คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
ในงานเปิดตัวมูลนิธิสภาบันประชาธิปไตย ซึ่งมีหลักการและเหตุผลสอดคล้องหลังจากการทำรับประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมูลนิธิดังกล่าวมี นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ดำรงตำแหน่งเป้นประธาน ซึ่งในวันนั้นมีการเชิญ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ “คุณปลื้ม” สื่อรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กำลังลงสนามการเมืองโดยการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในสมัยที่กำลังจะถึงนี้ ร่วมบรรยายพิเศษมนหัวข้อ “การสร้างประชาธิปไตย ในทรรศนะคนรุ่นใหม่” โดยมีสาระสำคัญในแง่มุมมองทางการเมืองดังนี้
....ผมมาวันนี้ อยากเรียนให้ทุกท่านเข้าใจความคิดเห็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองในบ้านเรา มันเป็นเรื่องที่สามารถจะทำกันได้ คือไม่จำเป็นที่จะต้องแบ่งเป็นกลุ่มเฉพาะว่าเห็นด้วยกับผู้พูด น่าที่จะสามารถทำได้โดยที่ไม่จัดเป็นจะต้องเชิญคนที่เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนั้นขึ้นพูด สิ่งที่ผมได้ค่อยๆ เห็นใน 3-4 ปีที่ผ่านมาก็คือ คนไทยที่ไม่เห็นด้วนกับการเมือง ไม่สามารถนั่งอยู่ในโต๊ะเดียวกันได้หรือนั่งอยู่ในที่ประชุมเดียวกันได้ หรือนั่งอยู่ในที่เสวนาเดียวกันได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่แย่มาก
มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2547 ตอนนั้นทางคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เชิญไปพูดเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 2547 ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากผมก็ยังมี คุณสุกัญญา กรานณรงค์ ที่เป็นผู้ฟ้องคดีหุ้นชินคอร์ป มี สุริยะใส กตะศิลา ซึ่งตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ได้เจอ และ พิภพ ธงไชย และก็มี ส.ส. จากพรรการเมืองจำนวนหนึ่งที่เข้ามานั่งฟัง คนกลุ่มนี้ก็วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวนโยบายเศรษฐกิจทำงานของรัฐบาลในสมัยคุณทักษิณ ก็มี ส.ส. ท่านหนึ่งถามผมว่า “คุณมานั่งตรงนี้ทำไม...ไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้จ้องเล่นงานคุณทักษิณ” ผมก็ตอบว่าเวทีนี้มันเป็นเวทีเสวนานี่ เป็นที่ที่เราจะมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันไม่ใช่หรือ??
เรื่องนี้คือสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในไทยคือว่า เมื่อคุณมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันทางการเมือง คุณไปนั่งอยู่ที่เดียวกันไม่ได้ มาถึงในปัจจุบันคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.จรัส สุวรรณมาลา ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ก็เจอรองคณบดีมาวิพากษ์วิจารณ์ ว่าคุณไปขึ้นเวทีได้อย่างไร มันมาจุดหนึ่งที่ชัดเจน ว่าเราแบ่งสังคมออกเป็นซีกๆ เพราะจริงๆ เราก็ไม่ใช่จุดยืนทางการเมืองที่มีความแตกต่างกัน แต่มันเป็น ลักษณะนิสัยของคนไทยกันเองที่รู้สึกว่าถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณก็ไม่ต้องมานั่งกับเรา
ที่ผมมาวันนี้อยากสร้างความเข้าใจให้กับทุกๆ คนที่นั่งอยู่ที่นี้และสื่อมวลชนได้ทราบว่า ลักษณะของการที่เคลื่อนไหวหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ไม่ได้ไปเกี่ยวกับการที่จะหาเสียงเลือกลงสมัครเป็น ส.ส. จะตั้งพรรคการเมืองหรือการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าทำอะไรที่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมันไม่มีอะไรที่เสียหายเลย ตราบใดที่ไม่มีการละเมิดสิทธิผู้อื่น
เรื่องพันธมิตรฯ มันมีผลกระทบตรงที่การเคลื่อนไหวส่งผลกระทบต่อคนอื่น นักเรียนมาเรียนหนังสือโรงเรียนก็ต้องมาปิด วิธีการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจาย ที่มันส่งผลกระทบต่อการจราจร หรือความปลอดภัยของข้าราชการ การเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดไม่ยั่ง แล้วก็สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น กับการทำงานของตำรวจหรือการรักษาความสงบ สิ่งนี้ในที่สุดก็เป็นปัญหา
ที่ผ่านเขาก็ได้ไปตั้งเวทีที่สวนลุมฯ สนามหลวง มีการเสวนาทางวิชาการ มีการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนั้นผมสนับสนุนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นมันอยู่กรอบในสิ่งที่จะทำ การแลกเปลี่ยนความคิดทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่เสียหายไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย การที่จะแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสงบ และไม่ใช่ไปเพ่งเล็งที่จะมาโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่จะมาถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ที่ผ่านมาไม่มีใครรู้มากนักว่าผมเคยทำงานที่ ASTV ในช่วงตอนต้นปี 2548 ตอนนั้นผมทำงานอยู่ที่ช่อง 11 เฉยๆ และก็ทำรายการภาษาอังกฤษตอนกลางคืน ส่วนทาง ASTV นั้นทางคุณสโรชาดูแลทางช่องข่าวภาษาอังกฤษ ผมไม่ได้คิดอะไรที่ทำ ซึ่งตอนนั้นผมประเมินว่าเป็นเพียงช่องโทรทัศน์ที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง พอได้ทำงานก็เริ่มชัดเจนขึ้นว่าจะเป็นการขับเคลื่อนเพื่อโค้นล้มรัฐบาล จากรายของคุณสนธิ มีเพื่อนร่วมงานจากช่อง 11 เตือนผมว่าผู้ใหญ่ไม่แฮปปี้กับการที่ผมทำงานที่นั่น แต่ผมคิดว่า บทบาทสื่อก็คือบทบาทสื่อ ผมจึงทำงานไปสักระยะและออกตอนหลังปฏิวัติ เพราะบทบาทมันเปลี่ยนไป เนื่องจากไม่ได้เป็นสื่อมวลชนแบบเพียวๆ สื่อยุ่งกับการเมือง การเมืองยุ่งกับสื่อจนแยกกันไม่ออก
ผมคิดว่าเราเข้าใจผิดในบทบาทการเคลื่อนไหวของประชาชน การเคลื่อนไหวเพื่อโค้นล้มรัฐบาล โดยการใช้สื่อปลุกระดมคนออกมาแล้วขับไล่รับบาล นี่คืออารมณ์ค้างจากอดีตในสมัยที่ไทยมีรัฐบาลแบบเผด็จการจริงๆ แบบยุคของจอมพลสฤษดิ์ ในไทยเราผ่านช่วงนั้นมาแล้ว แต่ความรู้สึกของคนไทย และสื่อมวลชน เรายังเจอกับรับบาลที่ไม่ได้ให้สิทธิและเสรีภาพเท่าที่ควร เราจะอยู่ในบรืบทว่าพอมีรับบาลไหน แสดงท่าทีว่ามีอำนาจการบริหารอย่างเต็มที่ ทุกคนที่ต่อต้านรับบาลที่มาจากการรับประหาร ก็คิดว่าพวกนี้ทำตัวเหมือนเผดก็จการ เป็นอารมณ์ค้างที่ปลุกขึ้นมาได้ เป็นการจุดความรู้สึกในอดีต และคิดว่านักการเมืองนายทุน หรือนัการเมืองที่โกงกิน ในที่สุดก็จะบริหารแบบทหาร ฉะนั้นหากอารมณ์ค้างนี้ยังเหลืออยู่ โดยเชื่อว่านักการเมืองที่ได้มาโดยการซื้อเสียงก็มไม่ต่างจากทหารที่บริหารประเทศแบบเผด็จการ
