบ่อนทำลายหลักคำสอนที่แท้จริงเพราะแนวทางของสันติอโศกมีแต่วิธีการที่แปลกแยกออกไปมาก และศาสนาอื่นๆ ที่มีการยอมรับอยู่ในประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง และไม่เพียงแค่นั้นจะเป็นการทำลายไปถึงความมั่นคงของประเทศชาติได้ด้วยเช่นกัน เพราะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นต่อประชาชนหมู่มาก ทั้งพระสงฆ์ และบุคคลทั่วไป
“พวกสันติอโศก ผมอยากจะเปรียบเทียบโดยถือได้ว่าเป็นพวกที่ชอบเล่นนอกกติกา การสอนของโพธิรักษ์ถือได้ว่าเป็นกระทำที่ถือได้ว่านอกแนวทางประชาธิปไตย และกำลังดึงประเทศชาติบ้านเมืองสู่หายนะ” พล.อ.ธงชัย กล่าว

เลวทรามต่ำช้าดึงสถาบันเป็นโล่ พันธมิตรผลิตอุปกรณ์บุกทำเนียบ

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยึดทำเนียบเมื่อไรเศรษฐกิจยิ่งเสียหายหนักไปกว่าเก่า แค่ทุกวันนี้นักธุรกิจก็ผวาไม่กล้าลงทุนอยู่แล้ว
การเตรียมตัวเคลื่อนกำลังบุกทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันนี้ (20 มิ.ย.) เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ และประชาชนผู้หาเช้ากินค่ำ ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง
*เลวที่สุด!ใช้เบื้องสูงเป็นโล่กำบัง
รวมไปถึงล่าสุดยังปรากฏว่ามีเรื่องเลวทรามต่ำช้าที่กลุ่มคนเหล่านี้ก่อขึ้นอีก โดยในคืนวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ในจุดที่พักของหน่วยรักษาความปลอดภัย กองทัพธรรมมูลนิธิ ภายใต้การกำกับของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นำแผ่นไม้จำนวนมากมาผลิตเป็นโล่ โดยนำแผ่นไม้มารองด้วยแผ่นเหล็กและทำมือจับ สำหรับกลุ่มคนที่อยู่แถวหน้า เพื่อใช้ในการฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจไปสู่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่าคนเหล่านี้จงใจให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น
ขณะเดียวกันบนโล่ดังกล่าวยังติดพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง โดยกลุ่มผู้ชุมนุมหวังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ไม่กล้าที่จะสกัดกั้นการเคลื่อนกำลัง
ซึ่งการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ถึงการจงใจแอบอิงสถาบันเบื้องสูงอย่างไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง
*ติงเอาสถาบันมาโยงการเมือง
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และอดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าการนำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาทำเป็นโล่เพื่อเป็นเกราะกำบังในการที่จะเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นั้นไม่เหมาะอย่างยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าตำรวจไม่กล้าที่จะต่อต้านเนื่องจากกลัวตีโดนรูปในหลวง แล้วก็จะเอามาเป็นข้ออ้างว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งการกระทำแบบนี้เป็นการเอาชนะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างไร้เหตุผล
“การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ตอนนี้เห็นได้ว่ามีเสียงสนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ กับฝ่ายที่เคยทำการปฏิวัติทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้มีการขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป แต่ก็เชื่อว่าหากมีการยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ ประชาชนก็เลือกพรรคพลังประชาชนกลับมาเป็นรัฐบาลอีก”
อย่างไรก็ตามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเป็นที่แน่นอนแล้วว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทั้งสิ้น การที่เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงมาเป็นโล่เพื่อเป็นเกราะกำบังนั้นได้ประจักษ์ให้ประชาชนเห็นแล้วว่าเป็นการดึงเอาเบื้องสูงมาเป็นประเด็นทางการเมือง