ดังนั้นกลุ่มมวลชนที่ชุมนุมพันธมิตรฯ มีการปลุกความรู้สึกของตนเองว่า รัฐบาลมีการยึดอำนาจโดยการซื้อเสียง และอยู่ในอำนาจรวมทั้งบริหารราชการแผ่นดินโดยที่ไม่ให้ความยุติธรรมของประชาชน จึงต้องใช้วิธีโค่นแบบเดียวกับอดีต ซึ่งมันเป็นบริบทเดิมจนคุณลืมนึกไปว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่หากต้องการให้ใครออกจากตำแหน่ง มันต้องทำในระบบ ในเกมรัฐธรรมนูญ เพราะนายกสมัยนี้มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยต้องใช้วิธีระบบตุลาการ ระบบรัฐสภา และระบบบริหาร แต่ผมเชื่อว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนที่เคยหนุนให้เกิดการรัฐประหาร 2549 ก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าต้องทำในกรอบระบบ เพราะคนที่เป็นนายกมาจากกระบวนการความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเชื่อว่าในตอนนี้เราอยู่ในช่วงที่ทิ้งอารมณ์ค้างในอดีต และกำลังกลับเข้าสู่จุดยืนที่เข้าใจแล้วว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะซื้อเสียงก็ต้องทำการโค้นล้มตามกระบวนการ กกต. ต้องพิจารณา สภาอภิปรายไม่ไว้วางใจเอาจนลงให้ได้ แต่ ณ ตอนนี้ผมได้มีการพูดคุยกับนายทหารหลายคนแล้ว ต่างก็คิดว่าต้องมีการทำตามระบบ นี่คือความเชื่อของผมที่ว่าจะไม่มีการปฏิวัติอีกแแล้ว ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่ว่าใครอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ แต่ผมก็มั่นใจใน ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ซึ่งหามีการปฏิวัติอีกรอบ ก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่อาจคาดไม่ถึง
ส่วนการเคลื่อนไหวใในสภา ซึ่งสอดคล้องกับเกมนอกสภา และชูให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่หากอยู่ในสภาก็ต้องยอมรับในความเป็นจริง แน่นอนว่านอกสภาเป็นตัวกดดัน และอาจเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ตอนนี้ผมเริ่มที่จะเรียนรู้ และติตามการการเมืองแบบไทย จึงเข้าใจแล้วว่าบทบาทการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้ยากกว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศอื่น คุณต้องทันเกมทุกฝ่าย ในระบบรัฐสภาของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทยเรา ที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่เป็นผู้ล้อมรอบคนไม่กี่คนที่เป็นผู้นำของพรรคการเมืองนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. ค่อนข้างจะอยู่ในอาณัติของหัวหน้าพรรค และหัวหน้าพรรคที่เป็นนายกฯ หรือเป็นรัฐมนตรี ก็สามารถควบคุมผ่ายนิติบัญญัติ ส.ส. ได้ในระดับหนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติในที่สุดจะทำงานใต้ฝ่ายบริหาร
แต่นายกรัฐมนตรีในไทย คุณต้องสู้กับ 3 กิ่งแห่งอำนาจ รีแอ็กติ้งเอเจน คือ 1. สื่อมวลชน ในแต่ละประเทศจะมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน ในสำหรับไม่แอ็กทีฟในการตรวจสอบนักการเมือง วัฒนธรรมของสื่อไทยแอ็กทีฟมาก ซึ่งผมมองว่าอยู่ในระดับเหมาะสม แต่ก็ขึ้นอยู่กับบางฉบับ ซึ่งไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี หากนายกฯ กระตุ้นให้สื่อโมโห สื่อก็จะเล่นอย่างนั้นไม่ว่าจะกี่ปีกี่ชาติ นี่คือปัญหาในการบริหารประเทศ
ซึ่งสื่อต้องนำข้อมูลมานำเสนอ แต่วัฒนธรรมจะทำหน้าที่สวนทางในทางข้อมูลหน่วยงานที่กลั่นกรองความคิด และตอบโต้จุดยืนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกฯ ต้องดูการคานอำนาจจากฝ่ายตุลาการ และพยายามควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติด้วย การพูดคุยของนายกรัฐมนตรีจะเป็นตัวชี้วัดการตอบโต้ความรุนแรงของสื่อ ซึ่งเป็นเรื่องดีในการตรวจสอบ แต่ยากในการที่รับบาลจะขยับเขยื่อน เพราะต้องสู้ทุกวัน
อันดับ 2 คือ กลุ่มเอ็นจีโอบางกลุ่มที่จะโค้นล้มรัฐบาล การเคลื่อนไหวของมวลชนในไทย จะสอดคล้องกับสื่อมวลชน บางฉบับมีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่ม หาก ครป. แถลงข่าว ไทยโพสต์อาจจะลงหน้าหนึ่งให้มากกว่าเล่มอื่น หนังสือพิมพ์ไทยจะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของมวลชน เพราะมีความเชื่อลึกๆ ว่าสื่อของตนเองมีบทบาทในการคานอำนาจของรัฐบาล หากอยู่ในความพอดีก็จะดี นอกจากนี้กลุ่มมวลชนเอ็นจีโอมีการคานอำนาจรัฐบาลในยามที่ควรและไม่ควร แต่สมมติว่า
ในปัจจุบันพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวตามแผนดาวกระจายทุกมุม และพาดหัวทุกวัน ผมก็สงสัยว่าทำไมต้องให้ความสำคัญต่อกลยุทธ์ในทุกรูปแบบของมวลชนกลุ่มหนึ่งขนาดนั้น ซึ่งจะถือเป็นความชอบธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนที่ตัดสิน แต่ผมกำลังบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับมวลชน อยู่ที่สื่อเลือก สังคมจะมองในบริบทที่มีความชอบธรรมหรือไม่อยู่ที่หนังสือพิมพ์หลักๆ ของประเทศ ซึ่งหากสื่อบางกลุ่มกับเอ็นจีโอบางกลุ่มทำการร่วมมือกันเพื่อโค่นล้มรัฐบาล จะเป็นเรื่องที่เหนื่อย
สิ่งที่ทำให้ชาวต่างชาติมาถามผมว่าทำไมถึงมีการชุมนุม และเป็นเรื่องใหญ่เหลือเกิน จริงๆ แล้วมันก็อยู่ที่สื่อให้ความสำคัญ และเล่นเป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกวัน ก็ชัดว่าต้องการกดดันรัฐบาล ซึ่งแสดงว่าสื่อมีอำนาจมากในการที่จะกำหนดว่านายกฯคนหนึ่งสามารถอยู่ได้กี่ปี ซึ่งเมื่อก่อนผมไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เพิ่มเริ่มเข้าใจแล้วว่า หากทำให้หนังสือพิมพ์เป็นศัตรูก็ยากที่จะมีอนาคตในทางการเมือง นอกจากฐานเสียงจะแข็งจริง ตอนนี้ผมพยายามจะปรับตัวให้เข้าใจกับระบบอย่างนี้ สำหรับประเทศไทย จะไม่มีวันที่คุณจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แล้วคิดที่จะมาครอบงำกลุ่มเอ็นจีโอ และหนังสือพิมพ์ได้ หากคิดอย่างนั้นในที่สุดไปไม่รอด ก็ต้องมีการประนีประนอมกัน หากมีการฆ่า ดังนั้นผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายคือ นายกรัฐมนตรี และ สื่อต้องเรียนรู้ที่จะทำงานซึ่งกันและกัน
ส่วนอันดับสุดท้ายคือกองทัพ กองทัพไทยมีบทบาทที่แตกต่างจากประเทศอื่น เช่น บทบาทในการปกป้องเขตแดน ซึ่งเรื่องเขาพระวิหารน่าจะจบได้แล้ว เมื่อ ผบ.ทบ. บอกว่าเราไม่เสียดินแดน แต่ทหารนอกจากที่จะปกป้องแผนดินไทยแล้ว ยังมีบทบาทที่เข้ามาคานอำนาจฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรจะมี ซึ่งถือว่าเปลี่ยนยาก
แต่หากจะมีการลดบทบาทนี้ลง ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเป็นจริง แต่ต้องไม่ลืมว่า วิธีการลดบทบาท ต้องทำให้ทหารไม่รู้สึกว่าบทบาทลดลงไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำให้ทหารไม่รู้สึกว่าเขากำลังถูกลดบทบาท คือต้องทำการสื่อสารผ่านยังสื่อมวลชน และกลุ่มเอ็นจีโอสายหลักๆ เหล่านี้ ภาพรวมของปัญหาหลักเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังไม่สามารถปรับตัวเข้าหาได้
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละประเทศที่จะวิวัฒนาการขั้นตอนไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มากขึ้น ต้องเจอกับความวุ่นวายจากการเรียกร้องของมวลชนอย่างแน่นอน ในที่สุดแล้วก็จะเจอกับรูปแบบของประชาธิปไตยที่เข้ากับวัฒนธรรมของสังคมนั้น ซึ่งความจริงมันไม่ควรเป็นอย่างนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปถ้าประชาธิปไตยแบบไหนจะอยู่ได้นานจริง ต้องสามารถเข้ากันได้รับวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ
แม้ว่าผมบอกว่าอยากที่จะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเปลี่ยนทุกอย่างไม่ได้ มันต้องเป็นไปในรูปแบบพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไปในจุดที่มีความเท่าเทียมกันให้มากขึ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 25, 2008
การสร้างประชาธิปไตยในทรรศนะ “คุณปลื้ม”
“สู้ครั้งสุดท้าย?’ เขาพระวิหาร ประวัติศาสตร์จักจารึกนามท่านว่า...

ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข เขียนความลงเว็บไซต์ประชาไท เกี่ยวกับการปั้นประเด็น “ล้าหลังคลั่งชาติ” อย่างเขาพระวิหาร ของพันธมิตรฯ เพื่อตั้งตำถามว่า อะไรคือเป้าหมายที่พันธมิตรฯ ใช้ประเด็นนี้มาปลุกกระแสชาตินิยมในปัจจุบัน ความดังนี้
…การไล่รัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รอบใหม่กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา นับได้ว่ามาถึงจุดที่เลอะเทอะ และสะท้อนการอับจนปัญญาของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะการเอาเรื่องเขาพระวิหารมาเล่น อันเป็นประเด็นเกี่ยวกับเขตแดนหรือ ‘ชาติ’ โดยตรง
เรื่องเขาพระวิหาร เด็กรุ่นใหม่ๆ ต่างรับรู้เป็นอย่างดีว่า “ปราสาทเป็นของกัมพูชา ทางขึ้นเป็นของไทย” และรู้กระทั่งว่า ไทยเสียเขาพระวิหารอันเนื่องมาจากการพิพาท และการยอมยุติข้อพิพาทด้วยเวทีศาลโลก ด้วยหลักฐาน การอ้างอิง และการชั่งตวงวัดน้ำหนักต่างๆ ซึ่งหมายความว่า โลกทั้งใบนี้รับรู้ข้อยุติตามนั้น
เอาเป็นว่า เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชานั้นเป็น ‘ข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ’ ที่ยากจะเถียง ส่วนพื้นที่ทับซ้อนก็คือพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งหมายความว่า จะต้องเจรจาตกลงกันต่อไประหว่างไทยกับกัมพูชา
เรื่องเขตแดนนั้น ต้องถือว่ากองทัพไทยเป็นเจ้าของประเด็นนี้โดยตรง การขอขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ออกมานั่งแถลงเองว่า เป็นแต่เพียงเฉพาะตัวปราสาท (ตัวปราสาทซึ่งเราเองก็รับแล้วว่าเป็นของเขา คนไทยส่วนใหญ่ก็รับรู้เรื่องนี้) ไม่เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน
แล้วกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังเล่นอะไรกันอยู่ ต่อให้ใช้ประเด็นนี้ไล่รัฐบาลได้สำเร็จ เราก็หนี ‘ข้อเท็จจริง’ ไปไม่ได้ ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นเพื่อปลุกกระแสและอารมณ์คลั่งชาติอย่างไร้เหตุผลที่สุด สะเทือนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างที่สุด เพราะจินตนาการไปทางไหนก็ไม่มีทางได้เขาพระวิหารมาเป็นของไทยได้
เมื่อข้อเท็จจริงว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา พื้นที่ทับซ้อนก็ยังเป็นพื้นที่ทับซ้อน อะไรที่มันเคยเป็นก็เป็นอยู่อย่างนั้น แล้วจะมีประเด็นเรื่องใครจะไปแลกประโยชน์ด้วยการอ้างจากเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา เพราะเขาขอปราสาทของเขาเองเป็นมรดกโลก ไม่ใช่ปราสาทของเรา
อันที่จริง จินตนาการไปทางไหน กัมพูชาก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านของเรา จินตนาการตรงไหน เขาพระวิหารก็ต้องอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครยกไปไหนได้ การไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านก็ทำให้ใช้ประโยชน์จากเขาพระวิหารได้ทั้ง 2 ฝ่าย (โดยที่เราไม่ต้องดูแลรักษา) พูดง่ายๆ ไม่ใช่ของเรา แต่เราใช้ประโยชน์ได้ ตรงกันข้าม ยิ่งหยิบเรื่องนี้มาเล่น ต่อให้ไล่รัฐบาลได้ เราเองก็อาจจะไม่มีโอกาสได้ไปแม้กระทั่งเหยียบบันไดขั้นแรกของตัวปราสาทเขาพระวิหารด้วยซ้ำ แล้วจะเป็นของเราได้อย่างไร พูดอีกอย่างก็คือ ต่อให้คิดว่าเป็นของเรา เราก็อาจจะใช้ประโยชน์ไม่ได้
การหยิบประเด็นอันไร้เหตุผลนี้มา จึงสะท้อนว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เองอับจนปัญญาอย่างที่สุดที่จะหาจุดอ่อนของรัฐบาลมาเป็นจุดขาย (ทั้งๆ ที่มีจุดอ่อนมากมายที่แม้จะ ‘ขาย’ ไม่ได้ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชน) จึงเลือกที่จะเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน และการลงเอยของอารมณ์ความรู้สึก มันก็อาจจะจบลงเหมือนที่นักการเมืองในกัมพูชาเคยเอาประเด็นดาราไทยไปบิดเบือน เพื่อปลุกกระแสคลั่งชาติ จนกระทั่งมีการบุกเผาสถานทูตไทยในกัมพูชามาแล้ว
น่าสงสัยว่า ธงของกลุ่มพันธมิตรฯ คืออะไร หลังจากที่ประเด็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกกันและมีสัญญาณห้ามอย่างชัดเจนจากทุกฝ่ายมาแล้ว มาบัดนี้มาเปิดประเด็นว่าด้วยเรื่อง ‘ชาติ’ อย่างไร้เหตุผล และจงใจปั่นที่อารมณ์ความรู้สึกใช่หรือไม่ ที่ยังคงเป้าหมายไว้ที่การจลาจล และใช้ประชาชนที่นิยมตนเป็นเหยื่อ
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ใช่หรือไม่ที่ความขลาดเขลาของคนไม่กี่คนเกิดขึ้นจากการไม่ชอบหน้านักการเมือง ไม่เชื่อมั่นนักการเมือง และไม่เชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญ กฎกติกา กลไกและการตรวจสอบใดๆ อีกแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองมีส่วนสร้างมากับมือ
ใช่หรือไม่ว่า ความขลาดเขลาของคนไม่กี่คน เกิดขึ้นจากความกลัวว่า ‘เขา’ จะเอาคืน จนหลงลืมว่าตนเคยเป็นคนมีเหตุมีผลอย่างไร กระทั่งทำให้ต้องเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด โดยเอาชีวิตประชาชนมาเดิมพัน
มนุษย์ต้องมีจินตนาการ และผมยังฝัน ฝันว่าคนบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ จะเรียกร้องความกล้าครั้งสุดท้ายในชีวิต เพื่อให้คนได้จดจำความกล้าของเขา ด้วยการเดินลงจากหลังเสือ
ไม่เช่นนั้น หากเหตุการณ์ในวันข้างหน้าบานปลาย กลายเป็นการจลาจล เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากฝ่ายไหน ไม่ว่าใครจะกระทำ ไม่ว่าใครจะผิด นอกจากรัฐบาลที่ผิดและต้องรับผิดชอบแล้ว คนที่ ‘ปั่น’ เหล่านี้ ก็หนีความรับผิดชอบและการถูกตราหน้าว่า ‘มือเปื้อนเลือด’ ไปไม่พ้นจนชั่วลูกชั่วหลาน...

จุดไฟเผาบ้าน
คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การอภิปรายของฝ่ายค้านในวันที่ผ่านมา ใครอย่ามากล่าวหาเด็ดขาดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีข้อมูล เพราะตลอดเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาเปิดประเด็น โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร มากไปด้วยสาระ
แต่เป็นสาระทางประวัติศาสตร์ เมื่อคราวเสียเขาพระวิหารจากการแพ้คดีความที่ศาลโลก ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหนึ่งในทีมทนายความ
แถมยังย้อนความไปก่อนหน้านั้นอดีกราว 50 ปี เมื่อคราวมีการทำแผนที่เขตแดนในบริเวณดังกล่าว
ขณะเดียวกันญัตติ ที่ระบุเอาไว้ว่าจะเป็นการอภิปราย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ทำไมทำมากลับเป็นการออกมาแก้ต่าง ปกป้องอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จนฟังไปฟังมาก็ยังไม่เห็นข้อชัดเจนว่ารัฐบาลนี้จะมีความผิดในกรณีเขาพระวิหารที่ตรงไหน
หากจะเลวจะร้ายสุดๆ ก็คงเป็นการที่ไม่ยอมออกหน้าทวงคืน หรทืออุทธรณ์ต่อศาลโลก ซึ่งหากจะเป็นความบกพร่องของรัฐบาล ก็เป็นความบกพร่องอันเดียวกันกับหลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 ครั้ง 2 หน
ยังไม่รวมถึงคราวที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล และอีกหลายครั้งที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ เป็น รมว.ต่างประเทศ
และนอกเหนือไปจากความพยายามกล่าวหารัฐบาลในเรื่องเขาพระวิหาร ที่พยายามชี้ชวนให้ประชาชนทั้งบ้านทั้งเมืองเข้าใจผิด
เป็นการพูดจาที่ส่อให้กระทบกระเทือนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่มีนักธุรกิจไทย ไปลงทุนมูลค่ามหาศาล เป็นการเผาบ้านเผาเมืองตัวเอง
นอกเหนือไปจากนั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นนามธรรม อย่างเช่น ไร้ฝีมือ เอาคนไม่มีความรู้เข้ามาทำงาน เอานักเลงมาทำงาน แต่กลับไม่กล้าชีชัดว่าเป็นใคร
รวมทั้งยังไม่มีการแจกแจงว่าคนที่พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอ้างว่าเขาไม่มีความรู้นั้น ได้ทำงานตกหล่น บกพร่อง สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองอย่างไรบ้าง
จนอาจจะพอตั้งข้อสังเกตุได้ว่าการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามลากเอาเรื่องประวัติศาสตร์มาอวดภูมิความรู้ด้วยหวังว่าจะมีคนตามทันไม่กี่คนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่มีข้อมูลใหม่ หรือไม่มีข้ออมูลอะไรที่จะชี้ความผิดของรัฐบาลได้อย่างนั้นหรือเปล่า
หรือการที่ออกมากลาวหาความบกพร่องของฝ่ายบริหารอย่างเลื่อนลอย จะเพราะพยายามดิสเครดิต ลดความชอบธรรม เพื่อหวังทำลายรัฐบาล และสร้างโอกาสให้ตัวเองสามารถเข้ามาบริหารประเทศ ด้วยหนทางใดหนทางหนึ่งอย่างัน้นหรือเปล่า
เพราะเมื่อฟังคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี แล้ว สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค่านพูดก็แทบจะหมดราคา
แม้ว่าจะพูดด้วยลีลาประสา “สมัคร” แต่เนื้อหาก็ครบถ้วน ทั้งควงามสัมพันธ์กับนานาชาติ ที่เดินทางไปพบปะมาแล้ว 8 ประเทศ จนเป็นผลด้านความร่วมมือต่อเนื่อง ทั้งด้านการค้าขาย การแลกเปลี่ยความรู้ และเปลี่ยนเทคโนโลยี ไปจนถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาพลังงาน
และที่สำคัญที่ผมเชื่อว่าเป็นคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่คนฟังเข้าใจและเห็นภาพชัดเจนที่สุดก็คือว่า “ขนาด 4 เดือนยังทนไม่ได้ต้องของเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็คงจะรอให้ถึง 4 ปีไม่ไหว”
ยอมรับว่าคำพูดทิ้งท้ายคำชี้แจงของท่านายกฯ โดนใจมากที่สุด เพราะอาการกระเหี้ยนกระหือรือขแองปะชาธิปัตย์ ตามศัพท์แสงท่านายกฯ ไม่สามารถมองได้เป็นอย่างอื่น
การสอดประสานกันของม็อบหน้าทำเนียบรัฐบาล ท่วงท่าของ สว.รากตั้ง จากกรรมการรากเหง้าเผด็จการ และพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียว ก็ชวนให้คิดได้อย่างนั้น
และในช่วงเย็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาย้ำความ “หาเรื่อง” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ออกมากล่าวหารัฐบาล กล่าวหากระทรวงการต่างประเทศ ว่าเพิกเฉยต่อการดูแปลเรื่องเขาพระวิหาร
จนตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เอง ก็คงจะลืมไปแล้วว่าตัวเองก็เคยนั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ มาก่อน สามารถแสดงบทบาททวงคืนเขาพระวิหารได้ อย่างที่กำลังต่อว่าต่อขานคนอื่น
แต่ทำไมไม่ทำ หรือว่าท่านมัวเอามือไป “กำ” เอาปากไป “อม” อะไรไว้ จึงเพิ่งจะมาคิดออก เพิ่งหวงแหนเขาพระวิหารกันจนน้ำลายไหล ในวันที่ตัวเองตกกระป๋อง และมีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาบริหารประเทศ
การอภิปรายไม่ไว้วารงใจรัฐบาลยังจะมีในวันนี้อีกวัน ผมไม่แน่ใจว่าจะมีเนื้อหาสาระอะไรมาถล่มรัฐบาลได้มีน้ำหนักกว่าวันที่ผ่านมาบ้าง หรือจะเปิดหน้าให้รัฐบาลสอนมวยเป้นคำรบสอง ก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป
และนอว่าหากมีข้อมูลใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง รัฐบาลก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องน้อมรับเอาไปจัดการ แก้ปัญหาอย่างไม่คิดเขา คิดเรา
จะกลัวก็แต่ว่าหาก “ทำการ” ไม่สำเร็จในเวทีนี้ ปชป. จะหวนกลับไปใช้เวทีนอกสภา สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองไม่รู้จบ เพราะแม้รัฐบาลจะเปิดเวทีให้ซักฟอกกันเต็มเหนี่ยว แต่บทบาทของผู้คนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังพัวพันกับม็อบพันธมิตรฯ ไม่เลิก
เรียกว่าทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกฯ อย่างนั้นหริอเปล่า...!?