*“เหวง”ชี้ชัดม็อบไม่จงรักภักดี
ด้านนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ นำโล่ไม้จำนวนหลายร้อยอันมาติดพระบรมฉายาลักษณ์ว่า เป็นสิ่งที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง เพราะการกระทำเช่นนี้แสดงว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง หากใครได้ติดตามการถ่ายทอดของดาวสยามยุคใหม่หรือวิทยุยานเกราะยุคใหม่ จะพบว่าคนพวกนี้โหนฟ้าต่ำ และใช้สถาบันเป็นเครื่องมือมาโดยตลอด จึงอยากจะเรียกร้องให้ยุติการกระทำและนำรูปออกทันที ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความระคายเคืองต่อพระองค์
“ผมเชื่อมั่นว่าพี่น้องประชาชนที่เข้าใจประชาธิปไตยอย่างชัดเจนจะไม่ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ไปปิดทำเนียบรัฐบาล และขอให้ช่วยกันโน้มน้าวจิตใจผู้ที่กำลังจะไปร่วมกับพันธมิตรฯ ว่าอย่าไป เพราะถ้าไปก็เหมือนเป็นการเผาบ้านเผาเมืองให้ปั่นป่วนกว่าเดิม” นพ.เหวง กล่าว
*ซัดดึงฟ้าต่ำมาแล้วหลายครั้ง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าไม่เหมาะสมอย่างมาก ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำมาหลายครั้ง มีการอ้างว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาคุ้มครอง อีกทั้งมีน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ดื่ม แต่แท้จริงแล้วน้ำที่เอามานั้นมาจากวัดจันทร์ที่เป็นโครงการที่ดำเนินตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารอย่างสมดุล
ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นข้ออ้างที่กลุ่มพันธมิตรฯเอามาเป็นอาวุธปกป้องตัวเอง จนถึงวันนี้ยังมีการดึงสถาบันเบื้องสูงลงมาเกลือกกลั้วแล้วนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีก
นายวิภูแถลง กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ตนได้เคยฝากบอกไว้หลายครั้งว่าไม่ควรเอาเบื้องสูงมาแปดเปื้อน แต่ในวันนี้ก็ยังเอากลับมาทำอีก อีกทั้งรุนแรงกว่าแต่ก่อน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนว่าเคารพและอยากปกป้องบ้านเมือง แต่หากดูในมุมกลับเป็นการทำลายสถาบันอย่างเห็นได้ชัด
*ชั่วมากหวังให้ตำรวจเป็นเหยื่อ
“ทำเป็นคนดีที่อยู่ในสถาบันที่รักบ้านเมือง อยากเห็นบ้านเมืองสงบ แต่แท้จริงแล้วเป็นสถาบันที่โหดร้ายที่สุด ถึงจะเป็นยุทธวิธีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เอามาเป็นข้ออ้างหลายครั้ง แต่ก็ไม่เหมาะโดยสิ้นเชิง” นายวิภูแถลง กล่าว
นายวิภูแถลง กล่าวอีกว่า ถ้าหากมีการเคลื่อนไหว แล้วเอาโล่ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์ติดอยู่มาเป็นเกราะกำบัง หากตำรวจเอากระบองมาทุบตีลงตรงโล่ที่มีรูปติดอยู่ หากมีการปะทะแล้วตำรวจตีโดนรูปของในหลวง ซึ่งหากโล่ห์หล่นลงไปกองที่พื้นและมีการเหยียบย่ำ กลุ่มพันธมิตรฯก็จะเกิดความรู้สึกว่าตำรวจไม่จงรักภักดี แล้วก็จะเอามาเป็นข้ออ้าง ซึ่งเป็นความชั่วร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ ดังนั้นหน่วยรักษาความมั่นคงต้องรีบดำเนินการโดยเร็วก่อนที่จะสายเกินแก้
อย่างไรก็ตาม การกระทำอันชั่วร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ นี้ สื่อทุกแขนงโดยเฉพาะทีวี ควรเผยแพร่ภาพที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ เอาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงมาติดโล่เพื่อเป็นเกราะกำบัง ควรเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ว่าการกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและชั่วร้ายที่สุด
*หวังให้เข้าใจว่าเบื้องบนหนุน