บิ๊กโบ๊ต
Tuesday, June 24, 2008
พล.อ.ชวลิต ชี้ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่วิกฤติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 มิ.ย.) พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปทำบุญเลี้ยงพระร่วมกับคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เนื่องในโอกาสครบรอบวันแต่งงานปีที่ 43 มีคนใกล้ชิดจำนวนหนึ่งมาร่วมงานที่วัดอาวุธวิกสิตาราม จากนั้นให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤติการเมือง เพราะวิกฤติจะไม่ใช่รูปแบบนี้ และนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดชอบก็คงไม่ปล่อยไปอย่างนี้ “สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจกันในระดับหนึ่ง มีทีท่าจะแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น ใครมองว่าเป็นวิกฤติ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่ เพราะยังพูดจากันได้ และการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ผู้ขัดแย้งจัดการกันเอง พูดกันเอง การไปหาคนกลาง เคยบอกไปแล้วว่าเป็นหนทางแรก แต่ก็ทำไม่ได้ การหาคนกลางลำบาก เพราะต้องเป็นผู้ที่ถือดุลได้จริง ๆ มีความรู้ ความเข้าใจ และต้องมีพลังสูงจริงๆ” พล.อ.ชวลิต กล่าว ส่วนที่มีความเป็นห่วงว่า พันธมิตรฯ จะเคลื่อนการชุมนุมไปที่รัฐสภา ในการช่วงที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า เขาก็ไปหลายที่แล้ว จะไปอีกที่ก็คงไม่มีปัญหาอะไร พร้อมกับย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่วิกฤติ ถ้าวิกฤติเขาจะไม่ประพฤติแบบนี้ รัฐบาลจะต้องมีแอ็คชั่น แต่นี่ก็ไม่มี เพราะรู้ว่าไม่มีอะไร พันธมิตรฯ ก็รู้ว่ารัฐบาลไม่มีอะไรเหมือนกัน และต้องการเจรจา ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีอะไรรุนแรง เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน พล.อ.ชวลิต เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งยุติความขัดแย้ง และหันมาดูแลปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ เพราะข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีอะไร ขบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การระเบิดในตลาดสด จ.ยะลา หรือการลอบยิงเจ้าหน้าที่ ถ้าล้วงไปลึก ๆ ก็จะทราบว่าเป็นการแก้แค้นกันไปมา ประเด็นอยู่ตรงนี้ และในฐานะที่ผ่านการแก้ปัญหามา เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงพอจะทราบ และถ้าจะแก้ไขปัญหาจริง ๆ ตกลงกันจริง ๆ วิเคราะห์ให้ดี ก็แก้ไขไม่ลำบาก เพียงแต่ต้องรอคนที่เข้าใจมาแก้ไข เพราะฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามส่วนลึกก็เป็นคนไทย มีความจงรักภักดี และต้องการอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร มีความปรารถนาจะสร้างสันติของสังคมเขาที่มีความพิเศษ เป็นสังคมเฉพาะของคนที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งไทยพุทธ มุสลิม และคนจีน เขาไม่ได้พูดถึงตัวเขาเอง หรือคนเดียว. -สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 24 มิ.ย.- “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ชี้ปัญหาการชุมนุมของพันธมิตรฯ ยังไม่ถือเป็นวิกฤติ ยังมีโอกาสที่จะเจรจากันได้ และทางที่ดีที่สุดคือ ให้คู่กรณีเจรจากันเอง เรียกร้องเร่งยุติปัญหาแล้วมุ่งแก้ปัญหาใต้
อัพเดตเมื่อ 2008-06-24 14:52:31
ครม.ปรับปรุงมติเขาพระวิหารให้รัดกุมมากขึ้น
ทำเนียบฯ 24 มิ.ย.-การประชุม ครม.วันนี้ มีการปรับปรุงมติเรื่องเขาพระวิหารให้รัดกุมมากขึ้น ป้องกันกัมพูชานำพื้นที่พิพาทไปรวมกันในอนาคต ด้าน "พล.อ.ชวลิต" กล่าวถึงการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ายังไม่ถึงขั้นวิกฤติ เชื่ออยู่ระหว่างเจรจาหาข้อยุติ คงไม่ขยายวงกว้าง
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-24 14:22:33

นายกฯนำครม.ประชุม ไม่สนพันธมิตรฯปิดล้อม
ทั้งนี้ บรรยากาศภายในทำเนียบฯ คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสริมกำลังในเส้นทางที่คณะรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะประตู 5 ด้านฝั่งกระทรวงศึกษาธิการ และประตูทางเข้าบริเวณสะพานอรทัย ขณะเดียวกัน มีกลุ่มพระสงฆ์และองค์กรชาวพุทธ 43 องค์กร ญาติวีรชน 14 ตุลาฯ นำกระเช้าดอกไม้มาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ให้ทำงานต่อไป โดยรัฐมนตรีคนแรกที่เดินทางมาถึงคือ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ส่วนการจราจรบริเวณแยกนางเลิ้ง มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่สัญจรไปมา เนื่องจากสถาบันการศึกษาในละแวกดังกล่าวเพิ่งเปิดเรียนเป็นวันที่ 2 ซึ่งนักเรียนนักศึกษาจะได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรียังจะเข้ารับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะนำทีมซักฟอกนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรก ก่อนที่จะถึงคิวของรัฐมนตรีในสังกัดพรรคพลังประชาชน อีก 7 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (24 มิ.ย.) มีขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ แม้จะมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปักหลักอยู่บริเวณนั้นก็ตาม โดยนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกจากบ้านพักซอยนวมินทร์ 81 ไปถึงทำเนียบฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
ถึงสงครามเชียวหรือ
ปรากฏผลประมวลออกมาว่า ไม่มีงานสำหรับคนอายุ 73 ปี โดยอารมณ์ที่พอดิบพอดีกับกระแสข่าวลือข่าวปล่อย “ลุงหมัก” กำลังโดนไล่บี้ไล่ต้อนให้ถอนสมอ นายใหญ่ส่งซิกโละออกจากเก้าอี้นายกฯ มีโอกาสตกงานตอนแก่ แต่ที่แน่ๆ โดยรายการข้าวราดหมูป่าผัดเผ็ด ไข่ต้ม 2 ฟอง แกงจืดหัวไชเท้า 1 ถ้วย น้ำส้มไบเล่ 1 ขวด ที่ร้าน “คุณวรรณ” โรงอาหารรัฐสภา แล้วยังมาต่อด้วยกล้วยหอมครึ่งลูก ลองกอง แคนตาลูป ตบท้ายด้วยน้ำรากบัว ที่กระทรวงแรงงาน โซ้ยกันเต็มคราบเลย “ลุงหมัก” ยังกินได้นอนหลับ โดยอาการสะท้อนว่า ไม่ได้เครียดกับมรสุมการเมืองที่ถาโถมเข้าใส่ ไม่ได้ใส่ใจกับเสียงเย้วๆของม็อบพันธมิตรฯบุกล้อมทำเนียบรัฐบาล ยื่นคำขาดให้ลาออกใน 3 วัน 7 วัน พร้อมวัดใจใครจะอึดกว่ากัน แม้จะถึงขั้นที่ตำรวจต้องเตรียมเส้นทางเข้าออกให้นายกฯและรัฐมนตรี ในการประชุม ครม. วันที่ 24 มิถุนายนนี้ ใช้ตำรวจ 14 กองร้อย กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยภายในและรอบบริเวณทำเนียบฯ เตรียมประตูฉุกเฉินไว้ให้หนีม็อบ เพราะจากรายงานข่าวกรอง ภายใน 1 สัปดาห์นี้ ม็อบพันธมิตรฯจะเพิ่มมาตรการกดดันรัฐบาลมากขึ้น โดยอาจจะมีการปิดทางเข้าออกทำเนียบฯมากจุดกว่าเดิม เพื่อทำลายความสง่างามของนายกฯ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ผู้ชุมนุมปิดทางเข้าออกทำเนียบฯไว้ทุกประตู จนนายกฯไม่อาจเข้ามาทำงานได้ ตำรวจก็ได้มีการเตรียมแผนฉุกเฉินไว้ โดยจะมีการนำแผ่นเหล็กขนาดใหญ่มาพาดคลองผดุงกรุงเกษม ริมทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้นายกฯเดินข้ามมาทำงาน ทำอย่างกับพวกแอบลักลอบ แค่นึกภาพก็ตลกเต็มที แต่ก็เป็นอะไรที่เสียงแข็งขึ้นตามลำดับ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ประกาศตำรวจจะรักษาทำเนียบรัฐบาล ยอมให้ม็อบเข้าไม่ได้ ถ้าบุกรุกจะกลายเป็นกบฏ ตำรวจงัดข้อหาแรงๆดักคอเกมม็อบบุกยึดทำเนียบฯ และนั่นก็ยังไม่เร้าใจเท่าข้อมูลแหลมๆล่าสุดของ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พูดหลังการหารือกับ ผบช.น. อ้างรายงานการข่าว กลุ่มพันธมิตรฯกำลังเตรียมคนจำนวนหนึ่งไปลุยกับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนใกล้เขาพระวิหาร โดยคนเหล่านั้นเป็นชาวเขมรที่เข้ามาอาศัยในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2543 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เพื่อต้องการให้เกิดปัญหา “ขอเตือนว่าทหารกัมพูชาไม่เหมือนตำรวจไทยที่อดทนอดกลั้นสูง หากทางการกัมพูชาต้องการปกป้องคนของเขาขึ้นมาจะเกิดปัญหา หรืออาจจะเป็นสงครามขึ้นมาได้ จึงขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย” ดักทางม็อบเตรียมก่อชนวนสงคราม คนระดับโฆษกประจำสำนักนายกฯออกมาพูดเอง แรงตกกระทบย่อมไม่ธรรมดา ที่แน่ๆก็มีปฏิกิริยาจากทางการกัมพูชา ล่าสุดได้สั่งปิดปราสาทเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมเป็นการชั่วคราว หวั่นมือที่สามเข้าไปทำลาย ก่อสถานการณ์ เนื่องจากเห็นว่าประเทศไทยกำลังมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน และอาจจะกระทบต่อการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เขมรรับมุกการข่าวของทางการไทย แหยงม็อบจุดไฟปลุกชาตินิยม. ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ไม่แน่ใจว่าจะเป็นลางอะไรหรือเปล่า กับคิวล่าสุดที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เดินทางไปร่วมชมนิทรรศการของกระทรวงแรงงาน และได้ถือโอกาสทดสอบระบบจัดหางานอัตโนมัติในคอมพิวเตอร์ 
เราจะสู้ใช่มั้ย......????

" พี่ พี่ พวกเขาจะเอาอะไร..." เสียงจากแม่ค้าร้านสะดวกซื้อแถว ๆ พุทธมนทลสาย ๓ ถามผมขณะนำเงินทอนมาให้กับผม "ล้มรัฐบาลมั้ง " ผมตอบแบบเซ็ง ๆ โดยไม่มองหน้าแต่สายตายังมองไปที่โทรทัศน์ในร้านฯ ที่กำลังถ่ายทอดสดเหตุการณ์ ม๊อบพันธมิตรเพื่อประชาชน กำลังส่งเสียงไชโยโห่ร้องยินดีในชัยชนะของการยึดถนน หน้าทำเนียบรัฐบาล แบบคนไร้สติ และบ้าคลั่ง
" ก็คนเขาเลือกเข้าไป แล้วจะไปไล่ได้อย่างไร" ผมมองหน้าแม่ค้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนยังทันตอบอะไร เพราะตัวผมเองก็ไม่รู้จะหาเหตุอะไรมาปลอบประโลมกันในยามบ้านเมืองเป็นแบบนี้ แม่ค้าคนนั้นยิงประโยคโดนใจมาอีกประโยคหนึ่งว่า "จริง ๆ หนูไม่ได้รักหรือชอบรัฐบาลนี้ หนูไม่ชอบเฉลิม หนูไม่ค่อยชอบสมัคร แต่หนูคิดว่าวิธีการไล่รัฐบาลแบบนี้มันเป็นแบบพวกอันธพาล"
"คอยดูนะพี่ ถ้านายกสมัครลาออกหรือยุบสภา ตามคำเรียกร้อง หนูจะเลิกการไปเลือกตั้งตลอดชีวิต เพราะเลือกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร....." ผมนับเงินทอนในมือแล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้แม่ค้าคนนั้นด้วยความเข้าใจในอารมณ์ ความรู้สึกของไพร่ ธรรมดาสามัญในบ้านนี้เมืองนี้ แทบไม่ต้องอธิบายอะไรในความรู้สึกของไพร่เจ้าของร้านสะดวกซื้อคนหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับไพร่คนหนึ่งที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกอยู่ในบทความนี้
เราจะเลือกตั้งกันไปเพื่ออะไร ? ? ? การปกครองแบบระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบไทย ๆ เขาต้องทำกันแบบนี้หรือ แบบนี้หรือที่เขาเรียกว่าระบบรัฐสภา วันนี้โจทย์ข้อใหญ่ที่นักวิชาการเลือกข้าง บุคคลที่เห็นดีเห็นงามกับการสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่บ้านแก่เมืองจะต้องตอบต่อสังคมว่าต่อไปนี้สังคมไทยจะต้องอยู่กับระบบ ข่มขืนธิปไตย ที่กำลังทำกันแบบนี้ตลอดไปใช่หรือไม่
การเมืองภาคประชาชน ที่เราเรียกร้องนักเรียกร้องหนาว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมโดยการปิดถนน ไม่เสียภาษี (ซึ่งก็ยังไม่รู้จะทำแบบใด) ตัดน้ำตัดไฟ ปิดสนามบิน ปิดล้อมที่ทำการของส่วนราชการ ฯลฯ ตกลงว่ามันเป็นวิธีการที่การเมืองภาคประชาชนต้องใช้หรือ ถ้าการเมืองภาคประชาชนต้องใช้วิธีการป่าเถื่อนแบบนี้ เอาคืนไปเถอะครับ เอาไปใช้ที่บ้านอื่นเมืองอื่น กรุณาอย่านำมาสั่งสอนลูกหลานในบ้านนี้เมืองนี้เลย
แบบนี้เขาไม่เรียกการเมืองภาคประชาชนหรอกครับ วิธีการแบบนี้น่าเรียกการเล่นการเมืองแบบอันธพาล มากกว่า
พันธมิตรเพื่อประชาชนของกลุ่มท่าน และผลประโยชน์กันเฉพาะในพวกพ้องของท่าน กรุณาอย่าอ้างประชาชน อย่าเอาประชาชนมาบังหน้า ผมคนหนึ่งที่ไม่ได้แต่งตั้งท่าน ผมไม่ได้มอบหมายให้ท่านหน้าด้านเอาพวกเราไปอ้าง ท่านจะมุดหน้าซุกกระโปรงอยู่ กลางกลุ่มเด็กและสตรีโดยเขาเต็มใจมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน มันไม่ใช่สาเหตุที่เขายอมให้ท่านซุกกระโปรงแล้ว ท่านจะมั่วนิ่มอ้างว่าประชาชนทั้งประเทศเห็นด้วยกับการกระทำของท่าน ข้อนี้ไม่ใช่อย่ามั่ว
วันนี้การเมืองในระบบรัฐสภา เขาใช้วิธีการนอกทำเนียบควบคู่ไปกับ เกมในสภา ฯ พรรคประชาธิปัตย์ คงปัดความรับผิดชอบการเดินเกมนอกสภาในครั้งนี้ไม่ได้ เพราะวิธีการรวมกันเดินแยกกันตี ระหว่างวิธีการกรรโชกทรัพย์ข้างถนนของพันธมิตรเพื่อประชาชนฯ กับการเดินเกมใต้ดินของพรรคประชาธิปัตย์ สอดคล้องกันมาตลอด การบีบให้พรรคร่วมรัฐบาลอีก ๕ พรรค มาร่วมกันอุ้มชูให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งในสภาและนอกสภาครั้งนี้ ถ้าพูดกันแบบภาษากฎหมาย เขาเรียกว่า "กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนาอย่างชัดเจน" ประชาธิปัตย์จะให้ลิ่วล้อภายในพรรคมาบอกปัดตามวิธีถนัดเหมือนหักหลังคนทุศีล เรื่องพาคนไปตายในเหตุการณ์พฤษภาทฬิม ๒๕๓๕ มันฟังไม่ขึ้นเสียแล้ว
แค่ผมอยากถามนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ว่านายไม่เคยรู้สึก ละอายใจ แม้แต่นิดเชียวหรือ การมุ่งหวังขึ้นสู่เก้าอี้ฯ ในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ไม่ได้ทำลายเฉพาะกฎกติกาบ้านเมืองที่เขียนไว้ตามธรรมนองคลองธรรมเพียงอย่างเดียว วันนี้นักการเมืองหนุ่ม ที่ครั้งหนึ่งผมเคยมองว่าน่าจะฝากบ้านผากเมืองไว้ได้ ได้ทำลายการปกครองในระบบรัฐสภาอย่างบัดซบที่สุด นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ มีส่วนอย่างยิ่งกับการทำลายระบอบประชาธิปไตย ที่บ้านนี้เมืองนี้พยายามทำกันขึ้นมากว่า ๗๐ ปีนับแต่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง กรุณาอย่ามาขอร้องให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กรุณาอย่ามาออดอ้อนประชาชนว่า พวกท่านเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง กรุณาอย่ามาหลอกลวงชาวโลกอีกว่าประเทศไทยปกครองในระบอบรัฐสภา มันไม่ใช่หรอกครับ เลิกลวงชาวโลกกันได้แล้ว แล้วบอกกับเขาไปตรง ๆ ว่า รัฐนี้ ประเทศนี้ แค่ใส่หน้ากากประชาธิปไตยไว้ไม่ให้โลกเสรี บอยคอตแค่นั้นเอง
วันนี้ วิธีการร่วมกันปล้นอำนาจของประชาชน มันเปลี่ยนรูปแบบจากวิธีการรัฐประหารมาเป็น เป็นอารยะข่มขืนบ้านเมืองกันข้างถนนแล้ว บ้านนี้เมืองนี้จะเดินหน้าไปอย่างไรกัน ผมไม่รู้ หากมีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ แล้วคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงยืนยันที่จะเลือกพรรคการเมือง ที่ผู้ยิ่งใหญ่ข้างถนนทั้ง ๕ ขยะแขยง ขึ้นมาอีก จะทำอย่างไรดีครับ จับพวกเขาไปฆ่าทิ้ง เอาพวกเขาไปขังคุก หรือจะออกกฎหมายให้คนที่เลือกพรรคการเมืองนี้เป็นคนระดับล่างสุดในสังคม ไม่สมควรมีสิทธิมีเสียงในการบริหารบ้านเมือง แบบนี้ใช่มั้ยครับ
พรรคประชาธิปัตย์สาขาหนึ่งที่กำลังจะยื่นอภิปราย และพรรคประชาธิปัตย์สาขาสองที่ยึดถนนทำเนียบรัฐบาลเอาไว้ในขณะนี้ จงพึงสำเหนียกเอาไว้ว่าวันนี้ ไพร่ที่นิ่งเงียบ ไพร่ที่ไม่แสดงความในใจอะไรออกมา ไม่ใช่ว่าพวกเขาเป็นคนโง่ ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รับรู้ และที่สำคัญอย่าคิดว่าพวกเขาไม่สู้ พวกเขาได้สั่งสอนพันธมิตรเพื่อประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ มาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๙ ในอนาคตข้างหน้า หากคนในชาติจะลุกขึ้นมาต่อต้านกันแบบรุนแรงให้รู้สำนึกกันจริง ๆ บางทีอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาชนฯ ยังไม่หยุดการสร้างความเสียหายให้บ้านเมือง
พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ฯ พวกคุณไม่มีทางได้รับชัยชนะจากประชาชนอย่างแท้จริง ตราบใดที่คุณยังมองเห็นคุณค่าและความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคิดว่าพวกเขาเป็นไพร่ที่ถูกจูงจมูกได้ง่ายเหมือนกับที่พวกท่านทำอยู่ ยิ่งพวกคุณข่มขืนจิตใจพวกพวกเขามากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งสู้มากเท่านั้น
วันนี้ผมได้แต่ภาวนาให้อารมณ์ไพร่ที่คุกกรุ่นสะสมขึ้นมาทั้งประเทศ อย่าได้เกินขีดความอดทนจนลุกขึ้นมาก่อสงครามกลางเมือง เพราะคงหาคนที่จะแสดงความรับผิดชอบไม่ได้เหมือนกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นองเลือดที่ผ่าน ๆ มา ผมหวังว่าไพร่ทุกคนคงยังคงอดทนไม่ถอดใจ กับสิ่งที่น่าเอือมระอาของวิธีการข้างถนนแบบนี้ จงเก็บความรู้สึกนี้อย่างสงบแล้วบอกกับพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับที่เราเคยบอกพวกเขาแล้วครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม
----------------------------
บทความ โดย สายลมรัก
Thai Free News
ปลุก “พลังเงียบ” กู้ชาติคืน จากพันธมาร–พรรคการเมืองอัปยศ!