ด้าน นายสุรชัย แซ่ด่าน แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า การกระทำแบบนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และสิ่งที่ตนเป็นห่วงในตอนนี้คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนกลายเป็นว่ารัฐบาลทำอะไรไม่ได้
นายสุรชัย กล่าวอีกว่า การอ้างเบื้องสูงแล้วนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง ทำให้ให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริง ว่าเบื้องบนสนับสนุนให้ทหารออกมาเคลื่อนไหว การที่เอาพระบรมฉายาลักษณ์มาติดบนไม้อัดเพื่อทำเป็นโล่นั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะคิดว่าหากตำรวจมาตีแล้วโดนพระบรมฉายาลักษณ์ก็จะกลายเป็นว่าไม่จงรักภักดี อีกทั้งเป็นการพยายามเอาพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงมาเป็นข้ออ้าง ซึ่งการกระทำแบบนั้นน่าจะทำความกระจ่างว่าไม่เหมาะสม
นายกฯ จะอดทนจนถึงที่สุด
ขณะที่ในด้านการดูแลความเรียบร้อย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เชื่อว่า ตำรวจจะสามารถควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปักหลักชุมนุมบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้ โดยยังไม่จำเป็นถึงขั้นต้องใช้กำลังทหารเข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้
"ความเกลียดชังยังมีอยู่ ความเกลียดชังยังไม่หมด ผมจะไม่ใช้ กอ.รมน. ดูแลเรื่องนี้ มันยังไม่ยากเย็นขนาดนั้น สถานการณ์ยังไม่ดุเดือดเลือดพล่าน ตำรวจอาจจะงานหนักหน่อย" นายสมัคร ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) กล่าวระหว่างเป็นประธานประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานและมอบนโยบายตามกรอบแนวทางการดำเนินงานของ กอ.รมน. พร้อมระบุด้วยว่าจะอดทนกับม็อบจนถึงที่สุด
*พร้อมขนม็อบชนพันธมิตร
นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มมหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวว่า ขณะนี้ทางกลุ่มมหาประชาชนฯ พร้อมจะเคลื่อนขบวน หากทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนการชุมนุมไปปิดล้อมหน้าทำเนียบรัฐบาล ในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ แต่ขณะนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน เช่น ปัญหาเรื่องฝนตก และเชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ปล่อยให้มีการสร้างปัญหาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะอาจจะมีมือที่ 3 ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายได้
สำหรับกลุ่มประชาชนที่จะมาร่วมกับกลุ่มมหาประชาชนฯ มาจากหลากหลายสาขา เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้เบื้องต้นทางกลุ่มมหาประชาชนฯ ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายร้องทุกข์กล่าวโทษ และสอบถามความคืบหน้าการสอบสวนกรณีมีผู้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งความดำเนินคดีด้วย อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า การออกมาเคลื่อนขบวนของกลุ่มมหาประชาชนฯ เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่เดือดร้อน รวมทั้งรัฐบาล ทหาร ตำรวจที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปลี่ยนใจกลับบ้าน
นักลงทุนผวา-หุ้นตกกราวรูด
นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาลว่า มั่นใจเจ้าหน้าที่สามารถคุ้มครองทำเนียบรัฐบาลได้ แต่ห่วงการสัญจรของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ดูเหมือนว่าการใช้กฎหมู่จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มั่นใจ ซึ่งตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพยายามกอบกู้ภาพลักษณ์ แต่การชุมนุมที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติทำให้เสียเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาน้ำมันแพง จะทำได้ยากขึ้น