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว
พอดีได้นั่งดูมอนิเตอร์ข่าวเจอรายละเอียดงานเสวนาของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ได้จัดเสวนา "4 เดือนรัฐบาลสมัคร สอบผ่านหรือสอบตก" แล้วรู้สึกว่า อย่างน้อยก็มีนักวิชาการใจกล้ากลุ่มหนึ่ง ที่มองเห็นความเลวร้ายของพันธมิตรฯ
ในวันนั้นมี อ.วรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อ.กิตติ ลิ่มสกุล อาจารย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนา
หลังจากอ่านเนื้อหาจากข่าวแล้ว ก็คิดว่าวันรุ่งขึ้นประเด็นนี้น่าจะถูกขยายความตามสื่อมวลชนกระแสหลักบ้าง เพราะถือเป็นนักวิชาการใจกล้าที่ออกมาพูดโดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกด่าตามหลัง
รวมทั้งเวทีดังกล่าวก็จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครดิตน่าจะดีในแง่ของความเป็นกลาง
แต่ปรากฏว่าก็ต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะหนังสือพิมพ์เบอร์หนึ่งไม่ได้นำเสนอข่าวนี้เลย ส่วนเบอร์สองก็ตัดทอนถ้อยคำเอาเฉพาะประเด็นด่ารัฐบาลมานำเสนอ
ส่วนหนังสือพิมพ์ที่เลือกข้างอย่างชัดเจน ก็นำเสนอแค่ภาพข่าวแอบอยู่ในหลืบแทบมองไม่เห็น ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรกันอยู่
งานในวันนั้นมีนักข่าวหลายสำนักไปร่วมฟัง เพราะแต่ละคนก็อยากได้ข่าวไปนำเสนอ ซึ่งผมเชื่อว่าแต่ละคนก็มีธงในใจแล้วว่าจะต้องข่าวมัน(ส์)ๆ
สื่อที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯ ก็จัดแจงส่งนักข่าว ช่างภาพ ไปทำข่าวกันใหญ่โต เพราะเห็นหมายข่าวกับเจ้าภาพที่จัดงานด้วยแล้ว บรรณาธิการข่าวก็ยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วว่า งานนี้มีประเด็นให้โจมตีรัฐบาลแหงๆ แถมเป็นวันอาทิตย์อีกด้วย ข่าวยิ่งไม่ค่อยมี
แต่ปรากฏว่า งานเสวนาในวันนั้นเนื้อหากลับออกมาตรงกันข้าม เพราะบรรดานักวิชาการเริ่มมีความรู้สึกไม่พอใจพันธมิตรฯ กันบ้างแล้ว
โดยเฉพาะกับ ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านแสดงความคิดเห็นอย่างน่ารับฟัง
ที่ผมบอกว่าที่น่ารับฟังไม่ใช่ว่า ดร.ฐิตินันท์ ชื่นชมรัฐบาล แต่ท่านพูดเป็นกลาง นำเสนอวิธีคิดเป็นไปตามหลักวิชาการ ผ่านการคิดวิเคราะห์มาแล้ว
ท่านบอกว่า รัฐบาลถูกท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก บวกกับปัญหาการเมืองนอกสภา ทำให้รัฐบาลไม่มีสมาธิในการแก้ปัญหา ทำงานเพียง 4 เดือน มีคนที่ไม่พอใจรัฐบาลออกมาประท้วง ปิดถนน เอาคนไปชุมนุมปิดล้อมทำเนียบ ไม่กลับบ้าน แล้วบอกว่า หมดเวลาสอบแล้ว เอาข้อสอบคืนมา
ดร.ฐิตินันท์ บอกว่า ถ้าการกระทำของพันธมิตรฯ ประสบผลสำเร็จ จะเป็นความเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย
ผมถือว่าเป็นประโยคที่โดนใจที่สุด เพราะการกระทำของพันธมิตรฯ ถือว่าเลวร้ายและทุเรศที่สุดเท่าที่เคยมีม็อบขับไล่รัฐบาล
นอกจากนี้ ดร.ฐิตินันท์ ยังบอกอีกว่า แม้ตัวของท่านจะไม่ได้เลือกพรรคพลังประชาชน แต่ท่านก็เคารพคนอื่นที่เลือกพรรคนี้เข้ามา กลุ่มพันธมิตรฯ เองไม่เคยพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคนี้มาเลย มีแต่พูดถึงวาระแคบๆ ของตัวเอง มันเป็นการยึดระบอบประชาธิปไตยไทยด้วยคนกลุ่มน้อยที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งจะยอมไม่ได้
สิ่งที่ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พูดได้ถูกต้องมากที่สุดคือ ท่านรู้สึกเสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เสนอทางออก การชูวาระประชาชนก็เป็นเพียงคำโฆษณาผิวเผิน และฉาบฉวยเพื่อชนะการเลือกตั้งเท่านั้น
รศ.ดร.ฐิตินันท์ ยังแสดงความเห็นถึงการสลับขั้วเปลี่ยนรัฐบาลโดยชู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ ว่าเป็นสิ่งที่น่าสมเพชเวทนา น่าอับอาย และน่าละอายใจมากที่สุด
นอกจากนี้ท่านยังบอกว่า ประชาธิปัตย์เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้งมาครั้งหนึ่ง และการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็แพ้ แต่ก็ยังบอกว่าได้ ส.ส. มากสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งๆ ที่กรรมการก็อยู่ข้างพวกเขา กติกาก็อยู่ข้างพวกเขา คู่ต่อสู้ก็ถูกมัดมืออยู่ข้างหลัง แต่ก็ยังแพ้ขนาดนี้
หลายคนได้อ่านข่าวงานเสวนาแบบนี้แล้ว ก็ทำให้ใจชื้น ยังมีความรู้สึกว่า ประเทศไทยยังน่าอยู่ แม้บรรยากาศจะอึมครึมก็ตาม
และแม้ว่าข่าวลักษณะนี้จะไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นประเด็นใหญ่โตนัก เหมือนกับครั้งที่ คุณวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น (PRAC) ที่สาวลึกข้อมูล "คฤหาสน์หญิงเป็ด"
คุณวันชัยพานักข่าวไปดูถึงพื้นที่ แต่ก็มีสื่อกระแสหลักนำเสนอข่าวเพียงเล็กน้อย แถมยังเบี่ยงประเด็นแก้ข่าวให้ "หญิงเป็ด" อีกด้วย
ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน เพราะวันนี้สื่อมวลชนยังมัวเมากับอำนาจมืดบางสิ่งบางอย่าง และมัวเมากับลัทธิหนึ่งที่คอยพูดจาโน้มน้าวให้คนทั้งหลายเชื่อ
แต่วันนี้ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะมีสัญญาณที่ดีขึ้นบ้างแล้ว
พลังเงียบที่ไม่ได้มีปากมีเสียงนัก เริ่มจะออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเองกันมากขึ้น
พลังเงียบทั้งหลาย ถ้าคุณรำคาญกับสิ่งไม่ถูกต้อง ควรจะลุกขึ้นมาประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ว่า เมืองไทยไม่ได้ถูกครอบงำเพียงแค่คนกลุ่มเดียว เมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยอยู่
เวลานี้ ถึงเวลากู้ชาติของจริงแล้ว อย่าเอาแต่บ่นอยู่ในบ้าน อย่ามัวแต่รำคาญอยู่ในใจ
ตอนนี้พวกเราต้องเร่งทำการ "กู้ชาติ" โดยด่วน ก่อนที่ประเทศชาติจะพังพินาศย่อยยับเสียหายไปมากกว่านี้
กู้ชาติ คืนกลับมาจากพันธมารทั้งหลาย
กู้ชาติ คืนกลับมาจากพรรคการเมืองอัปยศ
กู้ชาติ คืนกลับมาจากอำนาจมืด ที่ไม่มีความเป็นธรรม!
------------------------------
ลวดหนาม
จากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ 24/06/2551
ลวดหนาม
จาก thai-grassroots
ถล่มจมเว็บไซต์ ส.ว.นกแก้ว กระหน่ำโพสต์ข้อความ “ใครเขียนบทให้อ่าน”

การประชุมวุฒิสภาครั้งที่ 3 (สมัยวิสามัญ) เป็นกรณีพิเศษ ที่เป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการอภิปรายที่จืดสนิท ไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่ทำให้เชื่อถือได้ นอกจากจะพยายามตำหนิรัฐบาลในเรื่องต่างๆ ด้วยความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก
ที่สำคัญ ส.ว. หลายคนยังงัดโผออกมาอ่านแทนการอภิปรายจนทำให้บรรยากาศน่าเบื่อสุดๆ อย่างเช่น ในช่วงเช้าก็จะมีทั้ง นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. ลากตั้งสายบ้านพระอาทิตย์ ที่ออกมาอ่านบทวิจารณ์รัฐบาล ที่ล้วนมีแต่เรื่องที่เป็นนามธรรม เช่น การบริหารโดยขาดหลักธรรมาภิบาล การไม่พยายามรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถูก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามและสอนมวย จนถึงกับหน้าถอดสี ซึ่งผู้ชมทางบ้านก็เห็นได้ชัดเจน เพราะกล้องโทรทัศน์มีการจับภาพใบหน้าอย่างใกล้ชิด
เช่นเดียวกับคนต่อมา ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว. ลากตั้งอีกคน ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะนอกจากจะนำบทมาอ่านให้สมาชิกรัฐสภาฟังแล้ว ยังออกอาการมือไม้สั่น อ่านตะกุกตะกักอยู่ตลอดเวลา จนถึงกับมีคำถามว่าเป็นผู้ร่างเอกสารดังกล่าวด้วยตัวเองหรือไม่
*ถล่มคาเว็บใครส่งบทให้อ่าน?
การอภิปรายที่จืดชืดดังกล่าวได้เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง รวมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสของคอการเมืองบนเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย
อย่างเช่น เว็บไซต์ประชาไท www.prachathai.com มีผู้ให้ความสนใจการตั้งกระทู้แสดงความคิดเห็นไว้หลายหัวข้อ
คุณ OMG “เมื่อเช้าดู...NBT เห็นแล้วผิดหวัง..."ฮ่วยบ่เฮ็ดหยังดอก" พวกนี้ไม่ได้ยากจน...รวยๆ ทั้งนั้น ..เป็นถึงคุณหญิง ยังมาหัดอ่านตามบท ใครส่งสคริปต์ให้ " บ่ฮู้เรื่อง" กลับเป็นการโชว์ความโง่ หรือฉลาด นึกว่าเก่งกาจมาจากไหน...พวกกันทั้งนั้น...ถุย...เสียดายเงินภาษี...เสียดายเงินภาษีมาหลายเรื่องแล้วตั้งแต่ 19 กันยายน...พวกแก่ดักดานเต่าล้านปี...อายเด็กเปล่าๆ”
คุณราหุล “รู้สึกเสียดายเงินภาษีของประชาชนที่ต้องมาจ่ายเงินเดือนให้พวก ส.ว. ลากตั้งพวกนี้จริงๆ สู้เอาเงินเดือนที่จะจ่ายให้คนพวกนี้ ไปทำมูลนิธิอาหารสุนัขจรจัดจะดีกว่า”
คุณลุงอินคำ “ทำได้เท่าที่เห็น แย่มาก!”
คุณขุนพิเรนทรราชย์ “…ก้มหน้าอ่านแบบนี้...ก็ทำได้แค่หาหนังสือพิมพ์มาอ่านเท่านั้นเอง”
*ส.ว.อ่อนหัด-น่าสงสารประชาชน
คุณ BOM40 “คำนูณก็ลูกน้องสนธิ กินเงินเดือนสนธิ...มันต้องทำงานสอดคล้องกันอยู่แล้ว ทางหนึ่งกดดันนอกสภา อีกทางกดดันในสภา โดนนายกฯ สมัครตอกหน้าหงาย กล้องจับที่หน้า ทำหน้าไม่ถูกเลย อ่านสคริปต์อย่างเดียว ASTV เขียนมาให้อ่านมั้ง อย่าได้เทียบชั้น ตอนอภิปราย พูดไปยิ้มไป เหมือนกับว่ากูแน่ เจอนายกฯ สมัครสอนมวย หน้านี้จากบานหุบแทบไม่ทัน ท่านสมัครจัดได้แจ่มมากครับ รอบเย็นขออีกนะ สะใจดี”
คุณ asada “จากการฟังอภิปรายของ ส.ว. ลากตั้งวันนี้ ผมอายชาวต่างชาติที่ฟังภาษาไทยออกทุกท่าน ตกลง ปชช. คงเห็นด้วยนะครับที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ รธน. โดยเร่งด่วน”
คุณสงสัย “ดูทีวีช่อง NBT ที่เหล่า ส.ว. ลากตั้งขึ้นมากล่าวร้ายรัฐบาลแล้ว ...ประเด็นไม่ชัดเจน โยงเรื่องมั่ว เอาเรื่องไม่เกี่ยวมาผูกกัน แถมโชว์ความอ่อนหัด ตื่นเต้นใจสั่นออกทีวีอีก...ทำได้แค่นี้ สงสารประเทศไทยที่มีคนเช่นนี้จริงๆ นี่ล่ะครับ ส.ว. ลากตั้ง”
*มาจากไหนทำไมกล้าอ้างประชาชน
ขณะที่เว็บไซต์ www.pantip.com .ห้องสนทนาราชดำเนิน ที่เป็นแหล่งคอการเมือง ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวเช่นกัน
คุณ anthonoy “ทำงานได้ดีมากเลยครับ ส.ว. สรรหาที่ชื่อสมชาย เข้าใจครับว่าท่านเคยเป็นสื่อ ASTV ออกอากาศมีแต่คำหยาบเกือบ 24 ชั่วโมง ไม่ว่าสักคำ (บางคนยังด่านายกฯ ด้วยซ้ำว่าใช้คำหยาบ) อยากรู้ครับว่า... ส.ว. สรรหาพวกนี้ใหญ่มาจากไหนครับ เอะอะก็จากประชาชน ขอโทษครับพวกคุณได้รับการสรรหาจากประชาชนกี่คนครับ”
คุณเถ้าแก่น้อย “คลอดมาจากอำนาจเผด็จการครับ คนไทยไม่ได้เลือก มาจากคนไม่กี่คนจิ้มเอา มานั่งเสวยสุขกินเงินเดือนเป็นแสน นั่งเครื่องฟรี ไปดูงานเมืองนอกฟรี อะไรๆก็ฟรี เสียดายเงินภาษีชิบเป๋ง เฮง...ย”
คุณ S_Chai “ผู้หญิงที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ (ยืนยันว่าอ่านทุกคำพูด) เป็น ส.ว. สรรหา สายวิชาการ เป็นถึงศาสตราจารย์ แล้วตอนสอนหนังสือจะเป็นยังไง เด็กไทยถึงโง่ตามที่งานวิจัยบอก”
คุณ Shooting Star “ก็อย่างว่า คงมีคนเขียนบทมาให้จากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร”
*อภิปรายไม่มีประโยชน์กับ ปชช.