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการนัดชุมนุมดังกล่าวว่า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ เพราะไม่มีจุดที่จะสามารถคลี่คลายได้ ทำให้ นักลงทุนชะลอและถอนการลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอดูสถานการณ์ โดยจะเห็นได้จากดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ ปรับตัวลดลงวานนี้กว่า 10 จุด
*สนามหลวงชุมนุมต้านม็อบถ่อย
ขณะเดียวกันทางด้านกลุ่มสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ก็ได้มีการชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวงอย่างคึกคัก โดยมีการทยอยเดินทางมาจากที่ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 19 มิถุนายน และมีการตั้งเวทีปราศรัยท่ามกลางผู้ฟังอย่างคึกคัก
ทั้งนี้แนวทางของการชุมนุมดังกล่าวมีรายงานว่า มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีเจตนาจะออกมาทำลายระบบรัฐสภา โดยในการออกมาร่วมกันขัดขวางพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ตั้งใจจะรวมพลังประชาชนให้ได้ 5,000 คน แล้วจึงเคลื่อนขบวนไปยังหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อร่วมมือกันปกป้องระบบการเมืองแบบรัฐสภา โดยใช้ชื่อยุทธศาสตร์และกลุ่มว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยพิทักษ์ระบบรัฐสภา”
นายวิภูแถลง กล่าวว่า เหตุที่มีการตั้งยุทธศาสตร์เช่นนี้ เพราะเล็งเห็นถึงความต้องการของพันธมิตรฯทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มออกมาเรียกร้องโดยมีเงื่อนไขหลายประการ จนท้ายที่สุดจึงมีข้อสรุปเข้าประเด็นว่าต้องการที่จะขับไล่รัฐบาล และทำลายระบบรัฐสภาไม่ให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรี
ซึ่งในการไปร่วมกันปกป้องระบบรัฐสภาในครั้งนี้ จะมีการปักหลักเพื่อแสดงให้พวกพันธมิตรฯเห็นว่ามียังมีกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรฯ
*ตร.กระจายกำลังรักษาทำเนียบ
ส่วนทางด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในวันเดียวกันนี้มีการประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุม โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน โดยมีการวางกำลังเข้มทั้งในและนอกทำเนียบรัฐบาล
โดยในส่วนความรับผิดชอบของตำรวจนครบาลจะดูแลรอบทำเนียบรัฐบาลด้านนอก ใช้กำลังประมาณ 100 นาย และยังดูแลไปถึงพื้นที่เฝ้าระวังชั้นนอก ประกอบด้วยแยกนางเลิ้ง แยกเสาวนีย์ แยกวัดเบญจมบพิตร แยกอู่ทองใน แยกพล 1 และแยกวังแดง
รวมไปถึงพื้นที่เฝ้าระวังชั้นใน ประกอบด้วย แยกพณิชยการ บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ หัวถนนนครปฐมฝั่งทำเนียบ แยกสวนมิสกวัน สะพานมัฆวานรังสรรค์ แยกเทวกรรม และสะพานอรทัย โดยจะเน้นการปิดถนนพิษณุโลก ถนนราชดำเนิน ช่วงแยกมิสกวัน เพื่อปิดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ให้เคลื่อนเข้ามาใกล้รั้วทำเนียบ
ส่วนบริเวณด้านในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม มีการเตรียมรับมือตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ โดยจะมีตำรวจสันติบาล 180 ประจำการอยู่แล้ว
*พร้อมใช้ดาวกระจายตอบโต้ม็อบ
นอกจากนี้ หน่วยรักษาความปลอดภัย ให้ความสำคัญไปที่ประตูเข้าออกทำเนียบ 4 แห่ง คือ ประตู 1เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ ถนนพิษณุโลก ประตู 4 ตรงข้ามสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก ประตู 5 ตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน และ ประตูทางออกเชิงสะพานอรทัย ซึ่งเชื่อมต่อไปยังตลาดนางเลิ้ง ทุกประตูจะต้องถูกปิดสนิทและมีตำรวจอารักขาเข้ม เพื่อไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เล็ดลอดเข้ามายังทำเนียบได้
ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้เตรียมกำลังตำรวจไว้ประมาณ 3,000 นาย ยังไม่รวมที่เตรียมพร้อมในที่ตั้ง โดย พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง และพร้อมใช้ยุทธวิธีดาวกระจายตอบโต้ เพื่อสกัดการเคลื่อนขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยว่าอย่าใช้ความรุนแรง
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังประเมินด้วยว่าผู้ชุมนุมน่าจะมีราว 1.4 หมื่นคน
*ตั้งด่านสกัดส่งอาวุธให้ม็อบ
นอกจากนี้มีรายงานด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยัน ตำรวจจะไม่อนุญาตให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินทางไปชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสั่งให้มีการบันทึกภาพนิ่งและภาพวิดีโอ ขณะกลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวน
อย่างไรก็ตามจะมีการตั้งจุดสกัด 5 แนวรอบทำเนียบรัฐบาล และขอให้ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทาง ถ.พิษณุโลก ถ.ราชสีมา ถ.พระราม 5 ถ.ศรีอยุธยา และ ถ.ราชดำเนิน ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 19 มิถุนายน เป็นต้นไป เนื่องจากมีรายงานข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนขบวน
ขณะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีหนังสือสั่งการด่วน ให้ตั้งจุดตรวจค้นพิเศษในพื้นที่ หวั่นมีการขนอาวุธเข้าจุดชุมนุม โดยระบุว่าให้ทุก สน. จัดสนธิกำลังฝ่ายจราจร สืบสวน และ ฝอ. ตั้งจุดตรวจค้นพิเศษ ในพื้นที่รับผิดชอบ โดยให้สถานีในพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 , 3 , 4 , 7 และ 8 ตั้งจุดตรวจค้นปฏิบัติบริเวณถนนที่เป็นเส้นทางหลักเข้าสู่ที่ชุมนุม เน้นเป้าหมายการตรวจค้นอาวุธ หรือ อุปกรณ์อื่นใดที่ใช้แทนอาวุธ รวมถึงรถยนต์ขนาดใหญ่ รวมทั้ง รถจักรยานยนต์ที่ขับขี่มาเป็นกลุ่มด้วย
*ผบ.ทบ.เชื่อ ตร.คุมม็อบได้
พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.51) จะเคลื่อนขบวนมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ว่า นายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวเป็นวาระปกติที่ตำรวจจะเป็นฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อย
โดยจะยังไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะมั่นใจตำรวจมีมาตรการที่เหมาะสมในการดูแลสถานการณ์ได้ และส่วนตัวเชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ส่วนการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาลวานนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ทำการประเมินสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้มีการหารือถึงการนำ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกมาบังคับใช้หากเกิดสถานการณ์รุนแรง แต่เน้นให้ตำรวจสร้างความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุม หลีกเลี่ยงการใช้มาตรการควบคุมสถานการณ์ที่นำไปสู่ความรุนแรง
ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวอีกว่า ในส่วนของกองทัพบกนั้น ตนเองไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ แต่ได้ให้นโยบายการปฏิบัติไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยให้คำนึงถึง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นหลัก โดยทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองในทุกกรณี โดยปล่อยให้เป็นเรื่องของการเมืองที่จะแก้ไขปัญหากันเอง
ขณะเดียวกันมีรายงานว่าส่วนราชการที่อยู่โดยรอบหลายแห่งได้มีการเตือนข้าราชการ และบางแห่งก็ให้หยุดงานเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงเรียนต่างๆ บนถนนราชดำเนิน
กรุง ศรีวิไล หมดศรัทธา กกต.หลังโดนใบเหลือง ชี้ไม่เคยมีการแจกเงิน