คุณพิทักษ์เสรีชน “ สิ่งที่ผมเห็นเมื่อเช้า เกี่ยวกับ 61 ส.ว. ผมก็ได้แต่ถอนหายใจ สิ่งที่เขาได้อภิปรายถึงรัฐบาล ไม่มีประเด็นซักถาม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนเลย มีแต่คำกล่าวหา ที่ถูกตั้งธง โดยเหล่าแก๊งข้างถนน
อย่างเขาพระวิหาร รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ก็ออกมาตอบข้อสงสัยให้หมดแล้ว คนกลุ่มนี้ยังจะลากให้เป็นปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมาได้อีก
แต่อย่างไรก็ตาม ดีใจมากๆ ครับ ที่ได้ฟังคุณสมัครตอบโต้ ไม่เสียดายเลยที่ได้เลือกเข้าไปในสภา (แม้คำตอบจะขัดใจฝ่ายตรงข้ามบ้างก็เถอะครับ)
ผิดกับคนบางกลุ่ม ที่ได้รับเลือกจากคนไม่กี่กลุ่ม แต่ทำตัวกร่างเสียเหลือเกิน เหมือนตัวเองได้รับอาญาสิทธิ์จากคน 63 ล้านคน ฟาดฟันใครต่อใครก็ได้
คุณ sba (sba) “ฟัง ส.ว. ที่เป็นผู้หญิง (มาทราบภายหลังว่าเป็นคุณหญิงด้วย จากการบอกของประธาน) ที่อภิปรายในช่วงแรกๆ หลังจากที่ท่านสมัครตอบไปแล้ว พูดไม่เป็นสับปะรดจริงๆ ลอกเขามาทั้งดุ้น แถมอ่านแบบงกๆ เงิ่นๆ ใครเป็นลูกหลานแทบจะเอาปิ๊บคลุมหัว อายเขาจริงๆ ผับผ่า”
*อย่าจุดชนวนชาตินิยมทำแตกแยก
ด้านมุมมองนักวิชาการของ ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. ชี้ชัดว่าการอภิปรายอยู่ในช่วงระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม และยังแสดงให้เห็นว่าเป็นการซักฟอกอย่างไม่บริสุทธิ์ใจ เพราะกลุ่ม ส.ว. เหล่านี้มีการดำเนินการสอดรับเป็นกระแสเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กำลังชุมนุมยืดเยื้อในขณะนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างรัฐบาลแบบฉับพลันทันด่วน ทั้งที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเพียงระยะเวลาสั้นๆ
ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับการขอเปิดอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านในวันพรุ่งนี้คือ มีการพยายามใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาล และพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเห็นว่ามีกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประชาธิปไตย เป็นการนำประเด็นที่ไม่มีความผิดชัดเจนมาถกเถียงกัน ถือเป็นการใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ในกรณีการหยิบยกประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร ของประเทศกัมพูชา มาอภิปรายนั้น ชี้ให้เห็นว่ากำลังใช้ชาตินิยมที่ผิดๆ กับประชาชน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือโจมตีใส่ร้าย เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การมาทวงสิทธิ์ในตอนนี้ ขณะนี้ไม่ถูกต้อง
*ทวงถามมารยาทประชาธิปัตย์
ในขณะที่ ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ภาพรวมของการเปิดอภิปรายทั่วไปของ ส.ว. นั้น มีความจืดชืดเพราะเจตนาที่แท้จริงเพียงเพื่อต้องการด่ารัฐบาล ไม่ได้มีการตระเตรียมข้อมูลอะไรมากมาย และมีการหยิบยกเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ รวมทั้งมีการพาดพิงถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. ว่ามุ่งหวังล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยแท้จริงแล้ว เป็นการกล่าวหาว่ารัฐบาลมีท่าทีเป็นมิตรกับคนที่คิดล้มล้างสถาบัน และมุ่งหวังโจมตีรัฐบาล ซึ่งจะเป็นการสอดรับกับการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯนอกรัฐสภา เพื่อให้นำประเด็นดังกล่าวมาพูดบนเวทีเพื่อปลุกระดมต่อไป
ทั้งนี้มีข้อสังเกตที่น่าจับตามองคือ ส.ว. ที่ทำการขออภิปรายนั้นส่วนใหญ่ล้วนเป็น ส.ว. สรรหาแทบทั้งสิ้น มีทั้งกลุ่มเอ็นจีโอ นักวิชาการ และกลุ่มพันธมิตรฯ เก่า เป็นการตีรวน โจมตีนายกรัฐมนตรี ชี้ให้เห็นถึงความไม่บริสุทธิ์ใจในการอภิปรายทั่วไป ส่วนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านนั้น หากกล่าวในทางหลักการทางมารยาทแล้ว ต้องถามย้อนกลับไปว่า ถึงเวลาแล้วหรือที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลเพิ่งทำหน้าที่เพียง 4 เดือนเท่านั้น
*ซัด ปชป.ซักฟอกรับลูกพันธมิตร
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า การยื่นญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีความต้องการจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะรัฐบาลทำงานมาได้แค่ 4 เดือน ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น เจตนาแท้จริงของพรรคฝ่ายค้านเพื่อต้องการเติมเกมให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ เพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลเพียงเพื่อต้องการให้ญัตติอภิปรายค้างในสภา ส่งผลให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่สามารถใช้ช่องทางการยุบสภาได้ นอกจากจะต้องลาออกเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นจึงตรงกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ และหาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะหยิบประโยชน์จากสถานการณ์นี้ โดยการชวนพรรคร่วมรัฐบาลให้ย้ายขั้วเปลี่ยนข้าง พร้อมทั้งผลักดันให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน
*เชื่อนายกฯ-7 รมต.สอบผ่านฉลุย
ด้าน นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคพลังประชาชนในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มั่นใจว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก 7 คน จะได้รับเสียงไว้วางใจจาก ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลทุกคน และแน่ใจว่าจะไม่มีปรากฏการณ์งูเห่าออกเสียงสนับสนุนฝ่ายค้าน
"รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศมาได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น แม้แต่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บางคนยังมาพูดคุยกับผมบอกว่าเร็วเกินไปที่จะเปิดอภิปรายในช่วงนี้ เพราะเห็นตรงกันว่าเวลาที่เหมาะสมแก่การเปิดอภิปรายคือสมัยสามัญทั่วไปในปี 2552 เรื่องงูเห่านี้ยืนยันได้ 1,000 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีเกิดขึ้นในพรรคร่วมรัฐบาลแน่ เพราะจากการพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพรรคร่วม ต่างยืนยันว่าจะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชาชนต่อไป เพราะยังไม่มีข้อบกพร่องอะไร”นายนัจมุดดีนกล่าว
*นอกสภา-ในสภารับลูกถล่มรัฐบาล
นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การอภิปรายของฝ่ายค้าน เป็นเพียงการเมืองเชิงจิตวิทยาเท่านั้น ซึ่งหากมองตามอำนาจหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ แต่คงจะเป็นไปได้ยากที่จะโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่เขาพูดว่ารัฐบาลมีความผิด เพราะว่าตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนทั้งสองฝ่ายจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ มันมาจากอำนาจของคนเพียงไม่กี่คน
“ส่วนญัตติของ ส.ว. ส่วนใหญ่จะสะท้อนความคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้าจะให้ดีน่าจะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้เป้าหมายของคนกลุ่มนี้มันเป็นการเล่นเกมนอกสภา เป็นการทำงานของคน 2 กลุ่มที่แยกหน้าที่กัน เมื่อ ส.ว. หรือ ส.ส. ยื่นญัตติก็เป็นเรื่องที่อยู่ในกฎหมาย เป็นการปฏิบัติตามเกมของสภา ส่วนพวกที่เฮ้วๆ อยู่นั้นก็เป็นการเล่นเกมนอกสภา เดี๋ยวประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง” นายสุนัยกล่าว
*ส.ว.-ปชป.เปิดอภิปรายเร็วเกินไป
ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน และในฐานะคณะทำงานติดตามและวิเคราะห์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (วอร์รูม) กล่าวถึงกรณีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของพรรคฝ่ายค้าน ในวันที่ 24 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ว่า ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงท่าทีไม่พร้อมในด้านข้อมูลที่จะทำการเปิดอภิปรายรัฐบาล โดยมีการต่อว่าต่อขานรัฐบาลว่าเปิดให้เวลาอภิปรายน้อยเกินไป แต่อันที่จริงแล้วฝ่ายค้านมีข้อมูลไม่เพียงพอ เพราะไม่นึกฝันว่ารัฐบาลจะยอมรับญัตตินี้
นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังลืมคำพูดของตนเอง ที่กล่าวไว้ว่าหากรัฐบาลยอมเปิดให้ฝ่ายค้านทำการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สถานการณ์ทางบ้านเมืองก็จะคลี่คลาย และเข้าสู่สภาวะปกติ ในทางกลับกัน เมื่อรัฐบาลเปิดโอกาส พรรคฝ่ายค้านกลับไม่รับผิดชอบสัญญาของตนเอง และเฉไฉหาว่ารัฐบาลทำกระชั้นชิด และใช้สภาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
นายสุทินระบุด้วยว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน และของ ส.ว. ทั้ง 61 คนนั้น ถือว่ารวดเร็วเกินไป ไม่เป็นประโยชน์ แต่จะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์บ้านเมือง
*ไล่ส่ง ปชป.ออกไปชุมนุมกับม็อบ
ด้าน พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลเพิ่งทำงานมาได้เพียงแค่ 4 เดือน แม้ว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายก็จริง แต่ตอนนี้ก็เป็นการทำงานต่อเนื่องจากรัฐบาลขิงแก่ จริงๆ แล้วรัฐบาลจะต้องเริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคม ควรต้องรออีก 1 ปีกับอีก 4 เดือน นั่นคือ 16 เดือน ฝ่ายค้านควรรอฟังผลงานของรัฐบาลในช่วงนั้น ต้องใช้เวลา แต่ฝ่ายค้านใจร้อนเกินไป สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็ไม่มีการอภิปรายรัฐบาลเร็วขนาดนี้
“ในเมื่อรัฐบาลก็ถอยหมดทุกอย่างแล้ว รวมทั้ง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ลาออกไปแล้ว เรื่องแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาลก็หยุดแล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังมีการเล่นการเมืองทั้งนอกและในสภา ก็เพราะอยากเป็นรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม หากไม่เชื่อมั่นในสภา ก็ควรไปเล่นข้างนอก ไปรวมกับกลุ่มพันธมิตรฯ”
พ.ต.ท.กานต์ ยังกล่าวถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่า ในเมื่อแก่แล้ว หากจะมาจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องดี หากอยากเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ควรปรับกลยุทธ์ในการให้คำปรึกษาคนรุ่นใหม่ในการบริหารบ้านเมือง อีกทั้งตนไม่อยากให้มีการชุมนุมอย่างนี้ เพราะระบอบการปกครองประเทศจะเสียหาย
*" บรรหาร " ยันไม่มีผลให้ปรับขั้ว
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า คงต้องรอดูและติดตามสถานการณ์ต่อไป แต่ยืนยันว่าไม่มีผลต่อกระแสข่าวการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทั้งนี้ จากการที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร หรือ เรื่องรถประจำทาง จำนวน 6,000 คัน ขึ้นมาอภิปรายนั้น ที่ผ่านมาทางรัฐมนตรีของพรรคชาติไทยได้มีการเตือนให้ไตร่ตรองกรณีดังกล่าวให้รอบคอบก่อน ซึ่งจากนี้ยังต้องการให้พรรคพลังประชาชนรับฟังความคิดเห็นบางส่วนจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคด้วย
หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวด้วยว่า ไม่ห่วงต่อกระแสที่พรรคฝ่ายค้านหรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะความคิดดังกล่าวคงไม่มีผล และการเลือกตั้งนั้นยังคงเป็นที่ยอมรับจากการนำมาซึ่งประชาธิปไตย