นายจิรพันธ์ ลิ้มสกุลศิริรัตน์ และนายนที สุทินเผือก หรือ กรุง ศรีวิไล 2 ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน ร่วมแถลงข่าว ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติเห็นควรให้ยืนคำร้องต่อศาลฏีกาเพื่อขอให้สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสมุทรปราการ หลังพบว่าทั้ง2คน กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 236 (5) และ(6) พ.ร.บ. กกต. มาตรา 10 (10 ) และ (12 ) และมาตรา 111 ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.ด้วยการให้ทรัพย์สินหรือเงินแก่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเพื่อการจูงใจให้ไปเลือกตั้ง โดยฝ่ายสืบสวนจะเร่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 2 สัปดาห์
นายจิรพันธ์ กล่าวว่า หลังมีเรื่องร้องเรียนตนและนายนทีได้ไปชี้แจงข้องกล่าวกับคณะอนุกรรมการสอบสวนของจังหวัดสมุทรปราการ โดยได้ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดกฏหมาย และขอให้เจ้าหน้าที่สอบสวนลงพื้นที่เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้หลังจากคณะอนุกรรมการสอบสวนประจำจังหวัด ส่งเรื่องให้กกต.กลาง ตนและนายนทีไม่มีโอกาสไปชี้แจงข้อกล่าวหากับกับกกต.กลางเลย และมาวันนี้กกต.มีมติว่าตนกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้งและให้ใบเหลืองตนและนายนที
"ก่อนกกต.ละลงมติน่าจะเรียกผมไปชี้แจงบ้าง ว่าผมจะมีเหตุผลอะไรหักล้างผู้ที่กล่าวหาผม แต่ไม่ได้เรียกผมไปชี้แจง แล้วมีคำสั่งว่าผมถูกใบเหลือง กกต.ก็เหมือนพนักงานสอบสวนที่จะนำเรื่องไปถึงศาลให้พิจารณาอีกครั้ง ถ้าศาลเห็นด้วยกับกกต.คงมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าศาลเห็นว่าผมไม่ได้ทำความผิดก็จะยกคำร้องไป ขอฝากความหวังไว้กับตุลาการได้โปรดให้ผมได้แสดงพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผม การเลือกตั้งใครจะทำผิดหรือไม่ได้ทำอย่างข้อหาผมที่หาว่าผมแจกเงินซื้อเสียง ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถ้าผมทำความผิดไปซื้อเสียงหรือไปแจกเงินขอให้ผมมีอันเป็นไป แต่ถ้าผมไม่ได้ทำความผิดขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผม และดลบันดาลให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผม คนทำผิดหรือไม่ได้ทำผิดย่อมรู้อยู่แก่ใจ " นายจิระพันธ์ กล่าว
ด้านนายนที กล่าวว่า ตนไม่เคยได้รับโอกาสจากกต.กลางเรียกไปให้ข้อมูล อยู่ดีๆ วันนี้มีข้อความมาว่าตนถูกใบแหลือ ตนขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยานถ้าตนทำผิดจริงขอให้มีอันเป็นไป เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับ และพร้อมจะเลือกตั้งใหม่โดยตนพร้อมที่จะลงแข่งขันกับใครก็ได้ในจังหวัดที่เป็นกลางทุกจังหวัด ตนเชื่อในศาลยุติธรรมที่จะให้ความเป็นธรรมกับตนและนายจิระพันธ์ เมื่อถามว่าการได้ใบเหลืองครั้งนี้คิดว่าถูกกกต.กลั่นแกล้งหรือไม่ นายนที กล่าวว่า กลั่นแกล้งหรือไม่ตนไม่รู้แต่ตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง ตนไม่ได้บอกว่ากลั่นแกล้ง แต่ปกติถ้ามีผู้ถูกยื่นคำร้องจะมีโอกาสได้ชี้แจง
"ผมรู้ซึ้งแล้วว่าวงการเมืองนี้เป็นอย่างไร และขอยินดีกับคนที่ไม่ได้เข้ามาในวงการนี้ ผมหาเสียงมาได้มาก75,000 เสียง ถ้าคนอย่างผมยังไม่บริสุทธิ์คนอื่นก็ไม่ต้องเล่นการเมืองแล้ว " นายนที กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างการแถลงข่าวนายนทีได้เรียกร้องให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยกล่าวว่า เป็นความเห็นของผมคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ไม่เกี่ยวกับพรรค เมื่อเห็นว่ามันมีเรื่องยุ่งๆ กันมากก็ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไปเลย


